Call me love รับความรักไหมคะคุณพี่ชายข้างบ้าน

ตอนที่ 11 : Chapter 10 : แขนที่หักยังไม่เท่ากับใจที่เจ็บ [Complete]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,588
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 129 ครั้ง
    5 พ.ย. 62

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ suzy bae drama

Chapter 10

แขนที่หักยังไม่เท่ากับใจที่เจ็บ


ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งในความมืดสลัว ประสาทสัมผัสแรกที่รู้สึกคือความเจ็บปวดที่บริเวณหน้าผาก ถึงจะไม่มากแต่มันก็ทำให้ฉันหลับตาเพื่อตั้งสติแล้วลืมตาขึ้นมาใหม่ ส่วนประสาทสัมผัสต่อมาคือกลิ่นที่คุ้นเคย ใช้เวลาเพียงเสี้ยววิก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าที่นี่คือโรงพยาบาลอย่างไม่ต้องเอ่ยปากถามใคร


เมื่อต้องการจะขยับตัวกลับพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ฉันหลุบตามองต่ำก็พบว่าแขนซ้ายนั้นถูกเข้าเฝือกอยู่ เฝือกสีฟ้าสีสันสดใสถูกเชือกคล้องเอาไว้กับคอทำให้ฉันนึกไปถึงเรื่องราวในสมัยเด็กตอนที่ไปเยี่ยมคุณยายของพี่ตุลย์ที่บ้านสวนแล้วเกิดพลัดตกลงมาจากต้นไม้ขาหัก


ราวกับเดจาวู...ฉันคลี่ยิ้มบางออกมาเมื่อเห็นพี่ตุลย์นอนซบแขนตัวเองอยู่บนเตียงคนไข้ที่ฉันนอนอยู่ มือข้างที่ไม่ได้เข้าเฝือกถูกร่างสูงกอบกุมเอาไว้เหมือนกับในอดีตอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ความอุ่นของฝ่ามือหนาที่สัมผัสพอจะทำให้กลางคืนในโรงพยาบาลไม่น่ากลัวจนเกินไป


อาการขยุกขยิกของนิ้วมือปลุกคนที่เจ้าสู่นิทราตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบได้ให้ลืมตาขึ้นมา ดวงตาสองคู่ต่างมองกันและกันอย่างไม่ลดละ แรงบีบมือจากอีกฝ่ายทำให้ฉันเผยยิ้มกว้างมากขึ้นกว่าเดิมและบีบมือเขากลับเพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ความฝัน


“ความรัก!” ฉันอดหัวเราะออกมาไม่ได้เมื่อจู่ๆ พี่ตุลย์ก็โพล่งเรียกฉันออกมา


“มาได้ยังไงคะ” เพราะภาพฉันตัดไปก่อน เรื่องราวทั้งหมดเลยถูกเล่าออกมาจากปากหยักอีกครั้งแถมยังโดนเอ็ดเล็กน้อยที่ลืมโทรศัพท์เอาไว้


“หัวเราะไปเถอะ ความรักไม่รู้เหรอว่าตอนพี่เห็นเรานอนสลบอยู่บนพื้นน่ะรู้สึกยังไง พี่เรียกเราตั้งหลายครั้งแต่เรากลับนอนเฉยอยู่แบบนั้นน่ะ จะแตะแขนแตะหน้าผากก็กลัวเราจะเจ็บไปเสียหมด สู้ให้เราร้องไห้จ้าลั่นบ้านสวนเหมือนครั้งก่อนนั้นยังดีซะกว่า ขนาดพามาโรงพยาบาลย้ายเตียงก็แล้วใส่เฝือกก็แล้วเราก็ยังไม่ตื่นขึ้นมาอีก จะทำให้พี่หัวเสียให้ได้เลยใช่ไหมห๊ะ”


“พี่ตุลย์...” ถ้อยคำมากมายที่ร่างสูงพูดออกมาฉันทำได้เพียงแค่เรียกชื่อของเขากลับไปเท่านั้น


พี่ตุลย์ไม่ใช่คนพูดน้อยอย่างพี่เกียร์ก็จริงแต่ก็ไม่ได้พูดมากหรือพูดยาวติดต่อกันหลายประโยคได้ขนาดนี้ ดวงตาดำขลับยังคงจับจ้องอยู่ที่ฉัน ความคิดความอ่านของฉันเหมือนจะยังไม่ฟื้นตามล่ะมั้งถึงได้คิดอะไรไม่ออกแบบนี้ทั้งๆ ที่ปกติแล้วฉันต้องตอบร่ายยาวกลับไม่แพ้กันแน่ๆ


“เป็นห่วงนะเว้ย” ร่างของฉันถูกรั้งเข้าไปหาอ้อมอกอีกฝ่ายอย่างหมิ่นเหม่เพราะต้องระวังแขนข้างที่หักเอาไว้ แต่ทว่าไหล่ข้างหนึ่งที่ชนกับแผงอกของเขาและฝ่ามือหนาข้างหนึ่งที่แตะลงบนแผ่นหลังของฉันก็ยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ได้เป็นอย่างดี


แม้จะกอดกันบ่อยถึงแม้จะไม่บ่อยเหมือนเมื่อก่อนแต่ครั้งนี้กลับรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา เป็นความรู้สึกที่ว่าทั้งอยากอยู่แบบนี้พอๆ กับผละร่างสูงให้ออกไป ความกระอักกระอ่วนค่อยๆ ตีตื้นขึ้นมา มือที่ปลอดภัยออกแรงขยำผ้าปูเตียงของโรงพยาบาลมากขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนว่ากำมันอยู่


“...หิวน้ำ” ฉันเอ่ยเสียงเบา ได้ผล...พี่ตุลย์ผละฉันออกอย่างช้าๆ เพื่อให้แน่ใจว่าฉันจะไม่เจ็บก่อนจะรีบกุลีกุจอรินน้ำจากเหยือกใส่แก้วให้


“ค่อยๆ ดื่ม” ดื่มน้ำเสร็จร่างกของฉันก็ล้มตัวลงนอนไปที่เตียงอีกครั้งโดยได้รับความช่วยเหลือจากคนร่างสูง


“ปวดหัวจัง”


“ก็เราหัวแตก”


“ห๊ะ! โอ๊ยยย” สงสัยจะใช้แรงในการเค้นเสียงเยอะไปหน่อยเลยกระทบกระเทือนถึงศีรษะ ก็ว่าแล้วทำไมตอนตื่นขึ้นมาถึงเจ็บหน้าผาก


“เก้าอี้ก็สูงแค่นั้นไปล้มท่าไหนถึงเจ็บหนักได้ขนาดนี้นะ” พี่ตุลย์ว่าขณะดวงตาคมยังไล่ดูร่องรอยจากการตกเก้าอี้


“ไม่ได้หนักขนาดนั้นสักหน่อย” ฉันท้วงให้คนที่มีสีหน้ากังวลอยู่ในขณะนี้ได้ผ่อนคลายลงแต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้คิ้วเข้มๆ นั่นขมวดเข้าไปอีก “ขอโทษ”


“ขอโทษอะไรคะ” ร่างสูงสวนกลับมาทันที


“ขอโทษที่ทำให้เป็นห่วง ขอโทษที่ดูแลตัวเองได้ไม่ดี” ฉันหลุบตามองต่ำพูดเสียงอ่อย ยื่นมือไปจับมือหนาเอาไว้ “ดีกันนะคะๆ”


“ก็ไม่ได้โกรธสักหน่อย”


“เสียงแข็งขนาดนั้นอะนะ”


“ความรัก...”


“เนี่ย...เสียงดุด้วย พี่ตุลย์คะพี่ตุลย์ขาดีกันน้า” ฉันเอ่ยเสียงหวานและคลี่ยิ้มหวานไม่แพ้เสียงให้อ้อนคนตัวสูงไป


“อ้อนพี่ขนาดนี้เพราะต้องการหาพวกล่ะสิ”  ฉันมุ่ยหน้าเมื่อพี่ตุลย์ดักทางได้


ขนาดพี่ตุลย์ยังโกรธแล้วอีกสามคนพี่น้องของฉันจะเหลือเหรอ แล้วดูสิเนี่ยห้องตั้งกว้างแต่กลับมีพี่ตุลย์อยู่เฝ้าแค่คนเดียว ยังไงซะฉันก็ต้องหาพวกเอาไว้ก่อน เกิดพี่ๆ ทั้งสามไม่ใจอ่อนฉันจะได้ส่งทัพหน้าอย่างพี่ตุลย์ไปเคลียร์ให้แทน


“หาพวกอะไร ไม่มี๊” ฉันส่ายหน้าหงึกไปสองสามทีก่อนจะหยุดเพราะรู้สึกเจ็บ


“เดี๋ยวพี่ไปตามพยาบาลมาเช็คอาการ นอนเถอะ”


“แล้วพรุ่งนี้...” ฉันช้อนสายตามองพลางกระพริบปริบๆ


“เดี๋ยวพี่ช่วยพูดให้”


“เย้! พี่ตุลย์ใจดีที่สุดในโลก” ร่างสูงส่ายหน้าเบาๆ กับคำฉอเลาะของฉันก่อนจะออกไปเรียกพยาบาล


พี่พยาบาลเข้ามาวัดไข้วัดความดันก่อนจะเดินออกไป ห้องทั้งห้องก็เหลือเพียงฉันกับพี่ตุลย์อีกครั้ง อ้อ! เมื่อกี้โดนยาแก้ปวดไปสองเม็ดด้วย


“ความรักเก่งไหม”


“หืม” พี่ตุลย์เงยหน้าขึ้นมาจากสมาร์ทโฟนแล้วถาม


“เมื่อกี้ที่ความรักกินยาเองไง”


“เก่งค่ะ” พี่ตุลย์คลี่ยิ้มบางตอบแล้ววางโทรศัพท์ลง “ตีสองแล้วนะคะ นอนไหม”


“เพิ่งตื่นเองค่ะ” ฉันท้วง


“เดี๋ยวยาออกฤทธิ์ก็คงง่วง นอนเก็บแรงไว้พี่ว่าพรุ่งนี้ต้องมีหลายคนมาเยี่ยมเราแน่ๆ เลย พี่กล่อมนะคะ”


โดยไม่ต้องรอคำอนุญาตจากฉัน พี่ตุลย์ก็ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้ มือหนาห่มผ้าห่มให้ฉันแล้วเลื่อนลงมาจับมือฉันไว้ส่วนมืออีกข้างก็ลูบผมฉันเบาๆ


“พรุ่งนี้พี่ตุลย์อย่าลืมนะ” เสียงที่เปล่งออกไปนั้นเบา สงสัยคงจะใกล้หลับแล้วมั้งแต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องย้ำเตือนไว้ก่อนว่าพรุ่งนี้อีกฝ่ายจะไม่ลืมเป็นทัพหน้าให้


“ค่ะ”


“...”


“หลับแล้วเหรอคะ”


“...”


“ฝันดีนะครับ”



ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้งหลังจากหลับไปเมื่อตอนเช้าตอนที่คุณหมอเข้ามาตรวจอาการ นอกจากแผลจากการหัวแตกและการใส่เฝือกประมานห้าสัปดาห์เพื่อให้กระดูกเข้าที่แล้วก็ไม่มีอาการอะไรที่น่าเป็นห่วง แต่ถึงออย่างนั้นคุณหมอก็อยากให้นอนโรงพยาบาลเพื่อเฝ้าดูอาการข้างเคียงไปอีกสักสองสามวัน


เสียงพูดคุยจ้อกแจ้กทำให้ฉันลืมตาขึ้น คุณพ่อที่มาเยี่ยมเมื่อเช้ากลับไปแล้ว ถึงแม้ว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์คุณหมอใหญ่ก็คงยังต้องเข้าไปทำงานที่โรงพยาบาลอยู่ดี ที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็เห็นจะมีสี่คนนั่นคือพี่ชายในไส้ทั้งสามและพี่ชายข้างบ้านอีกหนึ่งที่ยังคงปักหลักอยู่ต่อและดูเหมือนว่าจะอยู่ยาวจนกว่าฉันจะออกจากโรงพยาบาลเสียด้วยฟังดูจากตอนที่พี่ตุลย์คุยโทรศัพท์ให้ที่บ้านเอาเสื้อผ้ามาให้


“แม่หนูแจ้ละคะ” ฉันถามขึ้นมาเป็นประโยคแรก


“คุณน้าลงไปทานข้าวน่ะ เป็นไงบ้าง เจ็บตรงไหนไหม” ฉันส่ายหน้าตอบพี่ตุลย์ที่ดินเข้ามานั่งข้างเตียงฉันในขณะที่อีกสามคนปิดปากเงียบหยุดการสนทนาขึ้นมาอย่างกะทันหัน


ตอนเช้าที่ตื่นมาก็ไม่คุยด้วย ตื่นมารอบสองก็ไม่คุยด้วยอีก


“ใจร้าย” ฉันบ่นอุบอิบด้วยน้ำเสียงที่ไม่เบานัก


“หึ” เป็นพี่กาวน์ที่ส่งเสียงขึ้นแม้สายตาจะจับจ้องอยู่ที่มือถือของตนเองก็ตาม แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็สามารถรับรู้ได้ว่าพี่กาวน์กำลังตอบกลับประโยคของฉันอยู่ ฉันส่งสายตาขอความช่วยเหลือจากพี่ตุลย์


“ไอ้กาวน์เดี๋ยวพยาบาลเอาข้าวมาให้ แกช่วยป้อนความรักหน่อยแล้วกันเดี๋ยวฉันจะลงไปกินข้าว”


“ฉันก็จะลงไปกินข้าวเหมือนกัน” พี่กาวน์สวนขึ้นมา ฉันหน้าสลด “พี่เกียร์ ที่รักเราลงไปกินข้าวกับแม่หนูแจ้ดีกว่า ไม่อยากคุยกับเด็กซน”


...ก็ไม่ได้ซนสักหน่อย


“ไอ้กาวน์...” พี่ตุลย์กดเสียงต่ำเรียกชื่อเพื่อนรักเพราะคงเห็นสีหน้าไม่สู้ดีของฉัน พี่กาวน์ชะงักก่อนจะยืดตัวข้นยืนตรงเดินออกจากห้องไปก่อนจะตามด้วยที่รักที่วิ่งออกไปติดๆ 


“ความรักไม่ได้ตั้งใจสักหน่อย” ฉันเอ่ยเสียงเบามองประตูที่ปิดสนิท จะเรียกการกระทำครั้งนี้ว่าทำคุณบูชาโทษได้ไหมนะ ตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนอื่นแท้ๆ แต่กลับต้องมาเจ็บตัวแถมยังโดนพี่ๆ โกรธอีก


“มันก็ชอบเล่นใหญ่ไปงั้นแหละ” พี่ตุลย์ปลอบใจ


ละสายตาจากประตูสิ่งต่อมาที่โฟกัสนั่นก็คือร่างสูงของพี่เกียร์ที่กำลังนั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาเบดสีเบจ พี่ใหญ่น้องเล็กของบ้านสบตากัน ฉันแสดงความรู้สึกผิดอยากที่จะขอโทษอีกฝ่ายออกไปผ่านทางสีหน้าและแววตาอย่างที่รู้สึกจริงๆ ฉันรู้ว่าทุกคนเป็นห่วง เอาตามตรงถึงแม้หมอบอกว่าอาการของฉันไม่ได้รุนแรงอะไร แต่สำหรับคนอื่นที่มองมานั้นคงจะไม่ได้คิดแบบเดียวกันกับคุณหมอสักเท่าไหร่นัก


ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสีหน้าที่พร้อมจะร้องไห้ออกมาตลอดเวลาขงฉันหรือเพราะอะไรก็ตามแต่ ฉันก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมานิดหน่อยที่พี่เกียร์ยอมลุกขึ้นยืนแล้วเดินมาหาฉันที่เตียงคนไข้


“ความรักขอโทษนะคะ”


“...”


“ไม่โกรธความรักนะคะ”


“...”


“...”


“เจ็บไหมหืม” คำถามสั้นๆ เหมือนปลดล็อก เพราะตั้งแต่พี่ๆ มาเยี่ยมนี่คือประโยคเรียกที่ยอมพูดกับฉัน น้ำตาฉันไหลร่วงเผาะลงบนแก้มอย่างรู้สึกได้


ฉันรีบพยักหน้าหงึกๆ ทันที ขณะเดียวกันก็พยายามกลั้นน้ำตาไปด้วยจนกลายเป็นเกิดเสียงสะอื้นขึ้นมาภายในห้องพัก ประตูถูกเปิดขึ้นมาอีกครั้งเป็นพยาบาลนั่นเองที่นำอาหารเข้ามาให้ไม่ใช่พี่กาวน์กับที่รักที่ฉันคาดเอาไว้


“อาหารเที่ยงนะคะ แล้วก็ยาหลังอาหาร” พยาบาลว่าก่อนจะเดินออกไป


ฉันทำหน้าผิดหวังออกมาก่อนจะเห็นพี่ตุลย์เลื่อนโต๊ะกับข้าวมาให้และพยักหน้าไปทางพี่เกียร์คล้ายจะส่งซิกท์มาให้และฉันสามารถเข้าใจสิ่งที่ร่างสูงต้องการจะสื่อได้ขึ้นมาทันที


“พี่เกียร์ป้อนความรักหน่อยสิคะ” ฉันเงยหน้าขึ้นไปบอกกับพี่ชายคนโต คิ้วเข้มมองฉันทีพี่ตุลย์ทีอย่างรู้ทัน


“มือข้างที่ถนัดไม่ได้เจ็บไม่ใช่เหรอ”


“เจ็บสิคะ แค่มันไม่หักเอง” ว่าแล้วก็ทำมือไม้อ่อนให้สมกับราวกับว่ากำลังเจ็บอยู่จริงๆ จนได้อาการส่ายหน้ายิ้มปลงๆ มาจากพี่เกียร์เป็นการตอบแทน “น่า นะคะ”


“พี่ไม่ป้อนผมป้อนนะ” พี่ตุลย์โพล่งขึ้นมาแล้วยกยิ้มใส่อีกฝ่ายพร้อมกับแสดงสีหน้ากวนๆ ที่น้อยครั้งนักจะเห็นพี่ตุลย์ทำเช่นนี้กับพี่เกียร์


เรียกว่าอะไรนะ...ท้าทาย?


“เยอะ” ฉันไม่สามารถเข้าใจคำตอบของพี่เกียร์ได้ อะไรที่ว่าเยอะ ข้าวเยอะหรืออะไร ฉันทำหน้างงๆ ก่อนจะปัดความสงสัยแล้วคลี่ยิ้มจ้าออกมาเมื่อพี่เกียร์ยอมป้อนข้าวให้


เป็นคนป่วยมันดีแบบนี้นี่เอง ฉันยิ้มในใจขณะมองด้านซ้ายมือที่พี่เกียร์ป้อนข้าวให้ส่วนด้านขวามือมีพี่ตุลย์ที่คอยป้อนและเช็ดปาก นี่ถ้าเปลี่ยนฉากโรงพยาบาลไปเป็นพระราชวังก็คงคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าหญิงที่ไปหัดขี่ม้าแล้วตกลงมาแล้วนะเนี่ย


“คิดอะไรแปลกๆ อีกแล้วใช่ไหม” พี่ตุลย์หรี่ตา


“เปล๊า!”


ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!


แต่ก่อนที่พี่ตุลย์จะตอบอะไรกลับมาเสียงเคาะประตูก็ดังขัดขึ้นมาเสียก่อน ฉันคลี่ยิ้มเมื่อรู้ว่าคนที่เปิดประตูเข้ามาเป็นใคร


“สวัสดีค่ะพี่อาย”


อย่าได้ถือสาชื่อตอนเลยนะคะ

ฝากเม้นฝากกด♥ด้วยน้า  

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 129 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

188 ความคิดเห็น

  1. #161 Luciferrock (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 / 20:31
    อยากจะกรีดร้องงงงมไรท์กลับมาแล้วววว
    #161
    0
  2. #160 sersa_koy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 2 พฤศจิกายน 2562 / 21:21
    ไรต์มาแล้ว ฉันรอวันนี้มานานมาก หลังจากที่คุยกับไรต์ในเพจ รอผลงานนะคะ
    #160
    0
  3. #159 Luciferrock (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 09:23
    รอออออ ebook
    #159
    0
  4. #158 NarissaraFahsaii (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2562 / 21:06
    อยากให้ไรท์ทำ box set ออกมาขายค่ะ แม้จะมีแบบe-book ครบทั้งหมดแล้วก็เถอะ อยากจะมีเป็นเล่มไว้สะสมค่ะไรท์ 😭😭 วอนไรท์เห็นใจรีดเดอร์ด้วยนะค้าาา 💕
    #158
    0