( yaoi ) NITI man, society and lover #มนุษย์นิติสังคมและคนรัก [END]

ตอนที่ 19 : บรรพ : special วิศวกรชวนเข้าบ้าน (full)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 46,225
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2,473 ครั้ง
    6 ต.ค. 61





ตอนพิเศษ : วิศวกรชวนเข้าบ้าน

 



          ปิดเทอมใหญ่ย่างกรายเข้ามาได้เกือบเดือนแล้ว แต่ผมก็ยังเป็นนิติกรคนดีคนเดิมเพิ่มเติมคือหล่อมากขึ้นทุกวันๆ

          คิดแล้วก็กลุ้มใจนะครับ เพื่อนผู้หญิงนี่ทักมาชวนไปดูหนังบ้าง ไปร้านนมบ้าง ไม่ก็พากันไปเดินเล่นที่ห้างจนขาลากแทบทุกวัน ตกดึกไอ้จ๊อบไอ้ไบร์ทเพื่อนกลุ่มเดียวกันตอนมัธยมก็ชวนไปแดกเหล้าอีก ชีวิตไม่เคยเว้นว่างเลย

          ส่วนเรื่องผู้หญิงมาชวน ถามว่าไม่ไปได้ไหม แต่ก่อนไม่ได้ครับ แต่ตอนนี้อยู่ในจุดที่ต้องสำเหนียกตัวเองจริงๆว่าไม่โสด อีกอย่างผมก็ตั้งความสัมพันธ์ในเฟซบุ๊คว่ามีแฟนแล้วด้วย ถึงจะไม่ได้ขึ้นว่าเป็นใคร แต่ก็เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าผมมีแฟน ถ้าจะไปก็คงต้องเป็นเพื่อนสนิทหรือไม่ก็ต้องไปกันหลายคนจริงๆ

          ไม่ต้องถามถึงเรื่องนอกใจหรือไม่นอกใจนะครับ อยู่ไกลกันขนาดนี้ ผมก็ผู้ชาย อ๊ะ เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งด่า เดี๋ยวสำนึกผิดไม่ทัน ก็แหม่ ไปเที่ยวกับแก๊งเพื่อนผู้ชาย จะไม่ให้แซวสาวในผับในร้านเหล้าเลยมันก็ไม่เรียกว่าคนเมาครับ แต่ไม่ได้นอกใจอะไรเลยนะ สาบานได้

          แล้วไอ้เรื่องร้านนี้จบแล้วไปต่อร้านไหนอีกเนี่ยไม่ต้องพูดถึงหรอก เหี้ยวิศวกรแม่งดุชิบหาย ตัวไม่อยู่ด้วยกันแม่งก็ทำให้เหมือนอยู่ด้วยตลอดเวลา พอไปเที่ยวทีไรเที่ยงคืนปุ๊บมันก็วิดีโอคอลมาสั่งให้กูกลับทันที

          ถามอีกว่ากลับไหม ก็ต้องกลับสิครับไอ้เหี้ย เคยบอกว่าจะไม่กลับแล้วครั้งนึง รู้ไหมมันทำยังไง แม่งจองตั๋วเครื่องบินมางอนกูถึงที่กรุงเทพ เหี้ยมาก คนแบบนี้กูก็เพิ่งเคยพบเคยเจอ เคยได้สัมผัสแต่แบบงอนแล้วตัดสายหนี โทรหาไม่รับ ไลน์อ่านไม่ตอบ แต่เหี้ยนี่แม่งเล่นบินจากเชียงใหม่มาหากูเพื่อบอกคำเดียวว่า งอน

          มาไม่ให้รู้ตัวด้วยนะ รู้อีกทีคือตอนที่มันโทรมาบอกว่าอยู่ดอนเมืองมารับหน่อย ผมไปถึงมันก็เช็คโทรศัพท์กูแบบไม่พูดเหี้ยไร สรุปว่ามาครั้งนั้นมันก็บังคับให้ผมพาแม่งไปฝากเนื้อฝากตัวกับแม่ผมอีกครั้งในฐานะแฟนเลย ไม่ถงไม่ถามสุขภาพกูสักคำ

          แม่ผมช็อคไหมหรอ ไม่เหลือครับ หลังมันกลับไปปุ๊บแม่เล่าให้พ่อฟังปุ๊บ พวกแกโกรธผมตายห่า

          แต่ก็อย่างว่า ผมมันคนนิสัยไม่ยอมใครโดยเฉพาะเรื่องความรัก ผมจะรักใครชอบใครไม่มีใครห้ามผมได้นอกจากตัวผมเอง แน่นอนว่าหลังจากที่ไอ้บอมกลับเชียงใหม่ไป ผมกับพ่อแม่ไม่คุยกันเป็นอาทิตย์ แต่สุดท้ายพี่จีกับพี่จีนก็มาพูดช่วย

          คราวแรกพวกแกไม่สนับสนุน เพราะคิดว่ามันอาจจะเป็นแค่ความคิดที่อยากรู้อยากลองของเด็กวัยรุ่น ถูกอย่างที่พ่อบอก มันเป็นรูปแบบของความรักที่ไม่ยืนยาว สักวันผมก็ต้องแต่งงานมีลูก เพราะงั้นควรเลิกกันเถอะ แต่ผมก็แย่เกินกว่าที่จะเชื่อฟังคำสั่งสอนของพ่อกับแม่แล้วบอกพวกท่านออกไปอย่างหัวร้อนว่า

          ไม่เป็นไร ผมประคองของผมเองได้ ต่อให้เกิดว่าสักวันนึงเราต้องเลิกกันผมก็ไม่เป็นไร แต่ตอนนี้ผมกับมันรักกันอยู่ แล้วก็ยังไม่มีความคิดที่จะเลิกด้วย ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากเลิกเลย ผมไม่ได้เตรียมใจไว้เผื่อเรื่องนี้ แต่ถ้าเลิกกันแล้วต้องเป็นฝ่ายทุกข์เพราะพ่อกับแม่ไม่ไฟเขียว ผมไม่มีความสุขจริงๆ ผมขอบวชไปตลอดชีวิตดีกว่า

          ไอ้เรื่องบวชตลอดชีวิตนี่ประชดครับ การละจากทางโลกแล้วหันเข้าสู่ทางธรรมเป็นสิ่งเดียวที่คิดว่าผมทำไม่ได้แน่ๆ แค่บวชแก้บนให้แม่ตอนปิดเทอมขึ้นมอหก 7 วัน กูยังนั่งร้องไห้ไปสวดมนต์ไปเพราะหิวมาม่าเลยไอ้ชิบหาย

          แต่ถ้าต้องเลิกกับไอ้บอมขึ้นมาเพราะพ่อกับแม่จริงๆ ความคิดนี้อาจจะกลับเข้ามาในหัวผมอีกทีก็ได้

          ตอนนั้นผมแม่งโคตรกลัวเลย ได้แต่คิดว่าตัวเองพูดไปงี้แล้ว ไม่พ่อก็คงเป็นแม่ที่ต้องพูดประโยคนี้กับผมว่า มึงไม่ใช่ลูกกูอีกต่อไป แต่ก็ถือว่าเป็นความโชคดีที่ตอนนั้นพวกแกทำแค่สีหน้าหงุดหงิดใส่แล้วยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเหมือนว่ากินข้าวไม่ลงแล้ว ผมเลยชิงพูดตัดหน้าก่อน

          ขอโทษจริงๆที่ทำให้พ่อกับแม่ผิดหวัง แต่ต่อให้จากนี้ไปผมจะมีแฟนเป็นสักผู้ชายกี่คน ยังไงผมก็เป็นลูกของพ่อแม่เหมือนเดิม ผมจะตั้งใจเรียนให้จบ จะหางานดีๆทำให้มีเงินเลี้ยงตัวเองได้เหมือนที่พ่อแม่เคยสอน ขอแค่อย่างเดียว อย่าบังคับให้ผมเลิกกับมันเพราะผมจะทำทุกวิถีทางที่จะได้กลับไปคบกับมันอีกแน่ๆ

          อารมณ์เป็นตัวนำพาทุกสิ่ง ส่งผลให้ผมแทบไม่แคร์อะไรต่อมิอะไรแม้ว่าคนๆนั้นจะเป็นครอบครัวผู้ซึ่งคือคนที่ห่วงใยผมมากที่สุด ที่น่าสมเพชคืออะไรรู้ไหม ผมประชดพ่อกับแม่กลับเหมือนว่าตัวเองจะรักผู้ชายอีกสักกี่คนก็ได้ ไม่ต้องมายุ่ง ทั้งที่จริงนอกจากพ่อแล้วผู้ชายที่ผมจะรักได้คงมีแค่ไอ้บอมคนเดียว

          แย่ที่สุดก็ตอนที่เวลาอยู่ต่อหน้าพวกท่านผมทำเหมือนตัวเองเข้มแข็ง ทำเหมือนว่าไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไร แต่พอผมเดินกลับขึ้นห้องตัวเองไปผมกลับโทรไปร้องห่มร้องไห้ใส่ไอ้บอม ตอนนั้นผมถึงได้รู้ว่าถ้าจะมีใครสักคนที่ได้เห็นความอ่อนแอของผมก็คงจะมีแต่มันนั่นแหละ

          แน่นอนครับว่าหลังจากนั้นผมไม่พูดกับพ่อแม่อีก ไม่ใช่ว่าไม่มีใครพูดด้วย แต่เป็นผมเลือกที่จะหลบหน้าทุกคนเอง ไม่ร่วมโต๊ะกินข้าว ไม่ลงมาช่วงเวลาที่รู้ว่าพ่อกับแม่จะอยู่ข้างล่าง จนกระทั่งพี่จีกับพี่จีนแวะมาที่บ้านนั่นแหละ

          วันต่อมาแม่ขึ้นมาปลุกผมให้ไปใส่บาตร ตอนกลางวันก็ให้ขับรถพาออกไปทำบุญที่วัดแถวๆเพชรบุรีทั้งที่วันนั้นรถโคตรจะติด แต่แม่กลับพูดคุยกับผมได้เหมือนปกติ ไม่บ่น และก็ใช่...แกไม่พูดถึงเรื่องเมื่ออาทิตย์ก่อนเลย ตกเย็นพ่อยังก็มาถามเรื่องรถยนต์ว่าเอาไปเช็คเครื่องหรือยัง มันครบกำหนดแล้ว

          ผมไม่รู้ว่าพี่สาวพูดอะไร แต่คิดว่าไม่ใช่เพียงแค่พี่สาว มันเป็นผมเองที่หลงลืมไปว่าพ่อกับแม่เป็นคนที่ทำงานในสังคม พบเจอผู้คนมากหน้าหลายตา มีทั้งร้อยพ่อพันแม่และเจอมาแทบจะทุกรูปแบบ มีแต่ตัวผมเองนี่แหละที่ปิดหูปิดตา ถือฐิติมาบังเอาไว้จนมองไม่เห็นว่าคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนเขาก็แค่หวังดี

          จริงๆพ่อกับแม่ไม่ได้อะไรตั้งแต่สองวันแรกที่เห็นน้ำตาลูกแล้ว

          ผมยังจำได้ดีว่าวันนั้นเป็นวันที่ผมยิ้มได้กว้างที่สุด แม้อากาศจะร้อนและรถตอนขากลับติดมากแค่ไหน แต่ก็อยากขอบคุณอีกครั้งที่ไอ้บอมเป็นฝ่ายทะเล่อทะล่าโทรมาหาและแม่ผมก็เป็นคนขอคุยกับมัน

          แย่เนอะ พอเกิดเรื่องนี้ขึ้นมาผมดูเป็นลูกที่แม่งไม่ดีไปเลย แต่เพราะว่าเป็นเรื่องของไอ้บอม ผมเลยแทบไม่อยากจะนึกถึงอะไร จะว่าเห็นแก่ตัวก็ได้ แต่ผมยังไม่พร้อมที่จะเสียมันไปไหนทั้งนั้นจริงๆ

          เอาเถอะ เรื่องอะไรที่มันผ่านมาแล้วก็ให้มันผ่านไป คิดมากไปก็ปวดหัว ดราม่าไม่ใช่แนวผมจริงๆว่ะ อะไรๆก็ต้องเมคกิทอีซี่ผงซักฟากไว้ก่อน ถุ้ย

          ครับ พอปิดเทอมแล้วเห็นชื่นมื่นอย่างงี้อย่าคิดว่าไม่ผมเหงานะ

          คิดถึงเพื่อนบ้างล่ะ คิดถึงบรรยากาศในมอบ้าง ไหนจะร้านเหล้าเอย สนามฟุตบอลเอย ที่ขาดไปไม่ได้ก็คงจะเป็นคนที่ขึ้นชื่อสถานะว่า แฟนนั่นแหละ แม้ที่นี่จะมีสถานที่ให้ไปเยอะแยะ แถมยังดีกว่า แต่เข้าใจไหมครับว่ามันไม่เหมือนกัน อยู่มหาลัยผมมีอิสระมากกว่านี้อ่ะ

          ปกติเวลาอยู่มอผมก็ไม่ค่อยกลับบ้านอยู่แล้ว เหตุผลใหญ่ๆเลยคือหนึ่งล่ะบ้านผมไกล สองก็อย่างที่รู้ๆกัน ผมมันเป็นพวกรักสนุกเว้ย ติดเพื่อนด้วย บางทีก็ติดสาว เข้าปีหนึ่งแรกๆมันเห่อไง ไอ้พวกที่เคยมีแฟนมาตอนมัธยม ถ้าไม่อยู่จังหวัดเดียวกันจริงๆ ต่อให้รักกันมามากแค่ไหน พอมาเจอสังคมในมหาลัยเข้าไปใจแม่งก็เล่นเป๋กันหมด กูเองก็เช่นกัน

          เวลาจะกลับบ้านทีก็เลยต้องมีฤกษ์มียามให้กลับ อย่างเช่น วันหยุดนักขัตฤกษ์ยาวต่อกันเป็นอาทิตย์ ไม่ก็เงินหมดตั้งแต่ต้นเดือนงี้ ส่วนไอ้วิศวกรน่ะหรอ รายนั้นไม่ต้องพูดถึงครับ บ้านแม่งเล่นปาไปอยู่แถวภาคเหนือ กลับแค่ช่วงหยุดกีฬาระหว่างคณะตอนนั้นครั้งเดียว หลังจากนั้นกูก็ไม่เห็นมันกลับอีกเลย

          เพราะงั้น สำหรับเด็กบ้านไกลอย่างพวกเราแล้ว มันมีไม่กี่ช่วงหรอกที่จะได้กลับบ้าน หนึ่งในนั้นก็คือช่วงปิดเทอมนี่แหละ บอกเลย เหงากายยังไม่เท่าไหร่ แต่เหงาใจนี่สิใครจะช่วยได้

          Rrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrrr 

          อ้ะ แค่นึกถึงก็มาละ ตายยากจริงๆ

          (ตื่นยัง)

          ตื่นแล้ว

          (ตอแหล) เกลียดมันว่ะ นับวันฝีปากแม่งยิ่งจัดจ้านขึ้น ผู้ชายเรียนนิตินี่เป็นแบบนี้กันทุกคนไหมถามจริง พ่อผมนี่เห็นนิ่งๆเงียบๆแบบนี้ ด่ามาแต่ละทีหน้าสั่นไปทั้งแถบ ดีนะผมได้แค่ความหล่อมา ส่วนคารมคมคายบาดใจสาวงี้ก็ต้องคุณจอยแน่นอนสิครับ ไม่งั้นจะได้คุณเจมส์ลูกคนสุดท้องตระกูลพิชญเดชามาครองหรอ

          เออ ตื่นตอนมึงโทรมาเนี่ยกลับมาที่มันแล้วก็เซ็ง ไม่มีหรอกครับคำว่าคิดถงคิดถึง มีแต่นั่งเครื่องบินมาหาเลย บ๊ะ!

          (จะบ่ายโมงแล้ว กลับบ้านไปได้กินข้าวเช้าสักครั้งยัง)

          กินทีเดียวรวบเช้าเที่ยงเลย เมื่อคืนกูนอนดึกเลยตื่นสายว่ะ

          (ไปไหนมา)

          หึ! ไม่ได้ไปไหนเลยค้าบ อยู่บ้านทั้งวัน

          (อยากเจอหน้ากูขนาดนั้นเลยหรอ หืม?)

          ควาย มึงเพิ่งกลับไปเมื่อวันก่อนเองมั๊ย จะมาอีกเพื่อ?”

          (คิดว่ากูไปอีกไม่ได้หรอ) ดูมัน คือปกติมันก็มาหาผมได้แทบจะทุกอาทิตย์อยู่แล้วอ่ะครับ บอกว่าไม่ต้องมามันก็มาแม่ง ให้เหตุผลว่ามาพร้อมพ่อมันที่มีสอนนักศึกษาที่มหาลัยแถวๆนี้พอดี จริงๆพ่อมันจบที่ม.ดังในภาคกลางนี่แหละครับ แต่ไปทำงานที่เชียงใหม่แล้วก็เจอกับแม่มันที่นั่น

          เวลามันมาบางวันก็ค้างโรงแรม บางวันก็ไปกลับ ขอแค่ได้เห็นหน้าก็เอามันว่า แต่เวลาค้างทีกูก็ต้องหิ้วสารร่างตัวเองไปอยู่เป็นเพื่อนมัน ให้มาค้างที่บ้านผมมันก็ไม่เอาอีก บอกเกรงใจพ่อกับแม่ผม เอาเถอะ คนบ้านมีเงินเขาใช้ชีวิตกันแบบนี้

          จะว่าไปบ้านกูก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่อะไรนะเว้ย เนี่ยห้าล้านสามถึงจะหลังเท่าจอมปลวก แต่พ่อกับแม่ช่วยกันผ่อนแล้วผ่อนอีกก็ยังไม่หมดสักที ดีอย่างเดียวคือใกล้ BTS นี่แหละ ถึงมันมาก็คงต้องนอนห้องเดียวกับผมอยู่ดี

          มึ้งงง กูจะไปไหนได้วะถามจริง นี่มึงจะมองกูในแง่ร้ายเกินไปเปล่าอ่ะ พ่อกับแม่กูยังไม่ถามเยอะขนาดนี้เลยนะ

          (แค่ได้ยินเสียงมึงก็รู้แล้ว)

          อ่ะเดาเก่ง เก่งขนาดนี้ส่งคนมาสะกดรอยตามกูถูกมั๊ย

          (อย่าท้า)

          ถุ้ย อย่าคุยให้มาก

          (สรุปเมามาใช่ไหม)

          เออ นิดนึง เพื่อนโรงเรียนมันชวนอ่ะ

          (ทำไมไม่บอก)

          ก็โทรไปแล้วมึงไม่รับไง แม่งหลับเร็วชิบหาย เวลามึงหลับก็เหมือนซ้อมตาย กูโทรหาตั้งหลายครั้ง หรือว่ามึงจะเถียง แคปหน้าจอมาให้กูดูเลยว่าสายล่าสุดที่มึงไม่ได้รับห้าสายคือใคร เสือกปิดเสียงไว้ทำไมอ่ะครับพ่อ งานนี้กูปฏิเสธไม่ได้ด้วย รวมรุ่นโรงเรียนกู)

          (โทรมาตอนห้าทุ่มนี่คือเร็วแล้ว?) มึงก็ยังจะหาเรื่องมาจับผิดกูได้อี๊กกก

          เออ นอนเร็วของกูคือห้าทุ่ม จำไว้ด้วย

          (แล้วทำไมไม่ไลน์บอกไว้)

          ไลน์ไปทีไรมึงเคยเปิดอ่านของกูมั๊ย มีแต่โทรกลับมาอย่างเดียว ตอนนั้นก็โทรไปตั้งห้าสายแม่งยังไม่รับเลย นับประสาอะไรกับข้อความ เมื่อคืนกูไปแค่แป๊บเดียวก็กลับมาแล้ว มันไม่มีอะไรให้ทำอ่ะ ว่าแต่มึง โทรมามีไรเปลี่ยนเรื่องสิครับ สีข้างกูจะถลอกหมดแล้ว เดี๋ยวโดนมันถามจี้แล้วแม่งรู้อีกว่าเมื่อคืนกูยันหว่าง  

          จริงๆเลี้ยงรุ่นนี่ถึงแค่ตอนเที่ยงคืนครับ แต่หลังจากนั้นคือเพื่อนชวนต่อล้วนๆ กะว่าจะโทรไปบอกมันแหละ แต่แม่งไม่รับสักที พูดเลยว่าตอนเช้านี่ไม่ได้กลับบ้าน ได้ไปค้างที่คอนโดพี่จีแทน เพิ่งจะกลับมาถึงบ้านก็ตอนสิบเอ็ดโมงเนี่ย  ปวดหัวมากเลยของีบสักหน่อย

          (ช่วงใกล้ๆเปิดเทอมว่างไหม)

          ว่างไม่ว่างก็ขึ้นอยู่กับคนถามอ่ะครับว่าคือใคร

          (คบกันมาจะครึ่งปีแล้วยังไม่รู้อีกหรอว่ากูคือใคร) ไอ้ควาย มุขจีบสาวที่กูได้มาจากเพื่อนเมื่อคืนนี่กลายเป็นขยะมูลฝอยตามชายหาดไปเลย

          เออ คิวกูยาวไปถึงพัทยาเลยแหละ แต่ถ้าเหตุผลมึงฟังดูดีกูอาจจะเก็บไปพิจารณา อ่ะว่ามาครับ

          (จะชวนไปเที่ยว)

          เที่ยวไหนเอ่ย ไม่ไปทะเลนะคะ พี่เพิ่งไปมาเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว

          (ตอบมาก่อนว่าว่างรึเปล่า)

          มึงยังจะถามอีกเรอะ จี้ก่อนเป็นเดือนๆขนาดนี้กูก็คงต้องว่างแล้วมั๊ยสัด

          (มีพาสปอร์ตไหม)

          เดี๋ยวๆ มีดิ มึงถามหาพาสปอร์ตทำไมวะ

          (จะพาไปญี่ปุ่น)

          อ๋อ...ห๊ะ!!!!!!!!!”

          WTF!!!!

          (ฮอกไกโด ไปไหม จองตั๋วแล้ว)

          ไอ้เหี้ยยยยยยยยยย

          ตลกละมึง

          (กูเหมือนคนตลกกำลังเล่นตลกอยู่หรอ)

          เฮ้ย! จริงปะเนี่ย?!

          (ครับ)

          มึงพูดง่ายๆเหมือนเย็นนี้ไปกินซูชิที่ญี่ปุ่นแล้วไปต่อกันที่ปารีส ดื่มแชมเปญสักแก้วสองแก้วแล้วค่อยกับมานอนที่กรุงเทพงี้อ่ะบอม ญี่ปุ่นพ่องงงงง

          (ไปแค่อาทิตย์เดียว)

          ถ้ามึงไม่บอกว่าจองตั๋วแล้วกูบอกไม่แล้วเนี่ย แม่ง...แป๊บ!” ว่าจบผมก็ถีบผ้าห่มออกด้วยความหัวเสียสุดๆก่อนจะวิ่งตึงตังลงไปยังชั้นล่าง ร้องเรียกหาแม่แล้วก็ได้ยินเสียงนางจอยตอบกลับมาจากทางหลังบ้าน กำลังยืนเอาผ้าใส่เครื่องซักอยู่พอดี พอเห็นว่าเป็นผมวิ่งหน้าตาเหรอหราลงมาก็ไม่วายสั่งให้เอาผ้าลงมาซักต่อ

          แม่!”

          มึงจะแหกปากทำไมเนี่ย กว่าจะเสด็จลงมาได้นะ ไปเอาผ้าลงมาซักต่อเลย ไม่ใช่เน่าคาห้องไปแล้วหรอ โตขึ้นมหาลัยจะปีสองแล้วนะจิน ทำไมไม่รู้จักหัดปรับปรุงตัวบ้าง เมื่อคืนกลับมากี่โมงโอโห เป็นชุดเลย

          เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน คือบอมมันชวนจินไปเที่ยวอ่ะ

          เอ้า อยากไปก็ไป เที่ยวไหนล่ะ

          ญี่ปุ่น

          พูดเป็นเล่น จะเอาเงินที่ไหนไป ไปขอพ่อมึงนู่นไยมาเธอร์เกรี้ยวกราดอะไรเช่นนี้ พี่จีต้องฟ้องแม่อีกแน่ๆ จบนี้คงต้องเคลียร์กันสักหน่อย บอกแล้วว่าห้ามบอก นี่ก็ลืมไปเลยว่าวันนี้เป็นวันหยุด พ่อกับแม่ไม่ไปทำงาน

          มันจองตั๋วให้แล้วอ่ะ ค่าเครื่องมันจะออกให้ผมว่าพลางชี้นิ้วเข้าที่โทรศัพท์ซึ่งกำลังถือสายอยู่ แม่ได้ยินก็ชะงักไป

          ไปลำบากเค้าทำไม มา ให้แม่คุยหน่อยเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วคุณนายพิชญเดชาก็แบมือมาขอโทรศัพท์ไป

          เอ้อ ว่าไงลูกแหม้...คำว่าลูกนี่เสียงกระดี๊กระด๊าเชียวนะแม่ พอกับลูกตัวเองแม่งใช้ศัพท์พ่อขุน ผมได้แต่มองตามนางจอยหายออกไปเท้าสะเอวคุยอยู่ข้างนอนนานสองนาน ก่อนจะเดินกลับเข้ามาด้วยรอยยิ้มพลางพูดไปพยักหน้าไปเหมือนอีกฝ่ายจะเห็นงั้นแหละ

          ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทางนั้นคุยกับแม่ผมอิท่าไหน แม่ถึงได้มีแต่คำว่าอ๋อๆอย่างนี้

          จ้า...มันรีบวิ่งหัวฟูลงมาหาแม่เนี่ย...อ๋อๆ...อ๋อๆ...พ่อก็ไปด้วยหรอ...อ๋อ...แม่ก็นึกว่าจะไปกันสองคน...ปีที่แล้วมันก็เพิ่งไปเกาหลีกับเพื่อนมา แม่เลยไม่อยากให้ไปอีก...อ๋อ...จ้าๆ...โอ้ย...แม่เกรงใจจัง...จ้า...ดูแลกันดีๆนะลูก ต่างประเทศไม่เหมือนบ้านเรา...จ้า...หวัดดีจ้า

          แม่ยื่นมือถือกลับมาให้ผมหลังคุยจบพร้อมกับเขกมะเหงกใส่หัวไปทีหนึ่งแล้วชี้หน้าคาดโทษ ฟังจากคำพูดคำจาก็เหมือนว่าจอยจะไฟเขียวแล้ว ที่เหลือก็คงต้องไปขอตังค์พ่อสำหรับค่าที่เที่ยวที่กิน ผมเดินกลับมาที่ครัวนั่งลงกินกล้วยที่วางอยู่บนโต๊ะพร้อมกับเอามือถือแนบหูอีกรอบ

          โหลมึง

          (ขอให้แล้ว)

          สัด แม่กูด่าเลย ทำไมไม่ปรึกษากูก่อนวะ"

          (ก็นี่ไง)

          กูหมายถึงทำไมไม่โทรมาถาม ไม่ใช่ให้มึงไปจองตั๋วเครื่องบินไว้ก่อนควายเอ๊ยยย อยากด่าแต่กูเกรงใจค่าตั๋วเครื่องบิน

          (จะไม่ไปก็ได้ ไม่ได้บังคับ) ไม่ได้บังคับแต่มึงมัดมือกูชกเลย รู้ว่ารวยแต่เงินค่าตั๋วมันก็ไม่ใช่น้อยๆปะวะ ถึงกูจะดูหน้าเงินไปหน่อยแต่คนเรามันก็ต้องมีสามัญสำนึกเรื่องความเกรงอกเกรงใจคนอื่นบ้างไง

          ผมได้แต่นั่งถอนหายใจ กล้วยเหี้ยนี่แม่งก็รสชาติเหี้ยจังวะ

          พ่อกูด่าอีกแน่ๆ ปีที่แล้วเพิ่งไปเกาหลีมา หมดเกือบแสน

          (บอกแม่มึงแล้วว่าจะออกให้หมด)

          ป๋าขา หนูอยากไปภูกระดึง ไปเชียงคานงี้ ชวนเพื่อนกูกับเพื่อนมึงไปด้วยกันเยอะๆ ไอ้แจ็คมีรถกูก็มีรถ แบบนี้มันไม่ดีกว่าหรอคะป๋า

          (แบบนั้นเปิดเทอมค่อยไปก็ได้ ครั้งนี้อยากไปกับมึงแค่สองคน) โฮ...ไหนมึงบอกว่าพ่อไปด้วย หลอกแม่กูชัดๆ

          เอาจริงๆชวนกูไปเที่ยวแถวบ้านมึงกูก็ไปแล้วนะ นี่แม่งอยู่ดีๆโผล่มาชวนไปญี่ปุ่น กูก็ช็อคดิไอ้สัด"

          (อยากมาบ้านกูหรอ)

          “อะๆ อย่าเนียน กูยังไม่ได้พูดเลยนะค้าบ

          (อาทิตย์หน้าก็มา แม่กูชวนพอดี

          เดี๋ยวก่อน มึงต้องตั้งสติให้กูช็อคทีละเรื่องได้ไหมล่ะ แจ็คแดเนียลที่กูแดกเข้าไปเมื่อคืนแม่งจะไหลย้อนออกมาทางเดิมแล้ว ไม่สงสารกูก็สงสารเงินในกระเป๋าเกือบสามพันที่กูควักจ่ายไปเมื่อคืนบ้างเหอะ

          (พูดจริงๆ)

          ไอ้เหี้ย กูไม่ไปเว้ย!

          (ทำไม?)

          กลัวแม่มึงอ่ะ” จากใจเลยครับ พ่อไม่เท่าไหร่ ไอ้บอมเคยบอกว่าเหมือนพ่อมันจะรู้เรื่องของผมแล้ว เพราะที่ทำงานของพ่อมันก็มีเพื่อนเป็นเพศที่สามเยอะแยะ เขาทำงานกับสังคม เลยไม่ค่อยตกใจกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แต่ไอ้บอมไม่เคยพูดเรื่องแม่มันให้ผมฟังเลย อะไรๆก็พ่อ

          (กลัวทำไม แม่กูก็คน)

          ไม่ หมายถึง แล้วเค้ารู้เรื่องกูกับมึงแล้วหรอวะ

          (ถ้าอยากให้รู้ก็มาดิ)

          ไม่ครับ ลาก่อนจูเลียต

          บอกแล้วว่าถ้าเรื่องไหนที่ต้องเผชิญแล้วส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ของเราสองคน ผมไม่อยากคิดอะไรทั้งนั้นและก็ไม่ยอมที่จะเสี่ยงด้วย แค่เรื่องพ่อกับแม่เมื่อตอนต้นเดือนผมยังแทบกระอักเลือดตาย เก่งแต่กับพ่อแม่อ่ะครับ กับคนอื่นไม่ค่อยกล้า

          จุดนี้ยอมรับก็ได้ว่าผมแม่งป๊อด แต่ผมพอใจที่จะอยู่แบบนี้อ่ะ ผมมีความสุขดีอยู่แล้ว แค่นี้ก็ให้ผมไม่ได้หรอ...

          (กูเข้าไปอยู่ในสายตาของพ่อแม่มึงแล้ว กูแค่อยากให้มึงเข้ามาอยู่ในจุดนั้นเหมือนกัน แต่เป็นของพ่อกับแม่กูไงหมาโง่)

          มึงๆ กูปวดขี้ แค่นี้ก่อนนะ

          (จะมาเองหรือให้กูลงไปรับที่กรุงเทพ)

          เชี่ยยยยยย มึงอย่ามาบังคับกูงี้ดิ ไม่เอ๊าาา

          (โอเค เดี๋ยวพรุ่งนี้ลงไป)

          ไอ้เหี้ยยยยยย

 



















 

          ครับ

          สรุปว่าคุณวิศวกรก็ไม่ได้มากรุงเทพ แต่เป็นไอ้นิติกรนี่แหละที่ต้องหอบสารร่างขึ้นเครื่องด้วยจิตใจห่อเหี่ยวแล้วมายืนอยู่หน้าบ้านที่มีป้ายชื่อตรงรั้วใหญ่ๆว่า บำรุงเกียรติ คำว่าพิชญเดชาที่บ้านกูนี่เหมือนเอาถ่านหินไปขีดเล่นไว้ลวกๆเลย

       ผมก้าวลงจาก BMW สีขาวรุ่นไรไม่รู้เพราะว่าไม่ได้เป็นคนชอบเล่นรถเป็นการส่วนตัว ที่บ้านมี Honda Civic ให้เอาไปขับที่มหาลัยก็บุญแล้ว ไอ้เหี้ยเอ๊ย ก็ยังต้องยืนยันคำเดิมนะครับว่ามันรวยเพิ่มเติมคือรวยมาก ตอนเจอกันแรกๆที่มหาลัยก็ไม่คิดว่ามันจะรวยขนาดนี้

          คราวๆจากที่ผมซักถามประวัติบ้านมันตอนนั่งรถมาคือ แม่มันมีเชื้อสายจีนแต่งงานกับพ่อซึ่งเป็นลูกครึ่งอังกฤษมั้งถ้าจำไม่ผิด พ่อเป็นหมอครับ จบจากมอดังที่แถวๆกรุงเทพ แต่ว่าฮีชอบเชียงใหม่เป็นพิเศษแถมยังเป็นบ้านเกิดปู่ ก็เลยย้ายมาทำงานที่นี่แล้วมาปิ้งรักกับสาวพยาบาลซึ่งก็คือแม่ของมันนั่นเอง

          บำรุงเกียรติคือนามสกุลของพ่อ ซึ่งก็ได้มาจากทางปู่แหละเพราะปู่มันเป็นคนไทย ส่วนย่าเป็นฝรั่ง ตอนนี้ปู่มันอยู่ต่างประเทศกับเหล่าหลานเหลนทางนู้น จะกลับมาไทยช่วงหน้าร้อนแล้วก็ช่างปีใหม่เสมอ นานทีๆมันถึงไปหาทางนู้นบ้าง แต่ญาติฝั่งแม่ไม่ค่อยได้ติดต่อกัน จะสนิทสุดก็มีแค่อิมนั่นแหละ

          ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งอิมทั้งมันถึงได้มีความจีนจ๋าตาชั้นเดียวผิวขาวจั๊วะกันแบบนี้ ที่สำคัญมันเก่งภาษาอังกฤษถึงขนาดเรียนสตาร์ทที่เลเวลสามทั้งที่เพิ่งจะปีหนึ่ง ส่วนใหญ่เขาเริ่มเวลหนึ่ง-สองกันครับ พวกที่สามอัพนี่ก็เห็นจะมีแต่เรียนอินเตอร์ หรือสกิลอิ้งติดตัวมาดี ไม่ก็พวกเรียนสายแพทย์กันอ่ะ

          ผมได้แต่ยืนอยู่หน้าบ้านเดี่ยวหลังใหญ่หลังหนึ่งภายในหมู่บ้านจัดสรรที่จังหวัดเชียงใหม่ซึ่งก็จำชื่อหมู่บ้านไม่ได้อีกเหมือนกัน รู้แค่ป้ายก่อนเข้ามาสวยและอลังการมาก ความใหญ่ของบ้านแต่ละหลังยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ออร่าหรูหรานี่ต้องยอมเขาจริงๆ แม่งโคตรน่าอยู่เลย

          คือบ้านมันก็ไม่ได้ใหญ่โตเวอร์วังเหมือนในละครช่องเจ็ดที่เป็นเศรษฐีร้อยล้านอะไรหรอกครับ แต่ก็คือแม่งไม่เล็กเท่าบ้านจัดสรรทั่วๆไปไง ผมลองประเมินด้วยสายตาก็น่าจะราวๆสิบยี่สิบล้านได้ ดีไม่มีอาจมากกว่านั้น ถ้าอยู่กันแค่สามคนแล้วคนอื่นจะคิดว่าเวอร์ไปก็คงไม่แปลก

          แต่ด้วยความที่ญาติฝั่งพ่อทางอังกฤษเขาเยอะไง ก็คงต้องมีไว้รับรองแขกบ้าง จะได้ไม่เสียเวลาไปนอนที่โรงแรมคืนละสี่ห้าพันในเมือง แต่ก็คือ 7 ห้องนอนอ่ะครับ Bro? เหมือนเอาบ้านกูสองหลังมาต่อกันอ่ะ กูอวยจนไส้ อวยจนเหมือนเป็นบ้านตัวเองแล้วเนี่ย

          แต่ก็นั่นแหละ ถึงภายนอกจะดูน่าอยู่แค่ไหน ผมก็ไม่อาจปฏิเสธความจริงที่ว่าทันทีที่ได้เงยหน้าขึ้นมองก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านออกเมื่อตระหนักได้ว่ามีใครบ้างที่อาศัยอยู่ในนั้น ทั้งๆที่ยังไม่แม้แต่จะได้เหยียบย่างเข้าไปข้างในเลย

          จู่ๆขนแขนมันก็สแตนอัพขึ้นมาเพียงแค่เพราะว่าประตูบ้านถูกเปิดออก รู้สึกหนาวๆสั่นๆยังไงไม่รู้จนต้องเผลอยกฝ่ามือขึ้นมาลูบ นี่ไม่ใช่รายการล่าท้าผีแต่อย่างใด ทว่าก็คลับคล้ายคลับคลาเพราะบรรยากาศรอบตัวในช่วง 6 โมงเย็นย่ำทุ่มนี้ช่างเป็นใจซะเหลือจริง

          ครั้นเมื่อเดินผ่านรีโมทที่ติดอยู่ตรงข้างฝาผนัง ถึงได้เข้าใจสาเหตุที่ว่าทำไมมันถึงได้หนาวจับขั้วหัวใจขนาดนี้ ก็ที่บ้านแม่งเล่นเปิดแอร์เอาไว้อุณหภูมิ 19 องศา ไม่หนาวก็ไม่รู้จะว่ายังไงแล้ว บ้านคนหรือขั้วโลกเหนือวะ

       แต่...

          ความหนาวนั่นมันก็แค่น้ำจิ้มครับ

          ระหว่างที่กำลังจัดรองเท้าเข้าชั้นวางอยู่ ผมก็ได้เหลือบไปเห็นผู้ชายคนนึงแวบๆในห้องรับแขกที่ถ้าดูผ่านๆแล้วคุณคงคิดว่าเขาน่าจะอายุราวๆ 30 แต่ความเป็นจริงๆบอมมันบอกว่านั่นจะเข้า 50 อยู่แล้ว แถมยังมีผู้หญิงที่รูปร่างหน้าตายังดูสาวดูสวยอีกคนนั่งเล่นมือถืออยู่บนโซฟาข้างในนั้นด้วย

          หากให้เดาก็คงจะเป็นพ่อกับแม่ของอีกฝ่าย แต่ท่าทางไม่เห็นจะดูหัวโบราณอย่างที่บอมมันเคยบ่นเอาไว้เลย

          ฮ่อง! ฮ่อง

          ไก่ทอด อย่าดื้อ

          จู่ๆก็มีหมาที่ไหนไม่รู้ครับวิ่งมาเกาะขาผม เล่นเอาตกอกตกใจอยู่เหมือนกัน เห่าๆดมๆได้อยู่สองสามที ดีนะไม่ยกเท้าฉี่ใส่ไนกี้กูก่อน พอโดนไอ้บอมดุเข้ามันก็เชิดหน้าใส่แล้ววิ่งหนีหางดุกดิกๆออกไปข้างนอก คำถามคือไก่ทอดนี่ชื่อหมาหรอ

          ไม่ยักรู้ว่าที่บ้านมึงเลี้ยงหมาด้วยผมถาม ได้แต่มองตามหมาไก่ทอดวิ่งไปกางขาฉี่ใส่ล้อรถยนต์ที่ไอ้บอมมันเอาเข้ามาจอดก่อนหน้านั้น หมาเวรจริงๆ BMW เลยนะมึง ที่บ้านไม่สอนให้มึงฉี่ใส่เบาะรองเยี่ยวหรอ ว่าแล้วก็นึกถึงหมาที่บ้านตัวเอง พี่จีนเลิกกับแฟนที่เคยซื้อมาเลี้ยงด้วยกัน มันเลยได้มาอยู่ที่บ้านผมแบบงงๆ

          ตอนอยู่ที่คอนโดแม่งก็เป็นหมาคุณหนูกินเพดดีกรีครับ พอมาบ้านปุ๊บแม่ผมคุกข้าวกับตับย่างหน้าปากซอยให้แดก ตอนนี้แม่งเป็นหัวหน้าหมาคุมซอย 4 ไปละ ถ้าเป็นไซบีเรียนฮัสกี้หรือโกลเดินริทรีฟเวอร์ก็ว่าไปอย่าง อันนี่อะไร มอลทีส

          หมาที่บ้านญาติคลอดลูก แม่กูเลยขอมาเลี้ยง

          พันธุ์ไรวะ น่ารักดีหน้ามึนด้วย

          ปอมเมอเรเนียน เพิ่งพาไปตัดขนมาเมื่อวาน

          อ๋อผมพยักหน้ารับก่อนจะชะโงกหน้าเข้าไปในตัวบ้านอีกรอบ ใจก็เต้นตุ้มๆต่อมๆอีกรอบเช่นกัน

       เห็นว่าพ่อของมันใส่แว่นอ่านอะไรสักอย่างอยู่บนโต๊ะพร้อมกับมี Mac Book วางไว้ตรงหน้าก็ยิ่งเพิ่มความน่าเกรงขามเข้าไปใหญ่ ในขณะที่แม่ของมันเองก็เอนหลังนั่งไขว่ห้างเล่นมือถืออยู่บนโซฟาที่อยู่ถัดมา ถึงหน้าตาจะออกไปทางซีเรียส แต่ก็ยังดูโก้และเรียบหรูอย่าบอกใคร เออ เรื่องหน้าตานี่ไอ้บอมมันได้แม่มาว่ะ

          ถ้าบอมมันไม่เคยบอกมาว่าก่อนว่าพ่อตัวเองเป็นลูกครึ่งนะผมก็คงดูไม่ออก เพราะนอกจากเส้นผมที่เป็นสีน้ำตาลอ่อนแล้ว นอกนั้นก็ดูจะออกมาทางคนไทยซะหมด โดยเฉพาะโครงหน้า แต่ตัวสูงใหญ่ ผิวขาวจัด ส่วนนี้บอมมันน่าจะได้พ่อมาเต็มๆ

          “เอ่า...เดิน

          ไม่เอา! มึงไปก่อนดิ กำลังเผลอๆอยู่ก็โดนไอ้บอมดันเอวให้เดินไปข้างหน้า แต่ด้วยความที่รักตัวกลัวตายผมเลยรีบวิ่งไปด้านหลังแล้วบอกให้มันนำไปก่อน บอกตรงๆถึงจะมาในฐานะเพื่อน แต่มันก็อดปอดแหกไม่ได้อยู่ดี  

          พอได้ยินเสียงการมาเยือนของพวกเราสองคน ใบหน้าที่กำลังก้มสนใจอยู่แต่กับสิ่งตรงหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองก็เงยขึ้นจ้องมองมาที่ผมคนเดียว

          ยอมรับเลยครับว่าจุดนี้ขนลุกเกรียวกราวไปหมด ขยับตัวไปไหนไม่ได้ เสมือนว่าแขนขามันไร้เรี่ยวแรง ไม่ใช่เพราะว่าสายตาคมดุจเหยี่ยวของผู้ใหญ่หน้าตาดีทั้งสอง แต่แม่งเพราะกูหนาวแอร์อุณหภูมิ 19 องศาในบ้านหลังนี้นี่แหละ ถุ้ย ใช่ที่ไหนล่ะ หนาวนั่นแค่เรื่องจิ๊บๆครับ เอาตรงๆก็คือกลัวพ่อกับแม่มันนั่นแหละ

          พูดเลยว่าเวลาคบใครผมไม่เคยไปเจอครอบครัวเขาหรือให้เขามารู้จักครอบครัวผมสักคน คงเพราะตัวเองยังเด็ก ไม่ได้จริงจังเรื่องความรักอะไรขนาดนั้น กลัวไปทำลูกหลานเค้าเสียใจแล้วเค้าจำหน้าได้ อีกอย่างผมคบใครได้ไม่เกินเดือนสองเดือนก็เลิกแล้ว ส่วนใหญ่จะมีแต่คนคุยซะมากกว่า

          มีก็แต่ไอ้บอมนี่แหละ คนแรกเลยที่ชวนเข้าบ้าน ที่สำคัญยังคบกันได้เกือบจะครึ่งปี ยาวนานที่สุดในประวัติกาล ก็ได้แต่หวังว่ามันจะนานกว่านี้อีก ในกรณีที่ถ้าผ่านสถานการณ์ตอนนี้ไปได้อ่ะนะ

          ห...หวัดดีครับ” ผมยกมือไหว้พวกท่านอย่างเก้งๆกังๆ ผู้ใหญ่ทั้งสองเองก็ยกมือรับไหว้ตอบ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรในทันทีนอกจากมองเฉยๆ เหมือนจะยิ้มๆด้วยแต่ก็ไม่กล้าคิดเข้าข้างตัวเอง ซึ่งนับว่าเป็นโมเมนต์ที่โคตรจะอึดอัด

       ความเงียบๆนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาแต่ใช้สายตาประเมินแทนนี่ก็เหมือนกันทั้งบ้านเลยให้ตาย ให้ทายว่าฉี่กูจะราดไหมจ้องกันขนาดนี้ จุดนี้เลยต้องอาศัยเอารอยยิ้มตัวเองเข้าสู้ ถึงพวกแกจะไม่ได้ยิ้มตอบอะไรมากมาย แต่ผมก็ยังจะหน้าด้านยิ้มกว้างๆให้นี่แหละ เสน่ห์คนเราอยู่ที่รอยยิ้ม แม่ผมสอนมา!

          กินข้าวมายังลูกแม่มันเป็นคนพูดขึ้นมาก่อน

          ยังเลยครับ

          นั่งเครื่องนานไหม?” ถามอีกในขณะที่หันกลับไปก้มหน้ากดมือถือต่อแล้ว

          เสียงนี่หวานมากครับ แต่หน้านิ่งโคตร แปลกนะ ผมคิดว่าบอมมันน่าจะได้พ่อมา แต่กลับกลายเป็นว่าท่าทางลักษณะนิสัยตอนนี้มันถอดแบบมาจากแม่เป๊ะๆ ในขณะที่พ่อมันนั่งยิ้มตาหยี่ดูผมกับแม่มันคุยกันไปมาอยู่บนโต๊ะนู่น

          ไม่ค่อยนานเลยครับ สบายมากครับผม” ว่าพร้อมกับยิ้มแฉ่งโง่ๆไปอีกที ยิ้มจนจมูกบานไปหมด

          เดี๋ยวกูพาเอาของขึ้นไปเก็บก่อน ไอ้บอมเป็นฝ่ายทำลายความอึดอัดนี้ด้วยการอาสาถือกระเป๋าเดินทางของผมขึ้นไปชั้นสองของบ้าน คงเห็นว่าตอนนี้มือผมสั่นด้วยแหละมั้ง ไม่รอช้าอะไรผมก็ขอตัวแล้วรีบวิ่งตามตูดมันขึ้นไปทันที

          บอมมันพาผมเปิดประตูเข้ามายังห้องๆหนึ่งที่ข้างในมีข้าวของจัดอยู่ไม่ค่อยเยอะมาก แต่แค่เห็นว่ามีโต๊ะคอมพิวเตอร์กับแป้นพิมพ์สำหรับเอาไว้เล่นเกมและก็เครื่องดนตรีอย่างกีตาร์ละก็คีย์บอร์ดอยู่ในนั้นแล้วก็พอจะเดาออกว่านี่คือห้องของมัน เหมือนว่าช่วงนี้มันกำลังหัดเล่นกีตาร์ด้วยแหละ

          กูต้องนอนห้องเดียวกับมึงหรอ?” ผมถามออกไปอย่างตระหนก

          ใช่

          เฮ้ย! อย่างนี้พ่อกับแม่มึงจะไม่สงสัยเอาหรอว่ากูเป็นอะไรกับมึง

          เพื่อนทุกคนที่มาบ้านกูเขาก็นอนห้องกูทั้งนั้น เป็นผู้ชายด้วยกันไม่มีใครคิดอะไรหรอก

          เออว่ะ

          จริงๆแม่ก็บอกให้มึงไปนอนอีกห้องที่เป็นห้องรับแขก แต่กูขี้เกียจทำความสะอาด เลยขอให้มึงมานอนด้วย เป็นไร กลัวพ่อกับแม่กูขนาดนั้นเลยหรอ สั่นเลยมันพูดพร้อมรอยยิ้มขำพลางเอื้อมมือขึ้นมาขยี้หัวก่อนจะเลื่อนลงมาบีบที่ฝ่ามือเย็นๆของผม แล้วเดินผ่านไปเพื่อเอากระเป๋าผมไปวางไว้ใกล้ๆกับตู้เสื้อผ้า

          ไม่กลัวก็เหี้ยละผมตอบไปแทบไม่ต้องคิด ถ้าไม่ติดว่าไปแอบคบลูกเค้าเป็นแฟนแถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีกก็คงไม่กลัวจนเกินเหตุขนาดนี้ นี่ดีนะที่เกิดมาเป็นคนหน้าตาดีและเฟรนลี่อยู่แล้ว ไม่งั้นแม่มันคงจับโป๊ะได้ตั้งแต่ผมก้าวเท้าเข้าไปในบ้าน

          เอ้า นี่มือก็จะสั่นทำไม ใจเย็นไว้ไอ้หนู เราเป็นเสือ ต้องก้าวอย่างเสือ

          คิดแล้วก็รีบยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองก่อนจะเอามากุมไว้ที่อกซ้ายแล้วรีบหายใจเข้าออกรัวๆเพื่อเรียกสติให้ตัวเอง เสียงลมหายใจนี่ดังพรูๆเหมือนเป็นเสียงบอกให้ตัวเองฮึดสู้อย่างไงอย่างงั้น

          ทำท่าอะไร เวอร์แล้ว

          สาดดด ไม่เป็นกูมึงไม่รู้หรอก ถึงแม่กูจะใจดีกับมึงแต่มึงยังไม่เคยเจอพ่อกูนะอย่าลืม ไว้กูพามึงไปเจอก่อน พ่อกูนี่อย่างดุ มึงหัวหดแน่ๆอ่ะจริงๆดุแค่หน้าครับ แต่ขอขิงให้มันกลัวไว้ก่อน ยิ่งพอรู้ว่ามันเรียนนิติพ่อผมนี่ยิ่งอยากเจอเข้าไปใหญ่

          พ่อกับแม่กูไม่ดุ แค่มึงทำตัวน่ารักก็พอแล้ว

          สัด จะให้น่ารักยังไงวะ กูต้องถือตุ๊กตาผูกโบว์เข้าไปด้วยมั๊ย หรือจะให้กูไปโชว์เสน่ห์ปลายจวักมัดใจพ่อกับแม่มึงเหมือนในละครที่ผู้หญิงเขาชอบทำกันงี้ บอกเลย กูทำเป็นแต่ต้มมาม่าใส่ไข่

          แม่กูชอบแบบใส่ผักด้วย

          มึงยังจะมาตบมุขอี๊กกกก

          ก็เห็นซีเรียสกูเครียดกว่าเดิมอีกเนี่ย

          มึงผมเรียกมันด้วยน้ำเสียงจริงจัง

          ว่าไง

          ถ้าเกิดว่าพ่อกับแม่มึงรับเรื่องที่เราคบกันไม่ได้ พวกแกไม่ชอบกู แล้วบอกให้เราสองคนเลิกกัน มึงจะทำไหมวะตอนนี้ผมเริ่มรู้สึกกลัวไปต่างๆนาๆแล้วครับ ถ้าให้เป็นไปตามนั้นผมว่าผมรับไม่ไหวอ่ะ แม่งไม่ได้จริงๆ ถึงจะมีบางครั้งที่ผมแม่งเซ็งมันไปบ้างเพราะมันซื้อบื้อ ก็ตามอารมณ์ชั่ววูบแหละ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมเลิกรักมันแล้วอ่ะ 

          ให้ตายยังไงกูก็ไม่เลิก

          มึงมาที่นี่ก็เพราะเรื่องนี้ไม่ใช่หรอ

          ไม่รู้แม่ง กูเปลี่ยนใจแล้ว อีกอย่างมึงก็เป็นคนบังคับกูมาด้วย กูไม่ได้เต็มใจเลยสักนิด ถ้าพวกแกถามว่าเราเป็นอะไรกันมึงก็บอกไปว่าเป็นเพื่อนละกัน ถ้าให้เลิกกันกูรับไม่ได้อ่ะ ทำใจไม่ได้แน่ๆ ไอ้เหี้ย...กูไม่น่ามาเลยว่ะ

          ใจเย็นๆ ถ้าพ่อกับแม่กูไม่ชอบมึงเขาไม่ชวนมึงมาที่นี่หรอก

          เลี้ยงลูกมาอย่างดี แต่สุดท้ายมาชอบผู้ชายด้วยกัน พ่อแม่ที่ไหนจะรับได้วะ

          พ่อแม่มึงไง

          ไอ้สัด มันคนละกรณีกัน

          ใครว่าพ่อกับแม่ผมรับได้ พวกแกก็แค่ไม่ผลักไส ลึกๆผมว่าคงเสียใจอยู่แหละ แต่จะให้ทำไงได้ ก็ผมบอกไปว่าไม่เลิก อีกอย่างคงเพราะเวลามันผ่านมานานแล้วด้วยมั้ง ก็เล่นรู้ตั้งแต่หลังวันงานละครเวทีที่ผมอยู่ปีหนึ่งนู่น ตัวการก็คือพี่จีนแหละที่เป็นคนเอาไปบอกเพราะเห็นผมขึ้นสถานะคบกันกับไอ้บอมในเฟซ

       ไม่อยากจะเหลาเลยว่าจริงๆครอบครัวผมเป็นคนขี้ฟ้อง แต่ก็ฟ้องในทางทีดีนะ อาจจะมีบ้างที่หลงๆ แต่เรื่องนี้พี่จีนบอกว่าหวังดี! อย่างน้อยก็อยากบอกเป็นไกด์ไลน์ให้พวกแกรู้แล้วเตรียมไว้เนิ่นๆก่อน แต่ก็นั่นแหละ สุดท้ายคนที่จะเป็นจะตายก็คือกูนี่!

          ตอนแรกพวกแกก็ไม่เชื่อหรอกเลยไม่ได้เอะใจอะไร เพิ่งจะได้มาคุยกันจริงๆจังๆก็เมื่อต้นเดือนนั่นแหละ หลังจากที่รู้เรื่องไม่ใช่ว่าพ่อแม่ไม่เคยบอกให้ผมเลิกกับมันแล้วหาแฟนเป็นผู้หญิง พวกแกพูด แต่ผมไม่ทำ ให้เหตุผลแค่ว่าผมรักคนนี้ ไม่มีอะไรให้ต้องแก้ตัว จนถึงตอนนี้ผมก็ยังไม่รู้เหตุผลหรอกว่าทำไมพวกแกถึงยอมรับ

          แต่ขึ้นชื่อว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ครับ ก็ผมแม่งเป็นคนอย่างเงี้ย ป่วยการเกินกว่าที่พวกแกจะเอาเวลาทำงานหาเงินมาขัดขวางความรักของลูกแล้ว เพราะรู้ดีว่าลูกตัวเองเป็นคนยังไง สมัยนี้มันไม่เหมือนสมัยก่อนแล้วครับ ต่อให้ทะเลาะกันแทบเป็นแทบตายแต่สุดท้ายก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม เขาถึงว่าไง เวลามักจะเยียวยาทุกสิ่ง

          ซึ่งก็นับว่าเป็นความโชคดีของผมอีกเหมือนกันที่มีพ่อกับแม่ใจดี ไม่โลกแคบ พวกท่านไม่ได้สนับสนุนผมในเรื่องความรักอยู่แล้ว ทว่าก็ไม่ได้ขัดขวางอะไร ที่สำคัญผมเองก็ไม่ได้เป็นลูกคนเดียว แม้จะเป็นลูกคนเล็กถูกตามใจบ่อยแต่ก็ไม่ได้โอ๋แบบโอเวอร์ลูกคุณหนูขนาดนั้น ความคาดหวังก็เลยไปตกที่พี่สาวทั้งสองมากกว่า

          ถึงจะเป็นลูกชายแต่ผมก็ไม่ได้ถูกเลี้ยงประคบประหงมมาแบบไข่ในหินเหมือนที่ครอบครัวบอมมันเลี้ยง จะทำอะไรก็ทำได้หมด แค่อย่าไปหลงละเลิงในทางที่ผิด ต่างจากครอบครัวของไอ้บอมลิบลับ มันเป็นลูกคนเดียว เป็นความคาดหวังของพ่อกับแม่ อย่างนี้จะไม่ให้ผมคิดมากได้ไงวะ

          หมาโง่

          กูพูดจริงๆ ห้ามบอกผมยังยืนยันคำเดิม มันถอนหายใจ แต่สุดท้ายก็พยักหน้าแล้วบอกว่าโอเค เนี่ยแค่มองตาผมก็รู้แล้วว่ามันเองก็เครียด แต่เลือกที่จะไม่แสดงออกมาตามนิสัย ต่างจากผมที่ตอนนี้แม่งเหงื่อออกเต็มหลังไปหมดแล้วเพราะห้องมันไม่ได้เปิดแอร์หรือเปิดพัดลมอะไรเลย

          มานั่งนี่มา

          คงเพราะเห็นผมซีเรียสมั้งมันถึงได้กวักมือเรียกให้ไปนั่งลงที่ข้างเตียงด้วยกันแล้วยื่นกีตาร์มาหวังจะให้ผมเล่นแก้เครียด แต่บอกเลยว่าแรงจะดีดตอนนี้กูก็ยังไม่มี มือไม้นี่สั่นไปหมด

          จะคิดมากทำไม หืม?” มันเอามือหนักๆของตัวเองขึ้นมาจับหัวผมโคลง ก่อนจะโน้มหน้าลงมามองผมที่นั่งก้มหน้านิ่งทำไหล่เหี่ยวท่าทางหมดอาลับตายอยากอยู่

          แล้วมึงจะให้กูทำยังไง มึงจะยอมบอกเลิกกูหรอผมเงยหน้าไปมองมันตรงๆ

          พูดอะไร ใครจะเลิก

          เห็นไหมล่ะ

          แค่อยากบอกว่าเรื่องที่มันยังไม่ได้เกิดขึ้นมึงก็อย่าเพิ่งไปใส่ใจมันเลย พ่อกับแม่กูไม่ได้เป็นคนใจร้ายขนาดนั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่ถ้าเขาเห็นว่าลูกตัวเองมีความสุขกับอะไร เขาไม่อยากทำลายมันหรอกเชื่อกู ตัวอย่างพ่อกับแม่มึงก็มีให้เห็น ลองหัดมองโลกในแง่ดีบ้างดิ

          แต่กูมองไม่เห็นว่าอะไรมันจะดีเลยว่ะ ตอนนี้ในหัวกูมีแต่ภาพมึงถูกพ่อกับแม่ลากหนีแล้วปล่อยให้กูอยู่ในที่มืดๆคนเดียว

          ถึงลากกูก็ไม่ไปหรอก

          พูดใครๆก็พูดได้ พอเอาเข้าจริงกูว่ามึงทำไม่ได้หรอกบอม

          บอกแล้วไงว่าถ้ามันยังไม่เกิดก็อย่าเพิ่งไปคิด ที่ชวนมาที่นี่กูแค่อยากให้พ่อกับแม่เห็นด้านน่ารักๆของมึงเหมือนที่ตอนกูเห็น ไม่ใช่มานั่งกลัวพวกแกแล้วพะวงหน้าพะวงหลังแบบนี้

          จะพยายามละกันพูดจบมันก็ลูบหลังปลอบจากนั้นก็ปล่อยให้ผมนั่งสำรวจห้องของมันไปเงียบๆ

          จังหวะนั้นผมเลยตัดสินใจเอามือถือขึ้นมาโทรไปบอกที่บ้านว่ามาถึงแล้ว หลังจากคุยกับแม่เสร็จสรรพ ตัดสายปุ๊บ ไอ้บอมก็ชวนให้ผมเอาข้าวของออกจากกระเป๋าแล้วเก็บให้เข้าที่ ซึ่งพอได้ทำอะไรหลายอย่างรวมทั้งทำใจไปด้วย ผมเองก็เริ่มรู้สึกค่อยยังชั่วขึ้นมากว่าก่อนหน้านั้นแล้ว

          หายกลัวยังมันถาม

          นิดนึง

          งั้นก็ลงไปข้างล่าง ไม่ต้องกลัวแล้ว

          แต่ตอนนี้กูตื่นเต้นว่ะ

          เอาเบียร์สักป๋องไหม เผื่อจะได้กล้าขึ้น

          อยากให้พ่อแม่มึงรู้ว่ากูเป็นขี้เหล้าก็เอามา

          ไม่คิดจะปฏิเสธเลย

          เออ มีคนเลี้ยงกูเอาหมดแหละ

          พูดงี้เปิดเทอมหน้าอย่าหวังว่าจะได้ไป อยากกินก็ซื้อขึ้นมากินกับกูบนห้อง

          “เรื่องงง

          ลงไปได้แล้ว ไม่พูดพร่ำทำเพลงอะไร ไอ้บอมก็ตัดสินใจลากผมลงมาข้างล่าง เมื่อมาถึงก็ยังเห็นพ่อกับแม่ของมันนั่งอยู่ที่เดิม ท่าเดิม แล้วก็ทำกิจกรรมเดิม

          บีบอม วันนี้แม่ไม่ได้ทำกับข้าว ไปกินข้างนอกเนอะและก็ยังเป็นผู้หญิงคนเดียวในบ้านที่พูดขึ้นมาในขณะที่เจ้าตัวก็ยังง่วงอยู่กับการกดมือถือยุกยิกๆอยู่

          เพื่อนไปด้วยไหมลูกอย่าหันมาถามผมครับ ผมยิ่งคิดอะไรไม่ออกอยู่ เวลาตื่นเต้นแล้วจะกลายเป็นคนโง่ คุณแม่ได้โปรดรับรู้ด้วย เนี่ยก็โง่จนกำลังจะตอบว่าไม่เป็นไร ไม่ไป เดี๋ยวรออยู่ที่ห้องก็ได้ จนคิดไม่ได้ว่าถ้าอยู่นี่กูจะอยู่กับใครวะ แต่แม่มันดันเงยหน้าขึ้นมามองผมซะก่อน

          เอ่อ... จากที่จะตอบกูก็ต้องเปลี่ยนไปกลืนน้ำลายแทน หน้าเหมือนไอ้บอมเลยครับ แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ดุกว่า แกจ้องผมเขม็ง เพิ่งเข้าใจประโยคที่ว่าสวยจนลืมหายใจก็ตอนนี้ แต่สำหรับผมคงต้องบอกว่าสวยไม่พอยัง ตื่นเต้นจนลืมหายใจด้วย

          เพื่อนชื่ออะไรนะยังไม่ทันได้ตอบ คนเป็นแม่ก็ถามแทรกขึ้นมาอีก เสียงนุ่มมาก แต่หน้านิ่งเวอร์

          จินครับ

          เรียนคณะอะไรล่ะ นิติเหมือนบีบอมเลยเหรอ

          เปล่าครับๆ ผมเรียนวิศวะ

          เก่งจัง มาใกล้ๆหน่อยสิ มีเรื่องจะถามชิบหายละ ถามอะไรวะ!

          ไอ้บอมพยักหน้าให้ผมเดินเข้าไปนั่งที่ข้างๆโซฟาของแม่มัน ในขณะที่คนเป็นแม่ก็หันกลับไปก้มลงกดโทรศัพท์ด้วยอาการหน้านิ่วคิ้วขมวดเหมือนเดิมแล้ว ต้องไม่ชอบกูแน่ๆ ไม่ชอบเรื่องไรไม่รู้แต่คิดว่าแกไม่ชอบเอาไว้ก่อน ถึงไอ้บอมมันจะบอกว่าให้มองโลกในแง่ดีไว้ก็เถอะ

          จิน

          ครับ?”

          แม่อยากได้สติกเกอร์ไลน์แบบที่น้องนักศึกษาคนนี้ส่งมาให้ต้องทำยังไง

          ........” 

          ห๊ะ...

          พอดีเพิ่งซื้อเครื่องใหม่มาเมื่อวาน ปกติแม่เล่นแต่ซัมซุง แต่อันนี้ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง นั่งทำตั้งนานแล้วก็ทำไม่ได้ ไม่พูดเปล่า แกก็ยื่นมือถือมาให้ผมดูหน้าจอที่กำลังแชทอยู่กับคนในกรุ๊ปไลน์ ซึ่งหนึ่งในนั้นได้ส่งสติกเกอร์เป็นรูปการ์ตูนแม่หญิงการะเกดพร้อมแคปชั่นว่ารักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าคะมาให้

          ครับครับพ่อง กูครับทำไมวะ แม่งเสียสติไปแล้ว

          ไอ้เหี้ยเอ๊ย ถามว่ากูกลั้นหายใจนานแค่ไหน นึกว่าจะเรียกมาถามว่าชอบลูกแกได้ยังไง รู้จักกันจากไหน พ่อกับแม่ที่บ้านไม่ว่าหรอ และอะไรอีกไม่รู้บลาๆ สุดท้ายหลอกให้กูลุ้นเยี่ยวเหนียว ที่ไหนได้แค่เรียกให้มาซื้อสติกเกอร์ไลน์ให้ ไอ้บอมกับพ่อมันนี่กลั้นขำกันใหญ่ แล้วผมต้องทำไง

          คือมันต้องซื้อเอาอ่ะครับ

          ซื้อยังไง

          มีเหรียญอยู่น่าจะซื้อได้เลยนะครับ

          ยุ่งยากจัง ทำเลยลูก แม่ทำไม่เป็นหรอก” 

          สรุปแกก็เอาโทรศัพท์มาให้ผมทำเลย พอเห็นว่าผมทำได้ก็บ่นใหญ่ว่าเด็กสมัยนี้เก่งเทคโนโลยี แถมยังเถียงกันเรื่องวิวัฒนาการของโทรศัพท์มือถือกับพ่อไอ้บอมเป็นเรื่องเป็นราว ยกทั้งทฤษฎีอะไรมาอ้างอิงก็ไม่รู้เยอะแยะ จำได้แค่ว่ามีสตีฟจ๊อบกับบิลเกตแล้วก็อะไรสักอย่างนี่แหละ

          สิ่งที่คิดว่าแม่ไอ้บอมจะถามคือไม่มีหลุดออกมาจากปากเลย ไม่มีท่าทีตะขิดตะขวงใจอะไรสักนิด แถมตอนนี้ยังลุกหนีออกไปเก็บกระเป๋าเตรียมตัวออกไปข้างนอกอีก แล้วทิ้งไว้เพียงผมกับไอโฟน 8 อันใหม่เอี่ยมของเธอ

          และแล้วมันก็เป็นความประทับใจแรกระหว่างผมกับครอบครัวของคนที่ขึ้นชื่อว่าแฟน ซึ่งนั่นก็คือการสอนแม่มันซื้อสติ๊กเกอร์ไลน์ น่าประทับใจจริงๆกู ลืมถามไปว่าคุณแม่ชอบณเดชไหม ถ้าชอบผมจะได้สอนแม่โหลดเกม RoV มาเล่นตามณเดชดู ถุ้ย

          เข้าใจละว่าทำไมบอมมันไม่ค่อยติดโซเชียล ก็ที่บ้านแม่งเล่นเป็นแบบนี้กันทุกคน 

          






















          หล่อจัง วิศวะที่นู่นหล่อแบบจินทุกคนเลยไหม สมัยแม่เรียนที่นี่ก็มีแต่คนหล่อๆนะ เจ้าคีมก็หล่อขึ้นเยอะเลย เมื่ออาทิตย์ก่อนเพิ่งแวะมาเล่นกับบีบอม

          ผมได้แต่หัวเราะอยู่บนเบาะหลังพร้อมทั้งยิ้มไม่หุบกับคำชมนั้นแล้วบอกได้แค่ว่าไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เลยโดนไอ้บอมมันเบ้ปากน้อยๆผ่านกระจกมองหลังมาให้เห็น เนื่องจากว่ามันเป็นคนขับ ไอ้นี่ก็เงียบจริงๆ ปล่อยให้ผมนั่งคุยกับแม่มันสองคนตั้งแต่ขับรถออกมาจากบ้านแล้ว

          บีบอมเคยเล่าให้แม่ฟังว่าจินน่ารัก นึกว่าจะตัวเล็กๆอ้วนๆ ที่ไหนได้สูงยาวเข่าดีเป็นดาราได้เลยนะเนี่ย หนูเป็นเดือนมหาลัยด้วยหรอลูก

          ครับ แหะๆ

          โอ้โห แล้วเรื่องเรียนเป็นไงบ้าง เรียนยากไหมล่ะ

          โห ยากมากเลยครับ มีแต่ตัวเลข แต่ไม่เป็นไรหรอก ผมชอบ เลือกแล้วก็ต้องเอาให้จบครับ

          “ดีแล้ว ทนๆเอาหน่อย สี่ปีเอง เดี๋ยวจบมารับปริญญาเราก็จะรู้เองแหละว่าเหนื่อยไปเพื่ออะไร ดูบีบอมสิ แม่บอกให้เรียนวิศวะที่นี่ มันก็บ่นใหญ่ว่าเรียนยากทั้งๆที่ยังไม่ได้เรียนด้วยซ้ำ เป็นคนที่ไม่ลองทำอะไรเลยจริงๆ หนีแม่ไปเรียนไกลๆอีก กว่าจะกลับมาบ้านได้แต่ละทีพ่อกับแม่ก็ต้องโทรตามเอา สงสัยคงติดสาวที่มอแล้วมั้งหนิ

          ฮ่าฮ่าฮ่าหัวเราะแห้ง...

          ไม่ได้ติดสาวเอิ่ม...

          หลังจากเงียบอยู่นานไอ้บอมก็แทรกขึ้นมาเมื่อแม่มันจู่ๆก็วกเข้าประเด็นเรื่องรักๆใคร่ๆที่ผมพยายามเลี่ยงไม่พูดถึงมาตลอด

          ไม่ได้ติดได้ยังไง พ่อยังมาบอกแม่อยู่เลยว่าแกมีแฟนใหม่แล้ว

          ถ้าผมมี แม่จะโอเคไหม

          ก็ต้องดูก่อนสิว่าคนๆนั้นเป็นใคร แต่จะมีก็มีได้แหละแม่ไม่ว่าหรอก ขอแค่อย่าพากันเสียการเรียน เวลาจะคบใครก็ดูให้ดีๆด้วย ถ้าคบแล้วเค้าพาเราเสียผู้เสียคนก็เลิกคบ แฟนใหม่เรียนอะไรล่ะ เรียนที่เดียวกันรึเปล่า ไม่เห็นพามาหาแม่

          ในขณะที่เรื่องแบบนี้ผมแทบไม่ได้เคยพูดให้พ่อกับแม่ได้รับรู้เลย เพราะอย่างที่เคยบอก ผมไม่ได้จริงจังอยู่แล้วในช่วงวัยนี้ แต่ดูเหมือนว่ามันกับครอบครัวจะไม่ค่อยมีความลับต่อกันโดยเฉพาะเรื่องความรัก ถ้าเกิดว่าแม่มันรู้ว่าแฟนที่กำลังพูดถึงคือผมที่นั่งอยู่ข้างหลังตอนนี้จะรู้สึกยังไงนะ

          อยู่วิศวะครับ” มันตอบ

       “แต่ก่อนก็ยังพามีนามาเล่นที่บ้านด้วยบ่อยๆเลย พอตอนเลิกกับเค้า  ข้าวก็ไม่ค่อยกิน นั่งซึมเหงาหงอยเป็นอาทิตย์ ถึงบอกไงว่าจะคบใครให้เลือกดีๆ

          จู่ๆใจผมมันก็แม่งอยากบอกไปให้รู้แล้วรู้รอด

          “ว่าแต่จินรู้จักไหมลูก?” อีกใจก็ภาวนาขอให้ใครก็ได้ช่วยพาผมออกไปจากสถานการณ์ตรงนี้ที แต่ก็เหมือนว่าจะเป็นเพียงแค่การขอลมๆแล้งๆ เพราะนอกจากจะออกไปไหนไม่ได้แล้ว แม่มันยังหันหน้ามาถามความคิดเห็นจากผมอีก

          “ค...ครับ?

          แฟนบีบอมอยู่วิศวะน่ะ จินรู้จักไหม

          รู้จักครับตัวผมเองทำไมจะไม่รู้จักล่ะ

          สวยรึเปล่า มีนาก็สวยนะ ไอ้เด็กนี่มันชอบแต่คนสวยๆเหมือนพ่อมันเลย

          “เอ่อ ม..ไม่ค่อยสวยเท่าไหร่หรอกครับ

          แต่น่ารักเป็นไอ้บอมที่เสริมด้วยการหันมามองหน้าผมยิ้มๆ 

          ควายเอ๊ย มึงจะหันมาเพื่อ! เอาเวลาแกล้งกูไปตั้งใจขับรถดีกว่าไหม เจอรอยยิ้มช็อตนั้นของมันไปผมก็ได้แต่หันหน้าหนีออกทางหน้าต่าง ซึ่งถือว่าดีที่แม่มันไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรต่อแล้วนอกจากชี้บอกทางให้มันเลี้ยวเข้าไปในซอยที่ส่วนใหญ่มีแต่ร้านอาหาร

          ถ้าให้พูดตรงๆ ตอนนี้แม่ไอ้บอมเหมือนเป็นคนละคนกับที่ผมเจอครั้งแรกเลย

          ดูจากรูปการแล้วแกน่าจะเป็นคนพูดเยอะที่สุดในบ้าน ถึงเสียงจะดูเนิบๆหวานๆ แต่ท่าทางนิ่งๆเรียบร้อยเหมือนผู้ดี พอได้คุยด้วยจริงๆจังๆผมก็ไม่รู้จะพูดอะไรเหมือนกันนอกจากตอบคำถามตามที่แกถาม ไม่ก็ยิ้มรับบ้างเวลาที่แกเล่าอะไรให้ฟัง

          แต่ถ้าจะให้มาชวนคุยเลยผมไม่สามารถจริงๆ ถึงจะมีบางครั้งที่แกเหมือนพยายามพูดจี้เรื่องแฟนไอ้บอมอย่างนั้นอย่างนี้แล้วมันฟังไม่เข้าหูผม แถมยังวางแผนไปถึงอนาคตว่าจะให้พาไปเที่ยวอังกฤษไปไหว้ปู่กับย่า ใจที่จากตอนแรกมันฮึดสู้ของผมตอนนี้แม่งถอยหลังไปติดลบลงเรื่อยๆแล้ว

          ผมคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่ามันเกิดมาโดยที่มีทั้งต้นทุนชีวิตและอนาคตที่ซึ่งถูกปูพรมด้วยกลีบกุหลาบเอาไว้แล้วอย่างดี เพราะงั้นสิ่งที่ผมทำได้ก็มีแต่เพียงปิดปากเงียบพร้อมทั้งยิ้มรับกับคำพูดที่ดูเหมือนจะภาคภูมิใจมากในตัวลูกชายคนเดียวของเธอ เพราะแม่งผมคงอยู่ในจุดที่ต้องยอมแล้วว่าพูดอะไรไม่ได้จริงๆ

          เพียงไม่นานรถก็แล่นเข้ามาจอดที่ลานจอดรถของร้านอาหารกึ่งร้านดนตรีแห่งหนึ่ง ผมมองเข้าไปเห็นทั้งที่นั่งข้างในร้านและนอกร้าน แม่ไอ้บอมเลือกนั่งข้างนอกเพราะอากาศเย็นสบายแถมยังมีดนตรีสดให้ฟัง

          อ้อ ลืมบอกไป ค่ำนี้เราออกมากันสามคนครับ พ่อของไอ้บอมต้องบินไปสอนนักศึกษาที่มหาลัยแถวๆกรุงเทพเหมือนทุกครั้งแหละก็เลยไม่ได้มาด้วยกัน

          ตัดภาพมาที่ร้านนี้ หรูไม่หรูไม่รู้ รู้แต่ที่แน่ๆราคาเมนูอาหารแต่ละอย่างที่สั่งมานี่หลักร้อยขึ้นทั้งนั้นเลย

          ยิ่งจานหลักคงไม่ต้องพูดถึง แทบจะแตะหลักพัน ที่สำคัญแม่มันให้ผมสั่งมาเยอะมาก แกโคตรตามใจจนผมแม่งเกร็งไปหมด แม้แต่ตอนที่ไอ้บอมถามว่าจะเอาเบียร์หรือเครื่องดื่มอะไรไหม ผมก็ได้แค่ตอบไปว่าเอาน้ำเปล่า แต่แม่มันก็ยังไม่วายสักค็อกเทลมาให้อยู่ดี

          แหม่...ถึงจะเป็นคนชอบเหล้าชอบเบียร์มาก แต่เห็นอย่างนี้ผมก็รู้จักกาลเทศะอยู่นะเว้ย

          ครอบครัวมึงออกมากินข้าวข้างนอกแบบนี้กันทุกวันเลยหรอวะผมถามหลังจากที่เห็นว่าแม่ของมันเดินขอตัวออกไปเข้าห้องน้ำแล้ว

          ไม่หรอก แต่วันนี้มีมึงมาด้วยไง

          เฮ้ย จริงๆพากูไปแดกที่ตลาดหน้ามอก็ได้ ไม่เห็นจะต้องพามาร้านใหญ่อะไรแบบนี้เลย ตอนนี้กูแม่งเกร็งไปหมดละเนี่ย

          แม่กูอยากเอาใจมึงมั้ง

          เอาจงเอาใจเหี้ยไร กูโคตรเกรงใจเลยสัด

          ถ้าเป็นเหล้ามึงคงไม่พูดแบบนี้

          เออ ถุย...

          ไม่ต้องเกรงใจหรอก แม่กูเป็นคนอยากมาเอง จริงๆครอบครัวกูก็ออกมากินข้าวข้างนอกด้วยกันแบบนี้อาทิตย์ละครั้งสองครั้งอยู่แล้ว แม่ไม่ค่อยมีเวลาทำกับข้าว ส่วนใหญ่ซื้อสำเร็จรูปไม่ก็พากันออกมากินข้างนอกเอา มึงชอบไหมมันบอกแล้วจบด้วยการถามผมกลับ

          ซึ่งแน่นอนว่าผมก็พยักหน้ารับไปตามตรง ถ้าตัดความเกรงใจออกไปใครจะไม่ชอบวะ แถมอาหารยังอร่อยชิบหาย ประเมินคร่าวๆด้วยสายตาตัวเองมื้อนี้ก็น่าจะไม่ต่ำกว่าครึ่งหมื่นแน่ๆ

          นั่งกินไปได้สักพักแม่ไอ้บอมก็กลับมา ยิ่งนั่งนานเท่าไหร่ก็ดูเหมือนว่าคนจะยิ่งเยอะขึ้นเรื่อยๆ สมกับเป็นเมืองแหล่งท่องเที่ยวจริงๆ ครอบครัวที่มากันเลยมักจะมาพร้อมกับชาวต่างชาติเป็นส่วนใหญ่

          แต่ว่ามันไม่ได้จบแค่นั้นครับ

          หลังจากทานข้าวเสร็จแม่มันก็พาพวกเราไปดูหนังที่ห้างต่อ ไอ้บอมบอกว่าการดูหนังเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันระหว่างครอบครัวของมันอยู่แล้ว แต่ก่อนพ่อกับแม่มันทำงานตลอด ไม่ค่อยมีเวลาให้ เลยใช้โอกาสทุกวันหยุดหรือวันว่างมาดูหนังด้วยกันแบบนี้แหละ

       เนื่องจากผมเป็นแขกทุกคนเลยให้ผมเลือกว่าจะดูเรื่องอะไร แต่เพราะไม่มีหนังที่สนใจ บวกกับความที่เป็นคนไม่ค่อยดูหนังนอกกระแส ส่วนใหญ่จะเน้นดูไปทางไซไฟ-แฟนตาซีดังๆอย่างหนังค่าย Marvel อะไรเทือกนี้มากกว่า ผมเลยโยนให้ไอ้บอม การตัดสินใจเลยไปตกที่เรื่อง Love Simon อะไรสักอย่าง

          เพราะกินข้าวมาแล้วตอนนี้ก็เลยยังอิ่มๆ แต่มันก็ยังมีคนๆนึงครับที่แม่งไปต่อแถวซื้อน้ำกับป๊อบคอร์นได้เฉย จะใครที่ไหน ก็ไอ้วิศวกรนั่นแหละ ไม่แปลกใจเลยทำไมมันน้ำหนักขึ้น ทันทีที่เข้ามาในโรงหนัง เราเลือกที่นั่งแถวบนสุด ไอ้บอมเป็นคนนั่งคั่นกลางระหว่างผมกับแม่มัน แล้วผมก็ได้มานั่งดูงงๆโง่ๆแบบนี้

       สุดท้ายเลยไม่ค่อยเข้าใจเนื้อหาเพราะไม่ได้มีความสนใจตั้งแต่แรก ต้นเรื่องไม่เท่าไหร่แต่พอแม่งดำเนินไปได้ราวๆ 10 นาทีผมก็เริ่มรู้สึกว่ามันแหม่งๆละ หลังจากนั้นก็รู้ชัดแจ้ง ซึ่งมันทำให้ผมนั่งเกร็งมาทั้งเรื่อง หลังๆก็เริ่มน้ำตาซึมจนไอ้บอมต้องแอบเอามือมาบีบมือผมไว้

       ไม่รู้อินหรืออะไร แต่ที่แน่ๆคือโกรธไอ้บอมนี่แหละที่แม่งไม่บอกผมสักคำว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังเกี่ยวกับเกย์!

          จริงๆมันไม่ใช่หนังที่ขายเรื่องอย่างว่าหรอก มันเป็นการเล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนนึงที่ใช้ชีวิตผ่านมาได้ยังไงกับความลับที่ว่าตัวเองเป็นเกย์มากกว่า ผมน้ำตารื้นก็ตรงฉากที่ตัวเอกตัดสินใจบอกความลับนี้กับพ่อแม่เพราะจู่ๆมันก็เผลอนึกไปถึงเรื่องที่พ่อแม่ทะเลาะกับผมขึ้นมา ไม่พอยังลามไปคิดถึงเรื่องที่ว่าถ้าหากผมบอกกับแม่ไอ้บอมแล้วผลมันจะเป็นยังไง

          แม่งงงง แทนที่ดูจบละกูจะมีความกล้าเหมือนในหนังบ้าง แต่ตอนนี้ใจมันห่อเหี่ยวลงเรื่อยๆละ สุดท้ายก็ออกจากโรงมาด้วยอารมณ์ที่มืดมัวสุด แทบไม่ได้ฟังด้วยซ้ำว่าบอมกับแม่มันคุยกันว่าอะไรจนกระทั่งเราขึ้นมานั่งบนรถเพื่อเตรียมตัวกลับ

          ตกลงจะบอกแม่ได้ยัง แม่มันก็เป็นฝ่ายถามขึ้นมาขณะที่เจ้าตัวก็เลื่อนนิ้วไถหน้าจอเฟซบุ๊คของตัวเองไปด้วย

          บอกไปแล้วไง

          ไม่คิดจะแนะนำให้แม่รู้เลยหรอผมไม่รู้ว่าต้องทำหน้าแบบไหนเมื่อจู่ๆไอ้บอมก็มองมาที่ผมผ่านกระจกรถแล้วถอนหายใจอย่างจำยอม

          ก็จินขอให้ผมอย่าเพิ่งบอก

        ห๊ะ! กูทำไมนะ!?

          จริงหรอ ทำไมล่ะแม่มันหันขวับมาถามผม เดี๋ยว!

          ค...คือ...คือทำไมไม่ให้กูตั้งตัวอะไรเลย ฮือ

          ทำไมถึงไม่อยากบอกแม่!

          ผม...

          “.............”

          ผมแค่ยังไม่พร้อม ขอโทษครับไม่รู้ว่าถูกสายตามองมายังไงเพราะผมเอาแต่ก้มหน้า แต่มาถึงจุดนี้ก็คงต้องพูดแล้วไหมวะ 

          ผมไม่รู้ว่าจะพูดยังไง แต่ว่าทางบ้านผมรู้เรื่องแล้ว ถ้าเกิดว่าแม่สงสัยน่ะนะครับ พ่อกับแม่ผมไฟเขียวมากๆ

          “.............”

          “คือผมก็รู้นะว่าเรื่องแบบนี้มันรับได้ยาก แต่พ่อแม่ผมก็ยังรับได้ ผมนับถือใจพวกแกมาก ที่สำคัญผมก็ห้ามความรู้สึกของตัวเองให้เลิกรักบอมไม่ได้ด้วย เรื่องที่เป็นคนประเภทพยายามเข้าหาบอมเพื่อเงินอย่างที่แม่เป็นห่วงเนี่ย ผมพูดจากใจจริงว่าไม่เคยมีเจตนานี้ในหัวเลย ถึงจะชอบพูดหยอกไปบ้างแต่ผมก็แค่เล่นๆขำอ่ะครับ ค่าตั๋วเครื่องบินไปญี่ปุ่นนี่ผมคุยกับพ่อแม่ผมแล้วว่าจะคืนให้ ทางบ้านผมไม่ได้มีปัญหาหรือขัดสนเรื่องเงินอะไร แต่การที่บอมโทรไปชวนวันนั้นมันกะทันหันมากจริงๆ 

          “.............”

          “เอาตรงๆเลยนะครับ แต่ก่อนผมแม่งเป็นคนนิสัยที่แย่มาก ผมเอาแต่ใจตัวเองโคตรๆอันนี้แม่ผมยังพูดเลย แต่หลังจากที่คบกับบอม ผมยอมรับเลยว่าอีกฝ่ายทำให้ผมดีขึ้น ถึงจะไม่มากแต่ผมได้เกรดดีกว่าเทอมแรกเยอะนะ เก็ท A อิ๊งด้วยครับเพราะบอมติวให้ วันนั้นผมยังจำได้ ผมง่วงจนร้องไห้เพราะว่าบอมบังคับให้ผมแต่งประโยคตามโครงสร้าง 12 Tense แบบห้ามเปิดกูเกิ้ลทรานสเลท ผมทั้งด่าทั้งถีบทั้งกราบทั้งไหว้ขอนอนเถอะ คือคืนก่อนหน้านั้นผมอ่านแคลจนไม่ได้นอนไง เนี่ยจริงๆผมแม่งโคตรขี้เกียจ เรียนก็งั้นๆ พูดยังไม่เพราะอีก แต่บอมเป็นคนเดียวที่ทนผมได้ ขอโทษด้วยนะครับที่ทำตัวไม่ดีใส่ลูกชายแม่ แต่ถึงผมจะปากหมา ผมก็รักเขามากนะ 

          “.........”

          “แล้วที่มาอยู่ตรงนี้ได้ผมมีแค่ใจจริงๆ ผมรักบอม บอมขอให้มาผมก็มาเพราะเขาบอกว่าอยากให้แม่เขารับรู้ว่าผมมีตัวตนและรู้จักตัวตนจริงๆของเขา ถ้ามันทำให้แม่ไม่พอใจผมก็ต้องขอโทษอีกครั้ง ผมคงพูดอะไรมากไม่ได้นอกจากคำว่าขอโทษและก็ขอโทษ แต่ผมคงไม่เลิกกับลูกแม่ ขอโอกาสให้พวกผมได้รักกันเถอะ ผมไหว้ล่ะครับ” ถูกต้อง คือกูจนตรอกไม่มีอะไรจะพูดจนถึงขนาดต้องยกมือไหว้แล้วจริงๆ หลับหูหลับตาไหว้รัวๆด้วย เพราะว่าแม่งเป็นคนไม่มีคำพูดอะไรสวยหรูไรแบบนี้ไง ที่พูดไปนี่ก็กลั่นกรองออกมาจากใจให้ไม่มีหมาแล้วนะ

          เท่ไม่เท่ไม่สนแล้วครับ จุดนี้ขอแค่ไม่โดนบอกว่าอย่ามายุ่งกับลูกชายฉันพร้อมกับเอาเงินฟาดหน้าผมก็พอละ เพราะเงินผมไม่อยากได้ ที่บ้านมีกินมีใช้อยู่แล้ว สิ่งเดียวที่อยากได้ตอนนี้คือลูกแม่คนเดียว โปรดเข้าใจผมด้วย

          “คึ!” 

          เหมือนได้ยินเสียงใครขำวะ!

          ผมค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองก่อนจะเห็นว่าเป็นไอ้บอมที่กำลังฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัยรถเหมือนกำลังกลั้นเสียงอะไรสักอย่างระหว่างที่กำลังรอรถติดไฟแดง ส่วนแม่มันก้มหน้าหันออกไปทางหน้าตารถแต่ไหล่นี่สั่นสะเทิ้มไปหมด อย่าบอกนะว่าซึ้งที่ผมพูดจนเผลอร้องไห้!

          ก็คือจะคบคนนี้จริงๆถูกไหม” แม่มันหันไปถามไอ้บอมตอนที่รถค่อยๆเคลื่อนตัวออก พอได้เห็นหน้าของทั้งสองชัดๆแล้วผมถึงได้รู้ว่าแม่งกำลังกลั้นขำกันอยู่ เฮ! ไม่ตลกนะ 

          ครับ” ไอ้บอมพยักหน้า “บอกแล้วว่าไม่มีพิษมีภัย ถ้าเป็นหมาก็ทำได้แค่เห่าแต่ไม่กัด

          เอ้า นี่มึงเปรียบเทียบกูกับหมาให้แม่มึงฟังอยู่ใช่ไหม แล้วคือ...จะไม่มีใครสนใจกูจริงๆหรอ 

          คิดดีแล้วหรอ รู้ใช่ไหมว่ามันยากไอ้บอมยังพยักหน้าอีกรอบด้วยท่าทีที่เหมือนว่าไม่สะทกสะท้านแต่ก็มุ่งมั่นอยู่ในที ดูไปดูมาแล้วก็เหมือนผมที่พยายามทำตัวเก่งกับพ่อแม่เมื่อวันนั้นเลย ต่างก็ตรงที่ว่าไอ้บอมมันเงียบและดูใช้ความคิดมากกว่า ในขณะที่ตัวผมมีแต่อารมณ์ล้วนๆ

       ที่น่าตกใจมากกว่านั้นก็คือแม่มันดันไม่มีท่าทีช็อคอะไรเลยนี่แหละ เอ๋า สรุปที่กูดราม่าไปคือโจ๊ก? 

          บอกเลยว่าเละ!

          ไปเจอกันตอนไหนล่ะ

          เจอครั้งแรกที่งานรับน้องมหาลัยตอนเข้ากลุ่มสัมพันธ์ เป็นคนเอาข้าวไข่เจียวมาให้ผม แต่ได้คุยกันจริงๆจังๆช่วงต้นเทอมสอง ก็อย่างที่เคยบอกแม่ไป

          อืม

          งี้ก็แสดงว่ามันเล่าเรื่องผมให้แม่มันฟังหมดแล้วหรอ แล้วทำไมเขาถึงไม่มีทีท่าว่าโกรธเลยล่ะ

          ผมได้แต่นั่งกุมมือตัวเองอยู่บนเบาะหลังเมื่อสนทนาของสองแม่ลูกเงียบไป ถึงมันจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดแต่สถานการณ์ตอนนี้ก็เรียกได้ว่ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกอยู่เหมือนกันถ้าผมยังงงเป็นไก่ตาแตกอยู่แบบนี้ 

          ไอ้บอมขับรถไปเงียบๆ ขณะที่แม่มันก็เล่นมือถือไปบ้าง ดูวิวข้างนอกบ้าง แต่ไม่ได้ชวนผมคุยเหมือนช่วงแรกๆแล้ว ซึ่งก็ดีแล้วแหละ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะตอบกลับไปด้วยสีหน้าแบบไหนดี เพราะก่อนหน้านี้เล่นสารภาพไปหมดเปลือกว่าชอบลูกแก

          ทว่าขับมาได้ไม่นานเท่าไหร่ ฝนก็เริ่มตก

          จินว่าบีบอมอ้วนขึ้นไหม แม่บอกให้มันไปวิ่งออกกำลังกายกับพ่อตอนเย็นๆที่สวนสารธารณะก็ไม่ไป เอาแต่นั่งเล่นเกม จู่ๆคนเป็นแม่ก็หันมาคุยกับผมแล้วชี้ไปที่ลูกชายตัวเองเหมือนว่าเรื่องที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น ทันใดที่สบตากับนางนั้นผมก็เกิดโมเมนต์ Awkward ขึ้นมาทันที 

          ก็...นิดนึงครับ ถึงจะทำได้แค่พยักหน้าตอบรับด้วยความเด๋อด๋า แต่เพราะว่าสิ่งที่แม่มันบอกคือเรื่องจริง ผมก็ปฏิเสธไม่ลงเหมือนกัน จริงๆเคยทักตั้งแต่ลงจากเครื่องมาเห็นมันแล้ว แต่พอมาอยู่ต่อหน้าครอบครัวมันก็เป็นอย่างที่เห็นแหละครับ ใครจะว่ากล้าว่าลูกเค้าวะ

          บอมดูแลเราดีไหม ปกติก็เป็นคนเอาแต่ใจอยู่แล้ว ไม่รู้จะดูแลใครเค้าได้รึเปล่า

          ครับผมไม่รู้จะตอบอะไรจึงทำได้แค่พยักหน้า จริงๆอยากบอกแม่มันเหลือเกินว่าไม่ต้องห่วง มันดูแลผมดีกว่าตัวผมดูแลตัวเองอีก แถมยังเปย์เก่งเหมือนกับแม่ที่พาผมไปทานข้าวเย็นมื้อละครึ่งหมื่นที่ร้านอาหารตรงนั้นด้วย แต่ก็ทำได้แค่เพียงคิดเอาไว้ในใจ แต่บอกให้เธอฟังไม่ได้ซักค๋ำ

          มีอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยจากันนะ ถ้าบอมไปทำอะไรให้ไม่สบายใจก็โทรมาฟ้องแม่

          “ค...ครับ

          จ้า

          “เอ่อ ผมขอถามอะไรหน่อยได้มั๊ยครับ

          ว่ามาสิ

          “คือ ไม่โกรธผมหรอครับ” ถามออกไปอย่างกล้าๆกลัวๆ 

          เรื่องอะไรล่ะ

          ก็...เรื่องที่ผมกับลูกชายแม่คบกัน” 

          “เห็นท่าทางเหมือนลูกหมาของหนูเมื่อกี้แม่ก็หายโกรธแล้วแหละ จริงๆเคยโกรธนานแล้ว แต่ตอนนี้หายแล้ว ช่างมันเถอะลูก” ว่าแล้วแกก็หัวเราะเหมือนเป็นเรื่องขำๆ ถึงจะงงนิดหน่อยแต่ผมก็ทำได้พูดขอโทษท่านไปเหมือนตอนที่เคยพูดกับแม่ตัวเอง ซึ่งรอยยิ้มที่ผมได้รับกลับมาผมก็จะถือว่ามันเป็นคำตอบรับสำหรับเรื่องนั้นแล้ว

























          คืนนั้น

          เรากลับมาถึงบ้านราวๆเกือบเที่ยงคืนกว่า แม่ของไอ้บอมแยกย้ายไปอาบน้ำเข้านอนแล้ว ไม่รู้ว่าเราจบสนทนากันที่ประเด็นไหน รู้แต่ว่าผมกลับมาด้วยอาการที่เกือบจะใบ้สนิท จนกระทั่งขึ้นมาบนห้องแล้วอาบน้ำเสร็จผมถึงตัดสินใจถามคนที่นั่งเล่นเกมอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ออกไป

          มึง

          “อื

          แม่มึงรู้ได้ไงวะ

          มันเงียบไปพักหนึ่ง จะว่าผมดีใจก็ไม่เชิงหรอก แต่จะเสียใจก็ไม่ใช่อีก มันค่อนไปทางโล่งใจมากกว่า ผมแทบไม่รู้เหตุผลอะไรที่ทำไมแม่มันถึงยอมรับผมง่ายดายขนาดนั้น แต่ก็ไม่อาจคาดเดาได้ว่านั่นคือการยอมรับ ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆ

          กูเป็นคนบอกเอง

          “ห๊ะ บอกตอนไหน

          ตั้งแต่วันแรกที่กูชอบมึง

          เฮ้ย...ไอ้เหี้ยยยยย งี้กูก็โดนมึงหลอกให้กลัวมาตั้งแต่แรกอ่ะดิ ทำไมตอนอยู่บนรถแกถึงพูดเหมือนว่ามึงมีแฟนเป็นผู้หญิง ตอนนั้นกูแม่งโคตรเฟลเลยนะ จนบางทีกูก็คิดว่า เออ เราคงไม่เหมาะสมกันจริงๆ ผู้ชายกับผู้ชายมันจะคู่กันได้ไง 

          นอยสัดๆ แต่ยังดีที่ผมพยายามเก็บอาการเอาไว้ได้ (นี่เก็บแล้วหรอ)

          สงสัยแม่กูคงอยากเล่นละครทดสอบมึงมั้งมันพูดแกมขำ

          ไอ้เหี้ย กูไม่ตลกเลย แล้วเค้ารับได้หรอวะ"

          ตอนแรกก็ไม่หรอก

          แล้วทำไม...”

          “ไม่รู้ดิ เวลาผ่านไปอะไรมันก็เปลี่ยน โดยส่วนตัวกูเป็นคนไม่ค่อยมีความลับกับพ่อแม่อยู่แล้ว การที่กูตัดสินใจบอกเรื่องของมึงกับพวกแกมันทำให้กูรู้สึกสบายใจกว่าการที่ต้องคบกันแบบหลบๆซ่อนๆ ถึงจะรู้ว่ายังไงพวกแกก็ต้องโกรธ แต่กูก็เชื่อว่าสักวันพ่อแม่ต้องเข้าใจ มันเป็นเซนส์น่ะ” เรียกอีกอย่างง่ายๆก็คือมั่นหน้านั่นเอง 

          การเป็นลูกรักนี่ทำอะไรก็ไม่ผิดสินะ เป็นครอบครัวที่แปลกจริงๆ

          “ทำหน้าอย่างนี้ไม่เชื่อหรอ?

          “เออดิ ดูก็รู้ว่ามึงตอแหล” มันหัวเราะทันทีเมื่อรู้ว่าผมจับไต๋ได้

          “อืม พอรู้เรื่องทุกคนโกรธมากโดยเฉพาะแม่ กูก็ไม่ต่างอะไรจากมึงตอนนั้นหรอกแค่ช่วงเวลาของกูเกิดตั้งแต่รู้ว่าเริ่มชอบมึง แม่กูถึงขนาดพาไปเล่นบ้านเพื่อน แต่จริงๆแล้วมีจุดประสงค์เเพื่อให้กูไปเจอลูกสาวเพื่อนแม่ที่อายุเท่ากู แม่อยากให้กูกับเธอคุยกัน ตอนนั้นก็ได้คุยนะ กูรู้สึกดีด้วยแหละ แต่ก็ยังเลิกชอบมึงไม่ได้อยู่ดี ไม่รู้ว่าเพราะโชคเข้าข้างหรือฟ้าเล่นตลกอะไรกันแน่ เพราะคุยกันไปนานๆเข้าเธอก็มาสารภาพกับกูว่าเป็นดี้

           พีคสัด แต่เรื่องนั้นเอาไว้ถกกันภายภาคหน้า ตอนนี้กูขอหงุดหงิดเหี้ยนี่ก่อน     

          “แล้วทำไมมึงไม่เคยบอกกูวะ ไม่เห็นเคยเล่าให้ฟังเลย ตอนนั้นที่กูเจอแม่งกูทรมานมากนะเว้ย

          เรื่องมันผ่านมาแล้วกูไม่อยากรื้อฟื้นขึ้นมาให้มึงคิดมาก มันเป็นความทรงจำที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่

          “แต่วันนั้นมึงก็ทนฟังกูระบายไปร้องไห้ไปจนถึงเช้า

          “จะโกรธไหมถ้ากูบอกว่ากูรู้สึกดีมากกว่าที่ได้เป็นคนที่มึงเลือกโทรหาเป็นคนแรก ได้เป็นคนที่มึงนึกถึงทั้งตอนที่กำลังเศร้า ร้องไห้ หรือแม้กระทั่งตอนที่มึงมีความสุข

          “มันก็เกี่ยวกับมึงทั้งหมดอ่ะ

          “ขอบคุณนะ

          “เห็นไหม? ทีมึงยังรู้สึกดีเลย แล้วทำไมกูจะไม่รู้สึกเหมือนมึงเวลามึงเลือกที่จะแชร์เรื่องแย่ๆให้กูได้ฟังบ้าง อย่าคิดอะไรแทนกูดิ กูก็ไม่อยากให้มึงต้องคิดมากเหมือนกันแหละ

          โอเค คราวหลังจะโทรหามึงเป็นคนแรก ถ้ามีเรื่องอะไรจะรีบบอก แต่ตอนนั้นกูกับมึงยังไม่ได้เป็นอะไรกัน ถือว่าเจ๊าๆกันนะ

          “ไม่เจ๊า บอกมาว่าทำไมแม่มึงถึงยอมรับกู

          สำหรับแม่กูกูก็ไม่รู้เหตุผลหรอก ตอนที่รู้แม่กูโกรธมาก แต่ไม่รู้ทำไมพอนานวันเข้าจู่ๆก็กลับมาคุยกันเหมือนเดิม แถมยังชวนให้กูพามึงมาเที่ยวบ้านอีก แม่กูอาจจะดูเป็นคนหัวโบราณก็จริง แต่มันแค่บางเรื่อง ถึงบอกไงว่าให้มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ มึงอาจจะเป็นข้อยกเว้นสำหรับแม่กูก็ได้

          “ไม่จริงอ่ะ” ผมส่ายหันพลัน

          กูเคยคิดเล่นๆนะว่าเพราะมึงเรียนวิศวะรึเปล่า แม่กูดูฝังใจกับคนคณะนี้มาก จำได้ไหมที่กูเคยบอกว่าแม่กูมีแฟนคนแรกเรียนวิศวะ"

          จำได้ๆ

          ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคณะหล่อหลอมหรือนิสัยของคนนั้นจริงๆ ถึงทำให้แม่เชื่อว่าต่อให้เขาปากหมา กินเหล้า เจ้าชู้ แต่เวลารักใครแล้วรักจริง แล้วก็คบกับแม่กูตั้งแต่ปีหนึ่งจนเรียนจบ

          แล้วจากนั้นล่ะ ทำไมแม่มึงถึงได้มาแต่งงานกับพ่อมึง

          อย่างที่คนเค้าบอก ในโลกนี้มันไม่มีอะไรแน่นอน ความรักก็เหมือนกัน รักกันมากแค่ไหนหรือนานเท่าไหร่ก็เลิกกันได้ ยิ่งมหาลัยเขาว่ากันว่าใบปริญญาก็เหมือนใบหย่า พอจบไปแล้วต่างคนต่างก็ต้องเดินไปตามทางของตัวเอง ต้องหางานทำ อยู่คนละที่บ้าง มีเวลาไม่ตรงกันบ้าง ระยะห่างก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายความสัมพันธ์ก็ต้องจบลง

          “เข้าใจเลย

          แฟนตอนมัธยมของผมก็เลิกกันเพราะผมเข้ามหาลัยนี่แหละ แถมยังเป็นมหาลัยที่อยู่ไกลบ้านอีก  อีกอย่างพอเข้ามหาลัยมาอะไรๆมันก็เยอะไปหมด ทั้งคน สิ่งล่อลวงใจ สถานที่ท่องเที่ยง คนที่ยังสามารถคบอยู่กับแฟนที่อยู่ไกลกันได้โดยที่ไม่นอกใจกันนี่ผมว่าแม่งมีน้อยจริงๆ

          พ่อกับแม่กูคือคนที่ทำงานอยู่ในที่เดียวกัน ได้เจอกันทุกวัน คุยกันบ่อยจนเริ่มสนิทแล้วก็ตัดสินใจคบ แต่กว่าจะได้แต่งงานกันก็ยากอยู่ ญาติทางฝั่งแม่กูไม่ค่อยโอเค ยื้อกันนานเลย แต่สุดท้ายแม่กูก็เลือกพ่อ เพราะคิดว่าคนเราอยู่กับพ่อแม่ไปไม่ได้ตลอดหรอก สักวันเราก็ต้องออกมาใช้ชีวิตเป็นของตัวเอง นี่คงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่กูคิดว่าแม่เข้าใจกู

          แล้วถ้าเรียนจบ...

          “หืม?”

          แบบ ถ้ากูมึงเรียนจบไป แล้วเป็นเหมือนแม่มึงกับแฟนคนแรก คืออารมณ์กูกับมึงต้องอยู่ห่างกัน ทำงานคนละที่ ไม่ค่อยมีเวลามาหากันงี้ มึงคิดว่าเราจะเลิกกันไหมทันทีที่คำถามนี้ของผมหลุดออกไปมันก็หยุดชะงัก ก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นแล้วเดินตรงมานั่งที่เตียงกับผม

          เคยบอกแล้วไงว่าถ้าอะไรยังไม่เกิดขึ้นก็อย่าเพิ่งไปนึกถึง

          ก็มึงเล่นเกริ่นมาขนาดนี้ ใจกูแป้วมากนะบอกเลย

          ไม่มีใครบอกได้หรอกว่าอนาคตจะเป็นยังไง เราจะเลิกกันไหมหรือคบกันจนถึงสิบปียี่สิบ หรือถ้าต่อให้เราต้องเลิกกันจริงๆ กูจะไม่เสียใจที่ได้คบกับมึงเลยเพราะระหว่างทางสำหรับกูมันดีมาก กูเองก็จะทำให้มึงรู้สึกว่าไม่เสียใจเหมือนกันที่เคยมีกูเป็นแฟน ทุกครั้งที่มึงหวนกลับมานึกถึงช่วงเวลาที่มีกูอยู่ข้างๆมึงก็จะยังยิ้มได้เสมอ เอาไปเล่าให้ลูกหลานฟังต่อได้ เหมือนแม่กูกับผู้ชายคนนั้น แต่ตอนนี้กูมีเรื่องอยากจะขอ มึงจะทำให้กูได้ไหมหมาโง่

          ไม่รู้ ลองพูดมาก่อน

          จำวันที่กูกับมึงคบกันวันแรกได้ไหม

          ผมพยักหน้าแทนทันที ใครจะลืมได้ลงวะ

          คบแล้วกูไม่เลิก แต่ถ้าจะเลิกมึงต้องเป็นคนบอกเอง เพราะงั้นอย่าบังคับให้กูบอกเลิกมึงเลย แล้วก็อย่าคิดว่ากูไม่รักไม่สนใจมึงด้วย กูอาจจะแค่พูดไม่เก่ง แสดงออกไม่ค่อยเป็น แต่ถ้ามึงอยากให้ทำอะไรให้ก็บอกกันตรงๆ อย่าเก็บเอาไปคิดมากคนเดียวรู้ไหม

          มึง...จู่ๆผมก็ร้องไห้ออกมา ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเหมือนกัน แค่ในหัวมันคิดแต่ว่าถ้าข้างๆไม่มีมันอยู่แล้ว น้ำตาแม่งก็ไหลออกมาเอง ขอโทษเถอะ แค่เรื่องอย่าคิดไปเองผมก็ยังทำให้มันไม่ได้เลย เรื่องถ้าจะเลิกแล้วให้ผมเป็นฝ่ายบอกเลิกเองผมก็ไม่รู้จะทำได้รึเปล่า

          พอสังเกตเห็นว่าผมแอบร้องไห้มันก็เอื้อมมือขึ้นมาปาดน้ำตาให้ทันที ก่อนจะดึงผมเข้าไปกอด

          จะงอแงก็งอแงไปเดี๋ยวกูปลอบ แต่จำไว้ว่าต้องงอแงให้กูเห็นแค่คนเดียวนะ

          “อือ”

          ถ้าวันไหนอยากไปกินเหล้ากับเพื่อนก็ไป แต่ขอแค่ให้บอกกูไว้ แล้วก็ต้องพาตัวเองกลับมาหากูด้วย ห้ามไปเรื้อนใส่ใคร

          “อื้อ”

          ส่วนเรื่องอนาคตจะเป็นยังไงก็ช่างแม่ง ตอนนี้รู้แค่ว่ากูรักมึง กูเป็นแฟนมึง ไม่ว่าอะไรกูก็จะเป็นแค่ของมึงคนเดียว เข้าใจไหม

          “ข...เข้าใจแล้ว ผมพยักหน้า

          เงยหน้าขึ้นมาหน่อยไม่ว่าเปล่ามันก็ซ้อนหน้าผมขึ้นแล้วก้มลงประกบจูบอย่างรวดเร็ว ทั้งจูบปลอบและก็ลึกซึ้ง

          เพียงไม่ถึงนาทีร่างทั้งร่างของผมก็มาเคลียคลออยู่บนเตียงกับมันแล้ว

          แต่ไม่เป็นไรหรอก

          ในเมื่อมันบอกแล้วว่าไม่ว่าอะไรมันก็จะเป็นแค่ของผมคนเดียว ผมก็จะทำให้มันมั่นใจว่าผมก็เป็นแค่ของมันคนเดียวเหมือนกัน

          บางทีโลกอาจไม่ได้โหดร้ายอย่างที่คิดและถ้าลองมองมันในแง่ดีบ้าง มันอาจจะมีแต่เรื่องดีๆเข้ามาอย่างที่ผมได้เจอมาในวันนี้ก็ได้

          มันไม่มีเหตุผลอะไรมากเลยที่ชีวิตผมมาไกลได้ขนาดนี้ นอกจากเสียจากคำว่าผม 'โชคดี' 

          โชคดีที่ได้เกิดเป็นลูกของพ่อกับแม่ รวมทั้งมีพี่สาวที่คอยเข้าใจและพร้อมที่จะช่วยเหลือเราตลอดเวลาหากต้องการ

          โชคดีที่เกิดมาในสังคมเพื่อนที่ยึดเพียงแค่คำว่ามิตรภาพ แต่ไม่ได้เลือกคบกันที่เพศใดเพศหนึ่ง 

          และก็โชคดีที่วันนั้นผมยอมตอบตกลงเป็นแฟนกับไอ้บอม จนได้มารู้จักกับพ่อแม่ของมันในวันนี้

          สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าเมื่อไหร่ ไม่ว่าที่ไหน ไม่ว่าเพศใด ถ้าหากคนๆนั้นคือข้อยกเว้นสำหรับเรานั่นแหละเขาเรียกมันว่าความรัก 

          ตอนนี้ผมได้รู้แล้วว่าต่อให้ผมจะกลายมาเป็นเพศที่สามยังไงแต่ผมก็ยังเชื่อว่ามันไม่เคยลดหย่อนความเป็นคนในตัวของผมให้น้อยลง ผมยังสามารถทำหน้าที่ของตัวเองด้วยการเรียนหนังสือ เป็นลูกที่ดี เอาชีวิตรอดในสังคมได้ แถมยังไม่เบียดเบียนใครหรือสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีก

เพราะผมแม่งก็เป็นแค่ตัวผม นิติกรคนดีคนเดิม เพิ่มเติมคือมีคนรัก

อิอิ

 

 







END






คือจริงๆจะลงเรื่องของแจ็คๆ แต่ปรากฎว่าเรื่องแจ็คๆเป็นเรื่องเดียวที่เรายังเขียนไม่เสร็จ ฮือ ขอโทษนะคะ

เอาเป็นว่าเราขอลงตอนนี้แทนแล้วกันเนอะ แล้วแจ็คแจ็คไว้เจอกันในเล่มเด้อ 

ตอนนี้คำผิดอาจจะเยอะหน่อยเพราะเราทวนแค่รอบเดียว ไว้จะมาแก้ให้หลังสอบเสร็จค่ะ

ชอบไม่ชอบยังไงก็ฝากทุกคนช่วยกันคอมเมนต์ติ-ชม 

ไม่ก็ติดแฮชแท็กในทวิตเตอร์ #มนุษย์นิติสังคมและคนรัก ให้ได้เห็นกันด้วยนะคะ

เลิ้บบบบยูว แล้วเจอกันค่า


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2.473K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

6,165 ความคิดเห็น

  1. #6158 Pream1412 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 24 ธันวาคม 2563 / 19:39

    จบแบบจบจริงๆแล้ววว ไม่มีตอนพิเศษอีก😔 ...มันรู้สึกโหว่งอ่ะ แต่ก็จบดีนะคะ ขอบคุณมากค่ะที่เขียนมาให้อ่าน☺️🙏🙏
    #6,158
    0
  2. #6141 zazazanook (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 กันยายน 2563 / 00:45
    กี้ดดด ดีมาก เป็นเเฟนฟิคที่โคตรดี ชอบมากเลย ฮืออยากให้มีภาค2อ่ะ มันดีมากจริงๆ เเง้น่ารัก เเต่คืออยากได้บีบอมเปงผัว คิ รวยเวอร์ จินจินก็น่ารัก ตลกทุกตอน5555555555 ขอบคุณไรท์ที่เขียนนิยายเรื่องนี้มาให้อ่านนะค้าบ 💗👍
    #6,141
    0
  3. #6076 gene_pa (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 / 08:52
    เนื้อเรื่องสวยงามมาก จบแล้วว อ่ะ
    #6,076
    0
  4. #5943 Gray99 (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 21 เมษายน 2563 / 23:16
    ฉัรอยากมีบีบอมเป็นของตัวเองบ้าง ไม่ไหววว 55555
    #5,943
    0
  5. #5897 Moebeaj (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 7 เมษายน 2563 / 21:44
    อยากให้มีภาค 2 อะ เรื่องนี้เป็นแฟนฟิคที่ดีที่สุดที่อ่านมาแล้วอะ
    #5,897
    0
  6. #5859 psunrise (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 13 มีนาคม 2563 / 09:15
    โอ๋เอ๋ค่ะคุณนิติกรยังมีคุณวิศวกรนะคะไม่คิดมาก ปล่อยให้อนาคตเป็นเรื่องของมันไปแต่อยู่กับปัจจุบันที่ยังคงมีกันและกันอยู่นะแค่นี้ก็พอแล้ว ฮื่อน่ารัก
    #5,859
    0
  7. #5822 nydecode (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 มีนาคม 2563 / 22:17
    อยากให้ เขียน ภาคต่อเรื่องนี้
    จินกับบอมเรียนปีสุดท้ายแล้ววัยทำงาน
    #5,822
    0
  8. #5753 hellowbear (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 ธันวาคม 2562 / 22:27
    ชอบนิยายเรื่องนี้มาก ขอภาค2 ได้มั้ยยคะ
    #5,753
    0
  9. #5737 Mejung-Muji (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 15:53
    ครอบครัวเข้าใจนี่คือสิ่งทึ่สำคัญที่สุดแล้ว
    #5,737
    0
  10. #5709 ชาไทยเลิฟเว่อร์ (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 17:06
    โง้ยยยย ประทับใจมาก เจ้าหมาโง่นี่คิดมากจริงๆ มาโอ๋ๆนะ ฮืออออ เอ็นดูววว
    #5,709
    0
  11. #5580 imsointoyou (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2562 / 19:03
    ประทับใจอะTT รักนิยายเรื่องนี้มากๆค่ะ ขอบคุณที่แต่งนิยายดีๆแบบนี้มาให้ได้อ่านกันนะคะ
    #5,580
    0
  12. #5554 sehun wife's (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 กันยายน 2562 / 07:18
    เป็นตอนที่ประทับใจที่สุดมันสอนอะไรหลายๆอย่างมากอะทั้งเรีื่องเพศเรื่องครอบครัวหรือคนรักนี่อ่านไปน้ำตาจะไหลไปมันมีจริงๆนะคนที่จะรักเรามากขนาดนี้น่ะ
    #5,554
    0
  13. #5446 yuri_miko (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 11 กันยายน 2562 / 09:59
    น่ารักจังเลย
    #5,446
    0
  14. #5428 wiyadasama (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 3 กันยายน 2562 / 23:50
    จะว่ายังไงดีล่ะ เอาเป็นว่าไรต์เก่งจริงๆนะ เก่งมากเลย เขียนได้ดีมาก ส่วนตัวเราโคตรจะชอบเลย เล่มก็อยากได้ แต่เงินหนอเงินช่างน้อยนิดเสียเหลือเกินTT มีตามร้านหนังสือทั่วไปไหมคะ จะเก็บตังค์ซื้อ แต่ตอนนี้นั้นไม่มีจริงๆค่ะ55555 อยากอ่านแจ๊คๆรอดูความฮาของนาง><
    #5,428
    0
  15. #5409 IPINOCKIO (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 11:39
    นอกจากพ่อแล้วผู้ชายที่ผมจะรักได้คงมีแค่บอมคนเดียว ประโยคนี่คือแบบ กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด จินนนนน รักบอมมากไหมลูกกก ได้รู้ก็วันนี้แหละว่าถึงปากจะหมาแต่ก็รักบอมไม่แพ้ใคร น่าเอ็นดูววว

    ตลกพาร์ทที่จินไปบ้านบอมมากๆ นี่แหละเค้าเรียกว่าตีตนไปก่อนไข้ ลูกเอ๊ยยยยย panicเบอร์100 มโนไปต่างๆนาๆ
    ถึงผมจะ- แต่ก็ผมก็รักเขามากนะ... เกร้ดดดดดดดดดดดดดดดดดด *ทึ้งหัวตัวเอง* เขินๆๆๆๆ อนากระเบิดตัวเองมาก ณ จุดนี้ เขินไม่ไหวแล้วกับฉากที่จินสารภาพกับแม่บอมว่ารักบอม
    คือปรบมือให้ไรท์เตอร์อีกครั้ง เป็นฟิคที่ดีมากกกกกกกกกกกก ยกให้เป็นฟิคดีบอกต่อเลย ข้อคิดและมุมมองของความรักคือดจีย์จีๆ

    ป.ล. ถ้าว่างๆมาเพิ่มสเปเนื่องในโอกาสอะไรก็ได้นะคะ ลึกๆแล้วแอบทำใจไม่ได้ที่เรื่องจบไปแล้วจะไม่ได้อ่านต่อแล้ว ถ้าคิดไปออกก็ขอสเปตอนบอมกับจินไปเที่ยวญี่ปุ่นก็ได้ แช่ออนเซ็นกรุบๆกันสองคน แค่คิดก็ฟินแล้วววว
    #5,409
    0
  16. #5374 ฺฺBerlin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562 / 18:51
    นึกภาพจินหลับตาปี๋ กำมือเเน่นละก็คือเอ็นดูมากค่ะ
    #5,374
    0
  17. #5341 Jjapinya (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 9 สิงหาคม 2562 / 08:07
    ฟิลกู๊ดมากเรื่องนี้ รักก
    #5,341
    0
  18. #5314 Peony.n (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 14:35
    น่ารักอะครอบครัวเข้าใจ ซึ้งจัง//ปาดน้ำตา
    #5,314
    0
  19. #5310 CallistoJpt (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2562 / 14:35
    ดีมากๆเลยที่พ่อแม่ของทั้งสองคนเปิดใจให้ความรักของทั้งคู่ แล้วจินคือน่าเอ็นดูมากตอนที่สารภาพกับแม่บอมอ่ะ น่ารักกกกก
    #5,310
    0
  20. #5262 priyatida_tt (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2562 / 23:09

    น่ารักมากกกกกกกกกกกกๆ//ขอบคุณที่เเต่งเรื่องนี้ขึ้นมานะคะไรท์ :)
    #5,262
    0
  21. #5225 Bee Pee Wee (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 / 01:08

    มีเรืองของนุงแจ็คจริงๆใช่มั้ย
    #5,225
    0
  22. #5196 Maple_MeU (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 14 เมษายน 2562 / 21:37
    น่ารักมากกกกค่ะ ขอบคุณค่ะ
    #5,196
    0
  23. #5090 sayewj (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 / 11:41
    พ่อแม่ทั้งสองฝั่งก็ยอมเปิดใจละ ต่อไปก็ขอให้ทั้งสองคนประคองความรักกันให้ดีๆไปนานๆเนอะ บอมอาจจะซึนๆ-ไปบ้าง จินก็อาจจะดื้อไปหน่อย แต่สองคนเข้าใจกันจับมือกันไว้ให้แน่นๆไปนานๆพอแล้ว^^
    #5,090
    0
  24. #5073 nnjtmmq (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 / 16:06

    ต้องคิคถึงบีบอมและน้องจินแน่ๆเลย สงสารตอนหมาหงอยมาก แงงงงงงงงง รักนะคะ รักนิยายเรื่องนี้ รักไรท์ รักทุกอย่าง
    #5,073
    0
  25. #5046 Jibangrin (จากตอนที่ 19)
    วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2562 / 18:03
    ขอบคุณสำหรับนิยายดีๆค่าาาา จบดีมากกก ร้ากกกกก
    #5,046
    0