สวรรค์ร่ายรัก [จบ]

ตอนที่ 2 : บทที่ 1 ฝันข้ามคืน [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4694
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 33 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

ภายในห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ขณะที่แพทย์และพยาบาลพยายามช่วยหญิงสาวผู้หนึ่งอย่างเต็มที่ พยาบาลสาวก็พูดขึ้นว่า "คุณหมอคะ อัตราการเต้นของหัวใจคนไข้ต่ำลงแล้วค่ะ”

ได้ยินเช่นนั้น แพทย์ที่รับหน้าที่ดูแลก็สั่งออกไปทันที “รีบปั๊มหัวใจเร็วเข้า” เมื่อพยาบาลสาวทำตามและเห็นว่าไม่ได้ผล คุณหมอก็ออกคำสั่งอีกครั้ง

"ลองอีกครั้ง”

สิ้นคำพูดนั้นพยาบาลสาวก็ปรับกระแสไฟให้แรงขึ้นก่อนจะทำการปั๊มหัวใจคนไข้ตรงหน้าตามที่ได้รับคำสั่ง

แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล ภายในห้องฉุกเฉินจึงเกิดความตึงเครียดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่

ตี๊ดดดดดดด

เสียงบ่งบอกถึงการหยุดของอัตราการเต้นของหัวใจ คือสิ่งสุดท้ายที่เจ้าของร่างได้ยินท่ามกลางความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ก่อนจะรู้สึกเหมือนกำลังจะหลับอยู่ในฝันยาวนานอีกครั้ง และคงไม่มีวันได้ตื่นขึ้นมาอีก

……………………

 

หลังเผชิญหน้ากับความตายจากการกำเริบของอาการป่วยที่ต้องคอยรักษามาเนิ่นนาน 'หลวนจิวเซียน' นักเขียนสาวผู้แสนอ่อนแอก็ตกอยู่ในความมืดมิดไม่มีที่สิ้นสุด

แต่ในยามที่ได้สติและคิดว่าความตายช่างเงียบเหงาเป็นอย่างยิ่ง กลับเริ่มได้ยินเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้นทำลายความเงียบงันลง

“ข้าขอบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์…”

นั่นมันเสียงอะไรกัน จิวเซียนได้แต่คิดขึ้นมาอย่างไม่เข้าใจ

“ได้โปรดฟังคำขอของข้าด้วย”

เสียงบทสวดที่แลดูเก่าคร่ำครึนั้นทำเอานางเผลอหัวเราะออกมาอย่างขบขัน พลางคิดว่าขนาดตายไปแล้ว นางยังมีอารมณ์ฝันอยู่อีกหรือ

“ข้าขอบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์ ได้โปรดฟังคำขอของข้าด้วย…”

ยิ่งได้ยินจิวเซียนก็ยิ่งอดหัวเราะออกมาไม่ได้ เพราะประโยคนั้นฟังเหมือนกับประโยคในนิยายที่นางเพิ่งแต่งไปไม่มีผิดเพี้ยน ขนาดตายไปแล้วนางก็ยังกังวลเรื่องเขียนนิยายไม่จบ หรือนี่จะกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้นางไม่อาจไปผุดไปเกิดก็เป็นได้

“ข้าขอบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์..."

พอได้ยินเสียงอีกครั้ง จิวเซียนก็เริ่มรู้สึกว่าชักจะไม่ดีเสียแล้ว ในเมื่อเสียงนั้นดูจะไม่มีวันจบสิ้น หรือนางต้องฟังคำพูดประโยคนี้ไปตลอดกาล

“ข้าขอบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์ ได้โปรดฟังคำขอของข้าด้วย…" ยิ่งได้ยิน จิวเซียนก็ยิ่งต้องพยายามตื่นจากความฝันนี้มากขึ้น เพราะการอยู่ท่ามกลางความมืดพร้อมกับได้ยินเสียงสวดภาวนาดังก้องไปทั่วเช่นนี้ ไม่ชวนให้รู้สึกดีเลยสักนิด แต่การพยายามปลุกตนเองของนางดูจะไม่เป็นผล เมื่อนางยังคงจมปลักกับประโยคที่วนซ้ำไปมาอยู่เช่นเดิม

“ข้าของบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์..."

 ให้ตายเถอะ หยุดเสียที!

นางได้แต่ตะโกนกู่ร้องอยู่ในใจ แต่ผ่านไปไม่นานก็มีแสงแห่งความหวังส่องมาถึง เมื่อประโยคที่ดังขึ้นนั้นไม่ใช่ประโยคเดิมอีกต่อไป

เสียงสวดภาวนาที่ดังมาจากเบื้องล่างกำลังสะท้อนก้องพร้อมกันว่า "ข้าขอบวงบูชาแด่เทพบนสรวงสวรรค์ ได้โปรดฟังคำขอของข้าด้วย ขอท่านเมตตา ประทานฝนให้ตกลงมาด้วยเถิด!

สิ้นเสียงนั้นหญิงสาวที่อยู่ท่ามกลางความมืดมานาน ก็กระตุกวูบและร่วงหล่นลงอย่างรวดเร็ว

“กรี๊ด!!!!...”

นางกรีดร้องเสียงดังเมื่อพบว่าตัวเองกำลังพุ่งผ่านฟากฟ้า ทะลุกลุ่มก้อนเมฆหนาสีดำทมิฬ ก่อนจะโผล่พ้นเข้าไปในเขตท้องฟ้าสีคราม

แสงแดดสว่างจ้าจนทำให้นางมองแทบไม่เห็น สิ่งที่นางรู้มีเพียงอย่างเดียวคือ พื้นโลกอยู่ไม่ไกลแล้ว!

ช่วงเวลาที่นางคิดว่ากำลังจะโหม่งพื้นโลกตายด้วยสภาพน่าอเนจอนาถ พลันรู้สึกว่ามีสายลมอ่อน ๆ เข้ามาช่วยคอยพยุงเอาไว้ ทำให้ความเร็วที่ตกลงมาค่อย ๆ ลดลง แม้จะยังคงร่วงลงไปเช่นเดิม แต่ในชั่วพริบตาก่อนจะถึงพื้น ร่างของนางก็ถูกรับไว้ด้วยชั้นผ้ามากมาย ก่อนจะหล่นลงบนกลางกองอะไรบางอย่างที่นุ่มหยุ่นพอจึงรอดพ้นจากการตายไปอย่างหวุดหวิด

ตุบ ๆ ๆ ๆ ตุบ!!

เมื่อรู้สึกว่ายามที่ตกลงมาถึงพื้นไม่ได้เจ็บอย่างที่คิด จิวเซียนก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งและพบว่าภาพเบื้องหน้าดูแปลกตาอย่างถึงที่สุด

รอยทะลุแหว่งบนผ้าหลากสีที่แขวนประดับอยู่ กลิ่นหอมของอาหารหลากหลายที่วางรายล้อมรอบด้าน กองหมอนและเสื้อผ้าจำนวนมากเป็นเบาะรองรับชั้นดีที่ช่วยให้นางรอดชีวิตมาได้

“นะ นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จิวเซียนพูดขึ้นอย่างงุนงงขณะพยายามยันกายลุกขึ้น แววตาของนางรู้สึกพร่าเลือนจากแสงแดดที่สาดส่องลงมาจนต้องยกมือขึ้นมาบัง

เมื่อสายตาปรับรับแสงได้ นางก็ต้องแปลกใจกับภาพของผู้คนที่รายล้อมรอบด้าน เพราะพวกเขาต่างอยู่ในชุดโบราณที่ดูแปลกตา

หรือนางกำลังอยู่ในความฝัน?

พอนึกได้ว่าการตกลงมาแล้วไม่ตายไม่มีทางเป็นไปได้ในความเป็นจริงแล้ว นางก็มั่นใจว่าจะต้องเป็นความฝันมากขึ้นไปอีก สุดท้ายจึงค่อย ๆ ลุกขึ้นเดินออกจากใจกลางของแท่นพิธีอะไรบางอย่างไปหาคำตอบจากใครก็ได้ที่ยอมพูดคุยกับนาง

 “อะ เอ่อ…”

 แม้จิวเซียนคิดจะถามออกไป เพื่อดูว่านี่เป็นฝันจริง ๆ หรือไม่ แต่ผู้คนรอบด้านก็ดูไม่อยากจะพูดคุยกับนางสักเท่าไหร่ เพราะพวกเขากำลังยุ่งกับการพินิจพิเคราะห์ตัวนางอยู่

“หรือเทพเจ้าจะทรงประทานนางมาให้พวกเรา” สาวชาวบ้านผู้หนึ่งถามคนข้าง ๆ ก่อนจะมีใครบางคนพูดว่า “พวกเราขอฝนจากท่านต่างหากเล่า แล้วคุณหนูผู้นี้จะมาข้องเกี่ยวได้อย่างไร”

คนผู้นั้นพูดจบผู้คนก็พากันหันมามองจิวเซียนที่ยังคงยืนค้างอยู่ที่เดิมอีกครั้ง “ชุดของนางดูแปลกตา”

ทันทีที่ได้ยินแบบนั้นจิวเซียนถึงรู้สึกตัวว่านางยังอยู่ในชุดสีเขียวของโรงพยาบาลเช่นเดิม นางถอนหายใจอย่างโล่งอกเมื่อไม่เห็นรอยเลือดหรือร่องรอยจากการผ่าตัด เพราะนี่ก็เป็นดั่งสิ่งยืนยันอีกชิ้นหนึ่งว่านางกำลังฝันอยู่จริง ๆ

“นางเป็นสายจากต่างแคว้นอย่างนั้นรึ” พ่อค้าผู้หนึ่งพูดขึ้น ก่อนที่ใครอีกคนจะแย้งว่า “ไม่นะข้าไม่เคยเห็นเสื้อผ้าแบบนี้มาก่อน”

ยิ่งเห็นผู้คนรอบด้านมีความคิดอ่านไม่เหมือนกับคนในยุคปัจจุบัน ทั้งยังพูดคุยกันอย่างเป็นธรรมชาติ จิวเซียนที่คิดว่ากำลังอยู่ในความฝันก็เริ่มนึกสนุกขึ้นมา เพราะโอกาสที่จะได้อยู่ในโลกเสมือนจริงทั้งยังมีสติครบถ้วนดีเช่นนี้จะหาจากที่ไหนได้อีกกัน

สำหรับนักเขียนอย่างนาง สถานการณ์ตรงหน้าเปรียบดั่งประสบการณ์อันแสนล้ำค่า หากทิ้งมันไปนับว่าสูญเปล่าแล้ว คิดได้เช่นนั้นดวงตาของนางก็เป็นประกายเสียจนซ่อนความยินดีเอาไว้ไม่มิด เพราะอยากรู้ว่ากำลังจะเกิดสิ่งใดขึ้น

ระหว่างที่ผู้คนพูดคุยกันเรื่องที่นางตกลงมาจากฟากฟ้า จิวเซียนก็หันไปสนใจรอบด้านแทน นางพยายามเก็บภาพบรรยากาศและสถานที่โบราณตรงหน้าเอาไว้ในความทรงจำอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดความฝันจึงสมจริงเช่นนี้ก็ตาม

แต่เมื่อสังเกตดูดี ๆ แล้วก็ต้องมีสีหน้าแปลกใจ เพราะส่วนที่นางอยู่นั้นดูเหมือนจะเป็นศาลเจ้าเก่า ๆ นอกตัวเมือง

คนพวกนี้ก็คงจะมารวมตัวกันเพื่อขอพรบางอย่างอย่างจากเทพเจ้า...

“เกิดอะไรขึ้น” เสียง ๆ หนึ่งดังขัดความคิดของนาง ทำให้จิวเซียนต้องย่นหัวคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย พอหันไปมองทางต้นเสียง ก็พบกับทหารลาดตระเวนของทางการที่คอยระวังภัยให้ชาวบ้านกำลังเดินเข้ามาใกล้ด้วยท่าทางสงสัยในตัวนาง

เขามองพิจารณาไม่นานก็ตัดสินใจได้ จึงหันไปสั่งการพรรคพวกเสียงดัง “จับตัวนางเอาไว้”

“เดี๋ยว ๆ ๆ พวกท่านเข้าใจผิดแล้ว ข้ามิใช่คนน่าสงสัย...”  จิวเซียนเห็นทหารลาดตระเวนเหล่านั้นทำท่าจะเข้ามาจึงรีบชิงอธิบายออกไป

“แต่งกายประหลาด ทั้งยังตกมากลางพิธีเช่นนี้อีกจะไม่น่าสงสัยได้อย่างไร” ทหารผู้หนึ่งพูดขึ้นเสียงกร้าว “จับนาง!”

พอเห็นคนกรูเข้ามาอย่างหึกเหิม หางตาของจิวเซียนก็พลันกระตุกอย่างช่วยไม่ได้ ในหัวของนางมีคำ ๆ หนึ่งผุดขึ้นมาว่า...

วิ่ง!

นางต้องวิ่งหนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะความฝันนี้คงไม่ใช่ฝันดีอีกต่อไป สวรรค์นี่นางกำลังพบเจอกับสิ่งใดอยู่กัน!

จิวเซียนวิ่งหนีเต็มฝีเท้าพลางพยายามปลุกให้ตนเองตื่น การโดนทหารร่างใหญ่ที่มีใบหน้าบึ้งตึงวิ่งไล่ ไม่ใช่สิ่งที่นางอยากพบเจอแม้แต่น้อย อีกอย่าง หากโดนจับได้นางจะตอบเกี่ยวกับที่มาของนางอย่างไรได้

‘ขอโทษด้วยพี่ชายพอดีข้าพึ่งตายและตกลงมาจากฟ้า ข้าคิดว่าที่นี่คือความฝันของข้าเอง’

จะให้นางตอบไปตามตรงเช่นนั้นรึ? แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะขืนตอบตามนั้นนางคงถูกหาว่าเป็นคนบ้ากันพอดี หรือต่อให้โกหก หากถูกจับได้นางจะไม่โดนโยนเข้าคุกหรือ ทางเดียวที่จะหลุดจากสถานการณ์เช่นนี้ได้มีแต่ต้องรีบตื่นเท่านั้น!

แต่ไม่ว่าจะหยิกจะตบ หรือหลับตาแล้วลืมขึ้นมาอีกกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ภาพตรงหน้าก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง จิวเซียนจึงเลือกที่จะวิ่งตัดป่า ผ่านเนินเขาเล็ก ๆ เข้าไปในเมือง สุดท้ายก็สามารถสลัดทหารที่วิ่งไล่ตามมาหลุดไปได้

“ดูเหมือนจะไม่มีใครตามมาแล้ว..." นางพึมพำเสียงเบาขณะลอบเข้าเมืองอย่างระมัดระวัง

เมื่อพบว่าปลอดภัยแล้ว จิวเซียนก็นั่งพิงกำแพงอย่างอ่อนล้า นางแอบอยู่ในตรอกเล็ก ๆ ตรอกหนึ่ง พลางตระหนักถึงความจริงได้ว่า ต่อให้อยู่ในความฝันพละกำลังของนางก็ยังคงเท่าเดิม ยิ่งเคยมีโรคประจำตัวด้วยแล้ว ก็ยิ่งรู้ดีว่าการจะฝืนวิ่งหนีต่อไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก นางจึงตัดสินใจนั่งพักผ่อนให้แรงกลับมาและเริ่มคิดไตร่ตรองดี ๆ อีกครั้ง

“บางทีชุดนี้คงจะเด่นมากไป” นางพึมพำเสียงเบายามก้มมองชุดผู้ป่วยที่สวมใส่อยู่

จิวเซียนเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยต่าง ๆ เพื่อหาชุดมาเปลี่ยน จนกระทั่งพบเจอเสื้อผ้าเก่า ๆ ที่ถูกแขวนตากไว้

“ขอโทษด้วย ข้าจำเป็นจริง ๆ” นางพูดพึมพำด้วยความรู้สึกผิดขณะมือทั้งสองค่อย ๆ หยิบชุดที่ถูกตากไว้ “ถ้ามีโอกาสข้าจะเอามาคืนให้ก็แล้วกัน” พูดจบก็รีบวิ่งหนีไปทันที แล้วหาที่ลับตาคนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า

ตุบ!

เสียงอะไรบางอย่างหล่นลงมาจากเสื้อตัวเก่า ทั้ง ๆ ที่ตัวเสื้อไม่มีกระเป๋าให้เก็บของได้ ยิ่งนางเห็นของที่ร่วงลงมาก็ยิ่งต้องงุนงง เพราะของชิ้นนี้คือ 'พู่กัน' เก่าแก่ที่มีลวดลายงดงามอันหนึ่ง จิวเซียนจำได้ว่านางพกมันไปโรงพยาบาลด้วย และได้ลองใช้มันอยู่ครั้งสองครั้ง ก่อนโดนหามเข้าห้องฉุกเฉินเพราะอาการกำเริบ

มันควรอยู่ที่ห้องในโรงพยาบาลไม่ใช่หรือ แล้วมันมาอยู่กับนางในตอนนี้ได้อย่างไร?

จะว่าไปนี่ก็เป็นความฝัน มีของที่คุ้นตาติดตัวมาก็คงไม่แปลก…

จิวเซียนจ้องมองพู่กันในมืออย่างครุ่นคิด พู่กันอันนี้เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลที่นางได้มาจากปู่ ถึงจะดูลึกลับอยู่บ้าง แต่ในเวลาเช่นนี้พู่กันเก่า ๆ จะมีประโยชน์อันใด

พอเปลี่ยนชุดเสร็จจิวเซียนก็มัดผมลวก ๆ และหยิบพู่กันขึ้นมาเก็บเอาไว้ในสาบเสื้ออย่างลังเล พลางเดินออกจากตรอกปะปนไปกับผู้คน

ยามนี้ใบหน้าของนางดูสกปรกมอมแมม ผมเผ้าก็ดูยุ่งเหยิง ทั้งยังสวมชุดเก่าขาด จึงทำให้นางดูเหมือนขอทานไม่ก็คนจรจัดทั่วไป จึงกลืนไปกับฝูงชนได้โดยง่าย

จิวเซียนมองไปรอบด้านอย่างสนอกสนใจ ยามนี้นางกำลังได้อยู่ในโลกที่ได้แต่จินตนาการถึง เพราะทุกอย่างดูเหมือนในนิยายของนางอย่างไม่มีผิดเพี้ยน

ผู้คนสวมใส่ชุดมากมายหลายแบบ ร้านค้ากระจายขายตามข้างทางอย่างครื้นเครง และความเรียบง่ายของบ้านเมืองรอบด้าน ทำให้นางอดนึกไม่ได้ว่านางคงจะฝันเฟื่องไปมากจึงสร้างโลกในฝันให้เป็นดั่งนิยายที่นางเขียนได้มากถึงเพียงนี้ แต่นี่ก็เป็นแค่ฉากเท่านั้นเพราะนางไม่เห็นตัวละครของนางในความฝันนี้เลย

พอเดินไปเรื่อย ๆ ก็สวนกับแม่ค้าที่คอยนำอาหารใส่ตระกร้าใบใหญ่เดินเร่ขาย เพียงเสี้ยวเวลาที่สบตากัน แม่ค้าผู้นั้นก็หันมายิ้มแย้มและทักทายนาง "คุณหนูหิวอยู่รึเปล่า”

แม่ค้าผู้นั้นรีบยื่นซาลาเปาอุ่น ๆ ชิ้นหนึ่งมาให้ด้วยท่าทีเป็นมิตร “ลองกินดูสิ ๆ ”

“ท่านน้าข้าไม่...” จิวเซียนคิดจะปฏิเสธเพราะนางไม่มีเงินติดตัว แต่แล้วแม่ค้าผู้นั้นก็พูดแทรกขึ้นเสียก่อน "ลองกินดูก่อนเถิด ข้าเห็นเจ้าน่าจะหิวจึงอยากให้ลองชิมดู" แม่ค้าผู้นั้นยิ้มอ่อนโยนพลางพูดด้วยน้ำเสียงเห็นใจ แล้วจึงเปลี่ยนเป็นยิ้มเศร้าสร้อย “รับน้ำใจจากข้าสักหน่อยไม่ได้หรือ"

สุดท้ายพอโดนคะยั้นคะยอมากเข้าจิวเซียนก็ต้องรับซาลาเปาลูกนั้นมากัดกินไปคำหนึ่ง อาจจะเป็นเพราะนางหิวอยู่ไม่น้อย จึงรู้สึกว่าซาลาเปาลูกนี้ก็อร่อยดี

พอแม่ค้าเห็นนางกินด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย ก็รีบยัดถุงกระดาษที่ใส่ซาลาเปาอีกหลายลูกมาให้ “กินเข้าไปอีกเถอะ ๆ ” จิวเซียนที่รู้สึกเกรงใจต้องยื่นคืนกลับไป ก่อนจะบอกว่า “ท่านน้าข้ากินไม่ไหวแล้ว”

ชั่วขณะนั้นนางเห็นสายตาของแม่ค้าเบื้องหน้ามีประกายไหลผ่านวาบ ด้วยท่าทางเหมือนแอบซ่อนแผนการร้าย จิวเซียนเห็นว่าดูแปลก ๆ ที่แม่ค้าไม่ยอมรับของคืนจึงคิดจะเดินหนีไปในทันที แต่ยามที่หมุนตัวจะเดินจากไป ก็ถูกอีกฝ่ายจับมือไว้เสียก่อน ทั้งยังพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เดี๋ยวก่อนคุณหนู จ่ายเงินข้ามาด้วย”

“เอ๋…” จิวเซียนร้องออกมาอย่างงุนงง

พอเห็นท่าทีของนางแม้ค้าก็ทำเป็นชี้แจงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “ก็ค่าซาลาเปาในมือเจ้าไงเล่า”

พอได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็ต้องแต่ยิ้มแห้ง “แต่ข้าไม่มีเงินติดตัว...”

หลังสิ้นคำพูดของนางแม่ค้าก็พูดเสียงดังท่าทางเอาเรื่อง “หรือคุณหนูคิดจะเบี้ยวข้า?

มาถึงตอนนี้จิวเซียนถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่า อีกฝ่ายจงใจเรียกตนว่าคุณหนู ทั้ง ๆ ที่นางแต่งตัวโทรมราวขอทาน ดูท่านางคงจะโดนหลอกเข้าเสียแล้ว คิดได้ก็ชวนให้โมโหขึ้นมา จึงรีบแย้งกลับไปทันที “ข้ากินซาลาเปาไปแค่ลูกเดียว แถมเป็นท่านที่ยัดเยียดให้ข้ากินเองด้วย”

ฝ่ายแม่ค้าไม่สนใจในคำแก้ตัวนั้น นางรีบโวยวายขึ้นบ้างว่า “ในเมื่อไม่มีเงินจ่ายเจ้าก็ต้องไปทำงานใช้เงินคืนข้า” พลางพูดเสียงดังออกมาว่า “ข้าบอกให้เจ้าคืนเจ้าก็ต้องคืน!”

เมื่อเห็นเรื่องกำลังจะบานปลาย จิวเซียนจึงคิดจะตะโกนขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง เพราะแม้จะอยู่ในฝัน แต่ก็เป็นฝันที่ไม่รู้ว่าจะตื่นเมื่อไหร่ ทั้งนางก็เหมือนจะเพิ่งตายไป แล้วนางจะกล้าเสี่ยงให้มีเรื่องแย่ ๆ เกิดขึ้นได้อย่างไรกัน

“ชะ ช่วยด้วย…” แม้จะส่งเสียงร้องออกไป แต่ก็ไม่มีใครสนใจแม้แต่คนเดียว

ยังไม่ทันที่นางจะตะโกนร้องขอความช่วยเหลือเสร็จ แม่ค้าจอมปลอมผู้นั้นก็จับแขนนางไว้พลางตวาดขึ้นมาเสียงดังเสียก่อน “เงียบเดี๋ยวนี้เลยนะ” นอกจากนั้นยังบีบแขนนางอย่างแรง จนนางต้องร้องออกมาเพราะความเจ็บ

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาทำเพียงแค่ชำเลืองมองก่อนจะพากันเดินต่อไปโดยไม่คิดจะช่วยเหลือแม้แต่น้อย เพราะพวกเขาเห็นว่านางเป็นเพียงขอทานไม่ก็คนจรจัด ดังนั้นหากพวกเขาช่วยนางจะได้อะไรขึ้นมา ยิ่งไปกว่านั้นทุกคนในแถบนี้ต่างรู้ดีว่าแม่ค้าจอมปลอมผู้นี้เป็นใคร จึงไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว

ตอนที่จิวเซียนไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะสลัดแขนออกจากแม่ค้าจอมปลอมอย่างไรก็ไม่หลุด เสียงไพเราะเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น

“เจ้าอยู่ที่นี่นี่เอง”

พอหันไปมองทางเจ้าของเสียง เวลารอบด้านก็ดูจะเชื่องช้าลงจนเกือบจะหยุดหมุน นางได้แต่มองคนตรงหน้าจนตาค้าง ก่อนจะเพียงแค่ยืนนิ่งอึ้งมองสาวงามเบื้องหน้าที่กำลังย่างก้าวเข้ามาอย่างงดงาม

 “ฮวาชิงฉิน?”  แม่ค้าจอมปลอมเอ่ยชื่อสตรีรูปงามตรงหน้าอย่างนึกสงสัยว่าเหตุใดนางจึงมาอยู่ที่นี่ ในขณะที่จิวเซียนได้แต่จ้องมองสตรีเบื้องหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

ใบหน้าเรียวงามรูปไข่ ริมฝีปากบางได้รูป ดวงตาอันแสนอ่อนโยน และชุดสีอ่อนหวานที่ไม่ถึงกับเรียบง่ายแต่ก็ไม่หรูหราเกินไป มือซ้ายกางร่มบดบังแสงแดด มือขวาถือร่มอีกคันเอาไว้เสมือนเตรียมใว้ให้ผู้อื่น

สตรีที่ก้าวเท้าเข้ามาช้า ๆ นางนี้เป็นใครบางคนที่จิวเซียนรู้จักดี ก็เพราะนางคือ ‘ฮวาชิงฉิน’ ยอดนางโลมแห่งหอร้อยบุปผาที่เพียบพร้อมทั้งความงามและกิริยา หรือก็คือนางเอกในนิยายที่จิวเซียนเขียนขึ้นมานั่นเอง!

 “เจ้าเป็นอะไรรึเปล่า” เมื่อสตรีรูปงามเห็นว่าจิวเซียนนิ่งค้างไป ก็หันมาถามด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะหันไปทางแม่ค้าจอมปลอมแล้วพูดออกไปว่า “ท่านน้านางมารอข้า ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว” แล้วจึงยื่นเงินออกไปให้พอดีกับค่าซาลาเปาที่ถูกยัดเยียดมาให้จิวเซียนทั้งหมด พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ข้าจะจ่ายส่วนของนางเอง”

ท่วงท่าอันงดงามและความใจดีของนางทำให้ผู้คนรอบด้านพากันหยุดชื่นชม เพราะมีใครไม่รู้บ้างเล่าว่าแท้จริงแล้วเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้คือเรื่องอันใด

แม่ค้าจอมปลอมพอเห็นฮวาชิงฉินทำตัวเป็นผู้ใจบุญ จนเป็นจุดสนใจดึงดูดผู้คนให้มามุงดู ก็มีท่าทีไม่พอใจเล็กน้อย “คิดจะเอาตัวนางไปเพื่อเพิ่มชื่อให้หอร้อยบุปผาของพวกเจ้าอย่างนั้นรึ”

คำพูดพยายามยัดเยียดว่าอีกฝ่ายก็คิดหลอกสตรีเข้าหอเช่นเดียวกับที่นางคิดทำ ทำให้ฮวาชิงฉินยิ้มน้อย ๆ “ข้าเพียงแค่อยากจะพูดคุยกับนางเท่านั้น”

แม้ในความเป็นจริงคงไม่มีใครเชื่อคำพูดของสตรีนางนี้เป็นแน่แท้ เพราะนางเป็นถึงยอดนางโลมแห่งหอร้อยบุปผาจะมาคบค้ากับคนจรจัดได้อย่างไร แต่เพราะฮวาชิงฉินได้ชื่อเรื่องความใจดีมีเมตตาเป็นที่สุด สิ่งที่นางทำตอนนี้จึงไม่มีใครกล้าแย้ง กลับมีแต่จะชื่นชมมากขึ้นด้วยซ้ำ

สักพักฮวาชิงฉินก็พูดอธิบายขึ้นอีกครั้ง “ท่านน้าโปรดคิดดูดี ๆ ก่อนเถิด หากมีใครรู้ว่าพวกท่านเสาะหาสตรีเข้าหอโคมเขียวของตนด้วยวิธีเช่นนี้ คงเป็นเรื่องไม่ดีเท่าใดนัก”

พอฮวาชิงฉินพูดออกมาตรง ๆ ผู้คนรอบด้านจึงเริ่มวิจารณ์เหตุการณ์ตรงหน้าทันที ด้านจิวเซียนที่ยืนนิ่งค้างอยู่ เมื่อได้สติกลับมาก็มองไปยังสตรีที่ช่วยนางไว้อย่างชื่นชมและภูมิใจ พลางนึกว่านางคิดถูกแล้วที่สร้างให้นางเอกของนางมีนิสัยเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นแล้ว ใครจะมาช่วยนางยามกำลังจะโดนแม่ค้าจอมปลอมหลอกพาไปทำงานที่หอนางโลมกันเล่า

ตอนนี้จิวเซียนมั่นใจได้แล้วว่าโลกใบนี้คือนิยายของนาง แม้จะดูเหมือนจริงเกินกว่าจะเป็นความฝัน แต่เพราะยังไม่อยากคิดอะไรมากนัก นางจึงคิดว่าเดี๋ยวพอตื่นขึ้นอีกครั้งทุกอย่างนี้ก็คงจะหายไปเอง

บางทีนะบางที นางอาจจะตื่นขึ้นมาตอนที่หมอช่วยชีวิตนางไว้แล้วก็เป็นได้ บางทีตอนนี้นางอาจจะยังไม่ตาย แค่หมดสติไปเท่านั้น บางทีนี่อาจจะเป็นพรจากเทพบนสวรรค์ให้นางได้เข้ามาชื่นชมผลงานของตัวเองก็เป็นได้

จิวเซียนพยายามมองโลกในแง่ดีต่อไป…

ด้านแม่ค้าจอมปลอมเมื่อเห็นว่าเถียงต่อไปก็ไม่ชนะ จึงได้แต่ส่งเสียงสบถออกมา แล้วจึงสะบัดหน้าเดินหนีไปอย่างไม่พอใจ

เมื่อเห็นว่าเรื่องจบลงเหล่าผู้คนที่มามุงดูก็เริ่มแยกย้ายออกไปจนหมด

ฮวาชิงฉินหันดวงตาคู่งามไปมองสตรีที่นางเพิ่งช่วยไว้ นางคิดว่าแม้สตรีนางนี้จะดูเหมือนคนจรจัด แต่จริง ๆ แล้วได้ซ่อนความงามเอาไว้ จึงไม่แปลกที่จะโดนแม่เล้าซึ่งคอยหาเหยื่ออยู่ตลอดเวลาสนใจและเข้ามาหลอกล่อเช่นนี้

ผ่านไปสักพักใบหน้าของฮวาชิงฉินก็ฉายแววสงสัย เมื่อเห็นสตรีที่อยู่ในชุดมอมแมมตรงหน้าดูเหมือนกำลังจมอยู่กับความคิดและหลุดลอยออกจากความเป็นจริง ไปเสียแล้ว

จิวเซียนรู้สึกตัวอีกทีก็คือตอนที่อีกฝ่ายยื่นมือมาโบกไปมาตรงหน้าเพื่อเรียกสติของนาง

ใบหน้างดงามบริสุทธิ์กับดวงตาแฝงรอยยิ้มคู่นั้น ดูสมบูรณ์แบบเกินไปแล้ว ยิ่งเห็นก็ยิ่งอดภูมิใจในความสามารถที่สรรสร้างตัวละครเช่นนางเอกในนิยายเบื้องหน้าออกมาไม่ได้ โดยไม่รู้เลยว่าฮวาชิงฉินกำลังมองนางเปลี่ยนอารมณ์และท่าทางไปอย่างไม่เข้าใจ

อยู่ ๆ สายฝนที่ผู้คนร้องเรียกหามายาวนานก็เริ่มโปรยปราย

“ฝนตกแล้วรึ?

ฮวาชิงฉินเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ด้วยรอยยิ้มบางเบาอย่างยินดี ท่วงท่าของนางราวกับภาพวาดอันแสนงดงามจนทำให้ผู้คนไม่อาจถอนสายตาออกมาได้

เพราะฮวาชิงฉินกางร่มเพื่อบังแสงแดดไว้ตั้งแต่แรกขณะที่มืออีกข้างถือร่มอีกคันร่างกายจึงไม่โดยฝน ต่างจากจิวเซียนที่ตัวเปียกเสียจนชุ่มฉ่ำ

ในเมื่ออีกฝ่ายก็มีร่มอยู่สองหากนางเข้าไปขอจะดูหน้าด้านไปหรือไม่

จิวเซียนจด ๆ จ้อง ๆ ร่มที่ยังไม่ได้ใช้งานของฮวาชิงฉินไม่วางตา ถึงอย่างไรสตรีเบื้องหน้าก็เพิ่งจะช่วยนางเอาไว้ หากช่วยเหลืออีกเรื่องหนึ่งคงไม่เป็นไร...กระมัง

“แย่ล่ะสิ” ฮวาชิงฉินอุทานออกมาด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบเดินเข้ามาหา แล้วกางร่มอีกคันออกพลางยื่นให้อย่างเบามือ “ที่ ๆ ข้าอยู่พาเจ้าไปด้วยไม่ได้ รับร่มกับซาลาเปาพวกนี้ไว้เถอะ ถือซะว่าเป็นน้ำใจจากข้า”

จิวเซียนมองฮวาชิงฉินที่เดินจากไปราวกับเทพธิดามาโปรด เพราะนอกจากจะช่วยเหลืออีกทั้งยังยอมสละร่มที่อาจจะเตรียมให้ผู้อื่นกับนางแล้ว อีกฝ่ายยังให้ของกินกับนางอีกด้วย

ในโลกแห่งความจริงจะหาสตรีดี ๆ เช่นนี้ได้อีกหรือ

จิวเซียนคิดพลางส่ายหัวก่อนจะเดินต่อไปอย่างไร้จุดหมายอีกครั้ง นางต้องการที่สำหรับหลบพักผ่อน เพราะฝนที่ชาวบ้านร้องขอมานานมีแต่จะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ  

อีกอย่าง นางก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้ตื่นจากฝันนี้เสียที

หากเป็นฝันที่เข้าออกได้บ่อย ๆ นางก็คงจะชอบ แต่ถ้าเป็นฝันที่ต้องอยู่อย่างยาวนาน โดยไม่มีคนรู้จัก ไม่มีเงิน ไม่มีแม้แต่ที่จะซุกหัวนอน อีกทั้งยังหิวและเหนื่อยได้เหมือนดั่งเวลาอยู่ในโลกจริง ๆ แล้ว นางจะอยู่รอดต่อไปในฝันนี้ได้อย่างไร!

หากนางตายไปในนี้ ร่างจริงของนางก็อาจจะตายไปด้วยก็ได้…

คิดได้เช่นนั้นจิวเซียนก็มีสีหน้าที่สิ้นหวังมากกว่าเดิม แต่ออกเดินไปได้ไม่ไกลก็ต้องรีบหลบเข้าไปในตรอกเล็ก ๆ อีกครั้ง เมื่อเห็นทหารและกลุ่มคนคุ้นหน้าคุ้นตากำลังตามหานางอยู่

“เห็นสตรีหน้าตาแบบนี้บ้างหรือเปล่า”

“พวกเจ้าเห็นสตรีแต่งชุดแปลกประหลาดบ้างหรือไม่”

จิวเซียนกัดฟันมองคนเหล่านั้นพยายามตามหานางอย่างขยันขันแข็ง พวกเขาโกรธที่นางไปทำลายพิธีหรือ ฝนก็ตกลงมาตามที่ขอแล้วจะตามจองล้างจองผลาญนางไปทำไมกัน!

นางได้แต่กรีดร้องอยู่ในใจ ขณะภาวนาขออย่าให้ใครจำนางได้ ก่อนจะค่อย ๆ เดินหลบมุมออกไปปนเปกับผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมา

แต่ความจริงมักจะโหดร้ายกว่าที่คิด เพราะมีใครบางคนจำนางได้ จึงรีบชี้มาทางนางพลางพูดขึ้นเสียงดังว่า “ข้าเคยเห็น ๆ นางเอาซาลาเปาของข้าไป นางอยู่ทางนั้น!”

ให้ตายเถิด โลกช่างแคบยิ่งนัก!

แค่ได้ยินจิวเซียนก็รู้แล้วว่านั่นต้องเป็นแม่ค้าจอมปลอมเมื่อครู่เป็นแน่ พอหันไปเห็นผู้คนที่กำลังจะวิ่งมา นางก็ต้องตั้งท่าเตรียมจะวิ่งหนีอีกครั้งทันที

 “นั่นไง” หนึ่งในคนที่ตามหานางโพล่งเสียงดังขึ้น ก่อนที่อีกคนจะวิ่งตามมาพลางตะโกนว่า “คุณหนู หยุดก่อน!”

แต่จิวเซียนมิได้ฟังคำเหล่านั้น นางเพียงแค่วิ่งหนีออกไปอย่างไม่คิดชีวิต ด้วยไม่รู้ว่าหากโดนจับได้จะโดนทำอะไรบ้าง จิวเซียนวิ่งไปไม่นานก็หลุดมาถึงผืนดินโล่งกว้างทางแถบชานเมืองผืนหนึ่ง ที่มีเพียงทุ่งหญ้าเขียวขจีกับต้นไม้ต้นใหญ่ต้นหนึ่งเท่านั้น นางเอามือยันกับต้นไม้อย่างเหนื่อยหอบ ก่อนจะเดินโซเซเล็กน้อย จนไม่ทันมองและไปสะดุดกับอะไรบางอย่างเข้า

พลั่ก!

จิวเซียนล้มหน้าคว่ำแต่กลับไม่ค่อยรู้สึกเจ็บเท่าไหร่ เพราะมีใครบางคนรองรับร่างของนางเอาไว้

 “ขะ ขอโทษ…” นางพูดขณะรีบยันตัวขึ้นมา เมื่อเห็นใบหน้าของคนที่นางล้มทับชัด ๆ โลกทั้งใบก็ราวกับจะหยุดหมุนลงไม่ต่างจากตอนที่เจอฮวาชิงฉิน

ชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาผู้มีดวงตาและรอยยิ้มอันแสนอบอุ่นกำลังนั่งพิงต้นไม้จ้องมองมายังนาง หากจะบอกว่าสตรีผู้แสนเพียบพร้อมที่ช่วยเหลือนางไว้คือนางเอกในนิยายของนางแล้วล่ะก็ ชายผู้นี้จะต้องเป็นพระเอกในนิยายนางอย่างแน่นอน!

เขาคือ ‘หลีจิ่นเต๋อ’ ลูกชายของอดีตขุนนางตกอับ ผู้ขึ้นชื่อเรื่องความหนักแน่นในคุณธรรมจนมีแต่คนชื่นชม ใบหน้าของเขาหล่อเหลาไร้ที่ติ ริมฝีปากที่กำลังยกยิ้มอ่อนโยนค่อย ๆ พูดออกมาว่า “เจ้า…”

จิวเซียนรอฟังน้ำเสียงมีเสน่ห์ที่นางคิดว่ากำลังจะพูดถ้อยคำปลอบโยนออกมาอย่างตั้งใจ แต่ประโยคที่ได้ยินก็ต้องทำให้ใบหน้าแข็งค้างแทน

“เจ้าไม่มีตารึ! ถึงไม่เห็นว่าข้านอนอยู่จนเดินมาชนล้มทับข้าได้”

เขาพูดด้วยใบหน้าที่ยังคงความอบอุ่นอ่อนโยนไว้ ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปเป็นสายตามองต่ำพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากดั่งชายเจ้าเล่ห์กลับกลอกแทน “แต่ในเมื่อเจ้าไม่ได้จงใจเดินมาชนข้า ข้าก็จะไม่คิดอะไรมากแล้วกัน”

ท่าทางเหมือยตนเองถูกทุกอย่างและสายตาเย้ยหยันนั้น ทำให้จิวเซียนถึงกับชะงักค้างทั้งยังต้องขยี้ตาไปมาและจ้องมองคนเบื้องหน้าอีกครั้ง คนผู้นี้เป็นใครกัน พระเอกที่นางสร้างนิสัยอ่อนโยนและมีจิตใจงดงามกว่านี้ไม่ใช่หรือ

จากนั้นไม่นานนักคำพูดประโยคถัดมาของเขา ก็ทำให้ภาพพระเอกในฝันของนางพังทลายลงในพริบตา

“ส่งซาลาเปาในมือเจ้ามาซะ”

นั่นคือประโยคสุดท้ายที่นางได้ยินจากชายตรงหน้า ก่อนที่เขาจะยื่นมือเข้ามาฉกถุงซาลาเปาในมือของนางออกไปด้วยตนเอง

เขาหยิบซาลาเปาออกมากินอย่างไม่แยแสและไม่เห็นนางอยู่ในสายตา แล้วยังมีหน้าหันมามองราวกับจะบอกนางว่าให้รีบ ๆ ไปไหนก็ไป เพราะเขาไม่มีวันแบ่งซาลาเปานี้ให้ใครอีกแน่นอน

ท่าทางเช่นนั้นทำเอาจิวเซียนยืนนิ่งค้าง สมองไม่เหลือสิ่งใดให้คิดได้อีก ยิ่งเห็นพระเอกผู้ไร้ที่ติของนางกำลังเอนหลังพิงต้นไม้สบาย ๆ ขณะสองมือกอดถุงซาลาเปาที่ขโมยไปจากนางพร้อมกับหาวออกมาอย่างขี้เกียจแล้ว มุมปากของนางก็กระตุกอย่างไม่อาจหยุดได้ ยามนี้นางอยากจะกรีดร้องออกมาดัง ๆ ว่า

ให้ตายเถอะสวรรค์ เหตุใดพระเอกที่นางอุตส่าห์สรรค์สร้างมา ถึงกลายเป็นคนมารยาททรามเช่นนี้กัน!!

 

***************************************

**rewrite ครั้งที่ 2 14/12/2560


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 33 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #155 Asahi_san (@amire) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2560 / 15:35
    พระเอกเรื่องมีความน่าตบ!
    #155
    0
  2. #137 AprilIV (@babyll) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2560 / 01:35
    อู้วววว แหวกแนวดีค่ะ เขียนดีด้วย จะติดตามนะค้าาา
    #137
    1
  3. #109 sm_lovelypinkboy (@sm-lovelypinkboy) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 มกราคม 2560 / 16:23
    หลุดเข้ามาในนิยายตัวเอง แต่ดูเหมือนว่าจะไม่เหมือนกับที่ตัวเองเขียนเสียทุกอย่าง 5555
    เรื่องจะเป็นอย่างไรต่อไป ทหารพวกนั้นไม่ได้จับนางไปลงโทษใช่มั้ย
    ในเมื่อฝนตก ชาวบ้านคงเข้าใจว่านางเป็นคนทำให้ฝนตก ทำให้นางกลายเป็นเทพธิดา??
    #109
    0
  4. #40 บัว (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2559 / 18:05
    เจ๋งมากก แหวกแนวสุดๆ. อึ้ง อึ้ง อึ้งไปเลย รออ่านนะ
    #40
    1
    • #40-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 2)
      18 ธันวาคม 2559 / 18:20
      ขอบคุณค่ะ ยังมีเรื่องให้อึ้งรออยู่อีกนะคะ อิอิ ><
      #40-1
  5. #18 nuinuinui56 (@nuinuinui56) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 2 ธันวาคม 2559 / 14:12
    สนุกดีชอบๆ หลงเข้ามาในนิยายที่ตัวเองแต่งแต่ ใครจิได้เป็นพระนางของเรื่องจริงๆ ฮาดี
    #18
    0
  6. #16 Linlij (@Linlij) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 / 22:22
    อ่า... หนูสมองช้า พี่ไรท์ช่วยเล่าเรื่องคร่าวๆให้หน่อยสิคะ งงๆอ่า
    (ที่เข้าใจนะคะ)
    คือนางเอกแต่งนิยาย แล้วหลุดเข้าไปในโลกนิยายตัวเอง เจอนางเอกนิยาย(นางโลม)และพระเอกนิยาย(ลูกขุนนาง) แต่ในนิยายเรื่องที่นางเอกแต่ง จะเหมือนโลกนิยายที่นางเอกหลุดเข้าไปปะคะ? แล้วนางเอกเราเป็นใครในนิยายเรื่องนี้กัน?? ใช่เทพธิดารึป่าว?? แต่นางเอกยังแต่งไม่เสร็จหนิ... เชียร์พี่ไรท์ ^0^
    #16
    1
    • #16-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 2)
      9 ธันวาคม 2559 / 23:04
      ขอโทษที่ตอบช้านะคะ คือนางเอกหลุดเข้าไปในนิยายตนเองค่ะ ในนั้นพระเอกนางเอกที่ถูกแต่งไว้มีอยู่เหมือนเดิมหมด แต่เพราะเรื่องยังแต่งไม่จบเลยไม่รู้ว่าจะเป็นแบบไหน ต้องรอดูไปพร้อมๆกับนางเอกของเราแล้วค่ะ ส่วนนางเอกจะเป็นใครในนิยายนั้นต้องรออ่านต่อไปนะคะ ขอบคุณกำลังใจนะ ><
      #16-1
  7. #15 Meteorsky (@Meteor123) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 / 02:02
    หนุกกกกกกก
    #15
    0
  8. #14 Clovery.Honey (@Muki-mokun-mook) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2559 / 02:40
    ฮ่าๆๆๆ ตลกดีค่ะ ชอบๆ
    #14
    0
  9. #13 nawnam (@nawnam) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 21:49
    รอต่อๆๆๆสนุกมาก><!
    #13
    0
  10. #12 rudeet (@rudeet) (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 / 19:05
    สนุก รออ่านนะคะ ชอบทุกเรื่องเลย
    #12
    0