[EverY] Truth or Dare #เกมท้ารัก (Yaoi)

ตอนที่ 21 : บทที่ 20 (จบ)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 21,635
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 536 ครั้ง
    20 ก.พ. 63




20




“ก็สไตล์มันไม่ได้ไง”

“แต่ตอนนี้ก็ต้องหาคนแทนไปก่อน มีแค่กีตาร์กับเบสจะซ้อมยังไง”

“เปิดเทปมะ เอาที่เคยอัดของไอ้เตไว้มาเปิดละเล่นตามงี้”

“...”

“เฮ้ย กูว่าได้”

“ทำไมเจดดื้ออ่ะ”

“เอ๊า...” แทนที่ถูกดุแล้วจะสลด ไอ้พี่เครากลับหัวเราะ แต่พอเงยหน้าขึ้นจากโมเดลเห็นหน้าเจไดที่กอดอกขมวดคิ้วมุ่นก็อดหัวเราะไม่ได้เหมือนกัน 

ท่าทางน่าแกล้งแบบนี้ถึงไม่มีใครเรียกว่าพี่ ทั้งที่เจไดเรียนอยู่เภสัชปีสี่ แก่กว่าผมกับไอ้พี่เคราอีก 

สองคนนี้เถียงกันมาเกือบชั่วโมงเรื่องหาคนมาตีกลองแทนเพื่อนพี่เจดที่ไม่ว่างกะทันหัน แถมเพื่อนเจไดที่เคยชวนมาเทสต์ก็เล่นไม่เข้ากัน

“งั้นไม่ซ้อมแม่ง ขี้เกียจละ” สุดท้ายไอ้พี่เคราก็ตัดบท ถอดกีตาร์ออกจากไหล่ดื้อๆ จนอีกคนหน้าบึ้งกว่าเก่าถอนหายใจหนัก

“เราไปสูบบุหรี่ดีกว่า” ว่าแล้วก็ถอดเบสวางข้างกัน ควักบุหรี่เดินออกไปที่สวนอย่างไม่สบอารมณ์

ผมได้แต่ขำที่สองคนนี้เอาแต่ทะเลาะกันเป็นเด็กๆ ลุกขึ้นเดินไปหาพี่เจดที่หยิบบุหรี่ออกมาคาบพลางมองตามแผ่นหลังคนตัวเล็กกว่าไม่วางตา

“ไม่ง้อ?” ถือวิสาสะหยิบบุหรี่ในซองพี่เจดมาจุดสูบบ้าง 

“เดี๋ยวค่อย” ไอ้พี่เครายักไหล่ พลางยิ้มขำ “เจมันน่ารักสุดเวลางอนนี่แหละ”   

ผมหัวเราะเสียงดัง “มิน่า ชอบหาเรื่องทะเลาะกัน”

ความสัมพันธ์ของสองคนนี้เป็นอะไรที่ยากจะเข้าใจ ประมาณว่าคนหนึ่งตามจีบ ส่วนอีกคนก็กำลังเล่นตัวเพราะไม่เคยถูกใครจีบมาก่อนในชีวิต น่าตลกตรงที่คนออกตัวว่าจะเป็นฝ่ายจีบดันเป็นเจได... แต่เท่าที่ดูเหมือนจะเป็นไอ้พี่เคราต่างหากที่เป็นฝ่ายแพ้เขาทุกทาง

“แล้วไอ้เตอ่ะ” 

“กลับบ้าน”

หลังออกจากโรงพยาบาล ทุกอาทิตย์จะมีคนมารับเขาไปบ้านใหญ่เพื่อคุยกับจิตแพทย์ประจำตระกูล แล้วอยู่กินข้าวเย็นที่นั่นต่อ... เป็นวิธีสานสัมพันธ์ของสองพ่อลูกที่ที่ผ่านมาแทบไม่ได้คุยกัน

“ตกลงมันจะไม่กลับมาตีกลอง?” เลิกคิ้วพลางเคาะบุหรี่ลงที่เขี่ยข้างตัว ผมสูดควัน ยักไหล่

“คงไม่” 

“เสียดายสัด” ผมหัวเราะ พี่เจดบ่นเสียดายอยู่ทุกวันนับตั้งแต่พี่เตขอออกจากวงต่อให้แขนหายดี 

เขาค้นพบมานานว่าลึกๆ แล้วไม่ได้ชอบมัน เหมือนที่เขาเลิกเล่นบาส... พี่เตกำลังตีตัวออกห่างจากอะไรก็ตามที่เคยทำเพื่อทดแทนตัวตนของพี่ชาย

อะไรก็ตามที่กัดกินอยู่ภายในใจเขามานาน 

แน่นอนว่าเขาไม่ได้เกลียดมัน เขาแค่กำลังพยายามหาทางกลับมาเป็นตัวเอง

“แต่มึงเคยบอกว่ามันเก่งทุกอย่าง” พี่เจดหันมาเลิกคิ้วถาม ดับบุหรี่ที่สูบถึงก้นกรอง

“อือ เขาเล่นได้หมดอ่ะ กีตาร์ เบส กลอง ตัวท็อปวิชาดนตรี” ในห้องถึงมีเครื่องดนตรีครบวง บางครั้งผมเห็นเขาหยิบกีตาร์โปร่งมาเกาเล่นเป็นเพลงไม่คุ้นหูที่น่าจะแต่งเอง

“งั้นมันคงไม่ได้เกลียดดนตรี” พี่เจดหัวเราะเบาๆ จบบทสนทนาดื้อๆ ด้วยการลุกขึ้นจากลำโพงที่ใช้ต่างเก้าอี้ เดินเนือยๆ ออกไปที่ระเบียง 

ผมอมยิ้ม มองไอ้พี่เคราที่แอบย่องไปยืนซ้อนหลังคนหน้าบูดที่ระเบียง ทำเป็นล้วงกระเป๋าแล้วโน้มตัวเอาคางเกยหัวคนตัวเล็กกว่าจนเจไดหันมาโวยวายใส่ ก่อกวนจนใบหน้าบึ้งตึงกลับมาหัวเราะ ปิดท้ายด้วยการยอมให้ลูบเคราเล่น เป็นอันจบการง้อแบบเนียนๆ 

งี้ไม่เรียกจีบแล้วมั้ง... คบกันแล้วนี่หว่า

ผมดับบุหรี่ เบือนหน้าหนีจากคนกำลังสวีท หันมาหยิบกีตาร์ที่ตั้งอยู่ข้างๆ ดีดเล่นแก้เบื่อ ตอนมอต้นเคยเห่อเล่นอยู่พักหนึ่งเหมือนกัน แต่เลิกไปนาน จำไม่ได้สักคอร์ดด้วยซ้ำ พอไอ้พี่เครากลับมาเห็นผมเล่นสั่วๆ ก็หัวเราะใส่

“ห่วยสัด” ผมยักไหล่ กำลังจะคืนกีตาร์ให้ แต่ดันนึกอะไรขึ้นได้

“ป๊า” เงยหน้าขึ้นสบตาทำหน้าจริงจัง 

“สอนเล่นกีตาร์หน่อยดิ”






ผมสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ และริมฝีปากหยุ่นที่กดลงมาบนหน้าผาก เปลือกตา ผิวแก้ม... ปลายจมูก ก่อนจะทาบลงมาบนริมฝีปาก

สัมผัสที่คุ้นเคย กลิ่นที่จำได้ดีว่าเป็นของเขา ทำให้ผมหลุดยิ้มก่อนลืมตาขึ้นมา สบตากับเจ้าของใบหน้าที่อยู่ห่างเพียงลมหายใจ

“มานอนอะไรตรงนี้” เสียงทุ้มเอ่ยถามพลางงับปลายจมูกผมเบาๆ 

ผมหัวเราะ เพิ่งรู้ว่าตัวเองเผลอหลับบนลานซ้อมทั้งที่ยังมีกีตาร์อยู่ในอ้อมกอด หัวซุกอยู่กับพุงเปียกปูนที่หลับอุตุข้างกัน

“พิชญ์ง่วง” ปล่อยมือจากกีตาร์แล้วพลิกตัวกลับมาหนุนตัก กอดเอวหนาอย่างออดอ้อน

พี่เตหัวเราะเบาๆ ลากนิ้วเกลี่ยผมทัดหู หมุนต่างหูผมเล่นไปพลาง “กินข้าวยัง”

“ยังไม่หิว” ผมส่ายหน้า ถูจมูกกับหน้าท้องเขา กะจะอยู่แบบนี้อีกสักพัก แต่นึกได้ว่ายังไม่ได้อวดสิ่งที่ตั้งใจฝึกมาค่อนวัน

“หืม?” พี่เตเลิกคิ้วเมื่ออยู่ๆ ผมก็ลืมตา เงยหน้าสบตาเขาแล้วยิ้ม

“วันนี้ผมให้พี่เจดสอนกีตาร์” ลุกขึ้นหยิบกีตาร์มาวางบนตัก เอื้อมหยิบปิ๊กที่ทำหล่นอยู่ใกล้ๆ 

“แป๊บนะ” ยกนิ้วเกาใต้ตามึนๆ เพราะเพิ่งตื่น นึกอยู่สักพักกว่าจะจำคอร์ดได้ ทาบนิ้วลงไปบนสายกีตาร์อย่างเก้กัง 

เปียกปูนสะดุ้งตื่นตอนผมเริ่มดีดคอร์ดหนึ่ง เจ้าตัวเล็กสะบัดตัวนั่งจ้องผมที่ดีดกีตาร์เป็นจังหวะกระท่อนกระแท่นไม่ถึงนาทีก็วิ่งหนีไปคล้ายรำคาญ ได้ยินเสียงหัวเราะขบขันจากร่างสูงที่ขยับตัวมานั่งซ้อนหลังโอบเอวผมพลางแกล้งงับหูเบาๆ

“เพลงอะไร” เอ่ยถามเมื่อผมเล่นจนจบ มันคงไม่ปะติดปะต่อเกินไปจนเขาจำไม่ได้

“ไม่รู้เหมือนกัน” หัวเราะให้กับความอ่อนหัดของตัวเอง เอี้ยวตัวกลับไปสบตาเขาก่อนเฉลย “ผมเคยได้ยินพี่เล่น”

“หือ?” พอเห็นเขาทำสีหน้าประหลาดใจผมเลยเปลี่ยนจากดีดกีตาร์เป็นส่งเสียงฮัมในลำคอ

“ดื่อดื๊อดือดื่อดือ~” คิ้วเข้มเลิกขึ้นก่อนหลุดหัวเราะใส่ทำนองประหลาดที่เปล่งออกมา ผมพยายามฮัมเท่าที่จำได้ แต่สุดท้ายก็หลุดหัวเราะ ยกมือยอมแพ้ “โอเค ช่างมัน”

พี่เตหัวเราะอีกรอบ ก่อนเอื้อมมือมาจับกีตาร์ทั้งที่ยังนั่งซ้อนหลังผมอย่างนั้น นิ้วเรียวทาบคอร์ดแล้วเริ่มเกาเป็นทำนองที่ผมเพิ่งพยายามจะเล่น 

คราวนี้มันลื่นไหล เป็นเสียงเพลงที่ผมจำได้ว่าเขาเคยเล่นมัน

“ดื่อดื๊อดือดื่อดือ~” ไม่วายฮัมเสียงล้อเลียน ผมแกล้งหันไปทำหน้าคาดโทษแล้วหลุดยิ้มออกมา อ้อมแขนแกร่งกอดเอวผมแน่น จูบโหนกแก้มไล่ขึ้นไปถึงขมับก่อนเอ่ยพึมพำ

“เคยแต่งให้วงภพเล่น” ผมร้องอ๋อในใจ เอี้ยวหน้ากลับไปถามคำด้วยคำพูดพี่เจด

“พี่ไม่ได้เกลียดดนตรีใช่ไหม” 

เขาเลิกคิ้ว นิ่งคิดสักพักแล้วยักไหล่ “ไม่รู้เหมือนกัน”

ผมหรี่ตา พยายามคิดว่ามีอะไรอีกที่เขาชอบหรือไม่ชอบ หลายอย่างที่ผมเคยรู้เปลี่ยนไปนับตั้งแต่อุบัติเหตุคราวนั้น 

“พี่ไม่ชอบบาส ไม่ชอบกลอง ไม่แน่ใจว่าเกลียดดนตรีไหม...แล้วสถาปัตย์อ่ะ ชอบไหม”

เขามองผม ยิ้มขำกับท่าทางจริงจัง ก่อนยกมือเกลี่ยเส้นผมเบาๆ พลางฝังริมฝีปากลงมาที่ขมับอีกครั้ง 

“อืม”

คำตอบทำให้ผมยิ้มกว้าง หมุนตัวกลับไปนั่งคร่อมตักเขายกแขนโอบรอบคอแกร่งทั้งที่ยังมีกีตาร์คั่นกลาง 

“ดีจัง” เขายิ้มกว้างกว่าเดิม สายตาฉาบความเอ็นดูปนขบขัน

“มีอีกอย่างที่ผมรู้ว่าพี่ชอบ” ผมแกล้งหรี่ตา ตีหน้าจริงจังอีกครั้ง กระชับอ้อมแขนคลอเคลียปลายจมูกกับจมูกเขา 

“ผมไง” เฉลยคำตอบที่ทำให้ร่างสูงชะงัก ย่นคิ้วล้อเลียน ก่อนจะเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างแล้วทาบริมฝีปากลงมา แทรกเรียวลิ้นเล่นล้อกับปลายลิ้น ดูดดุด ขบเม้มริมฝีปากล่างคล้ายมันเขี้ยวก่อนผละออกไป 

มือหนาดึงหน้าผมลงไปซบไหล่ เอียงซุกปลายจมูกลงกับกลุ่มผมแล้วจับโยกไปมาเหมือนเด็กก่อนกระซิบแก้คำ

“รักต่างหาก”

แล้วเราก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน





ผมได้ยินเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์ตัวเอง แต่คนที่กดรับคือเจ้าของอ้อมกอดที่เอื้อมมือข้ามฝั่งมากดรับให้ราวกับกลัวว่าเสียงมันจะรบกวน

“อือ... กู” เสียงทุ้มตอบรับปลายสายที่ได้ยินเสียงแว่วมาก็เดาได้ว่าเป็นใคร 

“น้องหลับ”

หลุดยิ้มกับสรรพนามที่เขาใช้ ก่อนขยับขึ้นไปซบอกกว้าง เกยก่ายร่างกำยำใต้ผ้าห่มที่เปลือยเปล่าไม่ต่าง 

ต้นขาเสียดสีกับกลางร่าง...ที่ตื่นตัวขึ้นมาเพียงสัมผัส

“หึ” เขาหัวเราะในลำคอกับความซุกซน แกล้งกดจูบหนักๆ ลงมาบนกลุ่มผม ขบเม้มใบหูเบาๆ 

ฝ่ามือใหญ่ไล้ลูบตามแนวสันหลัง ก่อนเลื่อนต่ำลงสู่สะโพก แล้วนวดคลึงเอาคืนบ้าง

“อืม...” หลุดเสียงครางจนคนที่คุยโทรศัพท์อยู่ก้มลงมาจูบปิดปาก หูยังฟังปลายสายบ่นอะไรเหยียดยาวก่อนผละออกไปตอบคำถาม 

“ไม่ว่าง”

พี่เจดคงโทรมาชวนไปไหนอีก แต่อย่างว่า วันนี้เรามีนัดแล้ว

“ธุระครอบครัว” ผมหัวเราะให้ข้ออ้างของเขาอีกครั้ง หรี่ตาขึ้นมามองเจ้าของเสียงทุ้มที่ยิ้มมุมปาก ก่อนตัดสาย โยนโทรศัพท์ผมไว้ข้างเตียง

“ธุระครอบครัว?” ผมแกล้งเลิกคิ้วล้อเลียนจนอีกคนหัวเราะเบาๆ มือที่เพิ่งว่างสอดเข้ามานวดท้ายทอยเรียกให้ตอบรับริมฝีปากที่แนบสนิทลงมา มืออีกข้างยังวุ่นวายอยู่กับสะโพกที่คงขึ้นรอยจากกิจกามก่อนหน้า... 

และคงไม่วายช้ำยิ่งกว่าจากกิจกรรมเดียวกัน



- CUT -
(วาร์ปอยู่หน้า เพจ นะคะ)




ผมจัดปกเสื้อซ้ำๆ ดึงผมมาปรกจนมั่นใจว่ารอยสีกุหลาบจะไม่หลุดลอดสู่สายตา ขณะที่อีกคนใส่เพียงเสื้อยืดกางเกงยีน ไม่สนใจสักนิดว่าที่ลำคอจะมีร่องรอยใด

โชคดีที่เป็นเพียงสีจาง และผมยั้งใจไม่ให้ทำรอยใหม่นอกร่มผ้าได้ ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงไม่เอะใจ 

“หล่อแล้ว” พอเห็นผมยืนส่องกระจกอยู่นาน ร่างสูงก็มายืนซ้อนหลัง แหวกผมที่เพิ่งจัดกดจูบลงมาที่ซอกคอหน้าตาเฉย 

ผมเอียงคอหนีส่งสายตาตำหนิแล้วดึงผมลงมาปิดคอไว้อีกรอบ 

“แน่ใจเหรอว่าไม่ต้องถอดนี่” ชี้จิลที่จมูกพร้อมแลบลิ้น แต่เขากลับหัวเราะ แกล้งยื่นหน้ามางับลิ้นผม ดูดดุนสักพักก่อนผละออกไปกดจูบปีกจมูกเบาๆ

“พ่อไม่ว่าหรอก”

นั่นแหละเหตุผลที่ทำให้ผมลุกมาเตรียมตัวตั้งแต่บ่ายทั้งที่เหนื่อยร่างแทบพัง... ‘ธุระครอบครัว’ ของเขา

คำพูดเฉยชาของพี่เตไม่ได้ทำให้ผมใจชื้นขึ้นสักนิด ได้แต่ยักไหล่ยอมแพ้ หมุนตัวกลับมากอดร่างสูงออดอ้อนให้คลายกังวล

“ตื่นเต้น” 

เขาหัวเราะ โอบกลับพลางจูบขมับ ลูบหลังเบาๆ “ก็เคยเจอกันแล้ว”

“มันเหมือนกันที่ไหน” 

ตอนนั้นสถานการณ์กำลังวุ่นวาย ผมไม่มีสติสักนิดตอนโทรหาพ่อพี่เต กระทั่งเจอกันก็เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าเขาจะปลอดภัย พยายามปลอบทั้งที่ตัวเองนั่นแหละที่เป็นฝ่ายร้องไห้จนตาบวม

“ไปเถอะ” จูบหน้าผากผมครั้งหนึ่งก่อนผละอ้อมแขน เอื้อมมือมาจับมือผมเดินออกจากห้อง 

คนขับรถที่พ่อพี่เตส่งมารับพาเรามายังบ้านใหญ่ที่ไม่ได้ใหญ่ด้วยขนาด แต่พื้นที่หลายไร่ปกคลุมด้วยต้นไม้เขียวครึ้มร่มรื่น ขับผ่านรั้วบ้านมาสักระยะจึงเห็นสถาปัตยกรรมโมเดิร์นคล้ายกล่องที่ทำจากหินสีเข้มสองก้อนเชื่อมด้วยระเบียงสีอ่อน ไม่ได้ดูโออ่าแต่เรียบหรู ออกจะกะทัดรัด เหมาะกับการอยู่คนเดียว

พี่เตบอกว่าหลังหย่าจากครอบครัวใหญ่พ่อเขาก็ยกบ้านที่เคยอยู่ให้ครอบครัวฝ่ายหญิง แล้วแยกมาอยู่บ้านหลังนี้ที่เพิ่งสร้างเสร็จไม่นาน บ้านสีครึ้มให้บรรยากาศต่างจากบ้านทั่วไป คล้ายเจ้าของจงใจให้มันดูเย็นชืดเปล่าดายแค่มองด้วยสายตา

แต่บรรยากาศข้างในตรงกันข้าม ด้วยรายละเอียดที่ดูเรียบง่ายแต่ไม่โล่งเกินไป สีสันของแผ่นหินผสมไม้ที่ถูกจัดวางองค์ประกอบให้เข้ากับแสงจากทั้งภายในและภายนอกให้ความรู้สึกอบอุ่น กระจกบานกว้างที่ทำให้เห็นทัศนียภาพของต้นไม้รอบบ้านก็ชวนสบายตา 

พี่เตพาผมเดินผ่านห้องรับแขกเข้ามาที่ครัว พอเห็นร่างสูงสมส่วนในเสื้อยืดสีเข้มกับกางเกงยีนสบายๆ ไม่ต่างจากคนข้างๆ ก็ประหลาดใจ 

ดูเหมือนผมจะเป็นคนเดียวที่กังวลกับการแต่งตัว



“พ่อ” เสียงทุ้มเอ่ยเรียก เจ้าของบ้านจึงหันกลับมาคลี่ยิ้มรับเผยริ้วรอยแห่งวัยที่สร้างความแตกต่างให้สองพ่อลูกที่เหมือนกันราวถอดแบบ

ใบหน้าไร้ที่ติที่ผมเพิ่งได้คำตอบชัดว่าได้มาจากไหน 

“สวัสดีครับ” ผมยกมือไหว้ พ่อพี่เตรับไหว้ ยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนหันไปหาลูกชาย

“พ่อมาตรวจวัตถุดิบ” ผายมือไปยังโต๊ะหินอ่อนกลางห้องครัว มีวัตถุดิบสำหรับอาหารค่ำวางเรียงไว้

ร่างสูงเดินตามไปยืนข้างๆ พ่อตัวเอง หยิบนู่นนี่ขึ้นมาแตะๆ ดมๆ แล้วพยักหน้า สองพ่อลูกยักไหล่ให้กัน

ผมหลุดยิ้มกับท่าทางที่เหมือนกันไปซะหมด แล้วเผลอกัดริมฝีปากอย่างประหม่าอีกครั้งเมื่อทั้งคู่หันมา พ่อยิ้มให้ผมอีกรอบสายตาสีรัตติกาลที่เข้มกว่าของพี่เตฉายแววเอ็นดู

“ดีใจที่มา” 

ผมยิ้มกว้างกว่าเดิม มองหน้าท่านสลับกับพี่เตที่ยิ้มมาให้เหมือนกัน ร่างสูงเดินกลับมาหาผม ยกแขนพาดบ่าแล้วพาเดินไปด้วยกัน

“อยากช่วยไหม” ผมพยักหน้าทันควัน ถึงสกิลการทำอาหารของผมจะห่วยมาก แต่คงพอทำอะไรได้ ดีกว่าให้ยืนประหม่าอยู่คนเดียว

ทุกอาทิตย์ที่พี่เตกลับบ้านใหญ่ เขาจะเล่าให้ผมฟังว่าทำอะไรบ้าง ลุงหมอพูดว่าอะไร เขากับพ่อคุยอะไรกัน บอกทุกอย่างเพื่อให้ผมสบายใจ และวันนี้เขาพาผมมาเพื่อให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่พูดไว้จริงๆ 

ความสัมพันธ์พ่อลูกกำลังก้าวหน้าไปในทางที่ดี ผ่านกิจกรรมง่ายๆ อย่างการเข้าครัวที่ทั้งคู่ถนัดเหมือนกัน... ผมเพิ่งรู้เมื่อไม่นานว่าพี่เตได้พรสวรรค์ด้านการทำอาหารมาจากใคร

“แต่พ่อชอบอาหารไทย” บทสนทนาเรียบๆ ปัดบรรยากาศให้ความกระอักกระอ่วนหายไป 

“พี่เตทำแต่อาหารฝรั่งให้พิชญ์กิน” ถ้าผมไม่ขอก็คงได้กินแต่พาสต้า แป้ง ชีสอะไรเทือกๆ นั้น 

“เขาอยู่อเมริกามานาน” ผมหัวเราะ หันไปมองเจ้าตัวที่ยกยิ้มยักไหล่อย่างได้ใจที่มีคนแก้ตัวให้ ก่อนเดินไปหยิบไก่อบที่ตัวเองทำไว้มาส่งให้ผมจัดจาน

หน้าที่ผมมีเท่านั้น ใช้สกิลด้านศิลปะที่ร่ำเรียนมาจัดองค์ประกอบในจานสำหรับมื้อค่ำ

สองพ่อลูกแข่งกันทำอาหารซะเยอะ ทั้งอาหารไทยอาหารฝรั่งปะปนตามใจคนทำ ผ่านไปหลายชั่วโมงสำหรับอาหารเกือบสิบเมนูที่วางเต็มโต๊ะราวกับมีงานเลี้ยง 

“หิว” ผมเบิกตากว้างใส่คนที่ล้างมือถอดผ้ากันเปื้อนเสร็จก็เดินมาโอบไหล่ จูบแก้มผมซ้ำๆ เหมือนขอรางวัล หันไปมองพ่อพี่เตก็เห็นท่านยิ้มขำ เดินไปนั่งที่โต๊ะอาหารคนแรก 

พี่เตพาผมไปนั่งตาม มื้ออาหารเรียบง่ายเริ่มต้นโดยไม่มีพิธีรีตอง พ่อลูกคล้ายจะกดดันผมเงียบๆ ด้วยการจ้องมาทุกครั้งที่ผมตักอาหารของตัวเองใส่จาน รอลุ้นถึงรสชาติ และทำท่าน้อยใจเมื่อผมหันไปตักอาหารของอีกคน 

สุดท้ายเลยต้องกินทุกอย่างเท่าๆ กันจนพุงกาง

“พิชญ์เรียนอีกสามปีใช่ไหม” เสียงทุ้มแหบเอ่ยถามหลังจากกินกันอิ่มได้ไม่นาน

“ครับ ปีนี้พิชญ์อยู่ปีสอง” ผมตอบพลางจิบไวน์ที่พ่อเพิ่งรินให้ ท่านเหลือบมองผมสลับกับพี่เตก่อนเอ่ยถาม

“สนใจมาทำงานบริษัทพ่อไหม” 

“พ่อ” ได้แต่กะพริบตาปริบๆ เมื่อคนที่เงียบไปนานเอ่ยเสียงปราม พ่อพี่เตยักไหล่ จิบไวน์บ้าง แต่ยังไม่วายหันมาสบตา

“ลองมาฝึกงานก่อนก็ได้” 

“ขอบคุณครับ แต่พิชญ์ชอบบริษัทเล็กๆ มากกว่า” ผมยิ้ม ตอบตามตรง เจ้าของฝ่ามือที่กุมมือผมไว้หัวเราะเบาๆ ขณะที่พ่อเลิกคิ้ว ยักไหล่ไม่คาดคั้น ก่อนหันไปพูดประเด็นใหม่กับลูกชาย

“แล้วเรื่องรถแก...”

“ผมว่าจะซ่อมมอเตอร์ไซค์” แต่ไม่ทันเอ่ยจบพี่เตก็เอ่ยขึ้นมา ทั้งผมทั้งพ่อเบิกตากว้างก่อนโพล่งออกมาพร้อมกัน 

“ไม่ได้!” 

พี่เตชะงักมือที่กำลังจะจิบไวน์ มองผมที่บีบมือเขาแรงขึ้น สบตาจริงจัง ก่อนที่พ่อจะเป็นฝ่ายพูดขึ้นมา

“พ่อรู้ว่าแกไม่คิดจะทำแบบนั้นอีก... แต่เรื่องนี้พ่อขอ” 

เขามองพ่อสลับกับผมคล้ายประหลาดใจ ก่อนถอนหายใจเบาๆ 

“ผมแค่จะซ่อมของภพเก็บไว้ ไม่ได้ตั้งใจจะกลับไปขับ” ว่าพลางไล้นิ้วกับหลังมือผมให้คลายกังวล แล้วหันไปให้คำตอบพ่ออีกครั้ง

“ไม่ต้องซื้อใหม่หรอก เอาคันเก่าของพ่อมาให้ผมก็ได้ เห็นมีตั้งหลายคัน” 

ผมหลุดยิ้มกับนิสัยแปลกๆ ของเขา ที่ไม่รู้ว่ากลัวสิ้นเปลืองหรือแค่ชอบของเก่า หลายๆ อย่างที่เขาใช้ถึงได้เป็นของมือสอง ตกทอดมาจากคนอื่นทั้งนั้น ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ ยันห้องที่อยู่ทุกวันนี้ก็เป็นห้องที่พ่อเขาใช้สมัยมหาลัย

“เอาสิ อยากได้คันไหน” 

“คันสีดำด้านที่อยู่ในโกดัง” ตอบไม่คิดราวกับเล็งไว้ แต่พ่อกลับชะงัก ขมวดคิ้วมองลูกชาย 
 
“นั่นมัน... โชว์รูม” 

อา ผมรู้แล้วว่าตึกที่แยกออกไปอีกหลังคืออะไร

“แล้วรถในนั้นก็ไม่ได้มีไว้ขับ” 

“มันเสียแล้วเหรอ” 

“เปล่า มันไม่ได้เสีย” พ่อถอนหายใจ วางแก้วไวน์ที่ยังไม่ทันได้จิบลงแล้วยกมืออธิบาย 

“คันนั้นน่ะนะเตวิชญ์ มีแค่สามคันในโลก กว่าพ่อจะหาอะไหล่จนครบ...” แต่แล้วอยู่ๆ ก็เงียบ เหมือนรู้ตัวว่ากำลังจริงจังเกินไป หันมาสบตาผมที่ได้แต่กะพริบตาปริบๆ ก่อนหลุดขำพร้อมกัน

“มันไม่ได้มีไว้ขับ” ยืนยันหนักแน่นก่อนหยิบไวน์ขึ้นมาจิบอีกครั้ง มุมปากยังยกยิ้ม มองมาเหมือนจะถามว่าผมเข้าใจใช่ไหม ผมยิ้มตอบ หันไปมองคนเอาแต่ใจที่มองมาเหมือนกัน

“งั้นผมใช้รถน้องก็ได้ ซื้อใหม่มาก็จอดทิ้งไว้เปล่าๆ” 

“ก็ดีนะครับ ปกติก็ออกจากห้องพร้อมกัน” ผมพยักหน้ารับ ตารางเรียนของผมกับพี่เตคล้ายๆ กัน มีตัวนอกที่เรียนคนละเวลา แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ในคณะมากกว่า

"เอางั้นก็ได้" คราวนี้พ่อไม่คัดค้านอะไรอีก เป็นอันตกลงกันได้ ก่อนที่บทสนทนาจะเปลี่ยนเรื่องไปอย่างลื่นไหล ถึงจะไม่ได้คุยออกรสถึงขึ้นเฮฮาอะไร ออกจะเป็นเรื่องเรียบๆ ทั่วๆ ไป แต่ก็ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายตลอดบทสนทนา 

กินข้าวเสร็จพ่อก็พาผมเดินดูบ้าน เล่าเรื่องต้นไม้ อวดโชว์รูมรถที่พ่อสะสมไว้... เข้าใจชัดเจนว่ารถในนี้ไม่สามารถเอาออกไปขับเล่นได้ ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่หน้าตาทุกคันก็ออกจะ... โดดเด่นเกินไป

เราอยู่ที่บ้านใหญ่ต่อจนเกือบสี่ทุ่มก็ขอตัวกลับ รับปากว่าคราวหน้าจะมาค้างเพราะคืนนี้ผมมีงานค้างไว้ ระหว่างที่พี่เตไปเอาของฝากที่พ่อเตรียมให้ ท่านก็เดินเข้ามาหาผม ยิ้มบางๆ อย่างใจดี

“ขอบคุณที่มา” 

ผมยิ้มตอบ ยกมือไหว้ขอบคุณพ่อสำหรับการต้อนรับที่อบอุ่นเช่นกัน

“แล้วก็ขอบคุณมากเรื่องวันนั้น" ผมเลิกคิ้ว พ่อเอื้อมมือแตะไหล่บีบเบาๆ 

“ถ้าไม่ได้พิชญ์ พ่อคงไม่ได้เขากลับมา” 

ผมไม่แน่ใจนักว่าตัวเองมีส่วนช่วยยังไง แต่ก็ยิ้มรับคำขอบคุณไว้ พ่อผละออกไป เป็นจังหวะเดียวกันกับที่พี่เตเดินกลับมา

"ขอบคุณที่อยู่ข้างๆ เต” 
พี่เตเคยพูดว่าเขาเหมือนพ่อตัวเองเกินไป ผมเคยไม่เข้าใจว่าหมายความว่ายังไง 
แต่ตอนนี้ผมรู้แล้ว
...เข้าใจแล้วว่ารอยยิ้มสวยๆ ของเขา กระทั่งความอ่อนโยนทั้งหมดนั้นเขาได้มาจากไหน 





ผมเคยบอกว่าไม่แน่ใจว่าตัวเองชอบว่ายน้ำไหม แต่ผมแน่ใจ... ว่าชอบมองเวลาที่เขาว่ายน้ำ
สรีระสมส่วนแหวกว่ายอยู่ในผืนน้ำ ลื่นไหลราวล่องลอยในอากาศ ให้ผิวน้ำและพระแสงจันทร์นวลไล้ร่าง สมบูรณ์แบบราวภาพวาด
ผมละมือจากงานที่เสร็จสิ้นตอนเที่ยงคืนกว่า อุ้มเปียกปูนที่กำลังหลับอุตุไว้ในอ้อมแขน ปากคาบบุหรี่ที่เพิ่งจุดไว้ เดินมาหาอีกคนที่กำลังออกกำลังกายยามดึงระหว่างรอผมไปนอนพร้อมกัน
ยืนมองอยู่สักพักก็เปลี่ยนเป็นทิ้งตัวนั่งหย่อนขาลงในน้ำ มองเขาว่ายไปถึงฝั่งหนึ่ง ก่อนหันกลับมา ผมยิ้มให้ รอเขาว่ายมาหา พอถึงตัวร่างกำยำก็แทรกมาอยู่ตรงหว่างขา เอื้อมแขนโอบหลังผมไว้ มืออีกข้างดึงบุหรี่ออกไป เรียกให้โน้มตัวลงไปจนริมฝีปากสัมผัสกัน 
“งานเสร็จแล้วเหรอ” ถอนจูบอ้อยอิ่งฝ่ามือทาบแก้วผม เกลี่ยนิ้วเบาๆ 
“อือ” ผมปล่อยเปียกปูนที่สะดุ้งตื่นเพราะน้ำจากผมเขาหยดใส่ เจ้าตัวเล็กวิ่งกลับไปนอนในบ้านของมัน 

"ง่วงแล้ว" ผมอ้อน มองพี่เตค่อยๆ สูดควัน คลี่ยิ้มก่อนแกล้งก้มลงกดจูบหัวเข่าที่โผล่เหนือน้ำ 

เขาไล่ริมฝีปากขึ้นมาตามต้นขา ปลายจมูกดันชายบ๊อกเซอร์ให้ถลกขึ้นมา รอยสีกุหลาบยังปรากฏชัด แต่ริมฝีปากยังกดย้ำ ฝังรอยใหม่ลงไป ผมหัวเราะเบาๆ เมื่อคิดว่าเขาคงไม่ยอมขึ้นจากสระง่ายๆ ดึงบุหรี่จากมือเขามาสูบอีกครั้งพลางแทรกนิ้วกับกลุ่มผมของใบหน้าคมซุกซบฝังจุมพิตอยู่อย่างนั้น  

“วันนี้ผมมีความสุขมากเลย” เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตา คลี่ยิ้มเมื่อเห็นว่าผมกำลังยิ้มกว้าง

“พ่อพี่น่ารักมาก” หัวเราะเบาๆ จูบฝ่ามือผมพลางดันหลังเข้าไปแนบชิด ซุกใบหน้าลงกับหน้าท้องเปลือยเปล่า กดจูบเบาๆ

“เมื่อไหร่จะให้พี่ไปบ้านพิชญ์บ้าง” ช้อนสายตามอง คล้ายจะอ้อนกลายๆ ผมคลี่ยิ้ม สูดควันก่อนจะส่ายหน้า

“ยังไม่ถึงเวลา” พี่เตขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจ ผมเอื้อมมือประคองใบหน้าเขา ก่อนโน้มตัวลงจูบริมฝีปากเอาใจ “บ้านพิชญ์ยังยอมรับไม่ได้” 

ถึงจะรู้มานานแล้วว่าผมเป็นยังไง แต่พ่อกับแม่ยังปิดหูปิดตา ถึงได้ไม่ว่าเรื่องที่ผมเจาะโน่นนี่ กินเหล้า สูบบุหรี่... 

อะไรก็ได้ แค่ลูกยอมกลับไปเป็นผู้ชาย

“ผมกำลังพยายามอยู่” ไม่ใช่การดื้อแพ่ง หัวชนฝาจนแตกหัก เพราะเรารู้ว่าต่างฝ่ายต่างรัก... ต่างก็กำลังพยายาม

แค่ต้องใช้เวลาอีกสักหน่อย ผมค่อยๆ ส่งให้ และพวกท่านก็ค่อยๆ รับไป แล้ววันหนึ่งเราก็จะเข้าใจตัวตนและความหวังดีของอีกฝ่าย... ไม่ต่างจากเรื่องอื่นๆ ที่ต้องปรับความเข้าใจ

“พิชญ์...” ผมยิ้มเมื่อเห็นแววตาเป็นห่วงของเขา เสยผมชื้นออกเพื่อจูบหน้าผากเขา 

“ไม่ต้องห่วง พี่ก็รู้ว่าพิชญ์เก่งเรื่องชนะใจ” 

ถ้าเทียบกับพ่อแม่แล้ว คนตรงหน้านี้ใจแข็งกว่าตั้งหลายเท่า 

พี่เตหัวเราะเบาๆ รั้งท้ายทอยผมให้ทาบริมฝีปากลงไป กดจูบลึก บดเบียดริมฝีปากเข้าหา มอบสัมผัสหวานล้ำ เนิ่นนาน

“ให้พี่พยายามบ้าง” จับผมทัดหูให้ พลางเกลี่ยแก้มเบาๆ ดวงตาสีรัตติกาลจ้องลึก จริงจัง

“ให้สมกับความโชคดีที่มีพิชญ์อยู่ข้างๆ”      

ผมอมยิ้ม ไม่คิดว่าคนอย่างเขาจะพูดประโยคแบบนี้ได้ แสร้งเบือนหน้าหนี อัดบุหรี่เข้าปอดดับความอาย แต่เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของอีกคนก็หลุดยิ้มกว้างจนได้ พี่เตดึงบุหรี่ไปอัดควันครั้งสุดท้าย ดวงตาสีรัตติกาลพราวระยับราวกับรู้ว่าต้องการอะไร

และใช่... ผมต้องการเขา

ผมเอื้อมมือประคองใบหน้าหล่อเหลาก่อนโน้มตัวลงไป ลิ้มรสนิโคตินด้วยริมฝีปากที่ทาบทับอย่างโหยหา ปันสารเสพติดผ่านปลายลิ้นที่แทรกเข้ามา 

ให้ควันอ้อยอิ่งที่เชื่อมเราไว้... กระทั่งทั่งร่างถูกดึงสู่ผืนน้ำ 

ริมฝีปากร้อนยังบดเบียดไม่ห่าง ความเย็นเยียบไม่อาจกลบทับความอบอุ่นของอ้อมกอดที่โอบรัดผมไว้... 

...ไม่มีทางต้านทานสัมผัสหวานล้ำ ที่ค่อยๆ เปลี่ยนน้ำในสระให้ร้อนจัด เป็นทะเลราคะอีกครั้ง






หลังจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เราผ่านสิ่งต่างๆ มาด้วยกันอีกมากมาย 

มีวันที่ดี มีวันเลวร้าย...

ชีวิตที่ยังต้องดิ้นรน วุ่นวาย... เซ็กซ์ที่เร่าร้อน กระทั่งเรียบง่าย ผ่านความสุข ความทุกข์และอุปสรรคที่ไม่คิดว่าจะผ่านได้ 

แต่ช่วงเวลาที่ผมชอบที่สุดในแต่ละวัน คือความรู้สึกที่ตื่นขึ้นมาในตอนเช้าและพบว่าผมยังอยู่ในอ้อมกอดเขา... ยังได้เห็นใบหน้าคมที่กำลังหลับใหล ได้สัมผัสถึงลมหายใจอุ่นที่รินรดลงมาบนปลายจมูกยามที่ผมลักลอบจรดริมฝีปากลงไป
ชอบเวลาที่เขาลืมตาขึ้นมาสบตาผม ยิ้มบางๆ แล้วกดจูบลงมา... 

ทุกการกระทำที่บ่งบอกว่าเขายังอยู่ข้างๆ
ใช้เวลานานกว่าเหตุการณ์ฝังใจจะลบเลือนได้... ใช้เวลาเนิ่นนานกว่าผมจะเชื่อว่าเขาจะไม่หายไป พี่เตใช้สัมผัสอุ่นร้อนและอ้อมกอดกระชับทำให้ผมมั่นใจ 

แต่ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมใช้มันรั้งเขาไว้...
มันคือเกม...

เกมที่ทุกๆ เช้าเราจะเริ่มเล่น ผมจะเป็นฝ่ายถาม และเขามีสิทธิ์เลือกสองทาง
ถ้าเขาเลือก 'จริง' ผมจะถาม... รู้ใช่ไหมว่าเขาคือคนสำคัญ
ถ้าเลือก 'ท้า' ...ผมจะบอกเป้าหมายที่บังคับใช้ในวันถัดไป 
คำสั่งที่ต้องทำทันที เปลี่ยนเป็นคำท้าของอนาคตที่ผมใช้แทนคำยืนยัน... ง่ายดายเท่าชีวิตประจำวัน

พรุ่งนี้พี่ต้องปลุกผม...
พรุ่งนี้เราจะกินข้าวเช้าด้วยกัน...
พรุ่งนี้เราจะไปเที่ยว... ดูหนัง... หรือแค่นอนเอกขเนกบนโซฟาอย่างเกียจคร้าน
พรุ่งนี้ผมจะยังมีเขา...
รู้ตัวอีกที... เราก็ก้าวผ่านอดีตอันเลวร้ายมาไกล... รู้ตัวอีกที เราเปลี่ยนความหวาดระแวงเป็นความเชื่อใจ

รู้ตัวอีกที...คำว่าพรุ่งนี้ของผม ก็มีความหมายไม่ต่างจากสัญญาที่เคยให้ไว้

พรุ่งนี้ที่หมายถึงตลอดไป...

“ท้าหรือจริง?” 




- Tomorrow we will… -






-----------------------------------------------------------
ขอบคุณที่ยังอยู่ด้วยกันจนถึงตอนนี้นะคะ
เป็นคำที่เราใช้ปิดท้ายแทบทุกตอน 
ด้วยความรู้สึกว่าน่าจะมีคนอ่านไม่มาก และคงลดน้อยลงตอนถึงปลายทาง 
เริ่มเขียนจากปมสุดท้ายของเรื่อง ซึ่งหนักหนาเอาการ 
เป็นคนเดียวที่รู้ว่าจะเหตุการณ์นั้นขึ้น ตอนเขียนเลยอึดอัดน่าดูเลยค่ะ 
ทั้งที่ปกติชอบเม้าท์มอยเรื่องคาแร็กเตอร์ตัวละคร แต่เรื่องนี้ต้องอุบไว้ก่อน 
บอกสาเหตุไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงเป็นอย่างนั้น 
ตอนเฉลยแล้วก็โล่งใจ เปลี่ยนมาเครียดเรื่องมันจะสมเหตุสมผลมั้ยแทน 55555

เป็นเรื่องที่เราลองปรับเปลี่ยนอะไรหลายๆ อย่าง 
มู้ดของเรื่อง (หม่นสุดและอีโรติกสุดเท่าที่เคยเขียนแล้วค่ะ 5555) จังหวะ การตัดฉาก ภาษา 
รู้สึกสนุกมากกับการผสมคำ หาคำเปรียบเปรยมาใช้ 
ยังประดักประเดิดอยู่บ้าง หรือมีอะไรบกพร่องไป ก็ขอโทษด้วยนะคะ 
ถือเป็นการทดลองเขียนและทดลองอ่านไปพร้อมกันเนอะ

เรื่องนี้เราจะลองรีไรต์ส่งให้สำนักพิมพ์พิจารณานะคะ 
ไม่มั่นใจว่าจะผ่านมั้ยเหมือนกัน ดังนั้นเรื่องรวมเล่มก็คง 50/50 รับปากอะไรไม่ได้ แงง 

ขอบคุณทุกคนที่ติดตาม ขอบคุณมากๆ ที่ยังอยู่ด้วยกัน
รักพิชญ์ รักพี่เต รักป๊าเจด เจได รักตัวละครทุกตัว ขอบคุณที่เป็นคนดี 
สุดท้ายรักคนอ่านมากๆ  

แล้วเจอกันใหม่นะคะ ^^


   
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 536 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,707 ความคิดเห็น

  1. #1703 amana (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2563 / 12:43
    ประทับใจมากคะ
    #1,703
    0
  2. #1701 Nyoong (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2563 / 17:02
    ขอบคุณเช่นกันค่ะ มันดีมากกก และเราก็ร้องไห้มากกกกเช่นกัน5555
    #1,701
    0
  3. #1682 เจ้าหมีขาว (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 23:09
    ขอบคุณมากๆสำหรับเรื่องนี้นะคะ อ่านแล้วอินมากเลย สนุกมากเลยค่ะ
    #1,682
    0
  4. #1649 pommys (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2563 / 07:02
    สู้ไปด้วยกัน
    #1,649
    0
  5. #1644 sawkhonkean (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 04:26
    ขอบคุณไรท์ รักตัวละครเรื่องนี้ พิชญ์แกร่งจริงๆ
    #1,644
    0
  6. #1642 Moqqa. (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2563 / 01:55
    อ่านรวดเดียวจบเลย เรื่องนี้ดีมากๆๆๆๆๆค่ะTT ภาษาดีมากกกก อ่านแล้วอินไม่หยุดเลย ขอบคุณไรต์เตอร์มากๆนะคะ <3
    #1,642
    0
  7. #1572 eve1202 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 14:34
    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ภาษาไรท์สวยมาก เป็นการพรรณนาที่น่าอ่านมากเลยค่ะ ชอบมากเลย เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1,572
    0
  8. #1556 OoNuizqBk (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 20:49
    พี่เตน่ารักแล้ววว
    #1,556
    0
  9. #1552 Pranee2212 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2562 / 16:55
    ขอบคณุนะค่ะ
    #1,552
    0
  10. #1549 LJLY940291 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 17 ธันวาคม 2562 / 20:37

    ขอบคุณมากๆเลยค่ะ ที่แต่งนิยายดีๆให้ได้อ่าน สารภาพว่าค้างเรื่องนี้นานมาก เพราะเป็นคนกลัวดราม่า แต่ถึงยังงั้นก็ยังอยากอ่านเรื่องนี้ค่ะ ขอบคุณจริงๆค่ะ ชอบทุกคนในเรื่องเลย ขอบคุณมากๆเลยค่า จะคอยติดตามผลงานต่อไปค่ะ
    #1,549
    0
  11. #1532 mileyduchess (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 4 ตุลาคม 2562 / 09:43
    อ่านจบแล้ว แง ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆ ภาษาสวยๆ ขึ้นมานะคะ เราเพิ่งเคยอ่านงานเขียนของไรท์ครั้งแรกแล้วถูกจริตมาก เดี๋ยวจะตามไปอ่านเรื่องอื่นๆ ค่ะ
    #1,532
    0
  12. #1512 Tam_bike (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 18 กันยายน 2562 / 22:46
    อ่านแรกๆ อึดอัดมาก แต่พอคลายปมได้ก็มีความสุขมากเช่นกัน ขอบคุณไรท์ที่แต่งนิยายดีๆ มาให้อ่านะคะ
    #1,512
    0
  13. #1501 saisaisaisai14 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 / 14:30
    รักพิชญ์เตเจเจดไรท์ ขอบคุณที่ไรท์แต่นิยายเรื่องนี้เด้อสนุกมาก อ่านแล้วหน่วงๆดี ชอบบบ
    #1,501
    0
  14. #1452 weendy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 21 มีนาคม 2562 / 17:25
    ภาษาสวยงามมากเลยค่ะ ขอบคุณมากๆที่แต่งออกมา อ่านแต่ละบรรทัดคืออินมากเจ็บหน่วงสุดๆพอตอนจบก็จบแบบน่ารัก โคตรโรแมนติก
    #1,452
    0
  15. #1442 JJ.SLB (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 11 มีนาคม 2562 / 00:03
    ชอบภาษาไรท์มากๆ อ่านแล้วน่าติดตามจนมาถึงตอนจบเลย บทบรรยายตัวละครทำให้ดูมีเสน่ห์มากเลยค่ะ ขอบคุณที่แต่งเรื่องดีๆแบบนี้มาให้อ่านนะคะ <3
    #1,442
    0
  16. #1429 galaxysecret🌈🌈 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2562 / 15:37

    เป็นนิยายอีกเรื่องที่ดีมากจริง คนเขียนเก่งมากๆทุกๆการกระทำของตัวละครดูมีเหตุมีผลและสื่อให้คนอ่านแบบเราเข้าใจได้ ชอบมากค่ะ จะรอติดตามผลงานเรื่องต่อๆไปนะคะ
    #1,429
    0
  17. #1404 Som-O' (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 28 มกราคม 2562 / 00:51
    พึ่งได้มีโอกาสมาตามอ่านเรื่องนี้หลังจากจบแล้ว คือมันดีมากๆ ภาษาลื่นไหล อ่านแล้วเก็บเป็นลิสในใจเลยว่าชอบภาษามาก สื่ออารมณ์ชัดเจนรักความหน่วงๆปนน่ารักของพี่เตกับน้องพิชญ์ ประทับใจมากๆ ขอบคุณที่เขียนนิยายดีๆแบบนี้นะคะ
    #1,404
    0
  18. #1393 Khanjaratt (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 มกราคม 2562 / 08:39
    กรี๊ดดดดด..น่ารัก เป็นกำลังให้ตลอดกับคู่นี้ ไม่รู้ว่าจะมีพาร์ท พี่เจด กับ พี่เจ หรือเปล่าน่าาาาา
    #1,393
    0
  19. #1365 kray khunkhun (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 10:12
    ดีมากเลย โฮฮฮฮ ภาษาสวยมาก เคยชมไปตั้งแต่แรกๆ ชอบการบรรยายของเรื่องนี้ แบบไม่ต้องพูดเยอะ ประทับใจค่ะ เป็นกำลังใจให้นะคะ
    #1,365
    0
  20. #1299 ananarnaaa (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2561 / 22:33
    เป็นเรื่องแรกเลยอะ ที่ตอนจบแล้วเรายังนั่งน้ำตาไหล มันแบบหลายๆความรู้สึกมารวมกัน มันดีมาก ประทับใจสุด ไรท์สุดยอดมาก ชอบภาษาและการบรรยาย ชอบพล็อต ชอบทุกอย่าง จบได้ดีมาก ขอบคุณมากๆเลยนะคะ
    #1,299
    0
  21. #1210 Sweetty_poy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 26 พฤศจิกายน 2561 / 10:51

    สนุกมากๆเลยค่ะ ภาษาดี เล่าเรื่องดี อ่านแล้วหยุดไม่ได้เลยค่ะ รักทุกตัวละครเลย ขอบคุณไรท์มากๆค่ะ

    #1,210
    0
  22. #1181 Jibangrin (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 09:46
    จบดีมากกกกก งืออออ ขอบคุณนะคะไรท์ รักกกกกก
    #1,181
    0
  23. #1116 beamkd2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 กันยายน 2561 / 21:17
    แต่งดีมากเลยค่ะ
    #1,116
    0
  24. #1101 ฺBedroom (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 24 กันยายน 2561 / 10:32
    ไม่รู้จะพิมพ์อะไรดีในตอนนี้ มันอิ่มไปหมดเลยค่ะ ไรท์ทำได้ดี ดีมากจริงๆ เรารู้สึกอินกับทุกตัวละคร ราวกับพวกเขามีชีวิตจริงๆ โดยเฉพาะพี่เตเเละคุณพิชญ์ ดีใจมากๆที่พวกเขามาถึงจุดนี้เเล้ว จุดที่จะมีวันพรุ่งนี้ที่มีความสุข วันพรุ่งนี้ที่ยังคงมีกันเเละกัน ขอบคุณนะคะที่เเต่งมาให้อ่านกัร
    แปลกใจอีกเรื่อง พี่เจเนี่ยนะจีบพี่เจด โดนเสน่ห์เครานั้นล่อลวงเหรอคะ
    ชอบคุณพ่อมากกกกกก เป็นตัวละครที่เป็นจุดกำเนิดของทุกอย่าง
    #1,101
    0
  25. #1075 pppeachhh2 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 22 กันยายน 2561 / 15:17
    เราประทับใจภาษาเขียนของไรเตอร์มากๆ ภาษาสวย บรรยายดี เราชอบบรรยากาศของเรื่อง เรารู้สึกว่าไรเตอร์ถ่ายทอดออกมาได้ชัดเจนมากๆเลย ความอันตราย ความอึดอัด ความหม่นๆหน่วงๆ เราชอบมากๆเลยค่ะ เราติดแค่เรื่องเดียว เราอยากให้พี่เตพยายามเพื่อน้องบ้าง เรารู้สึกว่าพี่เตยังไม่ได้พยายามเพื่อน้องเหมือนที่น้องพยายามเพื่อพี่เตเลย แม้ว่าพี่เตจะรักน้องมากๆก็ตาม ที่เราเคืองสุดคือตอนหิ้วผชไปนอนด้วย ถึงจะเป็นสิทธิ์ของพี่เต ถึงตอนนั้นพี่เตจะไม่ยอมรับว่ารักน้อง และพิชญ์ไม่มีสิทธิ์หึงหวง.แต่เรารู้สึกว่าใจร้ายมากเลย ที่ผ่านมาก็ใจร้ายมากพออยู่แล้ว เราอยากให้พิชญ์ทำให้พี่เตเจ็บบ้าง แต่เราก็เข้าใจตัวตนของพิชญฺ์ และเชื่อว่าไม่มีทางที่พิชญ์จะทำ แต่พี่เตก็สมควรได้รับความรู้สึกพวกนี้บ้างเหมือนที่ทำกับน้อง ถึงแม้เรื่องราวที่พี่เตเจอมันจะสาหัสมากแค่ไหน แต่น้องไม่รู้อะไรด้วยเลย แต่ถ้ามองอีกแบบมันก็คือสิ่งที่พิชญ์เลือก. ์ สิ่งที่พิชญ์ยอมรับ พิชญ์เลือกเองทุกอย่าง และพี่เตก็เจ็บกับเรื่องครอบครัวมาสาหัสเหมือนกัน ถ้าเค้าจะมีความรักที่บิดเบี้ยวไปมันก็ไม่แปลก เราก็พอเข้าใจ จริงๆเราก็เข้าใจทุกอย่าง เข้าใจพี่เตทุกอย่างแต่เราลำเอียง เรารักพิชญ์มากกว่า55555 เราเลยอยากให้พี่เตรู้สึกเหมือนที่น้องรู้สึกบ้างก็เท่านั้น อันนี้เป็นความคิดเห็นของเราเฉยๆ ซึ่งเราก็เข้าใจและเคารพที่ไรเตอร์ดำเนินเรื่องออกมาให้เป็นแบบนี้ เรารู้ว่าไรเตอร์ทำดีที่สุดแล้วและมันก็ออกมาดีมากๆ ขอบคุณที่แต่งนิยายสนุกๆให้ได้อ่านนะคะ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรเตอร์สำหรับผลงานต่อๆไปนะคะี
    #1,075
    0