[ Fic The Prince of tennis ] ♀ Ex-Freundin ♂

ตอนที่ 4 : ♀ Ex-Freundin ♂ Chapter Three

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,906
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 159 ครั้ง
    12 ก.ค. 62









Yuki Anju




Image result for kousaka honoka gif

Kosaka Honoka




Sonada Umi





Chapter Three


Image result for flower pink anime gif





- Although we’re far away but our friendship never fade with time. -

แม้ว่าเราจะห่างไกลกันสักเพียงไหน

แต่ มิตรภาพของเรา ก็ไม่เคยโรยราไปกับกาลเวลา





แสงอาทิตย์ในเช้าวันใหม่ลอดผ่านผ้าม่านผืนสีขาวส่องกระทบร่างบางที่อยู่บนเตียงนอน เด็กสาวค่อยๆ เปิดเปลือกตาเผยให้เห็นนัยน์ตาสีอำพันที่ซ่อนอยู่ ก่อนจะกระพริบตาเพื่อปรับสายตาให้เข้ากับแสงสว่างภายในห้อง

 



นาฬิกาดิจิทัลบนหัวเตียงบ่งบอกเวลาแปดโมงกับอีกสิบห้านาที โคโทริยันกายลุกจากเตียงสีหวานและสาวเท้าลงบันไดไปยังห้องอาบน้ำที่อยู่ชั้นล่างทันที

 


ซ่า




เสียงน้ำจากฝักบัวที่กำลังไหลลงมาชโลมล้างสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ทำให้เด็กสาวคิดสงสัยขึ้นมาว่า ทำไมสายน้ำจึงไม่ชโลมล้างความคิดที่อยู่ในสมองของเธอออกไปได้บ้างนะ

 



ฉันเลิกกับยูกิไปตั้งนานแล้ว

 



จนกว่าจะจบรอบชิงชนะเลิศ ฉันจะบอกกับเธอทุกอย่าง...ช่วยรอจนถึงตอนนั้นได้ไหม?”

 

 

ประโยคสองประโยคที่คุนิมิตสึเอ่ยออกมาตั้งแต่เมื่อคืนยังคงวนเวียนอยู่ในสมองของเธอจนถึงตอนนี้ ซึ่งส่งผลให้เด็กสาวนอนหลับได้ไม่เต็มอิ่มมากนัก

 

 

...ถ้าเป็นเรื่องที่เลิกกับอันจูจังก็พอเข้าใจได้จากคำตอบของเด็กหนุ่มก่อนหน้านี้

 

 

            มี แต่ไม่ได้มีความสุขขนาดนั้น

 

 

ตอนที่รู้ความจริงว่าเลิกกันไปนานแล้ว เธอรู้สึกตกใจเป็นอย่างมากจนสองขามันวิ่งไปหาเขาโดยไม่รู้ตัว ในตอนนั้นเด็กสาวต้องการรู้เพียงแค่สาเหตุที่เลิกรากันไปก็เท่านั้น

 

 

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ถามออกไป

 

 

...ไม่สิ ถามออกไปไม่ได้ต่างหาก

 

 

ในตอนนั้นเขาคงจะรู้อยู่แล้วว่าเธอต้องการจะถามอะไร จึงกระทำอย่างนั้นเพื่อไม่ให้เธอถามออกไปได้สินะ การกระทำที่เอาปลายนิ้วชี้จรดลงบนริมฝีปากของเธอน่ะ มันได้ผลจริงๆ สามารถทำให้เธอเงียบทันที ราวกับแมวที่ถูกเจ้าของลูบจนเคลิ้มอย่างไรอย่างงั้น

 

 

...แต่สิ่งที่เธอไม่เข้าใจเลยก็คือประโยคที่เขาพูดออกมาหลังจากนั้น

 

 

จนกว่าจะจบรอบชิงชนะเลิศ ฉันจะบอกกับเธอทุกอย่าง...ช่วยรอจนถึงตอนนั้นได้ไหม?”

 

 

ถ้าแค่เลิกกับอันจูจัง ทำไมถึงต้องให้เธอรอจนถึงวันนั้นด้วยล่ะ

 

 

หรือเพราะเหตุผลที่ทั้งสองเลิกกัน เกี่ยวข้องกับตัวเธออย่างนั้นเหรอ

 

 

ไม่เข้าใจเลยจริงๆโคโทริพึมพำออกมาเบาๆ ก่อนจะส่ายหน้าให้หยุดคิดเรื่องนี้เสียที

 

 

โคโทริปิดฝักบัวเพื่อให้สายน้ำที่ชโลมตัวเธออยู่นั้นหยุดไหล ร่างบางเดินขึ้นไปบนห้องตัวเองอีกครั้ง เวลาผ่านไปประมาณสิบกว่านาที เด็กสาวก็ก้าวลงบันไดมาในชุดกระโปรงสีครีมที่มีโบว์สีเขียวรัดอยู่รอบเอวเปรียบเสมือนกับเข็มขัด โดยมีเสื้อคลุมสีส้มอ่อนทับอีกชั้น และกระเป๋าสะพายข้างสีเขียวมินต์

 

 

ร่างบางเดินเข้าไปในห้องอาหารที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ แล้วพบกับกระดาษโพสต์อิทที่แปะทับอยู่กับโต๊ะอาหาร โคโทริจึงหยิบขึ้นมาดูข้อความที่ขีดเขียนไว้ด้วยปากกาสีดำ

 

 

ถ้าอาหารเย็นหมดแล้ว ก็เอาไปเข้าไมโครเวฟก่อนนะ

                                                                                                -แม่-

         

 

            โคโทริยิ้มบางๆ ออกมาหลังจากอ่านข้อความจบ ก่อนจะมองชุดอาหารเช้าที่ถูกห่อไว้อย่างดี ข้างในนั้นมีทั้งข้าวสวย ปลาต้มซอส ไข่ม้วน และซุปมิโสะ วางอยู่บนโต๊ะอาหาร

 

 

...ดูท่าเธอต้องจัดอาหารเย็นชุดใหญ่ให้คุณแม่เสียแล้วสิ

 

 

หลังจากที่รับประทานอาหารเสร็จ ร่างบางเดินทอดน่องออกจากบ้านมาตามทาง วันนี้เธอวางแผนไว้ว่าจะไปเยี่ยมโรงเรียนเก่าเสียหน่อย ซึ่งก็คือโรงเรียนเซงาคุนั่นแหละ ตอนแรกโคโทริวางแผนไว้ว่าจะไปหลังจากการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจบ แต่ด้วยสภาพสนามที่คินจังก่อเอาไว้มันเสียหายเกินกว่าจะใช้งานต่อได้ จึงทำให้ต้องซ่อมถึงสามวันด้วยกัน ดังนั้นเธอจึงต้องเลือกไปโรงเรียนเซงาคุวันนี้แทน

 

 

โดยสาเหตุที่เธอคิดจะไปยังโรงเรียนเซงาคุอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพราะคิดถึงหรอก แต่เป็นการไปเจอเพื่อนสนิททั้งสองของเด็กสาวตอนยังเรียนอยู่ที่นั่นต่างหาก หลังจากเมื่อวานที่ถามคุนิมิตสึเรื่องของโฮโนกะจังและอุมิจัง ทำให้รู้ว่าทั้งสองเป็นประธานนักเรียนและรองประธานนักเรียน

 

 

ถ้าอุมิจังเป็นประธานนักเรียน โคโทริคงไม่แปลกใจเท่าไหร่ เพราะด้วยบุคลิกภายนอกที่ดูนิ่งเฉยและเย็นชาของเพื่อนสาว

 

 

แต่การที่ผู้หญิงแก่นๆ อย่างโฮโนกะจังเป็นประธานนักเรียนได้เนี่ย ทำให้เธอแปลกใจอยู่ไม่น้อย

 

 

โคโทริหยุดความคิดไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ จนถึงสะพานข้ามฝั่ง สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานเด็กสาวยังคงจดจำได้ชัดเจน

 

 

ถ้าหากเขาไม่ยืนอยู่ตรงนี้ เราสองคนคงไม่สามารถเรียกชื่อกันและกันได้เป็นแน่

 

 

          โคโทริยังจำความรู้สึกตอนที่คุนิมิตสึเรียกชื่อจริงของเธอได้เป็นอย่างดี

 

 

...ความรู้สึกที่ทำให้เด็กสาวยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจอย่างถึงที่สุด

 

 

และถ้าหากเขาไม่ยืนอยู่ตรงนี้ เราก็คงไม่ได้ดูแสงสีและท้องฟ้ายามค่ำคืนด้วยกัน

 

 

ท้องฟ้ายามเช้าที่มีอากาศปลอดโปร่ง ก้อนเมฆสีขาวน้อยใหญ่กระจัดกระจายทั่วท้องฟ้า

 

 

ท้องฟ้ายามเย็นที่แปรเปลี่ยนสีส้มเนื่องจากแสงพระอาทิตย์กำลังตกดินนั้นสาดส่องไปทั่วผืนฟ้า

 

 

...และท้องฟ้ายามค่ำคืน ที่มีพระจันทร์สีเหลืองนวลและดวงดาวสุกสกาวอยู่ทั่วท้องฟ้า

 

 

ในที่สุด เราก็ดูท้องฟ้าจากสะพานแห่งนี้ด้วยกันครบสามสีแล้วสินะโคโทริคิดในใจพลางยกยิ้ม ก่อนจะเดินลงสะพานและเดินทอดน่องไปตามทางต่อไป

 

 

 

 

ในที่สุดก็เดินมาถึงจนได้ สถานที่ที่มีทั้งความทรงจำที่ดีและไม่ดีรวมอยู่กันมากมาย ร่างบางกระชับกระเป๋าสะพายข้างเข้าหาลำตัวมากขึ้น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในสถานที่แห่งนี้อีกครั้ง

 

 

สองข้างทางถูกปกคลุมด้วยต้นไม้น้อยใหญ่สลับเรียงกัน เมื่อมองตรงไปข้างหน้าจะเห็นอาคารต่างๆ ด้วยกัน แต่สิ่งที่เป็นดั่งสัญลักษณ์ของโรงเรียนแห่งนี้คงจะเป็นอาคารสีเหลืองทรงสูงที่มีนาฬิกาประดับไว้บนนั้น ด้านขวามือเป็นอาคารอีกหลังหนึ่งที่เชื่อมจากอาคารหลัก ด้านซ้ายมือเป็นทางเดินที่ถูกคั่นด้วยลานจอดรถขนาดย่อม

 

 

...ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนจริงๆ เลยนะ

 

 

ในวันนี้มีเพียงรถเก๋งสีแดงสดรูปทรงโฉบเฉี่ยวจอดอยู่คันเดียวในบริเวณนั้น โคโทริเดินผ่านรถเก๋งคันนั้นอย่างนึกสงสัยว่าใครกันที่มาโรงเรียนในวันหยุดแบบนี้

 

 

ใช่ เพราะเป็นวันหยุดจึงไม่ค่อยมีนักเรียนหรือคุณครูมาโรงเรียนสักเท่าไหร่ แต่โฮโนกะจังกับอุมิจังต้องมาโรงเรียนในวันนี้ เพราะต้องจัดการเอกสารของทางสภานักเรียนหลายร้อยใบเลยล่ะ

 

 

ถ้าถามว่าเธอรู้ได้ไง...เมื่อวานเธอถามแม่ของตนที่มีศักดิ์เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งนี้ ถ้าคนอย่างแม่ไม่รู้เรื่องแค่นี้คงเสียชื่ออีกตำแหน่งที่สร้างสมไว้มานานโข

 

 

อีกตำแหน่งของผู้อำนวยการมินามิ คือ ผู้รู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโรงเรียนแห่งนี้

 

 

รู้ว่าใครอยู่ที่ไหน เวลาใด ทำอะไร ด้วยความที่แม่ของเธอเป็นคนที่เข้าถึงคนอื่นได้ง่าย จึงทำให้รู้แม้กระทั่งชื่อของนักเรียนและคุณครูทุกคนในโรงเรียน

 

 

...ซึ่งต่างกับลูกสาวลิบลับเลยจริงๆ

 

 

ต่อให้โคโทริมีสมุดรายชื่อของทุกคนในโรงเรียนวางอยู่ตรงหน้า เธอก็ไม่สามารถจำรายชื่อทั้งหมดได้หรอก

 

 

รุ่นพี่โคโทริครับ

 

 

เสียงทุ้มที่ดังมาจากทางด้านขวา ทำให้โคโทริหยุดความคิดเมื่อครู่ลง พร้อมกับหันมองไปตามเสียง ก็พบกับตัวจริงปีสองชมรมเทนนิสโรงเรียนเซงาคุอย่างโมโมะที่กำลังโบกมือทักทายเด็กสาวอยู่ข้างในคอร์ดเทนนิส 

 

 

อ้าว โมโมะคุง มาซ้อมแข่งเหรอจ้ะ

 

 

ใช่ครับ

 

 

สู้ๆ นะ

 

 

ขอบคุณครับ

 


โคโทริกล่าวคำให้กำลังใจรุ่นน้องตรงหน้า ซึ่งโมโมะก็กล่าวขอบคุณพลางยิ้มแฉ่งออกมาด้วยความดีใจที่มีคนมาพูดให้กำลังใจตน ซึ่งนัยน์ตาสีอำพันของโคโทริก็มองเข้าไปในคอร์ดเทนนิสที่มีเด็กปีหนึ่งปีสองบางส่วน และตัวจริงที่มาฝึกซ้อม ดูท่าตัวจริงจะมากันครบทั้งหมดเลยนะ

 

 

ไม่สิ...ไม่ครบต่างหาก คนเป็นกัปตันชมรมไม่ได้อยู่ในคอร์ดเทนนิสแห่งนี้

 

 

เขาไปอยู่ไหนกันนะ??

 

 

เทะสึกะอยู่ที่ห้องประชุมใหญ่ ตอนนี้คงกำลังใช้ความคิดว่าจะให้พวกเราตัวจริงลงเล่นตำแหน่งไหนดีล่ะมั้ง เสียงทุ้มของอินูอิที่เอ่ยร่ายยาวออกมาราวกับล่วงรู้คำถามในใจของเธอ

 

 

นี่ฉันมองออกง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?” ทุกคนพร้อมใจกันพยักหน้าแทบจะทันทีที่โคโทริถามออกไป

 

 

ยังอ่อนหัดอยู่นะครับ รุ่นพี่เรียวมะเอ่ยวลีประจำตัวออกมาด้วยความอวดดีพลางยกกระป๋องน้ำดื่มปอนตะรสองุ่นดื่มอย่างสบายใจ

 

 

            “ก็อ่อนหัดจริงๆ แหละ

 

 

เสียงหวานเอ่ยออกมาพลางยกยิ้มให้คนตัวเล็กกว่า ก่อนจะเบนสายตามองอินูอิที่กำลังมองมาที่เธอเช่นเดียวกัน

 

 

ซาดาฮารุเสียงหวานเรียกคนตรงหน้าด้วยน้ำเสียงจริงจัง คนถูกเรียกเลิกคิ้วด้วยความไม่เข้าใจว่าทำไมถึงเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแบบนั้น

 

 

...คุนิมิตสึกับอันจูจังเลิกกันมานานเท่าไหร่แล้ว?”

 

 

            ทันทีที่เสียงหวานนั้นถามคำถามจบ นัยน์ตาสีมรกตก็เบิกกว้างเล็กน้อยด้วยความตกใจและแปลกใจ ไม่ใช่แค่อินูอิหรอกที่มีปฏิกิริยาแบบนี้ ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็ตกใจและแปลกใจไปตามๆ กัน  

 

 

...ไม่ได้แปลกใจในสิ่งที่เด็กสาวถามขึ้นมาหรอก

 

 

แต่ที่สิ่งที่ทำให้แปลกใจเป็นชื่อจริงของเทะสึกะที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากเธอมันรู้สึกธรรมชาติมาก ดูไม่เหมือนกับจงใจเรื่องชื่อจริงของกัปตันออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

 

ดูเหมือนทั้งสองคนคงจะกลับมาเรียกชื่อจริงกันและกันได้แล้ว

 

 

...นับว่าเป็นข้อมูลชั้นยอดเลยทีเดียว

 

 

อินูอิกระตุกยิ้มออกมา ก่อนจะถามคนตรงหน้าไปว่าเทะสึกะบอกเธออย่างงั้นเหรอ?”

 

 

            “ใช่

 

 

สองคนนั้นเลิกกัน...หลังจากที่คบไปได้หนึ่งเดือน

 

 

นัยน์ตาสีอำพันเบิกกว้างด้วยความตกใจกับคำตอบที่ถูกเอ่ยออกมาจากปากของอินูอิ เพราะ เป็นระยะเวลาที่นานมากจนเกินไป แต่สิ่งที่โคโทริไม่เข้าใจมากที่สุดในตอนนี้ คือ...

 

 

แล้วทำไม นายไม่บอกฉันตั้งแต่ตอนที่เจอกันล่ะ

 

 

ฉันแค่อยากเห็นปฏิกิริยาของเธอ ตอนที่รู้ว่าคนที่เป็นแฟนใหม่ของเทะสึกะ คือคนที่คอยทำร้ายเธอมาโดยตลอดจะเป็นยังไง

 

 

เมื่อได้ฟังสาเหตุของร่างสูงตรงหน้า ร่างบางก็เข้าใจได้ทันทีว่า ทำไมถึงไม่ยอมบอกตั้งแต่ตอนเจอกันที่เยอรมัน

 

 

การคอยดูปฏิกิริยาผู้เล่นอย่างงั้นเหรอ...สมกับที่ได้รับสมญานามเป็นเทนนิสข้อมูลของชมรมเทนนิสของโรงเรียนเซงาคุจริงๆ

 

 

 

ว่าแต่ ทำไมวันนี้โคโทริจังถึงมาที่โรงเรียนล่ะ?”

 

 

ถ้าเสียงทุ้มติดหวานของฟูจิไม่ถามคำถามนี้ออกมา โคโทริคงลืมจุดประสงค์หลักที่มาโรงเรียนเสียแล้ว

 

 

จริงๆ แล้ว ฉันมาหาโฮโนกะจังกับอุมิจังน่ะ พอรู้หรือเปล่าว่าตอนนี้ทั้งสองคนอยู่ที่ไหน

 

 

ถ้าสองคนนั้นล่ะก็...น่าจะอยู่ที่ห้องสภานักเรียนนะ

 

 

โออิชิเว้นวรรคไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบสถานที่ที่ทั้งสองคนอยู่กันเป็นประจำ เมื่อโคโทริได้ยินดังนั้นก็กล่าวขอบคุณ และเดินจากไปโดยไม่ลืมบอกลา โดยที่ไม่มีใครรู้เลยว่าเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นถูกมองโดยคนคนหนึ่งที่อยู่ห้องด้านบนที่สามารถมองเห็นทั่วทั้งสนาม

 

 

นี่รุ่นพี่อินูอิครับ ทำไมถึงบอกว่ารุ่นพี่อันจูทำร้ายรุ่นพี่โคโทริล่ะครับ ทั้งๆ ที่ตอนนี้รุ่นพี่อันจูก็เป็นถึงมาดอนน่าของโรงเรียนที่นิสัยดีคนหนึ่งเลยนะครับ

 

 

เมื่อเห็นว่าโคโทริเดินออกจากคอร์ดไปไกลพอสมควรแล้ว โมโมะก็ถามคำถามกับรุ่นพี่ของตนด้วยความสงสัย

 

 

ถ้าตอนนี้ล่ะก็ใช่...แต่เมื่อสองปีก่อน ยูกิ อันจู ถือว่าเป็นผู้หญิงที่ร้ายกาจที่สุดในโรงเรียนแห่งนี้เลยก็ว่าได้

 

 

ตอนนั้นมันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นเหรอครับ?”

 

 

อยากฟังอย่างงั้นเหรอ? เรื่องราวของผู้หญิงคนนั้นที่ทำให้ทุกคนหวาดกลัวได้

 

 

...แม้แต่กัปตันก็หวาดกลัวรุ่นพี่คนนั้นด้วยเหรอครับไคโดถามออกมาด้วยความสงสัย

 

 

ใช่ แม้แต่เทะสึกะก็ยังหวาดกลัวผู้หญิงคนนั้น

 

 

เห ชักน่าสนุกแล้วสิเรียวมะเอ่ยออกมาด้วยความสนใจในคำพูดของอินูอิเมื่อครู่ พลางคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างนึกสนุก

 

 

รุ่นพี่อันจูเป็นคนยังไงกันนะ ถึงสามารถทำให้คนอย่างกัปตันหวาดกลัวได้

 

 

เมื่อเห็นรุ่นน้องทั้งสามของตนทำหน้าอยากรู้เรื่องราวของยูกิ อันจูเต็มที่แล้ว อินูอิก็เปิดปากเล่าเรื่องทันที

 

 

เรื่องมีอยู่ว่า...



 

 

เรื่องทั้งหมดเริ่มต้นจากฤดูใบไม้ผลิเมื่อสองปีก่อน

 

 

ซากุระต้นใหญ่หลายต้นผลิดอกสีชมพูอ่อน สายลมอ่อนๆ พัดพากลีบดอกซากุระให้ร่วงหล่นโปรยปรายตามทางเดิน วันนี้เป็นวันเปิดภาคเรียนวันแรกในปีการศึกษานี้ ทุกคนในโรงเรียนเซงาคุจึงมีท่าทางดีใจที่ได้เจอเพื่อนอีกครั้ง โดยเฉพาะเด็กปีหนึ่งที่ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษกับการก้าวเท้าเข้ามายังสถานที่แห่งนี้

 

 

รถยนต์คันหรูหราสีดำสไตล์ยุโรปจอดเทียบฟุตบาทหน้าโรงเรียน ด้วยความที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ไม่มีทางซื้อรถยนต์ราคาเหยียบสิบล้านได้แน่นอน จึงทำให้รถคันดังกล่าวถูกตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนที่กำลังเดินอยู่บริเวณนั้น

 

 

...ใครกันที่นั่งรถยนต์คันหรูนี้

 

 

ปึก!

 

 

เมื่อประตูรถยนต์ถูกปิดลง ก็เผยให้เห็นเด็กหญิงเรือนผมสีส้มขลับน้ำตาลที่ดัดเป็นลอน นัยน์ตาสีม่วงเข้มสะท้อนถึงความตื่นเต้นเฉกเช่นเด็กปีหนึ่งทุกคน เครื่องแบบนักเรียนประจำฤดูใบไม้ผลิก็เหมาะสมกับเด็กหญิงคนนี้มาก

 

 

ถือว่าเป็นผู้หญิงที่น่ารักในคนหนึ่งเลยล่ะ

 

 

...แต่มันก็เป็นเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น

 

 

หลังจากนั้นไม่นาน ก็ทราบว่าเด็กหญิงคนนี้ชื่อ ยูกิ อันจูอยู่ปีหนึ่งห้องสาม เป็นลูกสาวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีชื่อเสียงในญี่ปุ่น ทำให้หลายคนสงสัยว่าทำไมเธอถึงไม่ไปเรียนที่โรงเรียนเฮียวเทที่มีแต่ลูกคนรวยไปเรียนทั้งนั้น และคำตอบของอันจูก็คือ...

 

 

ฉันไม่ชอบใช้ชีวิตแบบลูกคุณหนูสักเท่าไหร่ ก็เลยเลือกเรียนโรงเรียนนี้น่ะ

 

 

อันจูตอบแบบนี้ทุกครั้งเมื่อมีคนถามคำถามนี้ ด้วยความที่เธอเข้าถึงคนอื่นได้ง่าย ไม่เหมือนกับลูกคุณหนูที่หยิ่งยโสตามภาพยนตร์ที่เคยเห็น อันจูจึงสนิทกับเพื่อนร่วมชั้นได้อย่างรวดเร็ว

 

 

โดยที่ไม่รู้เลยว่าการที่คิดจะสนิทกับเธอ

 

 

...เป็นเรื่องที่คิดผิดมากที่สุด

 

 

นี่อายะจัง วันนี้เธอทำเวรแทนฉันหน่อยสิ พอดีฉันต้องรีบกลับบ้านน่ะ

 

 

ฮิคาริจัง เธอช่วยทำการบ้านให้ฉันหน่อยสิ

 

 

และอีกหลายอย่างที่อันจูให้เพื่อนร่วมห้องทำแทนตน ซึ่งพวกเขาก็ยอมทำให้ทั้งหมด เพราะคำหลอกล่อของอันจูที่ว่า

 

 

ถ้าเธอทำให้ ฉันจะซื้อของที่เธอต้องการ

 

 

แต่แล้ววันหนึ่งก็มีคนไม่ยอมทำตามที่อันจูพูด เพราะต้องรีบกลับบ้านไปให้อาหารแมว  เมื่อได้ยินเหตุผล ริมฝีปากที่ยิ้มกว้างแปรเปลี่ยนเป็นเส้นตรง นัยน์ตาสีม่วงเข้มมองคนตรงหน้าอย่างน่ากลัว มือเรียวเปิดฝาขวดน้ำแ ละสาดใส่คนคนนั้นในทันที กระตุกยิ้มและกระซิบข้างหูว่า

 

 

ก็ไปสิ...แต่ถ้าเธอขัดคำสั่งของฉันอีกเป็นครั้งที่สอง เธอไม่ได้เจอแค่นี้แน่!”

           

 

          หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนี้เกิดขึ้น ก็ทำให้คนหลายคนเริ่มกลัวในอำนาจเธอ

 

 

คำว่า ไม่ชอบใช้ชีวิตแบบคุณหนูของอันจู ไม่ได้หมายความว่า ชอบใช้ชีวิตแบบสามัญชนหรอก

 

 

แต่มันหมายถึง การที่เธอสามารถใช้ผู้คนในโรงเรียนสามัญชนทำทุกอย่างด้วยได้ด้วยเงินต่างหากล่ะ

 

 

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้แทบจะทุกวัน จนกระทั่งย่างเข้าเดือนที่สองของฤดูใบไม้ผลิ อันจูกับเพื่อนสนิทของเธอที่ชื่อว่า ฮิราโนะ อายะเดินลงมาจากอาคารหลังเลิกเรียนเพื่อที่จะกลับบ้าน ในมือของอันจูมีเอกสารรายงานยี่สิบกว่าแผ่นที่อายะให้เธอนำไปเข้ารูปเล่มให้

 

 

เพราะมันเป็นงานคู่...เธอจึงไม่คิดหลีกเลี่ยงที่จะทำมัน

 

 

ที่อันจูมาสนิทกับอายะได้ เพราะ รู้สึกว่าอายะไม่ได้ต้องการของมากมายอะไรขนาดนั้น บางวันหลังจากที่ทำเวรให้เธอเสร็จก็ขอเพียงแค่น้ำดื่มเท่านั้น หรือบางวันก็ไม่ได้ต้องการอะไรเลย แต่ก็ยังคงทำเวรให้เธอ อันจูจึงรู้สึกแปลกใจกับการกระทำของผู้หญิงคนนี้ เธอจึงเริ่มเข้าหาอีกฝ่ายด้วยท่าทางปกติ ไม่มีแค่คำว่างานเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงทำให้อันจูสนิทกับอายะมากขึ้นจนกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน

 

 

ระหว่างที่กำลังเดินพูดคุยเรื่องต่างๆ กับอายะอย่างเพลิดเพลินจนไม่ทันสังเกต เด็กชายคนหนึ่งที่กำลังเลี้ยวโค้งมาทางเธอ จึงทำให้ทั้งสองชนกัน เอกสารในมือกระจัดกระจายตามพื้น ซึ่งเด็กชายคนนั้นก็กล่าวขอโทษออกมา ก่อนจะก้มลงหยิบเอกสารที่ตกลงบนพื้นทั้งหมดให้

 

 

อันจูไม่ได้กล่าวโทษคนคนนั้นแต่อย่างใด เพราะ เธอก็ผิดเองที่ไม่ยอมมองทางข้างหน้า

 

 

แต่เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่ยื่นเอกสารรายงานมาให้อันจู ลมหายใจของเธอก็ขาดห้วงไปชั่วคณะ หัวใจที่เคยเต้นอย่างสงบกลับเต้นไม่เป็นจังหวะกับใบหน้าอันหล่อเหลาของคนตรงหน้า เธอรับเอกสารนั้นมา เด็กชายคนนั้นก็เดินจากไป

 

 

นี่อายะจัง คนเมื่อกี้เป็นใครงั้นเหรอเมื่อเสียงหวานของอันจูเอ่ยถามออกไปด้วยความอยากรู้ อายะจึงคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยคำตอบออกไป

 

 

...เทะสึกะ คุนิมิตสึ อยู่ปีหนึ่งห้องหนึ่ง รู้สึกว่าเขาอยู่ชมรมเทนนิสด้วยนะ

 

 

เทะสึกะ คุนิมิตสึอย่างงั้นเหรอ

 

 

อันจูพึมพำกับตัวเองเบาๆ ก่อนจะหันมองไปยังทิศทางที่เขาเดินไป ก่อนจะยกยิ้มออกมา

 

 

...รอก่อนนะ เทะสึกะ คุนิมิตสึ

 

 

ฉันจะทำให้นายมาเป็นของฉันให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีการแบบไหนก็ตาม

 

 

ทุกสิ่งที่เธอต้องการ เธอต้องได้มันมาให้ได้ 








ไม่คิดว่า ในตอนนั้นรุ่นพี่อันจูจะเป็นที่คนใช้เงินซื้อเพื่อนให้ทำงานให้นะครับเนี่ย

 

 

โมโมะเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจกับสิ่งที่ได้รุ่นพี่ของตนเล่าให้ฟังเมื่อครู่

 

 

แล้วทำไม รุ่นพี่อินูอิถึงได้รู้ถึงเรื่องที่รุ่นพี่ยูกิชนกับกัปตันได้ล่ะครับ

 

 

 ไคโดถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะ ถ้าเรื่องที่รุ่นพี่ยูกิให้เพื่อนทำงานของตนโดยใช้เงินซื้อของที่ต้องการให้กับคนคนนั้น ยังไงมันก็ต้องมีการแพร่กระจายข่าวลืออยู่แล้ว แต่เรื่องที่ชนกันจนเอกสารร่วงหล่นแล้วรู้ได้ทันทีว่ารุ่นพี่ยูกิชอบกัปตันได้ ถ้าไม่ใช่คนที่ติดตามหรือคอยมองดูตลอดก็ไม่มีทางรู้ได้หรอก

 

 

ฉันเห็นฉากนั้นโดยบังเอิญ แล้วตอนนั้นฉันก็กำลังรวบรวมข้อมูลของยูกิพอดี

 

           

            เมื่อได้ยินแบบนั้น ทั้งสามก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

 

แล้วอย่างนี้ ตอนที่กัปตันคบกับรุ่นพี่โคโทริ รุ่นพี่อันจูเขาได้ทำอะไรกับรุ่นพี่โคโทริไหมครับเนี่ย?”

 

 

ทำเยอะมากเลยล่ะ เนี๊ยว

 

 

จำได้ว่า...ครั้งแรกที่โคโทริจังโดนกลั่นแกล้งจะเป็นจดหมายขู่ในตู้ล็อคเกอร์นะ

 

 

ฟูจิใช้ความคิดคิดถึงเรื่องในวันวานอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นออกมา

 

 

แล้วข้างในนั้นเขียนว่าอะไรอย่างนั้นเหรอฮะ รุ่นพี่

 

 

 เรียวมะถามออกไปด้วยความอยากรู้ ทำให้ตัวจริงปีสามทุกคนต้องรื้อฟื้นความทรงจำขึ้นมาในหัวสมองทันที

 

 

“…ใช่ที่เขียนว่า ช่วยเลิกกับเขาก่อนที่เธอจะโดนไปมากกว่านี้นะหรือเปล่า?“

 

 

เมื่อเสียงทุ้มของโออิชิถามจบ ความทรงจำของพวกเขาก็กลับคืนมาในทันที ตัวจริงปีสามทุกคนพยักหน้าตอบกลับไป

 

 

แต่ว่าครั้งที่โคโทริจังโดนกลั่นแกล้งหนักที่สุด เทะสึกะกลับโดนไปด้วยซะงั้น เสียงทุ้มของคาวามูระเอ่ยออกมาอย่างเศร้าสร้อย เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้น

 

 

ช่วยไม่ได้นะ คุณทากะ…

 

 

แต่หมอนั่นเองก็เต็มใจที่จะปกป้องยัยนั่นเองหนิ

 

 

อินูอิเอ่ยออกมาพลางยื่นแร็กเก็ตให้กับคาวามูระ เมื่อจับแร็กเก็ตคาวามูระก็มีปฏิกิริยาเปลี่ยนแปลงเป็นคนเลือดร้อนในทันที

 

 

เบิร์นนิ่ง!!!!”

 

 

สิ้นเสียงตะโกน คาวามูระก็ไปซ้อมกับพวกรุ่นน้องในชมรมอย่างดุเดือด

 

 

ด้วยความที่รุ่นน้องทั้งสามคนไม่รู้เรื่องราวในอดีตด้วย จึงได้แต่ทำสีหน้างงงวยและไม่เข้าใจใส่รุ่นพี่ในชมรมของตนพูดเลยแม้แต่น้อย เมื่ออินูอิเห็นดังนั้นจึงเล่าเรื่องให้รุ่นน้องทั้งสามฟังต่อ

 

 

ทำไมรู้สึกตัวเองเหมือนเป็นพี่เลี้ยงเด็กที่เล่านิทานให้เด็กๆ ฟังเลยนะ

 

 

แต่ก็...ช่างมันเถอะ

 

 

 

 

เข้าสู่ช่วงกลางเดือนที่สามของฤดูใบไม้ผลิ หลังจากที่เทะสึกะและโคโทริคบหากัน ข่าวนั้นก็แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ทำให้คนที่แอบชอบทั้งสองคนอกหักไปตามๆ กัน รวมถึงอันจูที่ชอบเทะสึกะมากถึงมากที่สุด แต่เธอไม่ได้รู้สึกอกหักหรือสิ้นหวังอะไรหรอกนะ

 

 

บอกแล้วไง!

 

 

ทุกสิ่งที่เธอต้องการ  ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการแบบไหน เธอก็ต้องได้มันมาให้ได้

 

 

มินามิ โคโทริ ปีหนึ่งห้องสอง ลูกสาวของผู้อำนวยการมินามิอย่างงั้นเหรอ

 

 

คงจะใช้อำนาจของลูกสาวผู้อำนวยการทำให้เขามาเป็นแฟนล่ะสิ

 

 

หน้าไม่อายสิ้นดี!!

 

 

เวลาผ่านไปได้หนึ่งอาทิตย์ ท้องฟ้าแปรเปลี่ยนเป็นสีส้มยามเย็นบ่งบอกว่าเป็นเวลาเลิกเรียนแล้ว เมื่อเสร็จจากการยกกองการบ้านไปส่งให้คุณครูประจำวิชา โคโทริกับเพื่อนสาวของเธอทั้งสองก็เดินลงจากอาคารเรียน

 

 

โคโทริเปิดล็อคเกอร์ตรงหน้า สิ่งที่พบนอกจากรองเท้าสีน้ำตาลเข้มของตนกลับมีจดหมายสีขาวฉบับหนึ่งวางอยู่บนรองเท้า

 

 

มือเรียวหยิบจดหมายออกมาด้วยความสงสัยว่าใครเป็นคนส่งมา แต่หน้าซองกลับไม่มีอะไรเขียนเอาไว้เลย โคโทริจึงเปิดจดหมายและหยิบกระดาษสีขาวที่อยู่ในนั้นขึ้นมา

 

 

แต่เมื่อเห็นข้อความที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาสีแดงเข้ม มือที่จับจดหมายอยู่นั้นก็สั่นเทาด้วยความกลัวในทันที โฮโนกะและอุมิเห็นท่าทางของเพื่อนตนดูแปลกไป จึงวิสาสะอ่านจดหมายฉบับนั้น

 

 

ช่วยเลิกกับเขาก่อนที่เธอจะโดนไปมากกว่านี้นะ คุณลูกสาวผู้อำนวยการ

 

 

โฮโนกะคว้ากระดาษที่มีข้อความไปจากมือของโคโทริ ก่อนจะเดินออกไปยังนอกอาคารอย่างโดยไม่ฟังเสียงเรียกของเพื่อนสาวทั้งสองเลยแม้แต่น้อย

 

 

ตอนนี้ โฮโนกะรู้สึกไม่สบอารมณ์เป็นอย่างมาก

 

 

          ...ใครกันที่เป็นคนทำเรื่องโหดร้ายกับเพื่อนรักของเธออย่างนี้

 

 

อ้าว โฮโนกะจัง มีอะไรหรือเปล่า? ทำหน้าเครียดเชียว

 

 

เสียงทุ้มติดหวานของฟูจิถามออกไป ทำให้โฮโนกะหลุดออกจากภวังค์ที่สร้างอยู่ ก่อนจะกวาดสายตาไปมองคอร์ดเทนนิสทั้งสองข้างทางแต่กลับไม่เจอคนที่เธอกำลังหาอยู่

 

 

นายเห็นเทะสึกะคุงหรือเปล่า?”

 

 

มีอะไร? โควซากะ

 

 

ยังไม่ทันที่ฟูจิจะตอบอะไรออกไป น้ำเสียงเรียบเฉยของเทะสึกะก็เอ่ยออกมาจากด้านหลังเสียก่อน โฮโนกะหันหลังไปพลางยื่นกระดาษแผ่นนั้นให้กับคนตรงหน้าได้อ่าน

 

 

แฮ่กๆ โฮโนกะ / โฮโนกะจัง" อุมิและโคโทริเอ่ยชื่อเพื่อนของตนด้วยน้ำเสียงที่เหนื่อยหอบจากการวิ่งตามเด็กหญิงเรือนผมสั้นประบ่าสีส้มมา

 

 

หลังจากที่เทะสึกะและฟูจิอ่านข้อความบนกระดาษจบก็มีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมาในทันที โออิชิ อินูอิ เอจิ คาวามูระ ทั้งสี่คนเดินผ่านมาเห็นบรรยากาศที่ดูตึงเครียด จึงถามโคโทริและอุมิที่ยืนเหนื่อยหอบอยู่ เด็กหญิงทั้งสองก็ชี้ไปที่กระดาษที่เทะสึกะถืออยู่ ทั้งสี่จึงเดินเข้าไปอ่านข้อความอย่างถือวิสาสะจากด้านหลัง

 

 

และเมื่อเห็นข้อความบนกระดาษนั้น ก็เข้าใจได้ในทันทีว่าทำให้บรรยากาศถึงได้ตึงเครียดมากขนาดนี้

 

 

ฉันว่า...เราควรเปลี่ยนสถานที่คุยกันก่อนดีกว่า

 

 

อินูอิเอ่ยออกมาอย่างนั้น เพราะ เกรงว่าคนอื่นจะล่วงรู้เรื่องนี้จนกลายเป็นจุดสนใจขึ้นมา ซึ่งทุกคนก็พยักหน้ารับคำพูดเมื่อครู่ แล้วตัดสินใจเปลี่ยนสถานที่เป็นโต๊ะหินอ่อนที่อยู่ไม่ไกลจากคอร์ดเทนนิสมากนัก

 

 

ในขณะที่คนอื่นเดินกันไปแล้ว โคโทริกับอุมิยังคงยืนพักเพื่อให้อาการเหนื่อยจากการวิ่งเมื่อครู่หายไปก่อน เมื่อเทะสึกะเห็นอย่างนั้นก็เดินวนกลับมาที่เดิมอีกครั้ง

 

 

ไหวหรือเปล่า?” น้ำเสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความเป็นห่วงของเทะสึกะถามออกไป

 

 

ไหวจ้ะเสียงหวานของโคโทริเอ่ยออกไปอย่างไม่เหนื่อยหอบเหมือนก่อนหน้านี้ ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาให้คนตรงหน้าเห็นว่าเธอไหวจริงๆ

 

 

งั้น...

 

 

เทะสึกะไม่พูดอะไรต่อ เพียงแต่ยื่นมือของตนออกไปตรงหน้า เมื่อโคโทริเห็นดังนั้นก็อมยิ้มให้กับน่ารักของเขา ก่อนจะจับมือของเขาอย่างแนบแน่น โดยไม่ลืมเรียกให้อุมิเดินมาด้วยกัน

 

 

มือหนาของเทะสึกะบีบมือของคนข้างกายอย่างเบามือ

 

 

ราวกับต้องการจะสื่อว่า ไม่ต้องกลัวไปหรอกนะ

 

 

ขอบคุณนะ คุนิมิตสึ

 

 

เสียงหวานเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาแต่เทะสึกะก็ยังคงได้ยินอยู่ดี และคำพูดนั้นทำให้เขาเผลอกระตุกยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงโคโทริจะไม่เห็น เพราะ กำลังซ่อนใบหน้าที่แดงซ่านจากการกระทำของเขาอยู่ก็ตาม แต่อุมิเห็นเต็มสองตาเลยล่ะ

 

 

ผู้ที่ได้รับฉายาว่าเจ้าชายเย็นชา ไม่เคยยิ้มให้กับใคร กลับต้องมามาดหลุดเพียงเพราะคำพูดของแฟนสาวอย่างงั้นเหรอเนี่ย

 

 

...ดูท่าผู้ชายคนนี้คงจะทำให้โคโทริมีความสุขได้ล่ะนะ

 

 

สองคนนั้นน่ะ เวลาแบบนี้ยังจะมีอารมณ์มาโรแมนติกได้อีกนะ เนี๊ยว

 

 

ฮิ้ว~”

 

 

คิคุมารุตะโกนแซวออกไปด้วยความอิจฉาและหมั่นไส้ โดยมีเพื่อนๆ ของเขาช่วยตอบสนองคำพูดเมื่อครู่เป็นอย่างดี

 

 

 

 

กลับเข้าสู่สภาวะตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากที่โคโทริเล่าให้ฟังว่าเจอจดหมายนี้ในล็อคเกอร์ สายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่ข้อความบนกระดาษแผ่นนั้นพลางใช้ระดมความคิดกันอย่างหนัก

 

 

...ว่าใครเป็นคนทำเรื่องแบบนี้ขึ้นมา

 

 

สมาคมแฟนคลับของเทะสึกะคุงหรือเปล่า?” โฮโนกะถามออกไป เพราะ คิดอะไรอย่างอื่นไม่ออกแล้ว

 

 

เป็นไปไม่ได้เลยล่ะ โฮโนกะจังฟูจิส่ายหน้ากับคำถามของโฮโนกะในทันที

 

 

สมาคมแฟนคลับของเทะสึกะน่ะ มีกฎเหล็กอยู่ข้อหนึ่ง คือ ถ้าเทะสึกะจะมีแฟนก็ห้ามไปคัดค้านหรือแอนตี้โดยเด็ดขาด เพราะพวกเขาเชื่อว่าคนที่เทะสึกะคบต้องเป็นคนที่เหมาะสมกับเทะสึกะอย่างแน่นอน และถ้าแอนตี้เมื่อไหร่ก็ต้องถูกไล่ออกจากสมาคม

 

 

แถมตอนที่เทะสึกะกับโคโทริคบกัน ก็มีแฟนคลับของเทะสึกะมาแสดงความยินดีกับเจ้าตัวด้วยนะ"

 

 

อินูอิเอ่ยข้อมูลแน่นปึกเกี่ยวกับสมาคมนี้ออกมา แล้วยิ่งโออิชิพูดย้ำต่อหลังจากนั้น จึงทำให้โฮโนกะต้องรีเซ็ตความคิดในสมองใหม่ทั้งหมด

 

 

ฉันว่า...คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาอาจจะไม่รู้นิสัยของโคโทริเลยก็ได้นะอุมิเอ่ยออกมา หลังจากมองข้อความบนกระดาษอยู่นาน

 

 

ทำไมล่ะ?” ทุกคนถามออกมาพร้อมกัน

 

 

คำว่าคุณลูกสาวผู้อำนวยการน่ะ มันอาจจะสื่อว่าโคโทริใช้อำนาจของลูกสาวผู้อำนวยการเอานายมาเป็นแฟนเลยนะ ไม่งั้นคงไม่ใช้ปากกาสีแดงเขียนหรอก

 

 

ก็เป็นไปได้นะ เนี๊ยวคิคุมารุเอ่ยออกมาพลางพยักหน้าเบาๆ

 

 

ถ้าใช้ความคิดของอุมิจังเป็นหลัก งั้นพวกรุ่นพี่ก็ไม่น่าเป็นไปได้นะ เพราะ ส่วนใหญ่รุ่นพี่ก็รู้นิสัยฉัน ก่อนที่ฉันจะเข้ามาโรงเรียนนี้ซะอีกนะเมื่อโคโทริเอ่ยออกมาอย่างนั้น จึงทำให้ฝ่ายชายสงสัยขึ้นมา

 

 

ทำไมพวกเขาถึงรู้ได้ล่ะ?”

 

 

ปกติแล้ว โคโทริจังจะมาช่วยงานผู้อำนวยการที่โรงเรียนอยู่แล้ว พวกรุ่นพี่ก็เลยรู้จักไปด้วยน่ะ เสียงหวานของโฮโนกะเอ่ยคำตอบออกไป ฝ่ายชายทุกคนก็พยักหน้าอย่างเข้าใจ

 

 

งั้นจะบอกว่า คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาเป็นรุ่นเดียวกับเรางั้นเหรอ?” เทะสึกะถามออกมา หลังจากเชื่อมโยงคำพูดของทุกคนอยู่นาน

 

 

มันก็มีความเป็นไปได้นะ แต่ใครจะกล้าทำอย่างนี้กันล่ะคาวามูระถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะ ถ้ากล้าเขียนข้อความมาขนาดนี้ต้องเป็นคนที่ไม่หวั่นกับอิทธิพลของลูกสาวผู้อำนวยการแม้แต่น้อย

 

 

จริงๆ แล้ว ฉันกำลังสงสัยผู้หญิงคนหนึ่งอยู่...อินูอิเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะเงียบลงจึงทำให้คนที่กำลังฟังอยู่เกิดอาการอยากรู้ขึ้นมาทันที

 

 

อย่าเงียบสิ บอกมานะเลยว่าเป็นใครโฮโนกะถามเร่งให้คนที่พูดค้างไว้เมื่อครู่

 

 

ยูกิ อันจู ปีหนึ่งห้องสาม ถึงจะไม่มั่นใจอยู่สามสิบเปอร์เซ็นก็เถอะ

 

 

แล้วทำไมนายถึงสงสัยว่าเป็นผู้หญิงคนนั้นล่ะ?” เทะสึกะถามออกมาด้วยความสงสัย

 

 

เหตุผลแรกก็คือยูกิชอบนาย...เรื่องนี้ทุกคนในชมรมรู้กันอยู่แล้ว เพราะ โดยปกติอันจูจะชอบมองเวลาเทะสึกะซ้อมอยู่เสมอ

 

 

และเหตุผลที่สอง คือ เธอเป็นลูกสาวของนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชื่อดัง ดังนั้น เธอจึงไม่น่าจะหวั่นกลัวกับอิทธิพลของลูกสาวผู้อำนวยการอย่างโคโทริหรอก แถมช่วงนี้ก็มีข่าวลือของเธอในด้านลบอีกด้วยนะ

 

 

เมื่ออินูอิพูดเหตุผลจบ ทุกคนต่างก็พยักหน้ายอมรับเหตุผลทั้งหมดที่อินูอิพูดออกมา เพราะ มันเป็นไปได้สูงมากจริงๆ ที่อันจูจะเป็นคนทำเรื่องนี้

 

 

แต่ว่าเราก็ยังไม่รู้ความจริงที่แน่นอน ฉะนั้น ลองจับตาดูยูกิเอาไว้เป็นพิเศษละกันนะ

 

 

เสียงเรียบเฉยที่แฝงไปด้วยความจริงจังของเทะสึกะเอ่ยออกมา ก่อนจะแยกย้ายกันไปพวกผู้ชายก็เข้าชมรมเทนนิสต่อ โคโทริก็นั่งรอแฟนของตนซ้อมเทนนิส ส่วนโฮโนกะและอุมิตัดสินใจว่าจะกลับบ้านก่อน

 

 

หลังจากผ่านไปได้สองอาทิตย์ ก็รู้ความจริงว่า ยูกิ อันจู เป็นคนกลั่นแกล้งโคโทริจริงๆ ถึงแม้ช่วงเย็นจะส่งจดหมายบอกให้เลิกเหมือนเดิม แต่ช่วงเช้ากับช่วงกลางวันนี่สิ ทั้งสาดน้ำ ทั้งเอาหนังสือเรียนไปไว้ในขยะ และอีกมากมายสารพัดอย่าง 

 

 

แล้วยิ่งตอนนี้อันจูมีข่าวลือทางด้านลบมาก เพราะ ดันไปแพร่ข่าวที่ไม่มีมูลเกี่ยวกับโคโทริ จึงทำให้คนไม่ชอบอันจูหนักกว่าเดิม ส่วนคนที่ข้างอันจูในตอนนี้ก็มีอายะและพวกที่เอาใจราวกับเป็นทาสรับใช้ของเด็กหญิง เรียกได้ว่า แบ็คอัพของอันจูนั้นมีมากกว่าสิบคนได้

 

 

ส่วนสาเหตุที่รู้ได้ว่าอันจูเป็นคนกลั่นแกล้งโคโทริ ก็เพราะว่า...

 

 

เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนเย็นหลังเลิกเรียน ทุกคนในชั้นเรียนปีหนึ่งก็ต่างลงจากอาคารไปหมดแล้ว โฮโนกะดันลืมกระเป๋าสตางค์ไว้ที่ห้องซะได้ ทั้งสามคนจึงต้องเดินขึ้นอาคารเรียนอีกครั้งหนึ่ง แต่พอเปิดประตูห้องก็พบกับนัยน์ตาสีม่วงเข้มของอันจูกำลังเบิกตาโพลงด้วยความตกใจ เพราะ ไม่คาดคิดว่าเจ้าตัวจะกลับมาที่ห้องเรียน

 

 

เธอเองสินะ ที่คอยกลั่นแกล้งโคโทริจังน่ะ

 

 

โฮโนกะว่าแล้วก็เดินตรงเข้าไปหาผู้หญิงตรงหน้าทันที ก่อนจะคว้าแผ่นกระดาษที่อันจูถืออยู่มาดู

 

 

แอ๊บแบ๊วให้เขาหลงเก่งดีหนิ

 

 

เมื่อเห็นข้อความในกระดาษที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาสีแดง โฮโนกะก็เกือบจะอ้าปากด่าผู้หญิงตรงหน้าไปแล้ว ถ้าหากโคโทริและอุมิไม่มาห้ามเสียก่อน

 

 

อย่าไปว่าอันจูจังเลยนะ

 

 

แต่ว่า…”

 

 

อันจูจังคงจะมีเหตุผลที่ทำอย่างนี้แหละ ใช่ไหมจ้ะเสียงหวานของโคโทริถามออกไปอย่างไม่โกรธเคืองคนตรงหน้า

 

 

ไม่อยากจะเชื่อนะ แม้แต่กับฉันเธอก็ทำตัวอย่างนี้.... อันจูเอ่ยออกมาอย่างประหลาดใจกับท่าทางที่ดูเป็นมิตรของคนตรงหน้า

 

 

ฉันจะบอกเธอไว้อย่างหนึ่งนะ มินามิ โคโทริ ถึงเขาจะเป็นของเธอในตอนนี้ แต่สักวันฉันจะทำให้เขาเป็นของฉันให้ได้ ไม่ว่าจะใช้วิธีไหนก็ตาม :)

 

 

สิ้นเสียง อันจูมองด้วยคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ราวกับเกลียดชังมาตั้งแต่ชาติปางก่อนและเหยียดยิ้มอย่างร้ายกาจ ก่อนจะหันหลังเดินออกไปจากห้องเรียนไป

 

 

จนเวลาผ่านพ้นไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของฤดูใบไม้ร่วง ก่อนจะถูกปกคลุมด้วยหิมะในฤดูหนาว ทั้งสองก็ยังคงรักกันดีเหมือนเดิม ถึงแม้จะมีการกลั่นแกล้งจากอันจูอยู่จนกลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของโคโทริซะแล้ว

 

 

เปิดหน้าที่เจ็ดสิบเก้า วันนี้ครูจะสอนเรื่องยุคสมัยเอโดะนะจ้ะ เรื่องราวในยุคสมัยเอโดะมีอยู่ว่า…”

 

 

คาบนี้เป็นวิชาประวัติศาสตร์ จึงทำให้นักเรียนส่วนใหญ่ในห้องเรียนเกิดอาการง่วงนอนขึ้นมาทันทีที่ครูผู้สอนพูดไม่ถึงห้านาที โคโทริก็ตั้งใจฟังในสิ่งที่คุณครูสอน มือเรียวพลิกแผ่นกระดาษไปอีกหน้า จึงทำให้พบกับกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งที่มีขนาดเล็กเสียบคั่นกลางหนังสือ เด็กหญิงหยิบกระดาษออกมา ก่อนจะอ่านข้อความที่ถูกขีดเขียนด้วยปากกาสีชมพูหวานว่า

 

 

ฉันยอมแพ้แล้วล่ะ โคโทริจัง ฉันอยากคืนดีและเป็นเพื่อนกับเธอนะ แต่ว่าฉันรู้สึกอายที่ต้องเจอกับเพื่อนๆ ของเธอด้วย ดังนั้นช่วยเธอมาคนเดียวที่โรงเก็บอุปกรณ์ตอนสี่โมงครึ่งได้มั้ยจ้ะ

 

ปล. ห้ามบอกใครนะ ถือว่าเป็นความลับระหว่างเรา

 

 

เมื่อโคโทริเห็นข้อความในกระดาษก็ยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจทันที ที่อันจูจะคืนดีและเป็นเพื่อนกับเธอ

 

 

แต่ว่าจะให้ไม่บอกใครเลยมันก็....

 

 

โคโทริกวาดสายตามองเพื่อนทั้งสองที่นั่งขนาบข้างเธออยู่ ในตอนนี้โฮโนะกะกำลังนอนหลับอย่างไม่สนคุณครูผู้สอนเลยแม้แต่น้อย อุมิก็กำลังตั้งใจฟังที่คุณครูสอนเป็นอย่างมากจนไม่ได้สังเกตท่าทีที่ผิดแปลกไปของคนที่นั่งอยู่ข้างๆ

 

 

เมื่อเห็นทั้งสองเป็นอย่างนี้แล้วจึงตัดสินใจที่จะไม่บอกตามข้อความในกระดาษแผ่นนั้น

 

 

จนกระทั่งถึงเวลาที่กำหนด โคโทริก็มายังสถานที่นัดหมายซึ่งโรงเก็บอุปกรณ์ถูกตั้งอยู่ข้างหลังโรงยิมจึงไม่มีผู้คนผ่านมาทางนี้มากนัก ตอนนั้นเองอันจูก็เดินมาหาเธอพอดี

 

 

ฉันขอโทษสำหรับทุกอย่างนะ อันจูเอ่ยคำขอโทษออกมาอย่างรู้สึกผิดกับทุกสิ่งที่ทำลงไป

 

 

ไม่เป็นไรหรอกจ้ะ ฉันยกโทษให้นะ โคโทริเอ่ยออกมาพลางยิ้มกว้างให้คนตรงหน้า

 

 

งั้นเรามาคืนดีกันนะ

 

 

อันจูว่าพลางชูนิ้วก้อยขึ้นมา และตอนนั้นเองโคโทริก็กำลังจะเกี่ยวก้อยกับอันจู

 

 

ซะเมื่อไหร่ล่ะ!!”

 

 

 

สิ้นเสียง โคโทริก็ถูกคนตรงหน้าเตะเข้าที่ท้อง ทำให้เธอทรุดลงกับพื้นและกุมท้องด้วยความเจ็บปวดในทันที นัยน์ตาสีอำพันเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นชายร่างใหญ่สามคนซึ่งเป็นรุ่นพี่ในโรงเรียนเดินมาทางนี้

 

 

เฮ้ย! ให้พวกเราจัดการลูกสาวของผู้อำนวยการ มันจะไม่เป็นอะไรเหรอวะ

 

 

ไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ หรือว่ารุ่นพี่กลัวอย่างนั้นเหรอคะอันจูถามออกมาพร้อมกับส่งรอยยิ้มเย้ยหยันให้กับรุ่นพี่ทั้งสาม

 

 

เปล่าสักหน่อย อย่ามาดูพวกเราให้ยากนะ!!” หนึ่งในรุ่นพี่ทั้งสามตะโกนออกมาด้วยความเจ็บใจที่โดนเด็กผู้หญิงตรงหน้าพูดเยาะเย้ยพวกเขา  

 

 

งั้นเอาเลยสิคะ ให้มันตายไปเลยยิ่งดี!!”

 

 

อันจูตะคอกเสียงดังจนไม่สนใจว่าจะมีใครได้ยินในสิ่งเธอพูดเมื่อครู่หรือไม่ รุ่นพี่ทั้งสามก้าวเดินมาหาโคโทริที่นั่งน้ำตารื้นอย่างหมดหนทางที่จะสู้ทีละก้าว

 

 

ถึงแม้เสียงกรีดร้องที่มาพร้อมกับน้ำตาของเธอในตอนนี้ จะดังสักเพียงไหน

 

 

...ก็ดูท่าจะไม่ทันการเสียแล้ว

 

 

เธอจึงตัดสินใจที่จะหลับตาลง และรอความเจ็บปวดอย่างทรมาณที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

 

 

ตุบ ตุบ

 

 

รุ่นพี่ทั้งสามคนรุมกระทืบร่างของโคโทริอย่างไม่สนใจไยดี พร้อมกับมีเสียงหัวเราะสะใจของอันจูคอยเป็นเบื้องหลัง โลหิตที่ไหลออกมาจากทางปากของเธอ ทำให้เด็กสาวฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า

 

 

ชีวิตของฉัน...คงถึงจุดสิ้นสุดแล้วสินะ

 

 

ฟึ้บ

 

 

จู่ๆ โคโทริก็ถูกใครบางคนพุ่งเข้ากอดให้พ้นทางจากรุ่นพี่ทั้งสาม นัยน์ตาสีอำพันที่ซ่อนอยู่ข้างในความมืดมิด ลืมตาขึ้นด้วยความยากลำบาก

 

 

เมื่อเห็นว่าใครที่เป็นคนช่วยเธอให้หลุดพ้นจากรุ่นพี่พวกนั้น ก็ทำให้โคโทริถึงกับพูดอะไรไม่ออก รัยน์ตาสีอำพันของเธอเบิกกว้างพร้อมกับร้องไห้ออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจอย่างถึงที่สุด

 

 

..คุนิมิตสึ ทำไม

 

 

ปกป้องกันมากนักใช่ไหม!! งั้นเอาให้ตายกันทั้งคู่ไปเลย  สิ้นเสียงตะโกนของอันจู พวกรุ่นพี่ก็กระทืบซ้ำลงมาอีกเรื่อยๆ โดยมีเทะสึกะกอดโคโทริแน่นไม่ให้โดนรอยเท้าจากเบื้องบนเหยียบมาโดนร่างของเธอ

 

.

.

.

 

 

ทางนี้ครับ อาจารย์!!”

 

 

เมื่อได้ยินเสียงตะโกนมาจากภายนอก ทั้งอันจูและรุ่นพี่ทั้งสามคนต่างก็หลบหนีกันไปคนละทาง โดยที่อันจูไม่ลืมให้ค่าจ้างที่ทำร้ายร่างกายกับรุ่นพี่พวกนั้นก่อนจากไป

 

 

เมื่ออาจารย์และเพื่อนๆ ของทั้งสองมาถึงก็ตกใจกับสภาพที่โคโทริและเทะสึกะโดนกระทำจากใครหลายๆ คน ก่อนจะส่งทั้งสองไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลว่าเป็นอะไรมากหรือเปล่า

 

 

และเมื่อผลตรวจจากทางโรงพยาบาลออกมา โคโทริมีอาการไม่ร้ายแรงมาก เลยไม่ต้องเป็นห่วงมาก แต่เทะสึกะถูกกระทืบซ้ำที่ไหล่ข้างซ้ายอยู่หลายครั้ง เลยทำให้เทะสึกะไม่สามารถเทนนิสได้ในช่วงนั้น ต้องอยู่ที่โรงพยาบาลตลอดหนึ่งสัปดาห์เพื่อรอดูอาการที่ดีขึ้น

 

 

ส่วนอันจูกับรุ่นพี่ร่างใหญ่ทั้งสามที่ทำร้ายร่างกายทั้งสองคนก็ถูกจับได้ในวันรุ่งขึ้น โดยมีการลงโทษ คืออบรมพฤติกรรมและพักการเรียนเป็นระยะเวลาสองอาทิตย์

 

 

 

 

 

และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทำให้ไหล่ซ้ายของเทะสึกะเป็นอย่างที่เห็นนั่นแหละ

 

 

โหดร้าย...โหดร้ายเกินไปแล้วโมโมะเอ่ยออกมาด้วยความโมโหในสิ่งที่ฟังเมื่อครู่

 

 

แบบนี้มันมากเกินไปนะครับเรียวมะเอ่ยออกมาด้วยความโมโหเช่นเดียวกับโมโมะ

 

 

เอาเถอะนะ เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว แถมอันจูจังก็เปลี่ยนนิสัยแล้วด้วยฟูจิเอ่ยออกมาให้อารมณ์โมโหของทั้งสองหายไป

 

 

แล้วทำไมกัปตันถึงยังกล้าคบกับรุ่นพี่คนนั้นล่ะครับไคโดถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ

 

 

นั่นสิๆ ทำไมล่ะครับรุ่นพี่โมโมะถามออกมาด้วยอีกคน ถึงแม้เรียวมะจะไม่ถามออกไปแต่ก็อยากรู้คำตอบของคำถามนั้น

 

 

พวกนาย!!” เสียงทุ้มที่ตะคอกออกมาเสียงดังของอินูอิ ทำให้รุ่นน้องทั้งสามแข็งทื่อในทันที

 

 

ถ้าว่างให้ฉันเล่าขนาดนั้น ก็ไปซ้อมแข่งกันซะสิ ถ้าหากพวกนายไม่ยอมซ้อมตอนนี้ ฉันจะให้ดื่มชาลงทัณฑ์ซุปเปอร์อุลตร้ารีมิกซ์รุ่นพิเศษที่หนักกว่าเมื่อวานนี้แน่!!”

 

 

สิ้นเสียงอินูอิ รุ่นน้องทั้งสามก็ต่างวิ่งไปประจำที่ซ้อมกันทันที เหตุผลที่เชื่อฟังน่ะเหรอเพราะกลัวที่จะดื่มเครื่องดื่มประหลาดๆ นั่นไง

 


เฮ้อ

 

 

เมื่อไล่(?)ทั้งเด็กสามคนไปได้แล้ว อินูอิก็ถอนหายใจออกมา นัยน์ตาสีมรกตภายใต้กรอบแว่นมองขึ้นไปยังฟากฟ้าอันแสนไกล

 

 

...ทำไมเทะสึกะถึงกล้าคบกับยูกิอย่างนั้นเหรอ?

 

 

ดูจากท่าทางของโคโทริเมื่อกี้แล้ว คงจะยังไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงสินะ

 

 

ถ้าเธอรู้ความจริงขึ้นมา จะทำสีหน้าอย่างไรกันนะ

 

 

...ชักอยากรู้ซะแล้วสิ











 



โคโทริเดินเข้ามาในตัวอาคาร หลังจากที่รู้ว่าเพื่อนทั้งสองของเธออยู่ที่ห้องสภานักเรียน แต่ด้วยความที่เธอไม่ได้มาโรงเรียนนี้นานมากถึงสองปี บางห้องในอาคารก็เปลี่ยนไปด้วย แถมทั้งสองข้างทางไม่มีสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า มนุษย์ อยู่ให้ถามทางเลยแม้แต่คนเดียว จึงทำให้เด็กสาวกลายเป็นเด็กหลงทางโดยไม่รู้ตัว

 

 

...จะเดินตามสัญชาตญาณตัวเอง

 

 

หรือจะเดินแบบลุยมันทุกห้องไปเลยดี

 

 

ในขณะที่ร่างบางยืนตัดสินใจอยู่นานว่าเลือกเดินอย่างไหนดี ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบนักเรียนเดินผ่านหน้าเธอ โคโทริจึงรีบเรียกผู้หญิงเรือนผมสีน้ำตาลที่ถักเปียสองข้างก่อนที่จะเดินจากไป

 

 

ขอโทษนะคะ

 

 

ริวซากิ ซากุโนะ หันมาตามเสียงหวานของเธอ นัยน์ตาสีน้ำตาลฉายแววตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของโคโทริที่ละม้ายคล้ายเหมือนกับผู้อำนวยการโรงเรียน

 

 

ห้องสภานักเรียนไปทางไหนอย่างนั้นเหรอจ้ะ?”

 

 

ไม่คุ้นหน้าเลยแฮะ...คงจะเป็นเด็กปีหนึ่งไม่ก็ปีสองสินะ

 

 

ห้องสภานักเรียนอย่างงั้นเหรอคะ อืม...

 

 

เมื่อคำถามเข้าสู่โสตประสาท ซากุโนะก็หลุดจากภวังค์และทวนคำถามของคนตรงหน้าพลางใช้ความคิดว่าห้องนั้นอยู่ส่วนใดของโรงเรียน และเมื่อคิดได้ว่าห้องพักครูที่ซากุโนะจะไปนั้นอยู่ใกล้กับห้องสภานักเรียน เธอจึงชวนคนตรงหน้ามากับตนด้วยเลย

 

 

ไปด้วยกันไหมคะ พอดีที่ๆ ฉันจะไปอยู่ใกล้กับห้องสภานักเรียนค่ะ

 

 

ได้อย่างงั้นก็ดี ขอบคุณมากนะจ้ะ”   

 

           

หลังจากที่โคโทริกล่าวขอบคุณผู้เป็นดั่งเทพธิดาช่วยเหลือเธอด้วยความจริงใจและดีใจ ทั้งสองก็เดินไปตามทางด้วยกัน แต่ซากุโนะก็ยังคงสงสัยเกี่ยวกับรูปลักษณ์ภายนอกของผู้หญิงคนนี้ที่คล้ายคลึงกับผู้อำนวยการมากจนเกินไป อยากจะอ้าปากจะถามออกไปเลย แต่สุดท้ายกลับปิดปากไม่กล้าที่จะถามออกไปซะงั้น

 

 

เมื่อโคโทริเห็นท่าทางของคนข้างกายเป็นอย่างนั้น ก็พอรู้ในสิ่งที่เด็กหญิงคนนี้อยากจะพูดหรือถามออกมา

 

 

จะถามเกี่ยวกับผู้อำนวยการอย่างงั้นเหรอจ้ะ?”

 

 

ระ...รู้ได้อย่างไรคะ?” ซากุโนะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ตกใจปนแปลกใจ กับคำถามที่ราวกับล่วงรู้ความคิดในสมองของเด็กหญิงได้

 

 

พอดีเมื่อวานมีเด็กปีหนึ่งไม่ก็ปีสองนี่แหละมาถามเรื่องนี้ ก็เลยคิดว่าเธอน่าจะคิดอย่างนั้นเหมือนกันเด็กสาวว่าพลางมองหน้าของคนตัวเล็กกว่าที่พยักหน้าในสิ่งที่เธอพูด

 

 

แล้วสรุปคุณเป็นใครและมีความเกี่ยวข้องยังไงผู้อำนวยการอย่างงั้นเหรอคะ?”

 

 

ซากุโนะยิงคำถามออกมาอย่างรวดเร็ว นัยน์ตาสีน้ำตาลเต็มไปแววประกายของความอยากรู้ ทำให้โคโทริยกยิ้มเล็กน้อยกับความน่ารักและความอยากรู้ของเด็กคนนี้

 

 

ฉันมินามิ โคโทริ อยู่ปีสาม เป็นลูกสาวของผู้อำนวยการมินามิจ้ะโคโทริแนะนำตัวออกไปเต็มยศ ก่อนจะยิ้มกว้างออกมาให้เด็กสาวอย่างเป็นมิตร

 

 

หนูริวซากิ ซากุโนะ อยู่ปีหนึ่งค่ะ ซากุโนะว่าพลางโค้งหัวลงเก้าสิบองศา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็พบกับใบหน้าหวานที่ขมวดคิ้วแน่นราวกับสงสัยกับอะไรบางอย่าง

 

 

ริวซากิ? เหมือนเคยได้ยินนามสกุลนี้ที่ไหนมาก่อนนะ 

 

 

จริงๆ แล้วหนูเป็นหลานสาวของอาจารย์ริวซากิ สึมิเระค่ะ

 

 

คำพูดนั้นสร้างความแปลกใจให้กับโคโทริได้ไม่น้อย เพราะ ไม่คาดคิดว่าโค้ชของชมรมเทนนิสจะมีหลานสาวที่น่ารักอ่อนโยนต่างจากนิสัยเจ้าตัวได้ขนาดนี้

 

 

จริงเหรอเนี่ย ดูไม่คล้ายกันเลยนะ” …หมายถึงนิสัยน่ะ แต่ถ้ามองที่โครงหน้าก็คล้ายกันอยู่นะ

 

 

มีคนบอกอย่างนั้นบ่อยเหมือนกันค่ะสิ้นเสียงซากุโนะ ทั้งสองก็เดินขึ้นบันไดมาจนถึงชั้นสาม

 

 

ชั้นนี้แหละค่ะ เดินไปทางด้านซ้ายนะคะ หน้าประตูห้องจะมีป้ายเขียนว่าห้องสภานักเรียนอยู่ค่ะ โคโทริพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะเอ่ยคำขอบคุณและเผยยิ้มกว้างออกมา

 

 

ขอบคุณมากนะจ้ะ ซากุโนะจัง

 

 

ไม่เป็นไรค่ะ รุ่นพี่โคโทริ งั้นหนูลาล่ะนะคะ ซากุโนะว่าพลางโค้งตัวลง และเดินไปอีกทางหนึ่ง

 


-EX-FREUDIN-









Image result for kotori honoka umi gif  Image result for honoka umi kotori gif  Image result for honoka umi kotori gif


 






ห้องสภานักเรียน

 

 

...ที่นี่สินะ

 

 

โคโทริยืนทำใจอยู่หน้าประตูห้องพักหนึ่ง เพราะ ไม่รู้ว่าในตอนนี้เพื่อนทั้งสองของเธอจะยังคงคิดถึงเธออยู่หรือเปล่า หรือ จะมีเพื่อนใหม่เข้ามาแทนที่เธอเสียแล้ว

 

 

เธอกลัว

 

 

...กลัวสิ่งที่ตัวเองมันเป็นความจริงขึ้นมา

 

 

ไม่สิ!! โฮโนกะจังกับอุมิไม่เป็นแบบนั้นหรอก

 

 

เด็กสาวส่ายหน้าพลางตบหน้าตัวเองเบาๆ ก่อนจะยกมือเคาะประตูห้องสองครั้ง แต่ก็ต้องแปลกใจเมื่อสิ่งที่ตอบกลับมากลับเป็นเสียงทุ้มของผู้ชายคนหนึ่งที่เอ่ยออกมาจากข้างในห้องว่า

 

 

เข้ามาได้

 

 

สิ้นเสียง มือเรียวก็เลื่อนประตูออกไปให้พ้นสายตา เด็กหนุ่มสองคนที่กำลังวุ่นกับกองเอกสารมากมายเงยหน้ามองคนที่เดินเข้ามาใหม่

 

 

โคโทริ/โคโทริ

 

 

เมื่อเห็นใบหน้าหวานที่คุ้นเคย เด็กหนุ่มทั้งสองต่างก็เอ่ยชื่อเด็กสาวออกมาด้วยความตกใจ ไม่อยากจะเชื่อสายตาตนเองว่าคนที่ห่างหายไปนานจะกลับมายืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาในตอนนี้อีกครั้ง

 

 

นัตสึกิคุง...ฮิโรกิคุงโคโทริเอ่ยชื่อของเด็กหนุ่มทั้งสองออกไปด้วยความตกใจเช่นเดียวกัน

 

 

...ทั้งสองคนเป็นเพื่อนร่วมชั้นเรียนเมื่อตอนปีหนึ่ง

 

 

 คาโต้ นัตสึกิ เป็นเด็กหนุ่มที่มีเรือนผมสีดำสนิท นัยน์ตาสีนิล ถึงภาพลักษณ์ภายนอกจะดูแบดบอยก็เถอะ แต่จริงๆ แล้วเป็นคนที่อ่อนโยนมาก

 

 

ส่วน อะกิโมโตะ ฮิโรกิ เป็นเด็กหนุ่มที่มีเรือนผมสีน้ำตาลเข้ม นัยน์ตาคมสีน้ำตาลอยู่ภายใต้กรอบแว่น ซึ่งเขาเป็นคนเจ้าระเบียบมากเลยล่ะ ดูท่าเจ้าตัวคงจะทนไม่ไหวกับเอกสารที่เกือบจะล้นออกมานอกห้องจึงมาช่วยจัดการสินะ

 

 

ไม่ได้เจอกันนานเลยนะเสียงทุ้มของนัตสึกิเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยน

 

 

นั่นสิ...สองปีได้แล้วมั้ง

 

 

เสียงหวานของโคโทริเอ่ยออกมา พลางคิดถึงระยะเวลาที่ห่างหายกันไป ก่อนจะกวาดสายตามองรอบห้องแต่กลับไม่มีใครอีกเลยนอกจากผู้ชายสองคนนี้

 

 

หาโฮโนกะกับอุมิอยู่งั้นเหรอ?”

 

 

ฮิโรกิถามออกมาราวกับรู้ในสิ่งที่ร่างบางกำลังมองหาอยู่ ซึ่งเด็กสาวก็พยักหน้าตอบกลับไปอย่างประหลาดใจว่ารู้ได้อย่างไร

 

 

ถ้าสองคนนั้นล่ะก็กำลังพักอยู่ ฮิโรกิว่าพลางละจากเอกสารตรงหน้า ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และเดินมาหมุนลูกบิดประตูที่อยู่ทางด้านซ้ายมือของห้องสภานักเรียน

 

 

 

มีคนมาหาฮิโรกิแง้มประตูบอกกับคนข้างใน ก่อนจะเปิดบานประตูให้กว้างขึ้นจนสามารถเห็นคนที่อยู่ข้างในห้องได้

 

 

ปัง!

 

 

ประตูถูกปิดลงทันทีที่โคโทริก้าวเข้าไปในห้อง ทั้งสองที่กำลังนั่งพักอยู่ต่างก็เบิกตาโพลงอย่างไม่เชื่อสายตาว่าว่าคนที่ห่างหายไปนานถึงสองปีจะกลับมายืนต่อหน้าพวกเธอสองคนอีกครั้งหนึ่ง

 

 

นี่ฉัน...ไม่ได้ฝันไปใช่ไหม?”

 

 

อุมิเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ นัยน์ตาสีอำพันเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่คลอเบ้า โคโทริเดินเข้าไปหาเพื่อนของตนที่นั่งอยู่ ก่อนจะกอบกุมมือของอุมิมาแนบแก้มเธอและยิ้มกว้างออกมา

 

 

ไม่ใช่ความฝันหรอกนะ อุมิจัง



 

และคำพูดนั้นก็ทำให้อุมิลุกขึ้นมากอดโคโทริอย่างแนบแน่นราวกับกลัวเธอจะหายไปอีก ความรู้สึกชื้นและสั่นไหวที่หัวไหล่ทำให้เด็กสาวรู้ว่าคนตรงหน้ากำลังร้องไห้ออกมา

 

 

ฮึก...พวกเราคิดถึงเธอกันมากเลยนะโคโทริจัง

 

 

โฮโนกะเดินเข้าไปโอบกอดโคโทริจากด้านหลังอย่างแนบแน่นเช่นเดียวกับอุมิ พลางเอ่ยประโยคออกมาด้วยน้ำเสียงสะอึกสะอื้นที่เกิดจากการร้องไห้

 

 

เมื่อโคโทริเห็นเพื่อนทั้งสองของตนร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความคิดถึงแบบนี้แล้ว มันก็ทำให้น้ำตาที่กลั้นเอาไว้ไหลลงมาอาบแก้มได้อย่างง่ายดาย เด็กสาวใช้มือโอบกอดรอบคอของทั้งสองก่อนจะมองหน้าเพื่อนทั้งสองด้วยรอยยิ้มกว้าง

 

 

...พวกเรานี่ไม่เปลี่ยนจริงๆ เลยนะ

 

 

ฉันก็คิดถึงโฮโนกะจังกับอุมิจังมากเลยนะ

 

 

สิ้นเสียงโคโทริ ทั้งสามคนก็ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่ปิดบัง ปากพร่ำบอกคำว่าคิดถึงอยู่ตลอด จนสุดท้ายแล้วพวกเธอก็ปลอบกันเองจนหยุดร้องไห้กันหมด หลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็ถามไถ่ถึงเรื่องต่างๆ ที่แต่ละคนประสบพบเจอตลอดระยะสองปีที่ห่างหายกันไป

 

 

บางเรื่องก็ชวนหดหู่ บางเรื่องก็ชวนเคร่งเครียด บางเรื่องก็น่าเศร้าใจ บางเรื่องก็สามารถสร้างเสียงหัวเราะออกมาได้...นับได้ว่ามาทุกอารมณ์จริงๆ

 

 

ถึงแม้ฤดูกาลจะหมุนไปตามกาลเวลาอย่างไม่รู้จักหยุดพัก

 

 

ถึงแม้ดอกไม้นับหมื่นกลีบร่วงหล่นสู่พื้นดินแล้วก็ตาม

 

 

แต่มิตรภาพของพวกเราก็ยังคงไม่ร่วงโรยไปตามกาลเวลานั้น

 

 

 

 

 

 

ไหนๆ โคโทริจังก็อยู่ที่นี่แล้ว ก็ร้องเพลงนั้นกันเถอะ

 

 

จู่ๆ เด็กสาวเรือนผมสีส้มประบ่าก็ลุกขึ้นและพูดโพล่งออกมา ทำให้อีกสองคนกำลังกินมันจูจากร้าน โฮโมระ (ร้านขายขนมหวานของครอบครัวโฮโนกะ) สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ

 

 

เพลงนั้น?/เพลงนั้น?”  

 

 

ก็เพลงที่เราแต่งและร้องด้วยกันในวันงานโรงเรียนด้วยกันไง พวกเธอสองคนลืมไปแล้วเหรอ?”

 

 

เสียงหวานของโฮโนกะเอ่ยออกมาพลางทำท่าแก้มป่องและกอดอกตนเองอย่างน้อยใจเพื่อนสาวของตน โคโทริและอุมิรู้แล้วว่าเพลงนั้นที่เพื่อนสาวของตนพูดถึงคือเพลงอะไร จึงแก้ความเข้าใจผิดให้กับโฮโนกะ

 

 

พวกเราไม่เคยลืมเพลงนั้นหรอกนะ โฮโนกะจัง

 

 

อย่าเข้าผิดสิ โฮโนกะ ใครมันจะไปลืมเพลงที่พวกเราแต่งขึ้นเองได้ลงล่ะ

 

 

เมื่อคำพูดของทั้งสองคนเข้าสู่โสตประสาทของโฮโนกะ ก็ทำให้เจ้าตัวหายน้อยใจได้ในทันที สีหน้าที่บูดบึ้งเมื่อครู่แปรเปลี่ยนยิ้มกว้าง

 

 

งั้นเรามาร้องเพลงกันอีกครั้งให้หายคิดถึงไปเลยเถอะ!!”

 

 

น้ำเสียงของโฮโนกะเต็มไปด้วยพลัง นัยน์ตาสีฟ้าใสเหมือนมีเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่นอยู่ในแววตา

 

 

โอ๊ส!/โอ๊ส!”

 

 

เมื่อทั้งสองขานตอบรับอย่างกระตือรือร้น โฮโนกะก็หยิบโทรศัพท์มือถือสีขาวบริสุทธิ์ออกมาจากกระเป๋ากระโปรง นิ้วเรียวจิ้มไปที่เครื่องบันทึกเสียงบนหน้าจอ ก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ เมื่อโฮโนกะให้สัญญาณโดยการนับหนึ่ง สอง สาม นิ้วเรียวก็จิ้มไปยังปุ่มสีแดงที่บ่งบอกถึงการเริ่มบันทึกบนหน้าจอ เสียงหวานของทั้งสามคนก็เริ่มขับขานบทเพลงที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี



-Start Dash- μs-

 


I say...

Hey,hey,hey,START:DASH!!

Hey,hey,hey,START:DASH!!



 

うぶ毛の小鳥たちも

 

ubuge no kotoritachi mo

 

(เหล่าลูกนกตัวน้อยที่ยังมีปีกอันอ่อนเยาว์นั้น)

 

 

 

 

いつか空に羽ばたく

 

itsuka sora ni habataku

 

(สักวันก็จะโบยบินไปสู่ฟากฟ้า)

 

 

 

 

 

大きな強い翼で飛ぶ

 

ooki na tsuyoi tsubasa de tobu

 

(ด้วยปีกใหญ่อันแข็งกล้าเช่นกัน)

 

 

อดีตพวกเราก็เคยเป็นดั่งลูกนกตัวเล็กในบทเพลง

 

 

แต่ในตอนนี้พวกเราต่างก็มีทั้งหน้าที่และความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองเลือกไว้

 

 

ประธานสภานักเรียน...รองประธานสภานักเรียน...ผู้จัดการชมรมเทนนิส

 

 

...พวกเราสามคนเติบโตขึ้นมากจริงๆ

 

 

 

諦めちゃダメなんだ

 

akiramecha dame nanda

 

(ห้ามยอมแพ้เด็ดขาดเลยนะ)

 

 

その日が絶対来る

 

sono hi ga zettai kuru

 

(ไม่ว่าอย่างไร วันนั้นจะต้องมาถึง)

 

 

君も感じてるよね

 

kimi mo kanjiteru yo ne

 

(เธอเองก็รู้สึกได้เหมือนกันใช่ไหม)

 

 

始まりの鼓動

 

hajimari no kodou

 

(ถึงจังหวะหัวใจแห่งการเริ่มต้น)

 

 

การเริ่มต้นอย่างนั้นเหรอ?

 

 

จะว่าไป...จุดเริ่มต้นของบทเพลงนี้มันมาจากอะไร?

 

 

ทำไมพวกเราถึงคิดจะสร้างสรรค์บทเพลงนี้ขึ้นมากันนะ?

 

 

เธอหลับตาลงพร้อมกับนึกถึงความทรงจำในวันวานที่จะนำพามาสู่คำตอบ

 

 

 

 

明日よ変われ!

 

axa yo kaware!

 

(เปลี่ยนวันพรุ่งนี้สิ!)

 

 

希望に変われ!

 

kibou ni kaware!

 

(เปลี่ยนให้เป็นความหวัง!)

 

 

眩しい光に照らされて変われ

 

mabushii hikari ni terasarete kaware

 

(ทำให้มันสว่างไปด้วยแสงไฟที่เจิดจ้า)

 

 

START!!

 

(เริ่มเลย !!)

 

 

 

 

ความทรงจำช่วงฤดูใบไม้ผลิเมื่อสองปีก่อนถูกนำมาฉายซ้ำในหัวสมองอีกครั้ง

 

 

-ห้องเรียนปีหนึ่งห้องห้า-

 

 

งั้นก็เอาตามนี้นะทุกคน

 

 

          “โอเค!”  

 

 

หลังจากตัดสินใจกันอยู่นานว่าห้องเราจะแสดงอะไรในวันงานโรงเรียนประจำปีที่จะจัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งมันก็เหลือเวลาอีกตั้งห้าเดือนเต็มๆ กว่าจะถึงวันงาน


 

ถ้าถามว่าทำไมต้องรีบคิดกันขนาดนี้น่ะเหรอ? เพราะประธานนักเรียนบอกให้แต่ละห้องคิดเอาไว้เลยว่าจะแสดงอะไรในวันงาน เพื่อที่ว่าพอใกล้วันจริงแล้วมันจะวุ่นวาย จึงให้คิดและเตรียมตั้งแต่เนิ่นๆ ไว้เลย

 

 

ผลการตัดสินใจก็เป็นเอกฉันท์จากการยกมือขึ้นโหวต การแสดงของปีหนึ่งห้องห้า คือ การแสดงบทเพลงที่ไม่มีที่ไหนมาก่อน ก็คือแต่งเองน่ะแหละ ซึ่งพวกเราสามคนก็มีหน้าที่แต่งบทเพลง แล้วก็แสดงในงานเอง เพราะเพื่อนในห้องเห็นว่าพวกเราสนิทกันมาตั้งแต่เด็กแล้วจึงไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก

 

 

ด้วยความที่ห้องนี้มีคนอยู่ในชมรมดนตรีอยู่ประมาณห้าคนจึงไม่ใช่ยากที่จะคิดทำนองออกมา ส่วนคนอื่นๆ ก็ช่วยกันออกแบบเครื่องแต่งกายสำหรับการแสดง ออกแบบท่าเต้น และอื่นๆ อีกมากมาย

 

 

 

 

 

悲しみに閉ざされて

 

kanashimi ni tozasarete

 

(ไม่เอาอีกแล้ว เธอที่ปิดกั้นตัวเองอยู่ในความโศกเศร้า)

 

 

泣くだけの君じゃない

 

naku dake no kimi janai

 

(และเอาแต่ร้องไห้)

 

 

熱い胸 きっと未来を切り開く筈さ

 

atsui mune kitto mirai wo kirihiraku hazu sa

 

(หัวใจที่ร้อนรุ่มจะต้องนำไปสู่อนาคตที่ดีได้แน่)

 

 

悲しみに閉ざされて

 

kanashimi ni tozasarete

 

(การปิดกั้นตัวเองอยู่ในความโศกเศร้า)

 

 

泣くだけじゃつまらない

 

naku dake ja tsumaranai

 

(แล้วเอาแต่ร้องไห้ มันไม่ได้สนุกเลย)

 

 

きっと (きっと) 君の (夢の)

 

kitto (kitto) kimi no (yume no)

 

(สักวันหนึ่ง (สักวันหนึ่ง) เธอเองก็จะ (มีความฝัน))

 

 

 

チカラ (いまを) 動かすチカラ

 

chikara (ima wo) ugokasu chikara

 

(มีพลัง (แต่ตอนนี้) เดินไปข้างหน้าด้วยพลังที่มีนั้นเลย)

 

 

 

信じてるよ…だから START!!

 

shinjiteru yo … dakara START!!

 

(ฉันเองก็เชื่อในสิ่งนั้น ... เพราะฉะนั้นก็เริ่มเลย!!)

 


 


เมื่อร้องเพลงจบ โฮโนกะก็เอื้อมมือไปหยิบโทรศัพท์ที่อยู่บนโต๊ะ ก่อนจะกดปุ่มหยุดบันทึกเสียงและตั้งชื่อไฟล์เสียงนั้นว่า ‘Start Dash 20xx’  

 

 

ไม่น่าเชื่อเลยนะ ว่าครั้งหนึ่งเราเคยแต่งเพลงได้ขนาดนี้โคโทริเอ่ยออกมาพลางเผยยิ้มอย่างคิดถึง

 

 

ต้องขอบคุณพวกเขานะ ที่ทำให้เพลงนี้ออกมาสมบูรณ์แบบอุมิเอ่ยออกมา

 

 

พูดแล้วก็คิดถึงตอนที่เจอเจ้าพวกนั้นวันแรกเลยนะโฮโนกะเอ่ยออกมาอย่างคิดถึงอดีตในวันนั้น

 

 

นั่นสินะโคโทริเอ่ยออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะมองไปทางหน้าต่างที่มองเห็นต้นไม้ใหญ่พร้อมกับจมไปกับภวังค์ของตน

 

 

เธอยังคงจำความรู้สึกในวันที่พบกับเขาเป็นครั้งที่สองในชีวิตได้ดี

 

 

...ความรู้สึกที่เรียกว่าชอบน่ะ






 

ช่วงปลายเดือนที่สองของฤดูใบไม้ผลิเมื่อสองปีก่อน

 

 

ต้นซากุระที่ยังคงผลิบานดอกสีชมพูอ่อนต่อไป สายลมอ่อนๆ พัดพากลีบดอกซากุระให้ร่วงโปรยปรายสู่พื้นดิน โดยมีฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีส้มในยามเย็นที่มาพร้อมกับดวงอาทิตย์สีแดงอมส้ม

 

 

หลังจากกลุ่มที่รับผิดชอบในการสร้างทำนองสำเร็จลุล่วงลง สิ่งต่อมาที่ต้องทำคือการแต่งเนื้อเพลงที่สามารถขับร้องเข้ากับทำนองได้และที่สำคัญต้องมีความหมายที่ดีด้วย ดังนั้นเวลาหลังเลิกเรียนของทุกวันพวกเธอสามคนจะมานั่งแต่งเพลงกันที่ศาลเจ้าคันดะซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนมากนัก

 

 

สาเหตุที่เลือกสถานที่แห่งนี้ในการแต่งเนื้อเพลง เพราะ สถานที่นี้เป็นศาลเจ้าจึงมีแต่ความเงียบสงบ ไม่มีอะไรมารบกวน ทำให้มีสมาธิในการแต่งเนื้อเพลงมากขึ้น  

 

 

แต่ดูเหมือนความสงบจะใช้ไม่ได้กับวันนี้!!

 

 

ตึกๆๆ!!

 

 

เสียงฝีเท้าหลายคู่วิ่งกระทบกับบันไดหน้าศาลเจ้า ทำให้ทั้งสามที่กำลังนั่งแต่งเพลงอยู่โต๊ะหินอ่อนหันมาตามต้นเสียง ก็พบกับเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกันกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งขึ้นมาด้านบนศาลเจ้าด้วยความรีบร้อน ดวงตาของแต่ละคนเบิกกว้างราวกับเห็นผีมาอย่างไรอย่างนั้น หนึ่งในพวกเขาสั่นระฆัง ก่อนจะกล่าวออกมาพร้อมกันว่า

 

 

อย่าตามมาหลอกหลอนกันอีกเลยนะครับ

 

 

สิ้นเสียงพวกเขาทุกคนก็โค้งตัวลง ก่อนจะทรุดตัวนั่งบนพื้นอย่างเหนื่อยหอบ เมื่อโคโทริเห็นสภาพอย่างนั้นจึงตัดสินใจหยิบน้ำเปล่าที่ยังคงเต็มขวดอยู่

 

 

เดี๋ยวฉันเอาน้ำไปให้พวกเขาก่อนนะ เสียงหวานบอกเพื่อนของตน เมื่อเห็นทั้งสองพยักหน้ารับ ก็ลุกขึ้นเดินไปหาพวกเขาที่กำลังนั่งหอบอยู่บนพื้น

 

 

เมื่อร่างบางเดินเข้าไปใกล้พวกเขามากขึ้นเรื่อยๆ ก็ทำให้ได้รู้ว่าพวกเขามีจำนวนทั้งหมดหกคน ในขณะที่โคโทริกวาดสายตามองใบหน้าของพวกเขาแต่ละคน คนที่สะดุดตาสำหรับเธอมากที่สุดคงจะเด็กชายที่กำลังเงยหน้าขึ้นมองคนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้

 

 

ถึงแม้เขาจะไม่ได้ใส่ชุดสูทเหมือนตอนที่เจอกันเมื่อหลายเดือนก่อน

 

 

...แต่เธอก็ยังคงจดจำใบหน้าอันเฉยชาของเขาได้เป็นอย่างดี

 

 

นาย/เธอ

 

 

ทันทีที่นัยน์ตาของเราประสานกัน ทั้งเธอและเขาต่างก็เรียกอีกฝ่ายออกมาพร้อมกันด้วยความแปลกใจที่ต่างฝ่ายต่างก็มาเจอกันอีกครั้ง

 

 

แฮ่กๆ รู้จักกันเหรอ เทะสึกะเด็กชายเรือนผมสีดำราวกับลูกชิ้นถามออกมาพลางมองหน้าคนมาใหม่สลับกับเพื่อนของตนที่นั่งอยู่ข้างกาย

 

 

นิดหน่อยน่ะน้ำเสียงเรียบเฉยของเทะสึกะตอบกลับไปพลางดันสันแว่นขึ้น

 

 

ถึงกับรู้จักกับลูกสาวผู้อำนวยการได้ ไม่ธรรมดาจริงๆ เลยนะเด็กชายสวมแว่นตาหนาเตอะเอ่ยออกมาอย่างแปลกใจ ก่อนจะหยิบสมุดและปากกาขึ้นมาจดข้อมูลที่ได้รับมาเมื่อครู่  

 

 

ถึงจะเป็นลูกสาวของผู้อำนวยการ...แต่ฉันก็เป็นเพียงนักเรียนธรรมดาคนหนึ่งเท่านั้นแหละ ไม่ได้วิเศษอะไรขนาดนั้นหรอกนะ

 

 

คำพูดของเด็กสาวสร้างความแปลกใจให้กับพวกเขาที่กำลังนั่งเหนื่อยหอบอยู่ได้ในทันที เพราะแต่ละคนต่างคิดว่าผู้หญิงที่มีศักดิ์เป็นถึงลูกสาวผู้อำนวยการจะต้องเป็นคนที่มีแต่ใช้อำนาจเหมือนอันจู ยูกิ แน่ๆ

 

 

...แต่ดูเหมือนพวกเขาจะคิดผิดเสียแล้ว

 

 

อ่ะ

 

 

ร่างบางว่าพลางยื่นขวดน้ำให้กับเด็กชายเรือมผมสีแดงที่อยู่ใกล้กับเธอมากที่สุด ซึ่งการกระทำนั้นก็สร้างความงุนงงให้กับทุกคนที่นั่งหอบอยู่ สีหน้าของแต่ละคนราวกับจะถามว่า ให้ทำไม

 

 

พอดีฉันเห็นพวกนายเหนื่อยหอบขนาดนี้ ก็เลยเอาน้ำมาให้ดื่มน่ะโคโทริเอ่ยออกไปพลางยิ้มกว้างให้พวกเขาอย่างอ่อนโยน

 

 

ขอบใจมาก เนี๊ยว

 

 

เด็กชายตรงหน้ากล่าวคำขอบคุณพลางรับขวดน้ำมาเปิดฝาและยกขึ้นดื่มอึกสองอึกให้ลดความกระหายน้ำลง ก่อนจะส่งต่อให้กับเพื่อนที่วิ่งหนีความตาย(?) มาด้วยกันได้ดื่ม

 

 

จะว่าไป เธอชื่ออะไรอย่างนั้นเหรอ?” เด็กชายเรือนผมสีน้ำตาลที่หลับตาอยู่ตลอดเวลาถามออกมาขณะที่รับขวดน้ำมา

 

 

มินามิ โคโทริ ปีหนึ่งห้องห้า เด็กสาวแนะนำตัวออกไปพลางยิ้มให้กับพวกเขา ก่อนจะถามกลับไป

 

 

...แล้วพวกนายชื่ออะไรกันบ้างล่ะ

 

 

สิ้นเสียงของโคโทริ แต่ละคนก็แนะนำตัวให้เธอรู้จัก ระหว่างนั้นโฮโนกะและอุมิต่างก็เดินเข้ามาหาเด็กสาวพอดี จึงแนะนำเพื่อนทั้งสองของเธอให้พวกเขารู้จักด้วยไปเลย

 

 

ว่าแต่เมื่อกี้ที่พวกนายพูดกันว่า อย่าตามมาหลอกหลอนอีกเลยพวกนายไปเจอผีมาเหรอ?”

 

 

แค่กๆ

 

 

ทันทีที่คำถามนั้นเข้าสู่โสตประสาทของพวกเขา คาวามูระที่กำลังดื่มน้ำอยู่ก็สำลักน้ำออกมาด้วยความตกใจ สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนต่างซีดเผือกลง ไม่มีใครกล้าเอื้อนเอ่ยอะไรออกมาเลยแม้แต่น้อย

 

 

ฉันว่าพูดกันตรงนี้คงจะไม่เหมาะสมสักเท่าไหร่

 

 

เมื่ออินูอิเอ่ยออกมาแบบนั้น จึงได้เปลี่ยนที่คุยเป็นตรงโต๊ะหินอ่อนที่พวกเธอใช้แต่งเนื้อเพลงกัน ทันทีที่ทุกคนนั่งลงบนเก้าอี้ บรรยากาศก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง

 

 

รู้จักเจ็ดสิ่งลึกลับในโรงเรียนเราไหมล่ะ?”

 

 

ทันทีที่น้ำเสียงเรียบเฉยของอินูอิถามออกไป สายลมอันรุนแรงก็พัดพาดอกซากุระร่วงหล่นสู่พื้นดินเป็นจำนวนมาก ถึงแม้สายลมเมื่อครู่จะไม่ได้ทำให้รู้สึกหนาวมากนัก แต่ทุกคนต่างก็ขนลุกซู่ขึ้นมาด้วยความกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้น

 

 

ระ...รู้จักสิเสียงหวานของโฮโนกะเอ่ยออกมาอย่างวิตกกังวล เพราะกลัวว่าสิ่งที่ถามออกไปในตอนแรกจะเป็นความจริงขึ้นมา

 

 

รู้สึกว่าจะมี...หนังสือในห้องสมุดบินได้ หุ่นออกมาวิ่ง หุ่นจำลองร่างกายเดินได้ เด็กผู้หญิงในห้องดนตรี รูปภาพที่ออกมาจากกรอบ ล็อกเกอร์มีชีวิต แล้วก็ผู้หญิงใส่ชุดสีแดงสินะ

 

 

พวกเขาพยักหน้าแทนคำตอบว่า ใช่ในสิ่งที่โคโทริร่ายยาวถึงเรื่องเจ็ดสิ่งลึกลับในโรงเรียนเซงาคุ

 

 

รู้สึกว่าถ้าใครที่เผชิญหน้ากับเจ็ดสิ่งลึกลับจะต้องเดินทางไปสู่โลกของสิ่งลึกลับด้วย

 

 

อุมิเอ่ยถึงข่าวลือที่ได้ยินมาจากพวกรุ่นพี่เหมือนเป็นเรื่องเล่ารุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง ก่อนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ นิ้วเรียวชี้ไปที่พวกเขาตรงหน้าด้วยอาการสั่นเทาพร้อมกับเอ่ยออกไปด้วยความตกใจในสิ่งที่ตนคิด

 

 

หรือว่าพวกนาย...”  

 

 

อย่างที่โฮโนกะจังถามในตอนแรกนั่นแหละ

 

 

ผู้ที่หลับตาอยู่ตลอดเวลาอย่างฟูจิในตอนนี้กลับลืมตาเผยให้เห็นนัยน์ตาสีฟ้าที่ส่อแววจริงจัง ไม่มีคำว่าล้อเล่นเลยแม้แต่น้อย

 

 

มะ...ไม่จริงหน่าโคโทริพึมพำออกมาเบาๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เด็กชายหน้าหวานพูดออกมาเมื่อครู่

 

 

ละ...แล้วไปเจอได้ยังไงกัน?”

 

 

น้ำเสียงสั่นเครือกับแววตาที่ส่อประกายไปด้วยความอยากรู้ของโฮโนกะ ทำให้พวกเขาต่างก็สงสัยในท่าทีที่ขัดแย้งของเด็กหญิงเรือมผมสีน้ำตาลที่นั่งอยู่ตรงหน้า

 

 

ถึงแม้จะกลัวก็เถอะ แต่เธอก็อยากรู้เรื่องนี่นา

 

 

...โอกาสที่จะมีคนเจอเรื่องแบบนี้หากันได้ง่ายๆ ที่ไหนกัน!!

 

 

คิคุมารุมองซ้ายมองขวาเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนี้นอกจากพวกเรา เมื่อเห็นรอบกายมีเพียงต้นซากุระและตัวศาลเจ้าจึงพูดเกริ่นขึ้นมาด้วยความกลัวในเหตุการณ์ที่พึ่งเจอไปเมื่อไม่นานมานี้

 

 

กะ...ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาที่ศาลเจ้าแห่งนี้นะ เนี๊ยว

 

 

ในขณะที่เพื่อนทั้งสองของเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก โฮโนกะกลับพยักหน้ารัวเพราะความอยากที่จะรู้เรื่องเร็วๆ

 

 

คิคุมารุผ่อนลมหายใจเล็กน้อย ก่อนจะเล่าเรื่องต่อ น้ำเสียงในตอนแรกที่เต็มไปด้วยความกลัวแปรเปลี่ยนเป็นน้ำเสียงที่จริงจัง

 

 

พวกเราไปเล่นเกมส์ที่เกมส์เซนเตอร์กัน แต่อินูอิดันลืมของไว้ในห้องเรียนซะได้ พวกเราก็เลยย้อนกลับไปที่โรงเรียนอีกครั้ง ในขณะที่ฉันเดินบนอาคารนั้น ทุกคนต่างก็หายไปทีละคน ทีละคน…

 

 

ตอนนั้นฉันเองก็จับตัวด้วงได้เลยวิ่งด้วยความดีใจ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงเปียโนที่กำลังเล่นเพลงลอดมาจากในห้องดนตรี ฉันเลยหยุดวิ่งและโผล่หน้าเข้าไปในห้องนั้น

 

 

ตะ..แต่แล้วกลับไม่มีใครกำลังเล่นมันอยู่เลยแม้แต่คนเดียวเลย เนี๊ยว

 

 

เมื่อเล่าจบคิคุมารุก็ปิดน้ำเสียงที่หวาดกลัวไว้ไม่ไหว ก่อนจะปิดหูของตนเพื่อได้ยินเสียงหลอนของเปียโนดังเข้าไปในโสตประสาทของเขา ขนของเขาลุกซู่ราวกับแมวที่กำลังกลัวอยู่อย่างไรอย่างนั้น

 

 

ที่ฉันเจอคือหนังสือในห้องสมุดมันร่วงลงมาและบินมากัดที่ผมของฉัน น้ำเสียงเรียบเฉยของเทะสึกะเล่าออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะเบือนหน้าหนีและดันสันแว่นขึ้น

 

 

ถึงแม้สีหน้าและน้ำเสียงจะดูเหมือนไม่ได้กลัวสักเท่าไหร่ แต่ภายในใจของเขากลับเต้นแรงด้วยความรู้สึกหวาดกลัวผสมปนเปกับความอับอายต่อเหตุการณ์ที่เผชิญมา

 

 

เพราะ ในตอนที่หนังสือกัดเข้าที่ผมของเขา เด็กชายก็ขว้างหนังสือที่อยู่ในมือออกไปด้านหลังโดยไม่ยั้งคิดเลยแม้แต่น้อย

 

 

...จึงเป็นเรื่องที่ถือว่าน่าหวาดกลัวและน่าอับอายที่สุดในชีวิตเขาจริงๆ

 

 

ส่วนของฉัน คือ หลังจากที่ฉันไปเอาสมุดที่ลืมไว้ในห้องเรียน ฉันก็เดินตามหาทุกคนไปเรื่อยๆ  จนกระทั่งฉันได้ยินเสียงนับตัวเลขดังมาจากหุ่นจำลองร่างกายคนในห้องวิทยาศาสตร์...

 

 

ฉันว่ามันต้องกำลังนับชิ้นส่วนร่างกายของตัวเองหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นเลยล่ะ หึ หึ

 

 

อินูอิเล่าเรื่องพร้อมกับทำท่าทางเลียนแบบหุ่นจำลองร่างกายให้เด็กหญิงทั้งสามที่นั่งกลัวอยู่เห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

 

 

แต่ดูเหมือนการที่อินูอิเลียนแบบหุ่นจำลองร่างกายจะน่ากลัวกว่าการเล่าเรื่องเฉยๆ เสียอีก

 

 

โดยเฉพาะการหัวเราะอย่างน่าสะพรึงในตอนท้ายนั่นน่ะ

 

 

ทำเอาคนขี้กลัวหลายคนแทบจะหลอนไปกับเสียงนั้นเลยล่ะ

 

 

ที่ฉันเจอก็คล้ายๆ กับอินูอิคุงนะ แต่ของฉันเจอแว่นตาตกอยู่บนพื้น พอเก็บขึ้นมาก็มีเสียงผู้ชายพร่ำอยู่ซ้ำไปซ้ำมาว่า เอาของฉันคืนมาฉันเลยหันไปตามเสียงก็พบกับ...

 

 

ภะ....ภาพวาดบีโธเฟนในห้องศิลปะออกมาจากกรอบแล้วที่สำคัญมันกำลังขยับปากพูดอยู่ด้วย แล้วมันวิ่งไล่ตามฉันมาตลอดทางเดินเลยล่ะ

 

 

ถ้าหากตอนนั้นฉันวิ่งหนีมันไม่ทันก็คง... 

 

 

คาวามูระเล่าเรื่องอย่างกล้าๆ กลัวๆ ก่อนจะขยี้หัวของตนให้จินตนาการที่สยดสยองมากกว่าเดิมหายไปจากหัวสมองของเขา

 

 

ของฉันมันอาจจะไม่ได้น่ากลัวสำหรับพวกเธอมากหรอกนะ คือระหว่างที่ฉันวิ่งหาทุกคนบนทางเดิน...

 

 

จู่ๆ ปะ...ประตูล็อกเกอร์มันก็เปิดออกมาต่อหน้าฉันราวกับมีชีวิตอยู่เลยล่ะ!!”

 

 

ปัง!!

 

 

เฮ้ย!”

 

 

ว้าย!”

 

 

เสียงบานประตูที่ถูกปิดอย่างรุนแรงดังมาจากที่ไหนสักแห่งในศาลเจ้าแห่งนี้ทันทีที่โออิชิเล่าเรื่องราวของตนจบ ทำให้ทุกคนต่างก็อุทานออกมาด้วยความตื่นตระหนกตกใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อเห็นว่ามิโกะของศาลเจ้าเป็นคนปิดประตูนั้นเอง

 

 

สุดท้ายก็ฉันสินะ

 

 

ฟูจิเอ่ยออกมาพลางยิ้มออกมาในแบบฉบับของตน ก่อนจะมองปฏิกิริยาของเด็กหญิงทั้งสามคนตรงหน้าที่มีท่าทางหวาดระแวงต่อเรื่องราวของเขาว่ามันจะน่ากลัวมากเพียงไหน

 

 

ถึงภายในใจของฟูจิจะกลัวมากแค่ไหนก็ตาม แต่เพื่อไม่ให้พวกเธอต้องรู้สึกหวาดกลัวกับเรื่องราวที่เขาเผชิญมามากนัก จึงต้องพูดออกไปด้วยน้ำเสียงสบายๆ ที่ราวกับไม่ได้กลัวในสิ่งที่เผชิญมาเลยแม้แต่น้อย

 

 

ไม่มีอะไรมากหรอก ก็แค่ฉันเดินไปเกือบจะถึงทางเดินหลักแล้วเจอกับเงาซามูไรวิ่งผ่านหน้าไปน่ะ

 

 

เมื่อเสียงทุ้มที่ติดหวานของฟูจิเล่าเรื่องจบลง หยาดน้ำตาของโคโทริก็ไหลรินอาบแก้มอย่างกลั้นไม่อยู่ในทันที ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือพลางปาดน้ำตาที่ไหลลงมาไม่รู้จักหมดสิ้น

 

 

ฮึก...นะ..น่ากลัวเกินไปแล้ว ฮืออ

 

 

โอ๋ๆ โคโทริจัง ไม่ต้องกลัวไปนะโฮโนกะพูดพลางดึงตัวโคโทริเข้าไปไว้ในอ้อมกอด ก่อนจะลูบกลุ่มผมสีเทาขลับน้ำตาลเป็นการปลอบประโลมให้อีกฝ่ายหายกลัว

 

ฮึก...ฮือ

 

 

ทำไมมินามิร้องไห้อย่างงั้นล่ะ?” โออิชิถามอุมิด้วยความสงสัย เธอมองใบหน้าของแต่ละคนที่เต็มไปด้วยความสงสัยและไม่เข้าใจ

 

 

พอดีโคโทริไม่ค่อยถูกกับเรื่องลึกลับแบบนี้สักเท่าไหร่ เข้าใจหน่อยนะ เมื่ออุมิตอบกลับไป พวกเขาก็พยักหน้าอย่างเข้าใจในเหตุผลที่ว่าทำไมโคโทริถึงร้องไห้ออกมาอย่างนี้

 

 

เวลาผ่านพ้นไปได้ไม่นาน หลังจากได้สติกลับคืนมา เสียงสะอื้นที่เกิดจากการร้องไห้ของโคโทริหยุดลง พวงแก้มของเธอแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานด้วยความอายที่จู่ๆ ก็ร้องไห้ต่อหน้าพวกเขาที่พึ่งเจอกันครั้งแรกอย่างนี้

 

 

ถึงจะไม่นับคนที่เคยเจอกันมาก่อนหน้านี้แล้วก็เถอะ

 

 

...แต่การร้องไห้ต่อหน้าเขาแบบนี้มันก็น่าอายอยู่ดี

 

 

เดี๋ยวฉันไปล้างหน้าก่อนนะโคโทริว่าพลางผละออกจากอ้อมกอดของโฮโนกะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แต่ในขณะที่เธอจะเดินไปยังอ่างล้างหน้าที่อยู่ด้านหลังศาลเจ้าก็ถูกขัดด้วยคำถามของโฮโนกะเสียก่อน

 

 

ไปคนเดียวไม่เป็นไรแน่นะ ให้ฉันไปเป็นเพื่อนไหม?”

 

 

ไม่เป็นไรๆ

 

 

โคโทริหันกลับมาปฏิเสธเพื่อนสาวพร้อมกับยิ้มกว้างออกมาให้กับคนที่นั่งอยู่เพื่อบ่งบอกว่าเธอไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องเป็นห่วงไปหรอก ร่างบางหันหลังไปอีกครั้งก่อนจะสาวเท้าเดินไปตามทาง

 

 

โดยที่โคโทริไม่รู้ตัวเลยว่า เมื่อตนเดินลับสายตาทุกคนไปแล้ว ก็มีหนึ่งในพวกเขาลุกขึ้นเดินตามเธอไปในทันที

 

 

ไม่น่าร้องไห้ออกไปเลยเรา แต่จะทำยังไงได้ล่ะ...ก็คนมันกลัวนี่นา ถ้าหากฉันอยู่ในสถานการณ์นั้นเอง ฉันคง...

 

 

‘…ไม่มีชีวิตรอดแน่ๆ

 

 

โคโทริหยุดความคิดฟุ้งซ่านที่สยองขวัญลงด้วยการตบเข้าที่แก้มเนียนของตนเบาๆ พลางส่ายหน้าไปมาเป็นการเรียกสติกลับคืน มือเรียวหมุนก็อกน้ำที่อยู่ตรงหน้า 

 

 

ซ่า

 

 

ทันทีที่สายน้ำหลั่งไหลลงมา เด็กสาวก็ล้างคราบน้ำตาที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนใบหน้าหวานให้หายไป โคโทริหมุนก๊อกน้ำอีกครั้งเพื่อให้สายน้ำนั้นหยุดไหล ก่อนจะควานหาผ้าเช็ดหน้าที่อยู่ในกระเป๋ากระโปรงมาเช็ดใบหน้าที่เต็มไปด้วยหยดน้ำ แต่เมื่อควานหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ จนเธอนึกขึ้นได้ว่า

 

 

วันนี้ลืมเอามานี่นา

 

 

ราวกับรับรู้ในสิ่งที่โคโทริต้องการในตอนนี้ จู่ๆ ก็มีผ้าเช็ดหน้าสีน้ำเงินผืนหนึ่งถูกยื่นมาตรงหน้าร่างบาง เธอชะงักเล็กน้อยเมื่อเห็นเจ้าของผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเป็นของเด็กชายใบหน้าอันเฉยชาอย่างเทะสึกะ

 

 

ทำไมนายถะ-” …ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ แต่ก่อนที่จะถามจบ ก็ถูกเสียงทุ้มของเขาเอ่ยแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

 

ฉันเห็นเธอมาคนเดียว...ก็เลยกลัวเป็นอะไรขึ้นมา

 

 

น้ำเสียงเรียบเฉยแต่ก็แฝงไปด้วยความเป็นห่วงของเทะสึกะ ทำให้หัวใจที่เคยเต้นอย่างสงบกลับกลายเป็นสั่นไหวอย่างรุนแรงเพียงเพราะคำพูดของเขา ก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นมาเช็ดหน้าให้หยดน้ำบนใบหน้าหายไป

 

 

ขอบคุณนะ คุนิมิตสึคุง

 

 

เด็กหญิงเอ่ยคำขอบคุณพลางคืนผ้าเช็ดหน้าให้กับเจ้าของ ใบหน้าที่เหมือนกับไม่พอใจอะไรบางอย่างของเด็กชายตรงหน้า ทำให้โคโทริรู้สึกตัวว่าตนเผลอเอ่ยอะไรออกไป

 

 

อ๊ะ ไม่ได้สินะ เรียกชื่อจริงทั้งๆ ที่เจอกันไม่กี่ครั้งแบบนี้

 

 

ก็ไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย

 

 

เทะสึกะว่าพลางเบือนหน้าไปทางอื่น โคโทริยิ้มกว้างออกมาอย่างดีใจที่เขาให้เธอเรียกชื่อจริงได้ ก่อนจะมองใบหน้าของเด็กชายตรงหน้าอย่างฉงนสงสัย

 

 

ไม่รู้ว่าสาเหตุที่ใบหน้าของเทะสึกะแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน เป็นเพราะแสงอาทิตย์สีแดงอมส้มในยามเย็นที่สาดส่องมายังบริเวณนี้

 

 

...หรือเป็นเพราะความเขินอายกันแน่นะ

 

 

และเหตุการณ์ในครั้งนั้นก็เปรียบเสมือนกับจุดเริ่มต้นความรักของเราสองคน

 

 

ทุกวันหลังจากวันนั้น เมื่อพวกเขาซ้อมเทนนิสตามตารางชมรมเสร็จก็จะมาหาพวกเธอที่ศาลเจ้าเพื่อช่วยแต่งบทเพลงให้กับพวกเธอใช้ในวันงานโรงเรียน

 

 

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะ ในวันแรกที่เจอ ขณะที่โคโทริไปล้างหน้า โฮโนกะและอุมิจึงหยิบดินสอมาเขียนเนื้อเพลงต่อเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา แต่แล้วทั้งสองกลับคิดคำที่จะทำให้ตรงกับทำนองไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว โคโทริก็คิดคำไม่ออกเหมือนกัน เลยให้พวกเขาช่วยคิดคำกันเล่นๆ

 

 

แต่ไม่นึกว่าพวกเขาจะคิดคำที่ตรงตามทำนองจริงๆ...แถมความหมายดีด้วยนะ

 

 

เพราะอย่างนั้น ก็เลยขอให้พวกเขามาช่วยเหลือคิดเนื้อเพลงส่วนที่คิดคำไม่ออกจนกว่าจะจบบทเพลงให้หน่อย ซึ่งพวกเขาต่างก็ไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย ดูเหมือนจะเต็มใจด้วยซ้ำ

 

 

ใช้เวลาเพียงอาทิตย์กว่าในการแต่งบทเพลงให้จบลง พวกเธอต่างขอบคุณพวกเขาที่คอยช่วยกันแต่งให้เพลงนี้เสร็จสมบูรณ์

 

 

นี่! จุดมุ่งหมายของพวกนายในชมรมเทนนิสคืออะไรอย่างนั้นเหรอ?”

 

 

โฮโนกะถามออกไปด้วยความสงสัย คนที่ไม่ได้เข้าชมรมอะไรเลยอย่างเธอจึงอยากรู้ว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละคนในชมรมเทนนิสคืออะไร แต่แล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อพวกเขาพูดเป็นเสียงเดียวกัน

 

 

ชมรมเทนนิสโรงเรียนเซงาคุต้องชนะเลิศระดับประเทศยังไงล่ะ

 

 

 

 

 

 

 

 


เหลืออีกเพียงแค่รอบเดียวสินะ ที่จุดมุ่งหมายนั้นจะสำเร็จสินะ’ 

                                                                                

                           

โคโทรินึกถึงน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นในวันวานพลางยิ้มบางๆ ออกมาอย่างหวนคิดถึง เมื่อทั้งสองเห็นโคโทริหันหลังไปมองทางนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอย โฮโนกะก็ใช้ข้อศอกสะกิดเข้ากับข้างลำตัวของอุมิ ก่อนจะพูดเอ็ดเพื่อนสาวของตนที่พูดเรื่องที่ไม่สมควรออกไป 

 

 

ไปพูดเรื่องนั้นทำไมล่ะ อุมิจัง”                    

 

 

ฉันลืมตัวน่ะ...ว่าแต่โฮโนกะเองก็พูดเหมือนกันนั่นแหละ

 

 

ถ้าอุมิจังไม่พูดก่อน ฉันก็ไม่พูดออกไปหรอก

 

 

นี่จะให้ฉันผิดให้ได้ใช่ไหม โฮโนกะ

 

 

“…”

 

 

...

 

 

“…”

 

 

เสียงทะเลาะที่เริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้โคโทริหลุดออกจากภวังค์ที่สร้างอยู่ ก่อนจะหันมามองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างตื่นตระหนกตกใจ เพราะ ในตอนนี้ดวงตากลมโตของทั้งสองเต็มไปด้วยเปลวไฟลุกโชนที่ราวกับโกรธแค้นกันมานานนับสิบปี

 

 

ทะ...ทั้งสองคนอย่าทะเลาะกันเลยนะ

 

 

โคโทริเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นไปด้วยความกลัวต่อเพื่อนสาวทั้งสอง เพราะ กลัวว่าถ้าเธอยิ่งพูดอะไรออกไปอาจจะกลายเป็นจุดชนวนให้ทะเลาะกันรุนแรงมากกว่าเดิม 

 

 

แล้วโคโทริจัง คิดว่าใครกันที่ผิดล่ะ?”

 

 

เอ๊ะ!” 

 

 

เด็กสาวเรือนผมสีส้มอย่างโฮโนกะถามออกมา พลางหันมาจ้องมองเข้าไปในนัยน์ตาสีอำพันของเธอด้วยความอยากรู้ในคำตอบ และคำถามนั้นก็ทำให้อุมิหันมามองดวงตาของเธอด้วยเช่นเดียวกัน

 

 

...ไหนเธอกลายเป็นคนตัดสินได้ล่ะ

 

 

...ฉันว่าไม่มีใครผิดหรอกนะ

 

 

คำตอบของโคโทริ ทำให้ใบหน้าหวานของทั้งสองเต็มไปด้วยความสงสัยที่ราวกับต้องการคำอธิบาย เมื่อเด็กสาวเห็นอย่างนั้นก็อธิบายเกี่ยวกับคำตอบที่เอ่ยออกไปเมื่อครู่

 

 

เพราะฉันเป็นสาเหตุที่ทำให้โฮโนกะจังและอุมิจังทะเลาะกันเองหนิ พวกเธอคงคิดว่าการที่ฉันนึกถึงคุนิมิตสึเป็นความทรงจำที่ไม่ดีใช่ไหม?”

 

 

ทั้งสองพยักหน้าแทนคำตอบ เพราะคิดว่าการที่โคโทริเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างทันทีที่พูดถึงเจ้าพวกนั้นออกไป ทำให้เด็กสาวรู้สึกแย่กับความทรงจำที่เกิดขึ้นในอดีต

 

 

ไม่ใช่หรอกนะ เมื่อกี้ที่ฉันเหม่อก็นึกถึงแต่ความทรงจำดีๆ นะโคโทริเอ่ยออกไปพลางยิ้มกว้างให้กับเพื่อนสาวทั้งสอง เมื่อเห็นรอยยิ้มที่จริงใจทั้งสองก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

 

 

...ปัญหาแรกจบลงไปด้วยดี

 

 

แต่แล้วปัญหาที่สองก็ตามมาติดๆ ด้วยคำถามที่ออกมาจากปากของโฮโนกะ

 

 

นี่โคโทริจัง รู้หรือยังว่าแฟนใหม่ของเทะสึกะคุงเป็นใคร

 

 

จู่ๆ ไปถามอย่างนั้นได้ยังไงกันอุมิเอ็ดเด็กสาวข้างกายที่ถามคำถามอย่างนั้นออกไป

 

 

อันจูจัง...ใช่ไหมล่ะ

 

 

สิ้นเสียงโคโทริ ทั้งสองมองหน้าคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยความแปลกใจ เพราะไม่นึกว่าเธอจะรู้เรื่องนี้อยู่แล้ว

 

 

ว่าแต่...ใครเป็นคนบอกกันล่ะ

 

 

ซาดาฮารุบอกฉันมา พอดีเมื่อสามเดือนก่อนเราบังเอิญเจอกันโคโทริเอ่ยคำตอบออกไปราวกับล่วงรู้ความถามในใจของเพื่อนทั้งสอง

 

 

แล้วเจ้าสี่ตานั่นได้บอกอะไรอีกไหม?” เสียงหวานของโฮโนกะถามขึ้นอย่างเร่งเร้า

 

 

ไม่ได้บอกอะไรเพิ่มเติมนะโคโทริส่ายหัวไปมา ก่อนจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอจึงร่ายยาวบอกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ให้กับทั้งสองฟัง

 

 

แต่เมื่อวานคุนิมิตสึบอกกับฉันว่าเลิกกับอันจูจังไปตั้งนานแล้ว พอฉันจะถามว่าทำไมถึงเลิกกัน เขาก็บอกฉันให้รอการแข่งขันเทนนิสทั่วประเทศจบลงเสียก่อน แล้วเขาจะบอกทุกอย่างกับฉันให้ฟัง

 

 

โฮโนกะและอุมิรู้เรื่องที่เมื่อวานเธอได้เจอกับคนในชมรมเทนนิสจากปากของโคโทริแล้ว แต่ไม่นึกว่าผู้ที่เป็นกัปตันชมรมจะพูดอย่างนั้นออกมา

 

 

...ดูท่าจะรอมาโดยตลอดเลยสินะ

 

 

รอวันที่จะเอ่ยความจริงออกไปให้กับโคโทริได้รู้

 

 

จริงๆ แล้วนะ โคโทริจัง เรื่องนะ-เสียงของโฮโนกะถูกขัดลง ด้วยเสียงที่ดังแสบแก้วหูกว่าเป็นสิบเท่า

 

 

กริ๊ง!!

 

 

เสียงนาฬิกาที่ดังไปทั่วอาณาบริเวณมาพร้อมกับบานประตูที่ถูกเปิดออก เผยให้เห็นฮิโรกิที่ยืนพิงประตูพร้อมกับกดปุ่มหยุดเสียงนาฬิกาบนหน้าจอมือถือของตน ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมสำหรับโฮโนกะและอุมิ

 

 

หมดเวลาพักแล้วนะ

 

 

คะ..ค่า จะไปทำเดี๋ยวนี้แหละน้ำเสียงที่สั่นเครือของโฮโนกะเอ่ยออกไปด้วยความกลัวต่อชายตรงหน้า ก่อนจะลุกจากเก้าอี้อย่าง

 

 

งั้นฉันไปทำงานก่อนนะ โคโทริอุมิว่าพลางลุกจากเก้าอี้ตามโฮโนกะเพื่อไปจัดการเอกสารที่อยู่อีกห้องหนึ่ง แต่แล้วก็ถูกโคโทริเรียกเสียก่อน

 

 

อ๊ะ ก่อนไปฉันขอเบอร์กับไอดีไลน์ของพวกเธอก่อนสิ

 

 

หลังจากที่พวกเธอสลับแลกเปลี่ยนเบอร์และไอดีไลน์ โคโทริก็สร้างกลุ่มในไลน์ที่มีแต่พวกเธอสามคน โฮโนกะและอุมิต่างก็ยืนยันว่าจะคุยเรื่องราวที่ยังคงเล่าไม่หมดกันให้สมกับที่ห่างหายไปสองปีเลย ซึ่งนั่นทำให้โคโทริยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก ก่อนจะโบกมือและบอกลาเพื่อนสาวทั้งสองคนไป

 

 

แล้วเจอกันนะ โคโทริ

 

 

ไว้วันไหนเราไปเที่ยวกันนะ โคโทริจัง

 

 

อื้ม แล้วเจอกันใหม่นะทั้งสองคน

 

 

ปึง!

 

 

ทันทีที่เสียงปิดประตูถูกปิดลง อุมิและโฮโนกะต่างก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก นึกขอบคุณฮิโรกิด้วยซ้ำที่เปิดเสียงตั้งเวลาเอาไว้ดังขนาดนี้

 

 

...ไม่อย่างนั้นความจริงในช่วงเวลานั้นคงจะถูกโฮโนกะเปิดเผย ก่อนที่เทะสึกะจะเป็นบอกเองแน่ๆ

 

 

เรื่องนั้นควรให้เจ้าตัวบอกเองนะ โฮโนกะ

 

 

ขอโทษนะ อุมิจัง พอดีฉันอยากให้โคโทริจังรู้ความจริงสักทีเลยเผลอตัวไปหน่อย

 


นั่นสินะ ถ้าหากเป็นเธอก็คงอยากจะบอกความจริงออกไปให้โคโทริรู้เหมือนกัน



แต่ถ้าเขากำชับว่าจะบอกทุกอย่างขนาดนี้แล้ว



ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะ




 







 

 

หลังจากที่โคโทริออกมาจากห้องสภานักเรียนแล้ว ก็เดินไปตามทางที่ทอดยาวอย่างช้าๆ นัยน์ตาสีอำพันสอดส่องเข้าไปยังห้องต่างๆ อย่างหวนคิดถึงเมื่อสองปีก่อนที่เคยเรียนที่นี่

 

 

 ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นก็อดสงสัยในคำพูดของโฮโนกะที่ถูกแทรกโดยเสียงนาฬิกาของฮิโรกิขึ้นมาเสียก่อน

 

 

จริงๆ แล้วนะ โคโทริจัง เรื่องนะ-’

 

 

น้อยครั้งที่โฮโนกะจะใช้น้ำเสียงจริงจัง ทำให้ร่างบางรู้สึกเหมือนกับพลาดเรื่องสำคัญไปเสียแล้ว

 

 

มันคือเรื่องอะไรกันแน่นะ

 

 

ติ้ง!!

 

 

เสียงไลน์ดังขึ้นเมื่อมีข้อความใหม่เข้ามา ทำให้โคโทริหลุดจากภวังค์ความคิดเมื่อครู่ มือเรียวหยิบโทรศัพท์สีเขียวมินต์ออกมาจากกระเป๋าสะพายข้าง ทันทีที่กดคำว่าแสดงบนหน้าจอก็เผยให้ถึงเห็นบทสนทนาในแชทกลุ่มที่มีชื่อว่า ตัวจริงชมรมเทนนิสแห่งนานิวะที่เก่งที่สุด

 


ตัวจริงชมรมเทนนิสแห่งนานิวะที่เก่งที่สุด (9)

___________________________________________________________________________________

 

10.53

 

สปีดสตาร์แห่งนานิวะ : send a photo (10.53)

 

 

โคโทริยิ้มบางๆ ออกมาเมื่อเห็นภาพที่เคนยะส่งมาให้ในกลุ่ม ซึ่งภาพนั้นเป็นภาพที่ตัวจริงทุกคนใส่ชุดไปรเวทถ่ายเซลฟี่กันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม โดยมีโตเกียวทาวเวอร์เป็นฉากหลังของภาพ นิ้วเรียวกดแป้นพิมพ์ตัวอักษรก่อนจะกดส่งข้อความไป

 

 

 (10.54) พวกนายดูสนุกกันมากเลยนะ :

Read 3

 

 

เจ้าหัวสาหร่าย : ถ้าเธอมาด้วยคงสนุกกว่านี้แน่ (10.54)

 

 

(10.55) ก็บอกแล้วว่าวันนี้ฉันมีธุระ :

Read 3

 

 

ลิงที่ชอบกินทาโกะยากิ : งั้นพรุ่งนี้โควจังต้องเป็นคนนำเที่ยวให้พวกเรานะ (10.55)

 

 

(10.55) แน่นอนอยู่แล้วจ้ะ :

Read 5

 

 

            เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบอะไรกลับมา โคโทริจึงกดปุ่มปิดหน้าจอโทรศัพท์แล้วใส่ในกระเป๋าสะพายข้างเหมือนเดิม

 

 

ดูท่าพวกนั้นคงจะเที่ยวกันเพลินเลยสินะ

 

 

...ก็ขอให้ไม่หลงทางจนกลับโรงแรมไม่ถูกละกัน

 

 

เมื่อโคโทริรูดซิบกระเป๋าสะพายข้างเสร็จ ร่างบางก็เงยหน้าขึ้นมองห้องข้างกายว่าเป็นห้องอะไร ซึ่งพอดีกับที่นัยน์ตาสีน้ำตาลของหญิงสาวข้างในห้องมองมาทางเด็กสาวผ่านช่องกระจกเล็กๆ เด็กสาวตกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าคนที่ยืนพิงโต๊ะทำงาน โดยสวมเสื้อโค้ทสีชมพูตัวเก่งอยู่ในห้องนี้คือ อาจารย์ริวซากิ สึมิเระ

 

 

เมื่อเห็นอย่างนั้น โคโทริจึงโค้งตัวทักทายพลางวาดรอยยิ้มกว้างให้กับผู้ที่มีศักดิ์เป็นอาจารย์ จริงๆ พอเธอโค้งทักทายอาจารย์ริวซากิเสร็จ ก็กะว่าจะเดินไปตามทางต่อแล้วแหละ

 

 

แต่อาจารย์ริวซากิกลับกวักมือเรียกให้เธอเข้ามาในห้องด้วยสีหน้ายิ้มแย้มผิดแปลกไปจากทุกที เพราะโดยปกติหญิงสาวจะทำหน้านิ่งหรือหน้าโหดเสียมากกว่า

 

 

ครืด ปึง!

 

 

เมื่อประตูห้องถูกปิดลง ก็เห็นว่าไม่ได้มีแค่อาจารย์ริวซากิคนเดียวเท่านั้นที่อยู่ในห้องนี้ แต่มีหลานสาวของคนตรงหน้าอย่างซากุโนะนั่งอยู่บนโซฟาด้านข้างด้วยอีกคน เด็กสาวผมสองเปียละสายตาจากการช่วยคุณย่าตรวจกองการบ้านเงยมองหน้าผู้ที่เข้ามาใหม่

 

 

เมื่อเห็นว่าคนที่เข้ามาในห้องเป็นรุ่นพี่สาวที่เพิ่งเจอกันเมื่อชั่วโมงก่อน ซากุโนะก็โค้งหัวลงเล็กน้อยเป็นการทักทายอีกครั้งพลางส่งรอยยิ้มบางๆ มาให้ จึงทำให้ผู้เข้ามาใหม่ยิ้มตอบกลับไป หลังจากนั้นซากุโนะก็ก้มหน้าไปสนใจกับการตรวจกองการบ้านตรงหน้าต่อ 

 

 

ขอโทษที่เรียกให้เข้ามานะ แต่ว่าตอนนี้เธอว่างหรือเปล่า? พอดีฉันอยากจะให้ช่วยอะไรหน่อยน่ะ อาจารย์ริวซากิถามออกมาพร้อมกับละสายตาจากเนื้อหาในเอกสารที่ถืออยู่มามองใบหน้าของเด็กสาวแทน  

 

 

ก็ว่างค่ะ แล้วมีอะไรให้หนูช่วยอย่างงั้นเหรอคะ?”  

 

 

เดี๋ยวเธอก็รู้เองแหละ นั่งรอที่โซฟาก่อนสิ

 

 

อาจารย์ริวซากิว่าพลางสาวเท้าไปยังห้องครัวเล็กๆ ที่อยู่ตรงริมห้องอย่างอารมณ์ดี ทิ้งให้โคโทริยืนงงกับคำตอบของผู้มีศักดิ์เป็นอาจารย์ แต่เธอก็ยอมนั่งโซฟาตามที่หญิงสาวบอก โดยนั่งตรงข้ามกับซากุโนะที่กำลังตั้งใจตรวจกองการบ้านตรงหน้าอยู่

 

 

เมื่อเห็นอย่างนั้นก็ทำให้โคโทริยิ้มบางๆ พลางนึกถึงอดีตที่เด็กสาวเคยไปช่วยงานแม่ของเธอที่มีศักดิ์เป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนเซงาคุแห่งนี้ ถึงจะบอกว่าเป็นการช่วยงาน แต่มันก็เป็นเพียงการชงกาแฟและหยิบเอกสารจากตรงนู้น ตรงนี้ให้เท่านั้นแหละ เพราะในตอนนั้นเธอยังเด็กเกินกว่าที่จะไปช่วยทำงานเอกสารเนื้อหาเข้าใจยากแบบนั้นได้

 

 

เวลาผ่านไปไม่นาน หญิงสาวที่สวมเสื้อโค้ทสีชมพูก็เดินออกมาจากห้องครัวพร้อมกับถ้วยชาสองถ้วยที่อยู่ในถาด ผู้เป็นอาจารย์วางถ้วยชาทั้งสองลงกับโต๊ะพลางยื่นถ้วยชาให้โคโทริ เด็กสาวยกถ้วยชาขึ้นดื่ม โดยไม่ลืมเอ่ยคำว่า ขอบคุณค่ะกับคนที่ชงชามาให้

 

 

แต่เมื่อโคโทริดื่มชาจนหมดถ้วยก็อดที่จะสงสัยไม่ได้ว่าชาอีกถ้วยที่อาจารย์วางไว้บนโต๊ะนั้นเป็นของใคร เพราะไม่มีใครที่แตะต้องถ้วยชาใบนั้นเลยแม้แต่น้อย ดูท่าจะไม่ใช่ทั้งของทั้งสองคนที่อยู่ในห้องนี้ตั้งแต่แรก เพราะอาจารย์ริวซากิก็มีถ้วยชาวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ส่วนซากุโนะจังก็มีถ้วยชาวางไว้ข้างตัวอยู่แล้ว

 

 

...แล้วชาถ้วยนี้เป็นของใครกัน?

 

 

แต่เมื่อคำตอบของคำถามในใจถูกเอ่ยออกมาจากปากของคนตรงหน้า ก็ทำให้โคโทริรู้ถึงความหมายที่แอบแฝงอยู่ภายใต้ในรอยยิ้มของอาจารย์ริวซากิจนได้

 

 

งานที่ฉันจะให้เธอช่วยก็คือ...

 

 

“…เอาชาถ้วยนี้ไปให้เทะสึกะที่ห้องประชุมข้างๆ หน่อยสิ

 

 

คะ?!!” โคโทริอุทานออกมาอย่างแปลกใจ

 

 

...ใครจะไปคิดล่ะว่างานที่คนตรงหน้าให้ช่วยจะเป็นการเอาชาไปให้กับคนที่ทำให้เด็กสาวนอนไม่หลับเกือบตลอดทั้งคืนน่ะ

 

 

พอดีฉันต้องเคลียร์งานเอกสารให้เสร็จภายในวันนี้น่ะสิ เพราะงั้นช่วยหน่อยนะ

 

 

...ในเมื่ออาจารย์ริวซากิมีเหตุผลที่ขอให้เธอช่วยแบบนี้แล้ว เด็กสาวก็ไม่ใจร้ายพอที่จะบอกปฏิเสธออกไปหรอก

 

 

ก็ได้ค่ะโคโทริเอ่ยออกมาพลางยิ้มบางๆ ให้กับหญิงสาวตรงหน้า งั้นเดี๋ยวหนูเอาชาไปให้คุนิมิตสึก่อนที่จะหายร้อนไปมากกว่านี้ละกันนะคะ เสียงหวานว่าพลางถือถ้วยชาที่ควันเริ่มหายไปทีละน้อยไว้ในมือพร้อมกับลุกขึ้นจากโซฟาและเดินไปเปิดประตูห้อง

 

 

แต่ก่อนที่ร่างบางจะก้าวเท้าออกจากห้องไป อาจารย์ริวซากิก็เอ่ยคำขอสุดท้ายออกมา ซึ่งคำขอนั้นก็ทำให้เธอถึงกับต้องหยุดชะงักลง

 

 

ฉันรู้นะว่าตัวเองขอมากไป แต่ช่วยอยู่เป็นเพื่อนเทะสึกะหน่อยได้ไหม...อย่างน้อยๆ ก็จนกว่าหมอนั่นจะเขียนตำแหน่งของตัวจริงแต่ละคนเสร็จ” 

 

 

ได้สิคะ อาจารย์ริวซากิ

 

 

เสียงหวานนั้นเอื้อนเอ่ยคำตอบออกมาทันทีที่อาจารย์ริวซากิพูดจบลง พร้อมกับหันมาส่งรอยยิ้มกว้างให้กับหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า เพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอไม่ได้ฝืนตอบรับคำขอเลยแม้แต่น้อย

 

 

ปึง!

 

 

ทำไมคุณย่าถึงบอกรุ่นพี่โคโทริไปอย่างนั้นล่ะคะ?”

 

 

ทันทีที่โคโทริออกจากห้องไปแล้ว คนที่นั่งอยู่บนโซฟาตั้งแต่แรกอย่างซากุโนะก็ถามคำถามออกมาด้วยความไม่เข้าใจในการกระทำของผู้เป็นคุณย่า

 

 

พูดเรื่องอะไรน่ะ ซากุโนะ ย่าก็แค่บอกให้โคโทริช่วยชาไปให้เทะสึกะแค่นั้นเอง”   

 

 

นั่นก็ถูกค่ะ แต่เหตุผลที่คุณย่าบอกว่าต้องเคลียร์เอกสารให้เสร็จภายนี้น่ะ จริงๆ แล้วคุณย่าเคลียร์เสร็จตั้งแต่เมื่อวานแล้วหนิคะ

 

 

งั้นเหรอ? แล้วทำไมย่าถึงพูดไปแบบนี้กันนะ อาจารย์ริวซากิเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเหมือนกับไม่รู้เรื่องรู้ราว แต่รอยยิ้มที่วาดออกนั้นมันมีเลศนัยเกินกว่าที่คนเป็นหลานสาวจะเชื่อได้ว่าคุณย่านั้นไม่รู้เรื่องในสิ่งที่ตนกระทำลงไปจริงๆ

 

 

ในตอนแรก เธอแค่ออกมาจากห้องประชุมเพื่อชงชาให้กับเทะสึกะได้ดื่มคลายเครียดจากการคิดตำแหน่งของตัวจริงในรอบชิงชนะเลิศเฉยๆ แต่พอเห็นว่าโคโทริมองมาข้างในห้องนี้พอดี

 

 

...แผนการทุกอย่างก็เริ่มต้นขึ้นภายในไม่กี่วินาที

 

 

จริงๆ ตัวเธอเองแค่อยากให้ทั้งสองคนได้พูดคุยกันดีๆ จึงให้โคโทริเอาชาไปให้เทะสึกะโดยการอ้างเหตุผลที่เด็กสาวจะสามารถเชื่อใจได้ก็แค่นั้น

 


แต่สาเหตุที่ขอให้โคโทริอยู่เป็นเพื่อนกับเทะสึกะจนกว่าจะเขียนตำแหน่งของตัวจริงเสร็จเป็นเพราะชื่อจริงของเทะสึกะที่เอ่ยออกมาจากปากของเด็กสาวนั้นผิดความคาดหมายมาก ทั้งๆ ที่เมื่อวานโคโทริเองยังเอ่ยนามสกุลของเทะสึกะอยู่เลย

 

 

ดูเหมือนจะคุยกันนอกรอบแล้วสินะ

 

 

...ก็ขอให้ทั้งสองคนมีข่าวดีกันเร็วๆ นะ








ปึง!

 

 

ทันทีที่โคโทริเปิดประตูเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้ มือเรียวก็วางถ้วยชาไว้บนโต๊ะข้างร่างหนาที่กำลังนั่งเขียนรายชื่อลงบนกระดาษตรงหน้าด้วยสีหน้านิ่งเฉยเหมือนเช่นเคย แต่ครั้งนี้เด็กสาวรู้สึกได้ว่าภายในใจของเขานั้นกลับมีความเครียดแฝงอยู่ไม่มากก็น้อย

 

 

ขอบคุณครับ อาจารย์ริวซากิ 

 

 

เมื่อกลิ่นหอมหวานของชาพัดโชยเข้าจมูกของเทะสึกะ น้ำเสียงเรียบเฉยก็กล่าวคำขอบคุณออกมา โดยที่ไม่ได้หันมองคนที่เอาถ้วยชามาให้ตนเลยแม้แต่น้อย และคำขอบคุณนั้นก็ทำให้เด็กสาวที่ยืนอยู่นั้นหลุดยิ้มให้กับความไม่สนใจสิ่งรอบข้างของชายตรงหน้า

 

 

ขอโทษนะ แต่ฉันไม่ใช่อาจารย์ริวซากิหรอก




สิ้นเสียงหวานที่อ่อนกว่าวัยของผู้มีศักดิ์เป็นอาจารย์ มือหนาที่กำลังจะหยิบถ้วยชาก็หยุดชะงักลง พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองเด็กสาวที่ส่งยิ้มน้อยๆ มาให้ตนด้วยความประหลาดใจเป็นอย่างมาก

 

 

ทำไม...เธอถึงมาอยู่ที่นี่ได้

 

 

พอดีอาจารย์ริวซากิต้องเคลียร์เอกสาร เลยวานฉันเอาชามาให้นายน่ะ

 

 

เมื่อโคโทริเอ่ยเหตุผลจบ มือเรียวก็ดึงเก้าอี้ที่อยู่ข้างกายเด็กหนุ่มออกมาพร้อมกับขออนุญาตนั่งโดยไม่ได้ออกเสียง เมื่อเทะสึกะเห็นอย่างนั้นก็พยักหน้าเบาๆ เป็นเชิงอนุญาตให้เด็กสาวนั่ง แต่ก่อนที่จะนั่งลงไป เธอก็โค้งหัวลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความขอบคุณต่อชายตรงหน้า

 

 

ไปหาโคซากะกับโซโนดะมาแล้วเหรอน้ำเสียงเรียบเฉยถามพลางยกน้ำชาขึ้นดื่ม โดยที่ไม่สนใจใบหน้าหวานที่กำลังตื่นตระหนกกับคำถามของตนเลยแม้แต่น้อย

 

 

ใช่ แต่ทำไม...นายถึงรู้ได้ล่ะ

 

 

เจ้าพวกนั้นแชทมาบอกน่ะว่าเธอมาหาสองคนนั้น

 

 

อ๋อ โคโทริอุทานออกมา เมื่อสามารถตีความได้ทันทีว่า เจ้าพวกนั้นที่เทะสึกะหมายถึง คือพวกตัวจริงชมรมเทนนิสเซงาคุที่เธอพบก่อนหน้านี้

 

 

แล้วทำไม...เธอถึงยังอยู่ล่ะ?” เทะสึกะถามคำถามออกมาด้วยความสงสัย โดยที่ไม่ได้มองใบหน้าของอีกฝ่าย

 

 

อาจารย์ริวซากิ บอกให้ฉันมาอยู่ดูแลนาย จนกว่านายจะเขียนรายชื่อตัวจริงเสร็จ

 

 

งั้นเหรอ

 

 

น้ำเสียงเรียบเฉยพึมพำออกมาเบาๆ พร้อมกับเคาะปากกาลงกับโต๊ะอยู่หลายครั้ง เมื่อคิดไม่ออกว่าจะให้ใครลงตำแหน่งไหนดี โคโทริเห็นหน้าตาเคร่งเครียดของชายตรงหน้า จึงตัดสินใจที่จะไม่พูดอะไรออกมาเพื่อไม่เป็นการรบกวนสมาธิของกัปตันหนุ่ม

 

.

 

.

 

            .

 

 

คิดว่าไง

 

 

น้ำเสียงเรียบเฉยของเทะสึกะถามออกมา ทำให้นัยน์ตาสีอำพันของโคโทริละจากการเขี่ยโทรศัพท์มามองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่ยื่นกระดาษรายชื่อตัวจริงมาให้เธอ

 

 

แล้วนายคิดยังไง ถึงมาถามฉันล่ะเนี่ย เสียงหวานถามออกมาด้วยความสับสน พร้อมกับหยิบกระดาษตรงหน้ามาอ่านรายชื่อของแต่ละคนว่าใครอยู่ในตำแหน่งไหน

 

 

ยังไงเธอก็เป็นผู้จัดการของชมรมเทนนิส เรื่องแบบนี้เธอคงมีประสบการณ์อยู่มากสินะ

 

 

สมกับเป็นกัปตันจริงๆ นะ คุนิมิตสึ มองทะลุปรุโปร่งหมดเลย

 

 

...ใช่แล้วล่ะ ถูกอย่างที่กัปตันหนุ่มตรงหน้าพูดออกมา เพราะกว่าจะได้คนที่ครองตำแหน่งอย่างสมศักดิ์ศรีมันเป็นเรื่องที่ยากอยู่ไม่น้อย ต้องใช้การตัดสินใจอย่างแน่วแน่ของกัปตัน ผู้จัดการ และโค้ชประจำชมรม แต่ที่โรงเรียนเซงาคุ มีเพียงแค่กัปตันกับโค้ชประจำชมรม เลยเป็นการตัดสินใจที่ยากขึ้นมาอีกขั้นสินะ

 

 

เปลี่ยนเรียวมะคุงจากเดี่ยวมือสาม มาเป็นเดี่ยวมือหนึ่งไม่ดีกว่าเหรอโคโทริเอ่ยถามออกมา ก่อนจะวางกระดาษลงกับโต๊ะ และชี้ไปที่ชื่อของเรียวมะซึ่งอยู่ในตำแหน่งเดี่ยวมือสามให้เทะสึกะได้เห็น

 

 

แล้วทำไมเธอถึงคิดว่าอย่างนั้นจะดีกว่าล่ะเทะสึกะถามออกมาพร้อมกับมองไปยังใบหน้าของเด็กสาวที่กำลังมองกระดาษรายชื่ออย่างไม่ละสายตา

 

 

เพราะว่า เรียวมะคุงเหมือนกับคินจังตรงที่ชอบแข่งกับคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่ง เพื่อพัฒนาตนเองให้แกร่งยิ่งกว่าเดิม แล้วฉันคิดว่าฝ่ายตรงข้ามที่จะลงเดี่ยวมือหนึ่ง น่าจะเป็นยูคิมูระ เซอิจิ ที่เป็นกัปตันของฝ่ายนั้นมากกว่านะ

 

 

....จริงๆ แล้ว ฉันยังไม่เคยเห็นเรียวมะคุงสู้กับยูคิมูระคุงด้วยแหละ ก็เลยคิดว่าให้เรียวมะคุงเป็นเดี่ยวมือหนึ่งน่าจะส่งผลดีต่อเขามากกว่า แล้วถ้าได้มาสู้กันจริงๆ คงจะเป็นการแข่งปิดท้ายที่ดีมากเลยล่ะ

 

 

  ก็จริงอย่างที่เธอพูด

 

 

เทะสึกะเอ่ยออกมา เมื่อได้ฟังความเห็นของเด็กสาวที่สมเหตุสมผล เขาจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อของตนจากเดี่ยวมือหนึ่งเป็นเดี่ยวมือสาม และเขียนชื่อเอจิเซ็นเป็นเดี่ยวมือหนึ่งลงไป

 

 

“ส่วนคนอื่น..” โคโทริกวาดสายตามองรายชื่อในกระดาษ แล้วเอ่ยออกมาว่า “ก็ไม่มีปัญหาอะไรแล้วล่ะนะ” เทะสึกะพยักหน้าเบาๆ เมื่อได้ยินเด็กสาวเอ่ยออกมาอย่างนั้น แต่แล้วเมื่อเสียงหวานเอ่ยคำถามต่อมา ก็ทำให้เขาหันไปมองหน้าเธอทันที

 

 

นี่ คุนิมิตสึ...คิดว่าจะได้สู้กับเก็นอิจิโร่อีกหรือเปล่า?”  

 


 สาเหตุที่โคโทริเอ่ยถามถึง ซานาดะ เก็นอิจิโร่รองกัปตันชมรมเทนนิสโรงเรียนสาธิตริคไค เป็นเพราะว่าตอนปีหนึ่งทั้งสองคนต่างไปเล่นเทนนิสกันที่คอร์ดเทศบาล เขตฮารุโนะ อยู่บ่อยครั้ง

 

 

อันที่จริง เป็นเพราะว่าคุณปู่ของทั้งสองต่างเป็นศัตรูคู่แค้นกันตั้งแต่สมัยพวกท่านยังอายุหนุ่มๆ ดังนั้นความเป็นศัตรูจึงส่งผลไปยังรุ่นหลานด้วยอีกที

 

 

...เปรียบเหมือนดีเอ็นเอในสายเลือดเลยล่ะ

 


ก็ขอให้อย่าเจอก็แล้วกัน ไม่อยากแข่งชนะหมอนั่นอีกแล้ว"



...ใช่แล้วล่ะ เพราะไม่ว่าจะแข่งกันอีกสักกี่ครั้ง เทะสึกะก็เป็นฝ่ายชนะมาโดยตลอด จึงทำให้ซานาดะผู้ที่ไม่ชอบความพ่ายแพ้ ตั้งตนเป็นศัตรูกับเทะสึกะไปตลอดกาล 

 

 

มั่นใจจังเลยนะคะ คุณกัปตันเสียงหวานว่าพลางจับที่ไหล่ซ้ายของเทะสึกะอย่างเบามือ

 

 

แต่ก็อย่าประมาทเด็ดขาดนะเสียงหวานเอ่ยคำพูดประจำตัวของกัปตันตรงหน้าออกมาด้วยความอ่อนโยนและเป็นห่วง

 

 

แน่นอนอยู่แล้ว เสียงเรียบเฉยเอ่ยออกมาสั้นๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความหนักแน่นอยู่ในคำพูด

 

 

สัญญาอะไรกับฉันได้ไหม คุนิมิตสึ โคโทริ