Call me love รับความรักไหมคะคุณพี่ชายข้างบ้าน

ตอนที่ 16 : Chapter 15 : RUN [Complete]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 937
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 96 ครั้ง
    26 ธ.ค. 62

Chapter 15

RUN

ฉันเงยหน้าขึ้นมามองจอสไลด์ของอาจารย์หลังจากก้มไปอ่านข้อความที่พี่ชายคนรองส่งมาเมื่อกี้เสร็จ พี่กาวน์บอกว่าวันนี้มารับไม่ได้(อีกตามเคย)เพราะต้องเข้าห้องแล็ปยาวเลยได้ส่งคนในบ้านให้มารับฉันแล้วไม่ต้องห่วง ตอนแรกกะจะถามกลับไปว่า ‘แล้วพี่ตุลย์ไม่ว่างด้วยเหรอ’ แต่ก็ตัดสินใจลบข้อความนั้นออกเพราะมาคิดดูอีกทีก็ไม่ใช่หน้าที่ของเขาที่ต้องมารับส่งฉันสักหน่อย

“โชคเอสำหรับมิดเทอมนะนักศึกษา”

เสียงของอาจารย์กล่าวอวยพรทิ้งท้ายสำหรับการสอบมิดเทอมที่ใกล้จะมาถึง เด็กทุกคนทยอยเดินออกจากห้องรวมทั้งฉันและนุ่มนิ่ม แม้ว่าจะเรียนคนละเอกแต่ก็ยังมีวิชาที่เรียนร่วมด้วยกันอยู่บ่อยๆ

“พี่ตุลย์มารับรึยัง” นุ่มนิ่มถามขึ้นเมื่อเราเดินมาเรื่อยๆ ตามโถงคณะ สาบานว่าเมื่อกี้หลังจากได้ยินฉันไม่ได้หายใจสะดุดเลยจริงๆ นะ

“วันนี้ที่บ้านมารับน่ะ”

“อ้าว แล้วพี่ตุลย์ล่ะ” นั่นสิ...ฉันก็ถามคำถามเดียวกับนุ่มนิ่มเหมือนกัน ฉันยิ้มบางพลางส่ายหน้าเล็กน้อยเป็นการบอกว่าไม่รู้ “ให้อยู่เป็นเพื่อนก่อนไหม”

“แกไปเหอะ รถน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ”

“ถึงบ้านส่งข้อความมาบอกฉันด้วยนะ” ฉันพยักหน้าให้เพื่อนรัก เราสองคนแยกกันตรงบันได ความรักเดินไปทางหน้าคณะที่มีรถมารออยู่อยู่ส่วนฉันก็เดินบันไดเพื่อไปยังลานจอดรถ 

สองเท้าที่ลงบันไดได้ไม่ถึงครึ่งชะงัก แม้จะอยู่ไม่ใกล้หากแต่ก็ไม่ไกลจนมองไม่เห็น เสื้อช็อปสีแดงเลือดหมูเตะตายิ่งไปกว่านั้นคือฉันจำแผ่นหลังของคนที่โตมาด้วยกันได้เป็นอย่างดี

แล้วไปยืนคุยอะไรกับต้นไม้ละนั่น

ฉันที่กำลังจะเดินไปหาพี่ตุลย์กลับต้องชะงักอีกครั้งเมื่อเห็นร่างสูงผละออกมาจากต้นไม้ เวลานี้นี่เองที่ฉันตระหนักได้ถึงความตัวใหญ่ของพี่ตุลย์ ร่างสูงที่เคยตัวเท่าๆ ฉันได้สูงแซงจนต้องเงยหน้าคุย แผ่นหลังนั่นเคยแคบแต่วันนี้กลับกว้าง

กว้างจนบังพี่อายไว้มิด

พี่ตุลย์ยื่นบางอย่างให้พี่อาย ฉันมองไม่เห็นหรอกว่ามันคืออะไร แต่ที่ฉันเห็นคือพวกเขายิ้มให้กัน...พวกเขาหัวเราะให้กัน ดูเหมือนว่าทั้งสองคนจะคืบหน้าไปมากกว่าที่ฉันคิดเสียอีก ก็แน่ล่ะเนอะมันเป็นเรื่องของคนสองคน ใช่ว่าเขาจะต้องมารายงานกับบุคคลที่สามอย่างฉันสักหน่อย

แว๊บหนึ่งพี่ตุลย์หันหน้ามองมาที่ฉันยืนอยู่ ฉันมั่นใจได้เลยว่าเราสองคนสบตากันแม้จะเป็นเพียงเวลาแค่สั้นๆ ก็เถอะ รอยยิ้มที่จะคลี่ส่งไปให้ร่างสูงต้องเก้อหุบยิ้มกลางคันเมื่อพี่ตุลย์เดินนำพี่อายไปที่รถของเจ้าตัวที่จอดไว้ไม่ไกล เขาสองคนเข้าไปนั่งข้างในก่อนรถจะเคลื่อนตัวออกไป

พอดีกับรถที่บ้านวิ่งเข้ามาจอดรอฉันพอดี

 

ในตอนแรกฉันนึกว่าฟ้าวันนี้นั้นมืดเร็วกว่าปกติหากแต่พอมองนาฬิกาบนข้อมือแล้วนั้นก็ปัดความคิดก่อนหน้านั้นทิ้งไป จะสามทุ่มเข้าให้แล้วแต่ลูกชายคนโตอาตี๋(ที่ไม่ตี๋)ใหญ่ของบ้านหลังนี้ก็ยังไม่กลับมาสักที จนคนที่มานั่งรอเป็นเพื่อนอย่างตินได้ขอตัวขึ้นห้องไปโทรศัพท์คุยกับแฟนแล้ว

เสียงรถคุ้นหูทำให้ฉันใจชื้นพลันนึกถึงสตีลแมวของที่รักที่สามารถจำเสียงรถของเจ้าของได้ พี่ตุลย์ดูล้ากว่าปกติเมื่อเทียบกับตอนใหญ่ เขาเดินดุ่มๆ ตั้งใจจะขึ้นไปบนห้องหากฉันไม่ส่งเสียงเรียกเขาเอาไว้ก่อน ฉันเห็นร่างสูงชะงักก่อนจะหันมามองฉันด้วยสายตานิ่งๆ

“กลับดึกจังเลย”

“พีไปทำธุระมานิดหน่อยค่ะ”

คำว่า ‘ธุระ’ ที่ออกมาจากริมฝีปากหยักติดจะเข้มนั่นทำฉันขมวดคิ้ว พี่ตุลย์ไม่เคยพูดคำนี้ออกมา ไม่ว่าเขาจะไปทำอะไรเรื่องเล็กเรื่องใหญ่จะมีสาระหรือไม่เขาคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าฉันตอนนี้ก็บอกกับฉันคนนี้เสมอ รู้สึกชาๆ นิดหน่อยแฮะเหมือนมีกำแพงเตี้ยๆ บางๆ ถูกก่อขึ้นมา

ฉันพยามปัดกำแพงบ้าๆ นั่นทิ้งไปแล้วชวนอีกฝ่ายดูละครเป็นการแก้มือ หลังจากที่เมื่อคืนดูไปแชทไปด้วยกันอยู่ดีๆ ร่างสูงก็หายไปเสียดื้อๆ ไม่พิมพ์แชทตอบกลับมาแต่ก็ขึ้นมาอ่านแล้วยามที่ฉันส่งแชทไปรัวๆ คล้ายกับว่าอีกฝ่ายนั้นเปิดหน้าต่างแชททิ้งเอาไว้แต่คนดันหลับหนีไปเสียก่อนซะงั้น

“พี่ขอผ่านนะ ปวดหัวน่ะ”

เร็วกว่าความคิดเมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายกำลังปวดหัวฉันเลยรีบยื่นมือไปแตะหน้าผากของพี่ตุลย์ว่าจะร้อนด้วยหรือเปล่า ฉันกลัวพี่ตุลย์เป็นไข้หวัดเพราะเจ้าตัวนั้นเป็นทีหนึ่งแล้วเป็นหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาลเสียทุกรอบ แต่ฉันก็ไม่ได้รู้หรอกนะว่าพี่ตุลย์ตัวร้อนด้วยหรือเปล่าเพราะเจ้าตัวดันถอยห่างเบี่ยงหน้าหลบมือฉันเสียก่อน

กำแพงถูกสร้างขึ้นมาใหม่สูงระดับเอว

กำแพงบ้าๆ ถูกสร้างและถูกปัดไปอีกครั้งหากครั้งนี้ไม่สำเร็จเพราะพี่ตุลย์ปฏิเสธที่จะทานข้าวและเดินดุ่มๆ ขึ้นห้องไปเสียแล้ว ฉันมองอีกฝ่ายจนลับตายืนลังเลอยู่ตรงบันไดว่าจะเอายังไงต่อดี จะกลับบ้านไปนอนหรือทำอะไรสักอย่างให้สีหน้าของคนที่เดินขึ้นห้องไปเมื่อกี้ดีขึ้นมาสักหน่อย

เอาว่ะความรัก!

ฉันเดินเข้าไปในครัวเห็นแม่บ้านสองสามคนกำลังพูดคุยกันอยู่ตามประสา ฉันปฏิเสธความช่วยเหลือในขณะเดียวกันก็ขอยืมครัวจากพวกเขา เมนูแสนง่ายเพียงใส่น้ำร้อนรอไม่กี่อึดใจอย่างโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปก็พร้อมที่จะเสิร์ฟคนข้างบนที่ไม่รู้ว่าป่านนี้จะเข้านอนไปแล้วหรือยัง

ประตูห้องที่เคยเข้าไปบ่อยครั้งอยู่ตรงหน้า

จู่ๆ ใจก็เริ่มแฟบ การส่งเสียงเรียกหรือเคาะประตูห้องกลายเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความกล้าหาญขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ดวงตาจดจ่ออยู่ที่ประตูขณะที่มือถือถาดรองโจ๊กและยาไว้แน่นราวกับว่ามันคือเพื่อนหนึ่งเดียวที่สามารถพึ่งพาได้ในยามนี้ เท้ากำลังถูกเหวี่ยงไปที่ประตูเพื่อเคาะ (?)

แต่ประตูก็ดันเปิดออกมาเสียก่อน

ต่างคนต่างชะงัก

“ความรักเอายามาให้ค่ะ ความรักไม่รู้ว่าพี่ตุลย์กินข้าวไปนานแล้วหรือยังเลยเอาโจ๊กมาเผื่อด้วย โจ๊กกึ่งสำเร็จรูปน่ะค่ะกินได้แน่นอน” และเป็นฉันที่เปิดปากพูดเพื่อกลบบรรยากาศอันแสนกระอักกระอวนนี้ออกไป

ฉันได้เข้าไปในห้องของพี่ตุลย์โดยคำชวนของเจ้าของห้อง นั่งคะยั้นคะยออยู่นานในที่สุดร่างสูงก็ลงมือทานโจ๊กตรงหน้า ฉันเลือกที่จะสนใจทีวีที่กำลังเปิดอยู่ เสียงของมันทำให้ห้องนี้ไม่เงียบจนเกินไป แม้จะทำท่าทีเป็นสนใจแต่ข้างในใจกลับผุดคำถามออกมาเสียเต็มไปหมด

“พี่ตุลย์คะ วันนี้...” จู่ๆ ฉันก็เงียบไปเมื่อไม่แน่ใจในคำถามของตนว่าสมควรหรือเปล่า ถ้าอยากจะถามว่าวันนี้พี่ตุลย์มารับพี่อายไปเที่ยวไหนกันมันจะดูละลาบละล้วงเกินไปหรือเปล่า

อ่า...’ละลาบละล้วง’

ดูห่างเหินชะมัด

“...อ๋อ” พี่ตุลย์เลิกคิ้วเมื่อฉันไม่ถามสักที “ความรักคิดว่าวันนี้นึกว่าพี่ตุลย์จะไปรับความรักซะอีก”

“พี่ติดธุระน่ะ” คำว่าธุระอีกแล้ว ฉันอยากจะเหยียดยิ้มออกมา อยากสวนกลับไปมาวันนี้ฉันเจออีกฝ่ายที่คณะ อยากถามว่าทำไมบอกไม่ได้ว่ามาหาพี่อาย ทำไมๆๆ แต่สิ่งที่ทำได้คือเพียงอ๋อเป็นการรับรู้เท่านั้น

หัวข้อบทสนทนาอย่างมิดเทอมหรือการที่อีกฝ่ายไม่ว่างพาฉันไปกายภาพถูกเอามาพูดคุยกันเสียดื้อๆ ก่อนเป็นฉันที่ขอตัวกลับก่อน ใจแล้งๆ ชื้นขึ้นมาเล็กน้อยเมื่ออีกฝ่ายเอ่ยปากไปส่งที่บ้าน พี่ตุลย์เข้าไปในห้องแต่งตัวก่อนจะกลับมาพร้อมกับเสื้อกันหนาวที่ยื่นมาให้ฉันสวมเอง

เกือบชูมือขึ้นให้เขาสวมเสื้อให้แล้วไหมล่ะความรักเอ้ย

ระหว่างทางไม่มีใครพูดอะไร คำถามมากมายที่อยู่ในใจถูกเก็บเงียบจนฉันเองยังต้องแปลกใจ เพราะถ้าปกติฉันต้องเอ่ยถามไปแล้ว แต่นี่ก็ไม่ได้ผิดปกติสักหน่อย เราไม่ได้ทะเลาะกันเอาตามตรงคือเมื่อวานยังดีๆกันอยู่แท้ๆ แต่ไหงวันนี้บรรยากาศรอบตัวถึงขุ่นมัวแบบนี้นะ

ฉันทรุดตัวลงบนเตียงนอน พี่ตุลย์ส่งฉันเพียงหน้าประตูบ้าน เห็นไหมมันต้องมมีอะไรสักอย่างจริงด้วย เพราะไม่งั้นเจ้าตัวต้องขึ้นมาห่มผ้าให้ฉันพร้อมกับบอกฝันดีอย่างที่ทำมาเสมอแล้ว โทรศัพท์ยังคงเงียบไร้เสียงแจ้งเตือนข้อความจากร่างสูง เห็นว่าปวดหัวอยู่หรอกนะจะทำลืมๆ มันไปก็แล้วกัน ฉันหยิบมือถือขึ้นมาพิมพ์ข้อความส่งให้อีกฝ่าย

[คงหลับไปแล้วใช่มั้ย]

[ฝันดีนะคะพี่ตุลย์]

 

ฉันไม่ได้เจอกับพี่ตุลย์มาหลายวันแล้ว ได้ข่าวว่าหอบผ้าหอบผ่อนไปนอนที่คอนโดเพื่อทุ่มเทให้กับการอ่านหนังสือสอบมิดเทอมและแน่นอนว่าเจ้าตัวไม่ได้บอกฉันเอาไว้ ตอนที่รู้มาจากลุงตุ่นท่านเงก็ยังแปลกใจไม่น้อยว่าทำไมฉันถึงไม่รู้ว่าลูกชายคนโตของท่านอยู่ที่ไหน

“ทำข้อสอบได้ไหม”

“ได้ค่ะ” ฉันหันไปตอบคำถามของพี่อายที่เดินมาหา

ยังเหลือเพียงอีกหนึ่งวิชามิดเทอมครั้งแรกในรั้วมหาลัยก็จะเสร็จสิ้นลง ฉันอ่านหนังสือเท่าที่จะอ่านได้และผลของมันค่อนข้างที่จะออกมาดีไม่ได้คร่ำครวญเหมือนตอนมัธยมที่เดินออกจากห้องมาแทบจะลากดิน ลึกๆ แล้วอาจจะรู้ตัวเองดีว่าถึงจะคร่ำครวญไปคนที่จะมาปลอบฉันนั้นก็ไม่อยู่อยู่ดี

“พี่อายมีอะไรเหรอคะ” ฉันถามขึ้นเมื่ออีกฝ่ายดูเหมือนจะพูดอะไรออกมา

“คือ สอบเสร็จพี่อยากชวนเรากินข้าวน่ะ”

“โธ่ ได้สิคะ เรื่องแค่นี้เอง ให้ความรักเป็นคนเลี้ยงนะคะถือเป็นการขอบคุณที่พี่อายช่วยดูแลความรักเป็นอย่างดี” พี่อายไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่พยักหน้ายิ้มบางๆ “งั้นเอาไว้ความรักค่อยนัดอีกทีนะคะ”

“ได้จ่ะ แล้วนี่จะกลับบ้านเลยเหรอ”

“เปล่าค่ะ ว่าจะแวะไปดูพี่ตุลย์สักหน่อย ไม่กลับบ้านมาหลายวันแล้ว”

“อ๋อ ตุลย์ไปนอนคอนโดนี่เนอะ” ฉันชะงัก ใบหน้าเต็มไปด้วยคำถามว่าอีกฝ่ายรู้ได้ยังไงว่าพี่ตุลย์อยู่คอนโด “เมื่อคืนกว่าจะกลับคอนโดก็เกือบเช้าแล้ว”

“คะ?”

“อ๋อ พอดีเมื่อคืนพี่เจอตุลย์อ่านหนังสือที่หอสมุดน่ะ โต๊ะไม่ว่างพี่เลยขอเข้าไปนั่งด้วย” ฉันพยักหน้าขึ้นลงอย่างไม่รู้ว่าจะเอ่ยอะไร พี่อายก้มมองนาฬิกาข้อมือ “นี่ก็ไม่รู้ว่าจะตื่นรึยัง ความรักจะโทรไปก่อนไหมจะได้ไม่เก้อ”

“ไม่ต้องโทรหรอกค่ะ ความรักมีคีย์การ์ดห้องพี่ตุลย์”

“ดีแล้วๆ ยังไงพี่ฝากดูตุลย์ด้วยนะ”

วูบหนึ่งฉันอยากจะถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพี่ตุลย์กับพี่อายแต่ก็ปัดตกไปเพราะจู่ๆ ก็เกิดอาการกลัวคำตอบขึ้นมา ทำไมต้องรู้สึกแบบนี้ด้วยนะความรัก แกกำลังกลัวกำตอบแบบไหนกันแน่...

คอนโดของพี่ตุลย์อยู่ใกล้กับมหาลัย ฉันขอให้คนขับรถมาส่งฉันที่นี่ก่อนจะบอกให้เขากลับไป ตึกที่สูงที่สุดในย่านนี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ฉันเดินเข้าไปในตัวอาการ ลมเย็นๆ จากแอร์ยี่ห้อแสนแพงให้สมกับราคาของห้องคอนโดตีปะทะใบหน้า

พนักงานตรงล็อบบี้ยิ้มกว้างให้ฉัน

“สวัสดีค่ะคุณความรัก ไม่มานานเลยนะคะ”

“หลังจากนี้จะมาบ่อยๆ แล้วค่ะ เดี๋ยวฝุ่นเกาะห้องแย่” ฉันยิ้มตาหยี ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการบอกมาแล้วสแกนคีย์การ์ดสำหรับผู้พักอาศัยเข้าไปในโถงลิฟต์

ใช่แล้วล่ะนอกจากพี่ตุลย์จะมีคอนโดยู่ในตึกนี้ ฉันและพี่ชายอีกสามคนก็ล้วนมีคอนโดเป็นของตัวเองอยู่ในตึกนี้ด้วยกันทั้งนั้น ในตอนแรกเราทุกคนล้วนปฏิเสธทั้งในเรื่องราคาและความจำเป็นมันอออกจะเกินไปสักหน่อย แต่ทางพ่อๆ แม่ๆ เห็นว่าไม่เสียหายเพราะทำเลดี มันสามารถเก็งกำไรในอนาคตได้ก็เลยเออออไป

ห้องของสี่พี่น้องจะอยู่ในชั้นเดียวกันซึ่งชั้นหนึ่งมีเพียงสี่ห้องเท่านั้น ในขณะห้องที่ฉันกำลังจะขึ้นไปนี้อยู่ห่างจากชั้นที่พวกเราอยู่ไปเพียงชั้นเดียว ทันทีที่ลิฟต์แบบไพรเวทเปิดออก เครื่องออกกำลังกายจักรยานก็ปรากฏอยู่ในสายตา มันจะดูเป็นปกติมากๆ หากไม่มีเสื้อผ้าที่ดูจากลักษณะน่าจะใส่แล้ววางพาดไว้อยู่

“พี่ตุลย์” ฉันเรียกชื่อของเจ้าของห้อง มือเก็บผ้าที่เก้งเอาไว้เสร็จก็เดินเข้าไปเพื่อหาพี่ตุลย์

นี่ห้องหรืออะไรเนี่ย! ฉันครางอยู่ในใจหลังจากที่เห็นสภาพของห้องคนตัวสูง เอาล่ะทั้งฉันและพี่ตุลย์ก็ไม่ได้เป็นคนรักสะอาดมีความเป็นระเบียบอะไรนักหรอก แต่ก็ไม่ถึงกับทิ้งผ้าหรือกล่องอาหารต่างๆ ทิ้งเอาไว้แบบนี้ แล้วแทนที่จะเรียกแม่บ้านให้มาเก็บกวาด เนี่ยดูสิจากห้องคุณหนูกลายเป็นห้องรังหนูไปซะได้ จริงๆ เล้ย!

ฉันละมือจากความรกของห้องเดินดุ่มๆ ไปยังห้องนอนใหญ่ ประตูที่ไม่ต้องเคาะเพราะเจ้าตัวเปิดอ้าเอาไว้ทำให้ฉันสามารถเดินเข้าไปย่างง่ายดาย เตียงนอนขนาดใหญ่มีร่างของเจ้าของห้องนอนคว่ำซุกตัวอยู่ในผ้าห่มเห็นแต่ศีรษะที่โผล่ออกมา

จากที่พี่อายว่าคนตัวสูงที่หลับอยู่นี้กว่าจะได้กลับห้องก็เกือบเช้าทำให้ฉันล้มเลิกความคิดที่จะปลุกคนตัวสูงให้ตื่นขึ้นมา ฉันส่ายหน้าเบาๆ ให้กับหนังสือและชีทที่วางกระจัดกระจายอยู่บนเตียงรอบๆ ตัวแล้วเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายที่นอนหลับสนิทอยู่ นั่งอยู่บนพื้นและวางใบหน้าเกยไว้บนเตียงนอนพลางมองอีกฝ่าย

ใบหน้าที่ไม่เจอกันมาหลายวันดูซูบผอมไป แม้จะไม่มากจนตอบแต่ฉันก็สังเกตได้ ใต้ตาก็คล้ำขึ้นนี่สงสัยยุ่งจนไม่ได้ทาอายครีมกันเอาไว้แหงๆ กระปุกนั้นป้าพิมพ์เป็นคนซื้อให้อีกฝ่ายและแน่นว่าราคาของมันก็สูงจนไม่กล้าบอกให้ลูกชายได้รับรู้

ถ่ายรูปพี่ตุลย์เอาไว้ดีว่า ถ้าเกิดวันหน้าฉันโดนแกล้งจะไดส่งรูปหน้าโทรมๆ นี้ไปให้ป้าพิมพ์ดูแล้วพี่ตุลย์ก็จะโดนดุ อัจฉริยะจริงๆ เลยเรา~ 

แชะ!

ลืมปิดเสียงแฟลช!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 96 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

188 ความคิดเห็น

  1. #182 papadanakjanake (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 ธันวาคม 2562 / 17:52
    รำคาญน้องอ่ะเเงง เป็นคนผลักไสให้พี่เค้าไปหาผญคนอื่นเองเเล้วจะมาเรียกร้องอะไร
    #182
    0
  2. #181 kanomcream (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 10:13
    ก็แอบซะใจความรักนิดนึงนะ5555555 อยากผลักไส​ให้คนนู้นคนนี้ดีนัก ให้เป็นแบบนี่แหละดีแล้ว นางจะได้รู้ใจตัวเองซะที
    #181
    0
  3. #180 kanokradaparima (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 21 ธันวาคม 2562 / 09:13
    น้องเริ่มรู้สึกแปลกๆ แล้ว รู้ใจตัวเองเร็วๆ นะความรัก
    #180
    0
  4. #178 Oipaka (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 20 ธันวาคม 2562 / 22:16
    เศร้าอ่ะ
    #178
    0