(Yaoi) 90วัน รัก ไสย ไสย (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,186 Views

  • 321 Comments

  • 742 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    313

    Overall
    14,186

ตอนที่ 6 : Day 26 : ครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1554
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 95 ครั้ง
    11 ส.ค. 61

Chapter 6

/Day 26/ ครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ


7.00 น.


ช้อนชาในแก้วมัคถูกคนเป็นวงหมุนไปเรื่อยๆ กลิ่นอเมริกาโน่เหมือนจะช่วยให้สมองปลอดโปร่งจากการครุ่นคิดเรื่องใครบางคนมาตลอดทั้งคืน วันนี้มีเรียนตอนบ่ายแบบที่ไม่ต้องรีบเท่าไหร่แต่ผมก็อาบน้ำแต่งตัวแต่เช้า มองชุดนักศึกษาที่ปีนี้จะได้ใส่เป็นปีสุดท้ายถูกแขวนอย่างเป็นระเบียบในตู้เสื้อผ้าแล้วมองสภาพห้องรอบด้าน ดูเหมือนตู้เสื้อผ้าจะเป็นส่วนเดียวที่ยังมีระเบียบเรียบร้อยดี 


สิ่งของอื่นๆ ในห้องกระจัดกระจายอย่างที่ไม่คิดว่าตัวเองจะเป็นคนทำ กระเป๋าโดนเขวี้ยงไปอยู่ตรงประตูห้อง ชีทเรียนที่ตั้งใจจะอ่านเมื่อคืนกระจัดกระจายเต็มพื้น ไหนจะแก้วเครื่องดื่มกับอาหารอะไรต่อมิอะไรที่เรียกได้ว่ากินมั่วซั่วไปหมดระเนระนาดอยู่ในครัว


“เฮ้อ” ถอนหายใจให้ความบ้าของตัวเองหนึ่งครั้งแล้วก็ต้องกดเบอร์ภายในเรียกบริการแม่บ้านของคอนโด เมื่อคืนทำอะไรลงไปบ้างนะ 


ผมดื่มกาแฟอึกสุดท้าย หันมองตัวเองที่กระจกตู้เสื้อผ้า ถึงจะอาบน้ำล้างหน้าแล้วแต่สภาพก็ยังแทบดูไม่ได้


นี่แค่วันเดียวเท่านั้น


วันเดียว...ที่ไม่ได้เจอกัน


9.00 น.


ผมนั่งอยู่ที่ม้าหินอ่อนหน้าคณะ เลื่อนเมลล์ในโทรศัพท์อ่านอย่างใจเย็น พี่จ้าวส่งเรื่องที่ทำให้หงุดหงิดมาให้แต่เช้า เธอเป็นคนดูแลธุรกิจร่วมกับพ่อแม่ทุกอย่างโดยเฉพาะการซื้อขายสินค้าอาคมทั้งหลายโดยมีพ่อกับแม่ที่จีนคอยติดต่อลูกค้าที่นั่น ยกเว้นแต่เรื่องการทำพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งผมต้องเป็นคนรับหน้าที่อย่างเลี่ยงไม่ได้ และคราวนี้ก็ดูเหมือนจะมีเรื่องยุ่งยากอีก


ผมละสายตาจากโทรศัพท์ มองหาคนที่มานั่งรออยู่พักใหญ่กว่าจะเห็นเจ้าตัวเดินมาทางหน้าตึก


หัวใจบีบตัวเหมือนจะกระเด้งออกมาซะให้ได้


ไม่! จะทำท่าเหมือนอยากกินไอ้จอมกวนนี่เข้าไปทั้งตัวให้เห็นอีกไม่ได้ แค่สัปดาห์ที่ผ่านมาก็รู้แล้วว่าถ้าเข้าไปใกล้กว่านี้อีกฝ่ายต้องหนีไปแน่ๆ และผมจะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นภายใน 64 วันที่เหลืออยู่ไม่ได้


ผมลุกขึ้นเดินตรงไปยังเป้าหมายที่อยู่ห่างออกไปอีกไม่กี่เมตร แต่จู่ๆ ใครคนหนึ่งก็ตัดหน้าเข้ามาดึงไหล่คนของผมไปต่อหน้าต่อตา ผมเห็นปังหันไปต่อยไหล่เพื่อนสนิทตัวสูงหัวเกรียน คนที่ขี่เวสป้าไปไหนมาไหนด้วยกันบ่อยๆ 


“ปัง!” 


ฉิบ…ตะโกนเรียกออกไปโดยไม่ทันคิด แถมยังเสียงดังสุดๆ ไปเลยด้วย


นอกจากปังกับหมงที่หันขวับมาแทบจะทันที คนอื่นๆ ที่เดินอยู่คณะก็หันมาด้วยเช่นกัน ปังหมุนตัวกลับเดินมาทางผมโดยที่หมงเดินตามหลังมา และเมื่อระยะห่างกันเพียงแค่เอื้อมมือ 


ผมก็อยากกอดคนตรงหน้าใจจะขาด


“มาแต่เช้าเลยนะ” เสียงกวนๆ เอ่ยทัก ผมสังเกตเห็นสายตาหลุกหลิกกับรอยคล้ำใต้ขอบตา ดูท่าปังก็คงไม่ได้นอน อยากจะสมน้ำหน้าที่ทำให้ผมไม่ได้นอนทั้งคืนอยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำกลับเป็นมือที่เอื้อมออกไปสัมผัสใบหน้าอีกฝ่ายโดยอัตโนมัติ 

 

“ไม่เป็นไรแล้วนะ”


*****

  ***

  **



“ไม่เป็นไรแล้วนะ” เสียงพี่ขุนทุ้มต้ำ 48.5 เดซิเบล ฟังรื่นหูสุดๆ แล้วนี่อะไร มือที่มาจับแก้มนี่ทำไมมันรู้สึกดีจังวะ ชักเคลิ้มๆ ตัวลอยๆ ผมเหมือนคนตกอยู่ในภวังค์จนไม่แน่ใจว่านี่คือความรู้สึกที่ได้เจอคนที่อยากเจอหรือพี้ยามา ผมมองหน้าพี่ขุน ตาช้ำๆ เหมือนซอมบี้เดินได้ ส่วนปากก็...อืม...อวบอิ่มเหมือนลูกเชอร์รี่...ส่วนจมูกก็...


“สต๊อป!” มือไอ้หมงยื่นมาขวางระหว่างหน้าผมกับพี่ขุน ผมถอยเท้าออกมาหนึ่งก้าวแบบเกียร์ออโต้เมื่อรู้ว่าขยับไปใกล้พี่ขุนมากเกินไปแล้ว แถมคนรอบข้างยังมองมาทางนี้กันเต็มไปหมด


ฉิบหายแล้วไอ้ปังตอ! นี่กูจะแดกพี่ขุนสมุทรเข้าไปรึไง!


       “บรรยากาศเมื่อกี้มันอะไรกันวะ” ไอ้หมงกอดอก มองผมทีพี่ขุนที “กูเหมือนเห็นทุ่งลาเวนเดอร์เป็นฉากหลัง ม่วงๆทะแม่งๆ”


“ไอ้สัสมึงหยุด” ผมแยกเขี้ยวใส่มัน ส่วนพี่ขุนยืนยิ้มเจื่อนไม่มีคำแก้ตัว 


“กินข้าวกันหรือยัง?”


“กินแล้วดิพี่ สายโด่ง จะเข้าเรียนอยู่ละคร้าบ” ไอ้หมงตอบพลางมองนาฬิกาข้อมือ ส่วนผมหยักหน้า ยังรู้สึกถึงสัมผัสที่แก้มเมื่อครู่อยู่เลย 


ถุ้ย! สาวน้อยสัสๆ อยากจะเอาหัวโหม่งเสาคอนกรีต


พี่ขุนมองหน้าเหมือนจะพูดอะไรสักอย่างแล้วก็ไม่พูด พวกผมเลยแยกตัวเข้าตึกเพราะใกล้ได้เวลาเรียน ผมมองอีกฝ่ายที่ห่างออกไปผ่านช่องประตูลิฟต์ที่กำลังจะปิดก็เห็นพี่ขุนหยิบโทรศัพท์ออกมา แล้วครู่เดียวข้อความก็เด้งเข้ามือถือผม


- เย็นนี้ไปกินข้าวด้วยกัน แค่สองคน -


นี่มันประโยคคำสั่งไม่ใช่หรอวะ ไม่คิดจะถามความคิดเห็นกันหน่อยหรือไง


“ยิ้มไรวะ” ไอ้หมงเหลือบตามองแต่ผมไม่สนใจ จะปากหมากวนตีนใส่ยังไงก็ตามสบายได้เลยว่ะเพื่อน เพราะตอนนี้กูอารมณ์ดี 


*****

  ***

  **



ผมเรียนเสร็จสี่โมงครึ่ง ส่วนพี่ขุนเรียบร้อยตั้งแต่บ่ายสามกว่าๆ พอเห็นผมวิ่งกระหืดกระหอบมาที่ลานจอดรถพี่แกก็ส่งยิ้มพิมพ์ใจแบบนายแบบยาสีฟันให้ตั้งแต่ระยะ 200 เมตร โอ้ยๆ ทำไมพี่ขุนแมร่งเป็นอย่างงี้วะ รู้ไหมว่ามันยากนะเว้ย


“ปัง! อ้าวขุน”


เสียงสดใสร้องทักขึ้นจากอีกฝั่ง ผมชะงักเท้า หัวใจร่วงไปอยู่ตาตุ่มเมื่อเห็นต้นเสียงเดินเข้ามา


“ยังไม่กลับหรอแป้ง” พี่ขุนทักพี่แป้งถือกระเป๋าหลายใบพะรุงพะรัง 


“ไปคุยงานกับอาจารย์หยุยมาอ่ะ นี่ยังเหลืองานอีกตั้งเยอะ” พี่แป้งพยักเพยิดหน้าให้ดูกระเป๋าใบใหญ่ที่คงไม่พ้นเป็นแฟ้มเอกสารโปรเจ็ค “แล้วนี่จะไปไหนกันหรอ?”


“เดี๋ยวเราแวะส่งปังที่บ้าน” พี่ขุนตอบ ผมเงียบแต่ในใจนี่โคตรลนลาน ฟีลเดียวกับคนมีชู้โดนจับได้ แต่เดี๋ยวนะ คิดอีกทีคือผมไม่ได้เป็นอะไรกับทั้งสองคนเลยนี่หว่า “ของเยอะเชียว จอดรถไว้ไหนล่ะ” พี่ขุนถามต่อ


“ไม่ได้ขับมาอ่ะ จะไปเรียกแท็กซี่เนี่ย” พอได้ยินคำตอบพี่ขุนก็มองผมแวบหนึ่ง


“งั้นแป้งจะไปลงไหน เดี๋ยวเราไปส่ง”


“ก็รอคำนี้อยู่นี่แหละ” พี่แป้งยิ้มหวาน ยิ้มแบบที่ทำให้ผมใจละลายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้กลับต่างออกไป  จนพี่ขุนเรียกชื่อผมเบาๆ นั่นแหละผมถึงได้ขยับไปช่วยพี่แป้งเปิดประตูรถเอากระเป๋าต่างๆ วางที่เบาะหลัง พี่แป้งนั่งเงียบ เท่าที่เคยคุยกันผมคิดว่าเธอเองก็ไม่ได้สนิทกับพี่ขุนมาก ที่ทักกันเมื่อกี้ก็เพราะเห็นผมก่อนด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้แม้แต่กับผมที่เรียกได้ว่าสนิทกันถึงขั้นไปกินข้าวไหนต่อไหนกันสองคนพี่แป้งก็ไม่ได้พูดอะไรด้วยเหมือนกัน


อยู่ๆ ผมก็รู้สึกผิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น


“เดี๋ยวจอดข้างหน้านี่แหละขุน ขอบใจมาก” พี่แป้งเก็บกระเป๋าทั้งหลายเตรียมลง “ไปก่อนนะ” เธอหันมายิ้มให้ผม ผมยิ้มแต่รู้ตัวเลยว่าสีหน้าคงไม่ดีเท่าไหร่


มันแปลก


ผมชอบพี่แป้ง ชอบมากๆ 


ก่อนจะตกอยู่ใต้อาคมนี้ผมตื่นเต้นเมื่ออยู่ใกล้พี่แป้ง ชอบเธอจนแค่เห็นหน้าใจก็แทบละลาย แต่ตอนนี้พอเจอพี่ขุนผมก็ไม่รู้สึกอะไรกับเธอเลย คนที่รู้สึกด้วยมีเพียงคนเดียวเท่านั้น


ผมเหลือบมองคนที่กำลังขับรถอย่างอารมณ์ดี ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจว่าว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพียงเพราะอาคมคู่รัก สิ่งเหล่านี้ล้วนไม่จริงและคนที่กำความรู้สึกที่แท้จริงของผมไว้คือคนที่เพิ่งลงจากรถไป 


แต่ในใจกลับไม่ต่อต้าน


“คนหล่อ ขับรถก็หล่อ” พี่ขุนพูดออกมา “จับพวกมาลัยก็หล่อ เปิดไฟเลี้ยวก็ยังหล่อ”


…เชี่ย…นี่ผมชอบคนแบบนี้เข้าไปจริงๆ หรอวะ


“มองหน้ามีปัญหาหรอ” พี่ขุนหัวเราะตบมุขตัวเองหน้าตาเฉย


“เออ สมองพี่อ่ะมีปัญหา หรือคิดว่าหน้าเหมือนคริส อีแวนส์” รู้ตัวเลยว่าพูดไปนี่เบ้ปากแรงมาก 

“นิโคลัส เฮาลต์” พี่ขุนตอบ “มีคนเคยบอก” วินาทีนี้ผมว่าผมได้คู่แข่งเรื่องหลงตัวเองให้พี่เขียงแล้วครับ อะไรจะปานนั้น เทพบุตรสุดหลอนหรอวะ ผมล่ะเกลียดมากที่ต้องมารู้เห็นตัวจริงของพี่ขุนสมุทร ทำไมพวกผู้หญิงในคณะไม่รู้กันมั่งเลยวะว่าไอ้พี่ขุนมันเป็นหมอผีสติไม่สมประกอบ 


เกือบชั่วโมงเราก็ฝ่านรกรถติดมาถึงร้านอาหารญี่ปุ่นที่ซ่อนตัวอยู่ย่านสุขุมวิท ร้านไม่ใหญ่มาก เงียบสงบและมีฉากกั้นแต่ละโต๊ะให้ความเป็นส่วนตัว แถมพนักงานยังเป็นคนญี่ปุ่นอีกต่างหาก ผมโยนหน้าที่สั่งอาหารให้คนที่พามา อีกฝ่ายจิ้มนู่นนี่สามสี่อย่างก็เป็นอันเรียบร้อย ระหว่างนั่งรออาหารก็คุยกันเรื่องสัพเพเหระ เหมือนมีเรื่องให้คุยกันเยอะแยะทั้งที่เพิ่งไม่ได้เจอกันแค่วันเดียว พออาหารมาก็กินไปคุยไป อื้ม…อร่อยหมดทุกอย่างเลยแฮะ


ใจมันฟูๆ ชอบกล


“ดีใช่ไหมล่ะ” พี่ขุนถาม ผมมองสบตาคู่คมสวยแล้วก็ต้องรู้สึกตื้อในอก 


“หมายถึงอะไรล่ะ”


“ก็อาหาร” คนตอบคีบปลาดิบอีกชิ้นเข้าปากแล้วพูดต่อ “แล้วก็ที่มาด้วยกัน” พี่ขุนวางตะเกียบในมือลงเหมือนตั้งใจรอฟังคำตอบ ทำเอาผมกระเดือกซูชิแทบไม่ลงคอ พอเห็นผมเงียบอีกฝ่ายก็พูดต่อ


“ไม่ว่าเราจะกังวลเรื่องอะไร พี่ขอได้ไหม” ทั้งที่โทนเสียงไม่ได้ดุดันแต่กลับฟังดูจริงจังขึ้นมา “อย่าทำแบบเมื่อวานอีก”


ผมพยักหน้า สาบานจากใจเลยว่าจะไม่ทำอีกแล้ว รู้แล้วการหลบหน้ากันมันไม่ช่วยอะไรเลยเพราะสุดท้ายพอวันนี้เจอกันอีกที...ผมก็รู้อยู่ดีว่าตัวเองรู้สึกยังไง...


“โคตรทรมานเลย” เสียงทุ้มอ่อนลงแถมนัยน์ตายังฉายแววดีใจอย่างไม่ปิดบัง ผมจ้องพี่ขุนอย่างละสายตาไม่ได้ ไม่รู้ทำไมถึงรู้สึกถูกดึงดูดขนาดนี้ มองแก้วชาที่จรดริมฝีปาก ลำคอที่กลืนน้ำ ไล่ลงมาถึงมือที่จับแก้วชาแล้วก็ต้องกระเดือกน้ำลายเหนียวหนืด


“พี่ขุน” อย่าว่าแต่พี่ขุนสติไม่สมประกอบเลย ตัวผมก็ชักจะเริ่มคุมสติไม่อยู่แล้วเหมือนกัน


…อยากสัมผัส...


อีกฝ่ายไม่ตอบอะไรแต่ยื่นมือเข้ามากุมมือผมโดยอัตโนมัติ ทันทีที่ความอบอุ่นเคลื่อนตัวซ้อนทับมือเอาไว้ก็เหมือนทั้งใจถูกกุมไปด้วย มันไม่เหมือนความรู้สึกที่พี่ขุนลองจับมือผมครั้งแรกเพื่อให้เชื่อว่าเรากำลังตกอยู่อาคมคู่รัก มันอบอุ่นกว่า เชื่องช้ากว่า ไม่มีกระแสอะไรไหลปราดไปทั้งตัวเหมือนครั้งนั้น


และมันทำให้ผมแน่ใจว่ากำลังถูกอาคมคู่รักครอบงำอย่างสมบูรณ์แบบ


“ปัง” เสียงเรียกเบาๆ ทำให้หลุดออกจากภวังค์ “พี่เองก็รู้สึกเหมือนกันทุกอย่าง” พี่ขุนพูดช้าชัดเหมือนกลัวว่าผมจะเข้าใจความหมายผิดเพี้ยน “พี่รู้ว่ามันยากและมันจะยากขึ้นเรื่อยๆ แต่มันจะเป็นไปได้ไหมถ้าเราสองคนจะไม่ฝืนมันอีก”


“แค่ปล่อยให้มันเป็นไป...แค่ 90 วัน”


ผมมองหน้าพี่ขุน สายตานั่นบอกให้รู้ว่าไม่ได้ล้อเล่น


จะไม่เป็นไรใช่ไหม ถ้าผมจะยอมให้ตัวเองรู้สึกแบบนี้กับพี่ขุนจนกว่าทุกอย่างจะจบลง 


จะไม่เป็นไรใช่ไหม ถ้าผมจะยอมรับและไม่ฝืนมันอีก


ถ้าผม...ชอบพี่ขุนในเวลานี้...



*****

***

**



‘สรุปก็ตกลงเป็นแฟนกันไปเลยงั้นหรอ!’ ปลายสายตะโกนดังจนผมต้องเอาโทรศัพท์ห่างจากหู อันที่จริงไม่ได้อยากเล่าให้ฟังเลยนะ แต่เพราะพี่จ้าวโทรมาถามสถานการณ์หลังจากที่ผมโทรไปกวนเธอเมื่อคืนเลยจำเป็นต้องเล่า แต่เดี๋ยวก่อนครับ ใครไปเป็นแฟนใครตอนไหนห๊ะ!?


“ก็บ้าแล้ว แค่ตกลงกันว่าจะไม่ฝืนอีก” ผมรีบพูดจนลิ้นแทบพันกัน “ไม่ได้บอกว่าเป็นแฟนสักหน่อย”


‘แล้วมันต่างจากเป็นแฟนกันตรงไหน ก็ยอมรับในความรู้สึกที่มีต่อกันแล้วนี่?’ 


…เอ้า...แดกจุดไปเลยไอ้ปังตอ...


‘ถึงจะเป็นเพราะอาคมคู่รักก็เถอะนะ’


ฟังแล้วในอกมันจี๊ด ผมว่าไอ้อาคมนี่ต้องเกลียดพี่จ้าวแน่ๆ ชอบพูดแทงใจจังวะ ผมเล่าคร่าวๆ ไม่ได้บอกรายละเอียดความรู้สึกว่าเป็นอะไรยังไงถึงแม้เธอจะถามไม่หยุด มันเรื่องส่วนตัวที่ผมคิดว่าคงไม่มีทางเล่าให้ใครฟังแม้แต่พี่ขุน


‘โอเค ยังไงช่วงนี้ก็อย่าทำให้ขุนลำบากล่ะ’ พี่จ้าวตัดบทเมื่อได้รับคำตอบทั้งหมดที่ต้องการ หลังวางสายพี่เขียงก็ตะโกนตามกินข้าวพอดี ผมเรียกไอ้โจ๊กเกอร์ที่นั่งงับยุงแบบหมาโง่เข้าบ้านด้วยกัน เห็นคุณนายแจ่มฟ้านั่งอยู่หัวโต๊ะ


“อ้าวแม่ กลับมาตอนไหนเนี่ย ปังนั่งอยู่หลังบ้านไม่เห็น” วันนี้ประจบคุณนายหน่อยดีกว่า เมื่อเช้าเพิ่งเกือบมีเรื่องมา หวังว่าคุณนายจะยังไม่...


“รู้แล้วนะ เรื่องมันเช้ามันยังไง” ระ..รู้ รู้แล้วหรอ ผมยิ้มแห้ง ความอยากน้ำพริกปลาทูตรงหน้าลดลงไป 50%


“สาบานว่าไม่ได้เริ่มก่อน จะไปซื้อน้ำมะพร้าวร้านพี่แก้วเฉยๆ” ผมเล่าตามจริง “พวกไอ้ไม้โผล่มาจากไหนไม่รู้ เจอปังก็ล้อมเลย” พี่เขียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ถอนหายใจเฮือกใหญ่


“มันไม่เป็นไรก็ดีแล้วแม่ ดูดิ รอยแมวข่วนยังไม่มี” พี่เขียงเหล่ตามองผม ผมยิ้มเจื่อน รู้ว่าพี่เขียงพยายามพูดช่วยแต่คุณนายแจ่มฟ้าก็ยังหน้าดุ คิดแล้วก็เอื้อมมือไปจับแขนคุณนายบีบเบาๆ


“ไม่ได้จะตีกับมันเลยนะ ตั้งใจหลบเลยด้วยซ้ำ” ผมเล่า “แต่มันจะให้ไหว้มัน ใครจะทำล่ะแม่” มาถึงตรงนี้ได้ยินเสียงตัวเองชัดเลยว่าอ่อนขนาดไหนเพราะไม่อยากให้คุณนายไม่สบายใจ “โชคดีมีคนมาช่วย เลยรอด” 


“รอดจากมีดไปเจอปืนน่ะหรอ” พอได้ยินคุณนายแจ่มฟ้าพูดถึงปืนเท่านั้นแหละพี่เขียงก็วางช้อนทันที เฮียแกหันมาจ้องเขม็งแถมหน้าดุกว่าคุณนายซะอีก เฮ้ย! เมื่อกี้ยังเข้าข้างน้องอยู่เลยนี่หว่า


“ปะ..ปืนไฟแช็ค หมอนั่นมันเอาปืนขู่พวกไอ้ไม้ แต่จริงๆ เป็นแค่ไฟแช็ค” ผมรีบอธิบายก่อนที่ทั้งแม่ทั้งพี่เขียงจะหน้าเขียวกันไปหมด เวรเอ๊ย! ทำไมไอ้คนที่มันคาบข่าวไปบอกคุณนายไม่อยู่ดูให้มันจบๆ วะ จะได้ไม่ต้องมาเล่าซ้ำ พี่เขียงคาดคั้นอีกสักพักถึงยอมเชื่อแล้วก็บ่นๆ ให้ช่วงนี้ผมระวังตัวหน่อย ส่วนแม่ก็บอกว่าจะย้ำกับยามหน้าตลาดให้เฝ้าให้ดี


“แล้วคนที่มาช่วยเป็นใคร” พี่เขียงถาม ผมที่ตอนนี้อมข้าวเต็มแก้มส่ายหัว 


“ไม่รู้ โผล่มาแล้วก็ไป ยังงงอยู่เลยเนี่ย” ตอบแล้วก็คิดตาม เออ…จะว่าไปก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ดาวอังคารนั่นมันรู้จักชื่อผมได้ยังไง จะบอกว่าได้ยินจากคนแถวนั้นก็คงไม่ใช่ ผมไม่ได้บอกเรื่องนี้กับพี่เขียงเพราะเดี๋ยวจะคิดมากไปกันใหญ่ อันที่จริงมันก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรถ้าไอ้อังคารไม่เสือกพูดว่า ‘ก็ยังไม่รู้จักไง เลยมาดูไว้ก่อน’


แปลว่าอะไรวะ?


กินข้าวอาบน้ำเสร็จผมก็ขึ้นห้อง เปิดลิ้นชักโต๊ะคอมดูก็เห็นวัตถุสีดำสนิทนอนนิ่งอยู่ ปืนไฟแช็คที่ไอ้ดาวอังคารมันลืมไว้ กะว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้เอาไปให้เพื่อนคนอื่นดีกว่าเพราะผมไม่สูบบุหรี่ แถมเก็บไว้เดี๋ยวคุณนายมาเปิดลิ้นชักเจอจะตกใจไปอีก ว่าแล้วก็เปิดคอมนั่งเล่น PES กะว่าเตะบอลชิลๆ ก่อนนอน แต่เล่นไปเล่นมากลายเป็นอารมณ์เสียไปอีก ทำไมวะทำไม ผมเล่นบาเซโลน่าแต่ดันแพ้ทีมกากๆ 


นั่งกระฟัดกระเฟียดอยู่หน้าคอมพักหนึ่งมือถือก็สั่น เบอร์ที่โชว์หน้าจอไม่คุ้นเอาซะเลย โทรมาตอนเที่ยงคืนเนี่ยนะ?


“สวัสดีครับ” 


‘ไง ปังหรอ’


“อ่าครับ ไม่ทราบว่านั่นใครครับ” เห็นอย่างนี้ผมก็คุยกับคนอื่นสุภาพๆ เป็นนะครับ


‘อ้าว ลืมแล้วหรอ เมื่อเช้าก็แนะนำตัวไปรอบหนึ่งแล้วไง’ หืม…หรือว่า... ‘ฉันอังคาร’


“มึงมีเบอร์กูได้ไง!?” ผมลุกพรวดจากเก้าอี้ แบบนี้ไม่ปกติแล้ว


‘ก็ไม่ได้หายากนี่’ ปลายสายทอดเสียงสบายๆ ‘ขอโทษที่โทรมาดึกนะ พอดีเพิ่งว่าง’


เดี๋ยวก่อน ประเด็นตอนนี้ไม่ใช่เรื่องเวลาแล้วมึง! ผมตั้งสติอยู่ห้าวิก่อนอ้าปากถาม “อะไรของมึงเนี่ย?”


‘ถามอีกแล้ว ฉันก็แค่อยากได้ของที่ลืมไว้คืน’ ผมเหลือบมองของที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะคอม 


“แค่ปืนไฟแช็คเนี่ยหรอ?”


‘มันราคาถูกเสียเมื่อไหร่กันล่ะ’


“อยากได้คืนก็ตอบมาว่าเอาเบอร์กูมาจากไหน” ผมหน้าร้อนด้วยความโมโห ไม่ชอบเลยที่ใครบางคนรุกรานเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างที่ไม่สามารถจัดการได้ ได้ยินเสียงปลายสายพ่นลมหายใจใส่โทรศัพท์


‘งั้นก็มาคุยกันพรุ่งนี้เป็นไง ร้านข้าวขาหมูหลังตลาดนายก็ดูน่ากินดีนะ ใกล้บ้านคงไม่กลัวใช่มั้ยล่ะ’ อังคารเสียงหน่าย แล้วก็ได้ยินมันหาวหวอดมาตามสาย มึงจะสบายใจเกินไปแล้วนะว้อย! ผมตอบตกลง ใครจะไปอยากคาใจกับเรื่องแบบนี้ อีกอย่างถ้าอีกฝ่ายนัดในถิ่นผมแบบนี้ก็แปลว่าไม่ได้คิดจะทำร้ายอะไร 


แต่ก็ไว้ใจไม่ได้ ถึงมันจะช่วยผมจากพวกไอ้ไม้แต่เจตนาก็มีอะไรแอบแฝงแน่ๆ



*****

***

**



วันรุ่งขึ้นผมไปเรียนตามปกติ โดนไอ้หมงแซวเรื่องไปกินข้าวกับพี่ขุนเมื่อวานแล้วก็รู้สึกแปลกๆ จะปฏิเสธก็พูดได้ไม่เต็มปากว่าอะไรเป็นอะไร เพราะมันไม่ใช่ผม ถึงเล่าไปก็คงไม่เชื่อแถมยังแก้ปัญหาให้ผมไม่ได้ด้วย


“อ่ะวันนี้มาแปลก ไม่ด่ากู” ไอ้หมงยิ้ม แก้มดันตาตี่ๆ ของมันขึ้นไปจนแทบมิด 


“นี่มึงจะถอดเหล็กเมื่อไหร่วะ กูรำคาญลูกตาฉิบเป๋ง” ผมเปลี่ยนเรื่อง มันบอกว่าอีกสองเดือน เหลือบมองนาฬิกาก็เห็นว่าใกล้บ่ายโมงแล้ว ผมมองหาพี่ขุนที่ควรจะมาถึงตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงก่อนในจังหวะเดียวกับที่ไลน์เด้งพอดี


~ติ๊ง~


/โทษที พี่ยังประชุมไม่เสร็จเลย ไว้เจอกันตอนเย็นนะ/


ผมขมวดคิ้วโดยอัตโนมัติ ทั้งที่อยากเจอขนาดนี้


เฮ้ย! ไม่ได้ จะมาคิดเล็กคิดน้อยแบบนี้ไม่ได้ดิวะไอ้ปัง ผมไล่ความหวานแหววในหัวแล้วไลน์ตอบ


/อื้อ/ ห้วนจังวะกู แต่ก็กดส่งไปแล้ว ผมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง เรียกไอ้หมงให้กลับตึกเรียน


~ติ๊ง~


ผมหยิบโทศัพท์ขึ้นมาดูอีกที


/คิดถึง/


เวร ใครมันสอนให้พูดอะไรแบบนี้กับผู้ชายด้วยกันวะ ไม่ขนลุกรึไงไอ้บ้าพี่ขุน ผมส่งสติ๊กเกอร์หมาตกใจไปรัวๆ ให้ข้อความที่อีกฝ่ายส่งมาเด้งขึ้นไปจนมองไม่เห็น ไม่ได้เขินอะไรหรอกนะ แค่ไม่อยากอ่านเว้ย


“ยิ้มเชี่ยอะไรของมึงอีกแล้วเนี่ย” ไอ้หมงเลิกคิ้ว


“เรื่องของกู” ผมไหวไหล่ คิดดูแล้วที่พี่ขุนบอกว่าเจอกันตอนเย็นนี่ตอนไหน ผมมีนัดสำคัญเสียด้วยสิ จะเอาปืนไปยิงไอ้อังคาร ปืนไฟแช็คนั่นแหละครับ อยากจะยิงหัวมันโทษฐานทำให้ผมหงุดหงิดทั้งคืน


แต่อย่ามาเจอพร้อมพี่ขุนก็แล้วกัน!



@@@@@@@@@




ไหนมีใครคิดถึงพี่ขุนบ้างงงงง วันนี้พี่ขุนมาแล้ว มาพร้อมความยียวนชวนปวดหัว ปังตอเอ๊ย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เวลาอยู่ใกล้พี่ขุนขนาดนี้จะหนีเค้ารอดเหร๊ออ แบบนี้จะใจแข็งกับหมอผีสติไม่สมประกอบได้อีกนานมั้ยล่ะ :D ส่วนไอ้ดาวอังคารนี่มันมาจากวงโคจรไหนก็ต้องช่วยปังตอสายสืบเค้นคอกันตอนหน้าแล้ว

ขอบคุณทุกคอมเม้นต์เลย อ่านแล้วไม่เม้นก็ทิ้งโหวตไว้ให้ชื่นใจได้จ้า เป็นกำลังใจให้กระต่ายดำมีไฟปั่นด้วยเด้อ จะได้มาต่อไวๆ ฮาาา

Blackbunny

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 95 ครั้ง

11 ความคิดเห็น

  1. วันที่ 24 มีนาคม 2562 / 02:48

    แล้วอังคารนี่เป็นใครอ่ะ?

    มันก็จะงงๆสักหน่อย

    ว่าค.รู้สึกที่เกิดขึ้นมันเกิดจากอาคม

    หรือค.รู้สึกจริงๆ กันแน่

    #280
    0
  2. #229 Prawpak (@prawpak) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 16 มกราคม 2562 / 15:40
    เอาแล้ว พอยอมรับกันได้มันก็จะเขินหน่อยๆ
    #229
    0
  3. #207 NJChokdee (@NJChokdee) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 7 มกราคม 2562 / 02:40
    ปากอย่างใจอย่างตลอดอ่ะน้องปังงง แมนๆแบบพี่ขุนเลยค่ะไม่กินผักมีอาชีพไล่ผี
    #207
    0
  4. #41 saru1234 (@saru1234) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 / 13:37
    เป็นเรื่องที่อ่านได้เรื่อยๆ ไม่เบื่อ ชอบมากคะ ☺
    #41
    0
  5. #33 Kyumingming (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2560 / 00:24
    รถไฟชนกันแน่งานนี้

    ไรต์สู้ๆนะ รอเสมอ😊😊
    #33
    1
    • #33-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:01
      จะชนไม่ชน ต้องลุ้นกันแล้ว 5555
      #33-1
  6. #32 BLKPeaRL (@pearllady) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 23:52
    มันก็จะเขินตามหน่อย ๆ นะ
    ไม่ใช่แค่ปังที่ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วล่ะค่ะ
    พี่ขุนพูดตรงมากเว่อร์ ไม่ซึนเหมือนน้องปังเลย
    #32
    1
    • #32-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:02
      พี่ขุนเค้าตรงไปตรงมา ใช้ทุกนาทีคุ้มค่าจริงๆ ไม่เสียเวลา 5555
      #32-1
  7. #31 mizagi nago (@mizagi97) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 23:25
    ชอบมากค่าาา แต่ไรท์น๊านนานนนนง่าาาา กว่าจะอัพแต่ละตอนนนน เค้าอยากอ่านต่อแว้ววว รีบมาอัพน้าาเยิ้ฟฟฟ??
    #31
    1
    • #31-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:02
      แฮร่ จะพยายามมาอัพบ่อยๆเลย ฝากกำลังใจไว้
      #31-1
  8. #30 pd_72 (@DD_Ten) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 17:18
    ถ้ารถไฟชนกันจะเป็นยังไงเนี่ย 555555555
    น้องยอมรับว่ารู้สึกดีกับพี่ขุนแล้ว กริ้ดดดด
    คราวหน้าพี่ต้องไม่ทำกระต่ายตื่นอีกนะ
    #30
    1
    • #30-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:03
      พี่ขุนสายรุก
      #30-1
  9. #29 qangzter (@sweet-smile) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 16:32
    55555555555 รถไฟชนกันแน่ๆๆๆ ระวังพี่ขุนจะหึงน้าาาสนุ้งปังงงง
    #29
    1
    • #29-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:05
      55555 พี่ขุนหึงแล้วอาจจะเสกของเข้าท้องได้
      #29-1
  10. #28 เจ้าหญิงนีน่า (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 15:29
    ชอบขุนสมุทรจัง น่ารักมากบทจะกวานก้อหวานซะปังไปไม่ถูกเลย

    อยากถามไรท์ว่าชื่อจ้าวนารา กับขุนสมุทร นี้มีที่มายังไงคะ ชื่อแปลกและน่าสนใจมาก

    อยากอ่านต่ออีกยังไม่หายคิดถึงเลยคะ
    #28
    1
    • #28-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:06
      พี่ขุนสายรุก ไม่ซึนให้เสียเวลาเลย 555

      สำหรับที่มาชื่อสมาชิกบ้านตติยะฤกษ์นี่ รออ่านกันน้า
      #28-1
  11. #27 PapPy2 (@mikichigo) (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 14:23
    อ่านแล้วยิ้มตามเลย555555
    #27
    1
    • #27-1 BlackBunny (@sigel) (จากตอนที่ 6)
      30 มิถุนายน 2560 / 11:07
      มันก็จะยิ้มหน่อยๆ ใช่มั้ย :))
      #27-1