ตอนที่ 18 : บทที่ 17 หลบหนี

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 759
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

“ท่านแม่ทัพมาที่นี่มีเรื่องอันใดหรือเจ้าค่ะ” ฮวาชิงฉินเอ่ยปากถามแม่ทัพอี้ที่จู่ ๆ ก็โผล่หน้ามาที่กระโจมของพวกนาง

ฝ่ายแม่ทัพอี้เพียงมองเข้าไปในกระโจมที่ไร้วี่แววของคนที่เขาตามหาอยู่  ก่อนจะถามด้วยความใบหน้าเคร่งขรึม “นางล่ะ”

คำถามสั้น ๆ ง่าย ๆ แต่ก็มากพอที่จะทำให้ฮวาชิงฉินเข้าใจว่าอีกฝ่ายหมายถึงใคร “แม่นางหลวนออกไปตั้งแต่เช้าแล้วเจ้าค่ะ” ฮวาชิงฉินตอบด้วยรอยยิ้ม แต่คาดไม่ถึงว่าแม่ทัพอี้จะทอดถอนใจราวกับคาดการณ์ไว้แล้ว

“ไปไหน”

ฮวาชิงฉินเห็นท่าทีของแม่ทัพอี้ก็ได้แต่รู้สึกงุนงงว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น เพราะเมื่อวานหลังจากจิวเซียนกลับมาก็มีท่าทางแปลกไป จึงอดสงสัยไม่ได้ว่าสองคนนี้อาจมีเรื่องกระทบกระทั่งกันก็เป็นได้ แม้จะคิดแต่ก็ไม่กล้าถามออกไป จึงได้แต่ตอบคำถามของแม่ทัพอี้แทน

“เห็นนางบอกว่าจะไปเดินเล่นในเมืองสักครู่ คนของท่านแม่ทัพก็ติดตามนางออกไปด้วยนะเจ้าคะ”

แม่ทัพอี้ได้ยินเช่นนั้นก็พยักหน้าน้อย ๆ พลางออกไปถามผู้ติดตามที่ยืนรออยู่หน้ากระโจม “เถิงหลิ่งล่ะ”

“ท่านแม่ทัพ ยังหานางไม่เจอเช่นกัน” ผู้ติดตามตอบด้วยสีน้ำเสียงลังเล

หาไม่เจอก็เหมือนกับขาดการติดต่อ นั่นทำให้แม่ทัพอี้อดขมวดคิ้วแน่นไม่ได้ เขาคิดเอาไว้แล้วว่า หากได้รับรู้ความจริงทั้งหมดนางจะต้องมีความคิดอยากหนีออกไปเป็นแน่

เมื่อวานเขาได้แต่เดินตามนางอยู่ห่าง ๆ ขณะที่นางก้าวเดินกลับกระโจมด้วยสีหน้าเลื่อนลอย หลังจากนั้นก็สั่งการให้เถิงหลิ่งคอยจับตาดูนางเอาไว้ เพียงแต่นึกไม่ถึงว่านางจะพาคนของเขาหายไปด้วย

“ใกล้ได้เวลาเคลื่อนทัพแล้ว ทั้งสองคนน่าจะไปได้ไม่ไกล”

“นางเอาอะไรติดตัวไปด้วยรึเปล่า” แม่ทัพอี้หันกลับไปถามอีกครั้ง ก่อนที่ฮวาชิงฉินจะส่ายหน้าตอบ “ไม่เจ้าค่ะ”

แม้จะได้ยินเช่นนั้น แม่ทัพอี้ก็ไม่วางใจจึงเดินเข้าไปในกระโจม เขากวาดตามองเพียงรอบเดียวก็สังเกตเห็นกล่องไม้เล็ก ๆ ที่ถูกซ่อนเอาไว้ใต้กองผ้าห่มบนที่นอนของจิวเซียน เขาจำได้ว่า เถิงหลิ่งเคยรายงานว่านางมักจะแอบเก็บเงินที่ชาวบ้านบริจาคให้เอาไว้ในกล่องสำหรับยามฉุกเฉิน ถึงแม้จะเก็บที่ละเล็กทีละน้อยแต่ด้วยจำนวนชาวบ้านที่ศัทธาในตัวนางจึงสะสมได้เป็นจำนวนมาก เพียงแต่ยามนี้ในกล่องกลับว่างเปล่าเสียแล้ว

“ท่านแม่ทัพหรือท่านเทพธิดาจะหนีไปแล้ว จะให้รอนางกลับมาก่อนดีหรือไม่” ผู้ติดตามของแม่ทัพอี้เห็นท่าทางของเจ้านายก็รีบถามอย่างลังเล

“รอไม่ได้ ทางราชสำนักส่งสาส์นมาถามถึงตัวนักโทษที่จะเอาไปสอบสวนแล้ว หากช้าไปมากกว่านี้คงไม่ดี” อี้หย่งฝูตอบอย่างจนใจ เพราะคนที่พวกเขาคุมตัวไว้มีราชครูหลัวอยู่ด้วย เหล่าขุนนางที่เกี่ยวโยงและได้ผลประโยชน์กับราชครูหลัวพอได้ข่าวก็เกิดไม่พอใจ จึงพากันรวมตัวเรียกร้องหาทางพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ราชครูหลัวอยู่ตลอดเวลา ทำให้พวกเขาถูกเร่งให้เดินทางกลับไปที่เมืองหลวงโดยเร็ว

“ถ้าเช่นนั้นจะทำเช่นไร ยังไงก็ต้องพานางไปด้วยเพราะนางเป็น…” ผู้ติดตามถามอย่างกระวนกระวาย แต่ยังไม่ทันพูดจบก็โดนแม่ทัพอี้ตัดบทเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะหลุดพูดเรื่องที่ไม่ควรให้ใครได้ยินออกมาเสียก่อน

“ให้หยางเหิงนำทัพเดินทางกลับเมืองหลวงก่อน ข้าจะตามพวกนางไป แล้วค่อยไปสมทบกับพวกเจ้าทีหลัง”

พอสั่งการเสร็จทั้งแม่ทัพอี้และคนของเขาก็จากไป ทำให้ฮวาชิงฉินที่สังเกตได้ถึงความผิดปกติเมื่อครู่ ได้แต่มองตามด้วยความสงสัย ว่าเหตุใดจิวเซียนจึงดูสำคัญต่อแม่ทัพอี้ถึงเพียงนั้น?

……………...

 

อีกด้านหนึ่ง ในเมืองที่ไม่ไกลจากกองทัพ ท่ามกลางตลาดยามเช้าที่มีผู้คนมากมาย เถิงหลิ่งพร้อมทหารหลายนายก็กำลังวิ่งตามหาใครบางคนด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“พวกเจ้าไปทางนั้น รีบหาให้ทั่ว ข้าจะไปอีกด้าน เจอท่านเทพธิดาเมื่อไหร่รีบพามารวมกลุ่มกับพวกข้าที่นี่ทันที”

พอเห็นพวกเขาแยกย้ายไปคนละทาง จิวเซียนที่หลบอยู่ในร้านขายผ้าก็ค่อย ๆ ถอนหายใจออกมา

“ดูเหมือนจะพ้นแล้ว”

กว่านางจะหนีเถิงหลิ่งได้ต้องลำบากไม่น้อย เพราะต้องหลอกล่อให้อีกฝ่ายพานางเข้าไปลองเสื้อผ้า ทหารที่ติดตามมาจะได้รออยู่ข้างนอก ก่อนจะทำตามแผนที่คิดมาโดยจ้างให้แม่ค้าหลอกล่อเถิงหลิ่งเอาไว้ ขณะนางวิ่งไปเปิดประตูหลังร้านและกลับเข้าไปหลบในห้องลองเสี้ออีกห้องหนึ่งแทน พอเถิงหลิ่งเห็นว่านางไม่ได้อยู่ในห้องเดิมและประตูหลังร้านถูกเปิดกว้างไว้ จึงคิดว่านางหนีออกไปจากทางนั้นและรีบตามไปทันที

“ขอบคุณท่านป้ามาก”

จิวเซียนยิ้มร่าพลางเอ่ยขอบคุณเจ้าของร้าน ซึ่งเป็นหนึ่งในขบวนพ่อค้าที่นางบังเอิญเจอเมื่อวานตอนที่กำลังกลับไปที่กระโจม

“ไม่เป็นไร ๆ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เจ้าของร้านตอบก่อนจะเดินนำออกไปด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

จิวเซียนสวมเสื้อคลุมและดึงหมวกมาปิดบังใบหน้า ก่อนจะเดินออกจากร้าน จนกระทั่งมาถึงจุดที่ขบวนพ่อค้าที่นางเจอเมื่อวานกำลังรออยู่

พ่อค้ากลุ่มนี้ผ่านมาเพื่อส่งของในเมืองเท่านั้น พอเห็นว่าพวกเขากำลังจะเดินทางไปยังเมืองอื่น นางจึงเสนอเงินจ้างวานให้พานางไปด้วย แม้ตอนแรกพวกเขาดูไม่อยากรับทำอยู่บ้าง แต่พอต่อรองราคาให้สูงกว่าที่คิดพวกเขาก็รีบพยักหน้าตอบรับด้วยความยินดี

“แม่นางไม่ทราบว่า…” พ่อค้าที่เจ้าของขบวนสินค้าเดินถูมือเข้ามาด้วยรอยยิ้ม จิวเซียนเข้าใจได้ทันทีจึงยื่นเงินส่วนหนึ่งให้แก่เขา

“นี่เป็นค่าจ้างที่ช่วยข้า พอถึงที่หมายเมื่อไหร่ ข้าจะจ่ายส่วนที่เหลือให้”

พอได้เงินไปพ่อค้าผู้นั้นก็พยักหน้าอย่างยินดี “ขบวนของข้าย่อมไปส่งแม่นางถึงที่หมายได้แน่นอน”

จิวเซียนมองเงินที่จ่ายออกไปด้วยสายตารู้สึกผิด เงินพวกนี้นางแบ่งมาจากค่าตอบแทนจากการช่วยเหลือพวกชาวบ้าน นางจึงคิดจะเก็บเอาไว้ใช้ในยามฉุกเฉินเพียงเท่านั้น แต่ใครจะไปนึกกันว่าจะต้องนำมาใช้กับเรื่องเช่นนี้ สุดท้ายก็ได้แต่ทอดถอนใจก่อนจะเดินเข้าไปปะปนกับกลุ่มคนในขบวนพ่อค้า ไม่นานนักนางก็สามารถออกจากเมืองได้ โดยไม่โดนกลุ่มทหารที่กำลังตามหานางอยู่สังเกตเห็น

พอพ้นประตูเมืองนางก็มองตรงไปทางทัพใหญ่พลางต่อว่าแม่ทัพอี้อยู่ในใจ ‘ท่านแม่ทัพ ท่านผิดเองนะ จะให้ข้าเชื่อใจคนที่หลอกข้ามาตั้งนานได้อย่างไร แทนที่จะเสี่ยงให้โดนหลอกซ้ำสอง สู้ออกไปหาทางตายเอาดาบหน้าเสียดีกว่า!

 

เดินทางไปได้สักพัก หัวหน้าขบวนก็ให้จิวเซียนขึ้นไปพักผ่อนบนรถขนสินค้า นางนั่งอยู่ในนั้นพลางมองออกนอกหน้าต่างอย่างสงบ การเดินทางผ่านไปได้อย่างราบรื่น พอเข้าวันที่สองนางก็ยังคงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างแล้วครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาอย่างใจลอย

นางหนีมาแบบนี้ดีแล้วหรือ?

ไม่ต้องไปเมืองหลวง ไม่ต้องเจอฮ่องเต้ ไม่ต้องหลอกลวงผู้คนจนอาจจะถูกจับได้และโดนโทษประหาร ชีวิตของนางก็ควรปลอดภัยแล้วไม่ใช่หรือ ทั้ง ๆ ที่ควรจะคิดเช่นนั้นแต่เหตุใดถึงยังกังวลใจอยู่เล่า

หากเรื่องที่แม่ทัพอี้เล่าให้ฟังเป็นจริง หากพู่กันที่นางถือไว้เป็นของวิเศษที่บรรพบุรุษของตระกูลนำไปยังอีกโลกหนึ่ง ทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ลูกหลานของอีกสองตระกูลต้องอายุสั้น แล้วนางจะทำเช่นไรดี

ถ้าเรื่องเหล่านั้นเป็นจริงเขาก็จะอายุสั้นด้วยอย่างนั้นหรือ…

จู่ ๆ ภาพของแม่ทัพอี้ที่เคยช่วยนางไว้หลายครั้งหลายคราก็ปรากฏขึ้นในใจ คิดถึงเขาจิวเซียนก็ยิ่งว้าวุ่นจึงรีบส่ายหัวเพื่อไล่ภาพของเขาออกไปจากความคิด “อย่าหวั่นไหวง่าย ๆ สิ ในเมื่อตัดสินใจแล้วจะวกกลับไปได้อย่างไรกัน”

ถึงอย่างไรทางนี้ก็ปลอดภัยกว่า ไม่มีคนคอยตามไล่ล่า ไม่ต้องเสี่ยงถูกประหาร อีกอย่างพวกเขาคงมีวิธีแก้คำสาปวิธีอื่นอยู่…

“แม่นาง พวกเรามาถึงแล้ว” เสียงของพ่อค้าดังขัดขึ้น ทำให้จิวเซียนหลุดออกจากภวังค์ความคิด

จิวเซียนกระโดดลงจากรถม้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มก่อนจะยื่นเงินค่าจ้างที่เหลือให้กับพ่อค้า

“ขอบคุณพวกท่านมาก นี่เป็นค่าจ้างที่เหลือ”

นางมองไปยังเมืองแห่งใหม่ด้วยความตื่นตาตื่นใจ เพราะที่นี่เป็นเมืองท่าขนาดใหญ่ที่ติดกับทะเล ทำให้มีผู้คนมากมายหลากหลายมาติดต่อค้าขายกัน ทั้งยังเป็นเมืองที่เหมาะแก่การหนีสำหรับนางอีกด้วย

คิดเช่นนั้นก็อดที่จะยิ้มอย่างอารมณ์ดีไม่ได้ ก่อนจะหันไปขอบคุณหัวหน้าขบวนอีกครั้ง แต่ยังไม่ทันพูดอะไร ท้องเจ้ากรรมก็ดันร้องออกมาเสียก่อน ทำให้ได้แต่หัวเราะแห้งออกไป “ขอโทษที สงสัยข้าจะเหนื่อยกับการเดินทางไปหน่อย”

ตลอดการเดินทางนางเกรงว่าจะถูกคนกลุ่มนี้หลอกอยู่บ้างจึงไม่กล้ากินอะไรมาก พอมาถึงจุดหมายปลายทางและรู้สึกสบายใจขึ้นมา ท้องของนางจึงได้ร้องเสียงดังเช่นนี้

หัวหน้าขบวหัวเราะออกมาก่อนจะชี้ไปทิศทางหนึ่งด้วยรอยยิ้ม “หากท่านหิวล่ะก็ ลองไปกินที่ร้านตรงหัวมุมทางนั้นดู ร้านนี้อร่อยมากจะต้องถูกปากแม่นางเป็นแน่”

“แต่ว่า…” จิวเซียนมีท่าทีลังเลเล็กน้อย เพราะนางอยากแวะหาที่พักก่อนมากกว่า พอหัวหน้าขบวนเห็นเช่นนั้นก็พอจะทายได้จึงรีบพูดต่อทันที

“ใกล้ ๆ ที่นั่นมีโรงเตี๊ยมอยู่ หากอยากได้ที่พักแม่นางก็แวะเข้าไปที่นั่น  หรือจะสั่งอาหารไปทานที่โรงเตี๊ยมนั้นก็ได้เช่นกัน”

คำแนะนำที่เต็มไปด้วยความหวังดีทำให้จิวเซียนตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบา “ข้าจะลองไปแวะดู”

หลังจากนั้นจิวเซียนจึงเดินแยกจากไป…

 

พอเห็นสตีที่ติดขบวนมาเดินจากไปไกลแล้ว หัวหน้าขบวนพ่อค้าก็รีบหันไปหาคนผู้หนึ่งซึ่งกำลังเดินมาทางกลุ่มของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “นายท่าน ข้าน้อยทำตามที่ท่านสั่งแล้ว ไม่ทราบว่า…”

“นี่เงินค่าจ้างของเจ้า” บุรุษชุดดำโยนเงินถุงใหญ่ให้กับเขา ก่อนจะหรี่ดวงตาที่อยู่บนใบหน้าซึ่งถูกปกปิดเอาไว้ครึ่งนึงลงอย่างน่ากลัว “คงรู้ใช่ไหมว่า…”

ไม่ต้องรอให้ชายชุดดำพูดจบ หัวหน้าขบวนพ่อข้าก็รีบตบปากรับคำทันที“ข้าน้อยจะปิดปากเป็นอย่างดี ไม่บอกใครอื่นอีกแน่นอน”

สุดท้ายชายชุดดำก็พยักหน้าแล้วเดินจากไป หัวหน้าพ่อค้าเห็นอีกฝ่ายลับสายตาไปก็ต้องถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

“ท่านพ่อ!”

เสียงร้องเรียกที่ดังขึ้นทำให้หัวหน้าขบวนพ่อค้าตกใจไม่น้อย พอหันกลับไปเห็นคนที่กำลังรีบวิ่งเข้ามาหาเขาก็อดที่จะต่อว่านางไม่ได้ “เจ้าลูกโง่ เหตุใดจึงตามมาชักช้านัก”

หญิงสาวนางนี้คือลูกสาวของเขา ที่แยกตัวออกจากขบวนเพื่อให้สตรีที่พวกเขาต้องนำมาส่งเข้ามาอยู่ในขบวนแทน

“คะ คือว่าจริง ๆ ก่อนออกมาข้าเจอคนผู้หนึ่ง” ผู้เป็นลูกตอบด้วยเสียงอึกอักราวกับรู้ว่าตัวมีความผืด “เขาถามถึงสตรีที่ติดมากับพวกเราข้าจึงเผลอบอกเขาไป”

ท่าทางของนางทำให้หัวหน้าพ่อค้าตกใจจนเผลอถามออกไปเสียงดัง “เจ้าบอกเขาไปได้อย่างไรกัน!”

พอโดนต่อว่าเช่นนั้นผู้เป็นลูกก็ต้องตอบเสียงเบาว่า “ก็ข้ากลัวนี่นา เขามีดาบแถมยังมีท่าทางกดดันจนข้าหายใจแทบไม่ออก”

“เจ้าคงไม่ได้บอกเรื่องอื่นไปด้วย” หัวหน้าขบวนพ่อค้าถามซ้ำ แล้วคำตอบที่เขาได้รับก็ทำให้รู้สึกจะเป็นลม

“ข้าเผลอ หลุดปากไปหน่อยนึง…”

ยิ่งเห็นท่าทางหัวเราะแห้ง ๆ ของบุตรสาว หัวหน้าขบวนพ่อค้าก็ยิ่งอยากจะตีนางให้หายซื่อบื๊อยิ่งนัก แต่สุดท้ายก็ตัดใจไม่ลงจึงได้แต่ตำหนิออกไป

“เจ้าเด็กคนนี้!”

ผ่านไปไม่นานหัวหน้าขบวนพ่อค้าก็ถอนหายใจแล้วพูดขึ้นอีกครั้ง

“ช่างเถิด ๆ ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องของเราแล้ว รีบทำธุระให้เสร็จแล้วออกจากเมืองนี้ดีกว่า”

 “แต่ว่าท่านพ่อ…” ผู้เป็นลูกทำท่าราวกับจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกบิดาตัดบทเสียก่อน

“เชื่อข้า แล้วรีบออกจากเมืองนี้กันก็พอ”

จากนั้นคนทั้งกลุ่มก็พากันแยกย้ายรีบไปทำธุระของตัวเอง ขณะที่หัวหน้าพ่อค้าได้แต่ครุ่นคิดอย่างหงุดหงิดอยู่ในใจว่า

สตรีที่เขานำมาส่งเป็นแค่สตรีบ้านนอกอ่อนต่อโลกนางหนึ่ง ไม่รู้เหตุใดจึงมีค่ามากมายเช่นนั้น!

……………...

 

ฝ่ายจิวเซียนที่กำลังก้มหน้าก้มตากินข้าวอยู่ในร้านอาหารใกล้กับร้านที่ถูกแนะนำมาอยู่นั้น พอได้ยินเสียงเรียกจากป้าเจ้าของร้านก็รีบเงยหน้าขึ้นไปมอง

“แม่นางน้อยอาหารที่นี่ถูกปากหรือไม่”

“ของพวกนี้อร่อยมาก” นางตอบพลางยิ้มกว้าง ทำให้ป้าเจ้าของร้านต้องหัวเราะชอบใจก่อนจะเอ่ยชม “ข้าล่ะถูกใจเจ้านัก อย่าลืมมาร้านข้าบ่อย ๆ ก็แล้วกันข้าจะบริการให้เป็นพิเศษ”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็พยักหน้าอย่างยินดี จากนั้นจึงหาเรื่องชวนคุย “ว่าแต่ ร้านของท่านป้าขายดีจริง ๆ ”

นางพูดพลางมองไปรอบด้านที่มีคนนั่งอยู่แน่นขนัด พอเห็นท่าทีของนางป้าเจ้าของร้านก็ส่ายหน้าแต่ก็อดไม่ได้ที่จะพูดอย่างภูมิใจว่า

“ปกติแล้วลูกค้าก็ไม่เยอะอย่างนี้หรอก ไม่รู้ทำไมวันนี้ถึงมีเยอะเป็นพิเศษ สงสัยเทพแห่งโชคลาภคงอยู่ข้างข้าเป็นแน่ หรืออาจจะเป็นเพราะใกล้งานแต่งของลูกสาวท่านเจ้าเมืองด้วยก็เป็นได้”

สิ่งที่ได้ยินทำให้จิวเซียนต้องหันกลับไปมองนางด้วยความสนอกสนใจ

“ที่นี่กำลังจะมีงานมงคลหรือ”

ป้าเจ้าของร้านเห็นเช่นนั้นก็รีบเล่าให้นางฟังทันที

“ใช่ ๆ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ฝ่ายหนึ่งเป็นคุณหนูจากจวนเจ้าเมือง อีกฝ่ายเป็นคุณชายจากจวนผู้พิพากษา งานใหญ่เช่นนี้ยากจะหาได้ในเมืองเล็ก ๆ ของเรา จึงไม่แปลกที่จะมีผู้คนเดินทางเข้ามามากมาย แต่ที่น่าสนใจก็คือยังไม่เคยมีใครเห็นหน้าตาของคู่บ่าวสาวเลยน่ะสิ”

เรื่องทีได้ยินทำให้จิวเซียนต้องเลิกคิ้วขึ้นความแปลกใจ “ทั้งคู่เป็นคนเมืองนี้ไม่ใช่หรือ”

“ฝ่ายเจ้าสาวมีอาการป่วยมาตั้งแต่เด็กเลยไม่ค่อยได้ออกมาด้านนอก ใบหน้าของนางตอนโตเป็นเช่นไรไม่มีใครรู้เลยสักคน ส่วนเจ้าบ่าวน่ะรึ…” ป้าเจ้าของร้านพูดถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจออกมา  “เห็นว่าเป็นคุณชายที่เติบโตในเมืองหลวงตลอด ยามนี้คงกำลังเดินทางมากระมัง”

พอได้ยินจนจบจิวเซียนก็อดอมยิ้มขึ้นมาไม่ได้ ถึงแม้เรื่องแบบนี้จะดูแปลกแต่ก็ดูอบอุ่นและน่าสนใจไปในเวลาเดียวกัน

“มิน่าเล่าจึงได้มีคนสนใจมากมายนัก งานคงจะยิ่งใหญ่มากเป็นแน่”

ฝ่ายป้าเจ้าของร้านพอเห็นนางคุยถูกคอจึงเริ่มพูดไม่หยุด ก่อนจะกระซิบเสียงเบาออกมาว่า “ก็ใช่น่ะสิ เห็นว่ามีคนวิ่งวุ่นเข้าออกจวนทั้งสองกันทั้งวัน คงจะรีบเตรียมงานกันน่าดู”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็หลุดหัวเราะออกมา พลางกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปรอบร้านครั้งหนึ่ง

แม้ป้าเจ้าของร้านจะบอกว่ามีคนมากมายมารอร่วมยินดีกับการแต่งงานในครั้งนี้ แต่ท่าทางของคนพวกนี้ดูไม่เหมือนคนที่จะมาร่วมงานแต่งเลยสักนิด คงไม่ใช่ว่า…

เป็นไปไม่ได้หรอกนางคิดมากเกินไปเสียแล้ว

คิดได้เท่านั้นจิวเซียนก็ปัดความคิดแย่ ๆ ออกไปจากหัว ก่อนจะหันไปจ่ายเงินค่าอาหารให้กับป้าเจ้าของร้านแทน

“ท่านป้านี่คือค่าอาหาร ขอบคุณท่านมาก”

“อย่าลืมมาอุดหนุนข้าอีกเล่า” ป้าเจ้าของร้านโบกมือส่งนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มจิวเซียนก็อารมณ์ดีขึ้นมาอีกหลายส่วน แต่พอก้าวพ้นหน้าร้าน นางก็เลี้ยวไปคนละทางกับโรงเตี๊ยมที่ถูกแนะนำให้ไปพักในตอนแรกทันที ที่ทำแบบนี้ก็เพราะสัญชาตญาณของนางบอกว่าตอนอยู่ในร้านมีบางอย่างแปลก ๆ

จิวเซียนเดินเล่นเรื่อยเปื่อยไปตามท้องถนน จนสังเกตเห็นว่ามีคนคอยตามนางอยู่ ทั้งยังเป็นคนกลุ่มเดียวกับที่นั่งในร้านข้าวเมื่อครู่อีกด้วย

แม้จะมองโลกในแง่ดีว่าอีกฝ่ายอาจบังเอิญเดินมาทางเดียวกัน แต่ผ่านไปไม่นานก็ยังเห็นคนเหล่านั้นเดินตามมาไม่หยุด ยามนี้นางกำลังวิตกกังวลจนถึงขีดสุด แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะหลบที่ไหนหรือไปขอความช่วยเหลือจากใครดี

ยิ่งเวลาผ่านไปจิวเซียนก็ยิ่งรู้สึกเครียดขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวและตัดสินใจวิ่งหนีขณะได้แต่ตะโกนก้องในใจว่า

คนพวกนี้เป็นใคร เหตุใดจึงตามล่านางกัน สวรรค์! ได้โปรดส่งใครก็ได้มาช่วยนางที…

 

***************************************
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

173 ความคิดเห็น