HANNIBAL’S LESSON แลกรักนักฆ่า [Hannibal X Will]

ตอนที่ 3 : EP 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 553
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 32 ครั้ง
    17 มี.ค. 60

 

 

 

 

 

 

แลกรักนักฆ่า

HANNIBAL’S LESSON

HANNIBAL SEASON 1-3 [FAN FICTION]

***นิยายเรื่องนี้ดำเนินช่วงเวลาตามซีรีย์ โดยดัดแปลงและเสริมแต่งจินตนาการของผู้เขียนเข้าไป ผู้เขียนไม่ได้มีเจตนาที่จะคัดลอก เลียนแบบ หรือทำให้เกิดความเสื่อมเสียให้แก่ซีรีย์ดังกล่าว หากแค่เขียนด้วยแรงบันดาลใจจากการดูซีรีย์ด้วยความเคารพและหลงใหลเท่านั้น

 

 

ผู้เขียนทำงานเขียนด้วยใจรัก ไม่คิดแสวงหาผลกำไรจากผู้อ่าน

ขอให้พวกเรามีมิตรภาพที่ดีต่อกัน ขอกำลังใจให้เราด้วยนะคะ : )

 

 

EP 2

 รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 

 

          เสียงปืนดังผ่านที่ปิดหูผ่านเข้ามาในโสตประสาทของผมอย่างเบาบาง แม้ว่าผมจะถือปืนและยิงอย่างตั้งมั่นแต่มันกลับไม่เข้าจุดสำคัญเลยสักนัดเดียว ทันใดนั้นเมื่อผมเลื่อนเป้ายิงเข้ามาใกล้ กลับเห็นเป็นศพของฮอบบ์ ผมตื่นตระหนกและมือสั่น ยิงเขาอย่างสะเปะสะปะ แต่ศพของเขาก็ยังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ! ระหว่างที่ผมจ้องตาสีขาวขุ่นของเขาซึ่งแสดงว่าตายแล้วนั้น เสียงเคาะกระจกก็ดังขึ้น

 

       ในขณะที่ผมเผลอหลับไปและถูกฝันร้ายครอบงำ แจ็คก็ได้รับบทให้เข้ามาปลุกผมจากฝันนั้น การถูกปลุกให้ตื่นจากฝันที่ต่อให้ดีหรือร้ายก็ยังทำให้มนุษย์เกิดอาการช็อคเบาๆจากการสะดุ้งตื่น มันทำให้รู้สึกเพลียและแย่ในเวลาเดียวกัน

 

       กลิ่นฉุนของป่าปลุกประสาทของผมได้ดีกว่าการเคาะกระจกของแจ็ค กลิ่นของมันแรงแต่ก็ทำให้รู้สึกดี มันเป็นกลิ่นที่ปลุกเร้าความอยากล่าให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย เจ้าหน้าที่พร้อมกับอุปกรณ์มากมาย ผมเดินตามแจ็คเข้าไปในกระท่อมของฮอบบ์ ไม่แปลกเลยที่เจ้าโรคจิตนั่นจะพึงพอใจในการใช้เวลากับเหยื่ออย่างเต็มที่ที่นี่ ที่ที่สามารถทำตัวให้สมกับเป็นสัตว์ได้

 

       ในบ้านหลังนี้ ทุกอย่างถูกระบุให้เป็นสมบัติหลักฐานของทางเอฟบีไอหมดทั้งสิ้นแล้ว บนชั้นสองเต็มไปด้วยเขากวางมากมายจัดเรียงเป็นซุ้มอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งทำให้ผมมั่นใจเป็นล้านเท่าว่าศพของผู้หญิงที่ถูกเขากวางเสียบในทุ่งโล่งกว้างนั้น ไม่ใช่ฝีมือของฮอบบ์ เพราะว่าฮอบบ์จริงๆไม่ใช่คนที่จะชอบโอ้อวดขนาดนั้น อย่างเช่นที่คุณจะเห็นที่นี่ งานศิลปะของเขาถูกจัดไว้ในกระท่อมส่วนตัวกลางป่าบนชั้นสอง ไม่ใช่วิสัยของคนที่อยากให้คนรู้ว่าฉันทำอะไรจนตัวสั่น เพียงแต่ “การฆ่าคนเป็นงานอดิเรก” ต่างหากที่ทำให้เขาถูกจับได้

 

       “มีอีก 7 ศพที่ยังอธิบายไม่ได้” แจ็คชี้แจง ก่อนจะส่องไฟฉายไปรอบๆ

 

       “เขากินเนื้อของเหยื่อ” ผมกล่าว

 

       “เขาชอบใช้เวลากับกระท่อมนี้ และส่วนมากเขาจะอยู่กับลูกสาว”

 

       ใช่เลย นั่นทำให้ อบิเกล ฮอบบ์ ตกเป็นผู้ต้องหาโดยสมบูรณ์ แต่ถึงแม้แจ็คจะเชื่อว่าเธอกินหรือไม่กินเนื้อศพของผู้หญิงพวกนั้น ผมก็พูดกับแจ็คไปแล้วว่า “เธอไม่ได้เป็นคนฆ่า” และผมของ เฟรดดี้ เลานจ์ที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดและงุ่นง่านพอสมควรทีเดียว

 

 

 

---

 

 

 

          ผมเดินเข้ามาในห้องเลคเชอร์เล็กๆของผม โลกอีกใบที่ไร้ซึ่งการปฏิสัมพันธ์ที่ผมชอบ แต่ในวันนี้มันกลับก้องกังวานไปด้วยเสียงปรบมือของเหล่านักเรียน ที่ชื่นชมผมกับคดีที่ไม่ต้องพูดเลยว่าดังแค่ไหนถ้าได้อยู่ในเว็บไซต์ข่าวของ เฟรดดี้ เลานจ์ ผมบอกให้ทุกคนหยุด ผมไม่ได้ชอบการมีปฏิสัมพันธ์แม้จะเป็นการส่งผ่านทางการปรบมือก็ตาม เพราะนั่นแปลว่าผู้ที่ปรบมือให้คุณอย่างชื่นชมย่อมต้องจับตาคุณอย่างดีเป็นธรรมดา ซึ่งผมอึดอัดมาก

 

       “ผมจับเขาด้วยจดหมายลาออกของเขาเพียงฉบับเดียว มีใครเห็นเบาะแสไหม” เข้าประเด็นให้ว่องแล้วจบกันให้ไวดีไหมล่ะ

 

       อา... ยกมือกันใหญ่

 

       “ไม่มีมีเบาะแส แค่จดหมายลาออกทั่วไป ทิ้งเบอร์ไว้ แต่ไร้ซึ่งที่อยู่ แค่นั้น........ ข้อมูล และ โชค” ผมฉายภาพศพของเขาที่นั่งแหมะพิงอยู่ที่มุมเคาท์เตอร์ สภาพก็ดูเหมือนคนตายด้วยปืนทั่วๆไป แต่มันทำให้ผมคิดถึงเลือดอุ่นๆที่พวยพุ่งออกมาจากคอของอบิเกล

 

          “ตอนนี้เขาตายแล้ว แต่เราจะทำให้เรื่องของเขาไม่เป็นแรงบันดาลใจต่อนักฆ่าในอนาคตได้ยังไง?” ผมฉายภาพหญิงบนเขากวางให้พวกนักเรียนดู “นี่แฟนคลับเขา”

 

       ดร. บลูม เดินเข้ามา ในขณะที่นักเรียนคนนึงต้องการจะถามผมแต่เธอคงจะเปลี่ยนใจ ใช่เธอทำถูกแล้วสาวน้อย แต่ทำไมไม่เอา ดร. บลูม ไปด้วย แน่นอนว่าการถูกรุมโดยคนสองคนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกันนั้นมันช่างน่ารำคาญสุดๆ อีกคนที่ห่วงจนเกินเหตุเหมือนแม่เป็นห่วงลูกชาย กับอีกคนที่เหมือนโค้ชที่ต้องการให้ผมได้รับการตรวจ แล้วไม่ว่าผลจะออกมาเป็นยังไง คำตอบคือผมต้องได้ลงสนาม

 

       โอเค ผมไม่ใช่ลูกแม่ แล้วผมก็ไม่ใช่เด็กโค้ชด้วย

 

        “ดร. เลคเตอร์จะประเมินสภาพจิตของคุณ เพราะไม่มีความสัมพันธ์แบบส่วนตัว แต่ถ้าคุณสบายใจที่จะถูกประเมินโดย ดร. บลูม....”

 

       “ไม่มีทางสบายใจกับคนที่ต้องการเข้ามาในหัวผม”

 

       ผมต้องการความเป็นส่วนตัว นี่หัวผม โอเค๊?

 

       “คุณไม่เคยฆ่าคนวิล คุณบีบบังคับตัวเอง กล้ำกลืนเพื่อให้คุณคิดออก” ให้ตายสิ จี้จุดชะมัด ผู้หญิงพูดมากแบบนี้ทุกคนหรือเปล่า?

 

       “คุณเหนี่ยวไกยิง 10 ครั้งกับคนๆเดียว” โอ้ รู้สึกผู้ชายก็พูดมากเหมือนกัน

 

       “คุยกับฮันนิบาล เขาอยู่ที่นั่น เขารู้ว่าคุณผ่านอะไรมา”

 

           ทำไมทุกคนถึงพยายามยัดเยียดผมให้กับ นาย ฮันนิบาล เลคเตอร์อะไรนี่นักนะ!?

 

 

 

---

 

 

 

       ผมยืนอยู่บนชั้นลอยในห้องทำงานของเลคเตอร์ สีห้องทั้งหมดดูจะทมึนทึม และผ้าม่านที่ให้ความรู้สึกถึงประเทศเยอรมัน ผนังสีครึมทึบๆ กับแสงไฟตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อย เป็นการตกแต่งที่ประหลาดพอๆกับเจ้าของห้อง ผมมองลงไปข้างล่าง เขาเดินถือแผ่นกระดาษและเงยหน้าขึ้นมามองผม

 

       “สุขภาพจิตของคุณเยี่ยมมาก ผมปั๊มตรา แจ็ค ครอว์ฟอร์ดได้นอน และเอกสารของเราผ่านไปได้อย่างดีเยี่ยม” ผมเดินและเขามองตามผม สายตาของเขานิ่งเสียจนผมไม่รู้ว่าหมอนี่คิดอะไร คำพูดที่ดูเหมือนท่องมาแล้วอย่างดีนั่น ทำให้ผมรู้สึกว่าเขาเหมาะจะเป็นหมอ แต่มันให้ความรู้สึกแบบเหมาะ “เกินไป”

 

       “คิดว่าผมต้องบำบัดม๊ะ?” ผมยิงคำถาม และเดินไปเรื่อยๆ

 

ก็แค่ทางออกของทางที่แจ็คส่งคุณเข้าไปเขาเงยมองหน้าผม พูดอย่างไม่กระพริบตาเลย ราวกับว่ามันคือคำตอบที่ถูกต้อง

       “และผมดันเอาบางอย่างออกมาด้วย” มาดูซิว่าจะตอบถูกไหม

 

       “ตัวแทนของลูกสาว คุณทำให้เธอเป็นกำพร้า”

 

ผมเจอคนพูดมากอีกคนแล้ว

 

       “คุณก็อยู่ที่นั่น คุณรู้สึกว่าเป็นภาระไหม?” ผมยิงคำถามชัดเจน การที่คุณฆ่าพ่อใครสักคนโดยที่ลูกสาวเขาอยู่ตรงนั้น มันคือการบอกว่า ฉันกำลังจะฆ่าพ่อหนู แล้วหนูต้องเป็นกำพร้า มันทำให้ผมรู้สึกว่านี่คือภาระหน้าที่ที่ต้องแบกเอาไว้ ในฐานะของคนที่ทำอย่างนั้น แต่กับเลคเตอร์เขาช่วยอบิเกลแต่ไม่ได้ฆ่าฮอบบ์ เขาอาจไม่จำเป็นมีความรู้สึกร่วมแบบที่ผมมี แต่เขาก็ยังไปที่นั่น ไปนอนเฝ้าเธอ...

 

      

       “ใช่ พอสมควรทีเดียว การกระทำของผมที่สามารถนำพาโชคชะตาที่แตกต่างไปกว่านี้ให้เธอได้” เลคเตอร์ตอบอย่างไม่กระพริบตาเหมือนเคย ทำให้ผมต้องหลบตาอีก

 

       หากเพียงแต่ว่าถ้าไม่ได้ฆ่าหรือไม่ต้องฆ่าฮอบบ์ เราสองคนจะยังรู้สึกแบบนี้กับเธออยู่หรือเปล่า

 

       “แจ็คบอกว่าอบิเกล ฮอบบ์ช่วยพ่อของเธอฆ่า” ผมเดินไปอีกฝั่งของชั้นลอยในขณะที่เปิดประเด็น

 

       “ผมว่ามันหยาบช้า... และมันก็เป็นไปได้มาก” เลคเตอร์ให้คำตอบที่ขัดกับความคิดในใจของผม จนผมต้องออกปากปกป้องความคิดของตัวเองในทันที

 

       “ยังไงแจ็คก็จะถาม” เลคเตอร์ยืนกราน และผมงุ่นง่านกับสิ่งที่เขายืนกรานนั้น

 

       “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ คุณอยากให้มันเป็นอย่างไรมันก็จะเป็นอย่างนั้น” เลคเตอร์เงยหน้ามาสบตากับผม ผมสบตาเขา ช่วงเวลาช่างสั้นแต่ดูเหมือนยาวนาน สมองของผมปฏิเสธคำพูดของเขา แต่ใจผมกลับแอบแง้มออกมา ผมต้องรับปิดมัน เพราะรู้สึกได้ถึงความน่ากลัวของสิ่งที่จะออกมาจากใจนั้น การรับรู้จิตใจที่แท้จริงของตนนั้น บางครั้งก็น่ากลัวเกินกว่าที่มนุษย์จะรับได้

 

 

 

---

 

 

 

       “แจ็คลงมาถามว่าคุณรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการทำสวนบ้าง”

 

       ผิวหนังเหี่ยวย่นด้วยความชื้น ซีดเผือด เศษดินสีดำทำให้พวกเธอดูเหมือนคุกกี้โรยด้วยผงโอริโอ้ ถ้าคุณหมายถึงคุกกี้เห็ดน่ะนะ สภาพพวกนี้ดูโหดร้ายทารุณอย่างที่สุดหากครอบครัวของเหยื่อต้องรับรู้ เพราะไม่มีครอบครัวไหนคิดว่าลูกของพวกเขาจะได้โตขึ้นมาเป็นกระถางเพาะเห็ด

 

       เจ้าหน้าสองคนกำลังยกศพที่น่าสงสารเหล่านี้เพื่อนำกลับไปให้ชันสูตรศพในแล็ป ร่างกายอ่อนยวบยาบ นุ่มนิ่มเกือบเละ พรั่งพร้อมไปด้วยเห็ดแน่นเอี๊ยดเต็มทุกที่บนพื้นผิว

 

       “ดร. เลคเตอร์ให้คุณผ่านหมดอย่างนี้ การบำบัดอาจได้ผลกับคุณก็ได้” โอ้ ทำเป็นพูดไปเถอะแจ็ค เห็นๆอยู่ว่าคุณรู้อยู่แล้วว่าต้องส่งผมไปหาใครมันถึงจะผ่านน่ะ

 

       “มันบรรลุประสงค์คุณ” ผมพูด หลีกเลี่ยงการมองตาเช่นทุกครั้ง แต่ดูเหมือนหางตาของผมจะเห็นแจ็คยิ้มเล็กๆ พวกเอฟบีไอชอบทำเหมือนผมเป็นของเล่นรึไงเนี่ย?

 

       แจ็คอธิบายเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างคร่าวๆ เห็นได้ชัดว่าการวางกับดักสัตว์เล็กสัตว์น้อยอย่างนี้ คนร้ายไม่ต้องการให้ผลผลิตของเขาถูกรบกวน หนึ่งในเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพชาย อายุอานามก็ไม่น้อยแล้ว อธิบายต่อ

 

       “โอเค 9 ศพที่คุณเห็นเป็นกระถางเพาะเห็ดไปแล้ว ปุ๋ยอย่างดี แต่มีระยะเน่าเปื่อยแตกต่างกัน” จากนั้นเจ้าหน้าที่สาวก็รับช่วงต่อ เธอสวมแจ็คเก็ตสีน้ำตาลเข้มที่เข้ากับผมดำของเธอได้ดี เธอคือผู้หญิงคนเดียวกันกับที่ลงมาถามผมว่าเก่งงานสวนไหม แถมยังช่วยให้การยิงปืนของผมดีขึ้นด้วย

 

       “ฝังศพในปุ๋ยหมักที่มีสารอาหารสูง ช่วยเร่งการย่อยสลายให้เร็วขึ้น” ต่อมาคือผู้ชายทีมชันสูตรศพอีกคน คนนี้ดูวัยกลางคนหน่อย แจ็คเก็ตน้ำตาลเหมือนกันแต่ซีดกว่าเป็นคนพูดต่อ

 

       “ศพถูกฝังทั้งเป็น คนร้ายตั้งใจแบบนั้น แบบว่า ตั้งใจจะให้มีชีวิตอยู่สักแป๊ปนึงน่ะนะ” เขาพูดแล้วก็เอนหัวไปมาเล็กน้อย พยามยามอธิบายเป็นคำพูดให้คนเข้าใจ โอ้ ผมเก็ทนะ กับการที่ต้องมานั่งอธิบายสิ่งที่เรารู้อยู่แล้วให้คนอื่นเข้าใจในแบบง่ายๆน่ะ

 

       ผมหลับตาเพื่อเข้าสู่ภวังค์ของตนเอง เส้นแสงสีทองกวัดแกว่ง 2 ครั้งเพื่อลบภาพทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ และนำผมถอยหลัง ย้อนเวลากลับไปยังจุดเริ่มต้นของคดีฆาตกรรมเพราะปลูกอันสยดสยอง  คนร้ายช่างเชี่ยวชาญ เขาตั้งใจทำให้ศพกลายเป็นปุ๋ยอย่างดีของเหล่าเห็ดน้อยใหญ่ กล่องที่เตรียมไว้ขนาดพอดีตัว ลึกลงไปพอที่มือจะโผล่ขึ้นมาตั้งฉากได้ราวๆฟุตกว่า

 

       ผมถือจอบ เต็มใจฝังร่างพวกเขาที่นอนอยู่ในบล็อกไม้ด้วยดินสีดำ ปล่อยให้พวกเขานอนแผ่หลา ไร้การผูกมัด ซึมซับกับดินทุกเม็ดที่สาดกระเซ็นโดนผิวเขาราวกับน้ำทะเลยามคุณลงเล่นน้ำริมหาดทราย แต่แน่นอนว่าเขาจะไม่ได้ลุกขึ้นมาหวีดร้องกับการกระทำอย่างตั้งใจนี้ของผม พวกเขายังมีชีวิตอยู่ในขณะที่ผมค่อยๆฝังพวกเขา พวกคุณอาจคิดว่ามนุษย์ที่ตายแล้วเป็นปุ๋ยอย่างดีให้กับโลก แต่มนุษย์ที่ยังไม่ตายนั้นดีกว่า ผมต่อท่อช่วยหายใจเพื่อให้พวกเขายังมีชีวิตอยู่ได้อีกสักระยะ และส่งของเหลวบางอย่างเข้าสู่เส้นเลือดดำ

 

       “นี่คือรูปแบบของผม”

 

       ทันใดนั้น ผมก็เห็นบล็อกไม้ที่ว่างเปล่านั้นเป็นภาพศพของฮอบบ์ เขาดูเหมือนตอนที่ผมยิงเขาในฝัน ตาสีขาวขุ่นของคนตายนั้นบอกผมได้เป็นอย่างดี ผมรีบหลับตาเพื่อลบมันออกไปโดยพลัน

 

       “เฮื้อกกกก!!!

 

       ทันใดนั้นเอง ร่างที่ผมนั่งคุกเข่าอยู่ใกล้ๆ ร่างที่ก่อนหน้านี้เป็นภาพลวงตาของฮอบบ์ก็ยกมือขึ้นมาจับที่ข้อมือผม! ยังหายใจ! ริมฝีปากของเธอถูกดึงออกโดนเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพสาว เผยให้เห็นฟันขาวที่สั่นระริกด้ยความทรมาน ขยับปากพยายามหายใจเข้าออก ผมหลบไปยืนพิงที่ต้นไม้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้ามาให้การช่วยเหลือศพที่ฟื้นคืนชีพ(?) หรือคนที่มีชีวิตอยู่มาโดยตลอดกัน?

 

 

 

---

 

 

 

       “มาก่อนกำหนดนะเนี่ย” เลคเตอร์จ้องมองเอกสารที่มีลายเซ็นของเขา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองผม เขายิงคำถามที่ผมที่มันยากจะตอบ อันที่จริงมันไม่ยาก แต่ผมรู้สึกว่าภาพของมันคุกคามจิตใจของผม

 

       “คุณเห็นอะไรที่ภาคสนามนั่น?” ตรงเป้าเลยด็อก ทำไมคุณถึงเก่งจนน่าหมันไส้อย่างนี้ล่ะ ผมเท้าสะเอวแล้วมองไปสักที่ใดที่หนึ่งในห้องนี้ที่ไม่ต้องมองหน้าเลคเตอร์

 

       ความจริงที่ว่าเขาตามเท่าทันทุกความคิดของผมแล้ว นอกจากนั้นยังทำให้ผมรู้สึกว่าถูกรุกคืบเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวอย่างโจ๋งครึ่ม เหมือนการที่คุณอยู่ในบ้านแล้วมีคนเข้ามาป้วนเปี้ยนในบ้านคุณตลอดเวลา อยากเดินไปไหน หรืออยากเดินกลับมาแล้วจ้องหน้าคุณกี่ชั่วโมงก็ได้ โดยที่คุณไม่สามารถไล่ให้ไปได้ นอกจากเขาเต็มใจที่จะออกไปเอง ประมาณนี้คงไม่เรียกว่าบ้าน ผมเลยเกลียดเวลาที่คนพยายามอ่านสมองของผม แต่เลคเตอร์คนนี้น่ากลัวกว่าที่ว่าเขาอาจจะสามารถทำอะไรกับสมองของผมก็ได้

 

       ผมเท้าสะเอว สลัดความคิดในหัวข้างบนทั้งหมดนั่นเพียงเมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว แต่ตอบอย่างเสียไม่ได้ โกหกไปก็เท่านั้นด็อก ในเมื่อคุณรู้คำตอบดีอยู่แล้ว

 

“ฮอบบ์”

 

“อยู่รวมกับศพอื่นๆ?” เลคเตอร์มองผมด้วยสายตาที่ผมอ่านไม่ออก

 

“ไม่ มันเป็นภาพหลอน นอนตายทับแทนที่ศพคนอื่น”

 

“บอกแจ็คไหม?” ไม่อยู่แล้ว!

 

       ผมปฏิเสธ สูดหายใจเข้าแล้วเดินไปรอบๆ เลคเตอร์ยังคงมองตามผมเหมือนเช่นเคย เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยนั่นทำให้ผมผ่อนคลายขึ้น แน่นอนการสนใจคนไข้และปฏิกิริยาน่ะดีนะ แต่มากๆก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดว่าคุณเป็นจิตแพทย์ที่ดีหรอก

 

       “เรื่องเครียดไม่ต้องรายงานก็ได้” ดูเหมือนเขาจะรู้ใจผมอย่างดีทีเดียว ผมไม่ต้องการให้แจ็คมานั่งบอกผมอีก แบบว่า ให้ผมนอนหลับบ้างได้ไหมผมเม้มปากและเกาหัว ในใจคิดขอบคุณที่อย่างน้อยก็รู้ความต้องการของคนไข้บ้าง แม้ว่าเขาจะรู้ดีว่าทำงานให้ใคร

 

       “คุณแทนที่เหยื่อของฆาตกรด้วยเหยื่อของคุณเอง” นั่นคำถามใช่ไหมด็อก หรือคำกล่าวหากันล่ะ

 

       “ผมไม่คิดว่าฮอบบ์เป็นเหยื่อของผม” ผมเท้าสะเอวตอบ เน้นย้ำ เอียงหัวไปมา “แล้วคุณคิดอะไรกับเขากันล่ะ” เลคเตอร์พยายามต้อนผมให้จนมุม ผมส่ายหน้าแล้วตอบว่า “คนตาย”

 

       “มันยากกว่าหรือเปล่าที่จินตนาการถึงความรู้สึกตอนจะฆ่าจะของคนอื่น ในเมื่อคุณพึ่งฆ่าไป” ผมรู้สึกรับรู้ได้ว่าในน้ำเสียงนั้นเจือปนด้วยความเป็นห่วงอยู่ ผมอาจจะเผลอเข้าข้างตัวเองก็ได้ แต่ก็มีความรู้สึกอุ่นวาบๆในทรวงอก เหมือนว่ามีคนที่เข้าใจ... ผมเปิดรับความห่วงใยนั้น ด้วยการพยักหน้าให้เขาเป็นครั้งแรก มองหน้าเขา ปีกจมูกกระพือเล็กน้อยเพื่อกันไม่ให้ตัวเองร้องไห้ ผมพยักหน้าอีกหลายครั้ง มันไม่ง่ายเลยที่จะลืมคนที่คุณฆ่าคนแรกในชีวิต... ไม่มีใครแคร์ผมในเรื่องนี้

 

       ยกเว้น คุณ

 

       ด็อกพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนจะหลุบตาลงมองไปที่อื่นสักครู่ และเปลี่ยนเรื่องโดยการพูดถึงการฆาตกรรมล่าสุดอย่างสบายๆ เขาเดินมาหาผมยิงคำถามอย่างคนที่ไม่รู้ต้นสายปลายเหตุและต้องการคำบอกเล่า มันไม่ใช่เรื่องที่เอาไว้คุยเล่นตอนเจอหน้ากันหรอกนะ เลคเตอร์ ความอบอุ่นนั่นหายไปแล้ว ผมพยายามรักษาระยะห่างไว้ โดยการแกล้งทำเป็นเปลี่ยนท่าที แต่นั่นเพราะผมไม่ต้องการจะอยู่ใกล้เขาเกินไป

 

       “โครงสร้างของเห็ดราสะท้อนถึงสมองของมนุษย์ การเชื่อมโยงที่ซับซ้อน”

 

       “เขาอาจชื่นชมความสามารถในการเชื่อมโยงของเห็ดรา ซึ่งสมองคนทำไม่ได้”

 

       “แต่คุณทำได้

 

       ผมตอบโต้กับเลตเตอร์ มารู้ตัวอีกทีจิตแพทย์ของผมคนนี้ก็มาอยู่ตรงหน้าเสียแล้ว ใกล้มากด้วย ผมนั่งที่เก้าอี้โดยไม่รู้ตัวเลย บรรยากาศ... มันเริ่มผ่อนคลายอีกครั้ง ผมเริ่มสับสน บางครั้งก็รู้สึกว่าเขาใจดี แต่ส่วนมากแล้ว เขาคือคนที่ผมไม่อยากเข้าใกล้

 

       “แต่คุณ ทำได้” เขามองหน้าผม ผมมองเขา เรายิ้มและหัวเราะให้กัน ราวกับผู้เต็มใจชื่มชมและผู้ถูกชื่มชมมีความเห็นที่ตรงกันเกี่ยวกับเหตุผลที่จะหรือถูกชมเชย ไม่กี่ครั้งที่ผมถูกชมอย่างจริงใจ ไม่รู้สิ เลคเตอร์เป็นจิตแพทย์ เขาอาจพยายามเล่นทริคอะไรสักอย่างก็ได้ แต่ร่างกายของผมมันต่างกับที่สมองของผมคิด ผมรู้สึกร้อนที่หน้า ผมรู้สึก “เขิน” ที่ถูกชม แต่อยู่ๆผมก็ฉุกคิด...

 

มันอาจเป็นคำเย้ยหยันก็ได้ วิล เกรแฮม อย่าเหลิง!

 

 

 

---

 

 

 

       “คุณกริลบอลล์” วิลออกไปที่ทางออกอีกทางแล้ว ผมเชื้อเชิญแขกรายต่อไปของผม เธอมีผมหยิกสีแดงเพลิง หน้าตาดูงุ่นง่านคล้ายๆพวกชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้าน สวมชุดสีเข้ากันกับเส้นผมเป็นอย่างดี เธอจ้องมองไปรอบๆห้อง อ้าปากค้าง เดินไปเรื่อยๆ

 

       “ฉันไม่เคยพบจิตแพทย์มาก่อนน่ะค่ะ และฉัน เป็นคนที่ละเอียดอ่อนมาก” ไม่แปลกสำหรับคนที่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้าน และพยายามอธิบายตัวเองเสียจนยืดยาว นั่นแหละวิถีของคนทำข่าว

 

       “คุณคือ 1 ในหมอ 3 คนที่ฉันจะสัมภาษณ์ค่ะ อยู่ในขั้นของการลองผิดลองถูกน่ะค่ะ”

 

       “ผมสนับสนุนการลองผิดลองถูก มันสำคัญที่จะได้พบกับคนที่คุณคุยด้วยแล้วสบายใจนะ” ตอนนี้ผมเป็นจิตแพทย์ที่ดี แต่อะไรล่ะที่คุณอยากผมเป็น คุณนักข่าว?

 

 

       “คุณคือ เฟรดดี้ เลานจ์ ใช่ไหม?” เธอเลิกคิ้ว เอาลิ้นดันเพดานปาก และยิ้ม (มันคือยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ในเมื่อคุณจับฉันได้แล้วนี่) หน้าตาท่าทีเปลี่ยนในทันใด รอยยิ้มสดใสแต่ตาไม่ยิ้มนั่น จะหลอกคนที่เป็นจิตแพทย์ได้ยากนะคุณเลานจ์

 

       “มันผิดจรรยาบรรณแม้แต่กับหนังสือพิมพ์ฉบับเล็ก”

 

       สันดานต่ำช้าของนักข่าว ผมขอกระเป๋าเธอ แน่นอนในนั้นมีเครื่องบันทึกเสียงที่ใช้ในการบันทึกบทสนทนาของผมกับวิลอย่างไม่ต้องสงสัย ช่างหน้าไม่อายเสียจริงคุณเลานจ์ โกหกกับจิตแพทย์ไม่ใช่ความคิดที่ฉลาดเลย เธอรู้ว่าวิลจะมาหาผมที่นี่ ผมไม่ได้เป็นสุภาพบุรุษพอกับสตรีที่ไม่หลงเหลือคำว่าอายหรือสุภาพ แต่จะปล่อยไปก่อนในเมื่อเธอก็ไม่ได้สร้างความเสียหายให้อะไรๆมากนัก

 

       เว้นแต่ว่าคุณจะไปวุ่นวายกับวิลน่ะนะ

 

       “ลบสิ่งที่คุณบันทึกไว้ จิตแพทย์กับคนไข้ต่างต้องมีจรรยาบรรณ” แน่นอนการบังคับให้คุณลบทิ้งเองมันสะใจกว่าเห็นๆ นักข่าวไม่ใช่เพียงบันทึกเสียงของใครต่อใครเพียงเพื่อเอาไปเขียนเท่านั้น แต่ยังเอาไว้แบล็กเมลล์อีกด้วย เธอกำมือไว้ที่หน้าตักแน่น แสดงถึงความไม่พอใจแต่ไม่สามารถทำอะไรได้ ผู้หญิงไร้ยางอาย ผมมองเธอตั้งแต่เท้าจรดใบหน้า เตือนเล็กน้อยด้วยการพูดอย่างน่ารักทำนองว่า คุณเสียมารยาทมาก ควรจะทำยังไงดีเนี่ย

 

 

 

---

 

 

 

       ผมเสริฟข้าวเย็นให้กับแจ็ค เขาพูดมากทีเดียว เป็นชายผิวดำผู้น่ารักที่ชื่นชมการทำอาหารของผม รู้ไหม การที่ผู้ร่วมงานมากินข้าวที่บ้านคุณ มันแปลว่าเราสนิทกัน ซึ่งนั่นเป็นผลดีต่อผม ไม่ใช่แจ็ค ผมต้องการที่จะเข้าใกล้วิล แม้ว่าเขาจะไม่อยากเข้าใกล้ผม (โดยส่วนมาก) แต่วันนี้เกิดอาการ “เขิน” อย่างเห็นได้ชัด (ถึงจะแค่แว่บเดียว) ผมเผลอยิ้ม แต่หูยังฟังแจ็คและโต้ตอบบทสนทนาของเราได้อย่างไม่มีที่ติ

 

       “ผมรู้นะว่าคนอย่างวิลรู้ว่าในหัวเขามีอะไร เขาถึงไม่อยากให้คนไปยุ่งน่ะ” แจ็คพูดและนำอาหารเข้าปาก

 

       “คุณไม่คุ้นเคยกับลูกม้าที่ไม่แข็งแรงในคอกหรอ?” วิล ลูกม้าน้อยๆในคอกของคุณ แจ็ค และผมคือผู้ดูแลที่คุณจ้างมา แต่ถึงอย่างนั้นคุณก็ยังเป็นเจ้าของคอกที่ปล่อยให้คนอื่นดูแลม้าของคุณ

 

       “คุณคิดว่าวิล เกรแฮมเป็นแบบนั้นหรือ?”

 

       “ผมคิดว่าคุณคิดให้เป็นอย่างนั้น” แจ็คเลิกคิ้ว และส่ายหัวไปมา มันคือการยอมรับอย่างผู้ที่อยู่เหนือกว่า เอาความจริง วิลช่วยแจ็คได้มาก (ถ้าไม่รวมกับสิ่งที่ผมช่วยวิลอีกที) ถึงแจ็คจะมีอำนาจในการสั่งให้วิลมาช่วย แต่นั่นเป็นเพราะแจ็คทำอะไรไม่ได้

 

       ผมไม่ชอบเลยที่วิลถูกข่มแบบนี้ เขาไม่ใช่ลูกม้าของคุณ แจ็ค

 

       “คุณเคยเสียลูกม้าไหม แจ็ค?”

 

       “ถ้าคุณพูดถึงลูกน้องในภาคสนามไหม? ใช่ ผมเคย ทำไม?” แจ็คหยุดกินและมองหน้าผม แบบนั้นค่อยดีหน่อยแจ็ค

 

       “ผมอยากเข้าใจว่าคุณทุ่มเทให้วิลจัง เพราะคุณไม่ไว้ใจเขาหรือเพราะคุณกลัวจะเสียลูกม้าไปอีกตัว?” ใบหน้าของเขาอยู่ในห้วงของการหวนคิดอย่างชัดเจน การมองไปทางอื่นและหันกลับมาหาคู่สนทนาอีกครั้ง มันแปลว่าคุณต้องคิดว่าจะควรจะพูดอะไร ไม่ใช่บทสนทนาตามธรรมชาติ

 

       “ผมผ่านประเมินสุขภาพจิตมาแล้ว(นะ)” โอ้ แจ็ค ครั้งที่แล้วคุณให้ผมไปกวนใจวิล วันนี้ผมจะกวนใจคุณบ้างล่ะ

 

       “ไม่ใช่จากผม” ผมยิ้มและวางส้อมกับมีดลงอย่างประณีต “คุณเล่าเรื่องของแม่คุณอยู่ ทำไมถึงไม่พูดต่อล่ะ?” ผมพูดพลางยกไวน์หอมกรุ่นขึ้นเพื่อชนแก้วกับเขา แน่นอนว่าเขาหัวเราะอย่างชอบใจ และยอมรับคำเชิญของผม

 

“ฮ่าๆ วิเศษ ได้เลย” เสียงแก้วไวน์กระทบกัน

 

 

 

---

 

 

 

       ในแล็ปชันสูตรศพ เจ้าหน้าที่ทำงานอย่างขะมักเขม้น ผมยืนฟังคำอธิบายโดยเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ 2 คนที่ผมเจอในภาคสนาม ที่กำลังพูดถึงวัสดุต่างๆและส่วนผสมที่ใช้คลุมบนตัวของศพเพื่อการทำให้พวกเขาเป็นปุ๋ยที่ดีสำหรับการเพาะเห็ด โดยทุกศพเสียชีวิตด้วยสาเหตุเดียวกันคือไตวาย ของเหลวที่พวกเราสงสัยกันในตอนแรกมันคือ การที่คนร้ายบังคับให้น้ำตาลกับเหยื่อ ซึ่งน้ำตาลเป็นอาหารโปรดของพวกเชื้อรา และนั่นยิ่งทำให้เห็ดอยากเติบโตและโตได้ดีในร่างกายของคนเหล่านี้

 

       “พวกบำบัดอาการติดเหล้าชอบกินของหวาน เพิ่มน้ำตาลในร่างกายเพื่อเลี้ยงเชื้อราซึ่งผลิตแอลกอฮอล์ ประมาณนั้น ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย” เจ้าหน้าที่วัยกลางคนอธิบาย ถึงมันจะเป็นคำอธิบายที่ดูดี แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วย

 

       “แต่ทุกคนตายเพราะไตวาย เราพบกรดเกินจากสารคีโตนของเบาหวาน” คีโตนทำให้เลือดเป็นกรด เมื่อเลือดเป็นกรดสูง จะทำให้ไตวายในที่สุด เหยื่อทุกคนเป็นโรคเบาหวาน ถูกบังคับให้สารจนเข้าขั้นโคม่ากันหมดแล้วฝังลงดิน นั่นแปลว่าเมื่อคุณเร่งโรคได้ คุณจะต้องเป็นเภสัช หรือหมอ หรือคนที่ทำงานในโรงพยาบาล

 

       “นั่นเลยเป็นเหตุผลที่เขาให้น้ำตาลเหยื่อเพื่อให้มีชีวิตอยู่มากพอที่เลือดจะดูดซึมยาเร่ง เพื่อให้ได้เพาะเห็ด” นั่นฟังๆแล้วก็ตลกดี ฆ่าคน 9 คนเพื่อเพาะเห็ดเนี่ย ต้องโรคจิตเข้าขั้นเท่านั้นถึงจะทำได้ คนบ้าไม่ทำอะไรที่ฉลาดและต้องใช้การคำนวณขนาดนี้ และถ้าเป็นผม ผมไม่กินเห็ดที่เพาะจากคนที่เป็นเบาหวานแน่...

 

 

 

---

 

 

 

       สิ่งหนึ่งที่คุณจะรู้เมื่อคุณเป็นตำรวจมากพอคือ ทุกๆอย่างมีหลักฐานที่เชื่อมโยงถึงกันได้เสมอ เราเข้าจับเภสัชคนหนึ่งจากความเชื่อมโยงที่ว่า เหยื่อที่หายไปทั้งหมดซึ่งเป็นเบาหวานรับยาจากที่นี่ นั่นคือเหตุผลของความเป็นระเบียบที่เปิดเผยผู้ที่สร้างระเบียบนั้นขึ้นมา

 

       “เธอยังไม่ตาย!!!” ผมตะโกนสุดเสียง เมื่อเปิดกระโปรงหลังรถและเห็นดินกองใหญ่ถูกใส่ไว้จนเกือบเต็ม โดยมีหน้ากากเพื่อให้ออกซิเจนโผล่ขึ้นมาอย่างหมิ่นเหม่ ผมค่อยๆช้อนเธอขึ้นจาก ใบหน้าเธอเหมือนถูกทาไปด้วยผงของโกโก้ ผมสีบลอนด์เด่นชัดท่ามกลางสีน้ำตาลโดยรอบ อย่างน้อยถ้าช่วยได้สักคนยังไงมันก็ต้องดีกว่าอยู่แล้ว กลิ่นนั้นอับมากจนผมและแจ็คต้องอุดจมูกและพากันกลั้นหายใจ ผมรู้สึกเวทนาต่อสิ่งที่มันทำกับเธอ มันตั้งใจหมกเธอเพื่อให้เหมาะกับการเอาไปทำปุ๋ย ไอ้สารเลวเอ๊ย

 

       “แพทย์ฉุกเฉิน! เร็วเข้า!!!” แจ็คตะโกน

 

 

 

---

 

 

 

       ต่อมาผมได้ถูกเขียนลงข่าวออนไลน์ที่ว่าเอฟบีไอจ้างคนโรคจิตอย่างผมเข้ามาช่วยงานสืบสวน ผมไม่รู้ว่าเธอรู้ได้ยังไงว่าผมต้องพบจิตแพทย์ อันที่จริงคุณจะเหมาว่าคนที่มีจิตแพทย์เป็นโรคจิตทุกคนไม่ได้ แต่ผมว่าเธอก็ไม่ได้พูดผิดนัก แจ็คหัวเสียมากแน่นอนว่ามันทำให้ภาพพจน์ของเอฟบีไอเสียหาย ถึงแม้ว่าหัวข้อข่าวในเน็ตจะไม่ใช่แหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ แต่ในหลายกรณีพวกเขาปากเก่งกว่าพวกที่อยู่ในทีวีหรือหนังสือพิมพ์ที่ขายทุกเช้า และนั่นทำให้คนชอบที่จะอ่านเรื่องราวเหล่านี้และเชื่ออย่างเป็นตุเป็นตะ... ที่แย่กว่านั้นคือบทความของเธอทำให้ฆาตกรที่เราเกือบจะจับได้อยู่แล้วหนีไป และนั่นทำให้แจ็คฉุนสุดๆ

 

       แต่ถึงอย่างนั้น ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธเรื่องที่ว่าสิ่งที่อยู่ในหัวผม มันน่ากลัวพอๆกับที่จะถูกกล่าวว่าเป็นโรคจิตก็ได้

 

       ในตอนนี้ผมมองดูอบิเกลและเสียงของเครื่องช่วยหายใจที่คอยปั๊มอากาศให้เธอ สภาพเธอดูดีถ้าเทียบกับคนที่โดนพ่อตัวเองปาดคอเกือบตาย ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆก็ย่ำใกล้เข้ามา ผ่านห้องของอบิเกลซึ่งถูกเปิดประตูไว้ มันคือกวางขนาดยักษ์ ตัวผมเย็นเฉียบ ออกมาจากห้องมองดูมันหายลับตาไปในห้องอื่น และอยู่ๆผมก็รู้สึกอุ่นเหลือเกิน และตื่นขึ้นมาเพื่อพบว่ามีอีกคนอยู่ในห้อง

 

       อลาน่า บลูม กำลังนั่งอ่านอะไรสักอย่างให้อบิเกลที่หลับอยู่ฟัง เธอพูดถึงนกยูงซึ่งตัวละครในเรื่องที่เธออ่านออกเสียงเมื่อกี้ มันทำให้เธออยากเลี้ยงด้วย แต่พวกมันโง่ แน่นอนว่าฟังดูแล้วผ่อนคลายจัง จากหลายสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวผมช่วงนี้ แต่ว่า...

 

       “คุณอาจกำลังเล่าให้ฆาตกรฟัง” ความเป็นจริงที่ว่าอบิเกลเป็นผู้ต้องหายังไม่หายไป ตราบใดที่ความเป็นเจ้าหน้าที่สืบสวนยังอยู่ในตัวคุณ ความเป็นไปได้นี้ยังไม่สามารถตัดออกจากลิสได้

 

       “บริสุทธิ์เกินไป” เธอกล่าว ดูเข้าข้างกันอย่างเห็นได้ชัด “ฉันกำลังจะพูดถึงบทความที่ว่า ใช้โรคจิต จับ โรคจิตน่ะ” และแล้วเธอก็พูดขึ้นมาจนได้ ช่างไม่แปลกใจเลย ผมขยับตัวแล้วรู้สึกปกติสุดๆ ถ้าคุณไม่ถามสิจะแปลกมาก

 

       “อบิเกล ฮอบบ์ถือเป็นความสำเร็จของคุณนะ”

 

       “ไม่เห็นจะเป็นความสำเร็จเลย” ผมพูดและพิงโซฟาไว้อย่างเพลียๆ แต่ต่อมาเมื่อเธอบอกผมว่าอย่าเสียใจที่ช่วยอบิเกล ผมกลับตอบว่า เปล่า ผมรู้สึกดี ทั้งๆที่มันขัดกัน ถ้าคุณรู้สึกดีกับการช่วยคน มันคือความสำเร็จ แต่ผมกลับไม่คิดแบบนั้น

      

 

 

---

 

 

 

       “สแตมเม็ตส์กำลังหาจุดเชื่อมโยง และนั่นคือวิล เกรแฮม เขาต้องการวิลเพราะวิลเข้าใจเขา ฉันบอกเรื่อง... อบิเกล ฮอบบ์ และสแตมเม็ตส์จะฝังเธอ”

 

       [นี่แจ็ค สแตมเม็ตส์รู้เรื่องอบิเกลแล้ว]

 

       “เขาพาเธอไปทดสอบค่ะ ฉัน...ฉันไม่รู้ว่าใครพาไป”

 

       “เฮ้!!!

 

ปัง!

 

       ตอนนี้ผมอยู่ในห้องกับฮันนิบาล หวนนึกถึงเรื่องที่ไอ้สแตมเม็ตส์สติแตกนั่นพูดถึงขยุ้มราบ้าบอของมัน ไอ้หมอนี่ทั้งโรคจิตทั้งบ้า มันคิดว่าผมจะเข้าใจมัน แต่สิ่งที่มันเป็นคือมิจฉาทิฐิขนาดแท้ บ้าไปแล้ว มันก็แค่คนบ้าๆที่คิดทฤษฏีขึ้นมาเพื่อให้มีเหตุผลในการฆ่าคนก็เท่านั้น พวกโลกกลับ ที่อ้างเอาความรู้ ความอยาก รสนิยมของตัวเองมาฆ่าคนอื่น

 

       “ตอนคุณยิงเอลดอน สแตมเม็ตส์ คุณเห็นใคร?” เสียงทุ้มต่ำของหมอทำลายภวังค์ทั้งหมดของผม

 

       “ไมใช่ฮอบบ์” ผมตอบ

 

       เลคเตอร์บอกว่ามันช่วยไม่ได้ที่เราจะรู้สึกดีเวลาที่ได้ฆ่าคนเลวๆ ซึ่งผมรู้สึกว่ามันยุติธรรมกับการฆ่าฮอบบ์ ภาพที่เขาโดนยิงฝุดขึ้นมาในหัวผม เขากระตุกทุกครั้งที่มีกระสุนฝังเข้าที่เนื้อ ใบหน้าดูทุรนทุราย ฆาตกรได้รู้จักความเจ็บปวด

 

       “นั่นเลยเป็นเหตุผลที่คุณอยู่ที่นี่ เพื่อพิสูจน์ว่าความรู้สึกดีนั่นเกิดจากการที่คุณช่วยอบิเกล ไม่ใช่ฆ่าพ่อของเธอ” เสียงของเลคเตอร์เข้ามาในหูผม ผมหลับตา

 

       “ผมไม่ได้รู้สึกดีที่ได้ยิงเอลดอน สแตมเม็ตส์” ผมพูดราวกับว่าต้องการตอกย้ำตัวเอง

 

       “คุณไม่ได้ฆ่าเขา”

 

       “ผมก็คิดจะทำเหมือนกัน ไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองไม่ต้องการแบบนั้น ตอนที่ลั่นไกน่ะ...”

 

       “สิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกแย่ เพราะคุณดันรู้สึกดีที่ได้ฆ่าฮอบบ์”

 

       “ผม – ชอบ – มาก” เขาพูดได้ตรงจุดเกินไป ตรงจุดเกินไปจนผมไม่สามารถปกปิดความรู้สึกผิดนั้นได้อีกต่อไปแล้ว

 

       “พระเจ้าก็ฆ่าคนเป็นว่าเล่นเหมือนกันนะ วิล” เลคเตอร์พูด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีในการเอาพระเจ้ามาล้อเล่นเพื่อปลอบโยนคนจิตมีปัญหาอย่างผม ผมไม่สามารถทำการรับความรู้สึก “ชอบ - มาก” ที่ได้ฆ่าคนเลวๆได้ เพราะวันหนึ่ง... มันอาจกลายไปเป็นการ “ชอบ – มาก” ทีได้ฆ่าคนก็ได้

      

       “ผลงานของพระองค์เลอค่ามาก วิล คืนวันพุทธที่ผ่านมา หลังคาโบสถ์ร่วงทับคนที่ศรัทธาในพระองค์ 34 คน ขณะที่พวกเขาร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า” เขายังคงพูดต่อไม่หยุด แต่คำปลอบโยนนี้มันดูผิดเพี้ยน มันเหมือนกับการสนับสนุนให้ผมรู้สึกอย่างที่ผมต้องการจริงๆ และให้ปฏิเสธความคิดที่ว่ามันเลวร้ายออกไป

 

เลคเตอร์... คุณจะทำอะไร

 

       “จะบอกว่าพระเจ้ารู้สึกดีงั้นหรอ?...” ผมปฏิเสธ มันขัดกับทุกสิ่งที่ผมเคยถูกสอนมาให้เชื่ออย่างนั้น เสียงของผมสั่นเครือ รู้สึกอ่อนแอ คุณกำลังจะดึงผมไปอยู่ในโลกไหน???

 

       “เขารู้สึกมีอำนาจ”

 

       เลคเตอร์ค่อยๆลุกขึ้น ผมเห็นเขายืนขึ้นเหนือผม ดูสง่างามมาก เขาค่อยๆลดตัวลง จนหน้าเราห่างจากกันเพียงไม่กี่คืบ

 

       “หลับตาสิ่” เขาสั่ง น้ำเสียงดูอบอุ่นมาก จนผมใจตกวูบ คุณจะทำอะไรกับผม ผมรู้สึกเหมือนไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ และอาจจะทำทุกสิ่งที่เขาสั่งหากว่าสติที่เหลืออยู่น้อยนิดตอนนี้หลุดลอยไป

 

       “ท... ทำไม?” ผมเสียงสั่นเครือจนเหมือนจะร้องไห้ออกมา เขายกมือขึ้นมาประคองใบหน้าผมและใช้นิ้วโป้งปาดเข้ามาเบาๆที่หางตาทั้งสองข้าง นั่นทำให้ผมเผลอหลับตาลง

 

       ผมรับรู้ว่าเลคเตอร์แนบริมฝีปากของเขาเข้ากับของผมไว้ ผมไม่รู้ทำไมเพราะสติหลุดลอยไปแล้ว ผมไม่เคยรู้สึกว่ามีคนเข้าใจผมจนตอนนี้ เขา... ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่น น่ากลัว น่ากลัวเกินไป ผมรู้สึกเหมือนกำลังถูกชักเชิด จู่ๆหมอก็เอาลิ้นเข้ามาเลียกับริมฝีปากของผม เหมือนจะบอกให้ผมเผยอปาก ผมปิดแน่นด้วยความกลัว หลับตาปี๋ แต่ไม่นานก็ต้องยอมเพราะลิ้นนั้นออกแรงดุนมากขึ้น เขาแทรกเข้ามาในโพรงปาก อย่างนุ่นนวลมาก มันทำให้สติผมกระเจิง ผมโอบแขนรอบคอของเขา

 

       “อึก!” เขาเอาแขนโอบรอบตัวผมและกระชับอ้อมกอดเข้ามาจนผมต้องร้องโดยที่ปากของเรายังประกบกันอยู่ มันอึดอัดเมื่อหน้าอกของเราแนบชิดกันจนไม่มีที่ว่าง ทุกพื้นที่ถูกครอบครอง ผมไม่เคยต้องตกอยู่เป็นฝ่ายที่รองกว่ามาก่อน จนกระทั่งเลคเตอร์ปล่อยให้ผมเป็นอิสระ

 

       ผมนอนราบ พิงไปกับอาร์มแชร์สีเทาในห้องทำงานของเขา น้ำตาของผมไหลอาบทั่วแก้ม ผมรู้สึกเหมือนได้กลับบ้าน บ้านที่ผมไม่เคยมี มันรู้สึกดีพอๆกับตอนที่ได้ฆ่าฮอบบ์เลย บ้าชะมัด! ผมร้องไห้เพราะความรู้สึกที่ตีกันในสมอง เลคเตอร์ใช้มือลูบตามแก้มของผม ก่อนจะพรมจูบทั่วใบหน้า เริ่มจากหน้าผาก ลงมาที่แก้มทั้งสองข้าง และลงท้ายด้วยจูบเบาๆที่ริมฝีปาก

 

       “พักเถอะ วิล” พูดแล้วเขาก็ละออกไป ผมพลิกตัวพิงตะแคงข้างของอาร์มแชร์นั้น รู้สึกเพลีย เสียใจ ดีใจ ปนๆกันจนอกมันแทบระเบิด

 

 

เลคเตอร์ คุณกำลังทำอะไรผม

 

 

 

 

จบ EP 2

โปรดติดตามตอนต่อไป

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 32 ครั้ง

24 ความคิดเห็น

  1. #22 Mizuru_San (@Mizuru_San) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 1 ตุลาคม 2562 / 23:29
    ตัวระเบิดแล้วค่าา ฮือออ หมอฮันนี่คือล่อลวงสุดไรสุดจริงๆ
    #22
    0
  2. วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 / 22:24
    เป็นการมาอ่านช้าไปแง้~~ พึ่งดูซีรี่ส์เรื่องนี้ ติดงอมแงมเลย

    #ฉันมาช้าไป~~~
    #19
    1
    • #19-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      3 มิถุนายน 2562 / 14:39
      มาช้าๆดีแล้วค่า เราเองก็มาตอนซีรีย์จบไปเหมือนกัน 555+ จะได้ไม่ต้องรอลุ้นไง อิอิ
      จริงๆ SS3 จบค้างมากค่ะ ตอนแรกเหมือนเขาจะทำ SS4 ต่อ แต่คงด้วยเรื่องของธุรกิจ
      ตอนนี้ก็เลยยังคงจบที่ SS3 ทั้งๆที่ตอนจบมันไม่เหมือนจบเลย แบบเขาพร้อมจะทำต่อด้วยซ้ำ 555+
      แต่ Hannibal ซีรีย์นี้สุดจริงค่ะ Production เพลง อะไรดีหมดเลย ^^
      #19-1
  3. #12 Call me 'Michy' (@namine-38) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2561 / 18:58
    เขินมาก อยากให้กลับมาแต่งต่อมากค่ะ ฟิคhannigramน้อยมากกกก ดูจบแล้วมีความอินสุดๆ 555555
    #12
    1
    • #12-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      17 พฤษภาคม 2561 / 20:08
      กลับมาตามคำเรียกร้องจ้า ขอบคุณน้าค้า ตอนแต่งไม่คิดว่าจะมีคนเข้ามาอ่านเหมือนกัน เลยไม่เคยโปรโมทเลย ทิ้งไว้เฉยๆ แต่ดีใจที่มีคนสนใจน้าาา ขอบคุณมากๆนะคะ ^^
      #12-1
  4. #11 AKS (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2560 / 08:55
    อยากจะอ่านต่อแล้วค่าาาาา ////_//// เพิ่งจะมาติดตาม บอกได้เลยว่า ชอบมากกกกก
    #11
    1
    • #11-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      17 พฤษภาคม 2561 / 20:09
      มาต่อแล้วจ้าาา ขอบคุณมากๆน้าค้า ^^
      #11-1
  5. #9 Mb_love (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 29 มิถุนายน 2560 / 14:42
    อร้ายๆๆ

    ฟินแลนด์ไกลมาก

    นึกว่าจะไม่มีฉากฟินซะแล้วว

    ขอบคุณนะคะ

    รอคะรอ





    #9
    1
    • #9-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      17 พฤษภาคม 2561 / 20:10
      มาต่อแล้วค่าาาาาา ^^
      #9-1
  6. #6 kuroiji2 (@kuroiji) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 25 พฤษภาคม 2560 / 19:40
    อยากอ่านต่อแล้วไรท์~~~~~~~
    #6
    1
    • #6-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      17 พฤษภาคม 2561 / 20:12
      มาต่อแล้วน้าาา ไปลุยกันเลยยยยย
      #6-1
  7. #4 TaMaLia (@kagome2540) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 18:48
    อร้ายยยยยย ฟินนนน ขอบคุณสำหรับตอนสนุกๆอีกตอนค่ะไรเตอร์
    #4
    1
    • #4-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      18 มีนาคม 2560 / 19:42
      ขอบคุณน้าค้า ^^ ตอนแรกนึกว่าจะไม่มีคนชอบเพราะเราเดินตามไทม์ไลน์ในซีรีย์ แุถมฉากสวีทก็น้อยเพราะจะเขียนให้ลงตัวกับคู่นี้ให้คงความเป็นคู่นี้อยู่นี่ยากมากเลยค่ะ ดีใจที่ชอบนะคะ แค่คุณอ่านแล้วมีความสุข ไรท์ก็ดีใจมากๆแล้วค่ะ : )
      #4-1
  8. #3 คนคอยอ่าน (@manaminan) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 มีนาคม 2560 / 09:04
    กรี๊ดดดดด ขอบคุณที่มาอัพต่อค่าาาา
    #3
    1
    • #3-1 Z.W. (@cha_wawa) (จากตอนที่ 3)
      18 มีนาคม 2560 / 19:57
      ขอบคุณน้าค้า ดีใจที่คุณติดตามนะคะ ^^
      #3-1