ตอนที่ 9 : บทที่ 8 โลกที่เหมือนไม่เคยรู้จัก [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2430
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

หลังจากจิ่นเต๋อและเลี่ยวฮุ่ยอิ๋งมาหาเมื่อวาน ก็มีชาวบ้านมาหาจิวเซียนอีกเป็นจำนวนมาก บ้างก็เอาของมาให้ บ้างก็มาขอร้องเรื่องทั่วไป จนสุดท้ายวันทั้งวันก็หมดไปโดยที่นางไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยสักอย่าง

เมื่อเช้าวันใหม่เริ่มขึ้น จิวเซียนก็รีบเปลี่ยนชุดปลอมตัวเตรียมแอบออกไปข้างนอกอีกครั้ง

“ท่านเทพธิดาจะทำอะไรเจ้าคะ” พอเห็นเสื่อผ้าของจิวเซียน เถิงหลิ่งที่กำลังเดินถือถาดอาหารเข้ามาก็ถามขึ้นด้วยความแปลกใจ

จิวเซียนก้มหน้าก้มตาจัดชุดของนางให้เข้าที่เข้าทางก่อนจะเงยหน้าตอบกลับไปด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าจะไปช่วยให้คู่รักสมหวังสักหน่อย”

“หมายถึงคุณหนูเลี่ยวหรือเจ้าคะ”

จิวเซียนเบ้ปากให้กับคำถามของเถิงหลิ่ง แม้ในใจจะคิดว่า ในเมื่อนางมีคู่ให้จิ่นเต๋ออยู่แล้วสตรีนางนั้นจะสมหวังได้อย่างไร แต่ก็ต้องตอบกลับไปด้วยรอยยิ้ม “บางทีคุณหนูเลี่ยวอาจจะมีคนอื่นที่คู่ควรกับนางมากกว่าคุณชายหลี”

พอได้ยินเช่นนั้นเถิงหลิ่งก็พยักหน้าด้วยท่าทางยินดี ทั้งยังออกปากเสนอความช่วยเหลือให้นางอย่างใจกว้าง “จะให้ข้าช่วยอะไรหรือไม่เจ้าคะ”

ท่าทางกระตือรือร้นของเถิงหลิ่งทำให้จิวเซียนรู้สึกงุนงงอยู่บ้าง แต่มีคนเสนอความช่วยเหลือให้แม้ไม่รู้ว่าจะให้ช่วยเรื่องอันใดก็นับว่าเป็นเรื่องดี นางจึงยิ้มสดใสตอบกลับอย่างอารมณ์ดีไปว่า “เจ้าช่วยข้าเฝ้าที่นี่ไว้ก็พอ”

เถิงหลิ่งพยักหน้าอย่างเข้าใจ ถึงแม้จะสงสัยที่จิวเซียนชอบออกไปเที่ยวเล่นอยู่บ้าง แต่หน้าที่ของนางคือการดูแลอีกฝ่ายให้ปลอดภัยยามอยู่ในศาลเจ้าแห่งนี้ นางจะสนใจเรื่องอื่นไปทำไมกัน

ขณะที่จิวเซียนกำลังเดินทางออกจากศาลเจ้า นางก็อดนึกถึงคำพูดของแม่ทัพอี้ขึ้นมาไม่ได้

‘ไม่ต้องห่วง ไม่ว่าเจ้าจะอยู่ที่ไหนหรือทำอะไรก็มีคนของข้าจับตาดูเจ้าอยู่แน่นอน’

แม้จะวางใจอยู่บ้าง แต่ถ้าหากถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลานางก็อดหวาดผวาขึ้นมาไม่ได้เช่นกัน เพราะถ้าเขาต้องส่งคนมาดูแลนางเช่นนี้ก็แปลว่าชีวิตนางกำลังตกอยู่ในอันตรายตลอดเวลาไม่ใช่หรือ ดังนั้นนางต้องรีบจัดการเรื่องทุกอย่างให้จบลงโดยเร็วที่สุด

คิดเช่นนั้นเสร็จจิวเซียนก็ตัดสินใจเดินทางเข้าสู่ตัวเมืองทันที

จิวเซียนเลือกที่จะเดินปะปนเข้าไปในผู้คนมากมายโดยมีจุดหมายอยู่ที่โรงเตี๊ยมของจิ่นเต๋อ แต่ยังไปไม่ถึงไหน นางก็เห็นสตรีที่คุ้นหน้าคุ้นตาสองนางกำลังยืนประชันหน้ากันเสียก่อน

ไม่ใช่สิยืนคุยกันต่างหาก…

จิวเซียนรีบวิ่งเข้าหลบไปหลังเสาต้นหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสตรีทั้งสอง นางพยายามมองและเงี่ยหูฟังอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมาสักอย่าง นอกจากรู้ว่าสตรีทั้งสองนางคือเลี่ยวฮุ่ยอิ๋งและฮวาชิงฉิน

แม้จะไม่ได้ยินแต่สายตาที่เชือดเฉือนกันขณะปากยังขยับพูดด้วยรอยยิ้ม ทำให้นางคิดเอาเองว่าเรื่องที่พวกนางคุยกันจะต้องไม่ใช่เรื่องที่ดีอย่างแน่นอน

“คุณหนู…เจ้าจะซื้อรึไม่ ถ้าไม่ซื้อก็ออกไปให้พ้นจากหน้าร้านข้าสักที!” เสียงของแม่ค้าที่ดังแทรกขึ้น ทำให้จิวเซียนที่ยืนจ้องปฏิกิริยาของคนทั้งสองอยู่สะดุ้งตกใจ ก่อนจะหันกลับไปเจรจากับแม่ค้าผู้นั้นเสียยกใหญ่

แต่พอพูดคุยกับแม่ค้าเสร็จ สตรีทั้งสองนางต่างก็แยกย้ายกันไปเสียแล้ว สุดท้ายจิวเซียนก็ไม่ได้อะไรเกี่ยวกับเลี่ยวฮุ่ยอิ๋งและฮวาชิงฉิน แต่กลับได้ผลไม้ถุงใหญ่ที่ต้องซื้อจากแม่ค้าหน้าเลือดเจ้าของแผงหลังเสาต้นที่นางใช้หลบแทน

เมื่อเห็นผู้คนมากมายเดินขวักไขว่ไปมาทั้งยังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรสออกชาติ จิวเซียนก็ตัดสินใจเดินวนเวียนในตลาดสักครู่เพื่อเก็บข้อมูลจากข่าวซุบซิบนินทาของชาวบ้าน และก็ไม่ผิดหวัง เพราะนางได้ยินข่าวสำคัญที่น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับนาง

“ได้ข่าวหรือไม่ เขาลือกันว่าราชครูหลัวกำลังจะมาที่เมืองของพวกเราเพื่อตรวจตราความสงบสุขของประชาชนตามรับสั่งของฮ่องเต้” เสียงของสตรีนางหนึ่งพูดขึ้นกับเพื่อนของนาง

“หมายถึงราชครูหลัวที่แก่จนใกล้ตายผู้นั้นน่ะเหรอ” แม่ค้าที่กำลังส่งของให้สตรีนางนั้นถามขึ้นด้วยความสงสัย

ได้ยินเท่านั้นสตรีที่เป็นเจ้าของเรื่องก็ตำหนิแม่ค้าทันที “ระวังปากเจ้าหน่อยสิ!” ก่อนจะลดเสียงลงและหันไปพูดคุยกับเพื่อนของนางอีกครั้ง “ท่านเจ้าเมืองคงต้องลำบากใจเป็นแน่ เพราะคนเหล่านั้นคงรีบเสนอหน้าออกมาต้อนรับก่อนอย่างแน่นอน”

ไม่ว่าจะแวะฟังวงสนทนาไหน ทุกคนล้วนพูดคุยเรื่องเดียวกันหมด ทำให้จิวเซียนอดสงสัยไม่ได้ว่า ราชครูหลัวเป็นใคร เหตุใดเจ้าเมืองต้องลำบากใจยามที่เขามา และใครที่จะกล้าหักหน้าเจ้าเมืองโดยแย่งหน้าที่ต้อนรับขุนนางใหญ่ผู้นี้ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งงุนงงมากกว่าเดิม ทั้งเห็นว่าอยู่ต่อไปคงไม่ได้อะไรมากกว่าที่รู้อยู่แล้ว นางจึงตัดสินใจเดินทางกลับศาลเจ้าพร้อมกับคำถามมากมายในใจ

……………………

 

วันต่อมา...

บนถนนที่ทอดยาวสายหนึ่ง รถม้าของราชครูหลัวก็กำลังวิ่งช้า ๆ ไปตามทางเพื่อเดินทางไปสู่เมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากชายแดน

“หยุด~

คนขับรีบดึงม้าเอาไว้ทำให้รถทั้งคันพลันกระตุกวูบจากการหยุดชะงักอย่างรวดเร็ว เขาพยายามปลอบม้าให้สงบลง ก่อนจะถามบุรุษที่กระโดดเข้ามาขวางทางอย่างกะทันหันด้วยท่าทางระแวดระวัง “เจ้าเป็นใคร”

เมื่อรู้สึกถึงความผิดปกติ ราชครูหลัวก็เปิดหน้าต่างของรถม้าเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอเห็นบุรุษสูงใหญ่ในชุดสีดำสนิทที่ปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิดแล้ว คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันแน่น “ไม่เป็นไรให้เขาเข้ามาได้”

หลังชายชุดดำเข้ามาภายในรถม้า ราชครูหลัวก็หรี่ตามองอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเป็นผู้เริ่มบทสนทนาก่อน “พวกเจ้าเรียกข้ามามีเรื่องอันใดให้ข้าทำอย่างนั้นรึ”

“นายของข้าต้องการของสองอย่าง” บุรุษชุดดำตอบสั้น ๆ ก่อนจะถ่ายทอดคำสั่งที่ได้รับมา “แน่นอนว่าให้ค่าตอบแทนมากกว่าเดิม”

ราชครูหลัวพยักหน้ารับรู้อย่างเข้าใจ เพราะหนึ่งในนั้นเป็นของที่พวกเขาทำการค้าร่วมกันมาช้านาน “แล้วของอีกอย่างที่เขาต้องการคือสิ่งใด”

“สตรีนางหนึ่ง”

ได้ยินคำตอบจากอีกฝ่ายราชครูหลัวก็ยกยิ้มถามอย่างเจ้าเล่ห์ “ไม่นึกว่าเขาจะว่างพอมาสนใจเรื่องเช่นนี้ด้วย สตรีนางนั้นมีดีอะไรกัน”

เมื่อเห็นว่าชายชุดดำไม่สนใจจะตอบคำถามทั้งยังมองมาด้วยสายตาเย็นชาแล้ว ราชครูหลัวก็รีบเก็บรอยยิ้มและกลับมามีสีหน้าเคร่งขรึมทันที “ไม่ใช่เรื่องยาก เป็นอันว่าข้าตกลง”

หลังพูดคุยจบราชครูก็เขียนอะไรบางอย่างลงกระดาษ ก่อนจะเลื่อนหน้าต่างออกและส่งมันให้กับสตรีหน้าตาจิ้มลิ้มนางหนึ่งซึ่งยืนรออยู่ตรงนั้นอย่างพอดิบพอดี เมื่อเห็นว่านางรับของไปและเก็บมันไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูหลัวก็ปิดหน้าต่างเหมือนเดิมโดยไม่ได้พูดคุยกับนางแม้แต่คำเดียว

“นางเป็นใคร” บุรุษชุดดำถาม

“นางเป็นคนคอยส่งข่าวให้แก่พ่อค้าที่จะช่วยให้ข้อตกลงของเจ้ากับข้าเป็นจริงอย่างไรเล่า พวกเจ้าไว้ใจนางได้”

พอชายชุดดำได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก และกลับไปทำหน้าที่ของเขาต่อ “พวกข้าจะได้ของเมื่อไหร่”

ราชครูหลัวครุ่นคิดเพียงชั่วครู่ก็ตอบออกไปว่า “อย่างแรกได้ภายในสามวัน ส่วนอีกอย่างยังไม่แน่นอน” เมื่ออีกฝ่ายมีท่าทีเร่งร้อนทั้งยังถูกเพิ่มงาน ราชครูหลัวก็อดถามออกไปไม่ได้ว่า “แล้วเงินของข้าล่ะ”

“ของมาเมื่อไหร่ก็ได้เงินกลับไปเมื่อนั้น”

บุรุษชุดดำตอบพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ราชครูหลัว  จากนั้นจึงกล่าวเตือนก่อนจะหันหลังลุกออกจารถม้าไป

“หวังว่าท่านราชครูจะไม่ทำให้เจ้านายของข้าผิดหวัง มิเช่นนั้นชีวิตการเป็นขุนนางของท่านคงไม่ราบรื่นอีกต่อไป”

คำเตือนนั้นทำให้ราชครูหลัวต้องแค่นเสียงหัวเราะออกมาอย่างดูแคลน “แค่สตรีนางหนึ่งถึงกับต้องข่มขู่ข้าเชียวรึ” เขาไม่อาจข่มความสงสัยเอาไว้ได้จึงคลี่กระดาษที่เพิ่งได้รับมาจากชายชุดดำออก ก่อนจะอ่านเนื้อความในนั้นซึ่งอธิบายถึงสตรีที่เป็นเป้าหมายของอีกฝ่ายอย่างครุ่นคิด

รถม้าที่หยุดนิ่งมานานออกตัววิ่งอีกครั้ง มุ่งหน้าสู่เมืองเล็ก ๆ ที่ไม่สลักสำคัญทว่ามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย...

……………………

 

เมื่อวานจิวเซียนออกไปข้างนอกแทบทั้งวัน ทำให้แถวของชาวบ้านที่รอขอพรจากนางในวันนี้ยาวกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

หลังจากรับฟังคำขอและพูดคุยกับชาวบ้านเสร็จ จิวเซียนก็มีโอกาสได้ถามเถิงหลิ่งถึงเรื่องที่นางสงสัย “เถิงหลิ่งราชครูหลัวเป็นคนเช่นไรหรือ  ข้าได้ยินชาวบ้านพูดกันว่าเขากำลังจะมาที่เมืองของเรา”

ได้ยินนางถามเช่นนั้น เถิงหลิ่งก็มีสีหน้าแปลกใจก่อนจะอธิบายให้ฟัง “ราชครูหลัวเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญและเป็นอาจารย์ของฮ่องเต้พระองค์ก่อนเจ้าค่ะ เขาไม่ใช่คนที่ดีเท่าใดนัก ที่ยังอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ก็เพราะอำนาจที่สะสมมาตั้งแต่สมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อน” พูดถึงตรงนี้เถิงหลิ่งก็ถอนหายใจหนัก ๆ ออกมา “เขาเป็นคนที่ทำให้บิดาของคุณชายหลีตกที่นั่งลำบากจนถึงทุกวันนี้เจ้าค่ะ”

“เป็นเช่นนี้นี่เอง”

เรื่องที่ได้ฟังทำเอาจิวเซียนถึงกับขมวดคิ้วมุ่น นางกำหนดให้ครอบครัวของจิ่นเต๋อโดนโยนความผิดจนถูกเนรเทศออกมาจากเมืองหลวง แต่งานเขียนของนางยังดำเนินเรื่องราวไปไม่ถึงตอนที่คนร้ายตัวจริงถูกเปิดเผยว่าเป็นคนใกล้ตัวซึ่งคนผู้นั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับราชครูหลัวแม้แต่เรื่องเดียว

เพียงเพราะนางไม่เคยใส่รายละเอียดเหล่านี้ลงไป เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงต่างจากที่นางวางเอาไว้จนเกือบหมดอย่างนั้นหรือ ราชครูหลัวอะไรนั่นนางไม่เคยรู้ว่าเขามีตัวตนอยู่ในเรื่องของนางด้วยซ้ำ

นางเคยคิดว่าที่นี่คือโลกที่นางสร้างขึ้น แต่ยิ่งได้รู้จักนิสัยของผู้คนที่เคยคิดว่ารู้จักดีมากเท่าไหร่ พบเจอกับเรื่องราวมากมายที่ไม่เคยจดจำได้ว่ากำหนดไปตอนไหน นางก็ยิ่งรู้ตัวว่านางไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย

“ทางที่ดีท่านเทพธิดาอย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเขาจะดีกว่าเจ้าค่ะ…”

น้ำเสียงกล่าวเตือนของเถิ่งหลิ่งเรียกสติของจิวเซียนกลับมาจากห้วงความคิด และหันมาให้ความสนใจถึงเรื่องราวที่พวกนางกำลังพูดคุยกันอีกครั้ง

เหตุใดจึงไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเขากันเล่า?

พอเห็นว่านางมีท่าทางสงสัย เถิงหลิ่งก็อธิบายออกมาด้วยสีหน้าลำบากใจ “ผู้คนเล่าลือกันว่า ยิ่งเขาแก่ตัวลงก็ยิ่งพยายามหาความสุขดั่งคนหนุ่มมากกว่าเดิม”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้ เรื่องที่นางเขียนไว้ด้วยพู่กันว่าฮวาชิงฉินจะถูกขายให้กับขุนนางเฒ่าคงไม่พ้นราชครูหลัวผู้นี้เป็นแน่ ส่วนกลุ่มคนที่จะออกมาต้อนรับราชครูหลัวจนทำให้เจ้าเมืองลำบากใจก็คงเป็นตระกูลเลี่ยว เพราะถ้าหากตระกูลเลี่ยวมีข้อเสนอดี ๆ ให้แก่ราชครูหลัวผู้มีอำนาจเทียมฟ้าแล้วล่ะก็ การทำมาค้าขายของพวกเขาในอนาคตก็คงจะราบรื่นกว่าเดิม

พอเห็นจิวเซียนเริ่มจมอยู่กับความคิดอีกครั้ง เถิงหลิ่งก็ตัดสินใจไม่อยู่รบกวนนางอีก จึงค่อย ๆ ถอยกายออกจากเรือนหลังเล็กไปอย่างเงียบงัน...

……………………

 

เช้าวันต่อมาจิวเซียนตัดสินใจจะเข้าไปในเมืองเพื่อเตือนจิ่นเต๋อถึงเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น หากเขาสามารถฉุกคิดถึงปัญหาและมีเวลาเตรียมตัวล่วงหน้าแล้วล่ะก็ เรื่องราวต่าง ๆ อาจจะดีขึ้นก็เป็นได้

แต่วันนี้เถิงหลิ่งกลับมีท่าทีที่แปลกไป เมื่อเห็นกำลังจะนางเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมตัวออกไปข้างนอก อีกฝ่ายไม่ได้ถามว่านางจะทำอะไรเหมือนทุกวัน แต่กลับให้คำแนะนำดี ๆ แก่นางแทน “ท่านเทพธิดาเจ้าคะ พวกชาวบ้านมักจะมาช่วงเช้า ค่อยออกไปด้านนอกช่วงบ่ายดีหรือไม่เจ้าคะ จะได้ไม่ผิดสังเกตมากจนเกินไป”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็นิ่งงันไป ก่อนจะเดินจับมืออีกฝ่ายอย่างซาบซึ้งใจที่อุตส่าห์คิดเผื่อนางเป็นอย่างดี “เจ้าช่างเป็นคนดีจริง ๆ ”

“ยามที่ออกไปอย่าลืมเอาร่มติดไปด้วยนะเจ้าคะ ช่วงนี้ฝนตกเกือบทั้งวัน หากโดนละอองฝนมากเกินไปจะป่วยเอาได้” เถิงหลิ่งพูดกับนางด้วยรอยยิ้มเอ็นดู

ความห่วงใยที่ได้รับทำให้จิวเซียนอดรู้สึกขอบคุณอีกฝ่ายไม่ได้ เพราะนอกจากจะเฝ้าศาลเจ้าและคอยหลอกชาวบ้านว่านางนอนพักผ่อนอยู่ทั้ง ๆ ที่แอบหนีออกไปด้านนอกแล้ว เถิงหลิ่งยังต้องคอยทำงานหนักอีกมากมายหลายอย่างเพื่อรับใช้นาง

จิวเซียนมองสตรีตรงหน้าอย่างมุ่งมั่นว่าหลังจากนี้นางจะต้องดูแลเอาใจใส่อีกฝ่ายให้มากขึ้นและสร้างปัญหาให้น้อยลง เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจที่ได้รับมา มีสตรีจิตใจงดงามเช่นนี้คอยอยู่เป็นเพื่อนทั้งยังคอยเป็นห่วงเป็นใย นับว่าเป็นโชคดีที่หาได้ยากยิ่งของนางแล้ว

หลังพบปะชาวบ้านที่มาศาลเจ้าในช่วงเช้าเสร็จ จิวเซียนก็รีบเปลี่ยนชุดอีกครั้งและเดินทางเข้าเมือง แต่ยังไม่ทันไปถึงโรงเตี๊ยมก็มีเสียงของคนคุ้นเคยทักนางเสียก่อน

“เจ้ามาทำอะไรแถวนี้”

พูดถึงโจโฉโจโฉก็มา[1] นางไม่ต้องไปถึงโรงเตี๊ยมของเขา จิ่นเต๋อก็เข้ามาทักนางถึงที่...

จิวเซียนไม่ได้ตอบคำถามของจิ่นเต๋อเพราะยามนี้นางต้องคิดอย่างถี่ถ้วนว่าจะบอกใบ้อย่างไรให้ไม่มีพิรุธ และทำให้เขาเข้าไปช่วยเหลือฮวาชิงฉินกำลังจะถูกใช้เป็นใบเบิกทางสู่ความมั่งคั่งของตระกูลเลี่ยวโดยเร็วที่สุด แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกจึงได้แต่พูดออกไปว่า “ทำไมเจ้าไม่ปิดโรงเตี๊ยมสักวันเล่า”

‘หากเจ้ายุ่งอยู่กับงานแล้วจะไปช่วยฮวาชิงฉินทันได้อย่างไร ดังนั้นปิดมันสักวันเถอะ เพื่ออนาคตอันสดใสของข้า!’

ในใจของจิวเซียนกำลังคิดอะไรอยู่จิ่นเต๋อไม่มีทางรู้ได้ พอได้ยินนางพูดเช่นนั้นก็รู้สึกงงงันเป็นอย่างยิ่ง “ข้าจะทำแบบนั้นไปทำไม”

“ข้ามาเตือนด้วยความหวังดี หากเจ้าไม่ปิดโรงเตี๊ยมและไปช่วยเหลือใครบางคนแล้วล่ะก็เจ้าต้องเจอปัญหาแน่ ๆ ”

ยิ่งเห็นนางพูดไม่รู้เรื่องเช่นนี้ จิ่นเต๋อก็ขมวดคิ้วมุ่น “เชื่อคนอย่างเจ้าข้าก็คงบ้าไปแล้ว”

“เหตุใดจึงไม่เชื่อข้ากัน ข้าแค่บอกให้เจ้าไปช่วยเหลือใครบางคนเท่านั้นเอง” ท่าทางของเขาทำให้จิวเซียนได้แต่พูดออกไปอย่างอัดอั้นตันใจ จะพูดตรงเกินไปก็ไม่ได้ เพราะคนฉลาดอย่างเขาต้องจับพิรุธได้แน่ แต่พอบอกอ้อม ๆ ก็กลับกลายเป็นไม่น่าเชื่อถือ แล้วนางควรพูดกับเขาอย่างไรกัน!

ระหว่างที่จิวเซียนกำลังคิดว่านางควรจะทำอย่างไรต่อไปดี ก็มีกลุ่มอันธพาลกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามาหาพวกนางด้วยท่าทางไม่น่าไว้ใจเสียก่อน “คุณชายหลีพวกข้ามีเรื่องจะคุยด้วย!”

[1] พูดถึงโจโฉโจโฉก็มา หมายถึง เวลาพูดถึงใคร คนผู้นั้นก็โผล่มาพอดี

“รีบหลบออกไปก่อน” พอเห็นว่าคนกลุ่มนี้ตรงเข้ามาด้วยท่าทางหาเรื่อง จิ่นเต๋อก็รีบผลักนางไปทางด้านหลังทันที

“แต่...” จิวเซียนพูดออกมาอย่างลังเลใจ มโนธรรมของนางถูกดึงออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังคงมีความเป็นสุภาพบุรุษอยู่ แต่ยังไม่ทันพูดอะไรต่อเขาก็พูดขัดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่นเสียก่อน “ถึงอย่างไรข้าก็เป็นบุรุษ ย่อมมีทางเอาตัวรอดอยู่แล้ว”

จิวเซียนซาบซึ้งใจได้เพียงครู่เดียว เขาก็หันมามองนาง พลางพูดเสียงเบาแตกต่างจากเมื่อครู่ลิบลับ “หรือเจ้าอยากจะอยู่ที่นี่ก็บอกมา ข้าจะได้รีบวิ่งหนีแทน”

แค่เห็นดวงตากลอกกลิ้งมองซ้ายแลขวาเพื่อหาทางหนีของเขา นางก็โยนคำชื่นชมที่บอกว่าเขาเป็นสุภาพบุรุษทิ้งไปจนหมด “ท่านนี่มัน!!...” สุดท้ายก็ได้แต่มองเขาอย่างอิดหนาระอาใจโดยไม่อาจสรรหาคำต่อว่าใด ๆ ออกมาได้

พอฝ่ายอันธพาลเห็นพวกนางกระซิบกระซาบกันโดยไม่สนใจพวกเขาก็พูดขึ้นมาอย่างหมดความอดทน “จะยืนคุยกันเองอีกนานเท่าไหร่ ไม่ได้ยินรึว่าพวกข้ามีธุระกับคุณชายหลี”

ท่าทางของกลุ่มอันธพาลทำให้จิ่นเต๋อยกยิ้มขึ้น เขาแสร้งทำเป็นพูดคุยกับจิวเซียนเพื่อตรวจสอบว่าอีกฝ่ายจะตรงเข้ามาทำร้ายพวกเขาหรือไม่ แต่ดูเหมือนคนกลุ่มนี้จะไม่มีเจตนาเช่นนั้น “พวกเจ้ามีธุระอะไรกับข้า”

“มีคนต้องการเชิญให้คุณชายหลีไปที่แห่งหนึ่ง”

คำตอบของอันธพาลเหล่านั้นทำให้จิ๋นเต๋อต้องเลิกคิ้วถามขึ้นด้วยความสงสัย “เหตุใดเจ้านายของพวกเจ้าจึงไม่มาเชิญข้าด้วยตัวเองเล่า”

ได้ยินเขาพูดเช่นนั้นหนึ่งในอันธพาลก็เผลอหลุดพูดเสียงดังออกมาด้วยความโมโหทันที “จะให้คุณหนูของพวกเราออกหน้าอย่างนั้นรึ!”

แม้ว่าอันธพาลผู้นั้นจะรู้ตัวและรีบหุบปากลง แต่จิวเซียนก็รู้แล้วว่าคนที่ส่งพวกเขามาคงไม่พ้นคุณหนูเลี่ยว นางมองเหล่าชาวบ้านที่เดินผ่านไปผ่านมาแต่ทำทีเป็นไม่สนใจพวกนาง เพราะเกรงกลัวอำนาจของตระกูลเลี่ยว พวกเขาจึงไม่คิดยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกนางอย่างแน่นอน

แต่จิ่นเต๋อก็ทำให้จิวเซียนแปลกใจ เพราะแทนที่จะมีท่าทีรำคาญหรือพยายามหาทางปฏิเสธเลี่ยวฮุ่ยอิ๋ง เขากลับพยักหน้าด้วยท่าทางเข้าอกเข้าใจแตกต่างจากตอนที่โวยวายเรื่องคุณหนูเลี่ยวกับนางโดยสิ้นเชิง “ที่แท้ก็เป็นนาง ข้าจะไปที่นั่นเองพวกเจ้าแค่บอกที่อยู่มาก็พอ”

เห็นจิ่นเต๋อยินยอมกลุ่มอันธพาลพอก็เอ่ยชมอย่างได้ใจ “น่าจะว่าง่าย ๆ อย่างนี้ตั้งแต่แรก คุณหนูของพวกเราต้องพอใจเป็นแน่”

“ท่านจะไปจริง ๆ งั้นเหรอ” จิวเซียนถามจิ่นเต๋ออย่างกังวล แต่เขากลับส่งสายตาพราวระยับกลับมา ก่อนจะเขยิบเข้ามาและพูดเสียงเบาด้วยใบหน้าที่ยังคงประดับรอยยิ้มน้อย ๆ เช่นเดิม “นับหนึ่งถึงสามแล้วทำตามข้า”

แม้จะงุนงงว่าเขาจะทำอะไร แต่นางก็นับในใจตามที่เขาบอก

หนึ่ง สอง สา…หมับ!

นับยังไม่ทันจบมือของจิวเซียนก็โดนคว้าเอาไว้ให้วิ่งหนีไปด้วยกันกับเขาเสียแล้ว “นี่เป็นแผนของท่านรึ!” นางได้แต่ตะโกนถามบุรุษที่กำลังวิ่งหน้าตั้งนำอยู่ด้านหน้า

“หรือเจ้ามีทางออกที่ดีกว่านี้”

แน่นอนว่านางคิดหาวิธีเอาชนะอันธพาลกลุ่มนี้ไม่ออก จึงจ้องยอมรับความจริงและวิ่งเงียบ ๆ ต่อไป...

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

กลุ่มอันธพาลยังคงตามมาอย่างไม่ลดละ ทำให้พวกนางต้องกัดฟันเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้น แม้จะเหนื่อยจนแทบขาดใจแล้วก็ตาม

จิ่นเต๋อพาจิวเซียนวิ่งตัดผ่านตรอกเล็ก ๆ ทะลุไปยังถนนสายหนึ่ง แต่กลับมีคนกลุ่มหนึ่งยืนขวางทางอยู่ เขาจึงรีบตะโกนเตือนออกไปเสียงดัง “ด้านหน้านั่นช่วยหลบไปที”

พอวิ่งเข้าไปใกล้ ๆ ก็เห็นว่ากลุ่มคนที่ยืนขวางทางอยู่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นฮวาชิงฉินและชายร่างใหญ่ท่าทางดุดันยืนอยู่ด้านหลังเหมือนเป็นผู้ติดตามของนาง “คุณชายหลี ท่านกำลังวิ่งหนีผู้ใดอยู่หรือ”

จิ่นเต๋อไม่มีเวลาพอที่จะตอบคำถามของอีกฝ่าย เพราะเขากำลังพยายามวิ่งอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อหนีกลุ่มอันธพาลที่กำลังตามมาอย่างกระชั้นชิด เห็นเช่นนั้นฮวาชิงฉินก็ส่งสายตาให้ชายท่าทางดุดันด้านหลังนางทันที เมื่อได้รับคำสั่งชายสองคนนั้นก็ตรงเข้าไปจัดการพวกอันธพาลอย่างรู้งาน

พอรู้ตัวว่ารอดแล้วทั้งสองคนก็หยุดวิ่ง จิ่นเต๋อรีบหันไปพูดขอบคุณฮวาชิงฉินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนราวกับคุณชายผู้แสนดีเสียยกใหญ่ เพราะยามนี้อันธพาลที่ถูกคุณหนูเลี่ยวส่งมาโดนผู้ติดตามของสตรีเบื้องหน้าจัดการเรียบร้อยแล้ว

จิวเซียนที่กำลังหอบจนตัวโยนมองทั้งสองคนพูดคุยกันด้วยความสงสัย ว่าสตรีที่ดูไร้พิษภัยอย่างฮวาชิงฉินไปเอาผู้ติดตามท่าทางน่ากลัวเช่นนี้มาจากไหน และนางกล้าสั่งให้คนของนางลงมือทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเจ้านายของอีกฝ่ายคือใครได้อย่างไร

ครุ่นคิดอยู่ไม่นานจิวเซียนก็รู้สึกขนลุกวาบโดยไม่อาจหาสาเหตุได้ แต่พอเห็นสายตาของฮวาชิงฉินที่กำลังมองมือของจิ่นเต๋อซึ่งยังคงจับมือของนางไว้ นางก็รีบดึงมือของตัวเองออกมาทันที

เมื่อครู่นางตาฝาดไปใช่หรือไม่ มิเช่นนั้นจะเห็นเห็นสตรีที่อ่อนหวานกลับกลายเป็นดั่งนางมารมากเล่ห์กลได้อย่างไรกัน!

 

***************************************

**rewrite ครั้งที่ 2 14/12/2560


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #161 Asahi_san (@amire) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 07:44
    คบกับพระเอกได้ น่าจะคิดได้นะว่านางเอกก็น่าจะไม่ใสเหมือนกัน 5555
    #161
    0
  2. #144 AprilIV (@babyll) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 03:24
    เอ๊ะ หรือบทจะสลับกัน ฮวาชิงฉินคือนางร้ายที่ฉลาดหลักแหลมรึเปล่า
    #144
    1
  3. #116 sm_lovelypinkboy (@sm-lovelypinkboy) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:26
    จิวเซียนไม่ได้สร้างศัตรูเพิ่มใช่มั้ย???
    #116
    0
  4. #74 nuinuinui56 (@nuinuinui56) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2559 / 14:35
    วิ่งหนีตลอดๆ มีนางมารเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง
    #74
    1
    • #74-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 9)
      27 ธันวาคม 2559 / 12:24
      แบบนี้ต้องเาใจช่วยนางเอกกันหน่อยแล้วสินะ ^^
      #74-1
  5. #73 Porrypor (@porrypor) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 21:58
    อื้อหือ ตัวร้ายเพิ่มอีก1 จิวเซียนสู้ๆ!!

    ปล.ท่านแม่ทัพรีบกลับมาทำคะแนนเร็ว เดี๋ยวแพ้เจิ่นเต๋อนะ!

    มาต่อไวๆน้า ค้าง 5555
    #73
    1
  6. #72 oiltipomsomsuay (@oiltipomsomsuay) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 23 ธันวาคม 2559 / 03:14
    รอๆๆๆค่ะ
    #72
    0
  7. #71 ลั้ลลลา นั่งอ่านนิยาย (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 19:58
    มาต่อเร็วๆนะคะ สนุกมากกกก 😊
    #71
    1
    • #71-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 9)
      22 ธันวาคม 2559 / 21:13
      ขอบคุณค่ะ ^_^
      #71-1
  8. #70 อ่านได้อ่านดี (@VIVIDS) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 09:15
    นางร้ายแอ๊บอ่อนหวาน
    นางเอกระวังเลยยย
    #70
    1
  9. #69 Meteorsky (@Meteor123) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 08:08
    วรั้ยย นางร้ายยยย
    #69
    1
  10. #68 Clovery.Honey (@Muki-mokun-mook) (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 22 ธันวาคม 2559 / 02:57
    อู้วว ได้ตัวร้ายเพิ่มใช่ปะ หุหุ
    นางเอกจะรอดจากโลกนี่มั้ยเนี่ย
    #68
    1
    • #68-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 9)
      22 ธันวาคม 2559 / 21:14
      จะรอดมั้ยนะ อิอิ
      #68-1