สวรรค์ร่ายรัก [จบ]

ตอนที่ 10 : บทที่ 9 เรื่องราวที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง [rewrite]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1919
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 19 ครั้ง
    15 ธ.ค. 60

พอเห็นว่ากลุ่มอันธพาลถูกจัดการจนสะบักสะบอม ฮวาชิงฉินก็รีบเดินเข้ามาหาจิ๋นเต๋อด้วยความเป็นห่วงอย่างรวดเร็ว “คุณชายหลีพวกท่านเป็นอะไรหรือไม่”

“ข้าไม่เป็นไร” จิ่นเต๋อแย้มยิ้มตอบ เขาหันไปมองผู้ติดตามของฮวาชิงด้วยสายตาสงสัยก่อนจะถามออกไปอย่างลังเล  “คนพวกนั้นเล่า”

จิวเซียนลอบพยักหน้าเมื่อเห็นว่าจิ่นเต๋อถามคำถามที่นางกำลังอยากรู้ออกไปอย่างพอดิบพอดี นางเห็นฉวาชิงฉินเหลือบมองไปยังทิศทางที่ชายสองคนลากพวกอันธพาลออกไปเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันมาทางพวกนางและยิ้มหวานตอบกลับมาว่า “พวกเขาทำอะไรไม่ได้แล้ว พวกท่านอย่ากังวลเลย” ก่อนจะมองมาทางนางด้วยแววตาสงสัย “นี่คือ…เทพธิดา”

ถูกอีกฝ่ายจดจำได้อย่างง่ายดายจิวเซียนก็ถึงกับนิ่งอึ้งไป เพราะนอกจากจิ่นเต๋อแล้ว หลายวันมานี้ยังไม่มีใครสามารถเดาออกเลยว่านางคือเทพธิดาที่ผู้คนเล่าลือกัน

“นางมาเตือนอันตรายให้ข้า” จิ่นเต๋อพูดอธิบาย เมื่อเห็นว่าฮวาชิงฉินมีท่าทีสนอกสนใจในตัวจิวเซียน

“ท่านเทพธิดาช่างรอบรู้จริง ๆ ” ฮวาชิงฉินพูดพลางแย้มยิ้มให้จิวเซียน

ไม่นานนักชายท่าทางดุดันทั้งสองคนก็เดินกลับมา ฮวาชิงฉินจึงกล่าวกับพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณพวกท่านที่ช่วยเหลือ พวกท่านกลับไปกันก่อนเถอะ” พอนางพูดจบชายทั้งสองก็พยักหน้าเข้าใจและจากไปทันที

ท่าทางเชื่อฟังของชายทั้งสองทำให้จิ่นเต๋ออดถามด้วยความสงสัยไม่ได้ “คนพวกนั้นเป็นใครรึ”

“เป็นเพียงคนคุ้มกันจากทางหอร้อยบุปผาเท่านั้น” ฮวาชิงฉินตอบก่อนจะหันมาคุยกับจิวเซียนแทน “ว่าแต่ท่านเทพธิดาตั้งใจมาเตือนคุณชายหลีเรื่องใด”

จิ่นเต๋อก็สังสัยเช่นกันว่าจริง ๆ แล้วจิวเซียนต้องการเตือนเขาเรื่องอะไร เพราะตอนนี้เขายังไม่เข้าใจในสิ่งที่นางต้องการบอกแม้แต่น้อย จึงหันไปมองนางเพื่อรอคำตอบที่แน่ชัดเช่นกัน

พอเห็นทั้งจิ่นเต๋อและฮวาชิงฉินจ้องมองมาที่นางตาไม่กระพริบ จิวเซียนก็อดขนลุกขนชันไม่ได้ นางไม่อาจพูดออกไปตรง ๆ แต่ในเมื่อตั้งใจจะบอกแล้วก็มีแต่ต้องทำให้ดีที่สุด “อันที่จริง เป็นการเตือนพวกเจ้าทั้งสองคนมากกว่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงอึกอักก่อนจะแสร้งทำเป็นนึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ “จริงสิ ข้าได้ข่าวว่ากำลังจะมีคนใหญ่คนโตมาที่เมืองนี้…”

ได้ยินเช่นนั้นฮวาชิงฉินที่นิ่งเงียบไปก็พยักหน้าตอบ “เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ราชครูหลัวกำลังจะมาที่เมืองของเรา”

เมื่อเห็นว่าคำตอบเป็นไปอย่างที่นางคิด จิวเซียนพยักหน้ารับก่อนจะถามกลับไปว่า “แล้วพวกเจ้ารู้ว่าเขาจะแวะไปที่ใดหรือไม่”

ฮวาชิงฉินตอบกลับมาเสียงเบา “พ่อค้าเลี่ยวติดต่อหอร้อยบุปผาของข้าเพื่อใช้เป็นที่จัดต้อนรับเขาในคืนนี้…”

จิวเซียนรีบประติดประต่อเรื่องราวที่กำลังจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมองเห็นทางออกนางก็รีบเสนอขึ้นมาด้วยดวงตาเป็นประกายว่า “ถ้าอย่างนั้น ทำไมคืนนี้พวกเจ้าทั้งสองคนไม่ออกไปเดินเที่ยวเล่นด้วยกันสักหน่อยเล่า”

ที่จิวเซียนพูดออกไปเช่นนั้นเป็นเพราะว่า หากฮวาชิงฉินไม่อยู่ที่หอร้อยบุปผาเพื่อพบกับราชครูหลัว นางก็จะไม่โดนซื้อตัวไปตามเรื่องราวที่ถูกเขียนไว้ จิ่นเต๋อก็ไม่ต้องลำบากหาทางไถ่ตัวนางกลับมา อีกทั้งยังถือโอกาสให้ทั้งสองคนได้พัฒนาความสัมพันธ์กันอีกด้วย

หลังจากงุนงงอยู่ครู่หนึ่งจิ่นเต๋อก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าจิวเซียนต้องการจะบอกอะไรกับเขา “จะบอกว่าพวกเราจะเจอปัญหาเพราะเรื่องคืนนี้อย่างนั้นรึ”

แต่จิวเซียนเลือกที่จะไม่ตอบคำถามของเขา เพราะเกรงว่าพูดมากเกินไปจะถูกสงสัยเอาได้ จึงย้ำเตือนกลับไปอีกครั้งและรีบบอกลาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายรั้งตัวนางเอาไว้ทันที  “ที่พูดได้ข้าก็พูดไปหมดแล้ว ลาก่อน!”

พอเห็นจิวเซียนรีบร้อนจากไปจิ่นเต๋อก็ไม่คิดจะรั้งนางเอาไว้ และหันไปพูดคุยกับฮวาชิงฉินแทน “เจ้าเชื่อนางรึเปล่า”

ฮวาชิงฉินจ้องมองกลับมาอย่างเงียบงัน นางหลุบตาลงและตอบกลับด้วยรอยยิ้มบางเบาว่า “หากคุณชายหลีเชื่อข้าก็เชื่อ แต่หากท่านจะไปเดินเล่นเป็นเพื่อนข้าในค่ำคืนนี้ข้าย่อมยินดี”

เมื่อได้ยินคำพูดที่ชัดเจนของนาง จิ่นเต๋อก็ยิ้มอ่อนโยน “เช่นนั้นคงต้องตามใจเจ้าแล้ว”

พูดจบคนทั้งสองก็เดินพูดคุยกัน โดยมีจิวเซียนที่แอบมองอยู่ไม่ไกลกำลังถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่อเห็นว่าแผนการของนางเป็นไปได้ด้วยดี

หลังจากกลับไปถึงศาลเจ้า จิวเซียนก็ยังกังวลอยู่ว่าแผนการของนางจะสำเร็จหรือไม่ จนอดคิดที่จะใช้พู่กันเขียนแก้เรื่องราวอีกครั้งไม่ได้ แต่ความกลัวถึงผลกระทบจากการใช้พู่กันที่แม่ทัพอี้เคยบอกเอาไว้ยังคงอยู่ สุดท้ายก็ได้แต่นั่งจ้องกระดาษเปล่าตรงหน้าในมือถือพู่กันเอาไว้ไม่กล้าเขียนอะไรลงไป

จิวเซียนนั่งหมุนพู่กันในมือเล่นอยู่นานก็คิดออกว่าควรเขียนอะไร จึงจรดพู่กันลงบนกระดาษอย่างบรรจงจนกลายเป็นประโยคสั้น ๆ สองประโยคที่นางคาดหวังว่ามันจะช่วยให้เหตุการณ์ต่าง ๆ ดีขึ้น

ประโยคแรกเขียนให้คนทั้งสองได้แต่งงานกัน ประโยคหลังเขียนให้ราชครูหลัวกลับเมืองหลวงไปโดยไว...

เมื่ออ่านทั้งสองข้อความแล้วนางก็อดไม่ได้ที่จะกังวลใจขึ้นมาอีกครั้ง แต่นางก็เลือกที่จะมั่นใจในความคิดของนางเอง เพราะถ้าหากดูจากสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกไม่นานทุกอย่างย่อมต้องเป็นไปตามนี้

สุดท้ายภายในค่ำคืนนั้น จิวเซียนก็นอนหลับไปพร้อมความกังวลในใจ ว่าพรุ่งนี้จะเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง…

 

เช้าวันถัดมา จิวเซียนยังไม่ทันลืมตาตื่นก็ต้องสะดุ้งตกใจเมื่อใครบางคนเปิดประตูพรวดเข้ามาในห้องนอนของนาง

“ท่านเทพธิดาเจ้าคะ แย่แล้วเจ้าค่ะ!”

 หลังจากได้ยินเสียงของอีกฝ่าย จิวเซียนลุกขึ้นมาถามด้วยท่าทางสะลึมสะลือ “มีเรื่องอะไรหรือ”

เถิงหลิ่งตรงเข้ามาช่วยจัดเสื้อผ้าและพยุงจิวเซียนให้นั่งขึ้น “วันนี้ในเมืองเพิ่งเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเจ้าค่ะ” พอเห็นจิวเซียนลืมตาตื่นเต็มที่และตั้งใจฟัง นางก็เล่าเรื่องที่ชาวเมืองกำลังเล่าลือกันออกมา

“เมื่อคืนนี้แม่นางฮวาไม่ได้ทำหน้าที่ต้อนรับราชครูหลัว แต่ด้วยรูปโฉมอันเลื่องลือของนางทำให้ราชครูหลัวอยากพบนางมาก พ่อค้าเลี่ยวจึงให้ภาพวาดของนางแก่ราชครูหลัวแทน จากนั้น…” พูดถึงตรงนี้เถิงหลิ่งก็เบาเสียงลงพลางพูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย “จากนั้นราชครูหลัวก็ซื้อนางจากหอร้อยบุปผาด้วยเงินจำนวนหมื่นตำลึงทองเจ้าค่ะ”

“ยามที่แม่นางฮวาชิงฉินกลับไปที่หอร้อยบุปผาในยามเช้า นางก็โดนคนของราชครูหลัวพาตัวไปทันที ผู้คนต่างพากันสงสารนางเพราะการที่ต้องไปอยู่กับขุนนางเฒ่าที่ชื่นชอบสตรีเช่นนั้น นางคงไม่อาจมีความสุขมากนัก”

สิ่งที่พึ่งได้ยินทำให้จิวเซียนต้องหันไปมองเถิงหลิ่งด้วยความตกใจ เหตุใดทุกอย่างจึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ทั้ง ๆ ที่นางอุตส่าห์คิดหาทางหลีกเลี่ยงเหตุการณ์เหล่านั้นไปแล้วแต่ทุกอย่างก็ยังเกิดขึ้น ต่อให้นางพยายามแก้ไขมากเพียงใดก็ทำไม่อาจให้อะไรเปลี่ยนแปลงได้อย่างนั้นหรือ...

คิดได้เช่นนั้นจิวเซียนก็รีบลุกพรวดขึ้นมาทันที ทำเอาเถิงหลิ่งต้องรีบถามขึ้นว่า “ท่านเทพธิดาจะทำอะไรเจ้าคะ”

“ข้าจะออกไปด้านนอก” จิวเซียนตอบขณะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า นางยังมีความหวังว่าอาจจะพอมีหนทางให้แก้ไขสิ่งใดได้บ้าง แต่ยังไม่ทันได้ก้าวไปถึงประตู เถิงหลิ่งก็มาขวางไว้อย่างรวดเร็วเสียจนนางต้องตกใจ

จิวเซียนนิ่งอึ้งจ้องมองเถิ่งหลิ่งที่จ้องมองนางด้วยท่าทางน่ากลัว เมื่ออีกฝ่ายเห็นสายตาของนางก็รีบปรับเปลี่ยนท่าทางและแย้มยิ้มออกมาก่อนจะอธิบายอย่างใจเย็น “ท่านเทพธิดามีพลังมากถึงเพียงนี้ ทั้งยังหน้าตาดีข้าเกรงว่าจะไปต้องตาต้องใจราชครูหลัวเข้า”

 เมื่อได้ยินคำพูดเยินยอชวนให้รู้สึกดีขึ้นของเถิงหลิ่ง นางก็ยอมตามใจอีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยเต็มใจเท่าใดนัก “ในเมื่อเจ้าพูดถึงขนาดนี้ข้าจะยอมอยู่เฉย ๆ สักวันก็แล้วกัน”

เมื่อเห็นว่าเถิงหลิ่งยกยิ้มอย่างพึงพอใจให้กับท่าทางว่าง่ายของนาง จิวเซียนก็เปลี่ยนเรื่อง “แล้วคุณชายหลีเล่า เขาเป็นอย่างไรบ้าง” คำถามของนางทำให้เถิงหลิ่งมองนางด้วยสายตาสงสัยและถามกลับมาด้วยน้ำเสียงลังเล “ท่านเทพธิดา...สนใจคุณชายหลีหรือเจ้าคะ”

“ไม่ใช่แบบนั้นเสียหน่อย” จิวเซียนอธิบายพลางขมวดคิ้วมุ่น “เขาเคยช่วยข้าเอาไว้…” แม้ในใจจะนึกว่าเรื่องเหล่านั้นไม่สมควรเรียกว่าการช่วยเหลือก็เถอะ  “อีกอย่าง เขาก็ดูสนิทสนมกับฮวาชิงฉินไม่น้อย”

คำพูดนั้น ทำให้เถิงหลิ่งจ้องมองนางอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถอนหายใจออกมา “ถ้าท่านเทพธิดาอยากรู้ ข้าจะไปถามพวกชาวบ้านให้เจ้าค่ะ”

จิวเซียนพยักหน้ารับคำอีกฝ่ายอย่างยินดี นางปล่อยให้เถิงหลิ่งออกไปสอบถามชาวบ้าน ระหว่างที่รอ นางนำกระดาษที่บันทึกเหตุการณ์ที่นางใช้พู่กันวิเศษเขียนเอาไว้ออกมาทบทวน เรื่องทุกอย่างค่อย ๆ เป็นไปตามที่เขียนทีละเรื่อง แม้จะพยายามบิดเบือนเรื่องราวมากเพียงใด แต่ผลลัพธ์ก็ยังคงเดิม

หรือจะเปลี่ยนไม่ได้...

“ท่านเทพธิดาเจ้าคะ”

ระหว่างกำลังครุ่นคิดอย่างเคร่งเครียดเสียงของเถิงหลิ่งก็ดังทักขึ้น จิวเซียนจึงรีบปัดกองหนังสือที่ตั้งอยู่ทับกองกระดาษอย่างเร่งรีบ และรีบเอ่ยทักกลับไปด้วยรอยยิ่ม “เป็นเช่นไรบ้าง”

“ตอนนี้คุณชายหลีบาดเจ็บหนักเจ้าค่ะ”

คำตอบแรกที่ได้รับ ทำเอาจิวเซียนต้องรีบถามขึ้นด้วยความตกใจทันที “บาดเจ็บหนักงั้นรึ บาดเจ็บได้อย่างไรกัน”

เถิงหลิ่งมองท่าทางร้อนรนของจิวเซียนด้วยสีหน้าแปลกใจ “ข้าก็ไม่แน่ใจ เพราะไม่มีใครเห็นเจ้าค่ะ” นางพูดขณะลอบมองไปกองหนังสือที่กำลังทับกองกระดาษเอาไว้อยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงอธิบายต่อไป “ดูเหมือนเขาจะลอบเข้าไปหาแม่นางฮวาเมื่อช่วงบ่ายและถูกจับได้จึงโดนทำโทษเจ้าค่ะ” พูดถึงตรงนี้เถิงหลิ่งยกยิ้มเล็กน้อย “โชคดีที่คุณหนูเลี่ยวรีบไปขอร้องราชครูหลัวทันทีที่รู้เรื่อง จึงสามารถช่วยชีวิตเขาไว้ได้ทัน”

ได้ยินเช่นนั้นจิวเซียนก็มีสีหน้าย่ำแย่ลงด้วยความรู้สึกผิดที่ทำให้จิ่นเต๋อบาดเจ็บเพราะเรื่องราวที่นางเขียนไว้ทันที “แล้วตอนนี้เขารักษาตัวอยู่ที่ไหน”

“ตอนนี้น่าจะพักผ่อนอยู่ที่โรงเตี๊ยมเจ้าค่ะ” เถิงหลิ่งตอบ จากนั้นจึงถามอย่างลังเล “ท่านเทพธิดาคงไม่ได้คิดจะทำอะไรบางอย่างใช่ไหมเจ้าคะ”

พอเห็นสายตาที่จ้องมองมาอย่างจับผิดนั้นแล้ว จิวเซียนก็ต้องหัวเราะร่าออกมา “ข้าจะทำสิ่งใดได้กัน”

เถิงหลิ่งเห็นจิวเซียนไม่มีความคิดอะไรแปลก ๆ ก็รู้สึกวางใจใจจึงยิ้มออกมา “จริงสิ เมื่อครู่ตอนข้าเข้ามาเห็นชาวบ้านสวดมนต์อยู่ในศาลเจ้า  ท่าทางเหมือนกำลังรอพบท่านเทพธิดาอยู่เจ้าค่ะ”

จิวเซียนพยักหน้ารับและเดินออกไปพบชาวบ้านที่รอนางอยู่ แต่พอไปถึงประตูก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้เก็บกองกระดาษที่บันทึกเรื่องราวเอาไว้ จึงรีบร้อนหันกลับไปอย่างรวดเร็ว “เจ้าช่วยกลับไปบอกให้เขารอสักครู่ได้หรือไม่ ข้าขอเก็บของพวกนี้ก่อนเดี๋ยวตามออกไป”

เถิงหลิ่งรับคำและเดินออกไปทันที จิวเซียนจึงรีบเก็บกระดาษที่ถูกแอบซ่อนเอาไว้ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่ามีกระดาษแผ่นหนึ่งหายไป

……………...

 

สุดท้ายจิวเซียนก็ไม่อาจทำตามที่พูดไว้กับเถิงหลิ่ง...

ยามดึกในคืนเดียวกันนั้น นางลอบออกจากศาลเจ้าอย่างยากลำบาก เพื่อไปเยี่ยมเยียนจิ่นเต๋อที่โรงเตี๊ยมของเขา

“เจ้าเข้ามาได้ยังไงกัน!” จิ่นเต๋อถามขึ้นอย่างตกใจเมื่อเห็นจิวเซียนพุ่งพรวดผ่านประตูเข้ามาโดยไม่บอกกล่าว

จิวเซียนจ้องมองคนบนเตียงอย่างตกตะลึง เขามีผ้าพันแผลพันอยู่รอบตัว ใบหน้าที่เคยหล่อเหลามีชีวิตชีวาดูซีดเซียว ท่าทางอ่อนแรงแม้แต่จะลุกขึ้นนั่งก็ยังไม่ไหว ทำให้นางรู้สึกผิดเป็นอย่างยิ่ง

“คนที่นี่จำข้าได้…”

จิวเซียนได้แต่ทอดถอนใจให้กับตัวเองอย่างเศร้าสร้อย นางเพิ่งรู้ตัวการปลอมตัวของนางเข้าขั้นแย่จนไม่อาจสรรหาคำใดออกมาอธิบายได้ เพราะชาวบ้านร้านตลาดล้วนจำนางได้ทุกคนแต่ไม่มีใครพูดออกมาเพียงเท่านั้น

“ท่านลอบเข้าหานางจนต้องเจ็บตัวเช่นนั้นทำไมกัน” จิวเซียนสลัดเรื่องในหัวทิ้งและเปลี่ยนไปคุยเรื่องที่นางสงสัยแทน

ได้ยินเช่นนั้นจิ่นเต๋อก็ต้องถอนหายใจก่อนจะตอบออกมาด้วยท่าทางสับสน “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้ตัวอีกทีข้าก็เข้าไปในนั้นแล้ว”

ถ้าเป็นผู้อื่นได้ยินคงเข้าใจผิดคิดว่าเขาเป็นห่วงฮวาชิงฉินจนหน้ามืดตามัวทำอะไรไม่ยั้งคิด แต่กับนางที่รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวทั้งหลายย่อมคิดไปคนละทาง

หรือผู้คนจะสามารถถูกบังคับให้ทำตามเรื่องราวที่กำหนดเอาไว้ได้...

ในขณะที่จิวเซียนกำลังหวาดหวั่นอยู่ในใจ จิ่นเต๋อก็ถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเจ้าเล่ห์ว่า “แล้วเจ้ามาที่นี่ทำไม หรือว่าจะเป็นห่วงข้า”

“ใช่ที่ไหนกัน ข้าแค่มาดูให้แน่ใจว่าท่านไม่ได้ตายเพระข้าเท่านั้น” จิวเซียนรีบแย้งกลับ แต่คำพูดไม่ยั้งคิดของนางก็ทำให้จิ่นเต๋อสงสัยจนถามกลับมาว่า “ตายเพราะเจ้า? ข้าจะตายเพราะเจ้าได้อย่างไร”

เมื่อรู้ตัวว่าพลาดไป จิวเซียนก็รีบเปลี่ยนเรื่องในทันที “ไม่มีอะไร ข้าแค่มาเยี่ยมท่านเท่านั้น อีกไม่นานพวกท่านทั้งสองจะต้องผ่านเรื่องนี้ไปได้แน่นอน”

หลังจากนั้นนางก็นั่งพูดคุยกับเขาอีกไม่นานก่อนจะรีบร้อนขอลากลับศาลเจ้า นางรู้ตัวดีว่าถ้าหากอยู่ต่อ นางคงหลุดพูดอะไรออกไปเพราะคำถามวกไปวนมาของเขาเป็นแน่

ออกจากโรงเตี๊ยมได้ไม่นานนัก จิวเซียนก็ต้องเดินอยู่บนถนนรกร้างไร้ผู้คนที่มุ่งตรงสู่ศาลเจ้าด้วยความรู้สึกหวาดหวั่น  นางรีบเร่งฝีเท้าพลางสวดภาวนาในใจหวังอย่าให้มีอะไรแปลก ๆ โผล่ออกมาเป็นพอ

เดินไปได้ไม่นานก็มีรถม้าคันใหญ่พุ่งตรงมาทางที่นางเดินอยู่ รถม้าคันนั้นมีคนคุ้มกันอย่างแน่หนาดูแล้วไม่น่าไว้ใจเป็นอย่างยิ่ง คิดได้เช่นนั้นจิวเซียนก็รีบหมุนตัวหลบไปถนนอีกสายทันที

“คุณหนูตรงนั้นน่ะ หยุดก่อน” หนึ่งในคนคุ้มกันของรถม้าส่งเสียงเรียก จิวเซียนเห็นท่าไม่ดีจึงทำทีเป็นไม่ได้ยินและรีบเร่งฝีเท้าให้ไวขึ้น แต่อีกฝ่ายไม่คิดจะปล่อยนางไป เพราะพวกเขาพากันวิ่งมาล้อมหน้าล้อมหลังนางเอาไว้อย่างรวดเร็ว “คุณหนูเจ้าควรจะหยุดก่อน ท่านราชครูต้องการคุยกับคุณหนูเป็นการส่วนตัว”

จิวเซียนชะงักค้างพลางคิดว่านางไปทำสิ่งใดไว้ราชครูหลัวจึงอยากพบปะพูดคุยกับนาง พอนึกถึงคำพูดของเถิงหลิ่งนางก็เริ่มรู้สึกเสียใจแล้วว่าน่าจะเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายและเก็บตัวเงียบ ๆ อยู่ที่ศาลเจ้า จะได้ไม่ต้องมาเจอสถานการณ์น่าหวาดหวั่นตรงหน้า โดยไม่รู้ว่าจะเอาตัวรอดออกไปได้เช่นไร...

……………...

 

ในขณะเดียวกันภายในป่าไม่ไกลจากศาลเจ้า เถิงหลิ่งที่มักจะดูเป็นมิตรและมีท่าทีสบาย ๆ ตลอดเวลากำลังยืนรอใครบางคนด้วยสีหน้าท่าทางเคร่งขรึมจริงจังแตกต่างจากช่วงเวลาปกติ จนกระทั่งใครคนหนึ่งเดินเข้ามา นางก็รีบยื่นกระดาษที่แอบหยิบมาจากจิวเซียนส่งให้อีกฝ่ายอย่างนอบน้อม

“ท่านแม่ทัพ นี่เป็นหนึ่งในกระดาษที่คุณหนูหลวนมักจะพกติดตัวไว้เจ้าค่ะ ดูเหมือนนางจะเป็นคนที่พวกเราตามหาจริง ๆ ”

คำรายงานพร้อมกับหลักฐานที่ได้รับทำให้แม่ทัพอี้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ “เจ้าทำงานได้ดีมาก”

เขาอ่านข้อความในกระดาษอย่างถี่ถ้วน เมื่อเห็นรอยหมึกที่แห้งกรังซึ่งเขียนถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเขาก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่าข้อความบนกระดาษแผ่นนี้จะถูกเขียนก่อนที่จะเกิดเรื่องราวเหล่านั้น

เขาแทบจะพลิกแผ่นดินตามหามันแต่หาอย่างไรก็หาไม่พบ ยามที่เขาหมดหวังแล้วกลับเจอได้อย่างง่ายดาย…

แค่คิดก็ชวนให้รู้สึกว่าสวรรค์คงจะชื่นชอบกลั่นแกล้งผู้คนยิ่งนัก

แม่ทัพอี้ก็เก็บกระดาษใบนั้นไว้และหันไปพูดคุยกับเถิงหลิ่ง อดีตหัวหน้าสาวใช้ในจวนของเขาอีกครั้ง นางถูกส่งมายังเมืองแห่งนี้ล่วงหน้าตามคำทำนายของนักพรตผู้หนึ่ง

แม้นักพรตผู้นั้นจะดูไม่น่าเชื่อถือแต่คนที่เขาตามหาอยู่ก็ปรากฎตัวขึ้นตามคำทำนายของเขาจริง...

“นางกำลังทำอะไรอยู่” อี้หย่งฝูถามถึงสตรีตามคำทำนายด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง

“ตอนนี้น่าจะกำลังพักผ่อนอยู่ในตัวเรือนเจ้าค่ะ”

“ไม่ได้รอจนแน่ใจว่านางหลับไป จึงค่อยมาที่นี่อย่างนั้นรึ”

คำถามของเขาทำเอาเถิงหลิ่งนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ “เจ้าค่ะ…ข้าเห็นว่าคุณหนูหลวนกำลังอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน อีกทั้งยามนี้ก็ดึกมากแล้วนางจึงไม่น่าออกมา…”  พูดถึงตรงนี้เถิงหลิ่งก็นึกถึงความจริงบางอย่าง ต่อให้นางคิดว่าอีกฝ่ายอาบน้ำอยู่แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงเสียเมื่อไหร่ ถ้าหาก...

เมื่อเห็นท่าทีนิ่งเงียบของเถิงหลิ่ง อี้หย่งฝูก็ส่ายหน้าอย่างจนใจ ก่อนจะรีบควบม้าเข้าเมือง เพื่อไปตามสตรีเจ้าปัญหากลับมา

“เจ้ากลับไปรอที่ศาลเจ้าก็แล้วกัน ข้าจะออกไปตามหานางเอง”

 

***************************************

**rewrite ครั้งที่ 2 14/12/2560


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 19 ครั้ง

173 ความคิดเห็น

  1. #150 Nut'reeeee (@nutree) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 กันยายน 2560 / 21:06
    หงุดหงิดนางเอก มีของดีกับตัว แต่ความโง่ไม่เข้าใครออกใครจริงๆ งงว่าเป็นนักแต่งนิยายได้ยังไง ดูแต่งแบบส่งๆ ไม่อธิบายเหตุการณ์ให้ชัดเจน ออกแนวตัดจบทั้งๆรู้ว่ามีสิทธิ์นอกเหนือความคาดหมาย

    คือเหตุการณ์ดำเนินไปตามที่เขียนจริง เพราะแบบนั้นนางเอกก็ควรใส่ใจ เจาะจงรายละเอียดเพื่อลดความคลาดเคลื่อนไหมอะ โง่
    #150
    0
  2. #145 AprilIV (@babyll) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2560 / 23:46
    จิวเซียนนนนน หร่อนจะไม่สงสัยเถิงหลิ่งต่ออีกหน่อยเหรอจ๊ะ ขาดความรอบครอบหลายเรื่องแล้วนะแม่นาง
    #145
    0
  3. #128 Nani|Bangnan (@Hikari_prk) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 พฤษภาคม 2560 / 22:20
    สนุกมากค่ะ เป็นกำลังใจให้ไรท์นะ
    #128
    1
    • #128-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 10)
      8 พฤษภาคม 2560 / 14:46
      ขอบคุณค่ะ ^^
      #128-1
  4. #117 sm_lovelypinkboy (@sm-lovelypinkboy) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2560 / 00:41
    งั้นที่แม่ทัพเคยพูดกับจิวเซียนคือแค่พูดไปตามเรื่องที่ถูกทำนายจากนักพรต?
    ทำไมถึงต้องการตัวนางล่ะ?
    แม่ทัพรีบไปช่วยจิวเซียนจากตาเฒ่านั่นเร็วๆนะ
    #117
    0
  5. #78 ★ω★_M (@takam07554) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 3 มกราคม 2560 / 23:02
    ท่ายแม่ทัพเนี้ยแหละำรพเอกตัวจริง
    #78
    1
    • #78-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 10)
      4 มกราคม 2560 / 18:15
      ถ้าอยากให้เป็นจริงอย่างนั้นคงต้องเชียร์ท่านแม่ทัพเยอะๆนะคะ อิอิ
      #78-1
  6. #77 Clovery.Honey (@Muki-mokun-mook) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 20:28
    หืมมม จะยังไงต่อเนี่ย
    #77
    1
    • #77-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 10)
      4 มกราคม 2560 / 18:13
      อยากรู้ต้องรออ่านกัต่อไปนะ ^^
      #77-1
  7. #76 Koy_Jaja (@mornman) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 16:51
    งงไปหมด ลึกลับซับซ้อน
    #76
    1
    • #76-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 10)
      4 มกราคม 2560 / 18:13
      O.o งงมากมั้ยเอ่ย ตรงไหนคะบอกกันได้นะ ไรท์จะได้ปรับแก้ส่วนนั้นๆค่ะ ^^
      #76-1
  8. #75 อ่านได้อ่านดี (@VIVIDS) (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ธันวาคม 2559 / 15:28
    ลุ้นหนักมากกกก
    #75
    1
    • #75-1 ~Aniaris~ (@unikayani) (จากตอนที่ 10)
      4 มกราคม 2560 / 18:12
      งั้นก็ต้องรอลุ้นกันต่อๆไปเนอะ อิอิ
      #75-1