(Yaoi) 90วัน รัก ไสย ไสย (จบแล้ว)

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 14,165 Views

  • 321 Comments

  • 740 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    292

    Overall
    14,165

ตอนที่ 1 : Day 0 : สุขสันต์วันเกิด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2033
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 111 ครั้ง
    1 พ.ค. 60

Chapter 1

/Day 0/ สุขสันต์วันเกิด



ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

“ผักสดๆ ใหม่ๆ กำละสิบบาทจ้า สิบบาท สิบบาท”


ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

“ปลาสลิด ปลาสวาย ปลาทับทิม ตัวอ้วนใหญ่จ้า”


ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก! ปั่ก!

“โอ๊ย! หมูมันเละจนแทบจะไม่เหลือซากแล้วมั้งนั่น ทุบอะไรขนาดนั้นล่ะพ่อคู๊ณณ” เสียงตะโกนจากป้าแหววแม่ค้าขายปลาดังลั่น เรียกรอยยิ้มจากเหล่าแม่ค้าแผงข้างๆ และเหล่าแม่บ้านที่ถือตะกร้าและถุงพลาสติกพะรุงพะรังในมือ  เช้าๆ แบบนี้จะมีที่ไหนวุ่นวายไปมากกว่าตลาดสดอีก


“โมโหอะไรมาล่ะมึงเอ้ย! ทุบซะเขียงแทบแหก แล้วนี่ไม่ไปร่ำไปเรียน มหาลัยเขาไล่ออกแล้วรึไงฮึ” ป้าแหววตะโกนต่อ พลางยกมือข้างหนึ่งจับคอเสื้อผ้าฝ้ายลายดอกสีบานเย็นกระพือให้ลมเข้า คนที่ก้มหน้าก้มตาสับมีดเมื่อครู่เงยหน้าขึ้นมาสบตาใบหน้านั้นเรียบเฉย มือข้างหนึ่งยกมีดสับหั่นขึ้นแล้วกระแทกฉับลงบนก้อนเนื้อสีแดงสดอีกครั้ง เลือดสีสดกระเด็นติดผิวแก้มก่อนหยดลงมาถึงปลายคาง


“ว้าย!” ป้าแหววร้องเสียงดังพร้อมเอามือทาบอก “นี่กวนตีนฉันหรอ! ดูมันทำสิเจ๊นง”


“โธ่ป้า! ถ้ามหาลัยไล่ออกผมจะมีหน้ามายืนสับหมูอย่างนี้ไหม มีหวังโดนคุณนายแจ่มฟ้าเผ่นกบาลแยก ไล่ตะเพิดออกจากบ้านไปนานแล้ว” คนพูดยิ้มกว้างจนปากแทบถึงใบหู มันคงจะดูน่ารักน่าเอ็นดูถ้าอยู่บนใบหน้าเด็กอายุสิบขวบ แต่พอเป็นรอยยิ้มของ ‘ไอ้ปัง’ ที่ป้าแหววเจ้าของแผงปลาเรียก ‘น้องปัง’ ที่เจ๊นงร้านผักสดเรียก หรือ ‘คุณปัง’ ที่มะลิคนงานต่างด้าวลูกจ้างร้านมันเรียก รอยยิ้มนั้นกลับดูชวนกระทืบอย่างไม่มีเหตุผล


ใครๆ แถวนี้ต่างก็รู้จักลูกชายคนรองวัยยี่สิบปีของคุณนายแจ่มฟ้าเจ้าของตลาดที่พ่วงกิจการร้านขายหมูไว้หน้าตึกแถวเป็นอย่างดี ไม่ใช่เพราะมันหล่อหรือมีดีอะไร แต่เป็นเพราะตอนมอปลายเคยโดนนักเลงรุมกระทืบอยู่ท้ายตลาดจนเป็นข่าวให้บรรดาแม่ค้ามีเรื่องเม้าท์ไปทั้งเดือน


“แล้วตาเขียงไปไหน ไหงวันนี้เราถึงมาเฝ้าแผงล่ะฮึ” ป้าแหววหรี่ตา อันที่จริงไอ้ปังมันก็หน้าตาใช้ได้หรอกนะ ผิวพรรณก็ดีเหมือนคุณนาย หน้าตาคมเข้มหมดจรด เสียแต่ผมเผ้ากระเซอะกระเซิงไปหน่อย แต่ไม่พูดให้มันฟังหรอก เดี๋ยวมันจะได้ใจ


“ก็คิดถึงแต่พี่เขียงมันนะป้า ปลาน่ะยังขายอยู่มั้ย ลูกค้ารอ”


“อุ๊ยต๊าย! โทษทีจ้ะแม่คุณ ฉันล่ะไม่ทันเห็น อย่าหาว่าบ้าผู้ชายเลย ตาเขียงน่ะหล่อจริงๆ มาแล้วจะชี้ให้ดู” ป้าแหววหันไปจีบปากจีบคอกับลูกค้าวัยใกล้เคียงกัน ป้าลูกค้าก็ทำท่าสนอกสนใจไปด้วยอีกคน ปังตอส่ายหน้า ทั้งระอาทั้งขำ


อ่อ…อ่านไม่ผิดหรอกครับ ผมชื่อปังตอ แม่ตั้งให้ตั้งแต่ลืมตาดูโลกแบบไม่ถามความสมัครใจ โดนเพื่อนตั้งแต่อนุบาลยันมัธยมล้อชื่อนี้จนชิน ตอนเข้ามหาวิทยาลัยเลยบอกแค่ชื่อปังเฉยๆ เป็นอันจบเรื่อง


“แม่บอกให้รีบอาบน้ำไปเรียนได้แล้ว เดี๋ยวสาย” พี่เขียงเดินลงมาจากบันไดด้านหลัง มือขยับเน็คไทด์สีน้ำเงินเข้มให้เข้าที่


“มาพอดี พ่อเขียงของป้า พาไอ้หัวยุ่งนั่นไปเก็บเร็วสิ รกหูรกตาจริง” ครับป้าแหววครับ ไปก็ได้โว้ย ไล่เหมือนหมูเหมือนหมา ที่จริงผมกับป้าแหววสนิทกัน มองตาก็แทบจะเห็นถึงไส้ ผมยักคิ้วให้ป้าแหววสองที ได้ผลลัพธ์เป็นคำตะโกนด่าว่ากวนตีนอีกหนึ่งดอกแต่เช้า ทีกับพี่เขียงนี่ป้าแหววรักนักรักหนา คนมันหน้าตาดี เป็นพี่น้องกันแท้ๆ แต่พี่เขียงดันผมตรง ตัดสั้นปาดข้างเซ็ตหล่อ ทำงานธนาคารใหญ่โตใส่เสื้อเชิ้ตกางเกงรัดเปรี้ยะทำป้าๆ ใจสั่นทุกวัน


ผมถอดผ้ากันเปื้อนที่บัดนี้เลอะเทอะไปด้วยคราบเลือดและเศษเนื้อ ยืนทำท่าบิดขี้เกียจอยู่หน้าเขียงหมูซึ่งตั้งอยู่หน้าตึกแถวสี่ชั้นสามคูหาซึ่งเป็นบ้านของตัวเอง อันที่จริงตลาดแจ่มฟ้านี่ก็ถือเป็นบ้านของผมทั้งหมดนั่นแหละ 


“ขี้เกียจเรียนว่ะ” ถอนหายใจไปหนึ่งเฮือก พี่เขียงขมวดคิ้ว


“ให้ไว เดี๋ยวจะโดนเตะ”


“แม่จะเตะ?”


“พี่นี่แหละ ไม่ต้องถึงตีนคุณนาย เร็วเลยจะเจ็ดโมงแล้ว วันนี้ไปเองนะพี่รีบ” 


“ฉิบหาย!” ผมนี่แทบจะเขวี้ยงผ้ากันเปื้อนทิ้งแล้วกระโดดจ้ำขึ้นบันไดบ้าน สายอีกแล้วกู ทั้งที่วันนี้ตั้งใจจะสระผมหอมๆ เซ็ตผมหล่อเพราะมีเรียนรวมกับสาขาอื่น สุดท้ายก็ต้องวิ่งผ่านน้ำแบบลวกๆ แล้วโบกพี่วินขาประจำไปเบียดเสียดกับผู้คนบนรถไฟฟ้า แนบชิดสนิทเนื้อเกร็งจนไข่แทบเป็นอัมพาต ลงมาได้ก็ต้องต่อรถเมล์แล้วรีบวิ่งกระเซอะกระเซิงเข้าคณะต่อ การเดินทางนี่เป็นอุปสรรคทางการศึกษามาก วิ่งมาถึงคณะก็ผ่านบานกระจกผนังเซเว่นที่ผมฝากท้องประจำเลยเห็นสภาพตัวเอง


เออ กระเซอะกระเซิงจริงด้วย ชักนึกถึงคำที่ป้าแหววบอก ผมหน้ามันชักจะยาวไปหน่อยแล้ว เป็นคนผมยักศกจะเซ็ตจะจับทรงไหนก็ลำบาก ตื่นมาแมร่งยุ่งทุกวัน


“เหี้ยปัง! มาซะเร็วเลยมึง จารย์จะเช็คชื่ออยู่แล้ว” นี่ไอ้หมงครับ เฮ้ยมึงตัดผมใหม่หรอ สกินเฮดเบอร์สองอย่างกับเด็กมัธยม ทำตัวเนียนว่าเอ๊าะเลยนะมึง


“ทำอย่างกับมึงมาก่อนกูนานมาก” ฝุ่นตลบครับวินาทีนี้ ไอ้หมงบอกว่ามันวิ่งมาจากร้านซ่อมมอเตอร์ไซค์หน้ามหาลัยเพราะเวสป้าลูกรักเสือกยางแบน


“ไหนมึงบอกวันนี้จะแต่งหล่อจีบพี่แป้ง”


“อาบน้ำทันก็บุญแล้ว กูเฝ้าแผงเพลินลืมดูนาฬิกา”


ไอ้หมงหัวเราะไม่ถามอะไรอีก เหมือนมันจะชินแล้วกับคำตอบนี้ บางวันผมต้องตื่นตั้งแต่ตีสี่มาช่วยคุณนายแจ่มฟ้าเฝ้าแผงหมู ตอนเด็กๆ นี่ชอบมาก อยากตื่นมาช่วยแม่ สนุกดี แต่พอโตมาชักขี้เกียจ ไม่สนุก เคยเกเรไม่ยอมช่วยงานที่บ้านอยู่เกือบปี สุดท้ายทะเลาะกับพี่เขียงบ้านแทบแตก วันนั้นคุณนายแจ่มร้องไห้เลยครับ ติดตามาก หลังจากนั้นผมก็ไม่เคยอิดออดอีกเลย


เพราะผมมีแค่แม่กับพี่ แถมไม่ใช่คนดีอะไร ก็คนดีๆ ที่ไหนเขาจะโดนลากไปกระทืบบ่อยๆ ตอนมัธยมนี่กลับบ้านพร้อมรอยฝกช้ำดำเขียวทุกวัน เสื้อผ้ามอมเป็นหมา หนักสุดโดนแอดมิดเข้าโรงพยาบาล ฝีมือไอ้พวกนักเลงท้ายตลาด ตอนนั้นคือเละจริง


อ้อ…แต่อันที่จริงตอนนี้ไม่ได้ต้องตื่นมาเฝ้าแผงทุกวันหรอกนะครับ เพราะมีพี่มะลิคนงานที่บ้านกับพี่โหน่งลูกจ้างขายหมูมาทำประจำอยู่แล้ว ผมกับพี่เขียงเลยแค่ผลัดกันไปเฝ้าบ้างก็เท่านั้น


สรุปว่่าผมกับไอ้หมงเข้าเช็คชื่อทันแบบฉิวเฉียว แม้จะโดนอาจารย์เขม่นตามองพร้อมกับเสียงหัวเราะของเพื่อนนักศึกษาร่วมชั้น ใครจะขำก็ขำไปครับเพราะสายตาผมตอนนี้จ้องอยู่แค่คนคนเดียว เธอนั่งถัดออกไปสามแถว เอามือป้องปากหัวเราะกับเพื่อน ผมยาวสีน้ำตาลอ่อนดัดเป็นลอนม้วนตรงปลาย


“เช็ดน้ำลายหน่อยมึง เดี๋ยวพี่เขาติดเชื้อ” ผมรีบยกมือปาดปาก ถุย! มึงสิจะติดเชื้อ พี่แป้งนั่งถัดไปอย่างไกลคงได้สัมผัสเชื้อโรครักจากกูหรอก 


“ปรวัตร! มงกุฎ! มาสายแล้วก็เงียบๆ ” กริบครับกริบ เมื่อท่านอาจารย์พาห้องเรียนเข้าสู่การบรรยายกลยุทธ์การตลาด ผมก็หยิบชีทเรียนขึ้นมาวางปากา แล้วตั้งท่าพร้อมหลับทันที


…..


รู้สึกตัวอีกทีตอนไอ้หมงสะกิด มันเขย่าไหล่ผมยิกๆ ตื่นแล้วแต่ขี้เกียจเลยเอามือปัดๆ มือมันออกไป แต่มันก็ไม่วายเขย่าซ้ำๆ อีก


“เล่นเชี่ยไรเนี่ย กูจะนอน”


“อุ๊ย! ขอโทษอ่ะปัง พี่จะถามถึงชีทที่เรายืมไปคราวก่อน” เสียงหวานๆ ทำให้ตาผมเบิกโพลงทันที “เอามาคืนพี่เปล่า”


“เฮ้ยพี่แป้ง ขอโทษพี่ นี่นึกว่าไอ้หมง” ผมยิ้มเจื่อน เกือบเสียหมาเลย พอเห็นรอยยิ้มพี่แป้งในระยะประชิดมือไม้ก็เริ่มอยู่ไม่เป็นสุขแล้วครับ อื้อหืม น้ำหอมพี่แป้งก็หอมเหมือนชื่อไม่มีผิด ผมรีบหันไปควานหาแฟ้มในกระเป๋าก่อนที่จะเผลอแสดงสีหน้าหื่นๆ ออกไป


“เอามาเนี่ย ขอบคุณมากเลย ลายมือพี่แป้งอ่านง่ายมาก คราวหน้าผมยืมสมุดด้วยได้ป่ะ” ได้ทีต้องรีบหยอดครับ ได้ยินเสียงไอ้หมงกระแอมแค่กๆ อยู่ข้างๆ สงสัยส้นตีนติดคอ อยากได้ตีนเพื่อนไปช่วยเขี่ย


“ได้สิ แต่เลี้ยงน้ำด้วยนะ”


“สบายอยู่แล้ว เดี๋ยวแถมเค้กด้วย”


“เย็นนี้ปังว่างหรือเปล่าล่ะ”


“ว่างเสมอสำหรับพี่แป้ง เจอกันหน้าคณะตอนเย็นเลย” สาวเจ้าเล่นด้วยแล้วครับ มีหรือผมจะปล่อยโอกาสหลุดมือไป พี่แป้งพยักหน้ายิ้มๆ แป้งกับปังฟังดูเข้ากันดี คล้อยหลังพี่แป้งเดินไปแป๊บเดียวไอ้หมงรีบเอาตีนสะกิดผมยิกๆ มันทำตาโตเหมือนรู้ทัน ผมยักคิ้วให้พร้อมแยกเขี้ยวโชว์ฟัน


“กูนี่มันสเน่ห์ล้นเหลือ”


“กูอยากเตะมึงมาก แต่ด้วยจิตใต้สำนึกดีๆ ของกู กูเลยไม่ทำ”


“ขอบคุณจิตใต้สำนึกดีๆ อันน้อยนิดของมึง เออวันพรุ่งนี้ทิวมันจัดงานอะไรที่บ้านวะ เห็นเพื่อนชวนกันอยู่” ผมถามถึงเพื่อนร่วมรุ่นอีกคนที่เมื่อกี้บังเอิญได้ยินสาวๆ คุยกันว่าจะไปงานอะไรสักอย่างที่บ้านทิว ไอ้หมงพยักหน้า


“งานวันเกิด”


“ห๊ะ!” ผมหน้าแหยทันที “นี่มันเกิดยุคไหน จัดงานวันเกิดที่บ้านเนี่ยนะ ไปร้านเหล้าแทนมั้ย” 


“เออไม่รู้มัน แบบคนรวยมั้ง มันบอกชวนทั้งคลาสเนี่ย”


“แค่เห็นหน้ามันมาเรียนก็แปลกใจละ นึกว่าแมร่งลาออกไปแล้วด้วยซ้ำ” บอกตามตรงไอ้ทิวนี่พักหลังๆ แทบไม่เจอที่มหาลัย ถึงผมจะไม่ได้สนิทอะไรกับมันยังรู้สึกได้ว่าหายหัวจริงๆ


“แล้วมึงจะไปเปล่าล่ะ”


“ไม่ล่ะ”


“เหล้าฟรีนะ”


“ไม่ไปเพื่อนเสียน้ำใจแย่ เดี๋ยววันนี้บอกคุณนายก่อน” ไอ้หมงประเคนมะเหงกใส่หัวผมทันที ผมเลยด่ามันขำๆ ไปสองสามประโยคก่อนเสียงโทรศัพท์มันจะดังเลยเดินไปรับ ทั้งห้องเหลือแค่ผมกับมันผมเลยเก็บของไปพลางๆ ว่าจะรอไอ้หมงไปหาอะไรกินด้วยกัน แล้วผมก็เหลือบไปมองเห็นทิวยืนอยู่มุมระเบียงนอกห้องประชุมพอดี


เดินไปบอกมันเสียหน่อยดีกว่าว่าวันงานจะไปด้วย แต่อ้าว...ยืนคุยกับใครอยู่วะ


…พี่ขุน…


ผมชะงักฝีเท้าแล้วหลบหลังกำแพงโดยอัตโนมัติ อ้าวเห้ย! แล้วทำไมผมต้องหลบ ก็เป็นเพราะไอ้ทิวมันท่าทางแปลกๆ ขนาดอยู่ไกลๆ ผมยังเห็นว่ามันคุยแบบใส่อารมณ์มาก มือสองข้างสั่นไปหมด จนพี่ขุนเอามือวางบนไหล่มัน ผมเลยเพิ่งสังเกตุว่าไอ้ทิวร้องไห้


จะว่าไปถึงพี่ขุน รุ่นพี่ปีสี่่ที่สาวๆ ชอบนักชอบหนา แต่เคยได้ยินพวกผู้หญิงบอกว่าพี่แกไม่คบกับใครจริงจัง แถมไอ้ทิวมันก็ดูจะอ้อนแอ้นนิดหน่อยด้วย


ฉิบหาย…นี่ผมเห็นอะไรที่ไม่ควรหรือเปล่าเนี่ย


“ปัง เก็บของเสร็จยัง” เสียงไอ้หมงตะโกนดังลั่นพร้อมกับเดินตึงตังเข้ามาแบบกระทันหันทำให้ผมไม่ทันได้ห้าม หมงตะโกนทักคนที่อยู่ด้านนอกทันที


“เฮ้ยทิว!”


ไอ้สัส! มึงหัดดูสถานการณ์บ้าง ทันทีที่ทักไปแบบนั้นไอ้หมงก็คงรู้ตัว มันหน้าเจื่อนนิดหน่อยพอพี่ขุนหันมา แต่ทิวกลับไม่ยอมหันมาตามเสียงทัก ผมที่ยืนหลบอยู่เลยโดนไอ้หมงดึงออกมาจากข้างกำแพงด้วย


“เอ่อ พวกกูกลับก่อนนะ เจอกันพรุ่งนี้มึง” ทิวพยักหน้าแล้วโบกมือให้ทั้งที่ยังหันหลัง ส่วนพี่ขุนผมไม่ขอเดาอารมณ์เขาก็แล้วกัน



*****



หลังกินข้าวเสร็จผมก็แทบจะลืมเรื่องทิวกับพี่ขุนไปเลย ไอ้หมงเองก็ไม่ได้พูดอะไร จนกระทั่งตอนเย็นที่ผมนัดกับพี่แป้งที่ร้านน้ำเลยนึกขึ้นมาได้ว่าพี่แป้งก็รุ่นเดียวกับพี่ขุนเหมือนกัน


“ตาสวย จมูกโด่ง ปากน่าจูบ หล่อแต่เก็บตัวไปหน่อย” พี่แป้งใช้หลอดคนโกโก้ปั่นวนไปวนมาพร้อมอมยิ้ม ก่อนจะหัวเราะออกมา “ทำไมถามถึงขุนสมุทรล่ะ มีอะไรรึเปล่า”


“พี่แป้งเล่นตอบซะผมไม่อยากพูดอะไรเลย” ได้ยินแบบนั้นพี่แป้งยิ่งขำ คนอะไรยิ่งยิ้มยิ่งน่ารัก เอาใจไอ้ปังไปใส่เพิ่มในโกโก้มั้ยครับ มันละลายจะแย่แล้ว “แล้วผมจะเอาอะไรไปสู้เนี่ย พี่แป้งพูดขนาดนี้”


“แหม ก็ถึงบอกว่าเก็บตัวเกินไป ก็คงเพราะโผล่เข้ามาเรียนตอนกลางปี 2 น่ะนะ เลยอาจไม่ค่อยสนิทกับคนอื่นเท่าไหร่” พี่แป้งอธิบายพร้อมกับหรี่ตา “หรือปังคิดว่าพี่ชอบขุนหรอ?”


“เห็นใครๆ ก็ชอบพี่ขุนกันทั้งนั้น” ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าพี่ขุนไม่ได้สอบเข้ามาเรียนตั้งแต่แรกเหมือนคนอื่น


“แล้วปังคิดว่าไง ผู้ชายแบบขุน” ผมเงียบ พี่แป้งก็เงียบ ท่าทางจะอยากรู้จริงๆ “ก็เหมือนจะอัธยาศัยดีแต่ไม่เห็นสนิทกับใคร พวกผู้หญิงรุ่นผมบ้าพี่ขุนกันมากแบบ...น่าหมั่นไส้”


“ฮ่าๆๆ ฟังดูเหมือนอิจฉานะ”


“เปล่าซะหน่อย เห็นหน้าแล้วไม่ค่อยอยากยุ่งด้วยเท่าไหร่ ไม่รู้ทำไม” พี่แป้งหัวเราะเบาๆ ก่อนที่เราจะคุยกันเรื่องอื่น ผมเลยรู้ว่าพรุ่งนี้พี่แป้งก็จะไปงานวันเกิดทิวด้วย คิดไปคิดมาถึงพี่ขุนกับไอ้ทิวจะคบกันหรืออะไรมันก็ไม่เกี่ยวกับผมเลยนี่หว่า เอาเป็นว่าเลิกคิด อย่างน้อยพรุ่งนี้ผมก็จะมีเหล้ากินฟรีแถมยังได้ไปปาร์ตี้กับพี่แป้งอีกด้วย


พอถึงเย็นวันศุกร์เพื่อนในชั้นเรียนก็เอาแต่พูดถึงงานเลี้ยงบ้านไอ้ทิวตอนเย็น ไอ้หมงเดินมาท้าวแขนบนโต๊ะเลคเชอร์ผมที่กำลังเก็บหนังสือการจัดการธุรกิจที่เอามารองนอนเมื่อกี้ใส่กระเป๋า


“กูว่าทิวมันแปลกๆ ว่ะ วันนี้คนอวยพรเยอะแยะ เสือกไม่พูดไม่จาทำเหมือนมีหมาตายอยู่ในปาก” หมามันตายในปากมึงน่ะสิ ผมส่ายหน้าแล้วตามมันไปที่ลานจอดรถ วันนี้ผมบอกคุณนายแจ่มฟ้าว่าจะนอนค้างบ้านหมงเพราะคงกลับดึก ไม่นานเวสป้าลายจุดรุ่นเก่าที่ไอ้หมงยึดของป๊ามันมาก็พาผมมาถึงบ้านมันโดยสวัสดิภาพ ผมแวะทักป๊ากับม๊าแล้วก็พากันขึ้นไปเล่นเกมอยู่บนห้อง รู้ตัวอีกทีก็ใกล้ถึงเวลากินเหล้าฟรีเลยรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วโบกแท็กซี่ไปบ้านไอ้ทิว


“ไอ้สัสหมง ไหนบอกกูว่าชุดธรรมดาก็พอ แล้วแจ็กเก็ตหนังที่มึงใส่อยู่คืออะไรวะ” ผมเบะปาก ไอ้เวร ทำห่านคู่สีขาวกูหมองไปเลย โชคดีที่คนหล่อใส่อะไรก็หล่อ เกือบชั่วโมงกว่าพวกผมก็มาถึงบ้านของทิวซึ่งอยู่เกือบออกนนทบุรี


“ไม่มาตอนเหล้าหมดเลยล่ะ” ทิวทักพร้อมรอยยิ้มจางๆ ผมอวยพรมันแบบขำๆ ก่อนจะใช้สายตาเรดาห์มองจับสัญญาณหาพี่แป้งคนสวยที่เมื่อกี้เพิ่งไลน์มาถามว่าผมถึงไหนแล้ว


“พี่แป้งอยู่ในสวนมั้ง เมื่อกี้เห็นอยู่” นอกจากรูปงามแล้วยังมีน้ำใจ ผมขอบใจทิว มึงช่างแตกต่างจากไอ้หมงจริงๆ น่าเสียดาย อย่างมึงไม่น่าโดนพี่ขุนเขมือบ


“ไง” ผมสะดุ้งโหยง อย่าว่าขวัญอ่อนเลยครับ แต่อยู่ๆ ก็โดนจับไหล่แบบนี้เป็นใครก็ตกใจ และไม่คิดว่าจะเห็นคนที่ผมเพิ่งนินทาในใจ


“หวัดดีพี่ มาด้วยหรอ” นึกว่าทะเลาะกัน หรือไม่ก็เลิกกันแล้วซะอีก 


พี่ขุนพยักหน้า “แล้วปังมากับใคร” 


“ไอ้หมงที่ตัวใหญ่ๆ แต่ดัดฟันไม่เข้ากับหน้า” ผมกับพี่ขุนไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว ถึงจะเดินสวนกันอยู่หลายครั้งแต่ก็เหมือนดาวเคราะห์คนละวงโคจร คิดแล้วยังงงๆ นี่พี่ขุนรู้จักชื่อผมด้วยหรอวะ หรือเป็นเพราะผมไปเห็นเขาอยู่กับทิวเมื่อวันก่อน


“พี่มีอะไรรึเปล่า” ผมถามแต่กลับได้คำตอบเป็นสายตาที่มองอย่างสังเกต


“เปล่าหรอก งั้นไว้เจอกัน” พูดจบเจ้าตัวก็ผละไป นึกจะมาก็มานึกจะไปก็ไป ผมเดินงงๆ ตามคนอื่นเข้าไปในบริเวณสวน พอเลี้ยงผ่านต้นไม้ใหญ่ก็ต้องร้องโห ไอ้ทิวมันจัดงานจริงจังมากครับ ต้นไม้ในสวนถูกประดับด้วยสายหลอดไฟสีเหลืองนวล ตรงกลางสนามหญ้าเป็นโต๊ะบุฟเฟต์อาหารคาวหวานกับพวกเครื่องดื่มแบบจัดหนักจัดเต็ม เก้าอี้ให้นั่งมีไม่เยอะเท่าไหร่่ ถัดออกไปไม่ไกลคือบันไดหินเตี้ยๆ ติดกับโซนสระว่ายน้ำที่ยกพื้นหินขึ้นสูงกว่าตัวสวน บ้านแมร่งอย่างกับในละครหลังข่าว 


“มาช้านะเรา” ผมยิ้มทันทีที่เมื่อเห็นพี่แป้งในชุดเสื้อครอปสายเดี่ยวตัวสั้นกับกางเกงขายาวสีขาวล้วน “เมื่อกี้แอบเห็นนะว่าเราคุยกับขุน แน่ะๆ อย่าบอกนะว่าที่แอบมาถามเมื่อวันก่อนจะสนใจเอง” พี่แป้งยักคิ้วหลิ่วตา เฮ้ยเดี๋ยว คิดอะไรเนี่ย ผมไม่ทันได้ปฏิเสธไอ้หมงก็โผล่เข้ามาจากด้านหลังแล้วลากผมไปหาอะไรกิน ไอ้เพื่อนเวร มึงไม่เห็นหรอว่ากูคุยสาวอยู่


“เรื่องกินต้องมาก่อน แดกอิ่มแล้วค่อยไปจีบต่อ” มันยังมีหน้ามาปลอบใจ แต่พอเห็นบรรดาอาหารผมก็เริ่มคล้อยตาม เลยฟาดอาหารทุกหมวดเท่าที่คุณแม่บ้านจะจัดไว้ แต่เพียงครู่เดียวยำวุ้นเส้น แหนม ผัดมะกะโรนี และเบียร์เย็นๆ ก็รวมตัวกันแล้วเล่นงานผมจนได้ 


ท้องไส้มันเริ่มปั่นป่วนแฮะ


“เดี๋ยวกูมา” ขนลุกขนาดนี้มีแนวโน้มว่าข้าศึกจะบุกตีค่ายในไม่ช้า ไม่น่าตะกละเลยไอ้ปังตอ


“ค่อยไปดิวะ เดี๋ยวจะมีแสดงอะไรไม่รู้ คนมารวมกันหมดแล้วเนี่ย” ไอ้หมงดึงเสื้อยืดผมซะทำเหมือนกับว่าไม่ฟังวาทะไอ้ทิวจะเป็นเรื่องผิดมาก


“หรือจะให้กูขี้ตรงนี้ สัส!” มันปล่อยมือพร้อมกับทำท่าสะบัดมือรังเกียจแบบกระแดะมากทันที หลังจากหลบหลีกผู้คนที่เดินสวนเข้าไปรวมตัวกันจนเข้าไปในตัวบ้านได้ ผมก็ใช้เวลาอยู่ในแดนสวรรค์พร้อมการ์ตูนขายหัวเราะที่วางเรียงไว้ ใช้เวลาอยู่นานพอควรเพราะอ่านการ์ตูนไปด้วยจนนึกขึ้นได้ว่าเหมือนจะมีโชว์อะไรก็เลยออกมา


แต่พอออกจากห้องน้ำบรรยากาศกลับแปลกๆ ทั้งบ้านเงียบไปหมด แม้แต่เสียงเพลงนอกบ้านก็ยังไม่ได้ยิน แถมยิ่งกว่านั้นประตูหน้ายังถูกล็อคอีกต่างหาก ผมเดินวนไปมาจนเจอห้องครัวแล้วเห็นประตูด้านหลังแต่พอลองเปิดก็กลายเป็นว่าประตูล็อคอีก


“ฉิบหาย” ผมเขย่าลูกบิดประตูไปมา อะไรวะ เมื่อกี้ยังเข้ามาได้ปกติอยู่เลย 


จู่ๆ เสียงประหลาดก็ดังจากชั้นบน ผมเงี่ยหูฟัง มันเป็นทำนองแต่ไม่ใช่เพลง มันเหมือน...บทสวด


“ทิว!” ผมตะโกนเรียก “มีใครอยู่มั้ยครับ ประตูมันล็อค” มีเพียงความเงียบที่ตอบกลับมา ผมเลยถือวิสาสะเดินไปตามห้องต่างๆ แต่กลับไม่เจอใครแม้แต่คนเดียว


เสียงบทสวดยังดังแว่วอย่างต่อเนื่อง ผมเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนเผื่อจะเจอใคร

        แต่ส่ิงที่ผมเจอกลับเป็นมากกว่าใครสักคน


ภาพที่ผมเห็นคือกลางห้องโถงชั้นบนมีแท่นบูชาตั้งอยู่ ทิวยืนอยู่กลางวงกลมที่ถูกจุดเทียนล้อม บนพื้นวงกลมถูกวาดเป็นรอยแปลกๆ มันตาโตเมื่อเห็นผมเดินขึ้นมา และอีกคนที่ผมหันไปเจอคือเจ้าของเสียงบทสวดที่ผมได้ยิน

        พี่ขุนขมวดคิ้วทันทีเมื่อเห็นผมขยับเดินและหยุดสวดมนต์บางอย่างที่ฟังไม่ได้ภาษา อีกฝ่ายเดินย่างสามขุมเข้ามา


“บ้าจริง! ทำไมเรามาอยู่ที่นี่!”


“เฮ้ยอะไร” ผมสะบัดแขน


“ปัง! ทำไมมึงไม่อยู่ในงาน!” ทิวที่อยู่ในวงพิธีหน้าตาตกตื่น


“กะ..กูมาขี้ แล้วบ้านล็อค” เดี๋ยวๆ ผมว่าประเด็นตอนนี้คือผมต้องบอกมันด้วยหรอ


“ไม่ต้องอธิบายแล้ว ทำให้เพื่อนเราอยู่เงียบๆ” พี่ขุนพูดพร้อมดึงแขนเสื้อผมให้ตามไปอีกมุม เฮ้ย! นี่มันอะไรกันวะ


“ได้เวลาแล้ว” พี่ขุนแมร่งยังเสือกพูดเรื่องที่ผมไม่เข้าใจอยู่อีก!


ผมเงยหน้าตามพี่ขุนที่มองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่แล้วถึงได้เห็นพระจันทร์เต็มดวง อย่าบอกนะว่าจะมีใครกลายเป็นมนุษย์หมาป่า นี่ไม่ตลกนะเว้ย พี่ขุนขยับปากพึมพำ เสียงบทสวดชวนขนลุกยังดังต่อเนื่อง ใบหน้าที่เคยดูอ่อนโยนแบบที่สาวๆ ชอบนักกลับดูจริงจังจนน่ากลัว


“อึก…” อยู่ๆ ทิวก็งอตัวทรุดลง ใบหน้าซีดเซียว ผมเขย่าตัวมันแต่กลับกลายเป็นว่าไอ้ทิวอ้าปากแล้วก็มีอะไรบางอย่างหลุดลอยออกมาจากในปากมัน


“เชี่ย!” ผมร้องดัง ถอยกรูดออกจากทิวด้วยความตกใจ ดวงไฟสีแดงคล้ำเล็กๆ ลอยออกมาจากปากไอ้ทิว บ้าไปแล้ว! นี่มันบ้าสัสๆ! บ้าที่สุดที่ผมเคยเจอ! 


พี่ขุนหันมามองผมด้วยอารมณ์แบบไหนสมองตอนนี้ก็ประมวลผลไม่ได้แล้ว เพราะไอ้ดวงไฟที่เพิ่งออกจากปากทิวมันกำลังลอยอ้อยอิ่งมาทางผม


“หลับตาแล้วอย่าขยับ!” พี่ขุนร้องสั่งเสียงเข้ม ดวงตาของผมยังจ้องแสงที่ลอยเข้ามาใกล้ มันเคลื่อนที่เข้ามาช้าๆ ในหูแว่วได้ยินเสียงบทสวดแทรกด้วยเสียงกระซิบอะไรบางอย่างที่ผมไม่แน่ใจว่าได้ยินจริงๆ หรือแค่คิดไปเอง


…จับสิ...


แล้วมือของผมก็ยื่นออกไปเองโดยอัตโนมัติ


“ปัง!” เร็วเท่าเสียง พี่ขุนพุ่งตัวเข้ามาคว้ามือของผมที่กำลังจะเอื้อมจับแสงนั่นเอาไว้แต่ดวงแสงกลับลอยเข้ามาในอุ้งมือผมในจังหวะเดียวกับที่มือพี่ขุนประสานเข้ามา ฉับพลันทั้งตัวก็ร้อนวาบ หัวใจกระตุกแรงจนเจ็บในช่องอก แล้วเรี่ยวแรงที่มีก็หายวับไปทันที 


ผมรู้สึกถึงความเจ็บที่แผ่นหลังกระแทกกับพื้นไม้

แล้วสัมปชัญญะสุดท้ายก็หายไป



@@@@@



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 111 ครั้ง

5 ความคิดเห็น

  1. #297 saisaisaisai14 (@saisaisaisai14) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2562 / 22:14
    แค่มาขี้เอง!!!
    #297
    0
  2. วันที่ 23 มีนาคม 2562 / 23:09

    นน่าสนใจมาก

    ตามมาจากในทวิต

    ขออ่านต่อก่อนนะ

    #275
    0
  3. #224 Prawpak (@prawpak) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 15 มกราคม 2562 / 23:10
    ซวยจริง 555
    #224
    0
  4. #24 Lingbahh สนพ.นาบู (@nabu-palace) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 25 มิถุนายน 2560 / 13:16
    โคตรพีคที่มาขี้แล้วบ้านล็อกนี่แหละ คือน่าจะเป็นดวงซวยที่สุดแล้วในปฐพีนี้ รองลงมาคือทิชชูหมด
    #24
    0
  5. #4 real_208 (@real_208) (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 / 14:46
    "กูมาขี้ แล้วบ้านล็อค"
    โอ๊ยยย หลุดขำ หนูปังตอบไปด้วยความที่ไม่รู้อะไร นึกแล้วฮา
    #4
    0