ตอนที่ 15 : บทที่ 14 ผลลัพธ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 893
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

ภายในศาลที่คับคั่งไปด้วยผู้คน จิวเซียนในชุดผ้าคลุมปิดหน้ากับเถิงหลิ่งกำลังยืนอยู่ในมุมหนึ่งไม่ใกล้ไม่ไกลจากกลุ่มของฝูงชน

“เถิงหลิ่งขุนนางหน้าตาขี้โกงผู้นั้นเป็นใครหรือ” คำถามที่ดังขึ้นทำให้ผู้ถูกถามต้องหันไปมองสตรีซึ่งได้ชื่อว่าเทพธิดาอย่างอ่อนใจ “เขาคือใต้เท้าเฉา ผู้ที่จะมาดูแลคดีนี้เจ้าค่ะ” นางมองจิวเซียนยู่หน้าลงยามเห็นขุนนางผู้นั้นลูบคางครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะอธิบายเพิ่ม

“เดิมทีเขาก็มิใช่คนดีเท่าไร ทั้งยังคุ้นเคยกับพ่อค้าเลี่ยวเป็นอย่างดี”

สิ่งที่ได้ยินทำให้จิวเซียนต้องถามออกมาอย่างไม่แน่ใจ “แล้วคดีนี้…”

“พวกเราพูดคุยกับเขาแล้วเจ้าค่ะ คาดว่าตระกูลเลี่ยวคงจะหมดหนทางรอดแล้ว”

ได้ยินคำตอบของเถิงหลิ่ง จิวเซียนก็อดรู้สึกชื่นชมแม่ทัพอี้ขึ้นมาอีกเล็กน้อยไม่ได้ เขาเตรียมการได้อย่างรอบคอบ แต่จะให้ไม่เป็นเช่นนั้นก็คงไม่ได้ เพราะถ้าว่ากันตามจริง คดีนี้ก็ส่งผลต่อทัพอย่างใหญ่หลวงนัก ตอนที่คิดเช่นนั้นนางก็พลันนึกถึงตัวการใหญ่ของเรื่องนี้

“แล้วราชครูหลัวล่ะ”

ชื่อของขุนนางอาวุโสทำให้เถิงหลิ่งต้องส่ายหัวอย่างไม่มั่นใจ “ยังไม่แน่ว่าจะเอาเรื่องเขาได้เจ้าค่ะ ถึงอย่างนั้นท่านแม่ทัพก็สั่งให้คนของเราเฝ้าเขาเอาไว้แล้ว”

              จิวเซียนพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ว่าอำนาจที่ราชครูหลัวสั่งสมมายังคงมีมากพอที่จะปกป้องเขาจากเรื่องนี้

“เริ่มการไต่สวนได้”

เสียงประกาศเริ่มการไต่สวนทำให้เสียงเซ็งแซ่ของผู้คนเงียบลงทันที จากนั้นใต้เท้าเฉาก็กระแอมไอสองสามทีก่อนจะเอ่ยสั่งเสียงดังอีกครั้ง

“เบิกตัวพ่อค้าชั่วตระกูลเลี่ยว เลี่ยวฉี!”

ไม่นานนักพ่อค้าเลี่ยวก็ถูกกึ่งดึงกึ่งลากเข้ามาในพื้นที่ว่างกลางศาล สภาพของเขาดูสกปรกซอมซ่อ ไร้ร่องรอยของฟุ่มเฟือยราคาแพงดั่งกาลก่อน ใบหน้าที่เคยอวบอิ่มเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ยามนี้เผือดซีดไร้ราศีราวกับคนละคนอย่างไรอย่างนั้น

“ใต้เท้า ข้ามิได้ทำสิ่งใดผิด เหตุใดขุนนางผู้สัตย์ซื่อเช่นท่านถึงเชื่อคำปรักปรำจากผู้อื่นกัน”

พอมาถึงเลี่ยวฉีก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองทันที เพราะตั้งแต่ถูกจับยกตระกูลเมื่อวานนี้ เขาก็พอจะได้ยินมาบ้างว่าพวกเขาถูกจับด้วยข้อหาอะไร แม้จะยังไม่รู้ว่าใครอยู่เบื้องหลัง แต่ก็หวังว่าใต้เท้าเฉาที่เคยรับสินบนจากเขาไปหลายครั้งน่าจะยังพอมีทางช่วยเหลือ บวกกับอำนาจของราชครูหลัวที่ข้องเกี่ยวกับพวกเขาด้วยแล้ว ย่อมต้องมีทางรอดให้ตระกูลเลี่ยวอย่างแน่นอน

“เจ้าบอกว่าถูกปรักปรำอย่างนั้นรึ เจ้าแน่ใจได้อย่างไร แล้วผู้ใดปรักปรำเจ้ากัน” ใต้เท้าเฉาถาม พอเลี่ยวฉีเห็นว่ายังพอมีทางรอดจึงค่อย ๆ แสร้งอธิบายด้วยสีหน้างงงวย

“คืนก่อนข้าเพียงแค่จัดงานเลี้ยงภายในบ้านเพื่อพูดคุยกับมิตรสหาย ผู้คนทั่วทั้งเมืองต่างรู้เรื่องนี้ดี ในเมื่อข้ามิได้ทำสิ่งใดผิด แล้วเหตุใดจู่ ๆ จึงมีทหารเข้ามาจับตัวคนในตระกูลข้า หากมิใช่เพราะมีคนปรักปรำใส่ร้ายป้ายสีในเรื่องอะไรบางอย่าง ใต้เท้าก็คงไม่ต้องลำบากส่งคนมาจับตัวข้าโดยไม่ถามไถ่เช่นนี้”

พูดจบสีหน้าของเลี่ยวฉีก็ต้องเปลี่ยนไป เมื่อใต้เท้าเฉาตำหนิเสียงดัง

“สามหาวยิ่งนัก! ” ใต้เท้าเฉามองเลี่ยวฉีที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่างพลันแค่นเสียงเล็กน้อย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองมีความผิดโทษฐานใด”

เลี่ยวฉีไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ หรือคิดจะช่วยเขาหรือไม่ ได้แต่ตอบด้วยความกระวนกระวายใจ “ข้าน้อยโง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจรู้ได้ว่าทำสิ่งใดผิดไป”

“เช่นนั้นรึ” ใต้เท้าเฉาตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย

“ใต้เท้า ผู้ใดกันที่เป็นคนใส่ร้ายข้า คนผู้นั้นเชื่อถือได้หรือไม่ ใคร ๆ ก็รู้ว่าข้ามีทั้งคนรักและคนชังมากมายเพราะทำการค้าขายมานาน ไม่แน่ว่าเรื่องในคราวนี้ก็อาจเป็นเพราะใครคนหนึ่งในกลุ่มคนเหล่านั้นจงใจสร้างเรื่องขึ้นมาก็เป็นได้”

ใต้เท้าเฉาที่รอคำพูดนี้มานานดูกระตือรือร้นขึ้นมาทันที “ดี! ในเมื่อเจ้าเชื่อว่าตัวเองไม่มีความผิด เรามาฟังคำให้การจากผู้ให้เบาะแสไปพร้อม ๆ กัน”

“เบิกตัวคุณชายตระกูลหลี หลีจิ่นเต๋อ”

หลังสิ้นเสียงประกาศ จิ่นเต๋อก็เดินเข้ามาในศาล ใบหน้าของเขาประดับไปด้วยรอยยิ้มน้อย ๆ ดั่งคุณชายผู้สุภาพอ่อนโยน แค่เห็นผู้คนรอบด้านก็ส่งสายตาให้กำลังใจและพากันกล่าวชื่นชม

“คุณชายหลีโปรดพูดเรื่องที่ท่านแจ้งแก่พวกเราให้ทุกคนได้ฟังกันอีกครั้ง”

จิ่นเต๋อพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มพูดด้วยท่าทางจริงจังไร้ความลังเล

“ในวันที่ข้าถูกกล่าวหาว่าบุกรุกเข้าคฤหาสน์ตระกูลเลี่ยวเพื่อไปพูดคุยกับแม่นางฮวา ข้าบังเอิญพบสาวใช้นางหนึ่งแอบร้องไห้อยู่ พอสอบถามดูก็ได้รู้ว่านางกำลังหวาดกลัวในสิ่งที่พ่อค้าเลี่ยวกำลังทำ ตอนแรกนางไม่ยอมบอกข้าว่าเป็นเรื่องอันใด แต่พูดคุยไปสักพักนางก็หลุดปากออกมาว่าพ่อค้าเลี่ยวลอบติดต่อกับคนของแคว้นศัตรู

ข้ารู้สึกร้อนใจจึงคิดจะเข้าไปช่วยแม่นางฮวาออกมา แต่กลับไปเจอพ่อค้าเลี่ยวกำลังพูดคุยกับแขกท่าทางมีพิรุธเสียก่อนจึงถูกจับตัวไปลงโทษ ถึงจะโชคดีมีชีวิตรอดออกมาได้ แต่ก็ไม่รู้จะทำเช่นไรกับเรื่องที่รู้มา จึงได้แต่แจ้งให้แก่นายทหารของกองทัพผู้หนึ่งซึ่งกำลังลาดตระเวนมาถึงที่โรงเตี๊ยมของข้าพอดี”

“เป็นไปไม่ได้!” เลี่ยวฉีรีบกล่าวแย้งเสียงสูง ก่อนจะหันไปทำเสียงไม่พอใจใส่จิ่นเต๋อ

“คุณชายหลี ท่านคงไม่พอใจข้าเรื่องแม่นางฮวา แต่ท่านควรจะเข้าใจว่าตระกูลข้าไม่เกี่ยวอะไรกับเรื่องนั้น เป็นท่านราชครูที่ต้องการตัวนางไปรับใช้ข้างกาย แล้วพ่อค้าอย่างข้าจะมีปากมีเสียงได้อย่างไรกัน!”

เมื่อได้ยินคำกล่าวอ้างของพ่อค้าเลี่ยว จิ่นเต๋อก็แสร้งส่ายหน้าด้วยความลำบากใจ

“ข้าแค่แจ้งไปตามที่เห็นเพียงเท่านั้น คุณหนูเลี่ยวและข้านับว่ารู้จักกันอยู่บ้าง นางดีต่อข้าถึงเพียงนั้น ข้าจึงเลือกแจ้งเรื่องนี้ไปกับทหารลาดตระเวนแทนที่จะแจ้งกับทางการ เพียงแต่…” เขาเว้นช่วงให้ผู้คนรอบด้านได้คิด การที่เขาพูดถึงเลี่ยวฮุ่ยอิ๋งในทางที่ดี ทำให้ผู้คนที่รู้จักนิสัยช่างตื๊อของนางพากันคิดว่าเขาช่างเป็นคนดีจริง ๆ ไม่นานนักจิ่นเต๋อก็พูดประโยคที่ค้างไว้ออกไป “ข้าเองก็ไม่นึกว่าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่โตเช่นนี้”

เลี่ยวฉีเห็นผู้คนเอนเอียงไปทางจิ่นเต๋อก็รีบหันไปพูดกับทางรอดเพียงทางเดียวของเขาทันที

“ใต้เท้าท่านคงไม่ได้เชื่อคำพูดลอย ๆ ของเขาใช่หรือไม่ ทหารผู้นั้นเป็นใครกัน ข้าต้องการพบเขาและอยากรู้นักว่าเหตุใดเขาจึงร่วมมือกับคุณชายหลีใส่ร้ายข้า ขอใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมแก่ข้าและตระกูลเลี่ยวด้วย”

พูดจบก็หันไปพูดกับจิ่นเต๋อด้วยความคับแค้นใจ “ถ้ายังไม่มีพยานหลักฐาน ข้าและตระกูลเลี่ยวก็ไม่อาจยอมรับความไม่เป็นธรรมนี้ได้!”

หลังเลี่ยวฉียืนยันอย่างหนักแน่น ทั่วทั้งศาลก็กลับมาเต็มไปด้วยเสียงพูดคุยของผู้คนอีกครั้ง บ้างก็ด่าทอ บ้างก็หันไปถกเถียงกันว่าฝ่ายคุณชายหลีมีหลักฐานอันใด

ใต้เท้าเฉาเคาะค้อนในมือให้ผู้คนเงียบเสียงลง ก่อนจะหรี่ตาพลางถามเลี่ยวฉีว่า “หมายความว่าหากมีพยานหลักฐานเจ้าก็จะยอมรับอย่างนั้นรึ”

ท่าทางของใต้เท้าเฉาทำให้เลี่ยวฉีเริ่มร้อนใจ เพราะท่าทางของอีกฝ่ายดูเหมือนไม่คิดช่วยจะตระกูลเลี่ยวแล้ว

“ใต้เท้าหมายความว่าอย่างไร หลักฐานที่ได้มาจากคนที่เกลียดชังข้า จะมั่นใจได้อย่างไรว่าเขาไม่ได้สร้างมันขึ้นมาเอง”

พอได้ยินเลี่ยวฉีพยายามแก้ต่างด้วยน้ำเสียงสั่นเทา ใต้เท้าเฉาก็แค่นเสียงแล้วสั่งออกไปว่า “นำตัวพยานเข้ามา…”

แค่ได้ยินเลี่ยวฉีก็ถึงกับเหงื่อตก เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะมีพยานด้วย ไม่รู้ว่าพยานที่ว่าจะรู้เรื่องของเขาจริง ๆ หรือเป็นพยานปลอม แต่ยิ่งเห็นใบหน้าที่ยังคงประดับรอยยิ้มน้อย ๆ ของจิ่นเต๋อ เขาก็ยิ่งกังวลใจมากกว่าเดิม แต่กังวลใจได้ไม่นานนักเสียงของใต้เท้าเฉาก็ดังขึ้นอีกครั้ง

“เบิกตัวสาวใช้เริ่นลู่เสียน”

ชื่อที่คุ้นหูและใบหน้าที่คุ้นตาของเด็กสาวที่กำลังเดินเข้ามานั้น ทำให้เลี่ยวฉีตัวแข็งทื่อในทันที

ผู้ที่มาใหม่มิใช่ใครที่ไหนแต่เป็นสาวใช้คนสนิทของคุณหนูคนสำคัญของตระกูลเลี่ยว นางโผล่มาด้วยท่าทางกล้า ๆ กลัว ๆ พอรวมกับใบหน้าน่ารักของนางแล้ว ก็ยิ่งทำให้ผู้คนรอบด้านรู้สึกสงสารจับใจ

“ขะ ข้าน้อยเริ่นลู่เสียน ขอเป็นพยานให้กับคำให้การของคุณชายหลีเจ้าค่ะ”

เริ่นลู่เสียนพูดจบ ใต้เท้าเฉาก็สั่งให้นางเล่าเรื่องทุกอย่าง

“เล่าสิ่งที่เจ้ารู้ออกมา” แต่พอเห็นว่านางยังมีท่าทีเกรงกลัวก็พูดปลอบใจว่า “เจ้าเป็นเพียงสาวใช้ของคุณหนูเลี่ยว ขอเพียงคำให้การของเจ้ามีประโยชน์ ย่อมไม่โดนโทษไปด้วยอย่างแน่นอน”

ได้ยินเช่นนั้นเริ่นลู่เสียนก็พยักหน้า ก่อนจะเริ่มเล่าสิ่งที่นางรู้ออกไป

“ข้าน้อยรับใช้ข้างกายคุณหนูมานานหลายปี ได้พบเห็นคนเข้าออกตระกูลเลี่ยวเป็นจำนวนมาก บ้างก็มาแลกเปลี่ยนซื้อของ บ้างก็มาทำข้อตกลงการค้า แต่ก็มีบางคนที่เข้ามาโดยไม่ได้พูดคุยเรื่องเกี่ยวกับการค้าเลย…”

พูดถึงตรงนี้นางก็เหลือบมองเลี่ยวฉีเล็กน้อย ทำให้ผู้คนพูดคุยกันไปต่าง ๆ นานา จนเลี่ยวฉีต้องหันมาตะคอกนางเสียงดัง

“เจ้าคิดจะพูดอะไร!”

เมื่อเลี่ยวฉีตะคอกจบ เริ่นลู่เสียนก็ทำทีเป็นได้กำลังใจจากผู้คนรอบด้านแล้วพูดต่อ

“ไม่นานมานี้ตระกูลเลี่ยวเพิ่งจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับใครบางคนไป ในคืนนั้นข้าน้อยได้ยินนายท่านกับพวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับการซื้อขายของบางอย่างข้ามผ่านชายแดน ตอนแรกข้าน้อยยังมิได้เอะใจสงสัยจนกระทั่ง…”  พูดถึงตรงนี้น้ำเสียงของนางก็เบาลงอย่างลังเล “จนกระทั่งบังเอิญพบกับสมุดบัญชีการซื้อขายในห้องของคุณหนูเลี่ยวเจ้าค่ะ”

ผู้คนรอบด้านต่างพากันอุทานด้วยความตกใจพอได้ยินว่าคุณหนูคนสำคัญมีส่วนเกี่ยวโยงด้วย

“คุณหนูเลี่ยวเป็นผู้จัดการหลายอย่างในคฤหาสน์และช่วยดูแลบัญชีบางส่วนมาโดยตลอด เพียงแต่ข้าน้อยนึกไม่ถึงว่าคุณหนูจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย”

เริ่นลู่เสียนยังคงพูดต่อไปไม่หยุด มาถึงตอนนี้ เลี่ยวฉีเห็นว่าบุตรสาวของเขาโดนดึงมาเกี่ยวข้องก็มีท่าทีเป็นเดือดเป็นร้อน

“บัญชีพวกนั้นมีแต่ลายมือเจ้า เจ้าใส่ร้ายลูกสาวข้า!”

แต่เริ่นลู่เสียนก็เพียงปฏิเสธด้วยใบหน้าขลาดเขลา

“ข้าน้อยเป็นเพียงบ่าวโง่เขลา อ่านอะไรแทบไม่ออก แล้วจะเขียนหรือเข้าใจบัญชีเหล่านั้นได้อย่างไร”

ดวงตาที่ใสซื่อและน้ำเสียงหวาดกลัวลนลานของนางทำให้ใต้เท้าเฉาต้องพูดปรามอย่างเห็นใจ

“ไม่เป็นไรพูดต่อเถอะ” ก่อนจะหันไปสั่งให้คนของเขาเข้าไปอุดปากเลี่ยวฉีไว้ แล้วถามต่อ “ในเมื่อเจ้าบอกว่าตัวเองโง่เขลา แล้วรู้ได้อย่างไรว่าบัญชีนั้นเกี่ยวกับการซื้อขายอะไร”

เพียงคำถามเดียวจากใต้เท้าเฉาทำให้ผู้คนรอบด้านมองเขาในทางที่ดีขึ้น ที่พิจารณาอย่างถี่ถ้วนและไม่ตัดสินจากคำพูดเพียงฝ่ายเดียว ทั้งที่ปกติแล้วเขาเป็นพวกชอบรับสินบนจึงมักตัดสินอย่างไม่เป็นธรรม

“ตอนแรกข้าน้อยไม่รู้ว่าสมุดเล่มนั้นคืออะไรเจ้าค่ะ แต่คุณหนูอารมณ์เสียมากยามที่เห็นข้าน้อยยืนจ้องมัน จึงคิดว่าคงจะไม่ใช่สมุดบัญชีธรรมดา แล้วก็…” เริ่นลู่เสียนตอบไม่ทันหมดก็มีท่าทีโลเลอีกครั้ง

“เล่าออกมาให้หมด ข้าจะให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าเอง” ใต้เท้าเฉาเห็นพวกชาวบ้านเริ่มพูดเกี่ยวกับตัวเองในทางที่ดีขึ้นก็ทำเป็นพูดหนักแน่น

เมื่อเริ่นลู่เสียนได้ยินเช่นนั้นจึงพูดต่อ “แล้วก็ยามที่ข้าน้อยถูกลงโทษจนเกือบสลบไป ข้าน้อยได้ยินนายท่านกับคุณหนูพูดถึงอาวุธอะไรสักอย่าง”

คำพูดของนางทำให้ใต้เท้าเฉามีสีหน้าแปลกใจไม่น้อย

“เลี่ยวฉีลงโทษเจ้าหนักอย่างนั้นรึ?

เริ่นลู่เสียนรู้ตัวว่าเผลอพูดอะไรออกไปก็มีสีหน้ากระวนกระวายและจับไปที่แขนอย่างไม่รู้ตัว แขนเสื้อของนางเลิกขึ้นเล็กน้อย พอให้ผู้คนที่คอยจ้องนางอยู่สังเกตเห็นรอยแผลเป็นทางยาวบนแขนนาง เมื่อเริ่นลู่เสียนรู้ตัวว่าพวกชาวบ้านเห็นรอยแผลแล้วก็รีบปล่อยมือและพยายามซ่อนรอยแผลเหล่านั้นทันที

“ไม่มากเจ้าค่ะ…”

ท่าทางของนางทำให้จิ่นเต๋อและจิวเซียนที่ยืนมองอยู่เงียบ ๆ ต้องย่นคิ้วเข้าหากัน ก่อนจะเห็นเริ่นลู่เสียนพูดขึ้นอีกครั้ง

“จนกระทั่งมาเจอกับคุณชายหลีในไม่กี่วันถัดมาจึงเล่าให้เขาฟังเจ้าค่ะ”

นางเล่าถึงตรงนี้ก็เท่ากับเหตุการณ์ทั้งหมดได้จบลงและสอดคล้องกับคำให้การของจิ่นเต๋อทุกอย่าง ใต้เท้าเฉาจึงพยักหน้า ก่อนจะหันไปถามบางสิ่งจากเลี่ยวฉี ทำให้เลี่ยวฉีที่ถูกปิดปากมานานได้มีสิทธิ์พูดขึ้นอีกครั้ง

“เลี่ยวฉีคืนที่นางพูดถึง เจ้าจัดงานเลี้ยงต้อนรับและพูดคุยอยู่กับใคร”

เมื่อได้ยินคำถามเลี่ยวฉีก็มีสีหน้าคับแค้นใจ เพราะรู้ว่าอีกฝ่ายต้องการให้เขาซักทอดไปถึงใครบางคนด้วยตัวเอง

“ท่าน! พวกท่านรู้ดีแต่กลับจงใจให้ข้าพูดมันออกมา”

“เจ้าจะพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะ ข้าจะรับรองความปลอดภัยของเจ้าเอง” ใต้เท้าเฉาทำทีเอ่ยปากรับรอง แต่เลี่ยวฉีก็ไม่อาจพูดชื่อนั้นออกมาได้ เขารู้ดีว่าอำนาจของคนที่เขาต้องพูดถึง มีมากเกินกว่าที่ขุนนางในเมืองเล็ก ๆ จะสามารถต้านทานได้

คนพวกนี้แค่ต้องการโยนปัญหาที่ไม่มีใครอยากรับมาให้เขาเท่านั้น ทั้งยังเป็นปัญหาที่อาจทำให้เขาไม่ได้ตายดีเสียด้วย!

ขณะที่เลี่ยวฉีไม่ยอมเปิดปากพูด เริ่นลู่เสียนก็เป็นฝ่ายพูดออกมาเอง

“เป็น…เป็นคนของท่านราชครูหลัวเจ้าค่ะ”

คำพูดของนางทำให้เลี่ยวฉีต่อว่าเสียงดัง

“นังเด็กไม่รักดี! ตระกูลเลี่ยวชุบเลี้ยงเจ้าเป็นอย่างดีแต่เจ้ากลับตอบแทนเช่นนี้เรอะ”

แค่คิดว่าตระกูลเลี่ยวต้องมาพบจุดจบเพราะสาวใช้ที่อุตส่าห์ชุบเลี้ยงไว้ก็ต้องโกรธแค้นไม่น้อย ยิ่งได้ยินผู้คนต่อว่าตระกูลเลี่ยวไปต่าง ๆ นานา เขาก็ยิ่งโมโหจนตะโกนด่าทอผู้คนรอบด้านเสียงดัง

“พวกเจ้าไม่มีหลักฐาน จะมาปรักปรำข้าได้ยังไง”

ท่าทีของเลี่ยวฉีทำให้ความอดทนของใต้เท้าเฉาขาดผึง

“ยังจะไม่ยอมรับอีกรึ! ในส่วนของหลักฐานข้าได้บอกคนของกองทัพที่มาสืบข่าวไปแล้ว ทีนี้ก็มารอดูกันว่าจะพบอะไรในบ้านของเจ้าบ้าง”

“ของที่เจอไม่มีทางเกี่ยวข้องกับข้า” เลี่ยวฉีรีบปฏิเสธด้วยน้ำเสียงเย่อหยิ่ง เพราะของทุกอย่างที่อาจเป็นหลักฐานได้ เขาไม่เคยลงมือเขียนด้วยตนเองแม้แต่อย่างเดียว หากจะมีผู้รับเคราะห์ก็คงเป็นภรรยาของเขา ไม่ก็สาวใช้ไม่รักดีที่ยืนอยู่ไม่ไกลนางนั้น เขาจึงมั่นใจว่าตัวเองและคนอื่น ๆ ในตระกูลจะต้องอยู่รอดปลอดภัยอย่างแน่นอน

“เลี่ยวฉี เจ้าแน่ใจหรือ?

คำถามของใต้เท้าเฉาทำให้เลี่ยวฉีเกิดอาการลังเล ก่อนที่เลี่ยวฉีและใต้เท้าเฉาจะใช้อารมณ์ทุ่มเถียงกันไปมาจนสถานการณ์เริ่มร้อนระอุ แม้แต่ผู้คนก็พูดคุยกันอย่างสนุกปากว่าเรื่องราวในครั้งนี้จะจบลงเช่นไร เสียงเรียบนิ่งของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากทางเข้าศาล จนผู้คนทั้งหมดต้องหันไปมอง

“ใต้เท้าเฉา เรื่องนี้ส่งต่อให้ข้าได้หรือไม่”

ผู้ที่เดินเข้ามาคือแม่ทัพอี้ในชุดเกราะสีเงินวาววับ พร้อมกับทหารสองนายที่ถือถาดใส่กองเอกสารตามมาด้านหลัง

“นี่คือหลักฐานที่ข้าถือวิสาสะเข้าไปค้นเจอหลังได้ฟังรายงานจากทหารที่ข้าส่งเข้ามาสืบข่าวในเมือง”

ท่าทางและถ้อยคำอันแสนสงบนิ่งยิ่งทำให้เขาดูน่าเกรงขามจนไม่มีผู้ใดกล้าพูดคุยเสียงดัง บรรยากาศภายในศาลเปลี่ยนไปในพริบตา ใต้เท้าเฉากับคนอื่น ๆ ยังคงตกตะลึงอยู่ เพราะจู่ ๆ แม่ทัพคนสำคัญก็โผล่เข้ามาทำให้สถานการณ์ดูกระอักกระอ่วนในทันที

พอเห็นสีหน้าแปลกประหลาดของผู้คนรอบด้านแม่ทัพอี้ก็ขมวดคิ้วแน่น ยิ่งเห็นสตรีที่คุ้นหน้าคุ้นตากำลังยืนหลบอยู่มุมหนึ่งด้วยท่าทีขบขันทั้งยังกลั้นหัวเราะจนหน้าแดงก่ำ คิ้วสองข้างของเขาก็ต้องขมวดเข้าหากันมากกว่าเดิม

“มะ แม่ทัพอี้ ไม่ทราบว่า…”

เสียงของใต้เท้าเฉาที่ดังแทรกขึ้นทำให้แม่ทัพอี้กลับมาสนใจเหตุการณ์ตรงหน้าอีกครั้ง เขาคิดว่าผู้คนมีสีหน้าแปลกประหลาดเพราะกังขาที่เขาพาทหารไปหาค้นหาหลักฐานในตระกูลเลี่ยวทั้งที่ยังสืบสวนคดีไม่เสร็จจึงพูดออกไปว่า “เรื่องการศึกเป็นเรื่องเร่งด่วนหวังว่าท่านจะเข้าใจ”

เขาพูดเพียงเท่านั้น ใต้เท้าเฉาที่นิ่งอึ้งไปนานก็รีบพงกหัวรับคำทันที “ข้าเข้าใจ ๆ ”

ผู้คนรอบด้านที่เปลี่ยนอารมณ์ไม่ทันในตอนแรกกลับมาตามสถานการณ์ทันอีกครั้ง แต่คนที่ดูตื่นตระหนกมาที่สุด คือเลี่ยวฉีที่ไม่นึกว่าคนสำคัญของกองทัพจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

“มะ แม่ทัพอี้…” เลี่ยวฉีกรอกตาไปมาด้วยความร้อนรน หากเรื่องนี้มีแม่ทัพอี้เข้ามาข้องเกี่ยว ทั้งยังได้รับรู้เรื่องราวทุกอย่างแล้วล่ะก็ ตระกูลเลี่ยวที่สร้างผลเสียร้ายแรงให้กับกองทัพ ต่อให้มีราชครูหลัวหนุนหลังก็คงไม่มีทางรอดอย่างแน่นอน

พอเห็นสีหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจของเลี่ยวฉี ผู้คนก็พากันสรุปในทันทีว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นความจริง ก่อนจะพากันหันมาให้ความสนใจต่อผู้มาใหม่ด้วยความชื่นชมแทน

“แม่ทัพอี้จริงด้วย ๆ ”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ทหารที่คุณชายหลีบอกว่าบังเอิญพบคือคนของแม่ทัพอี้นี่เอง” ใครคนหนึ่งปะติดปะต่อเรื่องราวเอาเอง ทำให้คนอื่น ๆ เข้าใจตามที่เขาพูด หลังจากนั้นไม่นานก็มีแต่เสียงของชาวบ้านพากันยกย่องชื่นชมจิ่นเต๋อและแม่ทัพอี้

“แม่ทัพอี้ไม่ทราบว่า…” ใต้เท้าเฉาทำงานที่ของเขาเรียบร้อยแล้วและไม่คิดจะรับผิดชอบสิ่งใดอีกต่อไปจึงทำเป็นถามอย่างลองเชิง

“ขังพวกเขาเอาไว้ก่อน ข้ารายงานเรื่องนี้ไปที่เมืองหลวงแล้ว แต่กว่าราชโองการจะมาถึงอาจต้องใช้เวลาหลายวัน ดังนั้น ข้าจะส่งคนมาคุมตัวพวกเขาเอาไว้เอง” แม่ทัพอี้ตอบเสียงเรียบ ทำให้การสืบสวนในวันนี้ได้รับบทสรุปเป็นที่เรียบร้อย

ได้ยินเช่นนั้นใต้เท้าเฉาก็กระแอมไอและออกคำสั่งให้คนของเขาด้วยท่าทางแข็งขันด้วยเสียงที่ดังก้อง

“ทหาร! จับตัวเลี่ยวฉีไปขัง”

ขณะที่พ่อค้าเลี่ยวโดนนำตัวออกไปขังทั้ง ๆ ที่ยังพยายามแก้ต่างให้ตัวเองไม่ยอมหยุด ผู้คนต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านไม่ก็จับกลุ่มพูดคุยกัน โดยไม่มีใครรู้เลยว่า เหตุการณ์ไม่ใหญ่ไม่เล็กในวันนี้ แท้จริงแล้วจะกลายเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งที่กำลังจะตามมา

……………...

 

ไม่ใกล้ไม่ไกลจากมวลน้ำขนาดใหญ่ที่ยังคงไหลมารวมตัวกัน ราวกับจะชำระล้างสมรภูมิที่เคยเต็มไปด้วยทหารมากมายให้กลับไปว่างเปล่าดังเดิม มีคนกลุ่มหนึ่งนั่งจ้ององภาพวุ่นวายเบื้องหน้าอยู่

“นายท่าน ดูเหมือนจะไม่อาจหวังพึ่งราชครูหลัวและตระกูลเลี่ยวได้แล้ว” บุรุษชุดดำรายงานข่าวที่เพิ่งได้รับจากสายในเมืองให้กับนายของเขา

“พวกเขาถูกจับได้อย่างไร” บุรุษสูงศักดิ์ถามกลับ

“คำให้การของสาวใช้”

คำตอบที่ได้รับทำให้ผู้เป็นนายต้องขมวดคิ้วมุ่น “คนส่งสาส์นที่เจ้าเคยพูดถึง?

ยามที่เห็นคนสนิทพยักหน้าตอบกลับมา เขาก็ถามต่อไป

“นางได้พูดอะไรอีกหรือเปล่า”

“มิได้พูด” คำตอบนั้นทำให้ผู้เป็นนายยกยิ้มอย่างพึงพอใจ “นับว่ายังฉลาดอยู่”

“นายท่านจะให้ทำเช่นไร”

บุรุษชุดดำถามขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ชายสูงศักดิ์จะได้ตอบกลับอย่างทอดถอนใจว่า “อยู่ที่นี่ต่อไปก็ไร้ประโยชน์ ฝ่ายเราพ่ายแพ้แล้ว”

เป็นการพ่ายแพ้ที่น่าอดสูนัก ผู้ที่นำทัพในครั้งนี้ยามกลับไปที่เมืองหลวง จะต้องอับโชคเป็นแน่ ส่วนเขาที่ถูกกันให้เป็นผู้สังเกตการณ์ก็ไม่มีสิ่งใดให้ทำต่อ

ไม่นานนักเขาก็ออกคำสั่งว่า “หาทางกำจัดคนพวกนั้นซะ อย่าให้สาวมาถึงเราได้ ส่วนนาง…” พูดถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็แค่นเสียงออกมานิดหน่อย

“ข้าให้คนส่งสาส์นไปที่เมืองหลวงเพื่อขออนุญาตแล้ว ในเมื่ออี้หย่งฟูออกหน้าเอง ก็เป็นไปได้ว่านางจะตกอยู่ภายใต้การคุ้มครองจากเขาโดยตรง”

สิ่งที่ได้ยินทำให้บุรุษชุดดำมีสีหน้าสงสัย “นั่นแปลว่าเราไม่มีโอกาสที่จะนำตัวนางและของสิ่งนั้นกลับมา”

พอได้ยินคำถามจากคนสนิท ชายสูงศักดิ์ก็ยกยิ้มขึ้นมา “เรายังมีโอกาส…” ก่อนที่เขาจะทอดสายตามองไปทางเมืองเล็ก ๆ ที่อยู่ไกลออกไปแล้วพูดเสียงเบาออกมาว่า “เพราะสตรีนางนี้ยังไม่รู้ความจริง”

……………...

 

หลังการสืบสวนคดีจบลง ผู้คนทยอยแยกย้ายออกไปจนเกือบหมด จิวเซียนที่ยืนหลบมุมมานานก็เดินเข้าไปหาคนคุ้นเคย

“ดูเหมือนจะยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ท่านพึงพอใจ” พอพูดจบ จิ่นเต๋อซึ่งยังคงยืนยิ้มอยู่ที่เดิมคอยมองพ่อค้าเลี่ยวถูกนำตัวไปก็หันกลับมา “เจ้าจะรู้อะไรกัน”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็ต้องส่ายหน้าน้อย ๆ พลางตบไหล่อีกฝ่ายและแสร้งพูดด้วยน้ำเสียงเวทนาว่า “ข้ารู้ว่าท่านไม่ใช่คนดีพอที่จะทำโดยไม่หวังผลประโยชน์ ครั้งนี้ข้าจะช่วยสนับสนุนท่านแล้วกัน”

ได้ยินว่านางจะสนับสนุนจิ่นเต๋อก็มองนางด้วยความแปลกใจแต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

จิวเซียนพอจะทายได้ว่าสิ่งที่เขาหวังไว้ไม่ใช่แค่การกำจัดพวกชอบหาเรื่องอย่างตระกูลเลี่ยว เขาอุตส่าห์วางแผนทั้งยังยอมลงทุนลงแรงทำให้ตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องราวใหญ่โตขนาดนี้ คงหวังผลตอบแทนที่สมน้ำสมเนื้อมากกว่านี้อย่างแน่นอน และการที่เขายังคงยืนอยู่ที่เดิมทั้งที่เลี่ยวฉีถูกนำตัวไปแล้วก็อาจจะกำลังรอพูดคุยกับใครบางคนอยู่ก็เป็นได้

              เมื่อคิดได้เช่นนั้นจิวเซียนก็หันไปยิ้มให้กับแม่ทัพอี้ที่กำลังเดินเข้ามาหาพวกนางหลังจากพูดคุยกับใต้เท้าเฉาทันที

“พวกเจ้าควรจะไปพักได้แล้ว” คำสั่งสั้น ๆ ง่าย ๆ จากอีกฝ่ายทำให้คนสองคนที่ยืนรออยู่มุ่ยหน้าลงในพริบตา แต่เพียงไม่นานจิวเซียนก็กลับมายิ้มแย้มให้กับแม่ทัพอี้อีกครั้ง

“ท่านแม่ทัพ คุณชายหลีช่วยเหลือทัพของท่านเช่นนี้ การศึกจะต้องเกิดเรื่องดีขึ้นเป็นแน่”

น้ำเสียงสดใส ดวงตาเป็นประกาย บวกกับถ้อยคำและท่าทางที่บอกเป็นนัยแทบจะชัดเจนทำให้คนสองคนที่ได้ยินถึงกับส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ถึงมันจะเป็นคำพูดสนับสนุนที่ตรงไปตรงมาจนไม่น่าเห็นผลมากแค่ไหน จิ่นเต๋อยังตั้งความหวังไว้กับคำตอบที่จะได้รับบ้างอยู่ดี

“ข้าเขียนเรื่องของคุณชายหลีลงไปในรายงานแล้ว ทางราชสำนักจะต้องมีรางวัลตอบแทนแน่นอน” แม่ทัพอี้พูดกับจิ่นเต๋อด้วยท่าทางจริงจัง “คุณชายหลี ครั้งนี้นับว่าท่านช่วยทัพของเราตัดทอนกำลังของศัตรู ข้าที่เป็นแม่ทัพขอขอบคุณท่านจากใจจริง”

“แม่ทัพอี้ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ”

จิ่นเต๋อตอบรับด้วยยิ้มยินดี เพราะความดีความชอบในครั้งนี้ อาจเป็นโอกาสให้เขาและบิดาที่โดนเนรเทศออกมาสามารถกลับไปที่เมืองหลวงและสอบเป็นขุนนางได้

จิวเซียนเห็นอีกฝ่ายยิ้มไม่ยอมหุบก็อดไม่ได้หันไปต่อล้อต่อเถียงกับเขาสักสองสามคำไม่ได้ ตอนที่กำลังสนุกอยู่นั่นเอง แม่ทัพอี้ก็เขยิบมาใกล้ ๆ พลางถามแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“เมื่อครู่เจ้าหัวเราะทำไม”

ได้ยินเขาถามเช่นนั้นจิวเซียนก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย

“ท่านเห็นด้วยเหรอ”

นางไอสองสามครั้งเพื่อปกปิดท่าทีเลิกลั่กของตัวเอง ก่อนจะรีบตอบกลบเกลื่อนบุรุษหน้าตายที่ชอบคิดเล็กคิดน้อยไปว่า “ไม่มีอะไรหรอก ๆ ข้าไม่ได้หัวเราะท่านอย่างแน่นอน”

นางจะกล้าบอกเขาได้อย่างไรกัน ว่าตอนนั้นนางขำเขาที่จู่ ๆ ก็โผล่เข้ามาทำลายบรรยากาศดุเดือดเผ็ดร้อนแผดร้อนในศาล ได้อย่างหน้าตาเฉยเสียจนผู้คนตั้งตัวไม่ทัน

ขณะที่ทั้งสามคนพูดคุยกันอยู่ เถิงหลิ่งที่หายออกไปครู่หนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาหาพวกเขาด้วยสีหน้าตื่นเต้นยินดีอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านแม่ทัพมีข่าวด่วนส่งมาจากทัพหน้าเจ้าค่ะ”

เสียงไม่ดังไม่เบาของเถิงหลิ่งทำให้ผู้คนที่เกือบจะแยกย้ายไปกันจนหมด ชะลอฝีเท้าลงและหันกลับมารอฟังอย่างสนอกสนใจอีกครั้ง เถิงหลิ่งเห็นเช่นนั้นก็ไม่ชักช้ารีบยื่นม้วนกระดาษเล็ก ๆ ให้แม่ทัพอี้โดยไม่กลัวว่าจะโดนสงสัยในฐานะของนางทันที

“เกิดเรื่องอะไรขึ้น!” จิวเซียนหันไปถามอย่างกังวลใจ เพราะนางกลัวว่าข้อความในจดหมายจะบอกว่าทัพพ่ายแพ้ ซึ่งไม่ตรงกับคำทำนายของนาง และพวกชาวบ้านก็จะรู้ได้ทันทีว่านางหลอกลวง

แบบนั้นก็แย่สิ! หนทางจะกลับบ้านอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วแท้ ๆ แต่ต้องมาถูกเปิดโปงเช่นนี้ ไม่แน่ว่านางอาจจะโดนจับไปลงโทษจนตายก็เป็นได้

แม่ทัพอี้เห็นนางมีสีหน้าเปลี่ยนไปมา มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย จากนั้นจึงตอบด้วยสีหน้าสงบนิ่งว่า “ดูเหมือนจะไม่ต้องทำศึกยืดเยื้ออีกแล้ว”

“ท่านแม่ทัพหมายความว่า…” จิวเซียนถามอย่างลังเล แม่ทัพอี้จึงพยักหน้าตอบกลับมา

“ทัพของเราชนะแล้ว…” เขาเว้นช่วงเล็กน้อย เพราะนึกขบขันในใจเมื่อนึกถึงสาเหตุที่ทำให้ทัพของเขาชนะศัตรู “ที่ชนะก็เพราะมีน้ำหลากมาจากแคว้นศัตรูทำให้ทัพของศัตรูแตก ถึงจะรวบรวมกันได้อีกครั้งแต่ก็ขาดทั้งเสบียงและอาวุธทำให้ไม่อาจยกทัพกลับมาได้อีก”

แม่ทัพอี้พูดจบ คนรอบด้านก็ยืนนิ่งอึ้งกันตาโต เถิงหลิ่งเห็นเช่นนั้นจึงพูดเสริมขึ้นมาว่า “ที่เป็นเช่นนี้ได้ก็เพราะตระกูลเลี่ยวที่ขายอาวุธให้ศัตรูถูกจับไปด้วยแท้ ๆ ”

เถิงหลิ่งพูดเพียงเท่านั้น ผู้คนรอบด้านก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที ทั้งยังรีบกลับมาจับกลุ่มคุยกันด้วยความตื่นเต้น

“จะว่าไปแล้วนี่เป็นวันที่เท่าไหร่” คนผู้หนึ่งถามขึ้น ก่อนที่ใครอีกคนจะตอบกลับ “เหมือนท่านเทพธิดาจะทำนายได้ครบเจ็ดวันพอดี”

ได้ยินเช่นนั้นชาวบ้านอีกคนก็อุทานขึ้นทันที “โอ้! ไม่น่าเชื่อจริง ๆ คำทำนายทุกอย่างเป็นเรื่องจริง ใครจะไปคิดว่าคำทำนายเรื่องน้ำท่วมจะเกี่ยวกับเรื่องที่เคยทำนายว่าทัพจะชนะภายในเจ็ดวันเช่นนี้”

“ต้องเป็นเพราะพลังของท่านเทพธิดาแน่ ๆ ท่านเทพธิดาช่วยพวกเราไว้แท้ ๆ สวรรค์! นี่เป็นเรื่องน่ายินดีจริง ๆ ”

ยิ่งจิวเซียนได้ยินคำสรรเสริญเยินยอเกินจริงไปไกล นางก็อยากจะพูดแก้ไขเรื่องเข้าใจผิดนี้บ้าง “เอ่อ คือว่า…”

“สวรรค์! โชคดีจริง ๆ ที่เหล่าทวยเทพบนท้องฟ้าส่งท่านมาให้พวกเรา” ชาวบ้านผู้หนึ่งพูดแทรกขึ้นมาด้วยสีหน้าปิติยินดี ก่อนที่ผู้คนจะเริ่มกระจายข่าวน่ายินดีนี้ไปอย่างรวดเร็ว

“รีบกระจายข่าวเร็วเข้า วันนี้พวกเราต้องเลี้ยงฉลองและเซ่นไหว้ท่านเทพธิดาเพื่อเป็นการตอบแทน”

สิ่งที่ได้ยินทำเอาจิวเซียนนิ่งอึ้งเพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

“เซ่นไหว้?

ก่อนที่ชาวบ้านคนหนึ่งจะรีบร้อนเข้ามาจับแขนนางด้วยสีหน้าตำหนิ “ท่านเทพธิดา มัวยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ ท่านเป็นคนสำคัญของงานรีบไปเตรียมตัวเร็วเข้าเถิด”

“ดะ เดี๋ยวก่อน…” จิวเซียนรีบเอ่ยห้าม เมื่อเห็นเหล่าชาวบ้านพากันกรูเข้ามาหานาง เมื่อเห็นว่าสู้แรงพวกเขาไม่ไหว จิวเซียนก็รีบหันไปขอความช่วยเหลือจากคนสองคนที่ยังคงยืนเฉยทันที “พวกท่านก็ช่วยพูดอะไรกันสักอย่างสิ”

“ข้ายังมีงานต้องทำ” แม่ทัพอี้ตอบสั้น ๆ ก่อนจะหันไปสั่งเถิงหลิ่งอีกเพียงประโยคเดียว “ดูแลนางให้ดี”

“เจ้าค่ะ” เถิงหลิ่งตอบอย่างนอบน้อม นางเข้าใจดีว่าแม่ทัพอี้ปล่อยให้พวกชาวบ้านพาจิวเซียนไป เพราะดีกว่าปล่อยให้เทพธิดาจอมซนผู้นี้ว่างและหนีหายไปเดินเล่นจนต้องออกไปตามกลับมาอย่างทุกครั้ง

ฝ่ายจิ่นเต๋อดูจะไม่ได้ยินประโยคขอความช่วยเหลือจากจิวเซียนแม้แต่น้อย เพราะเขาเริ่มพึมพำบางอย่างกับตนเองโดยไม่แม้แต่จะสนใจนาง “งานเลี้ยงนับว่าเป็นเรื่องที่ดี ว่าแต่พวกเขาจะทำอาหารอะไรกันบ้าง…” คิดเพียงเท่านั้นเขาก็ตะโกนคุยกับใครบางคนที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตาทันที “ลุงจางข้าจะช่วยพวกท่านเอง”

เมื่อเห็นท่าทางของคนทั้งสองที่ไม่คิดจะช่วยนางแม้แต่น้อย จิวเซียนก็ได้แต่นึกแค้นอยู่ในใจ นางในยามนี้รู้สึกหัวเราะไม่ได้ ร่ำไห้ไม่ออก ด้วยจนปัญญาเพราะไม่รู้จะทำอย่างไรดี

“ท่านเทพธิดาเจ้าคะ รีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ พวกข้าจะเตรียมชุดเรียบร้อยแล้ว งดงามเหมาะกับท่านอย่างแน่นอน” พวกชาวบ้านยังคงมีสีหน้าตื่นเต้นดีใจ ทั้งยังค่อย ๆ พาจิวเซียนออกไป โดยไม่สนใจสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกของนาง

สุดท้ายได้จิวเซียนก็แต่ตะโกนร่ำร้องอยู่ในใจ ดูเหมือนนางจะถลำลึกเกินไปจนยากจะหาทางแก้ไขความเข้าใจผิดนี้ไปตลอดกาล

โธ่สวรรค์ เหตุใดเรื่องทุกอย่างจึงกลายเป็นเช่นนี้ แล้วเมื่อไหร่ข้าถึงจะได้กลับไปโลกเดิมเสียที!

 

***************************************
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

173 ความคิดเห็น