[FIC INUYASHA] Destiny พิชิตชะตา สัญญารัก

ตอนที่ 14 : ♣ Destiny ♣ Chapter 13

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 120
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    18 พ.ค. 63

 Destiny  Chapter 13

บนโซฟาขนาดใหญ่สีดำตัวหรูในห้องสีขาว เจ้าของห้องกำลังนั่งหลับตาพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อน แต่แล้วเขาก็รู้สึกตัวตื่นขึ้น เมื่อเสียงลมพัดกระจกให้รู้สึกรำคาญ ดวงตาคมสีอำพันฉายแววหงุดหงิด เขาเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาเรือนหนึ่งบนผนัง ก่อนยันตัวลุกขึ้นเต็มความสูง เดินไปยังหน้าต่างทางระเบียง หยุดยืนนิ่งมองสายฝนที่กระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง


เรือนผมสีเงินทิ้งตรงยาวไปจนถึงช่วงสะโพก ผมที่ไม่ว่าเขาจะตัดมันสักกี่ครั้งมันก็ยังคงยาวอยู่เสมอ ตลอดเวลาเกือบสิบปีที่เขาจากประเทศญี่ปุ่น มาเรียนต่อที่ต่างประเทศ ใบหน้าในวัยเด็กของเขาหล่อคมขึ้นตามอายุ เด็กหนุ่มอายุสิบห้าเมื่อตอนนั้น โตขึ้นเป็นหนุ่มหล่ออายุยี่สิบต้นๆซึ่งเป็นที่หมายตาของสาวๆ


“นายจะเป็นยังไงบ้างนะ...”


ต่อให้มีหญิงสาวหรือหนุ่มน้อย หนุ่มสาวมากหน้าหลายตา เข้ามาหวังสานสัมพันธ์ด้วย แต่เขาไม่เคยคิดเล่นด้วยกับคนเหล่านั้น เพียงแต่บางครั้งก็คิดเสียว่ามันเป็นเกมที่เขาอยากจะหักหน้า คู่แข่ง ตลอดกาลของเขาก็เท่านั้น


ถึงตอนนี้เจ้านั่นจะหายไปไหนไม่รู้แล้วก็เถอะ....

 

ช่วงเวลาที่เขาอยู่ที่นี่มันไม่ได้สวยงามแบบที่ใครๆหวังอยากให้เป็นหรอก มันน่าเบื่อและไม่มีอะไรดี เขาอยากกลับไปที่ญี่ปุ่น แต่ตัวเขาถูกสั่งห้ามกลับญี่ปุ่นอย่างเด็ดขาด ก่อนเด็กคนนั้นจะอายุครบสิบแปดปีตามข้อตกลงของท่านแม่

ถึงแม้เมื่อสองปีก่อนเขาจะเคยกลับไปครั้งหนึ่งก็ตาม.....

 

ครืด...ครืด....

 

เสียงสั่นของโทรศัพท์ดังขึ้นจากโต๊ะหน้าโทรทัศน์ เขาจึงละสายตาจากสภาพอากาศด้านนอกมาสนใจวัตถุสีดำบนโต๊ะ เขาเดินมาก้มลงหยิบมันขึ้นมองดูชื่อบนหน้าจอ ก่อนกดรับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ครับ ท่านแม่


ใช่แล้ว ท่านแม่ของเขา หญิงสาวที่ไม่ว่าจะผ่านไปสักกี่ปีก็ยังคงสาวอยู่เสมอ และยังคงไม่ลืมข้อตกลงระหว่างพวกเขา แม้ท่านจะเคยคิดผิดสัญญากับเขาก็ตาม.....


“ลูกจะกลับญี่ปุ่นเมื่อไหร่นะจ้ะ”ปลายสายเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี


“อีกสี่เดือนครับ”


ใช่แล้ว อดทนอีกสี่เดือน อีกแค่เดือนสี่เดือนที่เขาจะได้กลับไปพบกับเด็กคนนั้น...


“งั้นเหรอจ้ะ ดีเลย งั้นแม่อยากบอกลูกว่า แม่หวังในตัวลูกอยู่นะจ้ะ” ประโยคที่แฝงไว้ด้วยความนัยบางอย่าง  ทำให้ใจคนฟังอดที่จะระแวดระวังไม่ได้


หึ...คำพูดมากมายที่ท่านแม่พูด ท่านหวังอะไรนอกจากตัวท่านเองบ้าง?


“ครับ ท่านแม่”


“ไว้เราคงได้เจอกัน...สักวันหนึ่ง” จบประโยคที่เอ่ยออกมาปลายสายก็วางไป เส็ตโชมารูคว้ากุญแจรถที่วางอยู่ไม่ไกล ก่อนออกจากห้องตรงไปยังรถสีขาวคันสวยของตัวเอง


เขาไม่รู้ว่าทำไมแต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ท่านแม่โทรมามักมีเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นเสมอ และมันก็ชวนให้เขารู้สึกหัวเสีย ลางสังหรณ์ไม่ดีมากมายมักตีกันวุ่นวายไปหมด


แต่ก็ทำอะไรไม่ได้...

 

เขาไม่อาจขัดคำสั่งของท่านแม่ได้ ตราบใดที่คนคนนั้นสามารถทำได้ทุกอย่าง เพื่อเป้าหมายของตัวเอง ราวกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แต่ถึงเช่นนั้นตัวเขาก็ยังคงรักเธอเสมอ...

 

เส็ตโชมารูขับรถออกมาเรื่อยๆด้วยอารมณ์ที่คุกกรุ่น ฝนที่กำลังแข่งกันกระหน่ำตกลงมาชวนให้ถนนลื่น แต่ร่างสูงก็ไม่สนใจ เขาเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะขับไปที่ไหน เพียงแต่ขับไปเรื่อยๆ เท่านั้นก่อนเสียงสั่นของโทรศัพท์จะดังขึ้นอีกครั้ง

ครืด...ครืด....


และครั้งนี้เป็นชื่อของ จาเค็นพ่อบ้านของท่านพ่อที่คอยดูแลคฤหาสต์และท่านแม่อยู่ที่ญี่ปุ่น ถ้าเมื่อไหร่ที่อีกฝ่ายโทรมามักมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นเสมอ และมันก็มักจะเกี่ยวกับเด็กคนนั้น

“จาเค็นมีอะไร”


“ท่านเส็ตโชมารู....แย่แล้วขอรับ”น้ำเสียงสั่นเครือและร้อนรนของอีกฝ่ายทำให้เขาประหลาดใจ


“อะไร” เส็ตโชมารูถาม ก่อนนิ่งรอฟังอีกฝ่ายอธิบายสิ่งที่เรียกว่า แย่แล้วนั่นให้เขาฟัง


“นายหญิง...ท่านแม่ของท่าน ตอนนี้หายตัวไปครับ”เส็ตโชมารูเบิกตากว้างอย่างตกใจ และยังคงนิ่งรอฟังต่อ แม้ในใจจะเกิดคำถามขึ้นก็ตาม


ว่าไงนะ? ท่านแม่หายตัวไป? ทั้งที่เมื่อกี้พึ่งโทรศัพท์หาเขานะเหรอ?


“และท่านก็ยังนำทรัพย์สมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลไปอีกด้วยครับ...”


เส็ตโชมารูสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนผ่อนออก เขารู้ว่าเรื่องแบบนี้จะต้องเกิดขึ้นสักวันหนึ่ง... เพราะอย่างนั้นมันก็คงไม่น่าตกใจสักเท่าไหร่นัก ถ้าท่านจะไปที่ไหนสักแห่ง


“นอกจากเรื่องนี้ยังมีอีกไหม?


“มีครับ....”เส็ตโชมารูเหมือนหยุดหายใจไปชั่วขณะ เพื่อรอฟังสิ่งที่เขาคิดว่าจะต้องได้ยิน “ชิมาดะเริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วครับ นางคงอยู่ได้อีกไม่นาน...”


“ไว้ฉันจะโทรกลับไป...” เส็ตโชมารูตัดสาย ก่อนมองดูท้องถนนที่เต็มไปด้วยสายฝนที่เริ่มจะบดบังถนนที่หากขาดสมาธิไปเพียงเล็กน้อย ก็มีโอกาสสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้น แต่มันคงไม่เกิดขึ้นกับเส็ตโชมารูแน่...


เด็กคนนั้น จะต้องอยู่คนเดียว...”


ปี๊ด! ปี๊ด!

ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดนี้ของเขาที่ผุดขึ้นมา ทำให้เขาไม่ทันเห็นรถคันหนึ่งที่วิ่งตรงมาข้างหน้า ทันทีที่เขาเรียกสติกลับมา ก็รีบหักหลบให้พ้นทาง แต่ทางที่เขาขับอยู่เป็นเชิงเขา แม้จะหลบได้ แต่มันก็ทำให้รถของเขาร่วงแล่นไถลไปตามเนิน กระทั่งกระแทกกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งดังโครมจนจอดสนิท ก่อนทุกอย่างเบื้องหน้าจะดับวูบไป


รอก่อนนะ พี่จะกลับไปหาแล้วนะ....อินุยาฉะ

 

 


.......................................


“เขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมค่ะ”

“ครับ มีแผลถลอกและฟกช้ำหลายที่ แต่สมองไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร ถ้าเขาฟื้นขึ้นมาได้ทุกอย่างก็โอเคครับ”

ถ้าเขาฟื้นงั้นเหรอค่ะ?

“ผมไม่ได้จะสื่อแบบนั้นนะครับ ผมมั่นใจว่าเขาต้องฟื้นแน่ๆครับ”

“อ่ะ! เขาฟื้นแล้วจริงๆด้วย”

“เห็นไหม ผมบอกคุณแล้ว”


ดวงตาสีอำพันหรี่มองภาพเงาของสองร่างที่เลือนรางอยู่เบื้องหน้า เสียงถกเถียงเมื่อครู่ทำให้เขาสงสัยว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น เมื่อภาพชัดเจนเขาก็พบชายคนหนึ่งซึ่งสวมแว่นตาและชุดหมออยู่ และข้างๆก็เป็นหญิงสาวหน้าตาอายุสักสิบสี่สิบห้าปีได้ ทั้งสองกำลังมองดูเขาราวกับว่าเห็นสิ่งมหัศจรรย์สิ่งใหม่ของโลก


“ที่นี่ที่ไหน...”


“ถามแบบนี้กันทุกคนสิน่า ก็โรงพยาบาลน่ะสิครับคุณ!” หมอว่าอย่างเหนื่อยใจ คนไข้ก็เป็นซะแบบนี้!


“คุณหมอคะ!”เสียงของนางพยาบาลที่ยืนอยู่ไม่ไกลเอ็ดขึ้น ทำให้หมอทำหน้างอก่อนจะอธิบาย


“คุณประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ และพอดีมีคนไปพบเข้าจึงโทรเรียกรถพยาบาลให้ไปหิ้ว..เอ่อ หมายถึงพาคุณมาที่รพ.นี่แหละครับ ส่วนเด็กสาวคนนี้เห็นว่ามากับครอบครัว พวกเขาบอกเป็นคนรู้จักของคุณ” หมอผายมือไปทางเด็กสาวในชุดเดรสสีขาวคนที่ยืนข้างๆ ผมสีดำและดวงตากลมโตสีดำของเด็กสาวจ้องมองที่เขาอย่างเป็นกังวล


“ขอบคุณนะ ริน”ชายหนุ่มเอ่ยบอกกับเธอ


“ไม่เป็นไรค่ะ”เด็กสาวยิ้มให้ เมื่อเห็นว่าทุกอย่างโอเคแล้ว หมอกับพยาบาลจึงขอตัวออกจากห้องไปทำอย่างอื่น เหลือพวกเขาไว้แค่สองคน


“ท่านเส็ตโชมารู”


“บอกแล้วไงว่าอย่าเรียกฉันแบบนั้น”


“รินไม่เรียกแบบนี้ไม่ได้หรอกค่ะ ก็ท่านเส็ตโชมารูเป็นผู้มีพระคุณของรินนี่คะ”เด็กสาวเอ่ยยิ้มๆแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงของชายหนุ่ม


ชายหนุ่มที่บุคลิกเยือกเย็นราวกับเจ้าชายที่หลุดออกมาจากเทพนิยาย แต่ลึกๆแล้วกลับอ่อนโยน เด็กสาวรู้สึกโชคดีจริงๆ ที่ชายหนุ่มตรงหน้าของเธอคือคนที่ช่วยเธอเอาไว้เมื่อสองปีก่อน

ครั้งนั้นเธอถูกหลอกมาที่นี่ โดยคนพวกนั้นบอกว่าจะให้เธอได้พบกับพ่อและแม่ที่หายไป แต่เมื่อมาถึงนี่ก็เกือบถูกคนพวกนั้นเอาไปขาย โชคดีที่ได้เส็ตโชมารูมาช่วยเอาไว้ หลังจากนั้นเขาก็ยังช่วยให้เธอได้เรียนหนังสือแล้วก็ฝากให้ทำงานที่ร้านอาหารของครอบครัวเพื่อนพ่อที่รู้จัก ซึ่งคนเหล่านั้นก็ใจดีให้อาศัยอยู่ด้วยจนเป็นเหมือนครอบครัวที่คอยดูแลเธออย่างดีทีเดียว


แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอเรียกเขาว่า “ท่านเส็ตโชมารู”ได้ยังไงกัน


“เธอนี่จริงๆเลย” เส็ตโชมารูเอ่ย


“รินเป็นห่วงท่านมากเลยนะคะ ดีจริงๆที่ท่านฟื้นขึ้นมา ท่านหลับไปตั้งสองวันเลย....”รินเอ่ยด้วยสีหน้าและแววตาที่เป็นห่วงอย่างชัดเจน


อะไรนะ..


เขาเอ่ยขึ้นเสียงเย็นพร้อมความรู้สึกที่ไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่พึ่งได้ยิน เมื่อความคิดนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เขายันตัวลุกขึ้นนั่งจนเด็กสาวข้างเตียงถึงกับสะดุ้ง


“เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ!?เธอมองดูชายหนุ่มที่มีท่าทีเปลี่ยนไปด้วยความตกใจ


“ริน.....เธอบอกว่าฉันหลับไปนานแค่ไหนแล้วนะ” เส็ตโชมารูถามขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ปกติที่สุด แม้ในใจของเขาจะร้อนรนมากก็ตาม


“เอ่อ...สักสองวันค่ะ”รินตอบ ชายหนุ่มหลุบตาต่ำลงนึกคิดถึงเหตุการณ์ก่อนที่เขาจะมานอนอยู่ตรงนี้


“ฉันต้องไปแล้ว ขอบคุณที่ช่วย.....”เส็ตโชมารูเอ่ยพร้อมพยายามดันตัวจะลุกออกจากเตียง แต่เด็กสาวก็พยายามยื้อเขาเอาไว้


“เดี๋ยวสิคะ แผลท่านยังไม่หายดี จะไปแบบนี้ได้ยังไง”


เส็ตโชมารูชะงัก ความเจ็บแล่นแปลบไปทั่วร่างเมื่อเขาขยับตัว อาการของเขาดูแล้วไม่น่าสาหัสอะไรแต่แค่ขยับก็แทบจะลำบาก เขาควรจะเชื่อฟังเด็กสาวและพักรักษาตัวอยู่ที่นี่เฉยๆน่ะเหรอ?


ภายในอกร้อนใจ ตอนนี้ท่านแม่ของเขาไม่ได้อยู่ที่คฤหาสต์และหอบสมบัติครึ่งหนึ่งของตระกูลไปแล้ว เรื่องตระกูลนั้นไม่เท่าไหร่ แต่เรื่องที่ย่าชิมาดะเหลือเวลาอยู่บนโลกนี้นั้นน้อยเต็มทีตังหาก ที่น่าเป็นห่วง...


เด็กคนนั้นจะต้องสูญเสียคนสำคัญอีกแล้ว....


เด็กคนนั้นจะต้องอยู่คนเดียว....


ไม่ได้เด็ดขาด เขาไม่มีทางปล่อยให้เด็กคนนั้นต้องอยู่คนเดียว..

 

เขาเป็นห่วงเด็กคนนั้นจริงๆ ความเยือกเย็นที่มีแทบจะมลายหายไป ความรู้สึกและเหตุผลตีกันวุ่นวายอยู่ในหัว ..


ทุกครั้งที่เป็นเรื่องของเด็กคนนั้น เขาจะสูญเสียความเยือกเย็นของเขาเสมอ...


เหมือนคราวนี้...ที่เขาบาดเจ็บก็เช่นกัน

 

เขาต้องเยือกเย็น ไม่อย่างนั้นเขาจะปกป้องเด็กคนนั้นเอาไว้ไม่ได้


เลิกทำตัวเป็นเด็กได้แล้ว....เส็ตโชมารู


“......” แต่แล้วความคิดมากมายของเขาก็หยุดชะงัก มีบางอย่างผิดปกติ บางอย่างที่สำคัญ...

 

“เด็กคนนั้นที่ว่า นี่ ใครกันล่ะ....”

 

“ทำไมฉันถึงนึกหน้าเด็กคนนั้นไม่ออก.....”


... 


“ท่านเส็ตโชมารูคะ”


เส็ตโชมารูหันมองเด็กสาว เมื่อรู้สึกตัวว่าเธอกำลังมองมาที่เขา เธอรีบขอโทษด้วยท่าทีเขินอายขึ้นทันทีเมื่อจังหวะที่เขาหันมา ทำให้ใบหน้าของเขาและเธอห่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น


“อ่ะ! ขอโทษค่ะ คือหนูเห็นว่าท่านนิ่งไป เลยเผลอเรียกออกมา”


เส็ตโชมารูมองเด็กสาวก่อนยิ้มบางๆ ออกมากับท่าทีของเธอ


“ฉันจะพักอยู่นี่สักพักแล้วกัน...”เด็กสาวยิ้มอย่างร่าเริงขึ้นมา ก่อนเปลี่ยนเป็นประหลาดใจและแอบเศร้าเมื่ออีกฝ่ายพูดจนจบ


“ถ้าหายดีเมื่อไหร่ ฉันจะกลับญี่ปุ่นทันที” ดวงตาที่แน่วแน่ทำให้เด็กสาวได้แต่ยิ้มตอบ เธอไม่รู้ว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้เส็ตโชมารูดูร้อนรนต่างจากปกติ และความรู้สึกที่อยากกลับญี่ปุ่นขนาดนั้นคืออะไร แต่เธอคิดว่าเหตุผลนั้นคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชายหนุ่มตรงหน้าเธอประมาทจนได้รับบาดเจ็บแน่ๆ


เหตุผลที่เธอไม่รู้ เหตุผลที่อีกฝ่ายไม่เคยเอ่ยเล่าให้เธอฟังและก็คงไม่มีวันเล่าให้ฟัง เหตุผลที่สำคัญขนาดทำให้อีกฝ่ายร้อนรนได้ เธออยากรู้จริงๆว่ามันคืออะไรกันนะ....


จากวันที่เธอพบกับเขา จากวันนั้นถึงตอนนี้ เธอขอแค่ได้อยู่ข้างๆอีกฝ่ายแบบนี้ ก็พอใจแล้วแท้ๆ....


“งั้นรินจะไปหาอะไรมาให้ทานนะคะ”เด็กสาวเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ปั้นให้ดูร่าเริง แม้ในใจเธอจะรู้สึกถึงบางสิ่งที่จะทำให้เธอต้องจากกันกับอีกฝ่าย


เส็ตโชมารูไม่ตอบอะไร เขาค่อยๆเอนตัวลงพิงกับเตียง เมื่อเด็กสาวขอตัวออกไปด้านนอกแล้ว เส็ตโชมารูก็นั่งนิ่งจมอยู่กับความคิดของตัวเอง

 

“ทำไมกัน ทำไมฉันถึงนึกหน้าของเขาไม่ออก.....”

 

“แล้ว...เด็กคนนั้น....”

 

“ใครกัน........”






TBC.


..................................................................................

ในที่สุดท่านพี่ชายก็โผล่มาาา ไม่รู้มีใครดีใจเหมือนไรท์มั้ย 

แต่มาแบบนี้ทุกคนอาจอยากถ่วงไรท์ลงน้ำก็ได้นะ ฮาาา ที่แน่ๆท่านพี่เส็ตคนนึงแหละ

โอเคไว้พบกันตอนหน้านะทุกคนนน

ขอบคุณสำหรับการติดตามเช่นเคยนะจ้ะ //โค้งงามๆ



 





SNAP
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

61 ความคิดเห็น

  1. #55 บิลเลียส (@Ororite) (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 26 พฤษภาคม 2563 / 10:12
    บ้านไรต์อยู่ไหนคะ จะไปปาระเบิด
    #55
    0
  2. วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 / 19:53
    //ตบหน้าผาก//โอ๊ยยยยย ความทรงจำหายอีก ถ้าเจอกันน้องอาจจำหน้าได้แต่อิพี่ไม่น่า
    #50
    0