<เรียงราวชาวประชา, 2> - Ashen Life เถ้าชีวิต

ตอนที่ 11 : ตอนที่๑๐ ข้าวเน่า คนเน่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 33
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    20 ม.ค. 60

“ว่าไงนะ!?”

รอนตะคอกถามลูกน้องทั้งสภาพตาเหลือกโปน เหงื่อไหลหยดลงมาจนคอเสื้อเปียกชื้นพร้อมกับลมหายใจที่หอบรัวขึ้น เรื่องที่ได้ยินเป็นอะไรที่ไม่อยากเชื่อหู ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้ แต่เป็นเพราะเขาไม่อยากให้มันเป็นไปได้ แค่ฟังเขาก็เครียดจัดจนอยากจะบ้าอยู่แล้ว

“โครงการค้าข้าวของรัฐบาลล่ม ข้าวล้นตลาดแล้วครับ”

“ห่าเอ๊ย!”

“ใจเย็นก่อนครับ”

“เจ๊งแบบนี้ใครจะไปเย็นไหววะ!?

“แหะๆ นั่นสิครับท่านรอน”

“ไอ้สภาห้าประมุขนั่นป่านนี้มันมุดหัวทำอะไรอยู่?” รอนเริ่มด่าประมุขของอาณาจักรด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด เส้นเลือดที่หัวเต้นตุบเป็นจังหวะไม่หยุดหย่อน

ดินแดนของเลอนาต่างจากอาณาจักรอื่นตรงที่จะมีเขตการปกครองติดกันเป็นวงกว้างห้าเขต เป็นที่รู้กันดีว่าการปกครองกองกลางเลอนาถูกปกครองด้วยผู้นำห้าคนซึ่งถูกแบ่งแยกจากการทหารชัดเจน ต่างจากไฮโดรเมด้าที่ผู้คุมกฎทั้งสามเป็นทั้งผู้บัญชาการทางทหารและเป็นรัฐบาลกลางในเวลาเดียวกัน

“ตอนออกนโยบายมันก็สั่งให้ปลูกข้าวเยอะๆ แล้วมันก็เยอะจนข้าวเน่าเนี่ยนะ?”

“เราก็ค่อยๆ คิดหาทางแก้กันน่า” ภรรยาของเขาพยายามพูดให้คลายความกังวลลงแม้ว่าตัวเองจะกังวลไม่แพ้กันก็ตาม นางพยายามคุมตัวเองไม่ให้อาละวาดตามสามีพลางถามถึงข้อมูลที่น่าจะเป็นประโยชน์ หวังว่าจะไม่เลวร้ายมากอย่างที่คาด “แล้วนี่รัฐจ่ายค่าชดเชยให้หรือเปล่า?”

“ข้าวหนึ่งตันหนึ่งพันเหรียญครับ”

“ไอ้บ้า!!” รอนกุมขมับ ชายหนุ่มแทบจะสิ้นสติอยู่ตรงนั้น “หนึ่งพันเหรียญซื้อข้าวได้แค่ไม่กี่ถุง ให้เงินชดเชยมาแค่นี้ แล้วค่าเสียหายที่พวกเราลงทุนไปล่ะวะ?”

ค่าใช้จ่ายทั้งปุ๋ยทั้งน้ำทั้งค่าแรงงานคิดอย่างไรก็เสียบานเบอะแน่ อย่าว่าแต่หนึ่งพันเหรียญเลย ต่อให้จ่ายเป็นหมื่นยังเข้าเนื้อด้วยซ้ำ หญิงสาวที่นั่งเคียงข้างปลอบสามี

“ดูท่าทางนายทุนคนอื่นก็น่าจะยับเหมือนกัน ไม่ใช่เจ้าคนเดียวหรอก”

“จะยับกี่คนก็ช่าง แต่ข้ายับด้วยข้าไม่ยอม”

“เราก็มาค่อยๆ คิด...”

“เป็นแค่ผู้หญิงก็หุบปากไป เรื่องนี้ข้าจะจัดการเอง”

พอโดนด่าก็ต้องเงียบแม้จะมีความคิดมากกว่า บรรยากาศตึงขึ้นทุกขณะจิต ด้านลูกน้องที่คาบข่าวมาบอกก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ธุรกิจของเจ้านายพังแบบนี้ เงินทองของตนเองก็คงจะไม่ต่างกันนัก คิดแล้วก็ให้ปวดหัว เคร่งเครียดกับปัญหาระดับชาติที่เข้ามาให้ว้าวุ่น

“แล้วท่านจะให้ทำยังไงครับ?”

“ประท้วง... ประท้วงแม่งเลย!”

“แต่ถ้าทำแบบนี้...”

“มันจะฆ่าเราแล้วไงวะ ตอนนี้มันก็เหมือนฆ่าเราทั้งเป็นอยู่แล้ว เราต้องเป็นหนี้กี่ล้านเจ้าลองคูณไปสิ ยังไงก็มีแต่ตายกับตาย แสดงพลังประชาชนให้มันเห็นไปเลย”

......................................................................................................................................................

การที่ธุรกิจข้าวล่มวอลลิสกลับไม่ได้สนใจอะไรมากนัก

ปกติไม่ว่าใครจะทำอะไรล้วนไม่ใช่สิ่งที่วอลลิสจะสนใจ หน้าที่ของนางคือการตั้งแง่ด่าทุกคนบนโลกอยู่แล้ว ไม่ว่าคนๆ นั้นจะเป็นกษัตริย์ นักบวช รัฐบาล ประชาชน หรืออะไร วอลลิสรู้แค่ว่านางชอบกินอาหารอร่อยๆ หลับพักผ่อนตามสบาย ตื่นขึ้นมาก็หาลูกค้ามานอนด้วยสักคน

แต่ตอนนี้จะว่านางไม่สนใจเลยก็ไม่ถูกนัก

ธุรกิจข้าวล่มทั้งอาณาจักรย่อมส่งผลให้ลูกค้ามาหานางได้น้อยลง

อย่าเพิ่งคิดว่าไม่มี มนุษย์บางจำพวกมีความตลกอยู่ข้อหนึ่ง ต่อให้จะไม่มีข้าวกินแต่สำหรับสุรานารีกลับหามาไม่ราวกับเงินไม่เคยหมดสิ้น ดังนั้นลูกค้าของวอลลิสจึงไม่ถึงกับขาดหายไป เพียงแต่ต้องลดค่าตัวและยอมบริการลูกค้าที่แย่ลงมาอีกขั้น ไหนจะค่าขนมที่ไม่มีใครให้นางอีก

“ให้ข้าอีกสักสิบเหรียญเถอะค่ะ แค่นี้ยังไม่พอกินโรตีเลย” วอลลิสคร่ำครวญอยู่กับเตียงพลางมองชายที่เดินตัวเบาออกไป ปกติเขาจะให้เงินนางเยอะกว่านี้หลายเหรียญ

“ได้เงินน้อยเหรอ?”

“ก็ใช่น่ะสิ แก่ก็แก่ ขี้งกเป็นบ้า”

“เอาน่า เวลาแบบนี้มีคนมาใช้บริการก็ดีแค่ไหน” เพื่อนร่วมงานพูดพร้อมหยิบสารเสพติดกรอกปาก ฤทธิ์ของมันกล่อมประสาทให้มึนมากขึ้น แม่เล้าที่เก็บค่าตัวจนมีรูปร่างอ้วนอืดต่างจากวัยสาวที่เคยหุ่นเย้ายวนใจหยิบเนื้อติดเคี้ยวหงึบหงับ นึกถึงข่าวที่ตนได้ยินมาจากตลาด

“เออ พรุ่งนี้ปิดซ่องได้เลยแหละ”

“เกิดอะไรขึ้นเหรอ?”

“ก็พวกเดินประท้วงน่ะสิ เจ้าไม่รู้เหรอวอลลิส?” นางหันมาทางร่างอวบอัดที่นั่งส่ายหน้า “เท่าที่ได้ยินโรงขายข้าวหลายที่พาคนงานออกมาเดินประท้วงหมดแล้ว ไม่รู้คิดยังไง ไอ้พวกรัฐบาลมีหวังเอาพิษมาอัดแน่ เราต้องปิดประตูหน้าต่างให้ดี พิษจะได้ไม่เข้ามา”

“ใช้แต่ความรุนแรง รัฐบาลโคตรโง่”

“เจ้ารู้เรื่องด้วยเหรอ?”

“เอ้า เจ้านี่” วอลลิสชักสีหน้า เอาเข้าจริงตนก็ไม่ได้รู้อะไรเพราะวันๆ เอาแต่นอนหลับกับหลับนอน แต่ก็ปากเก่งปากดีไปตามประสา “อาณาจักรเรามันก็มาได้แค่นี้แหละ ข้าล่ะอยากจะไปอยู่ไฮโดรเมด้า แต่ต้องหลังจากที่ไม่มีระบบกษัตริย์รอจักรพรรดิโอโร่อะไรนั่น นึกแล้วก็น่าหมั่นไส้”

หญิงสาวพูดไปเสพยาไป พอดื่มจนแทบตั้งคอไปไหวก็เรอไปหลายที

......................................................................................................................................................

ปราสาทของเลอนาภายนอกดูโทรมๆ แต่ภายในเป็นคนละเรื่อง

“เอามาอีกสามหม้อ อืม... นวดตรงนี้แหละ อา...”

ชายที่เป็นประมุขพูดพลางตักอาหารเข้าปาก ด้านหลังเป็นหญิงสาวคอยปรนนิบัติเอาใจ น่าขันนัก อาณาจักรเลอนาถูกกำหนดให้ชิงชังความงาม แต่ประมุขทุกคนล้วนอยากครอบครองสตรี ไหนจะหลักการความเท่าเทียมที่เป็นแค่ความจนอย่างเท่าเทียมของประชาชนธรรมดา แล้วผู้ปกครองร่ำรวยเฮฮาทุกเมื่อเชื่อวัน

“ท่านครับ ประชาชนประท้วงแล้วครับ”

“เรื่องข้าวใช่ไหม?”

“ครับ หลายโรงงานเลยนะครับ”

“ให้ค่าชดเชยไปมันยังไม่พอใจอีกเหรอ?”

คนฟังคล้ายจะหลุดขำออกมา แต่ก็หยุดได้ทันเพราะเกรงโทษจะถึงชีวิต

ก็แหม ไม่ต้องให้ข้าราชการหรือคนเก่งกาจมากมายหรอก เอาแค่คนที่บวกลบเลขเป็นก็รู้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร เสียเงินเกือบหมื่นแต่จุนเจือแค่พันเดียว แบบนี้มันขาดทุนเห็นๆ ใครเจอเข้าไปก็ต้องเครียดจนอาเจียนทั้งนั้น แล้วยิ่งในแง่ธุรกิจที่ลงทุนกันเป็นล้าน เสียแค่ไหนไม่อยากจะคิด

“ดูท่าจะไม่พอใจแหละครับ”

“ให้ไปตั้งหนึ่งพันต่อตันก็พอแล้ว โลภมากจริงๆ” พูดพลางจิ้มเนื้อชิ้นโตเข้าปาก บ่าซ้ายขวายังมีหญิงสาวนวดอยู่ พวกนางเองต่างก็ต้องแกล้งทำเหมือนดีใจเหลือเกินที่ได้รับใช้ ทั้งที่ความจริงหวั่นใจกับการมาอยู่ใกล้คนโหดร้ายเช่นนี้ “ในเมื่อมันไม่รู้จักพอ สั่งสอนมันหน่อยเจ้าว่ายังไง?”

“ดีเลยครับ มันจะได้รู้กันว่าใครเป็นใคร”

“ใช่ เจ้าไปจัดการมันซะ”

“จะให้จัดการด้วยวิธีไหนครับ?”

“อัดพิษพวกมัน เอาให้ตาย จะได้ไม่กล้ามาประท้วงอีก”

คนรับคำสั่งวิ่งออกไปรายงานแฟนธอมเฟซ บรรดาชายหัวล้านที่มีรอยกรีดเป็นสัญลักษณ์พิเศษวิ่งวนพร้อมสวมหน้ากากและออกจากปราสาทไปเพื่อจัดการกับผู้คนที่มายืนประท้วงปาวๆ โดยไม่สนว่าคนไหนนั้นจะเป็นชายหรือหญิง เด็กหรือแก่ หรือใครก็ตาม

ผู้คนมากมายมหาศาลยืนรวมกลุ่มโวยวายด้วยความไม่พอใจ

เสียงดังกึกก้องจากคำพูดโวยวายของคนดังขึ้นเรื่อยๆ โดโลเรสถูกยืนเบียดจนแทบจะแบนอยู่แล้ว นางเองไม่เห็นด้วยกับการมาประท้วงครั้งนี้ หญิงสาวมองว่าการปกครองเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและตนก็เป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาที่ไม่มีทางทำได้ดีกว่าจึงยืนเงียบไม่กล้าพูดอะไร

ต่างจากคนอื่นที่โวยวายอาละวาดอย่างเป็นเดือดแค้น การที่เจ้านายใกล้จะล้มละลายส่งผลให้เงินจ้างตนลดน้อยถอยลง พวกทาสย่อมโมโหเพราะระยะเวลาที่จะได้ไถ่ตัวก็นานขึ้นไปอีก แทนที่จะรับเงินอีกไม่กี่ก้อนและเก็บสะสมไปแลกอิสรภาพของตัวเองได้

“โครงการแบบนี้มันเจ๊งกันทั้งชาติ ให้เงินมาพันเดียวจะมีค่าอะไร!?

“แล้วค่าไถ่ตัวข้าล่ะใครจะรับผิดชอบ”

“ขอเพิ่มค่าชดเชยเป็นหนึ่งหมื่นเหรียญ”

“หมื่นเหรียญๆๆๆๆ”

พูดยังไม่ทันขาดคำ ถุงน้ำสีน้ำตาลคล้ำก็ถูกโยนเข้ามา ทันทีที่ถุงแตกออกน้ำมันสีน้ำตาลคล้ำ มันคือพิษยุงหมามุ่ยที่เป็นลูกไม้ของเลอนา ทันทีที่โดนพิษนี้ผู้คนก็คันคะเยอจนทัพแตก ความคันของมันไม่ใช่ความคันเล่นๆ แต่มันเป็นความคันระดับที่ทำให้คนขาดใจตายได้จริงๆ  

พวกที่โดนพิษแล้วก็นั่งเกาจนหนังหลุด ฝูงชนวิ่งไปมาจนแทบจะเหยียบหัวกัน เวลานี้บรรดานายทุนเองก็ไม่สามารถเฝ้าหรือห้ามทาสใต้การปกครองของมันได้เพราะต่างคนก็วิ่งหนีความคันคะเยอเหมือนกัน โดโลเรสซึ่งท้องอยู่เกรงจะมีอันตรายต่อลูกจึงวิ่งไปอีกทาง

นางต้องปกป้องลูกให้ได้จากผองภัยแม้ตัวเองจะต้องเหนื่อยยากก็ตาม  

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

21 ความคิดเห็น

  1. #13 ลูกชุบ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มกราคม 2560 / 09:24
    จำนำข้าวภาค 2ชัดๆ
    #13
    0
  2. #2 Misakocarrion (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 20 มกราคม 2560 / 05:35
    นั่งเกาจนหนังหลุด!! หนังหลุดเลยเหรอ โหดแท้ T-T
    #2
    0