Masamune-Oka Destiny

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 : มาซามูเนะ โอกะ (รีไรค์ 90 %)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 20 ครั้ง
    15 เม.ย. 61

 

 

สายเเล้วว สายเเล้ว สายเเล้ว เสียงรีบ ๆ จนรนของผมดังขึ้นด้วยความแตกตื่นในห้องนอน

 

นั้นสินะสายแล้ว เพราะงั้นถึงต้องรีบ

 

ตัวผม มาซามูเนะ โอกะ เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ้งมั่น และยังยึดมั่นในอุดมการของตัวเอง เมื่อไม่กี่เดือนที่แล้ว ผมยังเป็นเพียงแค่เด็กมัธยมต้น ธรรมดา ๆ คนหนึ่ง จนมาถึงเช้าวันพิเศษของการไปโรงเรียนที่ไม่ธรรมดาของผม

 

พอหลังจากอาบเสร็จแล้ว ผมก็เริ่มแต่งกายด้วยเครื่องแบบชุดนักเรียนของโรงเรียนใหม่ที่กำลังไป  อีกอย่างหนึ่งผมก็สายแล้วด้วย เวลา 8.00 นน. ผมพึ่งเห็นเมื่อยังงัวเงียตอนอยู่บนเตียง ก่อนจะตื่นตระหนกสะดุ้งจนตกเตียงไป เป็นอะไรที่เซอร์ซ่ามากสำหรับคนอย่างผ,

 

ตึก! ตึก! เสียงลงบันไดดังสะหนั่นหวั่นใหว ผมรีบลงมาชั้นล่างของบ้านสองชั้นโดยมุ้งตรงไปที่ตู้เย็นเพื่อเปิดกินนมกล่องจืด ๆ

 

ปกติแล้วสำหรับเด็กวัยอย่างเรา ๆ เวลาจะลุกออกจากเตียงไปเรียนได้ ก็จะถูกพ่อกับแม่คอยมากระตุ๋นปลุกให้ลุกออกจากเตียงไปโรงเรียนเสมอ เป็นกิจวัติของทุกวันเลยล่ะ ก่อนจะเดินงัวเงียหลังจากอาบน้ำใส่เสื้อผ้าเสร็จมาที่โตะอาหารที่คุณแม่เตรียมไว้ให้ แต่สำหรับผมแตกต่างจากครอบครัวของคนอื่นตรงที่ผมอยู่บ้านคนเดียว คุณพ่อออกไปทำงานในต่างเมืองนานหลายเดือนกว่าจะกลับบ้านมาซักครั้ง แต่ก็คอยเงินให้ทุกเดือน แล้วปกติแล้วผมก็ต้องทำอาหารทานเองหรือจะออกไปซื้อที่ห่างไกล้บ้าน ส่วนคุณแม่ของผม..เอ่อ..ตอนนี้ท่านไม่อยู่กับผมแล้วล่ะ ป่านนี้คงจะกำลังเฝ้ามองผมอยู่จากที่ใหนซักแห่ง..

 

ส่วนผมต้องอยู่บ้านคนเดียวแล้วต้องใช้ชีวิตเหมือนกับเด็กทั่ว ๆ ไปในวัยเดียวกัน อย่างโดดเดี่ยว ฟังดูมันจะเหงา ๆ นะ ตอนแรกผมก็รู้สึกแบบนั้น.. แต่พอเวลาผ่านไปพร้อมกับพยามปรับตัวไปด้วยรู้สึกตัวอีกทีมันก็ชินไปแล้วล่ะ

 

แน่นอนว่าทานข้าวเช้าไม่ทันแน่ นี่มันแปดโมงเช้าแล้ว ไปสายกว่านี้มันจะหน้าอายมาก และมันไม่ดีเลยที่จะไปโรงเรียนสายตั้งแต่วันแรก เพราะฉะนั้นแล้วผมจึงรีบใส่รองเท้าทันที ที่ถึงที่วางรองเท้าบนชั้น

 

แย่สุด ๆ เลย วันนี้ทั้ง ๆ ที่เป็นวันแรกของการไปเรียน ผมควรจะตั้งนาฬิกาปลุกให้ปลุกตอนตีห้า แต่เอาจริง ๆ จะว่าไปแล้วผมก็ตั้งปลุกไว้แล้วเนี่ย  ซึ่งมันปลุก แต่มันปลุกตอน 8.00 นน เนี่ยนะ เมื่อคืนจำได้ว่าตั้งไว้ ตอนตีห้าแต่ใหงเป็นแบบนี้ไปได้ เพราะไอ้นาฬิกาปลุกแหงซวยนั้นแหละ ที่ทำให้ผมตื่นสาย หรือควรจะต้องโทษความฝันดีนะ ไม่มีเวลาแล้วด้วย

 

 

ผมตื่นตัวแล้วพยามตั้งสติก่อนจะออกจากบ้านด้วยการตบหน้าตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง สองครั้ง ดัง เปะ!  เพื่อให้ตื่นตัวมากขึ้น สมองต้องแล้น ร่างกายต้องแข็งแกร่ง ดวงตาต้องเปิดกว้างไม่ให้หลับตอนวิ่ง

 

ดอกไม้บานสะพรั่งอยู่นอกบ้าน

 

เอี๊ยด! ตึก !เสียงปิดประตูบ้าน  แล้วเร่งฝีเท้าอย่างไวรีบวิ่งออกจากบ้านไปโรงเรียนให้เร็วที่สุด เมื่อผมวิ่งแล้วจะหยุดยากเพราะความไวของผมเหนือกว่าใคร ๆ อาจเป็นพรสรรค์ที่ได้มา แต่เอาจริง ๆ ผมลงแข่งวิ่งที่โรงเรียนธรรมดาตอนมัธยมต้น แต่กลับได้อันดับโหล่หรือที่ส ไม่รู้ว่าเพราะอะไรอาจเป็นเพราะผมออกตัวแรงไปจนหัวทิ้มที่พื้น นั้นอาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ได้ที่โหล่

 

เป็นเช้าวันใหม่ที่อากาศดี ชีวิตการไปโรงเรียนที่ไม่ธรรมดาในวันแรกของผมเริ่มต้นขึ้น โรงเรียนที่ผมจะไปมันไม่ธรรมดายังไงล่ะเหรอ? จะบอกให้ก็แล้วกัน มันคือสถานที่เอาไว้สำหรับคนที่มีพลังเวทได้ไปเรียน เมื่อห้าร้อยปีที่แล้วมนุษชาติที่เหลือรอดจากการถูกปีศาจรุกลานเข้ามากบดานตั้งถิ่นฐานในเมืองที่กว้างใหญ่ถูกล้อมไปด้วยกำแพงบาเรียสีเขียวที่มองไม่เห็น มันป้องกันภัยเราจากปีศาจ ที่แม้แต่จอมมารทั้ง 11 ตน ก็เข้าไม่ได้นอกจากมนุษย์ แล้วยังเป็นสถานที่เดียวและที่สุดท้ายที่มนุษย์ยังดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ต่อไป

 

บ้านผมอยู่ไกล้ ๆ ชานเมือง ส่วนในระแวกบ้าน ก็มีแต่บ้านที่คนอยู่อาศัยเต็มไปหมด แถมโรงเรียนก็ไม่อยู่ไม่ไกลจากที่นี้ด้วย อยู่ระหว่างชานเมืองใหญ่กับพื้นที่ไว้สำหรับให้คนอยู่อาศัย ระหว่างทางไปโรงเรียนก็ผ่านตึกลาบ้านช่องพร้อมกับชมนกชมไม้ไปด้วย แถว ๆ นี้ก็มีสวนสาธานะอีกด้วย ช่วงวันหยุดผมก็จะมาวิ่งเล่นแถวนี้เนี่ยแหละ สบายใจจัง!

 

ตึก!

 

ตึก!

 

ผมวิ่งออกไปตัวเปล่าจนผ่านสวนสาธานะไปเมื่อกี้นี่ จริง ๆ แล้วก็ควรจะนั่งรถโดยสารไปโรงเรียนนะ จะได้ไม่เหนื่อยเปล่า แต่ไม่มีเที่ยวตอนแปดโมง แย่จริง แต่ถ้าจะให้นั่งรอเที่ยวต่อไปก็กะไรอยู่ อีกอย่างหนึ่งพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยมันไม่ค่อยจะมีรถวิ่งซักเท่าไหร่ ถึงจะมีถนนเล็ก แต่รถน้อยมากเลยทีเดียว กว่าจะมีรถวิ่งสวนไปสวนมาก็นานอยู่ ปกติคนแถวนี้เขาก็ไม่ค่อยใช่รถกันอยู่แล้ว ส่วนมากจะใช้จักรยานปั่นเอาหรือรถมอเตอร์ไซเอาซะมากกว่า ก็เพราะเป็นระแวกที่มีบ้านคนอยู่อาศัยก็เลยไม่ค่อยมีรถสันจรผ่านเท่าไหร่ อีกอย่างหนึ่งมันเงียบสงบดีด้วย

 

แล้วก็นะ เอาเป็นว่า เดินวิ่งไปเนี่ยได้สูตรอากาศบริสุทธิ์ในยามเช้ามันก็ไม่เลวเลยทีเดียวหรอกนะ

 

ซวยเเล้วเรา วันเเรกก็ไปสายเเล้ว..

 

พรางบ่นพึ่มพำในใจ ขณะวิ่งบนในซอยหมู่บ้านแล้วค่อย ๆ เร่งฝีเท้าให้ไวขึ้นเรื่อย ๆ

 

แต่ว่านะ.. โรงเรียนที่ผมจะไปเรียน ที่บอกว่ามันไม่ธรรมดา ก็เพราะมันเป็นโรงเรียนมหาเวท หรือโรงเรียนเวทมนต์ที่สอนการใช้พลังเวทและการใช้ดาบ โรงเรียนนี้ถูกสร้างมาจากการสนับสนุนของกองกำลังป้องกันตนเอง โรงเรียนนี้จะรับเด็กที่เรียนจบหลักสูตรการเรียนการสอนปกติจากโรงเรียนมัธยมต้นธรรมดา  ถึงจะสมัครเข้าเรียนได้ พอถึงตอนนั้นก็คงมีอายุครบ 16 ปีพอดี และ

 

 โรงเรียนมหาเวทจะฝึกสอนอบรบให้เด็กมีความสามารถในการใช้พลังเวท หรือศิลปะการต่อสู้ด้วยดาบ เพราะแต่ละคนนั้นมีความถนัดในแต่ละด้านไม่เหมือนกัน บางคนก็ถนัดใช้ดาบมากกว่า และบางคนก็ถนัดในพลังเวทมากกว่า ส่วนบางคนก็ถนัดทั้งอย่างเลย และฝึกเพื่อพวกเด็กเหล่านั้นเป็นนักเวทและนักดาบที่เหนือชั้น พอหลังเรียนจบ ก็จะเป็นนักดาบและนักเวทที่เต็มตัว แล้วยังถูกกองกำลังป้องกันตนเองยอมรับจนสามารถเข้าร่วมกับกองกำลังป้องกันตนเองเพื่อปกป้องเมืองจากปีศาจได้ ถ้าใครไม่อยากจะเข้าร่วมกับกองกำลัง ถึงแม้จะถูกยอมรับแล้ว ก็สามารถที่จะเลือกใช้ชีวิตทำงานเหมือนคนปกติทั่วไปได้อย่างอิสระเหมือนกับคนที่เรียนจบมัธยมปลายหรือมหาลัยทั่วไป

 

หลังจากที่ผมเรียนจบมัธยมต้นไปหลายเดือน ผมก็ตั้งใจที่จะมาสมัครเรียนที่โรงเรียนมหาเวทหลังจากที่โรงเรียนเปิดไปได้ 2 สัปดาห์ ก่อนจะได้รับจดหมายยืนยันการเข้าเรียนจากผู้อำนวยการของโรงเรียนโดยตรง ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงเข้าเรียนช้ากว่านักเรียนคนอื่นก็เพราะผมมีปัญหากับคุณพ่อเรื่องที่ไม่เข้าเรื่อง แล้วผมก็ได้เข้าเรียนในสัปดาห์ที่ 3

 

 

วันนี้ เราพึ่งเข้าไปเรียนในโรงเรียนเป็นวันเเรกซะด้วยสิ โรงเรียนที่สอนเรื่องการใช้ศาสตร์เวท เเละดาบ โรงเรียนที่แตกต่างจากโรงเรียนปกติทั่วไป ก็เพราะมันคือโรงเรียนสำหรับคนที่มีพลังเวท ..เอาหละฉันจะต้องทำให้ได้

 

 

อย่างทีว่าอะนะ ผมสมัครผ่านเว็บไซค์ แล้วหลังจากที่ได้รับจดหมายให้เข้าเรียน ช่วงวันหยุดของโรงเรียน ผมก็ได้ไปทัวโรงเรียนมาแล้ว มีคนแนะนำพาทัวโรงเรียนรวมถึงบอกประวัติความเป็นมาและแถมหนังสือกฎระเบียบที่เคร่งคัดของโรงเรียนจำนวน 150 หน้า นั้นคือผมต้องอ่านให้หมด ซึ่งแน่นอนว่าผมไม่ได้อ่าน จะอ่านมันก็อ่านนะ แต่ก็อ่านได้ไม่หมด ตอนนี้มันยังอยู่ในบ้านไม่ก็อยู่ใน เอ่อ.. ถังขยะ ในห้อง คิดว่าเมื่อผมกลับถึงบ้านเมื่อไหร่ผมจะเผามันทิ้งทันที กฎระเบียบจะเยอะไปใหน คงจะมีคนบ่นแบบผมเหมือนกันนั้นแหละนะ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนที่ใหนก็ล้วนจะมีกฎระเบียบที่สำคัญ ๆ มากมายจนทำให้บ้าได้เลย บ้าไปแล้วกฎเบียบงี้เง่าพวกนั้น

 

ผมเอามือเท้าเอวยิ้มพรางพยักหน้า อือื้

 

ผมควรจะเลิกบ่นแล้วต้องหยุดวิ่งแล้วล่ะ เมื่อผมวิ่งมาถึงหน้าโรงเรียนมหาเวท ต้องหายใจหอบ ๆ เสียงหายใจที่ออกจากปาก ผมต้องก้มหน้าจับเข่าเพราะความเหนื่อยและหอบ ๆ มาก หัวใจเต้นแรงอย่างทรมาน วิ่งมาตลอดมันก็ไม่แปลก แทบจะตายอยู่แล้วเนี่ย สีหน้าของเด็กนักเรียนอย่างผมดูไม่ได้เลย

 

เอาล่ะห่าย..มาถึงซักที!”  น้ำเสียงเหมือนกับคนไกล้ตายเพราะหายใจหอบ ผมขว้ามือมากำเเล้วทำสีหน้ามุ้งมั่น แล้วคิดขั้นตอนแรก การมาโรงเรียนมหาเวทในเเรกต้องหาเพื่อนให้ได้ก่อน

 

ก่อนจะหลับตายิ้ม พยักหน้าไปพราง ๆ เหมือนจะสื่อให้รู้ว่าพร้อมที่จะก้าวเดินเข้าไปในเส้นทางของโชคชะตาแล้ว

 

เมื่อมาถึงโรงเรียนที่ใฝ่ฝันว่าอยากจะเรียน ไม่สิ ทีแรกผมก็ไม่ได้ใฝ่ฝันอยากจะเรียนอะไขนาดนั้น คือมันมีเหตุผลเป็นแรงพลักดันให้ผมมาเรียนที่นี้

 

เหตุผลงั้นเหรอพอพูดถึงเหตุผลที่ทำให้ผมอยากมาเรียนที่แล้ว เพราะอยากจะเข้าแข็งให้มากขึ้นและต้องแข็งแกร่งให้เหมือนกับคุณแม่ที่เป็นดาบชั้นสูงที่หนือชั้นกว่านักดาบชั้นสูงทั่วไป อีกส่วนหนึ่งก็อยากจะปกป้องเมืองนี้ไว้และเพื่อโค่นล้มปีศาจ

 

ความทรงจำหวนคืนตลอด..เมื่อไหร่ที่ผมระลึกความทรงจำเมื่อตอนนั้นได้ ตัวผมก็ยิ่งมีคุณค่าและพยามมาขึ้น มันไม่อาจจะไม่เกี่ยวก็ได้นะ  แต่บางครั้งภาพความทรงจำนั้นก็คงยังวนเวียนอยู่ในห้วงแห่งความคิดผมตลอด มันไม่มีวันหายไป

 

ตั้งแต่เมื่อตอนนั้นตอนที่เรายังเป็นแค่เด็กน้อยตัวเล็กอายุแค่ 6 ขวบ ผมไม่มีวันลืมวันนั้นเลย วันนั้นเป็นวันที่คุณแม่จะออกไปทำภารกิจนอกเมือง มันยังอยู่ในความทรงจำ ผมยังคงไม่ลืมมันง่าย ๆ แน่นอน

 

เป็นวันที่เด็กน้อยได้บอกลาคุณแม่ ขณะเงิยหน้าจ้องมองเธอตาไม่กระพริบ แววตาของเด็กน้อยที่ไม่เข้าใจ และกำลังสับสน ความไร้เดียงสาของผมในตอนนั้นมันช่างเป็นสิ่งที่เปราะบางซะจริง

 

ขณะเธอเอามือสองข้างจับที่ไหล่ของเด็กน้อยที่กำลังทำตาบ่องแบ่วที่เต็มไปด้วยความสับสน แล้วจ้องมองเข้าไปที่ดวงตาคู่นั้นด้วยรอยยิ้มจากใจ แล้วเอ๋ยขึ้นเบา ๆ แค่ให้รู้กันสองคน

 

“..โอกะ..ต่อไปนี้..ลูกจะต้องเข้มแข็งขึ้นให้มาก ๆ นะ

 

ตั้งแต่นั้นมาตัวเราก็พยามเข้มแข็งขึ้น

 

 

ดวงตาสีดำของผมที่เต็มไปด้วยความปราทณาอันแรงกล้าเปร่งประกายด้วยความตื่นเต้น ก่อนจะสาวเท้าเดินเข้าไปในโรงเรียน ขณะที่สายตาจ้องมองยังนักเรียนทั่วไปที่เดินไปเดินมาในโรงเรียน บ้างก็ยืนคุยกัน บ้างก็พูดตอแหลใส่กัน

 

แต่มีบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจผม มีกลุ่มคนกำลังมุมดูอะไรกันอยู่ นั้นอาจจะเป็นอะไรแปลก ๆ ของโรงเรียนนี้ก็ได้

 

 เมื่อนักเรียนจำนวนมากต่างเดินเข้ามาดูอะไรซักอย่าง ซึ่งผมไม่รู้ว่ามันคืออะไร พอผมได้เดินเข้าไปดูก็เห็นผู้ชายผมสีน้ำเงิน ดวงตาสีน้ำเงิน จมูกเป็นสัน มีใบหน้าที่เรี่ยวยาว ดูเป็นคนเอาเรื่องและจริงจัง ที่อายุไร่เลี่ยกับผม กับเด็กสาวร่างบางตัวเล็กหุ่นเพียว ผมสีดำเข้มแต่เงางามกว่าผม มีดวงตาสีดำ แววตาดูสดใสร่าเริงกว่าผม แถมยังยิ้มอยู่ด้วย ดูเป็นสาวน้อยน่ารักมหรรศจรรษ์ เเละเหมือนทั้งสองคนนั้นจะเป็นเด็กนักเรียนปีหนึ่งเหมือนกับผม

 

แถมทั้งสองคนแต่งกายในชุดนักเรียนเหมือนกับผมเป็น ก็แน่น่ะสิเป็นเด็กนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน แถมมผมเองก็ยังไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับที่นี้มาก สำหรับชุดนักเรียนของผู้ชายแล้วจะเป็นชุดสีน้ำเงิน มีตาสัญญาลักษณ์ของโรงเรียนติดอยู่ที่เสื้อเชิดชั้นนอก และติดเน็กไทร์สีแดงที่ปกคอเสื้อชั้นในสีขาวเหมือนเด็กมหาลัย แต่ชุดเครื่องแบบโรงเรียนมหาเวทดูเท่กว่าเยอะเลย

   

เห้ยมีคนตีกันอะ!

 

เอาจริงดิ ใหน ๆ!”

 

แต่สิ่งทีทำให้ผมถึงกับตกตะลึง เพราะพรึ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก คือพวกเขากำลังต่อสู้กันอยู่ด้วยพลังเวทอย่างหน้าตื่นเต้น สุดยอดจริง ๆ รู้สึกว่าผมจะหลงใหลในการต่อสู้นะ

 

 เคร้ง! บึม! เสียงต่อสู้กันด้วยอาวุธกับพลังเวทที่เต็มรูปแบบ แถมโจมตีใส่กันอย่างไร้ปราณี ซึ่งมันน่าตื่นตาตื่นใจมากสำหรับผมที่เห็นอะไรแบบนี้ แต่ก็ส่งสัยอยู่ว่าทำไมสองคนนั้นถึงตีกัน พรางคิดในใจว่า

 

เขามีเรื่องอะไรกันน่ะ..

 

 ความสงสัยของผมมันผุดขึ้นมาตั้งแต่ที่เห็น เด็กหนุ่มที่ดูเหมือนจะอายุมากกว่าต่อสู้กับเด็กผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า มันจะมองว่าพีรังแกน้องใหม ถ้าใครที่ไม่รู้ก็ควรจะคิดแบบนี้ ผมไม่รู้ว่าเขามีเรื่องอะไรกัน แต่ที่รู้ ๆ

 

ตู้ม! แบบนี้มันรุนแรงเกินไปแล้วนะ

 

 ..มันคือการรับน้องใหม่น่ะ น้ำเสียงเรียบ ๆ จากเด็กหนุ่มปริศณาที่เดินเข้ามาจากข้างหลังผมแล้วหยุดเดินเมื่อเขาพูดจบ

 

..ผมเงียบก่อนจะหันมองยังเขาที่ดูทำท่าเก็ก

 

เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาอ่อน ตาสีฟ้าเข้มเหมือนกับสีน้ำทะเล หน้าตาจัดว่าหล่อแต่ก็ยังน้อยกว่าผม ท่าทางเหมือนจะเป็นจะรู้จักที่นี้ดีกว่าผม มันก็ย่อมเป็นแบบนั้นอยู่แล้วล่ะ ดูคร่าว ๆ แล้วหน้าจะอยู่ปีหนึ่งเหมือนและเข้าเรียนก่อนผม ดูจากสีหน้าที่มั่นใจกับคำพูดพวกนั้น หมอนั้นยืนเท้าเอวข้างนึง เมื่อผมมองขณะหมอนั้นยิ้มแป้นก่อนจะพูดต่อว่า

 

 เป็นการต่อสู้กระชับมิตรความสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องน่ะ”  ทั้งที่ผมไม่ได้พูดด้วยซ้ำว่าเขาทำอะไร เเต่ผู้ชายคนนี้เขากลับรู้ว่าผมกำลังคิดอะไรอยู่ หรืออ่านใจออก

 

ท่าทางผมจะหาเพื่อนได้แล้วคนนึง แต่ก็ไม่โดดเด่นไปมากกว่าสิ่งที่ผมหันกลับไปมอง

 

การรับน้องใหม่งั้นเหรอ...เอ๋! นี่ฉันยังไม่ได้ถามเลยนะ นายอ่านความคิดออกได้ยังไงกัน?”  ผมรีบหันกลับไป พรางส่งสัยว่าเขารู้ได้ยังทั้ง ๆ ที่ผมคิดอยู่ในใจ

 

หลังจากที่ถามไปหมอนั้นก็ยิ้มที่มุมปากพรางทำสีหน้าเก็ก

 

ฉันเห็นว่านายดูไม่ค่อยคุ้นเคยกับโรงเรียนนี้ ก็คิดว่านายอาจจะเป็นเด็กนักเรียนใหม่ที่พึ่งเข้ามาเรียนหลังจากโรงเรียนเปิดไปแล้ว 2 สัปดาห์

 

“..” ผมทำหน้าตาส่งสัยให้หมอนั้นเห็นแบบชัดเจน

แหม่..ก็นายดูไม่คุ้นหน้าเลยนี่นา เเล้วอีกอย่างนึง...จริง ๆ ฉันก็เป็นคนอ่านความคิดคนอื่นเก่งน่ะ ..มันเป็นความสามารถเฉพาะตัวขอฉันเองล่ะ! โดยเฉลียส่วนมากแล้ว ฉันจะอ่านใจคนอื่นถูกประมาณ 30% เขาพูดพรางยกนิ้วชี้ขึ้นเหมือนกำลังอวดภูมิใจว่าตัวเองเก่งในเรื่องการเดา

 

โดยรวมแล้วเป็นคนที่หลักการที่ดีมาก แถมยังเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ดีมากซะด้วย เป็นพวกที่มีเพื่อนเยอะดูจากลักษะณะนิสัยของหมอนี้ แล้วคงจะขี้เก๊กอีกด้วย ภายนอกเห็นแบบนี้ แต่ก็หน้าจะเป็นคนดีจริง ๆ

 

ฉันว่ามันไม่ได้เรียกว่าเก่งเเล้วน่ะ!”  ผมขยับปากพูดเบา ๆ พราง ทำคิ้วขมวด

 

“..ก็นะ..” หมอนั้นยังคงหลับตายิ้มได้อยู่

 

แล้วไอ้การรับน้องใหม่ที่ว่านั้น พอจะอธิบายให้ฟังหน่อยจะได้ใหม?!” ผมสอบถามเพื่อนใหม่ล่าสุดไปตรง ๆ

 

งั้นก็..การรับน้องใหม่นั่น พวกรุ่นน้องที่เข้ามาในโรงเรียนในปีแรก หรือคนที่อายุน้อยกว่า บางครั้งก็จะถูกพวกรุุนพีท้าดวลที่จะต่อสู้เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์กับรุ่นพี่

 

อือ อ่อ..แบบนี้เองสินะ!”

 

ผมทำท่าทางเหมือนจะเข้าใจแบบงึนงง อยู่ดี ๆ หมอนั้นก็ เงิยหน้าเข้ามาไกล้ ๆ พร้อมเอามือขวาขึ้นมาบังที่กระพุ่งแก้มซ่าย ก่อนจะกระซิบมาเบา ๆ

 

นี่นายคงไม่โง่เกินไปที่จะเข้าใจเรื่องง่าย ๆ แบบนี้ใช่ใหม่

 

ก็แน่สิฟระ! ฉันไม่ได้โง่ขนาดที่พูดง่าย ๆ ขนาดนั้นแล้วยังไม่รู้เรื่อง ผมกระซิบเบา ๆ กลับ พรางทำสีหน้าไม่พอใจนิดหน่อยใส่หมอนั้น

 

แต่พอหมอนั้นได้ยินขนาดนั้นแล้ว อยู่ดี ๆ เกิดเปลื่ยนสีหน้าเป็นยิ้มร่าเริงสดใสในทันที

 

แหม่..แค่ล้อเล่นเฉย ๆ น้าไม่เห็นต้องจริงจังเลยนะ!”

 

ผมเปิดตาครึ่งหนึ่งแล้วมองหมอนั้นที่กำลังยิ้มระเริอย่างเฉยเมย

ในขณะเดียวกันการดวลกันเพื่อความกระชับมิตรระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้องกำลังดุเดือด การโจมตีหลายรูปแบบด้วยพลังเวทที่ผมไม่รู้จัก ลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งจู่โจมผู้ชายอายุไล่เลี่ยกับผมอย่างดุดัน มันลอยผ่านหน้าผมไปอย่างน่าขนลุกขณะผมยืนอยู่ท่ามกลางเด็กนักเรียนด้วยกัน เปวไฟสีส้มที่ร้อนขนาดที่สามารถเผาไม้ผิวหนังได้เพียงแค่สัมผัสมัน แค่อยู่ห่างจากลูกไฟนั้น ก็รู้สึกได้เลยว่ามันร้อนมากแล้ว

 

ผู้ชายคนนั้นยืนนิ่งในขณะที่ลูกไฟนั้นเข้าหาเรื่อย ๆ ในเซี่ยววินาทีที่มันเข้าพุ่งเข้าใส่มือของผู้ชายก็ไฝว้เข้าหาตัวเป็นรูปตัวเอ็กก่อนจะมีวงเวทกว้างเท่าแขนสองข้างลอยขึ้นข้างหน้าแขนที่ทำเป็นรูปตัวเอ็กอย่างเท่ เมื่อเขาเวี่ยงแขนสองข้างให้อ้ามันก็เหมือนเป็นแรงดีดให้วงเวทที่อยู่ในแนวตั้งพุ่งออกไปอย่างหนักหน่วงพุ่งเข้าใส่ลูกไฟยักจนมันระเบิดกระจายเป็นเพียงแค่สะเก็ดไฟธรรมดา

 

แววตาของเด็กผู้ชายดูเฉียบคมจนหน้ากลัว ก่อนจะยืนนิ่งแล้วปากเก่ง

 

ก็ไม่เห็นเท่าไหร่นี่ ทำได้แค่นี้เองน่ะเหรอ!  น้ำเสียงกวนโอ๊ยสุดพรางสีหน้าจริงจัง  ซึ่งมันทำให้เด็กผู้หญิงที่ดูอายุน้อยกว่าโมโห

 

พอเธอได้สินคำพูดที่หน้าตบปากแล้ว เธอจึงทำท่าไม่ชอบใจอย่างเห็นชัด

 

ชิ! <ดวงดาวแห่งการสูบพลัง>  สิ้นสุดการล่ายเวท

 

วงเวทที่เป็นพื้นฐานเรียกว่าเวทระเบิด ผมไม่แน่ใจว่ามันอันตายหรือเปล่าแต่นี้มันคือเวทพื้นฐานแน่ ๆ  จู่ จู่ ก็มีวงเวทใต้เท้าของเธอกับผู้ชายคนนั้นที่เป็นู่ต่อสู้ของเธอ ซึ่งทำให้เขาสงสัย ก่อนมีลำเเสงเจิดจ้าโพยพุ่งขึ้นจากพื้นกอหญ้า ดูท่าทางสาวน้อยคนนั้นจะเอาจริงเอาจังขึ้นมาก  

 

ขึ้นชื่อว่าสูบพลังดูเหมือนว่าทางฝั่งรุ่นพี่เองจะทรุดตัวลงไปเพราะอาจจะโดนดูดพลังเวทไปอยู่ ซึ่งเด็กหญิงใช้จังว่ะนั้นคายเวทออกก่อนจะยกหน้ามือแล้วใช้เวท <MetalkosBoom> ที่เป็นลูกบอลสีแดงระเบิดพุ่งโจมตีเข้าใส่รุ่นพี่

 

ทว่าเหมือนผู้ชายคนนั้นรอที่จะรับมือวิชานั้นอยู่ เขาใช้มือยกมือขึ้นมาบังข้างหน้าก่อนจะมีวงเวทขึ้นแล้วเมื่อลูกบอลระเบิดถึงตัว เขาก็ปัดมันด้วยหลังมือทันที เหลือเชื่อเขาทำได้เขาสามารถปัดพลังเวทจนมันระเบิดข้าง ๆ จากที่วิคราห์ดูแล้วเหมือนผู้ว่าผู้ชายคนนั้นจะเบี่ยงวิถีลูกบอลนั้นด้วยพลังเวทโดยใช้แค่หลังมือปัด เหมือนปัดแมลงวัน

 

หา..!! ปัดออกง่าย ๆ เลยเหรอ..? ..ขี้โกงนี้! เธอทำสีหน้าเหมือนจะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น

 

งั้นตาฉันบ้างนะ! <Metalkos Boom reves> ”  เป็นพลังเวทย์ระกลาง ที่จะมีความเเรงกว่า <Metalkos Boom > ซึ่งมันจะมีลูกใหญ่ขึ้นแถมมีวงแหวนไฟเพื่มขึ้นมา ซึ่งมันเป็นวินาทีที่หน้าตื่นเต้น

 

เอ่อ จริงสินายก็เป็นเด็กปีหนึ่งเหมือนกันใช่ใหม!” ผมถามเพื่อนใหม่ที่ยังไม่รู้ชื่อ ในขณะที่ดูการต่อสู้ข้างหน้า

 

ใช่ เด็กปีหนึ่งที่ถนัดการใช้ดาบต่อสู้!”

 

งั้นเหรอ

 

ก็สำหรับคนแบบฉันแล้ว เรื่องการใช้วิชาเวทไม่ค่อยจะถนัดเท่าไหร่ แถมอีกอย่างหนึ่งฉันก็พึ่งจะเค่นพลังเวทได้ตอน อายุ 14 เองนะ พ่อของฉันบอกว่าฉันไม่ถนัดในเรื่องใช้พลังเวท เพราะฉะนั้นสู้ด้วยดาบน่ะสำหรับตัวฉันแล้วดีที่สุด!”

 

หมอนั้นพูดในขณะที่ผมกำลังมองการต่อสู้ตรงหน้าอย่างประหลาดใจ

 

เมื่อวิชาเวทพุ่งไปยังเด็กผู้หญิง เธอจึงทำให้เธอตกใจกลัวจนไม่ขยับขาไม่ได้ จนในที่สุดก็โดนเด็กผู้หญิงคนนั้นดัง

 

 ตู้ม!!

 

อ๊า..!! เธอส่งเสียงร้อง

 

ซึ่งทำให้ผมตกใจมากกับเเรงระเบิดที่รุนเเรงจนทำให้เด็กผู้หญิงคนนั้น ลอยขึ้นกลางอากาศก่อนจะล้วงหล่นลงมาบนพื้นดัง ตุบ! ผู้คนที่มองอยู่รอบ ๆ ต่างก็ตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิด

 

ควันสีฟ้ารอยฟุ่งก่อนจะค่อย ๆ จางลง

 

วินาทีนั้น จู่จู่ ก็มีเสียงผู้หญิงปริศณาตะโกนลั่น

 

มารุนะ!!”  

 

ขณะผู้หญิงรางบางตัวสูงกว่าวิ่งตรงไปยังเด็กผู้หญิงที่โดนวิชาเวทแบบนั้นโจมตีเข้าไปเต็ม ๆ แต่จากที่เห็นตรงนี้เธอดูเหมือนจะไม่ค่อยจะบาดเจ็บเท่าไหร่ ซึ่งมันแปลกมากจนผมอดสงสัยไม่ได้ ส่วนผู้หญิงคนนั้นที่วิ่งเข้าไปหาเด็กผู้หญิงดูเหมือนจะเป็นร้องสาวของเธอเองดูจากเสียงตะโกนกับความรู้สึกที่ห่วงใย

 

เมื่อหันไปมองหน้าของผู้หญิงคนนั้น ซึ่งมันทำให้ผมหยุดนิ่งไปพักหนึ่ง เมื่อจ้องมองที่ใบหน้าของเธอ ผู้หญิงผมสั้น ผมสีขาวอมน้ำเงิน ดวงตาสีม่วงอมชมพูด สัดส่วนของหน้าองเอวเป็นที่หมายตาของผู้ชาย และใบหน้าที่คุ้นเคย ในขณะที่ผมเปิดตาอ้าค้างอย่างหน้าประหลาดใจ

 

ผู้หญิงคนนี้หน้าคุ้น ๆ

 

เหมือนภาพที่อยู่ในความฝันก็ผุดขึ้นมาในหัวของผม ก่อนหน้านี้ตอนที่ผมหลับ ได้ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งซึ่ง เธอมีหน้าตาคล้ายกับผู้หญิงคนที่อยู่ต่อหน้าผมตอนนี้ เเละสิ่งที่แปลกไปก็คือในความฝันเธอเหมือนโดนอะไรแทง  ไม่เห็นจะเข้าใจเลย ภาพที่อยู่ในความฝัน ทำไมเธอถึงมาอยู่ในความฝันของผมได้ แต่ผู้หญิงที่อยู่ฝันถึงแม้จะมีผมที่ยาวกว่าแต่หน้าตาก็คล้ายกันมาก

 

 เธอ..คือผู้หญิงที่อยู่ในความฝันของเรา..นั้นมันอะไรกันนะ ทำไม..? ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น ถึงคล้ายในฝันของเรา..

 

มารุนะ..เป็นอะไรรึเปล่า ผู้หญิงคนนั้นแสดงให้เห็นสีหน้าของความเป็นห่วงก่อนจะปะคองน้องของเธอ

 

แต่เดี๋ยวก่อนนะ ที่แปลกกว่านี้คือ ถ้าเป็นพี่น้องกันจริง ๆ แต่ทำหน้าตากับสีผมต่างกันล่ะ

 

พี่สาว.. โอ้ย.. เจ็บ!   

 

ลุกยืนใหวใหม? น้ำเสียงอัรเย้ายวนที่ออกจากปากของเธอ ช่างดึงดูดให้ผมมองตาค้าง

 

ใหว ค่ะ!

 

เธอปะคองน้องสาวขึ้นก่อนจะมีผู้ชาย และผู้หญิงอีกสามคนวิ่งเข้าถึงตัวเธอ ท่าทางจะเป็นเพื่อนที่มาช่วยปะคองเด็กผู้หญิง

 

ก่อนเธอจะทำสีหน้าที่จริงจังราวกับ.. โหดฉะมัดสีหน้าแบบนั้น

 

นี่นาย ทำไมต้องเอาจริงกับน้องสาวของฉันด้วย!  สาวน้อยผมสีขาวตะเบงเสียง ขณะน้องสาวของเธอให้เพื่อนอีกสามคน

 

ผมคิดถูกจริง ๆ ผู้หญิงสองคนนั้นเป็นพี่น้องกัน แต่ทำไท้สีผมถึงแตกต่างกันนะ แต่คงจะไม่มีอะไรที่หน้าตื่นตาตื่นใจไปมากกว่านี้แล้วล่ะ ต่อจากนี้ผมอาจจะได้เห็นการต่อสู้ของนักเวทที่หน้าจะมีฝีมือพอ ๆ กัน

 

ห๊ะ!..อะไรกัน ๆ เมื่อกี้เเค่เล่นกันเฉย ๆ ฉันยังไม่ทันได้เอาจริงเลยนะ  พูดซะดูดี แค่เหงื่อไหลออกมากำลังกลัว

 

เเต่นาย ทำน้องสาวฉันเจ็บ ฉันไม่มีทางยกโทษให้นายเเน่ เตรียมตัวตายได้เลย”  การที่เธอพูดเเบบนี้มันเหมือนกับเธอโกธมากจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้

 

นั้นก็ถึงคราวซวยของชายที่เธอหมายชีวิตไว้แล้ว แล้วผมก็ไม่อยากจะเป็นคนนั้นซะด้วย

 

 เเล้วยังไง...คิดจะสู้กับฉันงั้นเหรอ..แม่สาวน้อย สีหน้ามั่นใจแต่เสียงยังสั้นอยู่เลยส่งสัยว่าคงจะกลัวจริง 

  

ฉันเป็นจอมเวทย์ระดับเเละฉันจะไม่เเพ้คนอย่างนายหรอกนะ ขอเตื่อนไว้ก่อนนะ ..ฉันจะจัดหนักจัดเต็ม!”  ผมคอยดูอย่างห่าง ๆ ห่างอย่างห่วง ๆ คอยดูว่าจะเป็นอย่างที่เธอพูดหรือเปล่า ไอ้คำว่าจัดหนักจัดเต็มนี่ เป็นคำพูดที่ไม่สุภาพสำหรับผู้หญิงน่ารัก ๆ เอาซะเลย เป็นคำพูดที่ห้าวใช้ได้

  

เธอเป็นถึงนักเวทระดับ 3 จะใหวเหรอริวจิ”  เพื่อนริวจิตักเตือนด้วยความกังวล

 

หมอนั้นทำสีไม่หวั่น สายตาของเค้านั่นเฉียบคม เเต่ที่จริงเเล้วเขากำลังสั่นใหว และยังกลัวผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้ามากอีกด้วย ใคร ๆ ก็ดูออก เเสร้งทำเป็นพูดออกมาให้ดูดี  แต่พอเอาจริง ๆ ก็คงไม่มีน้ำยาอะไรหรอกมมั้ง

 

ก็เเค่เด็กผู้หญิงคนนึง คงไม่เท่าไหร่หรอก”   ริวจิหลี่ตาลง เเบบเฉียบคมเพื่อจะให้เธอหวั่นใหว เเต่นั้นดูเหมือนจะใช้ไม่ได้สำหรับเธอ มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หมอนั้นคิด แล้วเหมือนกับว่าหมอนั้นรู้จักเธอดีด้วย

 

ทั้งสองจ้องตากันได้ซักพักโดยไม่มีการเคลื่อนใหวของการโจมตีของแต่ละฝ่าย

 

จะแข่งจ้องตากันรึไง ไม่ยอมโจมตีซักทีนะ ถ้างั้นฉันจะเริ่มก่อน!” เธอลืมตาขึ้น ก็ต้องตกใจทันทีที่เห็นบางอย่าง

 

วงเวทปรากฏขึ้นขณะมีบางอย่างเตรียมปล่อยออกมา ขณะหมอนั้นพูด

 

รับนี่ไปซะ <Metalkos Boom reves>   พูดยังไม่ทันจะจบหมอนั้น ก็โจมตีไปออกไปซึ่ง ๆ หน้า เหมือนกับว่าเล่นทีเผลอนะ คิดจะจัดการโดยวิธีสกปก

 

เเต่ดูเหมือนผู้หญิงคนนี้ก็ไม่ใช่คนที่จะยอมโดนจัดการได้ง่าย 

 

เธอฉีกยิ้มบนมุมกว้าง แบบว่าขนลุกสุด ๆ ก่อนจะหงายหน้ามือทั้งสองข้างขึ้นข้างหน้า

 

หึ! <ReVesSalen>! สิ้นสุดคำพูด

 

เวท <ReVesSalen> เป็นพลังเวทระดับสูง สามารถทะลุทะลวงพลังเวทได้อย่างโกงสุด ๆ เลยซึ่งพลังเวททั้งสองปะทะกัน แน่นอนว่าพลังเวทของคานาเดะทะลุทะลวง ผ่านพลังเวทของริวจิ ก่อนจะพุ่งตรงไปยังริวิวที่ยืนด้วยสีหน้าที่ไม่รู้จะทำยังไงอย่างเสี๋ยวหน้าขวาน ก่อนที่พลังเวทจะไปถึงตัวริวจิ ก็มีคนโพล่มาช่วยไว้ทันพอดี 

 

ผู้ชายคนนั้นเขาเปิดตูมิติหรือเรียกเกทขึ้น ทำให้เวทย์นั้นหายวับไปเข้าไปในเกทก่อนจะถึงตัวริวิจิ ประตูมิติเปิดขึ้นบ่นท้องฟ้าแล้วให้วิชาเวทของคานาเดะที่ออกมาระเบิดบนฟ้า บึม! แรงดันลมถึงกับสะท้อนลงมาถึงบนพื้นดิน เเรงระเบิดมหาศาลที่สามารถทำลายอาคารได้หลังนึงเลย  

 

และ [เกทคือ ประตูมิติที่สามารถไปที่ใหนก็ได้ก็คล้ายประตูไปที่ใหนก็ได้ของโดราเอม่อนน]

 

ซึ่งเด็กนักเรียนทุกคนต่างก็ตกตะลึงอีกครั้ง กับพลังเวทของผู้หญิงคนนั้น เมื่อแรงระเบิดสงบลง

 

อาจารย์เคนจิ เธอเอ่ยชื่ออาจารย์ผู้เป็นนักเวทระดับ 4 คนนี้ผมเคยเจอตอนวันหยุดที่มาดูโรงเรียน ก่อนจะมาเรียนในวันนี้

 

พอได้เเล้วล่ะ พวกเธอเเยกย้ายกันไปเข้าห้องเรียนได้เเล้ว!

 

แค่พูดเพียงคำเดียวทุก ๆ คนต่างก็ทำเซ็งในทันที มันใช่เรื่องตลกเหรอไงฟะ ที่มาดูคนสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย

 

 ไป ๆ พวกเราไปกันเถอะ”   

 

โห่เว้ย กำลังมันเลย!”  

 

นักเรียนพูดหลายคนต่างก็เซ็ง เด็กนักเรียนที่มุมดูถึงกับวงค์แตก เมื่ออาจารย์โพล่มาจากใหนไม่รู้ มาห้ามการดวลครั้งนี้ไป จะว่าไปแล้ว มันก็ไม่หน้าจะใช่การดวลหรอกมั้ง เมื่อกี้มันเกินคำบรรยายจริงนั้นแหละนะ

 

แถมเวทระดับสูงเมื่อกี้ถูกอนุญาตให้ใช้ภายในโรงเรียนได้ด้วยงั้นเหรอ? ผมว่ามันอันตรายเกินไปนะ ถ้าเป็นผมคงจะไม่ใช้มันแน่ ๆ

 

แล้วดูเหมือนทั้งสองคนคงจะโดนอาจารย์คนนั้นว่าแน่ ถ้าเป็นผมละก็ผมจะไม่ทำแบบนั้น

 

ส่วนพวกเธอสองคน มาพบฉันที่ห้อง

 

เอาล่ะสิ ผมว่าคงจะโดนลงโทษแน่ ๆ หรืออาจจะโดนเรียกไม่ตักเตือน ไม่ก็คงไม่พ้นการไล่ออก อันนี้ก็ขึ้นอยู่กับกฎระเบียบของโรงเรียน ผมควรจะอ่านกฎระเบียบที่ได้มาก่อนจะเผามันทิ้ง รู้สึกว่าแค่วันแรกก็ได้เรียนรู้อะไรตั้งหลายอย่างแล้ว ซึ่งมันก็คุ้มค่า

 

ส่วนผมเองก็คงต้องแยกย้ายเหมือนกัน

 

 อาคารเรียนหนึ่งชั้นสอง ขณะที่ผู้หญิงคนนี้กำลังขึ้นบันไดในอาคารเรียนกับน้องสาวที่ไม่ค่อยจะบาดเจ็บอะไรเลย ซึ่งเธอเองก็คงจะโดนว่าไปแล้วถึงได้มาเดินบ่นตรงบันไดได้แบบนี้

 

..”  เธอเงยหน้าขึ้นก่อนจะถอนหายใจ

 

พี่เป็นอะไรอะ ทำไมถึงถอนหายใจ เสียงน้องสาวสุดที่รัก

 

เมื่อกี้พึ่งจะโดนอาจารย์เคนจิเทศไป...รู้สึกผิดยังไงไม่รู้อะ

 

พี่พยามปกป้องหนู เพราะฉะนั้นพี่ไม่ใช่คนที่ผิดหรอก รุ่นพี่คนนั้นตังหากล่ะที่ผิดเล่นแรงขนาดนั้น  ..ถ้าหนูไม่ประมาทหนูก็อาจจะชนะไปเเล้วก็ได้ เด็กผู้หญิงที่ไร้เดียงสาพูดอวดดี  

 

อย่าทำเป็นเก่งหน่อยเลยน่า.. เราน่ะชนะเค้าไม่ได้หรอก เขาเป็นถึงจอมระดับ 2 ..งั้นรีบไปอาบนํ้าเปลื่ยนเสื้อผ้ากันเถอะนะตัวเลาะมอมเเมมหมดเเล้ว

 

 ก็แค่ตกใจนิดหน่อยน่ะค่ะ แล้วอีกอย่างหนึ่งนะพี่สาว หนูก็เป็นนักเวทระดับ 2 เหมือนกันนะ แค่ประมาทไปรุ่นพี่ไปหน่อย!”

 

 

 

 ส่วนผมกำลังเดินอยู่ในอาคารหนึ่งชั้นที่สองกับเพื่อนใหม่ที่ชอบเก็กจนผมแทบจะบ้า ผมก็พรางคิดในใจกับเหตุการณ์ก่อนหน้านี้  นั้นสินะ..ควรจะต้องคิดเลยล่ะ

 

 ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นใครกันนะ... 

 

เเล้วภาพผู้หญิงคนนั้นที่อยู่ในฝันก็ผุดขึ้นมาในหัวอีกครั้ง ทั้งภาพในความฝันกับภาพก่อนหน้านี้ ผู้หญิงคนนั้นหน้าเหมือนกันมากจริง ๆ ผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงได้เหมือนกันขนาดนี้ ถึงพยามคิดไปก็ไม่รู้อยู่ดี

 

นี่..! ฉันลืมถามชื่อของนายไปเลยนะ ว่าเเต่นายชื่ออะไรน่ะ?” เพื่อนใหม่ถาม

 

ในเมื่อเขาถามถึงขนาดนี้แล้วผมก็ต้งตอบกลับไป

 

 อ่อ..ฉันชื่อ มาซามูเนะ โอกะ...ให้เรียกฉันว่าโอกะนะ

 

 ส่วนฉันชื่อ อิชิดะ คายาบะ  เรียกฉันว่า คายาบะ งานอดิเรกของฉันคือ โม้ไปเรื้อย เเล้วนายทำไมถึงมาเรียนที่นี้ เขาถามคำถามที่ผมตอบได้ยาก

 

 “ฉันน่ะ..อยากจะเข้าร่วมกับกองกำลังป้องกันตนเอง

 

จุดประสงค์เดียวกับฉันเลย คุณพ่ออยากให้ฉันเรียนที่นี้เพื่อจะได้เข้าไปอยู่ในกองกำลังป้องกันตนเองเพื่อเข้าไปทำงานในหน่วยลับเหมือนกับพี่ชายของฉัน มันเป็นความภาคภูมิใจของพ่อฉันเอง ซึ่งเขาก็หวังให้ฉันเข้มแข็งขึ้นและพยามพลักดันให้ฉันเข้าหน่วยลับของกองกำลังให้ได้!”

 

แตกต่างจากพ่อของฉันมากเลยนะ เมื่อก่อนตอนฉันยังเด็กเขาก็เป็นแบบพ่อนาย แต่ตอนนี้เขาไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วล่ะ..”

 

 ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเศร้าซึมเพราะมีความไม่เข้าใจกับพ่อนั้นแหละ มันพูดยากพอพูดถึงเรื่องนั้น

 

ก็นะ พ่อแม่ก็อยากให้ลูกได้ดีทั้งนั้นแหละ อีกอย่างหนึ่งพ่อของฉันเวลาจริงจังนี่ก็โหดใช่ย่อยเลยนะ เอ่ะ! แต่ว่านายมีปัญหาอะไรกับพ่อน่ะ!”

 

ก็แค่..มีความเข้าไม่ใจกัน!”

 

แบบนั้นเองเหรอ..

 

แล้วมีชายของนายเป็นใครน่ะ?”

 

เอ๋! เอ่อ..คือ..ตอนนี้เขาอยู่ห่างไกลจากฉันมาก เราสองคนอยู่ห่างไกลกันตลอด.. เขาชื่อโยชิดะน่ะ เขายิ้มระเริง

 

แต่ผมมองออกได้เลยว่าเขาก็มีปัญหาคล้าย ๆ กับผม ถึงนอกจะยิ้มแต่ข้างในคงมีเรื่องให้ทุกข์ใจเหมือนกับผม ดูเหมือนว่าบทสนทนานี้จะเข้าไกล้ความส่วนตัวมากไปแล้ว

 

จริง ๆ แล้วฉันก็มีความฝันอยู่นะ..”

 

ความฝันงั้นเหรอ…?” คายาบะทำหน้าตาสงสัย

 

ก่อนผมจะทำใบหน้าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมุ้งมั่นแล้วบอกไปตรง ๆ ว่า

 

ฉันน่ะอยากจะเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งให้ได้เหมือนกับคุณแม่ และจะโค่นจอมมารให้ได้ด้วย!ผมพูดน้ำเสียงที่ชัดเจน จนหมอนั้นทึ่งไปซักพัก

 

สุดยอดเลยแฮะ.. เเต่การที่จะโค้นล้มจอมมารได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลยนะ เพราะว่าจอมมารเเข็งเเกร่งมาก เห็นคนเขาบอกกันมาเเต่..จอมมารไม่ค่อยปรากฎตัวให้พวกเราเห็น  ส่งเเต่กองทัพปีศาจมาบุกอย่าเดียว! ดูเหมือนว่าจอมมารคงจะหวาดกลัวฉันล่ะมั้ง!

 

โม้จริง ๆ ด้วยแฮะ

 

อย่างที่หมอนั้นบอกก่อนหน้านี้ว่าโม้ไปเรื่อย ๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริงซะด้วย ซึ่งทำให้ผมถึงกับทำตาแบว ๆ เพราะไม่นึกว่าจะโม้ได้ขนาดนี้

 

ผมอยากมีอะไรที่อยากจะถามมากกว่าเรื่องไร้สาระ เพราะงั้นผมจะถามคำถามที่ผมสงสัยมาได้ซักพักกับหมอนี้ซักหน่อ ก็เป็นการกระชับความสัมพันธ์ของระหว่างเพื่อนไปด้วย

 

เเล้วนักดาบมีการเเบ่งระดับชั้นความเเข็งเเกร่งด้วยเหรอ?”  ผมนึกสงสัย

 

คายาบะที่ได้ยินคำถามของผม จึงจ้องมองผม ก่อนจะพูดว่า

 

ใช่เเล้วละ เดี๋ยวฉันจะอธิบายให้ฟังเอง

นักเวทจะเเบ่งเป็น 4 ระดับชั้น

นักเวทระดับ 1  เป็นจอมเวทย์ ฝึกหัดทั่วไป

นักเวท 2  จะเป็นนักเวททั่วไป ถือว่าอยู่ในระดับมืออาชีพ เเละระดับสุดท้ายเเต่ไม่ท้ายสุด

นักเวทระดับ 3  เป็นนักเวทที่เชี่ยวชาญในการใช้พลังเวทย์ จะถูกส่งไปต่อสู้กับพวกปีศาจบ่อย ๆ เป็นระดับหัวกระทิเลยล่ะ 

เเละสุดท้าย.. นักเวทระดับ หรือนักเวทระดับสูง เเข็งเเกร่งมาก มีเพียงเเค่ไม่กี่คนที่ได้เป็น

 

งั้นเหรอ..”  ผมควรจะต้องทำสีหน้าตกใจที่รู้ยังมีมหาเวทที่เก่งกว่า เหนือฟ้ายังฟ้าจริง ๆ  แต่ผมกลับทำสีหน้าเฉยเมยราวกับมันไม่ค่อยหน้าตื่นตาตื่นใจอะไรขนาดนั้น

 

แล้วเหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า เพราะยังมีจอมเวทที่เหนือกว่านักเวท คนพวกนี้มีน้อยมากหรือแทบไม่มีเลย จอมเวทน่ะมีความสามารถที่โดดเด่น และยังรู้เกือบทุกศาสตร์เวทมนต์ และยังแข็งแกร่งมาก ๆ ด้วย คนที่จะแข็งแกร่งในระดับนั้นได้จะต้องก้าวข้าวนักเวทระดับสูงไปก่อน  และอีกคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของจอมเวท เป็นคนที่อยู่ในประวัติศาสตร์สมัยก่อน ชื่อว่า มาคัส ลือว่าเขาเป็นจอมเวทที่เเกร่งและไร้เทียมทาน เป็นจอมเวททีเหนือกว่าจอมเวท และเขาเป็นคนทรยศของมนุษยชาติ...เเต่เขาก็น่าจะตายไปเมื่อ 500 ปีที่เเล้ว”   

 

เเล้วจะไปพูดถึงคนที่ตายไปเเล้วเมื่อ 500 ปีที่แล้วไปทำไม

 

..แล้วถ้าหากเขายังมีชีวิตอยู่ล่ะ คายาบะทำสีหน้าน่าขนลุกราวกับพยามทำให้ผมเกิดอาการหลอน

 

จะเป็นไปได้ยังไง ตามจริงเเล้ว มนุษย์มีอายุมากสุดก็เเค่ 100 ปี เเต่นี้มันก็ผ่านมาต้อง 500 ปีเเล้วนะ ..เขาไม่น่ามีชีวิตอยู่เเล้วนะ

 

นั้นมันก็จริงอยู่นะ!

 

 

ทำไมไม่ลองเอ๋ยนามคนที่อยู่ในระดับนั้น ณ ปัจจุบันล่ะ!?

 

ในปัจจุบันยังไม่มีคนที่แข็งแกร่งในระดับนั้นหรอกมั้ง แต่ก็อาจจะมี อย่างผู้บัญชาการสูงสุดของกองกำลังป้องกันตนเองหรือจะเรียกให้ถูกในนามผู้อำนวยการของโรงเรียนเรา และอีกคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นจอมเวทแห่งความหวัง ..ถ้าเขายังมีชีวิตอยู่นะ

 

หมายความว่าไง?”

 

เขาไม่ปรากฏตัวตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว บางคนก็ว่าเขาถูกปีศาจฆ่าตาย บางคนก็คิดว่าเขาออกไปอยู่ในแนวหน้าสู้กับปีศาจแล้วจะไม่กลับมา

 

งั้นเหรอ..เเล้วนักดาบล่ะมีระดับชั้นความเเกร่งใหม?ผมถามไปแบบเดิม และดูเหมือนว่าหมอนี้จะยินดีตอบอย่างซื่อ ๆ

 

มีสิ..นักดาบจะไม่เหมือนกับนักเวทหรอกนะ นักดาบจะเเบ่งเป็นคลาส

เริ่มตั้งแต่ถ้ายสุด

นักดาบระดับคลาส C  เเน่นอนว่าเป็นนักดาบฝึกทั่วไป

คลาส B เป็นนักดาบที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี นักดาบทั่วไป ส่วนมากจะถูกส่งไปราดตะเวนนอกเมือง

คลาส A นักดาบที่เชี่ยวชาญในการใช้ดาบเป็นอย่างดี เเกร่งมาก มักถูกส่งไปในเเนวหน้าเพื่อสู้กับพวกปีศาจ

คลาส S คือ นักดาบที่อยู่ในระดับผกาฬ สุดยอดของระดับหัวกระทิ มีฝีมือฉลาดมีใหวพริบ แก้ไขสถานการณ์ได้ไว การต่อสู้ด้วยดาบที่เป็นเริดกับทักษะการต่อสู้ทุกรูปแบบที่ยอดเยี่ยม เป็นนักดาบชั้นสูงที่เเกร่งสุด ๆ เลยล่ะ ถูกกล่าวขานว่าเป็นคลาสอัศวินอีกฝ่ายตอบกลับด้วยท่าทีที่น่าสนใจขณะชี้นิ้วชี้ขึ้น

 

เเล้วนายเป็นนักดาบอยู่คลาสใหนล่ะ!?”   คายาบะสะพายดาบไว้ที่หลัง เเละนั้นก็บ่องบอกว่าเขาเป็นนักดาบ และผมสงสัยว่าเขาอยู่คลาสใหนเลยเอ่ยปากถาม

 

 นี้นายรู้ได้ไงว่าฉันเป็นนักดาบ?”

 

เอ่อ..ก็ก่อนหน้านี้นายบอกว่า การใช้ดาบต่อสู้ดีที่สุดสำหรับนายแล้ว

 

อ่อใช่ จริงด้วยเเฮะ... ฉันเป็นนักดาบอยู่ในคลาส B น่ะ เเล้วฉันก็กำลังจะได้เลื่อนไปอยู่ในคลาส A อีกด้วย

 

จริงเหรอ นายนี้เก่งจริง ๆ เลยนะ ผมชมไปพอเป็นพิธี

 

อีกฝ่ายเหมือนภูมิใจพร้อมทำท่าเก็กไปด้วย หมอนี้ดูเป็นคนขี้เก็กจนน่าหมั่นใส้ฉะมัด

 

ก็นะ..ไม่ต้องชมกันถึงขนาดนั้นก็ได้ ..ตามจริงแล้วมันก็อยู่ที่ฝีของฉันเองนั้นถึงได้ขึ้นมาอยู่ในระดับนี้ได้เร็ว

 

เอ่อ..คือ..ฉันมีอะไรจะถามนายอีกเรื่อง..

 

อือ..!?

 

ผู้หญิงคนเมื่อเช้าเธอเป็นใครกันน่ะ!?

 

ผู้หญิงคนเมื่องั้นหรอ?...อ่อ..นายนี้ก็รสนิยมดีเหมือนกันนะ ถ้าชอบเดี๋ยวฉันจะไปบอกเธอให้

 

เปล่าเลย!ผมรีบฎิเสธในทันที

 

เเล้วทำไมนายถึงอยากจะรู้ล่ะ!?”

 

พอโดนหมอนี้ถามกลับ ผมก็ไม่รู้จะตอบยังไงดี  แต่ก็ต้องบอกไปตรง ๆ เลยจะดีใจกว่า

 

ก็ฉัน..สนใจในตัวเธอ ก็เลยถามไง?

 

สนใจงั้นเหรอ..

 

รีบ ๆ บอกมาเถอะน่า!!” ผมตะเบงเสียง

 

แล้วหมอนั้นก็ยกมือทั้งสองข้างขึ้นเสมอตัวราวกับพยามบอกว่า.. 

 

เข้าใจเเล้ว ๆ เธอชื่อ โอกาฮาชิ คานาเดะ มีน้องสาวชื่อ มารุนะ

 

โอกาฮาชิ คานาเดะ!”

 

คายาบะพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อราวกับอ่านความคิดต่อไปของผมออก

 

เเล้วเธอยังเป็นนักเวทระดับ 3 อีกด้วย เเถมยังน่ารัก  ถ้าชอบฉันจะรับไปบอกให้เดี๋ยวนี้เเหละ

 

 ตู..ไม่ได้ขอให้ไปบอกเฟ้ย..!!ผมแสดงสีหน้าที่จริงจัง ขณะยกหมัดขึ้นมากำแน่น

 

เข้าใจเเล้ว ๆ งั้นพยามเข้านะเพื่อน!” อีกฝ่ายทำท่าเหมือนจะเข้าใจแต่สุดท้ายก็ยังคิดว่าผมชอบเธอจริง ๆ

 

นี่นาย..ได้ฟังที่ฉันพูดมั้ยเนี่ย..?!

 

หมอนี้ท่าทางก็ไม่เลวหรอกนะ แต่ว่าขี้เก็กมากไปหน่อยหนึ่ง ถ้าลดระดับความขี้เก็กลงมาหน่อยคงจะเป็นหนุ่มฮ็อตไปแล้ว

 

ผมหลี่ตาลงด้วยความเหนื่อใจเล็กน้อย ก่อนจะหันมองไปมองด้านขวาของทางเดินที่ทอดยาวไปยังอีกตึกของชั้นร่าง แล้วก็พบกับความผิดปกติ ที่ว่าผิดปกติก็เพราะว่าจะมีใครที่ใหนที่วิ่งล้าบนอาคารเรียนพร้อมสีหน้าที่แตกตื่นบ้าง ผู้หญิงผมสีชมพู มีดวงตาสีแดงอ่อน หุ่นเพียว กำลังวิ่งตรงมา กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ราวกับรถที่ขับมาด้วยความเร็ว 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

 

ในจังหวะนี้ผมเริ่มสัมผัสได้ถึงชะตากรรมของผม เเล้วว่ามันจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นในไม่ช้า

 

เธอกำลังวิ่งตรงมาทางเรา.. ขณะหลับตาปี๋ 

 

ก่อนเธอจะลืมตามองอย่างกะทันหัน เธอเห็นพวกผมเเต่ เเล้วก็เธอก็ไม่สามารถที่จะหยุดการเคลื่อนใหวของตัวเองได้

คายาบะที่สังเกตถึงความผิดปกติเพราะผมเงียบไป แล้วหันไปมองตามผม ก่อนจะส่งเสียงขึ้นจะเสียงขึ้นจมูกพร้อมกับแสดงสีหน้าตกใจ

 

ผู้หญิงที่เบกอย่างกะทันหันกลับหยุดไม่ได้ ขณะส่งเสียงร้อง อ๊าย! ก็เลยต้องยอมรับเเรงกระเเทงเข้าเต็ม ๆ กับคายาบะยืนอยู่ข้าง ๆ เสียงดังโคร้ม!

 

ซึ่งก็เเน่นอนว่าคายาบะรับเเรงปะทะไปเต็ม ๆ พร้อมกับผมที่ยืนอยู่ไกล้ ๆ หลังจากนั้นก็นอนกองกันอยู่ทีพื้น

 

โอ้ย..เจ็บ!” พวกเราสองคนส่งเสียงร้องครางออกมาด้วยความเจ็บจีดเล็กน้อย

 

โอ้ย..เจ็บจัง!” เธอเองก็ส่งเสียงร้องครางเช่นกัน

 

เป็นอะไรมั้ย!..ทั้งสองคนผมถามในขณะที่จับหัวด้วยความเจ็บปวด

 

 โอ้ย..! ก็เจ็บอะดิ ถามมาได้..ให้ตายเถอะ.. เธอจะรีบไปใหนของเธอกันเนี่ย

 

 ”ก็ฉัน..!”  

 

พอทั้งสองคนได้เงยหน้ามองกันเเละกัน ต่างคนก็ต่างก็รู้ในทันทีด้วยว่าคนที่ชนเข้าด้วยกันนั้น เป็นเป็นใคร เพราะพวกเขาหยุดชะงักไปเลยทันทีที่เห็นหน้ากัน

 

นะ..นี่นาย!

 

 นะ นี่เธอ!”  ทั้งสองคนพูดด้วยนํ้าเสียงที่เหมือนจะสนิทกัน

 

สเตล่า เธอจะรีบไปใหนเนี่ย เล่นวิ่งมาซะแบบนั้น มันอันตรายนะรู้ใหม และอันตรายต่อฉันด้วย!!” คายาบะลุกขึ้นยืนถามไปซึ่งหน้าด้วยน้ำเสียงที่ไม่พอใจเล็กน้อย

 

ฉันก็จะรีบไปเรียนให้ทันชั่วโมงเรียนของอาจาย์มิไรไงเล่าเจ้าบ้า!

 

เอ๋! อะ จริงด้วย ..ฉันลืมไปเลย”  คายาบะนึกขึ้นมาได้ทันเลยว่าตัวเองมีเรียนต่อ ก่อนจะหันมองผมด้วยสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่น่าเสียว่ามัวเดินคุยกันแบบชิว ๆ กับผมเลย

 

แต่เดี่ยวก่อนนะ นี่นายมากับใครน่ะ เป็นเด็กที่พึ่งย้ายเข้ามาใหม่น่ะเหรอ!” เธอจ้องหน้าจ้องตากับผมแบบไกล้ชิด ซึ่งเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่รุกมาข้างหน้าได้ขนาดนี้ ผมจึงขยับถอยหลังไปล็กน้อยพร้อมความตื่นตัว

 

ดะ..เดี๋ยวก่อนสิ ไกล้เกินไปแล้วนะ!!” ผมส่งเสียงบอกขณะยกมือขึ้นเพื่อให้เธอหยุด

 

คายาบะทำขึ้นเสียง กระแอม ก่อนจะยกมือชี้มาทางผม พร้อมอธิบายให้เธอฟัง

 

เอ่อ..นี่คือเพื่อนใหม่ของฉันเอง เขาเป็นเด็กใหม่ที่พึ่งเข้ามาเรียน ชื่อ..มาซามูเนะ โอกะ ส่วนเธอผู้หญิงคนนี้เป็นเพื่อนสมัยเด็กของฉัน ชื่อ สเตล่า ชิเอล่า

 

พอคายาบะแนะนำตัวพวกเราสองคนจบ สาวน้อยร่างบางก็เอ๋ยขึ้นในทันทีแบบสุภาพ

 

ยินดีที่ได้รู้จักนะค่ะ เรียกฉันว่าสเตล่าก็ได้ค่ะเธอก้มหน้าเพื่อเป็นมารยาทในการทักทาย ส่วนผมก็ต้องทำเหมือนกัน แต่เอามือจับหัวแล้วหลับตายิ้ม ก้มหน้าลงเล็กน้อย

 

อ่อ..ครับ..ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันนะครับ ฝากตัวด้วยนะครับ!”

 

ค่ะ!” เธอหลับตายิ้มให้ผมด้วยความสุภาพเรียบร้อย แบบใส ๆ

 

ขณะคายาบะมองด้วยสายตากับสีหน้าประมาณว่าแค่นี้คงจะรู้กันกันพอแล้ว ก่อนจะพูดขัดจังหวะ

 

เอ่อ..เอาเป็นว่า แค่นี้พอรู้กันแล้วนะ ถ้างั้น..

 

แล้วทำไมคุณโอกะถึงเข้าเรียนช้านักล่ะค่ะ

 

ก็พอดีมีปัญหากับคุณพ่อนิดหน่อยน่ะ

 

งั้นเหรอค่ะ..”

 

เธอยังคงยิ้มระรื่นต่อไป แล้วเมินมองข้ามคายาบะไปอย่างสิ้นเชิงราวกับว่าเธอคงสนใจในตัวผมไน้น้อย ในเมื่อสาวน้อยคนนี้รู้สึกสนใจผมมากขนาดนี้ ผมก็เลยยิ้มตอบกลับ

 

ก่อนคายาบะจะรู้สึกหมั่นใส้ แต่ดันไม่แสดงสีหน้าออกมา

 

นี่..เธอต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ?”

เอ๋! จริงด้วย ฉันไปเเล้วนะ ถ้าไม่ทันคราบอาจารย์มิไร ระวังจะโดนลงโทษนะคายาบะ!” เธอวิ่งไปพร้อมกับสีหน้าที่ตื่นตระหนกอีกครั้ง

 

โอกะถ้าไม่อะไรเเล้ว งั้นฉันขอไปเรียนก่อน” 

 

ในจังหวะที่คายาบะกำลังจะออกตัววิ่งนั้น

 

ดะ..เดี๋ยวก่อน คายาบะ!”  

 

อะไรเหรอ โอกะ สงสัยอะไรตรงใหน ก็ถามมาได้เลย!?” หลังจากหมอนั้นหันกลับมาคำถามของผม ผมก็ถามต่อ

 

ห้องนํ้าไปทางใหนเหรอ..?

 

เดินตรงไปเลี้ยวซ้ายเเล้วตรงไปอีกเลี้ยวขวาเดินไปอีกนิด ก็จะถึงสรวงสรรค์”  

 

หมอนั้นพูดแปลก ๆ  ซะนึกภาพออกเลย ก่อนเขาจะฉีกยิ้มเเบบเจื่อน ๆ  เเล้ววิ่งออกไป 

 

ตอนนั้นเอง คายาบะก็หันหน้ากลับมามองทางนี้ แล้วพูดขึ้นว่า

 

 นายเองก็รีบตาม ๆ เร็วเข้าล่ะ ...ขอโชคดีนะ

 

อ่า”  ผมเอะใจกับคำพูดทิ้งทายของหมอนั้น แต่คงมีอะไร ผมเดินตรงไปยังห้องน้ำตามทางที่คายาบะบอก

 

เจ้าคายาบะมันบอกทางยังของมัน

 

ผมมองไปยังห้องหนึ่งที่ปิดประตูอยู่ มองหาป้ายก็ไม่มีบอกว่าเป็นห้องนํ้า 

 

ใช่ห้องนี้หรือเปล่านะ..?” ผมหยุดอยู่หน้าห้องซักพัก ก่อนจะกลืนน้ำลายคอขณะทำใจอย่างลำบากที่จะเปิดประตูเข้าไป

 

มาลองคิดอีกทีคำพูดของคายบะะมันแปลก ๆ คำพูดพวกนั้นมันดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่มันมีบางอยางทีผมไม่เข้าใจ ผมส่ายหน้าเเล้วพยามคิดว่าคงจะไม่ใช่ห้องนั้น..

 

เมื่อเอื่อมมืออกไปพลักประตูเข้าไปสองบานที่สูงกว่าส่วนสูงของผมเข้าไป

 เอียด!

 

พอเปิดประตูเข้าไปยังไม่สุดขณะมีแสงสว่างเจิดจ้าขึ้นมา ผมเห็นร่างกายของผู้หญิงหลายคน ขายาวเรียว ทั้งขาวหุ่นดี กำลังใส่เสื้อผ้ากันอยู่ ซึ่งพวกเธอกำลังจ้องมองมาที่ผม เเละในจังหวะผมก็รีบดึงประตูออกมาปิดไว้กับที่ทันทีที่ใจสั่น พร้อมสีหน้าของผมเปลื่ยนเป็นสีเเดง

 

แย่แล้วพวกเธอเห็นหน้าของผมแล้ว..ถึงคราวซวย

 

เจ้าคายาบะ กะแล้วเชียว คำพูดพวกนั้นมันแปลก ๆ

 

นั้นล่ะทางไปสรวงสวรรค์คำพูดพวกนั้นผุดขึ้นมาในหัวสมองผมทันที

 

นั้นมันทางไปนรกชัด ๆ

 

 ขอให้โชคะดีนะ

 

โชคะดีบ้านแกสิคายาบะยั่งรู้ได้ทันทีว่าเป็นห้องเปลื่ยนเสื้อผ้าของผู้หญิง แล้วพวกเธอเห็นหน้าของผมแล้ว แล้วทีนี่ผมควรจะทำยังไงดี?  

 

เอาล่ะ ทำยังไงดีทีนี้ ถ้าหนีไปแบบนี้คงไม่ดีแน่ หนอย..เจ้าคายาบะ หรือทางที่ถูก ควรเข้าไปขอโทษพวกเธอดี จะได้ไม่มีปัญหา ….ดีล่ะ!!

 

ซึ่งนั้นก็เเน่นอนอยู่เเล้วว่า เมื่อผู้ชายหน้าเดิม ๆ เปิดประตูเข้ามาในห้องอีกครั้ง เพราะเป็นการตัดสินใจของผมเอง

 

ต้องเกิดเรื่องที่ค่อยไม่ดีขึ้นเเน่.. ผมทำหลังค่อมเล็กน้อย หลับตาปี๋แล้วทำหน้าตาเจื่อน ๆ แบบใจเย็น พรางยิ้มให้เป็นพิธี

 

เอ่อ..คือ ขอโทษทีนะ ที่เปิดประตูเข้ามาในห้อง โดยพละการน่ะ

 

พวกเธอเงียบไปพักนึง..ขณะจ้องมองผมด้วยสีหน้านิ่ง ๆ  จากนั้นเสียงที่สามารถทำให้หูเเตกได้มันก็ดังขึ้นมา  อ๊ายยยย! กรี๊ดดด! เสียงผู้หญิงหลายคนส่งเสียงร้อง แล้วพูดขึ้นมาว่า

 

เจ้าโรคจิต!

 

พวกถํ้ามอง!” 

 

 โรคจิต” 

 

ผู้ชายโรคจิต!” 

 

 ผมพยามตั้งสติให้ดี พยามเข้ากับสถานการณ์ในตอนนี้ให้ได้ ผมรีบหลบหลีกอย่างรวดเร็วแบบขั้นเทพ เมื่อพวกเธอเขวี้ยงของและเสื้อผ้าใส่ ขณะผมยังหลับตาปี๋ทำสีหน้าแบบเจื่อน ๆ เหมือนเดิม ขณะหลบหลีกสิ่งของพวกนั้นโดยให้อยู่กับที่

 

แล้วบอกกับพวกผู้หญิงพวกนั้นอย่างใจเย็นที่สุด ขณะสิ่งของถูกปามาไม่หยุด

 

เอ่อ..คือ..ฉันไม่ได้เป็นพวกโรคจิต หรืออะไรหรอกนะ คือ..ฉันเเค่กำลังหาห้องนํ้าอยู่นะ...งั้นขอฉันขอตัวไปก่อนนะ

 

เดี๋ยวก่อน!น้ำเสียงที่ดุดันพูดขึ้นด้วยไม่ชอบใจ

 

ตึ่ง!

 

ผู้หญิงคนหนึ่งกระทืบเท้าลงที่พื้นอย่างดุดัน ก่อนที่ผมจะทำท่าทางตกใจแบบขีดสุด

 

เย้ย!!”  ในจังหวะนี้ผมอยู่กับที่พร้อมกับท่าทางแปลก ๆ

 

ผ้าขุนหนูสีขาวคุมตั้งแต่หน้าอกสุดอึมของเธอลงมาเธอครึ่งน่อง สั้นจริง ๆ จนเห็นขาขาวพ่อง เรียวขายาวใสสะอาดออกชมพู ๆ  มันรัดสัดส่วนร่างกายจนเห็นได้ชัด ออร่าสีแดงฉานเปร่งออกมารอบ ๆ กายของเธอ กำปั้นของหมัดขวาถูกประกบเข้าด้วยอุ้มมือซ้าย  พรางคลึมเสียงน่าขนออกมาจากลำคอเหมือนเธอกำลังโกธจนลุกเป็นประกายไฟ ดวงตาคู่นั้นเป็นสีเหลืองเจิดจ้าเหมือนลำแสงมองตรงมายังผมราวกับเธอคนนั้นกำลังโกธจัด

เธอกัดฟันพร้อมพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น

 

จะรีบไปใหน นายกล้ามากนะที่เข้ามาในห้องนี้”  

 

เอ่อ..คือ..?!”

 

ผู้หญิงเมื่อตอนนนั้นนิ!!

 

ผมคิดแบบนั้นอยู่ในใจ แต่จะเอาตัวรอดยังไงละที่นี้

บรรยากาศในห้องเปลื่ยนอย่างฉับพัน ผมหน้าแดงนิด ๆ เพราะความตื่นเต้น

 

ก็ฉันบอกไปเเล้วไง ว่าฉันกำลังหาห้องน้ำอยู่

 

เธอจ้องมองต่ำมายังผม พร้อมกับสีหน้าที่กราดเกรี้ยว

   

เเล้วนายเข้ามาทำอะไรในห้องนี่!!” 

 

เอ่อ..ฉันพึ่งเข้ามาเรียนที่นี่ เลยยังไม่รู้จักที่ดี แถมก็ไม่รู้ด้วยว่าในนี้เป็นห้องเปลื่ยนเสื้อผ้าผู้หญิง เเล้วฉันก็ไม่ได้เป็นพวกโรคจิตด้วยจะบอกให้!!” ผมพยามต่อร้องต่อเถียงกับเธอด้วยเหตุผลสุดขาดใจ 

 

แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจง่าย ๆ ทำคิ้วขมวด แล้วตอบโต้กลับมาด้วยน้ำเสียงดุดัน

 

เป็นข้ออ้าง ข้อแก้ต่างสำหรับพวกโรคจิตอย่างนาย!”

 

เอ้า!!

     

ผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในห้องนั้นกำลังโกธ และเขิลอายอย่างมากที่ผมเข้าไปในห้องที่ไม่สมควรจะเข้า เธอทำท่าจะชี้นิ้วมือเพ่งเล็งมาทางนี้ แล้วยิ้มกลิ่ม ๆ ก่อนจะเอ๋ยขึ้นว่า

 

คิดเหรอว่านายจะออกไปจากห้องนี้ได้ง่าย ๆ .. หึ!..อย่าหวังเลยว่าพวกเราจะยอมยกโทษให้ นายจะชดใช้กับสิ่งที่นายกะทำไปยังไง!” 

 

 ตอนนี้ผมกำลังสั่นด้วยความกลัวเล็กน้อย แต่ก็ต้องยกมือไหว้แบบทะแมง ๆ เเล้วบอกว่า 

 

ฉันขอโทษ! งั้นไปก่อนนะ!” พูดจบผมก็รีบกลับลำออกจากห้องทันที 

 

เดี๋ยวก่อนสิ จะรีบหนีไปใหน!

 

ขอโทษคราบ!!”  โอกะตะโกนลั่นขณะวิ่งหนีออกจากห้องไป

 

ให้ตายสิ เกือบเอาตัวไม่รอดแล้ว โชคดีที่ผมสามารถหนีออกมาทันก่อนที่พวกเธอจะรุมโซมผม ไม่สิ ต้องบอกว่าฆ่ามันจะดูดีกว่า จากนั้นผมก็หาห้องน้ำ แล้วรีบวิ่งมาจนถึงห้องเรียน 

 

วันนี้มันเป็นวันที่เรวร้ายที่สุด..

 

ขออนุญาติเข้าห้องครับ”  ผมเปิดประตูเข้ามาในห้องเรียนขณะเพื่อนในชั้นเรียนมองด้วยความเงียบสงัก แถมยังมีเสียงซุบซิบกันด้วย

 

ในห้องเรียนนั้น มีขนาดกว้างกว่าห้องเรียนปกติ สำหรับโตะเรียนเป็นโตะสีขาวยาว 1เมตรกว่า ขนาดหนาอย่างดี นั่งได้สองคน หันหน้าไปทางกระดานบอรด์สีขาวที่อยู่หน้าห้อง จัดเรียงเหมือนโตะเรียนปกติ  ส่วนโตะของอาจารย์จะอยู่หน้าห้องตรงกลางกระดานบอร์ดสีขาว เป็นโตะที่ดีกว่าโตะของนักเรียนนิดหน่อยเหมาะไว้สำหรับทำงานมากกว่านั่งขานชื่อนักเรียน ก็สมกับเป็นโรงเรียนมหเวท

 

ข้าง ๆ มีหลายบานที่เปิดอ้าซ่าให้ลมพัดเข้ามายาวไปจนสุดมุมห้องเรียน ภาพรวมในห้องเรียนเป็นพื้นกระเบื้องที่ติดกันจนแทบไม่เห็นร่องจัดว่าสะอาดมาก ๆ ผนังห้องเรียนก็ใสสะอาด  

 

หลังจากที่เดินเข้าในห้องผมก็กวาดสายตามองทั่วทุกทรอกทุกมุม มีอาจารย์สองคนยืนอยู่ด้วยกันหน้าห้องเรียนขณะมาที่ผมแบบสายตาไม่กระพริบ รู้สึกว่าคนข้างหลังจะเป็นอาจารย์คนที่เข้ามาห้ามคานาเดะกับริวจิไว้เมื่อกี้ สวมใส่เสื้อคลุมสีขาวยาวถึงแข้ง  ผมสั้นสีดำ ดวงตาสีเขียวเข้ม ใส่แว่นตาสี่เหลี่ยม ซึ่งเขามองผมด้วยสายตาที่เฉียบคมราวกับจะสะกดผมไว้

 

ส่วนอาจารย์อีกคนทรงผมสีดำตั้งสูง ดวงตาสีดำเข้ม จมูกตรงเป็นสัน เค้าโครงหน้าจัดว่าหล่อ  มองผมด้วยดวงตาที่แน่นิ่งเฉยเมยราวกับไร้ชีวิตชีวา สวมใส่เสื้อสีดำสนิท แขนเสื้อยาวถึงข้อมือ กางเกงยีนสีดำ แล้วจุดเด่นประจำตัวของเขาเลย ก็คือผ้าพันคอสีแดงสดที่ถูกทักมาด้วยความระเอียดอ่อนเข้าด้วยกันแบบพิเศา เนียบจนไม่มีที่ติ พันอยู่ที่คอยาวลงมาถึงหน้าอกและข้างหลัง เป็นอกลักษณ์ประจำตัวของเขาเลยล่ะ

 

วันเเรก เธอมาสายนะ…” น้ำเสียงเนียบที่เอ๋ยขึ้นขณะผมเดินเข้ามาถึงตัว แล้วผ้าพันคอก็ปิวพิ้วใหว

 

ขอโทษครับอาจารย์ พอดีเกิดปัญหานิดหน่อยผมยิ้ม

 

อย่างน้อยก็หน้าจะยิ้มตอบให้กว้างกว่านี้หน่อยนะ อาจารย์ผ้าพันคอคนนี่เหมือนไม่ได้ยิ้มเลย

 

เธอเป็นเด็กที่พึ่งเข้าเรียนมาหลังจากโรงเรียนไป 2 สัปดาบห์แล้วงั้นสินะ!”

 

หลังจากโดนบอกไปแบบนั้น มือขวาของผมก็ดันไปจับที่คอตัวเอง ร่างกายมันขยับไปเองตามธรรมดาชาติ เวลามีคนพูดเรื่องน้าอายแบบนั้น ขณะก้มหน้าแล้วมองขึ้นเป็นระยะพรางพยามขยับปากพูดออกไปว่า

 

เอ่อ..ใช่เลยครับ ..ประ..มาณนั้นเลย..” ผมตอบอย่างอาย ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมองเพื่อนที่อยู่ในห้องเรียนด้วยกัน

แหม่ ๆ ไม่เห็นจะต้องเขิลอายขนาดนั้นเลยนิ เป็นผู้ชายแท้!” เสียงดังมาจากโตะเรียนที่อยู่หน้าห้อง ขณะหมอนั้นกำลังเอาหลังพิงกับเก้าอี้ ส่วนขาสองข้างวางบนโตะเรียน นั่งพิงสบายใจเอามือไว้หนุน  

 

ผมสีทอง ดวงตาสีฟ้าอ่อนแกมน้ำเงิน มีจุดเด่นตรงคิ้วสีทองหนาเข้ม หุน่สมส่วน ขณะผมมองหมอนั้นด้วยสายตาที่เยือกเย็นเล็กน้อย ก็เพราะหมอนั้นกำตัวกร่าง

 

หรือที่แท้ก็เป็นพวกไก่อ่อน!

 

หนอยหมอนั้น พูดซะเจ็บจีดเลย

 

 

รู้สึกว่านายจะเป็นประธานนักเรียนในปีนี้งั้นสินะผมถามไปอย่างใจเย็นด้วยสีหน้านิ่งเฉย

 

อยู่ปีหนึ่งแท้ ๆ ได้เป็นประธานนักเรียนตั้งแต่ปีหนึ่งเลยงั้นเหรอ

 

ว้าว..! รู้ด้วยเหรอว่าฉันเป็นประธานนักเรียนน้ำเสียงกวนประสาทกับใบหน้าที่แสร้งยิ้ม

 

ผมทำเป็นวางมาตแล้วยิ้มให้แบบเจื่อน ๆ   ก่อนจะพูดไปว่า

 

เป็นประธานนักเรียนซะเปล่า แต่ทำตัวไม่เรียบร้อยเลยเอาซะเลย นี่ฉันถามจริงเหอะ! ใช่ประธานนักเรียนจริงหรือเปล่า!ผมตอบกลับอย่างกวน ๆ

 

เอาเถอะหมอนี้ปากเก่งใช้ได้เลย เป็นถึงประธานนักเรียนแท้ ๆ แต่ทำตัวเหมือนไม่ใช่ประธานนักเรียน เลือกไปได้ยังไง

 

นี่จะบอกอะไรให้นะ สาเหตุที่เด็กปีหนึ่งรุ่นราวคราวเดียวกับนายอย่างฉันได้เป็นประธานนักเรียน เป็นเพราะการโน้มน้าวใจของฉันมีน้ำหนักมากพอทำให้เด็กนักเรียนที่นี้สนใจในสภานักเรียนยังไงล่ะ.. ถึงจะไม่ค่อยรู้อะไรเกี่ยวกับโรงเรียนมากก็เถอะ แต่คงอีกไม่นานฉันก็ทำให้โรงเรียนนี้เปลื่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเลยละนะ ฮ่า ๆ เข้าสู่ยุคมืดยังไงล่ะ!”

 

หมอนั้นยังไม่ทันจะได้หัวเราะ ก็ถูกเพื่อนที่อยู่ข้างหลังดึงเก้าอี้ออกจากจนหมอนั้นเสียหลักล้มลงไปนอนกับพื้นดัง โคร้ม!

 

พอหมอนั้นล้วงลงไปที่พื้น ผู้หญิงผมสีส้มก็โพล่หน้าเข้ามาเหนือโตะของเธอแล้วหลับตายิ้ม กล่าวพูดแก้ต่างไปว่า

 

อย่าถือสาเลยนะ ปกติแล้วอายาโตะคุงเขาก็มักจะพูดเล่นแบบนี้อยู่แล้วนะน้ำเสียงที่นอบน้อมเรียบง่ายของเธอทำให้ผมสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

 

ดวงตาสีเขียวคู่นั้นกำลังจ้องมองมาที่ผมด้วยความใจกว้าง และเรียบง่าย ๆ ผมรู้ได้เลยว่าเธอคงเป็นพวกมนุษย์สัมพันธุ์ดีกว่าคนที่กำลังลุกขึ้นมาจากพื้นพร้อมสีหน้าที่ไม่พอใจขณะเหลือบตามองเธอ

 

ชิ!” คนที่นั่งอยู่ที่พื้นทำเสียงไม่ชอบใจก่อนจะลุกขึ้นมานั่งกับที่

 

พอแค่นี้แหละ..น้ำเสียงเรียบ ๆ จากอาจารย์ผ้าพันคอสีแดง

 

เขาทำคิ้วขมวด ก่อนทำเสียง กระแอม แล้วพูดต่อว่า

 

..ฉันชื่อนามิคาเสะ  มิไร ส่วนอาจารย์คนข้าง ๆ ชื่อ เคนจิ เป็นอาจารย์สอนใช้วิชาเวทขั้นพ้นฐานและขั้นสูง.. ฉันเป็นครูประจำชั้นของเธอเอง เพราะงั้นมีอะไรไม่เข้าใจก็ให้มาปรึกษากับชั้นได้..”

 

“..”

 

ถ้างั้น..มาเเนะนำตัวให้เพื่อน ๆ ทุกคนรู้จักก่อน

 

สิ้นสุดคำพูดที่เรียบง่าย ผมก็สะรัดความเขิลอายทิ้งไป แล้วรวบรวมความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับเพื่อน ๆ ในห้องเรียน พอหันไปในทิศทางที่ถูกต้อง

 

ผมก็สูดลมหายใจ แล้วปลดปล่อยออกมา ก่อนจะเปร่งเสียงออกไปว่า

 

สวัสดีครับ ผมชื่อมาซามูเนะ โอกะ เป็นนักเรียนใหม่ที่พึ่งเข้ามาเรียนในโรงเรียนมหาเวทชั้นนำแห่งนี้.. ความฝันของผมคือการแสวงหาความแข็งแกร่งและอยากจะเป็นนักดาบที่แข็งแกร่งให้เหมือนกับคุณแม่ แล้วตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปผมจะเข้ามาเรียนกับทุกคนนี้ ก็ขอยินดีที่ได้รู้จักกับเพื่อนทุ ๆ คน เพราะงั้น..ผมขอฝากตัวด้วยครับ

 

ผมยิ้มออกมาด้วยความสบายใจโล่งอกที่พูดจบซักที เพราะเมื่อกี้มันต้องใช้ความกล้าและความกดดัน โชคดีที่ผมไม่ได้พูดตะกุกตะกัก เพราะไม่งั้นคงจะมีเสียงหัวเราะหลุดรอดออกมาแน่ ปกติแล้วจะต้องมีตบมือเพื่อเป็นมารยาทกัน แต่เพราะมันดูเด็กไปหน่อย

 

 เพื่อน ๆ ผู้หญิงห้องต่างก็พูดกัน เสียงเบา ๆ  

 

อุ้ยหล่ออะ! 

 

หล่อมาก!!”   

 

หล่อจัง!!

 

ขอให้นักเรียนสนิทสนมกันเข้าไว้ละ.. โอกะคุงไปนั่งที่ได้!” มิไรบอกทันทีที่ผมยิ้มระเริง

 

ครับ!

 

ขณะผมเดินไปหาที่นั่งก็เล็งเป้าหมายโตะที่ว่างไกล้ ๆ กับคายาบะ มีผู้ชายคนหนึ่งที่ผมเดินผ่านไปดันแว่นสี่เหลี่ยมด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ก่อนผมจะนั่งโตะข้าง ๆ กับคายาบะ เเล้วผมกับคายาบะคงต้องเคลียร์ปัญหาที่เเกิดขึ้นกับผมเมื่อกี้

 

แฮร่ ๆ คุณโอกะ เมื่อกี้ฉันขอโทษด้วยนะที่วิ่งชนนายนะ!”  น้ำเสียงที่คุ้นเคยเอ๋ยขึ้นทางด้านซ้ายของคายาบะ สเตล่ายิ้มระเริงอีกโตะจ้องมองมายังผมด้วยความใสซื่อบริสุทธิ์

 

อ่อ..เรื่องเเค่นั้นเอง ไม่เป็นไรหรอกนะ”  พอโอกะพูดไปเเบบนั้นเเล้วก็คิดว่า 'เเต่ก็เจ็บเอาเรื่องเหมือนกันเเหะ'

 

เเล้วนี่เธอทำไมไม่เห็นขอโทษฉันบ้างล่ะ เธอก็วิ่งมาชนฉันเหมือนกันนะ!” คายาบะหันหน้าไปโวยวายใส่สเตล่า

 

เเล้วทำไมฉันต้องขอโทษคนอย่างนายด้วย..”

 

หนอย..!! เธอ ยัยโหดคายาบะทำสีหน้าเดือดดานแบบเจ็บแค้นใจ

 

ฉันไม่ได้โหดซักหน่อย

 

งั้นเธอก็ขอโทษฉันมาดี ๆ สิ!

 

ไม่ขอโทษสเตล่ากอดอก หลับตาเชิดหน้าหนี

 

หนอยเธอ..!

 

ใจเย็นน่าทั้ง 2 สองผมยิ้มแย้ม แล้วยกมือห้าม

 

โอะ! นี่โอกะ นี่นายทำไมถึงเข้าห้องนํ้าช้าจัง”  คายาบะหันมา แล้วเเกล้งถามผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแบบสะใจที่ได้

 

ทันใดนั้นผมชักสีหน้าที่ไม่ยิ้มแบบมืดมน เเล้วค่อย ๆ พูดออกไป

 

ก็..นายหลอก ให้ฉันเข้าไปในห้องเปลื่ยนเสื้อผู้หญิงไงล่ะ...

 

ผมยกหมัดมากำแน่นด้วยความเดือดดานหวังจะบ่นอีกฝ่าย

 

เมื่อกี้ฉันเกือบจะเอาตัวไม่เเล้วแล้วนะรู้ใหม?!”

 

เเหม่ ..ฮ่า ๆ โทษที ๆ เเค่อำกันเล่น ๆ น่า..! อย่าคิดมาก

 

มันอำกันตรงใหนฟะ! ..เเต่ก็ช่างเถอะ คงจะไม่มีปัญหาอะไรเเล้วล่ะ!”  

 

 

หลังจากนั้น เวลา 11.30 .นน

 

นั้นเป็นเวลาพักกลางวัน แล้วเสียงกริ่งก็ดังขึ้น กริ่ง!  

                  

เอาล่ะ.. วันนี้เราเรียนในตำรากันเเค่นี้ก่อน เดี๋ยนจะสอนวิชาดาบในชั่วโมงหน้า เเยกย้ายกันไปพักกลางวันได้เเล้ว

 

อาจารย์มิไร และนักเรียนหลายคนต่างก็ลุกออกจากที่นั่ง เเล้วเดินออกจากห้องเรียนเพื่อไปทำในสิ่งที่อยากจะทำของแต่ละคน

 

เราจะไปใหนกันดีนะ”  คายาบะถามความคิดของเพื่อน ๆ 

 

นี้เป็นเวลาพักกลางวันนะ ยังไงก็ไปทานข้าวกันก่อนละกัน”  ผมเสนอความคิดเห็นด้วยสีหน้าเฉยเมย

 

นี่ก็เป็นเวลาสำหรับการไปทานอาหารที่โรงอาหารของโรงเรียน ยังไงนี้ก็เป็นข้อเสนอที่มีน้ำหนักที่สุดแล้ว ขณะที่พวกผมกำลังคุยกันอยู่นั้น ก็มีริมฝีปากขยับขึ้นจากหน้าประตู 

 

หาเจอซักทีนะ ตาโรคจิต!” 

 

เอ๋ะ..” ผมหันไปมองด้วยสีหน้าเฉยเมย  

 

ก่อนจะได้พบกับเธออีกครั้ง ซึ่งผู้หญิงคนนั้นก็ไม่ใช่ใคร ชื่อของเธอคือ โอกาฮาชิ คานาเดะ นักเวทระดับ 3 ที่ผมดันไปหลบหลู่เธอในห้องเปลื่ยนเสื้อผ้า

 

ทันทีที่ได้เห็น..

 

เย้ย! เธอมาได้ไงเนี่ยผมส่งเสียงตกใจ

 

คานาเดะ เธอมากับน้องสาวที่ชื่อมารุนะ คนน้องยืนยิ้มระเริงอยู่ข้างหลังด้วยสีหน้าสบายใจ ส่วนคนพี่ดูเหมือนจะไม่ได้มาเล่น ๆ เพราะใบหน้าของเธอนั้น เต็มไปด้วยความแค้นใจเล็กน้อยขณะมองมายังผม

 

ผมจ้องตากับเธอด้วยสีหน้าระวาดระแวง ดวงตาคู่นั้นจ้องมองผมไม่กระพริบ แค่มองตาเธอผมก็รู้ได้เลยว่าเหตุผลที่เธอมาที่นี้ เป็นเพราะเรื่องที่ผมดันไปเข้าห้องเปลื่ยนเสื้อผ้าของผู้หญิง

 

ฉันก็ขอโทษเธอไปเเล้วไง เเล้วจะเอาอะไรอีกล่ะ?!

 

คิดว่าฉันกับพวกผู้หญิงที่อยู่ในห้องจะยอมยกโทษให้นายงง่ายอย่างงั้นเหรอ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก

 

อีกฝ่ายหลี่ตาลงเพื่อข่มผม ขณะทำผมหวั่นเล็กน้อยเมื่อได้จ้องตาคู่นั้น ผมไม่ค่อยจะได้คุยกับผู้หญิงก็เลยเกิดอาการหวั่นใหวแทนที่จะกล้าต่อร้องต่อเถียง เท้าของผมขยับไปข้างหลังโดยอัตโนมัติขณะแววตากับสีหน้าของผมเต็มไปด้วยความสั่นใหว ก่อนจะกลั่นใจ ขยับปากบอกไปอย่างกระตุกกระตัก  

 

เเล้วเธอต้องการให้ฉันทำอะไร เธอถึงจะพอใจ

 

สีหน้าและท่าทางของผมมันบ่งบอกให้เห็นชัดเจน มันเป็นเรื่องปกติของผู้ชายที่จะหวั่นใหวต่อหน้าผู้หญิงน่ารัก ๆ ที่พึ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรก แน่นอนว่าผมตื่นเต้นที่จะได้คุยกับเธอในขณะทุกคนในห้องกำลังมองอย่างเงียบสงัก

 

ทันทีที่ฝ่ายเห็นปฎิกิริยาของท่าทางของผม จึงยิ้มแปลก ๆ ราวกับจับจุดอ่อนของผมได้ ผมค่อย ๆ ถอยหลังไปอย่างช้าขณะจ้องตาเธอไม่กระพริบ อีกฝ่ายเดินตรงเข้ามาหาขณะผมเคลื่อนที่ถอยหลังไปจนสุดห้อง

 

เธอเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ขณะผมกำลังเกรงจนตัวสั่นเล็กน้อย

 

เมื่อเธอเห็นท่าทางเกรง ๆ ของผมเธอจึงเชิดด้วยสีหน้าประหลาดใจ แล้วยิ้มแบบเจื่อน ๆ ก่อนจะพูดขึ้นว่า

 

ไม่นึกเลยว่านายจะอ่อนใหวง่ายขนาดนี้!”

 

ห๊ะ..!” ผมทำเสียงขึ้นจมูกด้วยความตกใจที่เธออ่านผมออก

 

ที่แท้นายเองก็เป็นพวกไก่อ่อนงั้นสินะ

 

ทำไงได้เล่า ก็ฉันเป็นประเภทผู้ชายที่ค่อยจะได้คุยกับผู้หญิงนิ!” ผมเบียงหน้าหนี ไม่กล้าสบตากับเธอ

 

แล้วเงิยหน้าขึ้นอย่างกล้ากลัว ๆ พร้อมความตื่นเต้น

 

ผมเปิดตาอ้าปากค้างพรางทำสะอึกสะอื่นเพราะพึ่งเคยเข้าไกล้ผู้หญิงมากขนาดนี้มาก่อน

 ทันใดนั้นอยู่ดี ๆ เธอก็เอามือซ้ายมาชนแนบกับผนังห้องข้าง ๆ ผม ขณะใบหน้าของเธอเข้าไกล้แบบประชั้นชิด นั้นจึงทำให้ร่างกายของผมขยับถอยหลังโดยอัตโอมัติจนแผ่นหลังชนแนบกับผนังห้อง ขณะความตื่นตกใจพรุ่งพรวดขึ้นในรวดเดียว แก้มผมกระตุกเปลื่ยนเป็นสีแดง แสดงให้เห็นถึงอาการเขิลอย่างชัดเจน

 

กำลังถูกจู่โจมแบบประชั้นชิด?!

 

ไกล้เกินไปแล้ว!?

 

เธอกำลังจ้องมองผมด้วยสายตาอันเย้ายวน ก่อนจะฉีกยิ้มที่มุมปาก แล้วชะโงกหน้าเข้ามาราวกับจะจูบ แต่ที่ใหนได้เธอชะโงกผ่านหน้าผมไปยังใบหู ขณะหัวใจผมเต้นระรัวจนใจแทบวาย ก่อนเธอจะค่อย ๆ ขยับริมฝีปาก กระซิบมาเบา ๆ ว่า

 

ในฐานะตัวแทนของผู้หญิง..ฉันคงจะปล่อยให้สัตว์ที่ดุร้ายอย่างนาย..ผงาด ไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว..”

ผมสดุ้ง น้ำเสียงอันเย้ายวนของเธอทำผมใจเต้นแรงแบบฉับพัน ตอนนี้ผมทำตัวไม่ถูกเพราะถูกสาวสวยสุดน่ารักหันมาจ้องตาแบบไม่กระพริบ

    

เเล้ว..นายชื่ออะไร?”  เธอถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ

 

ผมที่ได้ยินคำพูดของเธอในระยะประชิดตัวแบบนี้ จึงตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ไม่ชัดเจน

 

ฉันชื่อมาซามุเนะ โอกะคราวนี้ผมจ้องตากับเธอตรง ๆ ก่อนที่เธอจะหน้าแดงขึ้นมานิดหนึ่ง

 

เธอทำสายตาแปลก ๆ ราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ครู่หนึ่ง   

 

ถ้างั้น...!” เธอตีตัวออกห่างจากผม ก่อนจะหันกลับมาชี้นิ้วประจันหน้าพร้อมกับพูดต่อว่า

 

มาซามุเนะ โอกะ ฉันขอท้าดวลกับนาย”  

 

ผมเปิดตาอ้าปากค้างด้วยความตกใจนิด ๆ เพราะไม่คิดว่าเธอจะพูดแบบนั้นออกมา แถมคำพูดนั้นยังดึงดูดความสนใจของสเตล่าและคายาบะ กับเจ้าแว่นที่กำลังดันแว่นขึ้น พร้อมกับเพื่อน ๆ บางคน ให้จ้องมองมายังผมและเธอแบบไม่คาดสายต

 

ใครจะไปนึกล่ะว่าเธอจะเล่นแบบนี้

 

ทุกคนต่างก็ตื่นตกใจที่คานาเดะเธอท้าผมดวลผมซึ่ง ๆ หน้า เเล้วเธอก็พูดต่อว่า

 

เเล้วก็....ถ้าฉันเป็นฝ่ายชนะนายจะต้องทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง”   

 

ผมคิดหนักเลยพอเจอกับสถานการณ์ไม่คาดฝันแบบนี้ เธอตั้งใจจะท้าผมสู้ขณะเจ้าตัวยิ้มออกมาด้วยความสะใจ นี่มันขี้โกงกันชัด ๆ ผมก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยตื่นตันใจซักพัก พยามรีบฉุดคิดแล้วตัดสินใจว่าจะตอบยังไง ถ้าสู้คงไม่มีทางชนะแน่เพราะระดับต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ถ้าในทางกลับกันเกิดผมชนะขึ้นมาจะเป็นยังไง

 

ในขณะเพื่อน ๆ ในห้องต่างก็เงียบสงักรอฟังคำตอบจากผม  

 

เป็นอะไรไป..? หรือว่าจะกลัวที่จะรับคำท้าจากฉัน...ถ้างั้นก็ยอมทำตามที่ฉันบอกมาซะดี ๆ

 

สิ้นสุดคำพูดลอย ๆ จากเธอ ผมก็ฉีกยิ้มที่มุมปากเเล้วพูดขึ้นมาว่า 

 

...ฉันขอรับคำท้า!” ผมเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มกลิ่ม ๆ และน้ำเสียงที่ชัดเจน

 

 “ห๊ะ!”  คายาบะคงคิดว่าผมจะปฎิเสธ เเต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย 

 

งั้นก็ดี..” เธอยิ้มอย่างมั่นใจราวกับกำชัยชนะไว้แล้ว

 

ไม่ผิดแน่เธอกำลังวางมาดซึ่งผมก็พูดขึ้นมาในทันทีพร้อมใบหน้าที่มืดมนต์

 

 เเล้วถ้าฉันเป็นฝ่ายชนะ...เธอก็ต้องทำตามที่ฉันบอกทุกอย่าง...ตกลงมั้ย”  ผมเงิยหน้าแล้วยิ้มแบบ เจื่อน ๆ ซึ่งการที่ผมยิ้มเเล้วทำนํ้าเสียงเเบบนั้นทำให้เธอเริ่มหวั่น ๆ จนแก้มกระตุก

 

 ..เอางั้นก็ได้!”  นํ้าเสียงของเธอไม่เหมือนกับน้ำเสียงที่วางมาดเมื่อกี้

 

เพราะคำพูดของผมทำเธอสั่นใหว จนเสียสดุลการวางมาดไปจนทำตัวรน ๆ กับแสดงสีหน้าแบบนั้นให้เห็น สีหน้าของคนที่กำลังลึกถึงคำพูดของผม

 

เจอกันที่สนามปะลองหน้าโรงเรียนน้ำเสียงของเธอเปลื่ยนไปเป็นผู้หญิงขี้อายแต่พยามเก็บอาการไว้ แล้วทำเป็นแยกเคี้ยว ที่แท้เมื่อกี้ที่ทำแบบนั้นก็เพราะวางมาด

 

เธอกลับลำเดินไปกับน้องสาว

 

ก่อนที่คานาเดะจะเดินออกจากห้อง เธอก็หยุดตรงหน้าประตูแล้วหันมองข้าง แล้วก็ได้พูดอีกประโยคหนึ่ง 

 

นายเองก็อย่ามาช้าล่ะ! น้ำเสียงกับแววตาใส ๆ ซื่อ ๆ ของเธอจ้องมองมายังผม ขณะผมมองด้วยสีหน้าประหลาดใจก่อนเธอจะเดินจากไป

 

 นี่..! โอกะ นายจะใหวเหรอ..? เธอเป็นถึงนักเวทระดับ 3 เลยนะคายาบะถามผมด้วยสีหน้างึนงง

 

ก็ต้องรองดู  ไม่รองก็ไม่รู้!

 

ในโรงเรียนนี้ทุกคนที่เคยสู้กับเธอมา เธอเคยเเพ้เเค่ครั้งเดียวเองนะค่ะ” สเตลาเธอบอกอย่างชัดเจน

 

ไม่ใหวหรอกผมยังเป็นแค่คนธรรมดา ๆ จะไปสู้ใหวได้ยังไง ถ้ามัวแต่คิดแบบนั้นจะแย่เอา ทางที่ดีต้องเผชิญหน้า ผู้พูดอะไรไปแล้วไม่เคยคืนคำ เพราะงั้นมาถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องลุยไปซักตั้ง แต่ว่า

 

 

 “ทำไงได้ล่ะ ก็ฉันตอบรับคำท้าดวลของเธอไปเเล้ว.....เเต่ไม่ว่ายังไงฉันก็ต้องพยามเอาชนะเธอให้ได้!”  ผมพูดขึ้นด้วยความมั่นใจที่เต็มเปี่ยม

 

สนามปะลอง ทั้ง 2 ฝ่ายมากันพร้อมหน้าเเล้ว เเละก็มีนักเรียนมากมายพากันลงมาดูการต่อสู้ในครั้งนี้ การดวลกันระหว่าง ผม กับ โอกาฮาชิ คานาเดะ ใครจะเป็นฝ่ายชนะกัน 

   

*******************************************


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 20 ครั้ง

25 ความคิดเห็น

  1. #10 เรโกะ จิทาคุ (@modsensei) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2560 / 19:42
    ฮ่วย อีเมลิโอดัสในฝัน มันคือชาติหน้า(หรือชาตินี้)ของเอ็งเลยนะเฟ้ย จง-ฆ่า-จอม-มาร-ซะ
    #10
    0
  2. #6 cheta0071 (@cheta0071) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2560 / 22:39
    ขี้หลังชั้นสิ (สนุกมากครับ)
    #6
    1
    • #6-1 animetion123za (@animetion123za) (จากตอนที่ 2)
      7 สิงหาคม 2560 / 17:48
      ขอบคุณครับ
      คิดนิยาย ยังต้องมีอะไรให้ปรับปรุงอีกมั้ยครับ
      #6-1
  3. #3 bossvorkorn (@bossvorkorn) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 กรกฎาคม 2560 / 19:37
    เชียร์ องค์หญิงกับพระเอกเกิดใหม่ เป็นคู่กัน เชียร์ๆๆๆๆๆๆๆ
    #3
    0