ตอนที่ 7 : หยดที่ 5 คิดว่าตนเองเป็นโรคจิตเสียอีก!

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 6453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 228 ครั้ง
    17 ก.ย. 61





หยดที่ 5 คิดว่าตนเองเป็นโรคจิตอีก!


แม้ยามเหมันตฤดูเมืองหลวงแคว้นเว่ยยังคงครึกครื้นมีสีสัน เหล่าผู้คนออกมาเดินเล่น จับจ่ายซื้อของกันไปมา เหล่าพ่อค้าแม่ค้าต่างร้องเรียกลูกค้าแข่งขันกัน หนุ่มสาวต่างเดินเคียงคู่มุ่งสู่ต้นเหมยกลางเมืองเพื่อหวังเชยชมเหมยฮวาแสนงดงามสมดั่งคำร่ำลือ

แม้ทุกวันจะดูครืนเคร้งมากอยู่แล้วแต่วันนี้กลับดูครืนเคร้งและวุ่นวายมากกว่าวันอื่นๆ โดยเฉพาะร้านที่วางขายของจำพวกแป้ง น้ำตาลอ้อย หรือเกลือ วัตถุดิบเหล่านี้ล้วนใช้ปรุงแต่งอาหารได้หลากหลายชนิด แต่ดูเหมือนวันนี้ผู้คนต่างพร้อมใจกันทำสิ่งหนึ่งขึ้นมาเหมือนกัน

อะไรนะ!! น้ำตาลอ้อยหมดแล้ว!!”

ดรุณีน้อยนางหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความน้ำเสียงหงุดหงิดวุ่นวายใจ วันนี้ทั้งวันนางเดินหาซื้อของที่ต้องการไม่ได้เสียที ตั้งใจออกมาหาซื้อเองเพราะคิดว่าหากเป็นตนเองที่เป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ที่แสนงดงามมาเลือกซื้อด้วยตนเอง พวกพ่อค้าคงต้องรีบหามาให้เป็นแน่

ต้องขออภัยคุณหนู วันนี้เหล่าผู้คนต่างเข้ามาแย่งซื้อน้ำตาลอ้อยไปจนหมด กว่ากองคาราวานจะมาถึงที่เมืองหลวงอีกครั้ง คงอีกหลายวัน

เจ้าคงไม่ได้แอบเก็บเอาไว้เสียเองหรอกนะนางยังคงคาดหวังว่าพ่อค้าคงมีของที่นางต้องการอยู่บ้าง จึงเอ่ยปากพูดออกไปพร้อมทั้งมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคาดคั้นเอาความ

มิกล้า มิกล้า ยามนี้ผู้คนทั่วทั้งเมืองหลวงต่างทราบข่าวลือเรื่องหมั่นโถวรูปร่างคล้ายผลท้อของวังฉินอ๋องว่าเป็นของที่ท่านเทพธิดาทรงโปรดปรานนัก วัตถุดิบหลักเช่นแป้ง เกลือ น้ำตาลอ้อย ถั่วเหลือง ถั่วแดง จึงขายหมดอย่างรวดเร็ว

พ่อค้ารีบเอ่ยปากปฏิเสธคุณหนูตรงหน้า สิ่งที่เขาพูดล้วนเป็นความจริงทุกอย่าง คราแรกที่ได้ยินข่าวลือตัวเขานั้นมิได้เชื่อถืออันใดมากนัก แต่พอได้รับฟังสิ่งที่ออกมาจากปากของพ่อค้าที่คอยส่งวัตถุดิบจำพวกถั่วเหลือง ถั่วแดงให้โรงครัวของวังฉินอ๋องด้วยตนเองก็เริ่มเชื่ออย่างสนิทใจ

พ่อค้าคนนี้คงมิได้โกหกแน่เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวออกตระเวณหาซื้อจนทั่วเมืองหลวงแล้ว ไม่มีจริงๆ เจ้าค่ะสาวใช้รีบเอ่ยบอกคุณหนูของตนเพื่อหวังให้คุณหนูเลิกหาซื้อเสียที นางเดินไปเดินมาตั้งแต่เช้าเสียจนแทบยืนไม่ไหว

บ่าวคิดว่าคุณหนูน่าจะไปนั่งพักผ่อนที่เหลาอาหารโรงเตี๊ยมก่อนดีกว่าเจ้าค่ะสาวใช้รีบเอ่ยรีบเร่งเมื่อเห็นว่าคุณหนูของนางเริ่มลังเลใจที่จะหยุดหาซื้อวัตถุดิบด้วยตนเอง แล้วนางก็ต้องยิ้มอย่างโล่งใจเมื่อคุณหนูพยักหน้าเห็นด้วย นางจึงรีบนำคุณหนูไปที่โรงเตี๊ยมทันที

เสียงพูดคุยของผู้คนในโรงเตี๊ยมทำให้หญิงสาวทั้งสองเผลอลืมตัวเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจระหว่างที่กำลังนั่งรออาหาร น้ำเสียงทุ้มของบุรุษที่นั่งอยู่ห่างออกไปไม่ไกลมากนักเอ่ยถามเสี่ยวเอ้อขึ้นมา ยิ่งทำให้พวกนางตั้งใจรับฟังมากยิ่งขึ้น เมื่อเรื่องที่พูดคุยกันอยู่นั้นเป็นเรื่องที่ตัวนางเองก็อยากรู้เช่นเดียวกัน

ตั้งแต่ที่ข้าเข้าเมืองหลวงมาตั้งแต่เช้า เหตุใดผู้คนจึงได้กระตือรือร้นเร่งทำหมั่นโถวกันเช่นนี้

พวกท่านคงเพิ่งเดินทางมาถึง คงยังมิทราบ ในยามนี้มีข่าวลือว่าหากอยากมีรูปโฉมหล่อเหลาหรืองดงาม เก่งกาจมากความสามารถ รอบรู้ทั่วทิศเฉกเช่นฉินอ๋อง ให้ทำหมั่นโถวรูปร่างคล้ายผลท้อ นำมากินหรือมีติดบ้านเอาไว้ ถวายวัด ศาลเจ้า แล้วท่านเทพธิดาสีขาวจะลงมาประทานพรให้

เสี่ยวเอ้อรีบเอ่ยบอกนักเดินทางทั้งสองที่ดูจากการแต่งกายแล้วคงจะเป็นนักรบแสนเก่งกาจหรือไม่ก็คงเป็นคุณชายรูปงามแน่นอน ถึงแม้อีกฝ่ายจะสวมหมวกที่มีผ้าสีดำบางๆ ปิดกั้นใบหน้าเอาไว้ แต่ก็มิอาจปิดบังความเก่งกาจเอาไว้ได้

เช่นนี้แล้วคนทั้งสองคงจะต้องเป็นผู้ทำพันธะสัญญาอย่างแน่นอน

หมั่นโถ่วรูปร่างคล้ายผลท้อเช่นนั้นหรือเมื่อได้ยินเสียงพึมพำจากทั้งสองคน เสี่ยวเอ้อจึงรีบเอ่ยอธิบายเพิ่มเติมทันที

ใช่แล้วขอรับ หมั่นโถวรูปร่างคล้ายผลท้อนี้คนในวังฉินอ๋องเรียกว่าซิ่วท้อขอรับ เป็นขนมหวานที่มีสูตรเฉพาะในวังฉินอ๋องเท่านั้น แต่ยามนี้คงรู้กันทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว

แล้วต้นตอของข่าวลือมาจากที่ใด…”

เรื่องนี้ข้าน้อยก็ไม่ทราบแน่ชัด

เสี่ยวเอ้อทำได้เพียงตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ตัวเขาเองได้ยินมาจากหลายที่หลายแห่งแตกต่างกันออกไปเสียจนจำไม่ได้ บ้างก็ว่าท่านเทพธิดาสีขาวมาเที่ยวชมโลกมนุษย์ บ้างก็ว่ามาขับร้องลำนำเพลงให้ฉินอ๋องได้รับฟัง บ้างก็ว่าเพื่อมารับซิ่วท้อไป

แล้วที่นี่มีหมั่นโถวที่ว่านั่นหรือไม่

ต้องขออภัยคุณชายทั้งสอง ซิ่วท้อที่ทางร้านมีหมดตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ

ดรุณีน้อยที่ได้ยินการพูดคุยดังกล่าว ผ่านไปไม่นานนักก็รีบให้สาวใช้เรียกเสี่ยวเอ้อคนนั้นมาทันที ตัวนางรู้เพียงแค่ให้ทำหมั่นโถวรูปร่างผลท้อ แต่หากเป็นสูตรเฉพาะของวังฉินอ๋องจะต้องมีความพิเศษเป็นแน่

คุณหนูต้องการสิ่งใดเพิ่มหรือขอรับ

เจ้ารู้สูตรเฉพาะของหมั่นโถวที่ว่านั้นหรือไม่นางรีบเอ่ยถามทันทีมิให้เสียเวลา

พอทราบขอรับเสี่ยวเอ้อรีบตอบออกไป เมื่อเห็นตำลึงเงินวางอยู่ตรงหน้า

ใครๆ ต่างก็รู้วิธีทำหมั่นโถวแบบปกติอยู่แล้ว ซิ่วท้อก็ทำเฉกเช่นหมั่นโถวทั่วไป เพียงมีไส้อยู่ข้างในและมีรูปร่างเหมือนลูกท้อ สูตรเฉพาะของวังฉินอ๋องที่ว่าก็เพียงได้ยินผ่านข่าวลือ มิรู้ว่าจริงหรือไม่

บอกข้ามา แล้วสิ่งนี้จะเป็นของเจ้าเสี่ยวเอ้อพอได้ยินดังนั้นจึงรีบกระซิบบอกพวกนางเสียงแผ่ว

ได้ขอรับ วิธีการทำนั้นไม่ต่างจากหมั่นโถวทั่วไปนัก เพียงมีไส้ข้างในเป็นถั่วเหลืองกวนหอมหวาน รูปร่างที่เป็นลูกท้อและมีสีชมพูอ่อนหวานได้ยินมาว่าเป็นสีจากน้ำถั่วแดงต้มขอรับ

นางพยักหน้าเข้าใจเมื่อฟังคำบอกเล่าของเสี่ยวเอ้อจนจบ ก่อนจะโบกมือไล่อีกฝ่ายไปพร้อมกับตำลึงเงิน

ถึงตัวนางจะงดงาม เก่งกาจเพลงพิณ เย็บปักถักร้อยเป็นเลิศ ก็ยังมิอาจทำให้บุรุษผู้นั้นหันมาเหลียวแลได้ จึงได้แต่หวังว่าการขอพรจากท่านเทพธิดาในครั้งนี้จะช่วยทำให้นางสมหวัง

ทั่วทุกวัดหรือศาลเจ้าต่างเต็มไปด้วยซิ่วท้อที่ทุกคนต่างนำมาถวาย มีทั้งผลที่เป็นสีขาวล้วน มีทั้งผลที่เป็นสีชมพูอ่อน เข้ม แตกต่างกันออกไป ในมือของเด็กๆ ต่างถือซิ่วท้อกัดกินอย่างเอร็ดอร่อย ความโกลาหลวุ่นวายที่เกิดขึ้นนี้หากทุกคนรู้ว่าท่านเทพธิดาที่พูดถึงกัน เป็นเพียงจิตวิญญาณที่กำลังนอนเอื่อยเฉื่อยอยู่บนกิ่งเหมยคงต้องหลั่งน้ำตากันเป็นแน่



เหม่ยเซียน!!”

ว๊าก!!” ข้าร้องตะโกนออกมาเสียงดังอย่างตกใจ สติสตังเหมือนจะปลิวหายไปกับอากาศ ดีที่ข้าไม่ตกจากกิ่งเหมยลงไปนอนแอ้งแม้งบนพื้นอีก

จากตอนแรกที่ข้านอนเงียบเหงาห้อยแขนห้อยขาอยู่บนกิ่งเหมยคนเดียว จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงเจ้จวี๋ตะโกนเรียกชื่อเสียงดุจนต้องลุกขึ้นนั่ง แล้วก็เจอเข้ากับเจ้จวี๋ที่พุ่งเข้ามาด้วยความเร็วก่อนจะบีบแก้มของข้าไม่ยอมปล่อย

เจ้า! เจ้า! เจ้า! ไปก่อเรื่องอะไรไว้! รู้ตัวบ้างหรือไม่!!”

โอ๊ย! ข้าเจ็บ!” ข้าได้แต่ร้องออกมาเสียงหลง เมื่อเจ้จวี๋ยังบีบแก้มไม่เลิก เป็นวิญญาณทำไมเจ็บวะ!

เจ็บเสียบ้าง จะได้รู้ว่าตัวเองไปก่อเรื่องอะไรเอาไว้

ข้า...ข้าทำอะไร ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยยิ่งอีกฝ่ายพูดข้าก็ยิ่งงุนงงสับสน

หากมิใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดที่ทำให้ทั่วทั้งเมืองหลวงวุ่นวายเช่นนี้

ข้ายังไม่เคยก้าวออกไปจากรั้วกำแพงวังฉินอ๋องเลยด้วยซ้ำ จะไปก่อเรื่องอะไรได้ ไม่เชื่อถามลุงหลงดูสิข้ารีบเอ่ยปากปฏิเสธ มีเรื่องอะไรกันไม่เห็นรู้เรื่องเลย อย่ามาโยนความผิดให้พี่เหมยซะให้ยากเลย!

มิได้ออกไปนอกกำแพงก็ก่อความวุ่นวายได้! แล้วใครคือลุงหลงของเจ้ากัน!”

จวี๋ฮวาได้แต่ฮึดฮัดขัดใจไม่ยอมปล่อยมือออกจากแก้มกลมของเหม่ยเซียน ตัวนางในวันนี้นั้นเพียงออกมาข้างนอกวังหลวงเพื่อต้องการไปโอบกอดต้นจวี๋ฮวาตามเมืองหลวงให้บานสะพรั่งงดงาม แต่มิคาดว่าจะได้ยินผู้คนเล่าลือถึงท่านเทพธิดาที่สวมอาภรณ์และมีเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์มาเยี่ยมเยือนวังฉินอ๋อง หากพูดถึงเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ที่มีอยู่ในวังฉินอ๋องแล้ว สิ่งแรกที่นางคิดถึงคงมีแต่เสี่ยวเหมยน้องน้อยแสนซนของเหล่าจิตวิญญาณแห่งบุปผชาติทั้งสี่

อ่า ปล่อยแก้มข้าได้แล้วจวี๋ฮวาเจี่ยเจีย ส่วนลุงหลงก็คือคนผู้นั้นที่มักจะยืนอยู่ที่เรือนอักษรนี่อย่างไรเล่า

เหตุใดเจ้าถึงได้เรียกคนผู้นั้นว่าลุงหลง!”

ตัวนางพอได้ยินเสี่ยวเหมยกล่าวเช่นนั้นก็ตื่นตกใจยิ่งนัก หากคนผู้นั้นได้ยินแล้วมิพอใจเล่าจะทำเช่นไร บุรุษผู้นั้นในสายตาของนางหามีสิ่งใดที่เหมาะกับคำว่าลุงไม่ ทั้งใบหน้าหล่อเหลาดุดัน ร่างกายกำยำสมชายชาตรี คงมีเพียงเสี่ยวเหมยแสนซนที่กล้าเรียกอีกฝ่ายว่าลุง

เขามีนามว่าหวงหลง แต่ข้าแค่อยากเรียกเขาว่าลุงหลงเพียงเท่านั้น ลุงหลงก็ไม่ได้เคืองโกรธอันใด บอกข้าเพียงว่าอยากเรียกเช่นไรก็ได้ แล้วแต่ใจข้าต้องการอยากจะเรียก

เฮ้อ…” นางต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก เป็นดั่งที่มู่ตั๋นเคยพูดเอาไว้ว่าคนผู้นั้นเอ็นดูเสี่ยวเหมยไม่น้อย เมื่อปล่อยมือออกจากแก้มกลมของเสี่ยวเหมยแล้ว นางก็ได้แต่มองอีกฝ่ายที่ลูบแก้มตัวเองป้อยๆ อย่างเอือมระอา ก่อนที่ร่างเล็กจะยกยิ้มหวานแล้วตรงเข้ามาบีบนวดไหลให้นางไม่หยุด

น้องน้อยแสนซนช่างประจบประแจงยิ่งนัก

จวี๋ฮวาเจี่ยเจียอย่าได้กังวลใจไป ลุงหลงบอกว่าพวกเราเป็นดั่งของล้ำค่า มิคิดทำลายแน่นอน

มิคิดทำลาย แต่หากคิดจะทำลายก็ทำลายได้โดยง่าย ที่ผ่านมานั้นเรามิคิดยุ่งเกี่ยวกับความวุ่นวายในโลกหล้า เราเป็นเพียงผู้เฝ้ามอง เราอยู่ในส่วนของเรามิคิดยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด พวกเขาจึงไม่คิดแตะต้องวุ่นวายกับเราเช่นเดียวกันสิ่งที่นางพูดนั้นล้วนเป็นความจริง แต่ยามนี้ในใจของนางเริ่มก่อเกิดความรู้สึกกังวลใจขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ

หรืออาจเป็นเพราะนางคงคิดมากเกินไป ว่าความงดงามของเสี่ยวเหมยอาจทำให้ผู้คนที่เคยมีความคิดต่างคนต่างอยู่กับเหล่าจิตวิญญาณแห่งบุปผาหันกลับเข้ามาข้องเกี่ยวจนก่อเกิดความสับสนวุ่นวายได้

เจี่ยเจียวางใจได้ ข้าจะไม่ก่อความวุ่นวายแน่นอน และเรื่องความวุ่นวายที่ท่านพูดถึงข้าก็ไม่ได้เป็นคนทำแน่นอน

จวี๋ฮวาได้แต่มองเสี่ยวเหมยอย่างไม่ค่อยไว้วางใจกับท่าทางมั่นอกมั่นใจเกินไปของอีกฝ่าย เห็นเช่นนั้นแล้วนางนึกอยากจะดึงแก้มกลมๆ นั้นอีกสักครั้งนัก แต่ก็ทำได้เพียงชี้นิ้วคาดโทษร่างเล็กแล้วเอ่ยเตือนออกไป

อย่าได้มั่นใจนัก ข้าจะพาเจ้าไปดูความวุ่นวายที่ว่านั้นเอง ว่าความจริงแล้วใช่ฝีมือเจ้าหรือไม่

เบื้องหน้าสายตาของเหม่ยเซียนคือศาลเจ้าแห่งหนึ่งที่จวี๋ฮวานำทางพามา ผู้คนต่างเดินทางกันมาไม่ขาดสาย เสียงพูดคุยล้วนกล่าวไปในเรื่องราวเดียวกัน ในมือถือสิ่งหนึ่งเข้ามาเช่นเดียวกัน แตกต่างที่ขนาดและสีสัน แต่รูปร่างเหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งนั้นก็คือซิ่วท้อ

คราวนี้จะรู้ตัวได้หรือยัง ว่าก่อความวุ่นวายใดไว้

ข้า…” ข้าได้แต่มองภาพตรงหน้าด้วยความสับสนงุนงง กล่าวสิ่งใดมิถูก ซิ่วท้อตรงหน้าช่างล่อตาล่อใจยิ่งนัก ได้แต่กลืนน้ำลายพยายามเอ่ยเถียง

ข้า...ไม่ได้ทำอะไรจริงๆ นะ

ยังจะเถียงอีก! ก่อนหน้านี้เจ้าเผลอไปทำสิ่งใดกับหมั่นโถวลูกท้อนั่นบ้างหรือไม่พอได้ยินจวี๋ฮวาเจี่ยเจียพูดด้วยน้ำเสียงดุดันแบบนั้นแล้วก็ทำให้ข้าหยุดชะงัก เหมือนกับเพิ่งนึกสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกขึ้นมา หรือว่ามันจะเกี่ยวกับการที่ข้าไปแอบกินซิ่วท้อในโรงครัว

ข้า...ข้าแค่ เอ่อ กินซิ่วท้อในโรงครัวไปไม่กี่ลูก

นั่นไง!! ข้าว่าแล้วต้องเป็นเจ้าแน่ๆ

ข้าได้แต่กระพริบตามองจวี๋ฮวาเจี่ยเจียที่พูดขึ้นมาเสียงดังอย่างงุนงง ไหนจะท่าทางยกมือขึ้นวางบนหน้าผากตนเองอย่างคิดหนักนั้นอีก ทำให้ข้าต้องเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น

ข้าทำอะไรผิดไปงั้นหรือ

เฮ้อ คงมีใครสักคนเห็นเจ้าตอนที่กำลังกินหมั่นโถวลูกท้อเป็นแน่ ด้วยรูปโฉมของเจ้ามิแปลกใจนักหากมนุษย์ทั่วไปจะมองเจ้าเป็นเทพธิดา

มองเห็นข้า!!...” ข้าได้แต่ร้องออกมาด้วยความแตกตื่น ตกลงแล้วข้าเป็นวิญญาณจริงๆ งั้นหรือ เหตุใดจึงได้มีผู้คนพบเห็นข้าบ่อยนัก

เสี่ยวเหมยฟังเจี่ยเจียให้ดี ยังมีเรื่องที่เจ้าต้องเรียนรู้อีกมาก และในตอนนี้คงต้องเรียนรู้การควบคุมจิตวิญญาณตนเองให้มั่นคงเสียก่อน ในยามนั้นที่มีคนพบเห็นเจ้าคงเป็นเพราะจิตวิญญาณของเจ้ายังไม่มั่นคงมากพอ เพื่อให้เจ้าหยิบจับสิ่งของที่เป็นของมนุษย์ได้ จึงจำเป็นต้องอยู่ในกายหยาบเช่นมนุษย์ชั่วขณะ

เอ๊ะ! กายหยาบเช่นมนุษย์!!..” ข้าอ้าปากค้างร้องตะโกนออกมา หากเป็นอย่างที่จวี๋ฮวาเจี่ยเจียพูดจริงๆ ข้าก็เป็นทั้งวิญญาณ เป็นทั้งคนได้น่ะสิ

สุดยอด! สมแล้วกับที่ลุงหลงเรียกเหล่าจิตวิญญาณแห่งบุปผาว่าเป็นของล้ำค่า!!

อย่าได้ยิ้มลำพองใจไปนัก เจ้ายังต้องฝึกฝนอีกมาก

จากตอนแรกที่ข้ายิ้มแฉ่งเสียจนหน้าบานต้องแปรเปลี่ยนเป็นหัวเราะเสียงแห้งเมื่อจวี๋ฮวาเจี่ยเจียทำสีหน้ารู้ทัน แล้วยกนิ้วชี้ขึ้นจิ้มหน้าผากของข้าไม่หยุด

แล้วข้าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี

เรื่องข่าวลืออีกไม่นานคงจางหายไปเอง เมืองหลวงก็เป็นเช่นนี้แหละ ข้าอยู่มาเป็นร้อยปีได้รับฟังข่าวลือเป็นพันเรื่องแล้ว ในตอนนี้เจ้ามีสิ่งที่จะต้องทำอยู่ว่าแล้วจวี๋ฮวาเจี่ยเจียก็จิ้มหน้าผากของข้า จึกๆ จนหน้าผากข้าจะเป็นรูหมดแล้ว! นี่เจ้จวี๋ตั้งใจแกล้งข้าใช่หรือไม่!

เจ้าคิดว่าจิตวิญญาณแห่งบุปผาวันๆ เอาแต่นอนห้อยแขนห้อยขาอยู่บนกิ่งเหมยเช่นเจ้าหรือไง พวกเราก็มีหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกันและนั้นก็ถือเป็นการควบคุมจิตวิญญาณให้มั่นคงไปด้วย

ข้าได้แต่ยิ้มหน้าเจื่อนเมื่อจวี๋ฮวาเจี่ยเจียพูดแบบนั้นออกมา ความจริงแล้วข้าคิดแบบนั้นจริงๆ นั่นแหละ ใครจะไปคิดว่ามีการมีงานต้องทำกันเล่า

หน้าที่งั้นหรือ....”

ใช่แล้ว เจ้ามิได้มองดูต้นเหมยที่ศาลเจ้าแห่งนี้บ้างหรือไง ว่าแตกต่างจากต้นเหมยที่วังฉินอ๋องเช่นไร

ข้าเลิกคิ้วขึ้นอย่างงุนงงก่อนจะหันไปมองต้นเหมยต้นหนึ่งหน้าทางเข้าศาลเจ้า กลีบของเหมยฮวาสีชมพูอ่อนยังคงเบ่งบานตามฤดูกาล แต่ในความรู้สึกของข้ากลับรู้สึกเหมือนว่าเหมยฮวาต้นนี้ยังคงบานไม่เต็มที่เหมือนเฝ้ารอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่เหมือนกับต้นเหมยที่วังฉินอ๋องที่บานสะพรั่งดูสดใสร่าเริง

เจ้าเห็นถึงความแตกต่างแล้วใช่หรือไม่ และนั้นคือหน้าที่ของเจ้าที่จะต้องทำให้เหมยฮวาต้นนั้นบานสะพรั่งอย่างเต็มที่

ยิ่งฟังจวี๋ฮวาเจี่ยเจียพูดข้าก็ยิ่งต้องขมวดคิ้ว แล้วข้าจะต้องทำยังไงกันเล่า รดน้ำ พรวนดิน ใส่ปุ๋ย หรืออะไรกัน ได้แต่ยกนิ้วจิ้มแก้มตนเองครุ่นคิดก่อนจะได้ยินเสียงถอนหายใจของจวี๋ฮวาเจี่ยเจียเสียงดัง

เฮ้อ เจ้าเพียงแค่ต้องโอบกอดต้นเหมยให้เหมือนดั่งที่ต้นเหมยโอบกอดเจ้าให้ลืมตาตื่นขึ้นมา ใส่ความรู้สึก จิตวิญญาณและลมหายใจให้สัมผัสถึงต้นเหมย…”

เอ๊ะ! ลมหายใจเช่นนั้นหรือ...” จะว่าไปถึงจะถูกเรียกว่าจิตวิญญาณแต่มีอยู่บ่อยครั้งที่ข้ารู้สึกว่าร่างกายนี้มิได้ต่างจากมนุษย์สักเท่าไหร่ คิดได้ดังนั้นข้าจึงยกมือขึ้นมาแล้วใช้นิ้วชี้อังที่ใต้จมูกของตนเองก่อนจะหายใจออกมาแรงๆ เสียงดังเสียจนจวี๋ฮวาเจี่ยเจียต้องยกมือขึ้นมาตีแขนของข้าเสียงดังเปี๊ยะ

โอ๊ย!! เจ็บ!”

เจ้าคิดว่าตนเองเป็นภูติผีหรือไง เพียงแค่ลมหายใจและความรู้สึกพวกเราย่อมต้องมี ความจริงแล้วพวกเราก็มิต่างจากมนุษย์มากนัก เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นและเรามีพลังของจิตวิญญาณที่มากกว่า

อ่า เป็นเช่นนั้นเองหรือ ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณจวี๋ฮวาเจี่ยเจียที่ชี้แนะ

เข้าใจแล้วก็ดี งั้นเจ้าลองไปโอบกอดต้นเหมยต้นเหมยต้นนั้นดูสิ

ได้ยินดังนั้นข้าก็รีบพริ้วกายขึ้นไปนั่งบนกิ่งเหมยต้นนั้นทันที ถึงต้นเหมยต้นนี้จะมิได้ใหญ่โตเช่นต้นเหมยสีแดงชาดของจินไท่ แต่ก็นับว่างดงามอยู่ไม่น้อย

แล้วข้าต้องทำยังไงต่อไป

ทำเหมือนที่เจ้าชอบทำกับต้นเหมยข้างเรือนอักษร... นั้นคือวิธีการโอบกอด เป็นสิ่งที่อยู่ในจิตวิญญาณของเรา ในความคิดของเรา โดยมิต้องมีใครสอนก็สามารถทำได้

ถ้าพูดถึงสิ่งที่ข้าชอบทำกับต้นเหมยสีแดงชาดเป็นประจำ นั้นก็คือ...กอด

พอคิดได้ดังนั้นข้าก็ค่อยๆ สวมกอดต้นเหมยต้นนี้ทันที เพียงปลายนิ้วสัมผัสลงบนเปลือกไม้ราวกับว่าต้นเหมยต้นนี้กำลังดีใจและร้องเรียกให้ได้รับสัมผัสมากกว่านี้ ร่างกายของข้าราวกับรับรู้และตอบรับเสียงเรียกร้องนั้นไปเอง จึงค่อยๆ หลับตาลงและจรดหน้าผากของตนเองลงบนผิวเนื้อของลำต้นที่สวมกอดอยู่ ก่อนจะจรดริมฝีปากจุมพิตลงบนเปลือกไม้อย่างแผ่วเบา ริมฝีปากที่จุมพิตอยู่ค่อยๆ ขยับเอื้อนเอ่ยพร้อมทั้งแย้มยิ้มขึ้น

จงเบ่งบาน…”

เพียงค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูต้นเหมยอีกครั้ง ก็ราวกับว่าต้นเหมยต้นนี้จะรับรู้ถึงสิ่งที่ได้ยิน กลีบดอกชูช่อบานสะพรั่งอย่างเต็มที่ สีชมพูอ่อนบนกลีบดูสดใหม่ไร้รอยช้ำ กิ่งก้านขยับพริ้วไหวไปมาตามสายลม ราวกับว่าต้นเหมยต้นนี้มีชีวิตชีวาขึ้นมาจริงไ

ทำได้ดีมาก นี่แหละคือการโอบกอด

ในตอนที่ข้าทำเช่นนี้ครั้งแรก ข้าคิดว่าเพราะตนเองอยากจูบกับต้นเหมยของจินไท่เสียอีก ไม่คิดว่าจะเป็นการโอบกอดข้าพยักหน้าหงึกหงักกับตนเอง

จะว่าไปแล้วข้าก็จูบต้นเหมยสีแดงชาดต้นนั้นตั้งแต่เจอกับลุงหลงครั้งแรกแล้วสินะ แล้วยังเฝ้าจูบเฝ้ากอดเช้าเย็น จนตอนแรกยังคิดว่าตนเองเป็นโรคจิตอยากจูบจินไท่แต่ทำไม่ได้ก็เลยมาลงกับต้นไม้เสียอีก

ฮือ ข้าคิดเช่นนั้นได้อย่างไร!!

มิน่าถึงได้รู้สึกว่ากลีบดอกสีแดงชาดบานสะพรั่งงดงามกว่าต้นไหนๆ ที่เคยพบเห็น

เอาเถิด นับจากนี้ก็รู้แล้วว่าคือการโอบกอด เจ้าจะต้องคอยไปโอบกอดต้นเหมยทุกต้นให้บานสะพรั่ง นั้นคือหน้าที่ของเจ้า และเป็นการฝึกควบคุมจิตวิญญาณด้วย

ทุกต้นหรือ…” ข้าขมวดคิ้วสงสัยมองจวี๋ฮวาเจี่ยเจียที่ยืนใช้มือเท้าเอวข้างหนึ่ง ยกยิ้มมุมปากแล้วมองมาที่ข้าด้วยสายตาที่ดูอย่างไรก็เหมือนกำลังทำหน้าถูกอกถูกใจที่จะได้กลั่นแกล้งข้าชัดๆ ทุกต้นที่ว่าคงไม่ใช่ทุกต้นบนโลกใบนี้หรอกนะ เจ้จวี๋...

หึๆ ๆ ใช่แล้ว ต้นเหมยทุกต้นที่อยู่บนพื้นดินนี้ คือหน้าที่ของเจ้าที่จะต้องคอยดูแลและโอบกอด

อ๊าก!! ต้นเหมยบนโลกนี้มีตั้งเยอะแยะ! ข้าจะทำได้ยังไง ต้องจูบต้นเหมยไม่รู้กี่พันต้น ปากของข้าไม่แห้งแตกไปก่อนหรือไง!!

เหม่ยเซียนได้แต่คร่ำครวญอยู่ในใจพร้อมทั้งยกมือขึ้นลูบริมฝีปากของตนเองเบาๆ อย่างเผลอไผล ทั้งท่าทางและใบหน้างามยับยู่ยี่ที่แสดงออกถึงความยุ่งยากใจของร่างเล็ก ทำให้จวี๋ฮวาต้องหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ

นางเองก็เคยเป็นเช่นนั้นในยามที่ถูกมู่ตั๋นบังคับขู่เข็นให้โอบกอดเหล่าจวี๋ฮวา ถึงในคราแรกจะรู้สึกไม่ชอบใจที่ต้องเหนื่อยล้าจากการโอบกอดเหล่าพฤกษา แต่นางเชื่อว่าเมื่อเวลาผ่านเลยไปน้องน้อยแสนซนของพวกนางจะต้องยิ่งชอบใจและมีความต้องการที่จะออกไปผจญภัยโอบกอดเหล่าต้นเหมยทุกต้นในโลกหล้านี้อย่างแน่นอน

จวี๋ฮวามองดูร่างเล็กสีขาวบริสุทธิ์ที่ขยับตัวยุกยิกอยู่บนต้นเหมยด้วยรอยยิ้ม ดวงตากลมโตสีเรืองรองของเหม่ยเซียนต้องหรี่ลงพร้อมทั้งยกมือเรียวเล็กขึ้นบังลมที่พัดโชยเข้ามาปะทะลำตัว

อ๊ะ ลม...”

เส้นผมและอาภรณ์สีขาวของเหม่ยเซียนที่ยังคงนั่งห้อยขาไปมาอยู่บนกิ่งเหมยสะบัดพริ้วไหวตามจังหวะแรงลมที่พัดผ่านเข้ามา ลมระลอกใหญ่โหมพัดเข้ามาอีกคราพากลีบเหมยฮวาสีชมพูอ่อนหวานให้ร่วงโรยล่องลอยไปตามสายลม ราวกับเป็นการบอกกล่าวเพื่อนพ้องของเหล่าต้นเหมยว่าอีกไม่นานจะได้รับการสัมผัสจากจิตวิญญาณแห่งบุปผา

เป็นสัมผัสจากจิตวิญญาณแห่งเหมยฮวา อย่างที่ควรจะเป็นดั่งเช่นเมื่อกาลครั้งก่อน...






*เสี่ยวเอ้อ = บริกรในร้าน (แปลตรงตัวคือน้องรอง เหมือนเราเรียกเด็กในร้านว่า น้องๆ อะไรแบบนี้)

Talk 

ในที่สุดก็ครบร้อย!!!!! โอ้ยยยย!! ปวดหัวจี๊ดๆๆ ไม่ต่างจากเจ้จวี๋ 5555 น้อยเหมยมีความเพ้อความมโน ติดใจจูบพี่จินล่ะสิ.....5555

น้องเหมยตัวป่วนทำเมืองหลวงวุ่นขนาดนี้ 555

มาได้ทีละนิดตอนแรกว่าจะลงอาทิตย์ละตอนก็ไม่ไหวTT  เลยคิดว่ามาสามวันครั้ง ครั้งละ 30% ดีกว่า 
หนึ่งตอนเราเขียนประมาณ 9-10 หน้า 30% ก็คือสามหน้าเนอะ แล้วเราเขียนช้าด้วยหน้านึงเขียนเป็นชั่วโมง อะฮึก TT

แล้วก็เขียนเรื่องน้องกันด้วย เลยช้าหน่อย มาช้าดีกว่าไม่มาเนอะ 5555 ยังไงก็ฝากทุกคนติดตามด้วยนะคะ สุดท้ายนี้ใครเอ่ย?....เรียกชื่อน้องเหมยเสียงดังเชียว โดนแน่ๆงานนี้! 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 228 ครั้ง

22 ความคิดเห็น

  1. #868 Pissuda627 (@0862223050) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2562 / 14:59
    กลัวมาม่า กลัวว่าจะมีคนจ้องทำลายหรือแย่งชิงไป
    #868
    0
  2. #780 Lucky-Puppy (@poopo555) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 20:29
    สู้เค้าน้องเหมยไม่เยอะหรอกลูกแค่ทุกต้นเอง อิอิ
    #780
    0
  3. #727 Midories (@Midories) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 พฤศจิกายน 2561 / 19:19
    น้องน่ารักๆมากขึ้นทุกตอนเลย ทำไมรู้สึกถึงความรักต้องห้าม จะไม่ดราม่าใช่หรือไม่
    #727
    0
  4. #709 Parkjimin19 (@panjawanbunkam71) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 17 กันยายน 2561 / 11:44
    อห น้องต้องซื้อวาสลีนไว้ทาปากแล้วลูก555555
    #709
    0
  5. #352 Looney00 (@Looney00) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2560 / 19:27
    เขียนดีมากเลยค่ะไรท์อ่านแล้วอินไปกับบมละครด้วย
    #352
    0
  6. #233 Eil120 (@Eil120) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 กันยายน 2560 / 15:37
    อ่านแล้วรู้สึกเหมือนอยู่ในสวนดอกไม้สดชื่นนน
    #233
    0
  7. #226 mothergod (@mothergod) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 27 กันยายน 2560 / 19:47
    บรรยายได้งดงามจริง แบบสวยอะ ชอบบบบ
    #226
    0
  8. #186 baekbow (@baekbow) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 21:00
    โอ๊ยยยยย สวยมากอ่ะ ไรท์เขียนได้เห็นภาพมาก เหม่ยเหมยสวยมากจริงๆ ก็หวังว่าจะควบคุมจิตวิญญาณได้ไวๆนะ ไม่อยากให้ใครเห็นเลย กลัวเหม่ยเหมยจะเดือดร้อน
    #186
    0
  9. #124 TOEY_KCR (@TOEY_KCR) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 กันยายน 2560 / 12:43
    น้องเหมยทำไมน่ารักแบบนี้ เหมือนนางฟ้าตัวน้อยๆเลย แต่ซนไปนี้ดด55555 ชอบบรรยากาศในเรื่องมากค่ะ สดชื่นไปด้วยดอกไม้ และความงามแห่งบุพผา
    #124
    0
  10. #74 ambrosia3 (@Ambrosia) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 10:19
    ทุกต้นเลยย 555
    #74
    0
  11. #60 kwa_rkh (@kwa_rkh) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2560 / 09:02
    เหม่ยเหมย น่ารักจัง อยากบีบแก้มให้ชำ้ ฮือออ
    #60
    0
  12. #59 Pan SJ (@pan1234rty61) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 11 สิงหาคม 2560 / 19:24
    ชอบมากๆๆๆๆๆตามมาจากเรื่องน้องกัน มาต่อเร็วๆนะ
    #59
    0
  13. #58 pinglang (@pinglang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2560 / 19:40
    ลิงยังต้องขอคาระวะแก่เหม่ยเซียน 5555
    #58
    0
  14. #57 Praoduan (@jaejoong_love) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2560 / 16:59
    เหมยน้อยน่ารักจริงๆ
    #57
    0
  15. #56 Inn1427 (@Inn1427) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 17:09
    กอดเจ้บ้างสิ
    #56
    0
  16. #55 080863xxxx (@080863xxxx) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 8 สิงหาคม 2560 / 13:27
    น่าร้ากกกก
    #55
    0
  17. #51 Inn1427 (@Inn1427) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2560 / 09:33
    เพิ่งมาเจอเสี่ยวเหมย ยินดีที่ได้พบนะตัวป่วน
    #51
    0
  18. #50 Praoduan (@jaejoong_love) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 22:31
    มาช้าดีกว่าไม่มาจร้า...รอจร้า...
    #50
    0
  19. #49 Crazy You (@poppy-fang) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 08:40
    เด็กน้อยเมืองหลวงวุ่นนนนนน 5555555
    #49
    0
  20. #48 คุณหญิง Ma-E (@hana-yuki) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 22:46
    เย้!! เดาถูกด้วย จวี๋ฮวาเจี่ยเจี่ยออกโรงแล้วววววว
    #48
    0
  21. #47 คุณหญิง Ma-E (@hana-yuki) (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 09:06
    คนที่เรียกใช่บรรดาเจี่ยเจี่ยหรือเปล่าเอ่ย
    #47
    0
  22. #46 แกงส้ม (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2560 / 07:05
    ใครเรียกเหมยเอ่ย
    #46
    0