ตอนที่ 17 : บทที่ 16 นิทานปรัมปรา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 727
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 15 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

แสงแดดยามเช้าสาดส่อง ทิวทัศน์ของป่าเขาที่ชวนให้รู้สึกสบายใจ ความสงบสุขที่ยากจะได้พบ หากนำทั้งหมดนี้มารวมกันคงจะต้องบอกว่าเป็นช่วงเวลาที่ใคร ๆ ก็ใฝ่หา เพียงแต่…

ต่อให้ภาพตรงหน้าจะงดงามเพียงใด ก็ยากจะมีอารมณ์ดื่มด่ำเข้าไปในใจน่ะสิ!

“เฮ้อ~” จิวเซียนถอนหายใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่อาจนับได้ ท่าทางของนางนั้น ทำให้สตรีอีกนางหนึ่งซึ่งอยู่ในกระโจมเดียวกันต้องถามด้วยน้ำเสียงเป็นห่วงว่า “ท่านเทพธิดาเป็นอะไรหรือเปล่า…”

“ไม่ต้องเรียกข้าแบบนั้นหรอก เรียกข้าว่าจิวเซียนก็ได้” จิวเซียนรีบพูดตัดบทอย่างเหนื่อยหน่าย เพราะสตรีนางนี้มิใช่คนอื่นไกลแต่เป็นฮวาชิงฉินที่ติดตามนางมาได้สักพักแล้ว แต่ถึงนางจะพูดเช่นนั้นฮวาชิงฉินก็ยังมีสีหน้าลังเล

“แต่ว่า…”

“ข้าถูกคนเรียกเช่นนั้นมาทั้งวันแล้ว คงจะดีถ้ามีใครเรียกข้าแบบปกติบ้าง ถ้าเจ้าไม่สะดวกใจ ก็เรียกแค่แซ่ของข้าก็ได้” นางอธิบายพร้อมรอยยิ้มฝืดเฝื่อน เพราะตั้งแต่ได้รับราชโองการจนกระทั่งถูกพามาที่ทัพหลักแห่งนี้ นางก็ต้องฟังชาวบ้าน ทหารรวมไปถึงรองแม่ทัพทั้งหลายเรียกนางว่าเทพธิดาตลอดเวลา

ใช่แล้ว! ตอนนี้พวกนางกำลังเดินทางกลับเมืองหลวงพร้อมกับทัพหลักของแม่ทัพอี้เพื่อไปร่วมงานเลี้ยงตามราชโองการขององค์ฮ่องเต้ ซึ่งนอกจากพวกนางแล้ว ก็ยังมีสมาชิกของตระกูลเลี่ยวและใต้เท้าหลัวที่ถูกส่งไปสืบสวนต่อที่เมืองหลวงร่วมขบวนเดินทางมาด้วย

พวกนางเดินทางกันมาสามวันสามคืน ผ่านสภาพแวดล้อมแห้งแล้งในแถบชายแดน จนเริ่มเข้ามาใกล้เมืองที่มีความเจริญซึ่งรายล้อมอยู่รอบ ๆ เมืองหลวง แต่ขบวนทัพยิ่งใหญ่เกินไป เวลาหยุดพักจึงได้แต่ตั้งกระโจมกันในป่าและมองเมืองที่มีสีสันจากที่ห่างไกลแทน

“แม่นางหลวน เรียกข้าว่าชิงฉินเถิด” ฮวาชิงฉินพูดด้วยท่าทางสุภาพอ่อนโยน คำเรียกที่เปลี่ยนไปแต่ยังคงดูเหินห่างนั้น ทำให้จิวเซียนได้แต่เบ้หน้าอย่างจนใจ

ท่าทางของฮวาชิงฉินในยามนี้ยังทำให้ผู้คนรู้สึกสบายใจได้ไม่เปลี่ยน แต่จิวเซียนก็พอจะดูออกว่าแววตาที่เคยงดงามกระจ่างใสคู่นั้น กำลังหม่นแสงลงด้วยความกังวลใจ

“ชิงฉินเจ้าเป็นอะไรหรือเปล่า ช่วงนี้เจ้าดูไม่ค่อยยิ้มแย้มเท่าไหร่”

คำเรียกที่ดูสนิทชิดเชื้อจากปากของจิวเซียนทำให้ฮวาชิงฉินยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ยอมตอบสิ่งใด เห็นเช่นนั้นจิวเซียนจึงอดที่จะถามออกไปไม่ได้ว่า “ข้าให้คนไปเรียกจิ่นเต๋อมาดีไหม”

ถามเพียงเท่านั้นคนที่นั่งยิ้มอย่างอมทุกข์มานานก็รีบโบกมือห้ามนางเป็นพัลวัน

“ไม่ต้องหรอก ๆ ข้าไม่อยากรบกวนคุณชายหลี”

ท่าทางเป็นห่วงจนเกินไปของฮวาชิงฉินทำให้จิวเซียนต้องพูดเสียงสูงออกมาว่า “ถึงเขาจะนิสัยเสียไปบ้าง แต่เขาเคยคิดว่าเจ้ารบกวนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

ฮวาชิงฉินเห็นนางพูดถึงนิสัยจริงของจิ่นเต๋อออกมาตรง ๆ มุมปากก็หยักยิ้มอย่างหยามหยันขึ้นมาเล็กน้อย “ที่แท้ท่านก็รู้นิสัยเขาอยู่แล้ว”

จิวเซียนอดไม่ได้ที่จะรู้สึกขนลุก ไม่รู้เพราะเหตุใดนางจึงเห็นว่ารอยยิ้มเมื่อครู่ของฮวาชิงฉินไม่ใช่รอยยิ้มที่ดี แต่พอกระพริบตาและมองอีกครั้ง ก็พบว่าอีกฝ่ายยังคงมีรอยยิ้มบางเบาอันแสนอ่อนโยนประดับอยู่เหมือนเดิม

“ไม่ต้องห่วง ข้าไม่เป็นไร ข้าแค่กังวลใจกับคำเล่าลือของพวกชาวบ้านเพียงเท่านั้น” จู่ ๆ ฮวาชิงฉินก็ยอมพูดขึ้น ทั้งยังเล่าความทุกข์ใจของนางออกมา

เรื่องที่ฮวาชิงฉินกังวลจิวเซียนเข้าใจดี เพราะหลังจากถูกช่วยเหลือจากเงื้อมมือของราชครูหลัว ชาวบ้านต่างพากันเล่าลือว่านางมิใช่สตรีบริสุทธิ์ผุดผ่องที่ขายเพียงเสียงดนตรีและรอยยิ้มเช่นเดิมอีก โดนข่าวลือเช่นนี้เข้าย่อมต้องรู้สึกหดหู่เป็นธรรมดา ทั้งยังไม่สามารถกลับไปที่หอร้อยบุปผาเพราะถึงอย่างไรก็ได้ชื่อว่าเคยถูกซื้อตัวไปแล้ว

สุดท้ายฮวาชิงฉินก็ไม่มีที่ไปจึงต้องอาศัยอยู่ที่โรงเตี๊ยมของจิ่นเต๋อ จนกระทั่งถูกย้ายมาที่ศาลเจ้าของจิวเซียนเพื่อลดคำครหาของผู้คน ด้วยไม่มีที่ไปและไม่มีใครให้พึ่งพิง สุดท้ายจึงต้องติดตามพวกจิวเซียนไปเมืองหลวงโดยไม่อาจรับรู้ชะตากรรมในภายภาคหน้า...

พอเห็นฮวาชิงฉินมีสีหน้าเศร้าสลดลง จิวเซียนก็อดรู้สึกเจ็บแปลบในใจไม่ได้ เพราะเรื่องทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากฝีมือของนาง

ผู้คนที่เคยคิดว่าเป็นเพียงตัวละครในหน้ากระดาษ แท้จริงแล้วกลับมีความรู้สึกนึกคิด แล้วนางมีสิทธิ์อันใดถึงกล้ากำหนดสิ่งต่าง ๆ ได้ตามใจชอบ?

หากจะบอกว่า ยามที่นางเริ่มร่างเรื่องราวเป็นครั้งแรก นางไม่มีทางรู้ว่าตัวละครเหล่านี้จะมีตัวตนขึ้นมาจริง ๆ โลกใบนี้เป็นเพียงสิ่งที่นางสรรค์สร้าง เพียงแค่ดำเนินเรื่องไปจนถึงบทสุดท้ายได้ด้วยดี ให้ผู้ที่ได้อ่านเรื่องราวของนางมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ควรจะคิดเช่นนั้น แต่พอได้พบเห็นเรื่องราวมากมาย ความรัก ความเจ็บปวด และความยากลำบากที่คนเหล่านี้ต้องเผชิญเพราะนางแล้ว กลับรู้สึกขมฝาดอยู่ในใจ ไม่มีความรู้สึกยินดีแม้แต่น้อย

“พวกชาวบ้านมักเล่าอะไรเกินจริง ทางที่ดีเจ้าอย่าเก็บมันมาใส่ใจ”

จิวเซียนพยายามพูดปลอบใจฮวาชิงฉิน ก่อนจะทำท่ายืดอกอย่างมั่นใจพูดออกไปว่า “ดูอย่างข้าสิ ทุกวันนี้ข้าทำใจรับได้หมดทุกเรื่องแล้ว”

ใช่! ตัวนางในตอนนี้ปลงตกกับเรื่องราชโองการไปเรียบร้อยแล้ว จะอย่างไรนางก็ไม่มีทางหนีทั้งยังไม่มีทางเลือกอื่น เพราะจนแล้วจนรอดนางก็ยังไม่เห็นหนทางที่จะกลับไปยังโลกใบเดิมได้สักที

เห็นท่าทางร่าเริงสดใสของจิวเซียน ฮวาชิงฉินก็หัวเราะน้อย ๆ อย่างขบขันไร้ท่าทางหดหู่เมื่อครู่โดยสิ้นเชิง ก่อนจะพูดออกมาอย่างจนปัญญาว่า “ข้าก็พอจะทำใจได้แล้ว เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากไปถึงเมืองหลวงแล้วจะทำเช่นไรดี จะให้อยู่กับเจ้าต่อไปก็เป็นการรบกวนเจ้ากับท่านแม่ทัพจนเกินไป ตัวข้าในตอนนี้นับว่าไร้ที่พึ่งพิงแล้ว”

“เจ้าแน่ใจเหรอ” จิวเซียนเข้าไปนั่งใกล้ ๆ อีกฝ่ายและถามด้วยดวงตากระจ่างใส ฮวาชิงฉินได้ยินเช่นนั้นก็มีสีหน้าแปลกใจ ก่อนที่ประโยคต่อไปของจิวเซียนจะช่วยไขความสงสัยของนางทันที “ในใจเจ้ายังมีที่ที่คิดว่าอยากไปอยู่ไม่ใช่หรือ ถ้าแบบนั้นก็ใช่ว่าจะไม่มีหนทาง”

จิวเซียนยกยิ้มมุมปากก่อนจะลุกขึ้นพูดพลางเดินไปมาด้วยท่าทางราวกับใช้ความคิด พอเห็นฮวาชิงฉินทำท่าจะพูดแย้งอะไรออกมาก็รีบยกมือขึ้นห้ามแล้วพูดขึ้นว่า “นี่เป็นคำทำนายเล็ก ๆ จากข้าที่เป็นถึงเทพธิดาเชียวนะ เชื่อถือได้แน่นอน”

พอนางพูดจบฮวาชิงฉินก็อมยิ้มก่อนจะหลุบตาลงด้วยสีหน้าที่ดูสดใสชึ้น จิวเซียนเห็นอีกฝ่ายไร้ท่าทีเศร้าโศกก็รู้สึกโล่งใจ ถึงแม้จะต้องใช้วิธีที่อ้างว่าตนเองเป็นเทพธิดาก็ตาม

“จริงสิแม่นางหลวน…” เสียงของฮวาชิงฉินดังขึ้นอีกครั้งหลังจากนิ่งเงียบไปได้สักพัก “ข้าเห็นท่านพกกระดาษกับพู่กันติดตัวเสมอ คงจะชอบคัดอักษรมาก หากเป็นไปได้ช่วยสอนข้าบ้างได้หรือไม่ ข้าอ่านเขียนได้ไม่มากจึงอยากจะฝึกไว้ให้พอรู้ความ”

คำพูดของฮวาชิงฉินทำเอาจิวเซียนถึงกับสะดุ้งโหยง ในใจพลันว้าวุ่นเพราะไม่รู้ได้ว่าตัวเองเผลอทำให้อีกฝ่ายสังเกตได้ตอนไหน หรือฮวาชิงฉินจะนึกสงสัยและเข้าใจผิดเพราะเห็นนางพกกระดาษกับพู่กันอันนั้นติดตัวตลอดเวลา แต่ถ้าไม่พกติดตัวแล้ววางทิ้งไว้หรือเอาไปซ่อนก็ดูจะอันตรายต่อการถูกพบมากกว่าไม่ใช่หรือไงกัน

“เอ่อ คือ…”

ในขณะที่จิวเซียนได้แต่อ้ำอึ้งเพราะไม่รู้ว่าควรจะตอบเช่นไรดี เสียงสวรรค์ของเถิงหลิ่งก็ดังขึ้น

“ท่านเทพธิดาเจ้าคะ ท่านแม่ทัพให้มาตามท่านไปพบเจ้าค่ะ”

“จริงเหรอ” นางรีบถามออกไปด้วยความดีใจ จนเมื่อได้ยินเสียงตอบรับจากเถิงหลิ่งแล้ว ก็รีบหันไปพูดกับฮวาชิงฉินด้วยท่าทางกระตือรือร้น “ชิงฉินเดี๋ยวข้ามานะ เจ้าพักผ่อนเยอะ ๆ เถอะ”

พูดเพียงเท่านั้นนางก็ไม่รอให้อีกฝ่ายตอบและรีบเดินหนีออกมาจากกระโจมทันที เพราะเกรงว่าจะโดนถามเรื่องเดิมโดยที่นางไม่อาจตอบได้อีกครั้ง

พอเดินออกมาห่างจากกระโจมแล้ว จิวเซียนก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

“เป็นอะไรหรือเจ้าคะ” เถิงหลิ่งที่เดินนำอยู่ถาม

“ไม่มีอะไรหรอก แล้วท่านแม่ทัพล่ะ” จิวเซียนรีบส่ายหน้าตอบ ก่อนที่จะได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ กลับมา “อยู่ไม่ไกลเจ้าค่ะ”

ผ่านไปไม่นานจิวเซียนก็ได้รู้ว่าคำพูดของเถิงหลิ่งเชื่อถือไม่ได้ เพราะยามนี้แม่ทัพอี้ไม่ได้ประชุมอยู่ในกระโจมท่ามกลางเหล่าทหารชาญศึกเหมือนเช่นเคย แต่กลับกำลังนั่งทอดสายตา ชมวิวทิวทัศน์ของบ้านเมืองอยู่บนเนินหญ้า ห่างจากกระโจมของนางมาไกลลิบจนไม่เห็นแม้แต่หลังคากระโจม

ความจริงแล้ว หากสตรีนางใดมาเห็นเขาในยามนี้จะต้องหลับฝันดีไปอีกหลายคืนเป็นแน่ แต่สำหรับนางที่สูญเสียพละกำลังแทบทั้งหมดไปกับการเดินระยะไกลเพื่อมาหาเขาแล้ว ต่อให้ภาพตรงหน้าเป็นแม่ทัพหนุ่มรูปงามพร้อมกับเสน่ห์เหลือล้นแค่ไหน ก็ไม่อาจสู้เหงื่อที่ต้องไหลออกมาและความเหนื่อยล้าของนางได้

แม่ทัพอี้ในชุดเกราะเกือบเต็มยศหันมามองจิวเซียนที่ยืนเหนื่อยหอบอยู่ไม่ไกล ส่วนเถิงหลิ่งก็เดินจากไปอย่างรู้งาน

“ท่านแม่ทัพ…หวังว่าคราวนี้ท่านจะไม่หนีข้าอีกนะ ท่านต้องบอกข้าได้แล้วว่าเมื่อไหร่ข้าถึงจะได้กลับบ้าน” จิวเซียนพูดด้วยน้ำเสียงเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะทิ้งตัวลงบนพื้นหญ้าไม่ไกลจากเขา ปล่อยให้สายลมแผ่วเบาพัดผ่านร่างกายไป แต่พอเห็นว่าผ่านไปนานอีกฝ่ายนิ่งเงียบนางก็อดพูดพึมพำออกมาไม่ได้ “เมื่อไหร่ท่านถึงจะยอมตอบข้า”

เขายังคงนิ่งเงียบ ปล่อยให้เสียงสายลมพัดผ่านเป็นคำตอบแก่นาง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่คิดจะพูดจิวเซียนก็ไม่อยากเร่งรัดอะไรอีก เพราะถึงจะพูดอะไรออกไปก็คงไม่มีประโยชน์หากเขาไม่ยอมเปิดปากพูดออกมา

บรรยากาศเงียบสงบและสายลมเย็นสบายทำให้จิวเซียนค่อย ๆ หลับตาลงช้า ๆ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ นางก็แทบจะไม่มีเวลาให้ไตร่ตรองถึงสิ่งต่าง ๆ ที่เก็บเอาไว้ในใจ สุดท้ายนางก็ลืมความตั้งใจที่จะพูดคุยกับบุรุษข้างกาย และดื่มด่ำกับการพักผ่อนที่ไม่มีผู้คนคอยวุ่นวายแทน

พอเห็นจิวเซียนนอนอยู่นิ่ง ๆ อยู่ข้าง ๆ อี้หย่งฝูก็มองนางด้วยความรู้สึกแปลกใจ เขาไม่คิดเลยว่าสตรีที่ชอบวิ่งวุ่นไปทั่วเช่นนางจะอยู่เฉยเป็น แต่พอเห็นคิ้วบนใบหน้าเล็ก ๆ ขมวดเข้าหากันเป็นครั้งคราวแล้วก็อดที่จะถามออกไปไม่ได้

“ดูเหมือนเจ้าจะมีเรื่องให้คิด”

พอได้ยินคำพูดประโยคแรกจากแม่ทัพอี้จิวเซียนก็ลืมตาขึ้น และแสร้งตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงแปลกใจเจือความประชดประชัด

“ข้ากำลังคิดว่าแค่พู่กันอันเดียวก็สามารถเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของผู้คนได้ ช่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก ทั้งยังทำให้ใครบางคนไม่คิดตอบคำถามข้าอีกด้วย ดูเหมือนพู่กันอันนี้จะมีปริศนามากมายที่แม้แต่เจ้าของอย่างข้าก็ไม่อาจรู้ได้”

แต่แม่ทัพอี้ไม่ได้สนใจท่าทีของนาง เขาได้ยินก็เข้าใจว่านางแอบใช้พลังของพู่กันอีกจึงตำหนิออกไปเสียงเข้ม

“ข้าถึงได้เตือนว่าเจ้าไม่ควรใช้มัน”

ท่าทางของเขาทำให้จิวเซียนรีบแก้ตัวแทบไม่ทัน “ข้าไม่ได้ใช้แล้วนะ” แต่พอโดนจ้องมาก ๆ เข้า นางก็ได้แต่ตอบพึมพำเสียงเบา “หลัง ๆ นี้แค่นิดหน่อยเอง”

สุดท้ายบทสนทนาก็จบลงและระหว่างพวกนางก็กลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้ง จิวเซียนเห็นแม่ทัพอี้จ้องมองมาแต่ไม่พูดอะไรก็ทำตัวไม่ถูกจึงเปิดปากเริ่มบทสนทนาก่อน “ข้าทำตามที่ท่านบอกแล้วแต่ไม่เห็นจะได้กลับไปสักที” แต่เขาก็ยังนั่งนิ่งไม่ยอมตอบนางจึงโพล่งถามออกไปอีกครั้งว่า “มีวิธีอื่นที่จะทำให้ข้ากลับไปได้อีกหรือไม่”

แล้วคำถามนี้ก็ดูจะได้ผล เพราะแม่ทัพอี้ยอมเปิดปากพูดออกมาอีกครั้ง เพียงแต่สิ่งที่เขาพูดกลับมิใช่คำตอบที่นางต้องการจะได้ยิน

“เจ้าเชื่อข้า?

คำถามจากเขาทั้งสั้นและเข้าใจง่าย เป็นคำถามที่นางเคยถามตัวเองอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่อาจทำใจคิดถึงมันได้

“ก็…ก็ท่านดูเหมือนคนโกหกไม่เป็น”

จิวเซียนตอบอย่างลังเล ยามที่เขาบอกนางว่ามีหนทางกลับบ้าน นางก็เชื่อเขาหมดใจและทำตามที่เขาบอกโดยไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าเรื่องเหล่านั้นอาจไม่เป็นความจริง

แต่เขาเป็นคนซื่อตรงถึงเพียงนั้นย่อมไม่หลอกลวงผู้อื่นมิใช่หรือ?

แม้จะคิดเช่นนั้น แต่พอเจอคำถามเมื่อครู่เข้าไปก็อดที่จะลังเลใจไม่ได้

ช่วงที่จิวเซียนกำลังสับสน น้ำเสียงเรียบนิ่งของแม่ทัพอี้ก็ดังแทรกขึ้น

“จริง ๆ แล้วข้ามีเรื่องจะเล่าให้เจ้าฟัง”

พอได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็ลุกขึ้นนั่งและหันไปมองเขาอย่างตั้งใจ ยามนี้นางอยู่ใกล้เขามากพอจึงสามารถเห็นแววตาที่กำลังสั่นไหวราวกับกำลังรู้สึกผิดของเขาได้ เพียงแต่...เขากำลังรู้สึกผิดเรื่องอันใดอยู่

“ท่านจะเล่าเรื่องอะไร”

ท่าทางของเขาทำให้นางรู้สึกว่าเรื่องที่เขากำลังจะเล่าคงไม่น่าฟังเท่าใดนัก ยิ่งเห็นใบหน้าเคร่งขรึมจริงจังของอีกฝ่ายนางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวกำบังบีบรัดเข้ามาจนหายใจแทบไม่ออก เมื่อเห็นเขาทำท่าจะเอื้อนเอ่ยนางก็ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายลงไปอึกใหญ่ก่อนที่เขาจะพูดออกมาว่า

“ข้าแค่จะเล่านิทานปรัมปราเรื่องหนึ่ง…”

ตูม!

ชั่วขณะนั้นหัวสมองของจิวเซียนระเบิดออกและหยุดหมุนไปชั่วขณะ เขาทำหน้าเคร่งเครียดจนนางอึดอัดแทบตายเพียงเพื่อเล่านิทานเรื่องหนึ่งเนี่ยนะ!

“นิทาน! ท่านเห็นข้าเป็นเด็กหรือไงกัน” นางท้วงติงอย่างหมดอารมณ์ ความตึงเครียดที่มีพลันหายไปเป็นปลิดทิ้งเมื่อเขาบอกว่าจะเล่านิทานให้นางฟัง

“นี่เป็นนิทานที่สืบทอดมาในตระกูลข้า” แม่ทัพอี้มิได้สนใจท่าทีท้วงติงของนา เขาเพียงพูดต่อไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดังเดิม

“นานมาแล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อตั้งแคว้นอันยิ่งใหญ่…”

พอจิวเซียนได้ยินเขาเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบเสียจนแข็งทื่อ ก็รีบเอ่ยปากห้ามเสียงดัง “เดี๋ยวก่อน!”

พอโดนนางขัดแม่ทัพอี้ก็มองมาที่นางด้วยท่าทีเหมือนไม่พอใจ ทำเอานางอดคิดไม่ได้ว่า เขาไม่รู้สึกเลยหรือว่าการที่แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่มานั่งเล่านิทานด้วยสีหน้าเรียบเฉยเช่นนี้จะดูประหลาดเพียงใด

“คงไม่ใช่ว่าท่านเล่านิทานให้ข้าฟังเพราะเห็นข้าเป็นเด็กใช่หรือไม่”

จิวเซียนอดไม่ได้ที่จะต้องถามสิ่งที่คิดอยู่ในใจ

“ไม่ใช่” แม่ทัพอี้ตอบ ก่อนจะเริ่มเล่านิทานด้วยท่าทางราวกับรูปปั้นต่อ

“นานมาแล้วตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อตั้งแคว้นอันยิ่งใหญ่ มีตระกูลใหญ่สามตระกูลคอยช่วยเหลือกันดั่งพี่น้องร่วมสาบาน พวกเขามีปณิธานอันแรงกล้าว่าจะก่อตั้งแคว้นอันสงบสุขร่มเย็นร่วมกัน จนกระทั่งวันหนึ่ง ผู้นำตระกูลทั้งสามได้ยินเรื่องเล่าลือเกี่ยวกับของวิเศษที่สามารถเปลี่ยนลิขิตสวรรค์ได้ จึงคิดจะนำมาเป็นของวิเศษประจำแคว้นให้ผู้คนเคารพบูชาในอนาคต”

แค่เริ่มฟังคำบรรยายที่หาได้ตามเรื่องเล่าทั่วไปจิวเซียนก็เริ่มรู้สึกว่านิทานเรื่องนี้น่าเบื่อยิ่งนัก เหตุใดนิทานจึงฟังเหมือนประวัติศาสตร์ระหว่างแคว้นกันเล่า และที่น่าสงสัยที่สุดก็คือเหตุใดของวิเศษชิ้นนี้จึงมีสรรพคุณคุ้นหูเสียจริง!

“ผู้นำทั้งสามร่วมกันตามหาของวิเศษเป็นเวลานาน แต่พอพบและได้เห็นพลังของมันแล้ว หนึ่งในพวกเขาก็เกิดความละโมบในใจ ในขณะที่อีกทั้งสองคนยังมีความคิดตั้งมั่นดังเดิม”

พอฟังถึงตรงนี้จิวเซียนก็อดที่จะแย้งออกมาไม่ได้ว่า “ผู้เฒ่าสองท่านนั้นมีจิตใจใสสะอาดเกินไปแล้ว” จะหาได้สักกี่คนบนโลกใบนี้ที่ไม่สนใจของวิเศษซึ่งสามารถลิขิตชะตาฟ้าดินได้ แต่กลับคิดจะเอามันไปตั้งไว้ให้ผู้คนเคารพบูชาแทน

“สุดท้ายสามตระกูลใหญ่ก็แตกเป็นสองฝ่าย ก่อตั้งเป็นแคว้นใหญ่สองแคว้น ผู้นำตระกูลที่หวังในอำนาจของวิเศษคอยระรานแคว้นของอีกสองตระกูลอยู่เสมอ จนวันหนึ่ง…”

เล่าถึงตรงนี้แม่ทัพอี้ก็ถอนหายใจออกมา ก่อนจะจ้องมองมาที่นางด้วยแววตาซับซ้อน ทำให้จิวเซียนรู้สึกเหมือนเรื่องเล่านี้มีมนต์สะกด เป็นมนต์สะกดที่ทำให้นางอยากรู้จุดจบของเรื่อง

“หนึ่งในผู้นำตระกูลทั้งสองได้ตัดสินใจนำของวิเศษเดินทางไปยังดินแดนที่อยู่ไกลแสนไกล เมื่อไม่มีของวิเศษก็ไม่มีเหตุผลให้ทั้งสองฝ่ายต่อสู้กัน บ้านเมืองจึงสงบสุขนับจากนั้นมานานหลายร้อยปี แต่กลับไม่มีใครคาดคิดเลยว่า การที่ของวิเศษสูญหายไปจากโลกใบนี้จะทำให้ลูกหลานของสองตระกูลที่เหลืออยู่เหมือนต้องสาป พวกเขาทุกคนล้วนอายุสั้นนับจากนั้นตลอดมา สุดท้าย ทั้งสองตระกูลก็ต้องเริ่มออกตามหาของวิเศษและผู้นำตระกูลที่หายไปอีกครั้ง แต่ก็ไม่มีใครหาพบจนกระทั่งปัจจุบัน...”

ยามนี้จิวเซียนกำลังรู้สึกกระสับกระส่ายจากเนื้อหาของนิทานซึ่งไม่ควรเกี่ยวข้องอันใดกับนางแม้แต่น้อย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นิทานที่ควรจะถูกติเตียนว่าน่าเบื่อจากบุรุษตรงหน้ากลับทำให้นางรู้สึกไม่ดีขึ้นมาอย่างน่าประหลาด

อาจเป็นเพราะในนิทานเรื่องนี้มีของวิเศษที่ลิขิตชะตาฟ้าดินได้เหมือนพู่กันของนาง

อาจเป็นเพราะในนิทานเรื่องนี้ผู้ที่ถือของวิเศษได้หนีไปยังดินแดนอื่นที่อยู่ไกลแสนไกลจนไม่มีใครหาเจอได้

หากของวิเศษนั้นและพู่กันที่สืบทอดมาในตระกูลของนางเป็นของชิ้นเดียวกันเล่า หมายความว่าแท้จริงแล้วบรรพบุรุษของนางเป็นคนของโลกนี้หรือ

หากบรรพบุรุษของนางเป็นคนของโลกใบนี้จริง ๆ นั่นก็หมายความว่า โลกแห่งนี้...มีอยู่จริง

เรื่องทั้งหมดทำให้นางรู้สึกกังวลอยู่ในใจ เหตุใดเรื่องในนิทานจึงฟังดูสมเหตุสมผลทั้ง ๆ ที่มันไม่ควรเป็นเช่นนั้นกันเล่า! แค่นิทานเรื่องหนึ่ง เหตุใดจึงต้องคิดมากเกี่ยวกับมันด้วย ใช่ว่านางจะเกี่ยวข้องกับผู้คนในนิทานเรื่องนี้เสียเมื่อไหร่ ยามที่นางได้กลับไปโลกใบเดิมและตื่นขึ้นอีกครั้งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก็คงเป็นเพียงแค่ความฝัน

แต่นางจะได้กลับไปจริง ๆ หรือ?

“จบแล้ว”

คำพูดสั้น ๆ ของแม่ทัพอี้ดึงสติของจิวเซียนกลับมาอีกครั้ง นางนั่งนิ่งอยู่เนิ่นนานจึงค่อย ๆ กลับมามีท่าทางเป็นปกติ ก่อนเบ้หน้าพลางพร่ำบ่นถึงนิทานของเขาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก

“ท่านแม่ทัพ ท่านเล่านิทานได้รวบรัดดีอยู่หรอก แต่นิทานเรื่องนี้ไม่น่าฟังเลยสักนิด หากวันใดท่านมีลูกอย่าเอาไปเล่าให้เด็กฟังจะดีกว่า”

พอแม่ทัพอี้เห็นจิวเซียนมีท่าทีไม่ยอมรับความจริง ทั้งยังบ่นว่าเขาเล่านิทานได้แย่ไม่ยอมหยุด เขาก็ต้องขมวดคิ้วแน่นพลางพูดออกมาว่า

“ดูเหมือนเจ้าจะไม่ยอมเข้าใจ”

“ข้าไม่ยอมเข้าใจอะไรกัน ข้ายอมฟังท่านจนจบแต่ไม่เชื่อเรื่องหลอกเด็กที่ท่านคิดจะใช้หลอกข้าก็เท่านั้น”

จิวเซียนแย้งเสียงสูง ยามนี้นางไม่อยากจะเข้าใจอะไรทั้งนั้น บางทีเขาอาจหาทางถ่วงเวลาให้นางอยู่ที่แห่งนี้ต่อก็เป็นได้

พอเห็นจิวเซียนพยายามหลีกหนีความจริงทั้ง ๆ ที่เขาพยายามอธิบายอย่างชัดเจนแล้ว อี้หย่งฝูก็ได้แต่มองตาของนางอย่างแน่วแน่ และพูดอย่างหนักแน่นออกมา “ข้าไม่ได้หลอกเจ้า”

ท่าทางของเขาทำให้จิวเซียนได้แต่หัวเราะกลบเกลื่อน

“ท่านแม่ทัพช่างมีอารมณ์ขันไม่น้อย แต่ที่ท่านเล่าก็แค่นิทานเรื่องหนึ่งที่ไม่มีวันเป็นจริง…”

“ข้าขอยืนยันว่าข้าไม่ได้หลอกเจ้า” เขายังคงยืนยันคำเดิม แววตาที่มั่นคงของเขาทำให้จิวเซียนต้องถามออกไปเสียงสั่นด้วยความหวาดหวั่นในใจ

“ท่านต้องการจะบอกว่า…”

สุดท้ายแม่ทัพอี้ก็ต้องถอนหายใจก่อนจะตอบนางมาตรง ๆ ว่า

“ข้าไม่รู้วิธีส่งเจ้ากลับไป และที่นี่ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด”

แววตาของเขายามพูดประโยคสุดท้ายทอประกายเจิดจ้าราวกับจะช่วยยืนยันในคำพูดของเขา แต่ยิ่งมันเจิดจ้าและมั่นคงมากเท่าไหร่นางก็ยิ่งรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงมากเท่านั้น

“ที่นี่คือโลกแห่งความเป็นจริง โลกใบนี้มีอยู่จริง ไม่ใช่โลกที่เจ้าสร้างขึ้นมา”

คำพูดของเขาช่างหนักแน่นและจริงใจ จนนางไม่อาคิดว่านี่เขากำลังโกหกต่อไปได้ หากเป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า นางจะไม่มีโอกาสกลับไปยังโลกที่นางเกิดและเติบโตมาอีกแล้วหรือ...

 

*************************************** 



ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 15 ครั้ง

173 ความคิดเห็น