ลิขิตรัก..บัลลังก์ทราย

ตอนที่ 1 : ปฐมบท

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 54
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    30 มิ.ย. 60

ลิขิตรัก บัลลังก์ทราย

ปฐมบท




                จะทรงทำอะไร ปล่อยหม่อมฉันนะเพคะ

เสียงเล็กแหลมร้องขึ้นอย่างตกใจพร้อมกับขืนตัวไว้จากแรงฉุดรั้ง            ดวงตากลมโตจ้องกร้าวอย่างท้าทายต่อพระเนตรคมเฉี่ยวดุจเหยี่ยวทะเลทรายที่ตอนนี้แดงก่ำเหมือนมีดวงไฟลูกใหญ่กำลังคุโหมกระหน่ำอยู่ภายในนั้น เช่นเดียวกับพระพักตร์ที่ระเรื่อแดงด้วยทรงกริ้วจนเกินควบคุมพระองค์ไว้ได้อีกต่อไป

ร่างบอบบางพยายามสะบัดแขนเล็กเรียวให้หลุดจากอุ้งพระหัตถ์หนาที่บีบแน่นราวคีมล็อกและกำลังฉุดกระชากลากเธอกลับไปยังห้องบรรทมบนตำหนักมุซทามัส โดยไม่สนใจเสียงดังจากงานเลี้ยงเบื้องล่าง และไม่คณนาต่อแรงดิ้นรนขัดขืนของพระชายาคนงามแม้แต่นิด

                แม้แต่ราชองครักษ์ทั้งสองก็มองเจ้าเหนือหัวของพวกเขาที่กำลังบันดาลโทสะอยู่แต่เพียงอ้ำอึ้งไม่กล้าจะทำอะไร ได้แต่คอยดูแลสถานการณ์อยู่ห่างๆ อย่างไม่ไว้วางใจ

บอกให้ปล่อยหม่อมฉันไงเพคะ ปล่อย เสียงตวาดดังอย่างขึ้งโกรธ แต่ก็ไม่มีอำนาจพอจะให้แรงมุทะลุดุดันนั่นลดลงแม้แต่น้อย

ไม่มีทางโมซ่า เราใจดีกับเจ้ามาเกินพอแล้ว พระสุรเสียงเครียดขึ้งตะคอกดังจนคนฟังใจหายวาบเพราะพระสวามีไม่เคยใช้น้ำเสียงเช่นนี้กับเธอมาก่อน

พระองค์กำลังจะผิดคำสัญญากับหม่อมฉันนะเพคะน้ำเสียงหวาดหวั่นอ้างคำสัญญาของลูกผู้ชายที่อาจจะหยุดยั้งแรงโหมกระหน่ำของเพลิงโทสะลงได้

แต่เปล่าเลย แววพระเนตรที่ทอดมองมา เต็มไปด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวพระทัย

เราทนได้เท่าที่จะทน ความรักที่อัดแน่นทะลักล้นเต็มหัวใจ ไม่ได้สอนให้เราเป็นคนโง่....อดทนได้โดยไม่มีสิ้นสุด ทั้งๆ ที่เห็นเต็มสองตาว่าชายากำลังจะสวมเขาให้เสียงตะคอกกลับมาทำให้ร่างบางชะงักงันไปทันที

ริมฝีปากอิ่มสีกุหลาบถึงกับเผยอค้างกับคำพูดหยามเหยียดในเกียรติยศถึงเพียงนี้ แถมยังตรัสต่อหน้าราชองครักษ์คนสนิทเสียด้วย หญิงสาวรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีสะบัดตัวเองจนดิ้นหลุดมาได้ มองพระพักตร์ตรงหน้าด้วยความเจ็บปวดหัวใจ ก่อนที่มือเรียวจะตบฉาดไปเต็มแรงเพื่อเรียกสติให้กลับคืนมา

ดาบินกับมิลลาถึงกับอ้าปากค้างตกตะลึง มิคิดว่าเรื่องราวจะรุนแรงและลุกลามไปใหญ่โตขนาดนี้ ถึงจะรู้เห็นความรักของสองพระองค์มาตั้งแต่ต้นว่าไม่ได้เริ่มจากความเต็มใจ แต่ก็ไม่คิดว่าจะเกิดเรื่องร้ายแรงเช่นนี้

และดูเหมือนว่ารอยตบฉาดนั้นจะส่งผลตรงกันข้าม แทนที่จะหยุดยั้งความโมโหโกรธาได้ พระพักตร์แดงก่ำที่สะบัดไปตามแรงตบ เหลียวขวับมาจ้องมองหญิงสาวด้วยแววตาของราชสีห์ที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อ

พระหัตถ์ใหญ่ตะปบกระชากร่างบางเข้าหาอ้อมพระอุระ ริมพระโอษฐ์ร้อนฉ่าดังเปลวไฟบดขยี้กุหลาบกลีบอิ่มราวจะให้แหลกเหลวด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะและความปรารถนาภายในระคนคละเคล้ากัน

เสียงร้องอุธรณ์วอนขอถูกปิดทางออก แม้จะพยายามดิ้นรนขัดขืนหนีสุดกำลัง แต่ดูเหมือนว่าเธอกำลังจะพ่ายแพ้แก่เพลิงโทสะที่กำลังโหมกระหน่ำแผ่ประกายร้อนผ่าวเข้าไปในกาย  กำปั้นน้อยๆ ไร้เรี่ยวแรงจะทุบตีต่อไป หยาดน้ำตาเอ่อท้นทะลักล้นจากดวงตาคู่สวย ร่างบางอ่อนยวบในอ้อมพระกร

องค์เอเมียร์[1]พระเจ้าค่ะ ดาบินเรียกเตือนสติขึ้นมา ด้วยสงสารร่างเล็กบางนั่นจับหัวใจ

ทั้งดาบินและมิลลา สองราชองครักษ์ถึงกับหน้าถอดสี เพราะไม่เคยเห็นทรงรุนแรงอย่างนี้กับพระชายามาก่อน

หุบปากของเจ้าซะ พระสุรเสียงดังตวาดกร้าว ดวงเนตรลุกโชนราวกับเพลิงไฟ เพียงเท่านั้นองครักษ์ทั้งคู่ก็คุกเข่าลงแทบพื้นก้มหน้านิ่ง เพราะในเวลานี้ คงไม่มีอะไรที่จะมาทัดทานให้ฟังได้ ทั้งสองได้แต่ก้มหน้าไม่กล้ามองสบดวงตาสั่นระริกวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือของหญิงสาวที่เรือนกายสะท้านสั่นด้วยความหวาดกลัว

ช่วยเราด้วย ดาบิน มิลลา เธอร้องขอทั้งๆ ที่รู้ดีว่าในวินาทีนี้ คงไม่มีอะไรมาหยุดยั้งผู้ชายตรงหน้าได้ พระองค์กำลังขาดสติ และกระทำได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งละเมิดคำสัญญา

พระหัตถ์แข็งแกร่งกระชากร่างบางแรงจนเซมาปะทะแผ่นพระอุระแล้วรวบช้อนขึ้นอุ้มไว้ในอ้อมพระกรรัดแน่น

พวกเจ้าเฝ้าหน้าห้องนี้ไว้ อย่าให้ใครมารบกวนการเข้าหอของเราเด็ดขาด มิฉะนั้นจะหัวหลุดจากบ่าเสียทั้งคู่ คำสั่งเสียงเฉียบก้องทำให้คนฟังตกตะลึงกันถ้วนทั่ว โดยเฉพาะคนที่ดิ้นรนอยู่ในอ้อมพระกรถึงกับชะงักงันไป รู้ว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้นกับตนเองในไม่ช้า และคงไม่มีสิ่งใดมาฉุดรั้งแรงอารมณ์ในเวลานี้ได้

เมื่อทั้งดาบินและมิลลาถอยฉากออกไปอารักขาทางเดินที่ทอดมาสู่ห้องนี้ พร้อมกันกับที่ร่างสูงใหญ่อุ้มพาหญิงสาวก้าวเข้าไปยังห้องบรรทมที่เปิดไฟแชนเดอเลียร์ไว้ให้ส่องแสงเพียงริบหรี่ อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกอย่างรวดเร็วราวกับกำลังจะพาเธอเข้าสู่หลักประหาร

เสียงร้องอ้อนวอนขอ แรงดิ้นรนขัดขืนดูจะเปล่าประโยชน์ ร่างบางสะดุ้งวาบสะท้านขึ้นมาอีกหน เมื่อแผ่นหลังแตะกับพระแท่น[2]เย็นเฉียบ ทันทีนั้นร่างใหญ่ก็ตามลงมาโถมทับเนื้อกายเอาไว้

อย่านะเพคะ ไม่ แม้คำพูดอ้อนวอนสุดท้ายไม่มีโอกาสหลุดรอดออกมาจากปาก เมื่อทรงปิดหนทางในการดิ้นรนหลบหนีหรืออุธรณ์ร้องขอใดๆ ทั้งสิ้น พระหัตถ์ทั้งสองตรึงข้อมือเล็กไว้ แล้วฉกพระโอษฐ์ที่เร่าร้อนดังเปลวไฟพ่นเข้าไปในเรือนกาย โหมแรงตะโบมตะบันบดขยี้ลงมาอย่างรุนแรง จนคนใต้ร่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ขัดขืนหนี

ความร้อนจากเรือนกายใหญ่ที่ทาบทับไว้ แผ่กำจายไปยังทุกอณูผิวเนื้อ ชุดที่สวมใส่ถูกกระชากเปลื้องปลดออกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย และแทนที่มาด้วยร่างเปลือยเปล่าที่ร้อนเร่าราวกับเปลวไฟที่กำลังไหม้โหม

ดวงตาของคนใต้ร่างหมดสิ้นเรี่ยวแรงจะดิ้นรนขัดขืนอีกต่อไป ดวงตาคว้างมองเพดานสีวอลนัทที่ลายพร่าไปด้วยแสงไฟแชนเดอเลียร์[3]ผ่านม่านพราวพร่างของหยาดน้ำตาที่คลอเคลียในหน่วยตาคู่งามอย่างยอมรับชะตากรรม

ความเร่าร้อนซุกไซ้รุนแรงลงมา และกำลังแผ่ซ่านกำจายความรู้สึกหวาดกลัวให้แปรเปลี่ยนเป็นความสยิวซ่าน เสียงร้องอ้อนวอนขอเจือสะอื้นไห้ กลับกลายแปรเปลี่ยนเป็นเสียงครางกระซิบอย่างพึงพอใจ เมื่อทรงยัดเยียดอารมณ์แห่งปรารถนาให้เธอพลิ้วเพริดไหวลอยล่องตามไป

ความแข็งกร้าวในคราวแรกเปลี่ยนเป็นโอนอ่อนผ่อนปรนปลุกปลอบให้เธอยินยอมคล้อยตามไปไม่นานนักก็กลับมารุนแรงเร่าร้อนจนคนใต้ร่างที่ตั้งรับแทบระเบิดออกเป็นเสี่ยง ร่างบางกระตุกเฮือกหวีดร้องออกมาสุดเสียง เรียวฟันขาวขบกัดแน่น น้ำตาแห่งความเจ็บปวดเอ่อท้นทะลัก แม้รอยจูบพร่างพรมก็ไม่ทำให้ลืมความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสลงไปได้ แรงอารมณ์ปรารถนากระหน่ำเร่งเร้าเข้าหาร่างบางระลอกแล้วระลอกเล่า ตรึงร่างเล็กให้แน่นิ่งราวกับปักหมุด ยอมรับต่อโชคชะตาที่ถูกลิขิตมาก่อนหน้านี้แล้วอย่างไม่มีทางหลีกหนี พระหัตถ์หนาโอบกอดเกี่ยวกระหวัดรัดรึงร่างอ่อนระทวยไว้ในอ้อมพระกรแนบพระอุระเพื่อพาก้าวข้ามผ่านห้วงมหานทีแห่งความปรารถนาไปพร้อมๆ กัน

หากกระนั้น ดวงตาคู่งามก็ไม่เคยแห้งเหือดจากหยาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่ขาดสาย ด้วยความขมขื่น เมื่อคิดว่าถูกกระทำย่ำยีอย่างป่าเถื่อนจากคนที่ได้ชื่อว่าพระสวามีโดยปราศจากความรักความสงสารใดๆ ทั้งสิ้น

ร่างหนาฟุบทิ้งน้ำหนักทั้งหมดลงมาซบซุกใบหน้าอยู่กับซอกคอเรียวขาวอย่างหมดสิ้นเรี่ยวแรง เป่าลมหายใจอุ่นๆ ของเลือดเนื้อและชีวิต เมื่อเสร็จสมซึ่งปรารถนาอันคุคลั่ง และยังนิ่งอยู่อย่างนั้นเนิ่นนาน จนกระทั่งแรงสะท้านไหวของคนใต้ร่างสงบนิ่งไป

พระพักตร์ค่อยๆ ผงกขึ้นมามองดวงหน้าที่อาบไปด้วยหยาดน้ำตาโดยปราศจากเสียงสะอื้น ค่อยๆ เลื่อนไล้ ประทับรอยจุมพิตอุ่นๆ พร่างพรมไปทั่วใบหน้างาม ปลุกปลอบซับน้ำตาที่ไหลเอ่อจากดวงตาเลื่อนลอยคว้างมองเหม่อ

เรารักเจ้านะ โมซ่า เสียงกระซิบแหบพร่าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาและพึงพอพระทัย ในขณะที่กายาเปลือยเปล่าแนบชิดสนิทติดตรึงเป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างที่ไม่มีอะไรมาขวางกั้นหรือพรากจากได้อีกแล้วในเวลานี้....ไม่มี

หากแต่คนที่นอนนิ่งไม่ติงไหว กลับมิได้รู้สึกเคลิบเคลิ้มคล้อยตามใดๆ แม้รอยสัมผัสอบอุ่นนุ่มนวลละมุนละไมจะเฝ้าลูบไล้ปลอบประโลมอย่างแสนรักใคร่ปรารถนา  คิดแต่เพียงว่าบัดนี้

หมดสิ้นทุกอย่างแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 



[1] เอเมียร์ คือ ตำแหน่งที่ใช้เรียกผู้ปกครองสูงสุดของดินแดนอาหรับบางประเทศ

[2] พระแท่น คือ เตียงนอน 

[3] แชนเดอเลียร์ คือ โคมไฟแบบเป็นช่อห้อยระย้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

2 ความคิดเห็น

  1. #1 dekbanna (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 28 มิถุนายน 2560 / 17:27


    เปิดฉากมาก็น่าติดตามต่อไปแล้วจ้ะ

    #1
    1
    • #1-1 รัชริล(จากตอนที่ 1)
      28 มิถุนายน 2560 / 23:52
      ขอบคุณมากจ้า ^^
      #1-1