[AU Fic K][sarumi]The Witch

ตอนที่ 2 : Chapter 1 : 1 day in winter

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 456
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    8 มิ.ย. 60

Chapter 1 : 1  day in winter

 

 

 

เจ็บ…” ร่างเล็กคำรามเบาๆ ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้าเผยดวงเนตรสีอำพันคู่งาม ก่อนจะเบิกโพลงตกตะลึง เมื่อเบื้องหน้าเธอกลายเป็นทะเลเพลิงสีแดงฉาน เผาไหม้ทุกสิ่งอย่างเป็นจุลจนไม่เหลือเค้าหมู่บ้านที่เคยเติบโตมาตั้งแต่จำความได้

“มันมาแล้ว!!อ๊ากกกกกกกกกกกกกก!!!

 

ตูม!!!!ตูม!!!!!!!!!

 

ระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวจนแผ่นดินสะเทือน เปลวเพลิงสีแดงสลับสีสว่างวาบเป็นระยะพร้อมด้วยเสียงกรีดร้องของเหล่าหญิงสาว ทุกคนที่รู้จัก ทุกคนที่รัก บ้านทุกหลัง ร้านค้าทุกแห่งมอดไหม้ไม่มีชิ้นดี

มิซากิ!!!ลุกเร็วเข้า!!!” สตรีวัยกลางคนเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงมัดรวบวิ่งถลาเข้ามาพยุงเด็กสาวขึ้นจากพื้น

“ม..แม่? เกิดอะไรขึ้น?” ยาตะ มิซากิถามมารดาที่หน้าตาหวาดผวาตื่นกลัวบางสิ่ง..บางสิ่งที่มาพร้อมกับเปลวเพลิงสีน้ำเงิน

“ไม่มีเวลาอธิบาย ต้องรี—“

 

 

ฉัวะ!!!!!!!!!!!!!

 

ผู้เป็นแม่หัวหลุดออกจากบ่าทั้งที่ยังกล่าวไม่จบ ใบหน้าของเธอแทบไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าบัดนี้หาได้มีชีวิตอีกแล้ว เลือดสาดกระเซ็นเลอะทั่วทั้งหน้าลูกสาวเพียงคนเดียว

แม่!!!!!!!!!!!” เครื่องราชย์สีแดงทรงเกียรติปักตราสัญลักษณ์แห่งเผ่าโฮมุระที่สวมใส่เพื่อเลื่อนยศเข้ารับการเป็นองค์รักษ์มอมเลอะเขม่าควันเผาไหม้จากเปลวเพลิงยังไม่อาจเท่าความเจ็บปวดที่ต้องสูญเสียมารดาไปต่อหน้าต่อตา ไม่อาจเอื้อมมือได้ทันสัมผัสร่างไร้วิญญาณของมารดา เพลิงสีน้ำเงินเข้าแผดเผาเสียหมดสิ้นกลายเป็นเถ้าธุลีต่อหน้าต่อตา ฝีเท้าที่ย่างก้าวหลังม่านควัน ฆาตกรชั่วที่บุกรุกเข้ามาทำลายหมู่บ้าน สังหารแม่มดเผ่าโฮมุระ ฆ่าพี่ ฆ่าน้อง ฆ่าเพื่อน ฆ่าคนที่เคารพรัก และฆ่าแม่ของเธอ ยาตะกัดฟันจนเลือดออกเนตรกลมโตวาวโรจน์หมายจะสังหาร ด้วยพละกำลังที่มีรวบรวมเปลวเพลิงสีแดงลุกโชนไว้ในมือระเบิดพลังพุ่งเข้าใส่!!!

 

ไอ้สารเลว!!!!!!!”

 

 

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

ถูกสกัดไว้ได้ ม่านควันกระจายสลายหายไปตามกระแสลม เผยให้เห็นบุคคลปริศนา บุคคลที่ยาตะ มิซากิ ก็คาดไม่ถึงและไม่เคยคิดว่าจำกระทำเรื่องโหดร้ายเช่นนี้ได้

 

“เป็นไป..ไม่ได้……

 

ม่านบาเรียสีฟ้ากางกั้นสลายพลังของเธอด้วยอาวุธมีดที่ปักจุดลงพื้น พลังไฟที่มีไว้ปกป้องชายหนุ่มวัย 15 ปี เรือนผมสีดำเข้มล้ำลึกกับดวงเนตรสีฟ้าเข้มอมควันบุหรี่ ดวงตาที่ให้ความรู้สึกเหมือนมหาสมุทรกว้างใหญ่ตามได้สบมอง ดวงตาที่แสนเย่อหยิ่งแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนหากได้สัมผัสอย่างใกล้ชิดบัดนี้กลับเย็นชาเหลือเกิน

 

คนที่ไว้ใจที่สุดทำไม?

 

“ซารุฮิโกะ….

 

.

.

.

 

ห้ะ!!!!”  ยาตะ มิซากิ สะดุ้งโหยง นอนหายใจหอบหนักอยู่นานก่อนจะผ่อนลงช้าๆเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เมื่อได้สติชัดเจนจึงกวาดมองไปรอบกาย เธอยังอยู่ในรถม้าที่คับเคลื่อนไป ทว่า..กลับไม่พบเงาร่างของนักล่าค่าหัว โซ่ตรวนที่ล่ามเอาไว้ยังคงทิ้งซากถูกเผาละลายตระกองไว้ที่พื้น ส่วนตัวเองนอนอยู่บนเก้าอี้ยาวสีตุ่น

ฝันอีกแล้ว..” แม่มดสาวกล่าวเสียงสั่น ค่อยๆหยัดกายลุกขึ้นก็ต้องมีอันนิ่วหน้ากับความเจ็บแปลบช่วงล่าง ยาตะกัดฟันฝืนตัวเองขึ้นมาจนนั่งได้สำเร็จและพบว่าร่างกายถูกคลุมไปด้วยโค้ทขนสัตว์สีดำตัวหนา

ฉัน….ฉันถูกคนทรยศ…”  มือเล็กกำหมัดแน่น ความทรงจำลอยเข้ามาในหัว เธอโดนกระทำในสิ่งที่ที่เรียกว่าขืนใจจากสหายที่ทรยศหมู่บ้าน ทรยศพี่น้องร่วมสาบาน กวาดล้างทุกสิ่งด้วยเพลิงสีน้ำเงินและ..

 

มือเลื่อนไปลูบตราสัญลักษณ์บนอกซ้าย แผลเป็นนูนที่ปรากฏมาใหม่ยิ่งตอกย้ำให้เธอรู้สึกด้อยค่าขึ้นไปกว่าเก่า ตาสีทองรื้อชื้น เธอรีบยกนิ้วปาดลวกๆก่อนที่น้ำตาจะไหล

 

 

 

สัญญาทาสที่มนุษย์คิดค้นเพื่อกระทำการกดขี่แม่มดให้ตกใต้อาณัติ

การสูญสิ้นซึ่งอิสรภาพและศักดิ์ศรี

 

 

กึง!!!

 

รถม้าจอดสนิทหยุดอยู่กับที่ ฝีเท้าที่ย่างก้าวมาใกล้ฉุดดึงให้ยาตะกลับมาคิดถึงสถานการณ์ปัจจุบัน  ทันทีที่ประตูเปิดออกไอเย็นแห่งสายลมหนาวพัดอู้เข้ามาปะทะร่างจนร่างกายของแม่มดสาวต้องสั่นระริก ฟุชิมิจ้องมองร่างเล็กๆที่กอดเข่าคุดคู้ตัวลีบอยู่มุมที่นั่งโซฟาตัวยาวในรถด้วยสายตาเรียบนิ่งเมื่อเขาก้าวเข้าใกล้ยื่นมือหมายจะแตะต้อง หญิงสาวเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงแสดงท่าทีต่อต้านด้วยการแยกเขี้ยวขู่ ตาสีอำพันทอประกายดุดันจ้องตอบไม่วางตา

 

ดวงเนตรที่เคยอบอุ่นยามรักใคร่ เป็นดวงเดียวที่ร้อนแรงแผดเผายามชิงชัง

 

เกลียดฉันสินะ ฉันก็เกลียดมิซากิเหมือนกันบุรุษผมสีดำเป๋ปัดย่างสามขุมกระชากข้อมือแดงช้ำรอยโซ่ บีบบังคับให้ลุกจากที่นั่ง โดยไม่สนว่าอีกฝ่ายว่าจะเจ็บปวดเพียงใดกับผลการกระทำที่เขาก่อเอาไว้เมื่อวาน

 

 

นึกว่าอีกฝ่ายจะต่อต้าน แต่เพียงชั่วเสี้ยววินาที..ดวงเนตรสีอำพันฉายแววสั่นไหว

 

 

มิซา-“

“ทำไม..ทำไมแกถึงทำอย่างนี้….ทั้งที่ทุกคนก็ดีกับแก.. คำถามที่ค้างคาใจมาตลอด 5 ปี ตลอดเวลาที่เธอต้องเร่ร่อน ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่มีครอบครัวมาปลอบโยน คอยหลบซ่อนจากมนุษย์ที่เปี่ยมไปด้วยความเกลียดชังและละโมบที่ต้องการตักตวงความสามารถของเหล่าแม่มดและความลับในฐานะแม่มดคนสุดท้ายของเผ่าสาบสูญเพียงหนึ่ง ที่ทั่วทั้งโลกต่างพากันตราหน้าว่าเป็นที่สุดแห่งความชั่วร้าย

 

เสียใจและไม่เข้าใจกลายเป็นความสับสน

 

 

“………….”

“………….”

เพราะ…”

“…………”

ฉันขยะแขยง โดยเฉพาะเผ่าโฮมุระ น่าขยะแขยงเข้าไส้! สกปรกโสโครกยิ่งกว่าเชื้อโรคในหนองน้ำเน่า สมควรแล้วที่จะตายด้วยน้ำมือฉัน!!” คำตอบอันแสนโหดร้ายเปี่ยมด้วยน้ำเสียงที่รังเกียจเดียดฉันท์เห็นได้ชัด

ดูนี่สิ มิ ซา กิ! รอยสักที่มิซากิทำให้ ฉันเป็นคนเผาตราอันน่าภาคภูมิใจของเธอด้วยมือของฉันเอง!!”  ดวงหน้าหล่อเหลาแหวกสาบเสื้อออกเผยให้เห็นรอยสักรูปเปลวเพลิงสีแดง สัญลักษณ์แห่งโฮมุระที่ถูกแผดเผาจนแทบไม่เหลือเค้า ทั้งเกาทั้งขูดจนเละเป็นแผลเป็นอันน่าอดสู

“แก!!!!!!!ไอ้ลิงเนรคุณ!!!!!!!!”  หมัดเพลิงสีแดงพุ่งตรงเข้าหมายต่อยหน้าอีกฝ่าย

นั่งลง

 

 

ตึง!!!!!!!!!!!

 

 

เปลวเพลิงสีแดงสลายหายไป แม่มดร่างเล็กทรุดหวบลงไปนั่งกองกับพื้นที่เต็มไปด้วยหิมะ ไม่ว่าเธอจะใช้พละกำลังที่มีพยายามฝืนหยัดกายลุกขึ้น  ทว่า..ก็ไม่อาจทำได้

“บ้าเอ๊ย!!” รอยแผลเป็นไม้กางเขนที่ตีตราลงบนอกซ้ายทับรอยสักโฮมุระ ส่องแสงเรืองรองเป็นสีน้ำเงิน กดดันให้ร่างกายของเธอหนักอึ้งอย่างคาดไม่ถึง

“เป็นแค่ทาสอย่าคิดพยศให้มาก ต่อให้เป็นเผ่าโฮมุระก็ไม่มีทางต่อต้านเวทย์พันธะสัญญาได้หรอก ทางที่ดีทำตัวฉลาดโดยการเป็นหมาเชื่องๆให้ฉันจะดีกว่า

 

 

เวทย์พันธะสัญญาจักเกี่ยวพันคู่สัญญาไว้จนตราบชั่วฟ้าดินสลาย

อาคมเวทย์ที่มนุษย์คิดค้นเพื่อเอาชนะแม่มดโดยเฉพาะ หลังผ่านพ้นยุคมรกตทมิฬเมื่อ 100 ปีก่อน

ปกป้องมนุษย์จากพลังของแม่มด โดยการจับแม่มดมาเป็นทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์

 

 

ช่างเป็นเวทย์มนต์แห่งความอัปยศที่เหล่าแม่มดไม่พึงปรารถนา เป็นสิ่งที่แม่มดล้วนอย่างจะหลบหนีไปให้ไกล ซ่อนตัวในเงามืดไม่ออกมาสู่โลกภายนอกหากไม่มีความจำเป็นใดๆ แต่ว่ามนุษย์ก็ยังเปี่ยมไปด้วยความโลภ จากปกป้องเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นต้องการจึงได้เกิดการล่าแม่มดอย่างต่อเนื่องมายาวนานนับ 100 ปี ยาตะ มิซากิ รู้ข้อนั้นดีแต่ก็ไม่คาดคิดว่า ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ จะกล้าทำร้ายเธอถึงขั้นนี้

 

 

เวทย์มนต์ที่ทำให้สัญลักษณ์แห่งชั่วร้ายกลายเป็นเพียงชนชั้นต่ำที่ยิ่งกว่าเศษดิน

 

 

นั่งอยู่กับพื้นนานจนเข่าแดงช้ำ ไอเย็นของเกล็ดน้ำแข็งปุยนุ่มบนพื้นหากัดกินลึกไปถึงกระดูกเข่าจนแม่มดสาวสั่นไปทั้งร่าง นั่งจนในที่สุด ฟุชิมิขยับปากถอนคำสั่ง ยาตะจึงได้อิสรภาพกลับมาควบคุมร่างกายด้วยจิตสำนึกของตัวเองอีกครั้ง เธอล้มไปนอนกองกับพื้น ขยับขาไม่ได้เนื่องจากแช่เย็นมาเป็นเวลานานหลายชั่วโมง เป็นเหตุให้ฟุชิมิต้องลงไปนั่งคุกเข่าแล้วสอดมือข้างลำตัวเพื่ออุ้มหญิงสาว แม้ว่าจะหมดฤทธิ์หมดแรงในการต่อต้าน คนในอ้อมแขนยังส่งสายตาก้าวร้าวดุดันใส่คนหนุ่มสวมแว่นทรงเหลี่ยมตลอดเวลาตั้งแต่เปิดประตูเข้าบ้านจนไปถึงห้องนอนที่อยู่บนชั้นสอง

 

ฟุชิมิวางยาตะลงบนเตียงเดี่ยวอย่างเบามือ เบาจนไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่ข่มขืนเธอในป่าสนเมื่อวาน ใบหน้าหวานกวาดสำรวจมองห้องเล็กๆที่โล่งเตียน แทบไม่มีอะไรนอกจากเตียงนอนติดกับโต๊ะหัวเตียงที่มีโคมไฟหลอดไส้รูปทรงเรียบง่ายและตู้เสื้อผ้าไม้ขนาดกลาง ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยรวมห้องก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง

“นิสัยรักความสะอาดยังเหมือนเดิม” ยาตะพึมพำ ทว่า..ดังพอที่ฟุชิมิจะได้ยิน “จำได้ด้วยเหรอ เห็นทุกทีความจำสั้นจะตาย”

“เหอะ ก็ไม่ได้อยากจำเรื่องของคนทรยศนักหรอก” ยาตะตะแคงตัวหันหน้าหนีอีกฝ่ายเข้ากำแพง กำแพงเก่าๆแถมมีรอยปูนร้าวบ่งบอกความเก่าของบ้านหลังนี้อันเป็นที่อยู่อาศัยปัจจุบันของฟุชิมิ ซารุฮิโกะยังน่ามองยิ่งกว่าเสียอีก

“อย่ามาเมินฉัน มิซากิ”

……”  

มือแกร่งกำหมัดแน่น ฟูกยวบยุบตามแรงกด ยาตะรับรู้ถึงอันตรายที่พุ่งเข้ามาปะทะหลัง เหงื่อกาฬไหลย้อยท่วมหน้าทั้งที่ฤดูกาลนี้เข้าสู่หน้าหนาว แต่แล้วเสียงเคาะประตูดังจากชั้นล่างทำให้เงาดำที่กำลังคืบคลานเข้ามาด้วยประสงค์ร้ายกับเธอต้องชะงักนิ่งและล่าถอยไปพร้อมทิ้งท้ายเสียงเดาะลิ้นไม่พอใจก่อนออกไปจากห้องนอน

 

ก๊อกๆ

 

ประตูเปิดออกหลังจากเสียงเคาะประตูอยู่นานสองนาน ในที่สุดก็เปิดออกโดยเจ้าของบ้านที่มีท่าทีขุ่นเคืองรำคาญใจอย่างสุดแสน รำคาญเสียจนลูกน้องชั้นผู้น้อยกลัวว่าอาจจะโดนอีกฝ่ายกระทืบเอาเสียอย่างนั้น

อะไรอะคิยามะ

หัวหน้าเรียกพบฟุชิมิซังครับชายหนุ่มในเครื่องแบบสีน้ำเงินคาดดาบไว้ที่เอวและสวมทับด้วยเสื้อขนสัตว์สีน้ำตาล เรือนผมสีเขียวครามปิดตาขวาเผยเพียงเนตรสีมรกตข้างเดียวรายงานสาเหตุการเข้ามารบกวนเวลาส่วนตัวของอีกฝ่าย

“จิ๊ หูตานรกซะจริงเขาบ่นงึมงำ

อะไรนะครับ?”

เปล่า ฉันจะไปเปลี่ยนชุดเครื่องแบบ รออยู่ข้างนอกพูดจบก็ปิดประตูกระแทกใส่หน้าลูกน้องอย่างไม่ยี่หระใดๆ ด้วยแรงสะเทือนเมื่อครู่นำพาให้กองหิมะบนหลังคายังหล่นใส่กลางหัวอีกฝ่ายเข้าเต็มๆ ภาพที่เกิดขึ้นอยู่ในการสังเกตการณ์ของดวงเนตรสีอำพันที่แอบมองจากช่องม่านสีขาวติดหน้าต่างบนชั้นสอง ยาตะสบถคำรามต่ำเมื่อได้ยินฝีเท้าคุ้นเคยย่างก้าวขึ้นบันได เธอรีบกระเสือกกระสนใช้แรงกายที่พึ่งฟื้นตัวได้เล็กน้อยกลับไปนอนที่เตียงในท่าเดิม

 

แอ๊ด!!!!

ประตูห้องนอนเปิดออก ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ เดินอาดๆเข้ามา เนตรสีครามอมควันบุหรี่เหลือบมองร่างที่นอนหลับใหลบนเตียงเพียงครู่หนึ่งแล้วเมินออกไปเปิดตู้เสื้อเสื้อคว้าเอาชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินที่แขวนไว้ในตู้ออกมาสวมใส่ เสียงถอดเปลี่ยนชุดดังเป็นระยะสร้างความฉงนและใคร่รู้แก่แม่มดร่างเล็ก ดวงเนตรสีอำพันค่อยหรี่ตาขึ้นมามอง

“!!!!!!!!!!” คาดไม่ถึงว่าคนหนุ่มสวมแว่นจะโผล่หน้ามาในระยะประชิดขณะที่เจ้าตัวกำลังคิดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านใน

เดี๋ยวนี้หัดถ้ำมองแล้วเหรอ มิ ซา กิ

บอกว่าอย่ามาเรียกชื่อต้นฉัน!!เอาหน้าออกไปไกลๆซะ!!!” แม่มดเรือนผมสีน้ำตาลอมแดงซอยสั้นคลอเคลียคอดันอกชายหนุ่มให้ถอยออก ทว่า..เรี่ยวแรงที่มีเพียงเล็กน้อยและยังไม่ฟื้นฟูเต็มที่ คนโดนผลักจึงเซห่างออกไปเล็กน้อยเท่านั้น ฟุชิมิหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะยียวนกวนประสาทใส่หญิงสาวตัวเล็กบนเตียงยิ่งตอกย้ำให้รู้ว่าตัวเธอนั้นช่างบอบบางเพียงใด

 

 

อัญมณีสีอำพันสวยทอประกายคั่งแค้น เฉกเช่นเปลวเพลิงสีแดงร้อนแรงของเจ้าตัว

แผดเผาหัวใจของบุรุษให้ร้อนเร้าจนอยากขยี้ให้มอดไหม้ใต้กายา

  

 

ฉันจะออกไปข้างนอก ทำตัวดีๆอยู่ที่นี่ซะ ยังไงมิซากิก็หนีฉันไปไม่พ้นอยู่ดีฝ่ามือหนายื่นเข้าไปหมายสัมผัสพวงแก้มใส แต่เธอกลับปัดทิ้งออกอย่างไม่ใยดี การปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยทำให้ฟุชิมิฉุนกึก อารมณ์ที่เกือบจะดีดิ่งลงสู่ความขุ่นมัวและแสดงออกโดยการบีบคางมนกระชากให้เข้ามาสบตาตรงๆ

 

อย่าเมินฉัน

 

เสียงเย็นชาดุดัน เย็นยะเยือกเทียบเท่าไอเย็นในฤดูกาลเหมันต์ แต่ยาตะรู้สึกได้โดยสัญชาติญาณว่าภายใต้ความเยือกเย็นที่ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ มี เต็มไปด้วยพายุหิมะกรรโชกพร้อมพังพินาศทุกสิ่งหากถูกขัดใจเข้า 

 

น่ากลัว

 

ยาตะไม่อยากจะยอมรับว่าตัวเธอแข็งทื่อไม่กล้าละสายตาคู่คมกริบสีครามอมควันบุหรี่ ดวงตาหลังแว่นกรอบเหลี่ยมสีดำที่เธอสบมองมาตลอดตั้งแต่รู้จักกันครั้งแรก แววตาที่แปรเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนในคืนที่เผ่าโฮมุระถูกโจมตี

 

 

เปลี่ยนไปหรือเป็นมาตลอด

ไม่เข้าใจ

 

 

ดีริมฝีปากหนาบดเบียดริมฝีปากเล็ก โดยไม่สนเจ้าตัวที่พยายามเบือนหน้าหนีต่อต้าน ยิ่งขัดขืนเขายิ่งออกแรงบีบมือ บีบบังคับให้หันหน้ามารับจูบเขาตรงๆ ควานเข้าไปหารสหวานที่อบอุ่นดั่งเกสรดอกไม้แรกแย้มสมชื่อของเจ้าตัว รสหวานที่ไม่ว่าจะลิ้มลองกี่ครั้งก็ไม่เคยสร้างความเบื่อหน่าย

เมื่อจูบจนสาแก่ใจจึงถอยออก ร่างสูงหยิบเสื้อขนสัตว์สีดำสวมทับเครื่องแบบสีน้ำเงินเป็นอย่างสุดท้ายและเดินตรงไปยังประตูห้องนอน มือหนาบิดกลอนออกและแง้มเปิดประตู เท้าที่สวมบู๊ทดำสูงกำลังจะก้าวข้ามพ้นเขตห้องนอนกลับต้องชะงักฝีเท้าลง

 

แกน่าจะฆ่าฉันให้ตายตั้งแต่วันนั้นยาตะ มิซากิ แม่มดที่มักตะโกนเสียงดังโหวกเหวกโวยวายเป็นนิสัย กลับเอ่ยเอื้อนคำถามด้วยเสียงแผ่วเบาสั่นเครือ แกบอกว่าแกเกลียดโฮมุระ แล้วทำไม..ถึงปล่อยให้ฉันมีชีวิตอยู่..”

 

คนโง่อย่างมิซากิไม่มีวันเข้าใจหรอก….”

 

ฝีเท้าย่ำห่างไกลออกไปจนไม่ได้สามารถได้ยินได้อีก ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ออกไปจากบ้านแล้ว ทิ้งแม่มดเผ่าโฮมุระคนสุดท้ายเอาไว้เพียงลำพัง ปลายนิ้วแตะลงบนริมฝีปากที่บวมเป่งขึ้นทั้งมือสั่น นึกย้อนถึงคำตอบที่จิกกัดระดับมันสมองของเธอแทนที่จะเป็นคำตอบที่ตรงคำถาม  

 

เราสองคนรู้จักกันจริงๆเหรอ…..” น้ำตาคลอเบ้า ยาตะรีบยกมือเช็ดออกลวกๆ เช็ดก่อนที่จะไหลรินตอกย้ำความเจ็บปวดในใจ เธอกายลงนอนตะแคงบนเตียงเดี่ยวเรียบง่าย กลิ่นกายของฟุชิมิอบอวลไปทั่วห้องโดยเฉพาะบนที่แห่งนี้ กลิ่น..ที่ทำให้เธอรู้สึกปวดใจและแขยงไปในเวลาเดียวกัน

 

 

 

ซารุฮิโกะ บ้านที่ไม่มีคนรอไม่สมควรให้กลับหรอก

ยินดีต้อนรับสู่เผ่าโฮมุระ ที่นี่คือบ้านใหม่ของแก เราจะโตไปด้วยกันที่นี่ เล่นกันที่นี่ กินอยู่กันที่นี่ มากันเถอะซารุฮิโกะ

อืม!! ขอบใจนะมิซากิ

 

พวกเราเจอกันตอนอายุ 8 ขวบ ในตอนนั้น ยาตะ มิซากิ แอบหนีลงเขามาเล่นในเมืองของมนุษย์ตามประสาเด็กอยากรู้อยากเห็นและซุกซนและได้พบเจอกับฟุชิมิ ซารุฮิโกะ มนุษย์ที่โดนพ่อแม่ทิ้งขว้างไม่ดูแลเอาใจใส่  จากการพูดคุยและได้เล่นกันหลายๆอย่างทำให้ต่างคนต่างเปิดใจเป็นเพื่อนสนิทในที่สุด เธอรู้เรื่องปัญหาทางครอบครัวของอีกฝ่ายจึงตัดสินใจยื่นมือไปช่วยเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันเข้ามาในหมู่บ้าน ฝ่าฝืนกฎของแม่มดที่ว่าห้ามมนุษย์ย่างกรายเข้ามาในสถานของเหล่าแม่มด

 

โชคดีที่คนในเผ่าพอได้รับฟังคำอธิบายและวอนขอของเธอ จึงยอมอะลุ่มอล่วยให้ฟุชิมิเข้ามาอาศัยในเขตแดนของเผ่าโฮมุระหากแต่ว่า..หลายปีต่อจากนั้นในวันที่ยาตะ มิซากิอายุครบ 15 ปี ทุกอย่างที่สวยงามก็ดับสูญ ด้วยน้ำมือของ ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ

 

 

จากรุ่นสู่รุ่น คำสอนสั่งในมวลหมู่แม่มดกล่าวไว้ว่า จงอย่าไว้ใจมนุษย์

 

 

สุดท้ายแกก็เป็นเหมือนมนุษย์พวกนั้น ฉันมันโง่เองที่เชื่อใจแก ไอ้คนทรยศ มือทาบบนอกซ้าย แตะรอยสักตราสัญลักษณ์ของเผ่าโฮมุระที่ติดตัวมาแต่กำเนิด รอยสักที่ไม่อาจลบล้างได้อันแสนภูมิใจถูกบดขยี้เสียหมดสิ้นด้วยอาคมเวทย์พันธะสัญญา ก่อนจะทุบกำปั้นลงบนเตียงบันดาลโทสะอย่างเดือดดาล

 

ผิดเองที่ไว้ใจ จึงต้องเจ็บปวดเช่นนี้

 

 

.

.

.

 

รถม้าขับเคลื่อนล้อไปตามถนนปูอิฐในตัวเมืองชิสุเมะ เมืองหลวงที่ตั้งเป็นศูนย์กลางของเหล่ามวลมนุษยชาติ หนาแน่นไปด้วยอาคารบ้านเรือนที่แออัดและร้านค้ามากมายเทียบข้างตลอดเส้นทาง เช้านี้ยังคงสดใส เหล่าพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านเร่ขายของเรียกลูกค้าที่เดินไปมาริมถนนด้วยเสียงดังโฉ่งฉ่างไม่ได้เกรงใจร้านข้างๆแต่อย่างใด ทั้งหมดที่เกิดขึ้นสะท้อนในดวงตาสีครามเข้าหลังแว่นตาทรงเหลี่ยมกรอบดำ ฟุชิมิเดาะลิ้นรำคาญใจระหว่างทอดสายตามองวิวทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยผู้คนเอะอะมะเทิ่งวุ่นวายในยามเช้า อาการขมุกขมัวทำเอาลูกน้องที่มารอรับพร้อมรถม้าในสังกัดของเซปเตอร์ 4 ถึงกับเหงื่อไหลไคลย้อยสวนทางกับอากาศหนาวเย็น

ฟุชิมิซัง ดื่มกาแฟร้อนก่อนไหมครับอะคิยามะ ฮิโมริ รินกาแฟดำสีเข้มอย่างบรรจงใส่ถ้วยชากระเบื้องเคลือบส่งให้ให้ทันทีที่อีกฝ่ายพยักหน้าตอบตกลง มือหนารับกาแฟจากอีกฝ่ายมายกดื่ม ด้วยสภาพอากาศที่หนาวจัดจึงทำให้กาแฟร้อนลดอุณหภูมิลงเป็นอุ่นในระดับดื่มได้กำลังดี ท่าทีหงุดหงิดค่อยๆคลายตัวลง บรรยากาศอึกครึมก็คลายตามไปด้วย คนหนุ่มเรือนผมสีเขียวครามลอบถอนหายใจโล่งอก  

แม่มดของนายไม่มาด้วยเหรอ?” ฟุชิมิถาม

เธอตายแล้วครับ”   อะคิยามะตอบด้วยเสียงปกติ น้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความเสียใจเจือปนในนั้น ฟุชิมิจ้องมองใบหน้าครึ่งซึกของคนหนุ่ม ดวงหน้าและท่าทีสุภาพท่าทางเห็นอกเห็นใจผู้อื่นจนบางครั้งก็เรียกว่าใจดีเกินไปด้วยซ้ำ มีความเมตตาให้กับทุกสิ่งเว้นแม่มด

 

 

นายควรหัดใช้ให้ทนมือยาวๆซักคนฟุชิมิเตือนลูกน้องตัวเองพลางจิบกาแฟรสขมปร่าแต่อยู่ในระดับความเข้มข้นที่เขาชอบและทำให้รู้สึกสดชื่นได้ อะคิยามะยกยิ้มบางระหว่างจับช้อนคนกาแฟในถ้วยตัวเองไปมา ดวงเนตรสีเข้มจดจ้องเงาสะท้อนของตนบนผิวกาแฟดำก่อนจะเงยหน้าขึ้นไปสบตาหัวหน้าระดับ 3 ของตน

“ทุกคนที่มาทำงานกับเซปเตอร์ 4 ล้วนได้รับเรื่องเจ็บปวดจากแม่มดทั้งนั้น สำหรับแม่มดจะหน้าไหนก็เหมือนๆกันล่ะครับเขาตอบทั้งสีหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน “ถึงผมจะไม่รู้ว่าฟุชิมิซังเจออะไรมา แต่ผมว่าฟุชิมิซังก็เกลียดชังแม่มดเหมือนพวกเรานะครับ

อย่ามาคิดแทนฉันฟุชิมิจิบกาแฟต่อแล้วทอดสายตามองวิวนอกหน้าต่าง มองท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหนา จนแสงแดดส่องไม่ถึง จึงไม่อาจละลายหิมะมากมายก่ายกองบนพื้น เว้นเสียแต่ไออุ่นจากคบเพลิงและตะเกียงที่จะสามารถหลอมละลาย

 

 

ฤดูกาลเหมันต์อันหนาวเหน็บ เฉกเช่นเดียวกับวันนั้นในความทรงจำเมื่อ 5 ปีก่อน

เกล็ดหิมะสีพิสุทธิ์ที่โรยรา ร่วงหล่นสู่เปลวเพลิงสีแดงฉานอันน่าสะพรึง

ถูกดับลงด้วยเพลิงสีน้ำเงินที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

 

 

 

รถม้าเดินทางมาถึงตึกสีขาวสูงเสียดฟ้าขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมงดงามวิจิตรที่ยังคงกลิ่นอายยุคสมัยเรเนซองส์บ่งบอกความยิ่งใหญ่สมเป็นตึกบัญชาการของกรมเซปเตอร์ 4 ตำรวจหน่วยพิเศษที่ก่อตั้งขึ้นจากรัฐบาลให้คอยจัดการปราบปรามทุกคดีที่เกี่ยวกับเวทย์มนต์โดยตรงและเป็นผู้ที่มีสิทธิ์ในการถือครองแม่มดเป็นคู่สัญญาอย่างถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ในการปฏิบัติภารกิจต่างๆ  รถม้าที่ฟุชิมิและอะคิยามะโดยสารมาวิ่งผ่านประตูรั้วเหล็กดัดเป็นลวดลายวิจิตรสวยงามเข้าไปข้างใน ผ่านสวนที่ตัดแต่งกิ่งต้นไม้อย่างงดงามจนไปถึงลานจอดรถม้า พวกเขาทั้งสองก้าวลงจากรถม้าโดยมีคนขับรถม้าในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินสำหรับระดับชั้นพนักงานขับรถเปิดประตูให้

 

 

จิ๊ ยังวุ่นวายน่ารำคาญเหมือนเดิมร่างสูงเรือนผมดำเซทข้างบ่นงึมงำกับบรรยากาศในศูนย์บัญชาการเต็มไปด้วยหนุ่มสาวในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเดินกันให้กวักไกว และทุกคนล้วนมีหญิงสาวทุกวัยวุฒิคอยติดตามช่วยงานไม่ห่างหาย ดวงเนตรสีเข้มเหลือบสังเกตลูกน้องของตนที่ชักสีหน้าเย็นชายามมองผู้หญิงเหล่านั้น

 

 

พวกเธอคือแม่มดที่ยอมตกลงพันธะสัญญากับมนุษย์

 

 

ถ้าเกลียดแม่มดขนาดนั้น ไม่จำเป็นต้องหาแม่มดมาใช้งานก็ได้

ไม่ไหวหรอกครับ ผมไม่เก่งเท่าฟุชิมิซัง ท่านรองกับหัวหน้าหรอกครับ อะคิยามะตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มให้เขา ตลอดการเดินทาง จนในที่สุดบุรุษทั้งคู่หยุดลงอยู่ที่เชิงบันไดหินอ่อน

หัวหน้ารออยู่ที่ห้องบัญชาการ ผมขอตัวก่อนนะครับ ชายหนุ่มสูงน้อยกว่าเขาเดินหายเข้าไปยังประตูห้องยื่นคำร้อง เมื่อประตูปิดลงก็เริ่มมีเสียงจับกลุ่มนินทาถึงลูกน้องที่เดินทางมาตามเขาแทนผู้บัญชาการแห่งเซปเตอร์ 4 เสียงซุบซิบดังระงมดั่งแมงเม่าเป็นระยะๆอย่างแผ่วเบา แต่ก็พอให้ฟุชิมิจับฟังรู้เรื่องรู้ราว

 

อะคิยามะมายื่นคำร้องขอใช้แม่มดอีกแล้ว พึ่งขอไปเมื่ออาทิตย์ที่แล้วเองไม่ใช่เหรอ

ไม่รู้แม่มดตัวไหนจะโชคร้ายเป็นรายต่อไป ว่ากันว่าหมอนั่นเกลียดแม่มดมากเลยนี่ ฉันเคยได้ยินมาว่าครอบครัวของอะคิยามะโดนแม่มดบุกเข้าฆ่าแล้วชำแหละทำพิธีกรรม เว้นหมอนั่นที่รอดชีวิตมาได้คนเดียว

ต้องฝังใจหนักขนาดไหนถึงได้พาลเกลียดแม่มดทุกตัวบนโลกขนาดนี้

 

ชายหนุ่มเรือนผมดำเลือกที่จะเมินการสนทนาที่เรียกว่าการนินทาของหน่วยงานฝ่ายเอกสารและเขาก็ไม่คิดที่จะเอาไปเล่าให้ลูกน้องฟังด้วย ไม่ใช่กงการอะไรของเขา ที่จริงก็แทบจะไม่สนใจทำมิตรกับใครด้วยซ้ำในที่ทำงาน หน้าที่ของฟุชิมิ ซารุฮิโกะที่มายืนอยู่เป็นหนึ่งในสมาชิกของเซปเตอร์ 4 คือการทำงานเท่านั้น ในตอนนี้งานของเขาก็คือการเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนสุดของศูนย์บัญชาการเพื่อเข้าไปหาผู้บังคับบัญชาสูงสุด

 

 

ก๊อกๆ

 

เชิญครับสิ้นคำอนุญาตของเจ้าของห้องผู้มีนามตรงตามป้ายทองคำที่สลักชื่อไว้ด้วยตัวอักษรสีดำอย่างงดงามว่า มุนาคาตะ เรย์ชิ  ฟุชิมิจึงเปิดประตูที่สลัดลวดลายสวยงามกว่าประตูทุกบานเข้าไป  ในห้องสี่เหลี่ยมกว้างขวางกว่าทุกห้องทำงานในตึก แบ่งโซนฝั่งซ้ายปูเสื่อทาทามิจัดเป็นซุ้มชงชาเล็กไว้สำหรับรองรับแขกแทนที่จะเป็นโซฟาหนังราคาแพงแทน

“ไม่เจอกันเกือบเดือนเลยนะครับฟุชิมิคุง กลับมาทั้งทีไม่คิดจะเข้ามาทักทายหัวหน้าหน่อยเหรอครับร่างสูงโปร่งเรือนผมสีไพลินเช่นเดียวกับสีตาคู่คมหลังแว่นทรงเหลี่ยมไร้กรอบนั่งประสานมือ ยกยิ้มละมุนทักทายจากโต๊ะทำงานไม้สัก ข้างกายเขามีสตรีเรือนผมสีทองมัดรวบมวยเอาไว้เรียบร้อยในชุดเครื่องแบบสีน้ำเงินเข้ารูปที่เห็นทุกสัดส่วนยืนตัวตรงอย่างสง่างามไม้แพ้เจ้าของห้อง  

“ถึงผมไม่มา หัวหน้าก็รู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ” ฟุชิมิตอบทั้งเสียงเนือยๆ ชักสีหน้าเบื่อหน่ายออกมา

ฟุชิมิ พูดจาให้เกียรติหัวหน้าด้วยหญิงสาวที่น่ารำคาญแต่ดันเป็นถึงรองผู้บัญชาการตักเตือนกริยายอกย้อนไม่ได้แสดงความเคารพ มุนาคาตะยกมือปรามเธอเอาไว้ ทำให้คำต่อว่าที่กำลังจะพ่นออกมายาวยิ่งกว่ากระดาษม้วนรายงานจำต้องหยุดลง เป็นเรื่องนานๆที ที่ฟุชิมินึกอยากจะขอบคุณหัวหน้าตัวเองขึ้นมาซักครั้ง

ได้เรื่องว่าไงบ้างครับ?”

ที่เกียวโตมีการใช้เวทย์มนต์ในทางผิดปกติจริงอย่างที่ข่าวลือว่ามา กลิ่นอายเวทย์มนต์รุนแรงจนชาวบ้านพากันล้มตายเกิดจากสิ่งนี้ตกอยู่ในเขตอาคมในเหมืองแร่ทิ้งร้างมือแกร่งล้วงหยิบบางสิ่งกระเป๋าใต้เสื้อโค้ทวางลงบนโต๊ะทำงานของอีกฝ่าย ขวดยาสีเขียวเข้มเรืองแสงปิดผนึกด้วยจุกทองเหลืองประทับตรา 6 แฉกเอาไว้ ผมไม่ทราบว่ามันคืออะไร ตัวการใหญ่อย่างผู้ว่าการเมืองที่รู้ดันทนพิษบาดแผลไม่ไหวตายไปซะก่อน

ปากแข็งไม่เบา ขนาดโจ๊กเกอร์ไปเค้นเองยังไม่ยอมคายความลับมุนาคาตะหลุบตาพิจารณาวัตถุบรรจุของเหลวประหลาดที่ไม่ทราบว่าคือสิ่งใด มือแกร่งเรืองแสงไฟสีน้ำเงินวาดผ่านวัตถุปริศนาที่เก็บมาได้จากการเกียวโต

 

 

ไม่มีปฏิกิริยาใดๆทั้งสิ้นไม่มีการตอบสนองใดๆ

 

 

ดูท่าเวทย์มนต์ของมนุษย์จะไปไม่ถึงเจ้าสิ่งนี้ อะวาชิมะคุงช่วยนำของสิ่งนี้ส่งไปให้สถาบันวิจัยทีนะครับหญิงสาวผมทองรวบมวยผมยกมือจรดที่คิ้วรับคำสั่ง  ก่อนจะหยิบเอาวัตถุปริศนาห่อผ้าสีขาวเอาไว้กันแตกแล้วใส่ไว้ในกระเป๋าในของเสื้อขนแกะสีขาวที่ทับเครื่องแบบสีน้ำเงินเดินออกไปจากห้อง  เหลือเพียงชายหนุ่ม 2 คนที่อยู่ในนั้น

 

จนแล้วจนรอด งานฉายเดี่ยวเหมาะกับเธอเสมอเลยนะครับ

เพราะแบบนี้คุณถึงเรียกผมว่าโจ๊กเกอร์ในสำรับไพ่ของคุณไม่ใช่เหรอครับ หัวหน้า

นั่นสินะครับ ว่าแต่..ไม่คิดจะแนะนำสาวน้อยคนนั้นให้ผมรู้จักหน่อยเหรอครับ   

 

ห้องทำงานของผู้บัญชาการสูงสุดแห่งเซปเตอร์ 4 เงียบสงัดลง เงียบจนต่างฝ่ายต่างรับรู้ถึงลมหายใจกันและกัน ดวงเนตรสีไพลินสบตาสีเข้มล้ำลึกดั่งท้องทะเลไม่วางตา แววตาที่นิ่งและดูอ่อนโยน อาจจะหมายจะบังคับเค้นหาคำตอบหรืออาจจะมองอย่างเป็นมิตรไม่ได้คิดอะไรและรอให้อีกฝ่ายเปิดปากพูดออกมาเองเป็นการสนทนาสบายๆทั่วไป

 

ไม่ว่าจะอย่างไหน ฟุชิมิ ซารุฮิโกะ ก็ไม่อาจคาดเดาความคิดของชายผู้เป็นหัวหน้าเขาได้

 

 

 

ความคิดยากจะหยั่งถึง ในโลกนี้คนที่จะเข้าถึงความคิดของมุนาคาตะ เรย์ชิ

คงจะมีเพียงสตรีนางนั้นเพียงผู้เดียว

 

 

เจอเธอที่ไหนครับ?”

ระหว่างทาง

แม่มดเร่ร่อนอย่างนั้นเหรอครับ?”

ครับ

 

ฟุชิมิโกหกหน้าตายใส่หัวหน้า ไม่สิ..เรียกว่าพูดไม่หมดเสียมากกว่า มุนาคาตะขยับมือมาวางประสานใต้คางเช่นเคย ดวงเนตรคู่คมหลังแว่นไร้กรอบจดจ้องมองลูกน้องมือสังหารและฝ่ายสืบข้อมูลที่ชื่นชอบการทำงานฉายเดี่ยวอยู่นานซักระยะหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มละมุนออกมา  ผมค่อนข้างประหลาดใจที่คนอย่างฟุชิมิคุงตัดสินใจเก็บแม่มดติดไม้ติดมือมาด้วย ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ปฏิเสธว่าการมีคู่หูร่วมงานด้วยก็เป็นเรื่องที่ดี แม้ว่าคู่หูจะเป็นแม่มดก็ตามมุนาคาตะเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ

 

สิ่งที่อันตรายที่สุดของแม่มด รู้ใช่ไหมครับว่าคืออะไร

ผมรู้พอๆกับที่หัวหน้ารู้นั่นล่ะครับ ถ้าไม่มีอะไรแล้วผมขอตัว”  

 

ชายหนุ่มเรือนผมสีดำเข้มตัดบทสนทนาเอาเสียดื้อๆ หมุนตัวหันหลังให้ผู้บังคับบัญชา เดินออกไปจากห้องทำงานของอีกฝ่าย มุนาคาตะจดจ้องบานประตูที่พึ่งปิดตัวลงไป เขาเอื้อมมือลงเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน ล้วงหยิบเอาสร้อยประดับจี้ดอกดาวกระจายสีเงินที่ยังคงทิ้งรอยไหม้และคราบเลือดซึมลึกในเชือกจนกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มอมแดง

 

“100 ปีก่อนถือกำเนิดแม่มดคนแรก พื้นดินดับสูญไปเกือบครึ่งค่อนโลก หลังเหตุการณ์นั้นเซปเตอร์ 4 จึงถูกก่อตั้ง และ 5 ปีที่ผ่านมาประวัติศาสตร์ก็เกือบจะซ้ำรอยอีกครั้งเนตรสีไพลินหลังแว่นตาไร้กรอบสั่นไหวยามพิศมองสร้อยเส้นนั้น สร้อยที่เคยอยู่บนลำคอระหงของคนในห้วงความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือนได้  

 

 

บาปของผม

 

 

TBC



+++++++++++++++++++++

ในที่สุดตอน 2 ก็มา 555

แปะแฟนอาร์ตแป๊บบบ โดย Carin Hanna ขอบคุณมากๆค่ะ

ไปก่อนนะคะ บายจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

18 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 23:05

    มาต่อเถอะค้างคาอยากอ่านอีกถูกใจมาก
    #18
    0
  2. #17 Poison_T (@tontomnew) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2561 / 01:07

    มาต่อออออ
    #17
    0
  3. #14 Davilna (@Davilna) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2561 / 15:42
    เมื่อไหร่จะมาต่อรออยู่น้าาาาาาาาา และก็รอต่อปายยยยยยยย
    #14
    0
  4. วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 22:04
    ต่อน้าาา
    #13
    0
  5. #12 wwanpen55 (@wwanpen55) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 17:37
    ต่อออออออออออออออออออออออ
    #12
    0
  6. #11 wwanpen55 (@wwanpen55) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 17:37
    ต่อออออออออออออออออออออออ
    #11
    0
  7. #6 Loverring (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2560 / 19:37
    ที่ฟุชิมิฆ่าแม่มดไป เราว่ามันต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังแน่ๆอ่ะค่ะ ฮือ T-T

    สู้ๆนะคะไรท์ เป็นกำลังใจให้ค่ะ TvT)9
    #6
    0
  8. #5 Hatred Killed Blood นายุ (@wawasacool) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2560 / 22:45
    สู้ๆๆนะเป็นกำลังใจให้!!!
    #5
    0