Call me love รับความรักไหมคะคุณพี่ชายข้างบ้าน

ตอนที่ 14 : Chapter 13 : มึนเก่ง [Complete]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,173
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 112 ครั้ง
    4 ธ.ค. 62

Chapter 13

มึนเก่ง


เสียงแผดร้องจ้าดังมาจากเด็กวัยประถมที่เพิ่งถูกเข็นเข้าไปในห้องเฝือกเมื่อตะกี้ ฉันเงยหน้าขึ้นไปมองหน้าพี่ตุลย์โดยอัตโนมัติ แม้จะไม่สามารถมองเข้าไปในห้องได้แต่เสียงเด็กที่ร้องลั่นดังแข่งกับเสียงเครื่องมือตัดเฝือกก็ทำให้ฉันนึกถึงหนังเกี่ยวกับฆาตกรโรคจิตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้


ความจำวัยเด็กตอนที่ขาหักนั้นถูกรื้อฟื้นขึ้นมาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นไปเมื่อวานนี้ สิ่งที่ทรมานที่สดของการเข้าเฝือกไม่ใช่ความเจ็บหรือการกายภาพหลังจากนี้ แต่เป็นช่วงเวลาที่ถอดเฝือกออกนี่แหละ คล้ายใช้เวลาสั้นๆ แต่กับนานเท่านานในความคิดจนยากจะร้องขอยาสลบแล้วค่อยตื่นมาอีกทีตอนเอาเฝือกออกเสร็จแล้ว


“ความรักคะ หมอเรียกแล้ว”


แรงสะกิดที่หัวไหล่ทำให้ฉันหลุดออกจากภวังค์ รับรู้ได้ถึงนัยน์ตาที่สั่นไหวแม้ไม่ได้มองกระจก นางพยาบาลเรียกชื่อฉันอีกครั้งแล้วเดินเข้ามาหาเป็นเชิงให้ฉันรีบๆ เข้าไปตัดเฝือกเสียทีเพราะยังมีคนไข้รอต่อคิวอีกมาก แต่พี่พยาบาลคะ ความรักยังไม่พร้อมเลยค่ะ ฮือออ


ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร แขนที่ยังใช้การได้ดีถูกรั้งให้ลุกขึ้นโดยพี่ตุลย์ หายใจเข้าออกสองสามครั้งก็เข้ามาในห้องตัดเฝือกแล้ว ฉันถูกนำให้ไปยังเตียงคนไข้ขณะที่สายตาก็กวาดมองรออบห้องอย่างสำรวจ มีคอมพิวเตอร์ มีเครื่องฉายแผ่นเอกซเรย์ มีเตียงคนไข้อีกหนึ่งเตียงแล้วสุดท้ายคือมีเลื่อย...


ฉันกำมือตัวเองที่ยังจับกับมือพี่ตุลย์เอาไว้แน่น รีบสะบัดหน้าออกจากเครื่องน่ากลัวนั่นเพราะไม่อยากรู้รายละเอียดรูปลักษณ์ของมัน เสียงหมอเดินเข้ามาสอบถามอาการแต่ฉันไม่มีสติที่จะตอบหมอไปสักเท่าไหร่นัก พี่ตุลย์เห็นแบบนั้นเลยเป็นฝ่ายตอบแทนซะส่วนใหญ่


“กลัวอะไรเนี่ยความรัก ไม่ต้องกลัว”


หมอก็พูดได้สิ หมอไม่ได้เป็นคนเจ็บนี่น่า ฉันอยากจะพูดประโยคนี้ออกไปแต่สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี้คือเกร็งตัวไว้แน่น ก่อนจะสะดุ้งโหยงเมื่อเสียงเลื่อยถูกเปิดเครื่อง มือที่จับพี่ตุลย์เอาไว้เลยเลื่อนไปคว้าหมับที่เอวเจ้าตัวแทน


“ยื่นแขนมาเร็ว แปปเดียวก็เสร็จแล้ว” คนที่ทำหน้าที่ตัดเฝือกเป็นคนเอ่ย เสียงเรียบๆ กึ่งรำคาญนั้นทำฉันใจแป้วเข้าไปใหญ่ สำหรับลุงอาจจะเป็นเรื่องปกติที่เห็นมานับไม่ถ้วน แต่สำหรับฉันน่ะ...คนโดนกระทำแบบฉันน่ะ...ฮือ


โอดครวญไปก็เท่านั้นในที่สุดแขนของฉันก็ถูกดดึงไปให้ลุงรวมถึงหมอคนออื่นๆ จับอยู่ดี เสียงเลื่อยที่ดังเข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ฉันทำท่าจะชักแขนกลับตามสัญชาตญาณแต่ก็โดนตรึงเอาไว้แน่น รวมถึงศีรษะของฉันที่ตอนนี้ได้ฝังไปกับหน้าท้องของพี่ตุลย์แล้วหลับตาปี๋


“ความรัก เดี๋ยวจะหายใจไม่ออกนะ” พี่ตุลย์ว่าและพยายามผละใบหน้าฉันให้ออกห่าง


$%^&*()_+$%^&*” เสียงฉันที่เปล่งออกไปนั้นฟังไม่ได้ได้ศัพท์ ฉันขืนตัวเอาไว้จนอีกฝ่ายยอมแพ้แล้วลูบผมฉันปลอบไปมา


“ใกล้เสร็จแล้วความรัก”


%^&*()_$%^&*()_W” แรงสั่นของตัวเรื่องเลื่อยยามสัมผัสกับผิวของเฝือกนั้นทำฉันอยากจะร้องไห้ออกมารอมร่อ กลัวก็กลัวเสียวก็เสียวหน้าพ่อหน้าแม่ก็ลอยมา


เสียงเครื่องเลื่อยดับลงแล้ว


ฉันค่อยๆ ผละหน้าออกมา พวกหมอรวมทั้งลุงตัดเฝือกมองหน้าฉันยิ้มๆ คล้ายจะยิ้มเหนื่อยใจเสียมากมากกว่า ทุกคนช่วยกันหักเฝือกที่ถูกตัดจนเข้ามาถึงชั้นเนื้อสำลีให้หลุดออกไปรวมทั้งเศษสำลีที่เกาะติดอยู่กับผิวด้วย ไม่มีบาดแผลกดทับหลังจากสำรวจแล้ว


“เดี๋ยวลองยืดแขนตามหมอนะ”


“โอ๊ย!” ฉันร้องโอดเมื่อยืดออกไปสักเท่าไหร่ก็รู้สึกเจ็บขึ้นมา


“เจ็บเหรอคะ” พี่ตุลย์ถามฉันก่อนจะมองคุณหมออย่างขอคำอธิบาย “ความรักจะไม่ข้อศอกติดกันใช่ไหมหมอ ผมถามแม่มาแม่บอกว่าใส่เฝือกนานๆ มีโอกาสจะเป็น”


“จากที่ดูก็ไม่เป็นอะไรหรอก หมั่นกายภาพเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเหมือนเดิม เพียงแต่ช่วงแรกๆ อาจจะไม่ค่อยมีแรงเพราะแขนไม่ได้ถูกใช้งานนานเท่านั้นเอง เดี๋ยวให้พยาบาลหน้าห้องทำเรื่องส่งต่อไปกายภาพนะ”


“ความรักว่าจะทำกายภาพที่โรงบาลคุณพ่อ” ฉันเอ่ยกับคนที่ยืนข้างตัวอย่างขอคำปรึกษาหลังจากเดินออกจากห้องเลื่อยมาแล้ว


“ก็ดีเหมือนกันนะ จะได้ตรวจให้ละเอียดอีกรอบ หลังจากนี้ก็ดูแลตัวเองให้ดีๆ เมื่อกี้ร้องอย่างวัวถูกเชือด” ฉันค้อนขวับทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น


“ความรักอุดปากแล้วเหอะ อุดกับเสื้อพี่ตุลย์นี่ไง” ฉันว่าพร้อมจิ้มๆ เสื้ออีกฝ่าย “ไม่รู้ว่าน้ำตาหรือน้ำลาย อี๋ๆๆ”


“มาองมาอี๋ ก็น้ำตาน้ำลายของเราทั้งนั้นเหอะ แล้วเนี่ยดูสิหน้าเยินหมดแล้ว เฮ้อ~ อยู่นิ่งๆ” ปากบ่นไปมือข้างหนึ่งก็ล็อกแขนฉันส่วนอีกข้างก็เช็ดน้ำตาให้


“...” ต้องตั้งใจเช็ดขนาดนี้เลยเหรอ แล้วเนี่ยลืมใส่คอนเท็กเลนส์มารึไงทำไมต้องก้มหน้าเข้ามาใกล้ขนาดนี้ด้วย ไม่กล้าหายใจแรงๆ แล้วนะ


“เสร็จแล้ว” ร่างสูงผละออกไปฉันจึงหายใจได้สะดวกหน่อย “แล้วนี่จะไปไหนต่อไหม”


“หิว”


“เดี๋ยวไปทำเรื่องกายภาพแล้วไปหาอะไรกินกัน คิดไว้แล้วกันว่าจะกินอะไรเดี๋ยวพี่เลี้ยงเอง ในโอกาสที่คุณแขนซ้ายไปอิสระ ดีไหมคะ”


“ดีที่สุดเลยค่ะ :)”


 

เราสองคนกลับเข้าบ้านมาในช่วงเย็นพร้อมกับเสบียงที่ซื้อมาจากร้านโปรดของฉัน หลังจากให้แม่บ้านไปจัดการกับข้าวที่ซื้อมาฉันก็เดินนำมาที่ห้องนั่งเล่น คุณพ่อกับแม่หนูแจ้กำลังนั่งดูทีวีกันอยู่พ่วงด้วยฝาแฝดของฉันที่วันนี้ได้ข่าวว่าจะมานอนค้างที่บ้าน


“วันนี้ตัวกลับบ้านด้วย ว้าว”


“อย่าทำเหมือนเรากลับบ้านปีละครั้งได้ไหม” ฉันไหวไหล่ ที่รักยิ้มหน่าย เพราะแม้จะย้ายไปอยู่ข้างนอกแต่ก็อยู่เฉพาะบางวันเท่านั้น อาจจะเพราะว่าปีหนึ่งยังไม่ได้มีอะไรให้เรียนมากนัก


“เป็นไงบ้าง ถอดเฝือกแล้วนี่วันนี้ ไหนมาให้พ่อดูหน่อยสิ” ฉันยิ้มกว้างเดินไปแทรกกลางระหว่างคุณพ่อกับที่รักจนเจ้าตัวปรายหางตามามองและลุกขึ้นย้ายไปนั่งโซฟาตัวอื่น


“ร้องลั่นโรงบาลเลยครับลุง” ฉันหันขวับไปหาคนโป้ง เสียงหัวเราะทั้งสี่คนสอดประสานกันจนฉันทำหน้างอใส่


“ก็มันเสียวนี่คะ เลื่อยโรงบาลอันเท่านี่” ฉันกางแขนกว้างสุดตัวเพื่อบรรยายเจ้าเลื่อยนรกนั่น “เสียงก็ดังแถมตอนที่มันโดนเฝือกความรักนะมันสั่นอย่างกับแผ่นดินไหวแน่ะค่ะคุณพ่อแม่หนูแจ้ คุณลุงที่เลื่อยเฝือกให้ก็เลื่อยอย่างไม่บอกไม่กล่าวเลยค่ะ พลิกแขนบิดแขนความรักตามใจชอบเลย”


“เวอร์ เห็นได้ไงว่าลุงเขาพลิกแขนบิดแขนความรักไม่ใช่เห็นสะหน่อย เอาแต่กอดผมไว้แน่น” ประโยคหลังหันไปพูดกับเจ้าของบ้านทั้งสองเป็นเชิงฟ้อง


“ก็มันรู้สึกนี่”


“เขาอาจจะคิดว่าเป็นแขนหมูก็ได้ อ้วนๆ เหมือนกัน”


“ที่รัก!” ฉันส่งสายตาเขียวปั๊ดกลับไป นี่มันสมัยไหนแล้วเขาไม่นิยมบูลลี่คนอื่นแล้วไม่รู้เหรอ! “ตัวไม่ว่างพาเราไปยังจะมาว่าเราอีก”


“หึ” มาฮงมาหึอีก


“แต่ดีแล้วแหละที่ไม่ไป” เพราะถ้าขืนที่รักไปเป็นเพื่อนฉันในวันนี้ อย่าหวังเลยว่าที่รักจะปิดตาฉันน่ะ เผลอๆ คงจับหน้าฉันหันไปมองเลื่อยนั่นแหงๆ


“ไม่เป็นไร พี่ถ่ายคลิปเอาไว้ เดี๋ยวส่งเข้าแชทกลุ่ม”


“ถ่ายตอนไหนคะ!


“หูยดุ...ขนาดพาไปกินของหวานแล้วนะเนี่ย”


“พี่ตุลลลย์ ว่าน้องเป็นหมาเหรอ”


“พอๆ หยุดทะเลาะกันได้แล้วทั้งสามคนนั่นแหละ” เป็นแม่หนูแจ้ที่ห้ามทัพเอาไว้ก่อนที่ความวุ่นวายจะมากไปกว่านี้ “ไปกินข้าวกันดีกว่า ถึงเวลาตั้งโต๊ะแล้ว”


“งั้นผมขอตัวเลยนะครับ”


“ไม่อยู่กินข้าวด้วยกันก่อนล่ะ”


“วันนี้ขอผ่านนะครับลุงยู ไม่ได้กลับไปกินข้าวบ้านหลายวันแล้วเดี๋ยวไอ้เจ้าตินมันจะฮุบมรดกไปเสียก่อน” คำว่ามรดกทำฉันหรี่ตาขึ้นมาทันที ให้ตินฮุบไปก็ดีนะจะได้ไม่มีมรดกให้พี่มิลค์ผลาญ ยังไงช่วงนี้ก็เฝ้าระวังเอาไว้ก่อน


“ยังไงวันนี้ป้าก็ขอบใจนะตุลย์ที่พาความรักไปโรงพยาบาล”


“ด้วยความยินดีครับ ผมเต็มใจอยู่แล้ว”

 


หลังทานข้าวเย็นเสร็จฉันก็ขึ้นมาบนห้อง เสียงเคาะประตูเรียกให้ฉันเดินไปเปิดมัน ฝาแฝดที่หน้าคล้ายกันกับฉันเพียงแต่ตัวสูงกว่ายืนอยู่หน้า ก่อนที่ฉันจะเบี่ยงตัวให้ที่รักเดินเข้ามาในห้อง ร่างสูงเดินไปนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาตัวเล็กที่นั่งออยู่ตรงมุมดูทีวี


สายตานิ่งเรียบ(กว่าปกติ)ทำให้ฉันเลิกคิ้ว


“มีอะไรเหรอ” ฉันถามพลางเดินไปนั่งใกล้ๆ ทีวีกำลังส่งเสียงอยู่ถูกเจ้าตัวปิดมันด้วยรีโมท ฉับพลันห้องนี้ดูรู้สึกหนาวขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์


“กับพี่ตุลย์นี่ยังไง” ฉันย่นคิ้วให้กับคำถามของอีกฝ่าย


“ยังไงคืออะไร”


“ตัวติดกันบ่อยขึ้นนะ”


“อะไร อย่าบอกนะว่าตัวงอน” ฉันหัวเราะขำ ปกติแล้วฉันกับที่รักไม่ได้ตัวติดกัน ตอนมัธยมปลายเราเรียนคนละโรงเรียนกันด้วยซ้ำแต่ถึงอย่างนั้นก็มักจะติดรถไปกลับโรงเรียนพร้อมๆ กัน จะมาช่วงมหาลัยนี่แหละที่เจอหน้ากันน้อยลง


“เราเคยงอนตัวเรื่องนี้ด้วยเหรอ” เอาล่ะ ย้อนถามแบบนี้แสดงว่าสมมติฐานฉันผิด


“ก็ไม่...” ฉันตอบเสียงค่อย “แล้วกับพี่ตุลย์ก็ไม่ได้ตัวติดกันอย่างที่ตัวพูดเหอะ แค่เฉพาะช่วงนี้นี่แหละที่พี่ชายทั้งสามไม่ว่างมาดูแลน้องคนนี้เลย”


“อ้อ...เหรอ”


“ที่รัก” ฉันกดเสียงต่ำเรียกชื่ออีกฝ่าย


“ความรัก” เจ้าตัวไม่ยอมแพ้ เรียกชื่อฉันด้วยโทนเสียงเดียวกันแถมยังจ้องเขม็งอีกด้วย นี่ถ้าฉันเป็นแมวป่วยคงร้องดิ้นๆ ไม่ยอมรักษากับหมอคนนี้แน่นอน “ย้อนกลับไปที่คำถามแรก”

“...”


“กับพี่ตุลย์นี่ยังไง”


“ไม่ยังไง”


“ความรัก” ครั้งที่สองในรอบหลายเดือนแล้วนะที่เรียกชื่อเล่นฉันแบบนี้น่ะ “เราว่าตัวรู้ว่าราหมายความว่ายังไง แล้วก็รู้ด้วยว่าพี่ตุลย์ไม่เหมือนเดิม”


“เราไม่รู้”


“ความรักรู้” ที่รักย้อนกลับทันควัน


“ที่รัก...นั่นน่ะพี่ตุลย์นะ พี่ตุลย์ที่เราสองคนเห็นมาตั้งแต่จำความได้ โตมาด้วยกันกินข้าวมาด้วยเล่นมาด้วยกันรู้ไส้รู้พุงกัน มันจะเป็นไปได้ยังไง”


“นี่คือถามเราหรือถามตัวเองล่ะ” ฉันส่งสายตาค้อนให้ที่รัก


“มันเป็นไปไม่ได้เลยนะตัว เราเห็นพี่ตุลย์เป็นพี่ชายเหมือนกับตัว เหมือนกับพี่เกียร์พี่กาวน์ แล้วถ้าเราคิดแบบนั้นเราจะพยายามจับคู่ให้พี่ตุลย์ทำไมล่ะ” ฉันพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง


“ตัวกลัวว่าสักวันจะกลัวเสียพี่ตุลย์ไปใช่ไหมล่ะ” น้ำเสียงอวดดีกับท่าทางที่เหมือนอ่านหนังสือทะลุปรุโปร่งนั่นทำฉันหมั่นไส้ชะมัด


“อย่าทำเป็นรู้ดี”


“เรารู้ดีเลยแหละ”


“เพ้อเจ้อ” ฉันค่อนขอดแต่เจ้าตัวกลับหัวเราะ “กลับห้องตัวเองไปได้แล้วไป ละครจะถึงแล้วเนี่ยอย่ามากวนกันเลยนะคะคุณแฝดขา”


ติ๊ง!


ฉันที่พยายามจะลึงแขนที่รักที่ลุกขึ้นยืนเป็นอันต้องชะงักเมื่อเสียงข้อความแชทดังขึ้น หน้าจอสว่างวาบเพราะมีการแจ้งเตือนทำให้ฉันหันไปมองข้อความอัตโนมัติ


“ละครจะถึงแล้วค่ะ พร้อมยังคะ” ฉันหันขวับไปถลึงตาใส่ความรักที่เปล่งเสียงอ่านข้อความตามที่พี่ตุลย์ส่งมา คนแก่กว่าสามนาทีเลิกคิ้วเป็นเชิงถาม


“รอดูละครพร้อมกันเฉยๆ”


“นี่...ความรัก”


“อะ...อะไร” ฉันผละตัวเองออกมากลับมานั่งที่เดิม เมื่อบรรยากาศกลับมาเย็นติดลบอีกครั้ง เสียงข้อความยังดังขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเห็นฉันไม่ยอมตอบกลับไปเสียที


“ทำไมไม่ลองเข้าข้างตัวเองดูล่ะหืม”


เข้าข้างตัวเองงั้นเหรอ...ฉันย้อนคำพูดของที่รักอยู่ในใจ มองหน้าจอโทรศัพท์ที่จอดับมืดไปแล้วหันมามองฝาแฝดของตัวเอง “ไม่ได้หรอกที่รัก”


“...”


“ยังไงก็ไม่ได้”



จบไปอีกหนึ่งตอน หวังว่าคงจะชอบกันนะคะ

ตอนนี้ไรท์พยายามให้คววามรักเริ่มเปลี่ยนแปลงความรู้สึกอยู่ค่ะ ไม่รู้จะถ่ายทอดออกมาได้ดีหรือเปล่า ยังไงก็เอาใจช่วยความรักแล้วก็ไรท์ด้วยนะคะ แหะๆ

ฝากเมนต์เป็นกำลังใจให้ด้วยนะคะ ^___^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 112 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

188 ความคิดเห็น

  1. #173 Luciferrock (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 5 ธันวาคม 2562 / 06:31
    ติดตามจ้า
    #173
    0
  2. #171 kanokradaparima (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 3 ธันวาคม 2562 / 10:57
    พี่ตุลย์น่ารักกับน้องตลอด ชอบบบ`
    #171
    0