BEYOND THE HARMONY ใต้มนต์ คีตา นางเงือก

ตอนที่ 6 : CHAPTER 5: ENCHANTING? [Updated 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 232
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    22 ก.พ. 63




 

          ในประวัติศาสตร์ เรื่องราวของเงือกและมนุษย์มีอยู่มานานแสนนาน หลายครั้งที่ วิวัฒนาการของสองเผ่าพันธุ์ดำเนินมาบรรจบกันและแยกจาก วนเวียนไป ตั้งแต่ไหนแต่ไร เงือกเป็นเผ่าพันธุ์ที่ลึกลับ รักความสงบ รักความสวยงาม ไม่ว่าจะในธรรมชาติ เรือนร่างหรือศิลปะ ย้อนกลับไปเมื่อหลายพันปีก่อน จึงมีนางเงือกหลายตนแอบขึ้นไปเหนือทะเล ช่วยพยากรณ์อากาศให้ชาวประมงหรือเกล็ดที่สามารถทำเป็นเครื่องประดับที่ล้ำค่า แลกกับชิ้นงานศิลปะเป็นครั้งคราว ทว่า หลายครั้งหลายครา ที่ความสงบสุขของเผ่าพันธุ์เงือกถูกสั่นคลอน เพราะความโลภของมนุษย์ เงือกเคยถูกล่า เพราะนอกจากเกล็ดที่เรียกเงินได้มหาศาล เลือดของเงือกก็คือยาวิเศษที่รักษาได้ทุกโรค เส้นผมก็สามารถทอเป็นเสื้อผ้าที่ทั้งแข็งแรงและนุ่มนวล เพราะเช่นนี้ ราชาเงือกสมัยนั้นจึงใช้ไข่มุกลีว่าห์สาปให้คลื่นยักษ์ถล่มทำลายเมืองท่าทั้งเมือง ก่อนจะให้พรายทะเลทั้งหมด ร่ายเวทย์ ทำให้ไข่มุกเนเรด้าถือกำเนิดขึ้นมา เพื่อซ่อนการมีอยู่ของเมืองบาดาล นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามไม่ให้เงือกทุกตนออกจากอาณาเขตเมืองบาดาลอย่างเด็ดขาด

          หลายพันปีต่อมา ราชาเงือกองค์ใหม่ฝ่าฝืนคำสั่งของราชาองค์ก่อน ขึ้นไปบนโลกมนุษย์และรู้สึกประทับใจกับความเจริญของบ้านเมือง จึงให้ราชนิกุลและข้าราชการที่เลือก ขึ้นไปศึกษาที่โลกมนุษย์และนำความรู้กลับมาประยุกต์ พัฒนาเมืองบาดาลให้เจริญไม่แพ้กัน การเดินทางขึ้นไปยังโลกมนุษย์ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนแต่ก่อน เมื่อก่อน ถ้าไม่ได้อยู่ในตระกูลใหญ่หรือเป็นอัจฉริยะ ลืมไปได้เลยว่าทางการจะอนุญาตให้ขึ้นไป เพราะสิ่งสุดท้ายที่เงือกทุกตนอยากให้เกิดขึ้นคือการที่ตัวตนของเงือกถูกเปิดเผย เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยกิเลส ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีจิตใจที่บริสุทธิ์ ความสงบของเมืองบาดาลสามารถถูกทำลายตอนไหนก็ได้

          ฉันปิดหนังสือรัฐศาสตร์เบื้องต้น ก่อนจะถอนหายใจ แล้วมองไปรอบๆ ห้องสมุดยามบ่าย คนก็เยอะเหมือนเคย ทว่าเงียบ มีเพียงแค่เสียงกระซิบที่พอผ่านหูบ้าง ซึ่งฉันชอบนะ ที่มันเงียบได้ขนาดนี้ ต้องยกให้บรรณารักษ์จอมเฮี้ยบประจำห้องสมุดทั้งสามที่มักจะเดินไปเดินมาตลอดนี่จริงๆ ฉันจำได้ว่า เคยเห็นป้าซักคนหนึ่งเคยแว้ดผู้หญิงคนหนึ่ง จนวิ่งหนีไปเลยล่ะ

          วันนี้ ที่จริงฉันเรียนเสร็จหมดแล้ว แต่ว่าตามกฏของโรงเรียน ฉันต้องมานั่งในห้องสมุด จนกว่าจะถึงเวลากลับหอไปรับประทานอาหารและพักผ่อนได้ หรือว่าไปเข้าชมรม ซึ่งวันนี้ ฉันก็ต้องไปในไม่ช้านี้ จริงๆในใจของฉัน ระหว่างห้องสมุดกับชมรม ฉันอยากเลือกที่นี่ใจจะขาด เพราะว่าเพียงแค่หนึ่งอาทิตย์หลังไปช่วยงานที่ชมรม ขอบอกเลยว่ามันคือ นรก!

        เซไรน์ ไปเบิกอุปกรณ์พวกนี้ให้หน่อยสิ

          ‘ติดต่อช่างซ่อมเพดานให้ด้วย

          ‘อ่านแล้วสรุปเอกสารนี่ให้หน่อย

          ‘ชงกาแฟให้ด้วยสิ ขอน้ำตาลหนึ่ง ครีมสอง

          ‘หิวว่ะ วิ่งไปซื้อขนมปังไส้แฮมให้หน่อยดิ เร็วๆด้วย

          ฉันกลายเป็นเบ๊อย่างทางการของชมรมนี้ไปแล้ว ทั้งโอลิเวอร์และโจอาคิม แม้กระทั่ง รูเฟียส ยังมาจิกหัวฉันใช้เป็นว่าเล่น และถ้าไม่ทำตาม ก็ขู่ว่าจะแฉฉัน ฉันก็ได้แต่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนโดยทำอะไรไม่ได้!

          ฉันเปิดหนังสือเล่มเดิมออกอีกครั้ง พยายามตั้งใจ แต่แล้วก็เงยหน้าขึ้น หันไปมองรอบๆด้วยความเบื่ออีกครา แต่แล้ว ดวงตาของฉันก็จับร่างที่คุ้นตาได้

          “อ้าว พี่เซไรน์ใช่มั้ย” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นออกจากปากของหนุ่มร่างสูงเมื่อเราสบตากัน

          “เจเรมี่?” ฉันอุทานออกมา เมื่อเห็นร่างสูงและใบหน้าเปื้อนยิ้มกว้างนั่น เจเรมี่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษเพราะสูทสีเงินและหน้าตาที่หล่อเหลาที่ยิ่งดูดีขึ้นอีกสิบเท่าเวลามีรอยยิ้มเพอร์เฟ็คประดับ มือขวาของเขาถือหนังสือเล่มหนาอยู่

          “วันนี้จะเข้าชมรมอีกมั้ยครับ”

อารมณ์ที่เหมือนจะกำลังดีของฉันดับวอดภายในพริบตาทันทีที่เขาพูดถึงสถานที่ที่ไม่น่ารื่นรมย์นั่น ชมรมอีกแล้ว ทำไมต้องพูดแต่เรื่องนี้นะ

          “ไปสิ”

          “ผมก็กำลังจะไป ไปกับผมสิ พี่ยังไม่มีบัตรนี่” ก็ใช่ เหมือนว่าชมรมวิทยาศาสตร์จะเป็นชมรมเดียวที่มีระบบความปลอดภัยที่แน่นหนาพอๆกับห้องของผ.อ. ทุกครั้งที่ฉันต้องเข้าไปที่ชมรมก็ต้องให้โอลิเวอร์ ไม่ก็โจอาคิมมาเปิดให้เสมอ แต่ว่า ฉันไม่ได้อยากไปที่นั่นเร็วๆซักหน่อย

          “อ่า... ก็ได้” สุดท้าย ฉันก็แพ้รอยยิ้มแสนดีนั่นจนได้ เจเรมี่จึงบอกให้ฉันรอเขายืมหนังสือครู่เดียว ก่อนจะเดินออกไปจากห้องสมุดด้วยกัน

          “พี่เคยไปทำอะไรพวกพี่ๆของผมมาก่อนหรือเปล่า ถึงโดนใช้ซะหนักขนาดนั้น” จู่ๆ เจเรมี่ก็เอ่ย ทำลายความเงียบขึ้นมา ฉันแค่นหัวเราะ

          “ฮ่ะๆๆ นั่นสินะ"

          ..นั่นสินะ ฉันเคยไปทำอะไรให้พวกเขากัน!

          เมื่อเห็นท่าทีของฉัน รุ่นน้องเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลที่เดินอยู่ข้างๆจึงเสนอขึ้นมา

          “งั้นวันนี้พี่มาช่วยผมก็ได้นะ”

ถึงแม้ว่าในบรรดาสมาชิกชมรมทุกคน เจเรมี่เป็นมนุษย์ที่ฉันรู้สึกอคติน้อยที่สุด... อืม จะพูดว่าชอบมากที่สุดก็ได้ ที่ไม่อยากใช้คำนี้ซักเท่าไหร่ก็เพราะว่านอกจากเขาและมิเชล ฉันไม่ได้รู้สึกทางบวกกับสมาชิกคนไหนอีกเลย โดยเฉพาะไอ้มนุษย์สามคนที่ขู่จะแบล็คเมล์ฉัน โอลิเวอร์ โจอาคิมและคัลแลน... สาบานได้ว่าฉันล่ะอยากจะพุ่งเข้าไปบีบคอสามคนนั้นทุกครั้งที่เจอหน้ากวนโอ๊ยนั่น เหอะ รู้มั้ยว่าสามคนนั้นน่ะใช้งานฉันหนักที่สุดแบบไม่เคยเกรงใจแม้แต่น้อยนิด คงคิดว่ารู้ความลับของฉันแล้วจะทำอะไรกับฉันก็ได้สินะ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด

          “ฉันรู้นะว่านายแค่อยากอู้”​ ฉันส่งสายตารู้ทันไปให้หนุ่มรุ่นน้องตัวสูง ถึงฉันอยากจะช่วยเขามากกว่าสามคนนั้น แต่ว่าฉันรู้น่าว่าเด็กคนนี้ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน ดูความน่ารักของเขาสิ ภายใต้รอยยิ้มขี้เล่นนั่นต้องมีความอันตรายซ่อนอยู่แน่ เชื่อฉันเถอะ

          “โถ่ นึกว่าจะตกลงซะอีก” เจเรมี่แกล้งทำท่าทีเสียดาย นัยน์ตาสีน้ำตาลสวยหยีลงคล้ายเพเทรียน น้องชายฝาแฝดของฉันทำเวลาอยากให้ฉันสงสาร แต่ฉันรู้ทันหรอกน่า เสียใจด้วย

เมื่อเราเดินผ่านประตูลับในห้องแล็บเข้ามาในส่วนห้องลับของชมรม เจเรมี่ก็ลงลิฟท์ไปหาโจอาคิม ส่วนฉันก็ตรงไปที่โต๊ะทำงานในห้องนั่งเล่น ซึ่งเป็นที่สำหรับการจัดการเอกสารจิปาถะทั้งหมด หน้าที่หลักของฉันตอนนี้คือเป็นเหรัญญิก ดูแลบัญชี การเงินทุกอย่างของชมรม เอาจริงๆ งานบัญชีของชมรมก็ไม่ได้มีอะไรให้ทำมากหรอก แต่ว่าโอลิเวอร์บังคับให้ฉันเข้ามาที่นี่ราวๆสองถึงสามวันต่ออาทิตย์อยู่ดี เผื่อว่ามีใครต้องการเบ๊ช่วยทำงานจิปาถะอะไร เฮ้อ ยิ่งคิดยิ่งหงุดหงิด ฉันไม่มีวันมานั่งให้ใครจิกหัวใช้เหมือนกับนิทานซินเดอเรลล่าของพวกมนุษย์หรอก ถ้าพวกเขาไม่ได้กุมความลับของฉันไว้อยู่อ่ะนะ...

ในขณะที่ฉันจะเปิดหนังสือรัฐศาสตร์เพื่อทบทวนบทเรียน เพราะยังไงก็ไม่มีงานสำคัญอะไรที่ต้องทำอยู่แล้ว เอกสารอีกปึกก็ถูกโยนมาตรงหน้าของฉัน

“แบบฟอร์มรายงานสรุปกิจกรรมประจำเดือนของชมรมที่ต้องส่งให้สภากิจกรรม ทำให้เสร็จภายในอาทิตย์นี้”

ฉันเงยหน้าไปมองหน้าของโอลิเวอร์ที่ทิ้งตัวลงบนโซฟา กางการ์ตูน เอาเท้าวางไว้บนโต๊ะทำงานของฉันอย่างไร้ความเกรงใจ

“เอาให้ฉันเนี่ยนะ? แล้วจะให้ฉันเอาข้อมูลจากไหนมาเขียน ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับการทดลองของพวกนายเลยนะ”

“ก็คิดอะไรมั่วๆมาก็ได้ แค่ส่งเป็นพิธีน่ะ เอาให้ฟังดูจริงก็พอ” โอลิเวอร์พูดด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน

“ทำไมนายไม่ทำเองล่ะ ยังไงนายก็รู้ทุกอย่าง มันน่าจะเร็วกว่าให้ฉันต้องไปนั่งรีเสิร์ชใหม่ทั้งหมดแต่ต้น”

“บอกแล้วไงว่าเรื่องภายในของชมรมเป็นความลับ”

“แต่ว่าฉันไม่ได้ถนัดด้านนี้...”

“จะทำไม่ทำ หรือว่าอยากให้ฉัน...” เขาพูดแทรกขึ้นมา พร้อมกับเลื่อนหนังสือการ์ตูนที่บังหน้าอยู่ลง เพื่อจะได้ส่งสายตาเหมือนกับปลาฉลามเวลาได้กลิ่นเลือดมาให้ฉัน จนฉันต้องหุบปาก แล้วคว้าเอกสารนั่นมาเปิดดูคร่าวๆ น่าหงุดหงิดที่สุด! คงคิดว่าพอกุมความลับของฉันได้จะคงใช้ฉันทำได้ทุกอย่างสินะ!

ดีนะ ที่ในชมรมมีหนังสือเกี่ยวกับการทดลองทางวิทยาศาสตร์มากมายหลากหลายแขนง ฉันจึงเลือกการทดลองที่ง่ายที่สุดเกี่ยวกับพืชมาเขียนลงไปในรายงาน ไม่รู้ว่าจะใช้ได้รึเปล่า แต่ก็น่าจะพอถูไถได้อยู่

หนึ่งอาทิตย์ที่ชมรมวิทยาศาสตร์ บอกได้เลยว่าฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังทำอะไรกัน พวกเขามักจะใช้เวลาในชมรมนี้เกือบตลอดเวลา นอกจากเวลาที่ต้องไปเข้าเรียน พวกเขาไม่ต้องไปเช็คชื่อเหมือนกับเด็กนักเรียนคนอื่นๆ และสามารถโดดเรียนได้โดนไม่ถูกลงโทษ อย่างรูเฟียซเนี่ย ฉันไม่คิดว่าเขาเคยออกจากแล็บไปเรียนเหมือนคนอื่นเขาเลยนะ อันที่จริงฉันไม่เคยเห็นในชุดอื่นนอกจากเสื้อกาวน์ทับเสื้อยืดสีขาวกับกางเกงลำลองเลย หรือว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักเรียนเลยด้วยซ้ำ?

 “ถามจริง พวกนายอายุเท่าไหร่กันแล้วเนี่ย”

            คราวนี้ ฉันอดไม่ได้ ต้องถามขึ้นมาจริงๆ สีหน้าของฉันเต็มไปด้วยความฉงนใจ มองไปที่คนที่กำลังอ่านการ์ตูนอยู่อย่างหวาดหวั่น ถึงฉันจะไม่รู้ว่าพวกเขากำลังวิจัยเรื่องอะไร นอกจากเป็นการวิจัยสำคัญที่ผ.อ.อยู่เบื้องหลัง แต่ดูจากอุปกรณ์ที่ดูเหมือนกับในฐานทัพระดับประเทศ แม้ฉันจะเป็นเงือกก็เถอะ ฉันก็รู้ว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำไม่ใช่สิ่งที่เด็กนักเรียนทั่วไปทำได้แน่นอน หรือว่าพวกเขาจะเป็นสมาชิกองค์กรลับระดับประเทศอายุสามสิบกว่าที่กำลังถูกตามล่า เลยต้องฉีดสารเคมีทำให้หน้าอ่อนเยาว์แล้วปลอมตัวเป็นเด็กนักเรียนม.ปลายเพื่อหลบซ่อนตัว… ความหวาดระแวงของฉันยิ่งคูณสองเมื่อเริ่มคิดว่าพวกเขาอาจจะเป็นผู้ต้องหาที่หลบหนีมาซ่อนที่นี่

            “คิดบ้าอะไรของเธอน่ะ ก็อายุเท่าเธอนั่นแหล่ะ” โอลิเวอร์ตอบเสียงดุ นัยน์ตาหรี่ลง มองฉันเหมือนว่าถามอะไรโง่ๆ

            “อ้าวเหรอ แล้วพวกคนอื่น นอกจากนาย ทำไมไม่เห็นไปเรียนกันเลย”

            ฉันอาจจะคิดมากไปจริงๆ พวกเขาคงไม่ใช่ผู้ร้ายที่กำลังหลบหนีมาหรอก เพราะถ้าอย่างนั้นผ.อ.คงไม่ทำห้องลับให้หรือว่าให้พวกโจอาคิมเป็นพรีเฟ็คที่มีสิทธิพิเศษมากมายในโรงเรียน พวกเขาอาจจะเป็นกลุ่มเด็กอัจฉริยะที่ผ.อ.กำลังให้การสนับสนุนอยู่ก็ได้

            “จะเรียนทำไมให้เสียเวลา ความรู้พวกเรามันเกินที่พวกเธอเรียนไปตั้งเยอะแล้ว”
            “เป็นอัจฉริยะงั้นเหรอ แล้วมาเป็นนักเรียนทำไม โดยเฉพาะนายจะเสนอหน้ามานั่งในห้องเรียนเพื่อ?
” ตลกน่า คนพวกนี้ ทำไมต้องอะไรให้ยุ่งยาก

            “หยุดถามมากน่า” โอลิเวอร์ตัดบทด้วยน้ำเสียงรำคาญ แล้วย้อนกลับพร้อมมองสายตาไม่ไว้ใจแบบที่ฉันทำเมื่อกี้ “เธอนั่นแหล่ะ อายุเท่าไหร่ เป็นเงือกไม่ใช่เหรอ อายุขัยเท่าไหร่น่ะ อย่าบอกนะว่าเธอเป็นยายอายุ 80 แอ๊บใสมาเรียน?!

            “จะบ้าเหรออออ! 17 ย่ะ! บอกว่า 17 ไง!” อย่าเข้าใจฉันผิดไปนะ! อายุขัยของพวกเราก็พอๆมนุษย์แหล่ะ แค่แก่ช้ากว่านิดหน่อย และฉันไม่ได้โกหกจริงๆนะ!

  โอลิเวอร์ยังคงมองฉันอย่างไม่เชื่อ จนฉันต้องถลึงตาใส่ ก่อนจะไล่ให้เขาเลิกส่งสายตาน่าตบมาแล้วกลับไปอ่านการ์ตูนไร้สาระของตัวเองต่อ เป็นเวลาไม่นาน ก่อนที่ฉันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของมนุษย์อีกคนเดินเข้ามาในห้อง เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเขาเป็นเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจัดแต่งทรงอย่างดูดีในชุดกาวน์ทับชุดนักเรียนอย่างถูกระเบียบ นัยน์ตาสีเขียวประกายแวววับเมื่อสายตาของเราประสานกัน จนฉันต้องหลบตาหนีเพราะรู้สึกเหมือนจะถูกช่วงชิงลมหายใจไปด้วยแววตาน่าหลงใหลคู่นั้น มนุษย์คนนี้มีสายตาที่... น่ากลัวจริงๆ เพียงแค่ใช้สายตามองก็เหมือนจะสามารถสั่งทุกสิ่งในโลกให้ทำตามให้ที่เขาสั่งได้ ราวกับพ่อมด น่ากลัวจริงๆ

            “โอลิเวอร์ โจเรียกนายน่ะ” เสียงทุ้มของคนที่เข้ามาใหม่ดังขึ้น เมื่อเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าพวกเรา

            “งั้นเหรอ โอเค” ​โอลิเวอร์รีบลุกขึ้น กางการ์ตูนทิ้งไว้บนโต๊ะแล้วเดินออกไป แต่เจ้าของเรือนร่างที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดกลับยังอยู่ เขากลับเดินเข้ามานั่งแทนที่โอลิเวอร์แล้ววางกระติกน้ำชาคู่ใจของเขาไว้บนโต๊ะ ฉันทำเป็นมองไม่เห็นเขา ตั้งใจนั่งทำงานที่โอลิเวอร์โยนมาให้ต่อ เพียงไม่กี่วินาทีต่อมา ก็ได้ยินเสียงทุ้มปนแหบนิดๆดังขึ้น

            “เหนื่อยมั้ย?

            “..ก็นิดหน่อย” ฉันเงยหน้าขึ้นเอ่ยตอบ แต่ไม่ได้มองหน้าเขาตรงๆ เพราะใบหน้าของเขามีบางอย่างที่ทำให้ใจเต้นราวกับเคลือบเวทมนต์ รวมถึงดวงตาสีเขียวที่เหมือนกับอัญมณีล้ำค่าคู่นั้น ทำให้ฉันไม่อยากมองบ่อย

            “ให้ฉันช่วยมั้ย?

            “หืม?

            “ไหน ขอดูหน่อยสิ” คัลแลนไม่ได้รอให้ฉันตอบ เขาลุกขึ้นแล้วเดินอ้อมมาด้านหลังฉัน เขาโน้มตัวจากข้างหลังลงมามองแบบฟอร์มรายงานประจำเดือน แล้วหยิบมันขึ้นมาดู

            “รายงานชมรมประจำเดือนงั้นเหรอ? ของน่าเบื่อเลยนะนั่น”

            ตัวฉันไม่ได้ตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูดแล้ว ตอนนี้เขาอยู่ใกล้มาก ศีรษะของเขาอยู่เหนือตัวฉันเพียงไม่กี่คืบ และท่าทางของเขาตอนนี้ หากมีคนที่เดินผ่านมา เห็นผ่านๆ คงคิดว่าเขากำลังโอบฉันจากด้านหลัง นี่มันช่าง ใกล้เกินไป ใกล้จนฉันได้กลิ่นเย็นๆของยาฆ่าเชื้อมาจากตัวเขา

            “ไม่เป็นไร ฉันทำเองได้” ฉันตอบเร็วๆ หวังว่าเขาจะผละออกไปซักที ตอนนี้ทั้งตัวฉันเกร็งมาก ไม่กล้าแม้แต่ขยับ เพราะกลัวว่าจะไปชนร่างกายของเขาได้

            “แน่ใจเหรอ ว่าไม่อยากให้ฉันช่วย?” คัลแลนถามแล้วโน้มหน้าลงมาใกล้ๆหู ฉันสะดุ้งเฮือก ก่อนจะรีบถอยเก้าอี้หนี

            “ม..ไม่เป็นไร”

            “ฮะๆ งั้นเหรอ งั้นฉันนั่งให้กำลังใจเธอนะ” เขาหัวเราะเบาๆกับท่าทางของฉัน แล้วเดินไปเลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆฉันแทน บ้าจริง! เขามาทำแบบนี้กับฉันทำไม

            เขาใช้มือเท้าคางใบหน้าของตนกับโต๊ะ เอียงคอมองฉันโดยไม่ละสายตา ทำให้หัวใจฉันเต้นรัวด้วยความประหม่า เขิน เกร็ง อึดอัดและอะไรก็ไม่รู้อีกเต็มไปหมด ในหัวเต็มไปด้วยข้อสันนิษฐาน ว่าเขาทำแบบนี้เพื่ออะไร? เมื่อวันก่อน เขาเพิ่งกวนประสาทฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมวันนี้ถึง..

            “มือเธอสวยจัง”

            นี่เขาอ่อยฉันอยู่ใช่มั้ย?!

            จะให้ฉันตอบยังไงดี

            “ตลกน่า อย่าแกล้งฉันเล่นสิ” ฉันแกล้งหัวเราะเจื่อนๆ จนบรรยากาศอึดอัดกว่าเดิม แล้วเลื่อนมือที่ไม่ได้เขียนซ่อนไว้ใต้โต๊ะ ให้ตาย! สติมา สติมา!

            คัลแลนเป็นมนุษย์เพศชายที่แรงดึงดูดสูงมาก ถ้าถามว่าเขามีใบหน้าที่หล่อเหลาที่สุดหรือไม่ คำตอบคือไม่ เงือกหลายตนที่ฉันเคยพบเจอมีใบหน้าที่งดงามยิ่งกว่าเขาอีกเยอะ เพียงแต่ มันกลับดูละมุน ลงตัว แฝงความน่าดึงดูดแรงที่สุด โดยเฉพาะดวงตาสีมรกตลึกลับเหมือนมหาสมุทรนั่นและเรือนร่างสูง ไม่แปลกที่เขาจะทำให้หญิงสาวหลายคนบ้าคลั่งเพียงแค่ได้สบตา แม้กระทั่ง นางเงือกที่มาตรฐานสูงอย่างฉันยังต้องหวั่นไหว

            เอ... หรือเขาเล่นคุณไสย?

            “ฉันพูดความจริง” เขาตอบพร้อมๆกับที่ฉันรีบตวัดตามองเขา เพื่อตรวจให้แน่ใจว่า เขาใช้คุณไสยจริงๆหรือเปล่า มันอาจจะฟังดูบ้า แต่ที่เมืองบาดาล มนต์ดำมีอยู่จริง เวทมนต์เป็นสิ่งต้องห้ามที่นั่น มีเพียงนักเวทย์ในวังและเชื้อพระวงศ์เท่านั้นที่สามารถใช้มันได้ ไม่ต้องพูดถึงมนต์ดำเลย เพราะมันเป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุด แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีผู้แอบใช้มันอยู่ไม่น้อย มันจึงสำคัญมากที่จะต้องเรียนรู้วิธีจับผิดผู้ใช้ ปกติแล้ว ในดวงตาของผู้ที่ใช้มนต์ดำ แววตาจะด้าน ไม่มีเงาสะท้อน ฉันจ้องลึกไปในนัยน์ตาสีมรกตนั่น พยายามหาว่ามันมีเงาหรือเปล่า แต่ก็ดูไม่ออก เพราะมันไม่ได้ใกล้ขนาดนั้น

            “ตานายสวยจัง” ฉันแกล้งชมเขาขึ้นมา ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความจริงก็เถอะ คัลแลนยิ้มน้อยๆ

            “ตาเธอก็สวยเหมือนกัน มันดูแตกต่าง”

            “ไม่จริงน่า ตานายต่างหาก มันมีเสน่ห์มากๆเลยล่ะ”

            เข้ามาใกล้ๆอีกนิดสิ.. ฉันขอร้องในใจ ถ้านัยน์ตาของเขาไม่มีเงาฉันจริงๆ ฉันคงต้องจัดการเขา..

            คัลแลนค่อยๆขยับร่างเข้ามาใกล้ขึ้นมากกว่าเดิม คราวนี้ดวงตาสีเขียวสวยนั่นเห็นเงาของใบหน้าฉันสะท้อนอยู่อย่างเห็นได้ชัด

            “ร่างกายเธอก็ด้วย น่าค้นหา” เขามองต่ำลงไปทั่วตัวฉัน ด้วยแววตาแฝงความปราถนา เดี๋ยวนะ! เขาไม่ได้ใช้มนต์ดำและรู้สึกว่ามันจะเกินไปเยอะแล้วนะ

            “..ขอได้มั้ย?” เขาชำเลืองตามองฉันด้วยนัยน์ตาร้อนแรงที่แฝงไปด้วยความอ้อนวอนนิดๆ

            “เดี๋ยวนะ..อย่าเข้ามา” ฉันรีบถอยหลังกรูดไปที่กำแพง แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นการกระทำที่ตัดสินใจได้แย่มาก ก่อนที่ฉันจะอ้าปากร้อง ใจของฉันก็กระตุกด้วยความตกใจ เมื่อมือของเขาพาดบนกำแพงข้างศีรษะฉันอย่างแรง แขนของเขาเป็นดั่งป้อมปราการ ไร้ช่องทางออก นัยน์ตาสีมรกตสวยที่น่าดึงดูด ที่ทำให้สาวๆคะนึงหาอยู่เสมอ จ้องลึกไปในดวงตาฉันอย่างหยาดเยิ้ม ล้นเปี่ยมไปด้วยความหลงใหล น่าเย้ายวนมากกว่าปกติที่มีเสน่ห์มากๆอยู่แล้วหลายเท่า ความเงียบและระยะห่างที่ใกล้กันเพียงไม่กี่นิ้วทำให้หัวใจของฉันเต้นแรงมาก จนฉันกลัวว่าเขาได้ยินมัน ท่ามกลางความเงียบ เขาก็เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงทุ้มที่ฟังดูหวานนุ่มมากกว่าครั้งไหนๆ

            “ฉันขอผ่าเธอได้มั้ย?

            ....

            เดี๋ยวนะ...

            ขอใหม่ได้มั้ย? เมื่อกี้ฉันฟังผิดไปใช่มั้ย?

            “เอ่อ.. คือ”

            “ฉันขอผ่าเธอนะ” คนตัวสูงพูดขึ้นอีกครั้งชัดพอที่ฉันจะรู้ว่าเมื่อกี้นี้ ฉันไม่ได้ฟังผิด!

            ฉันผลักร่างสูงออกไป โวยเสียงดัง

            “ทำบ้าอะไรของนาย!!

            ร่างสูงไหวไหล่ ย้ำคำเดิมชัดถ้อยชัดคำ

            “ขอผ่าเธอไง” แล้วกวาดตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างจาบจ้วง “อยากรู้จังว่าเครื่องในเงือก จะเป็นยังไง”

            “อย่าเข้ามาใกล้ฉันนะ!” ฉันตะโกนห้ามเสียงดัง ในเมื่อด้านหลังไม่มีที่ไป ก็ถอยไปทางขวา แต่ก็ตันอยู่ดี คัลแลนเดินเข้ามาหาฉัน ตอนนี้ ออร่า เสน่ห์บ้าบอคอแตกนั่นไม่มีผลกับฉันแล้ว ในสายตาของฉัน เขามันก็แค่นักวิทยาศาสตร์สติเฟื่องคนหนึ่งเท่านั้น คราวนี้ แววตาของเขาดูตื่นเต้นและเหมือนฉลามเพชรฆาตที่กำลังมองเหยื่อ ฉันไม่คิดอะไรแล้ว ใช้สัญชาตญาน เตะร่างสูงมั่วๆ แต่เขากลับจับขาฉันเอาไว้ได้ซะงั้น!

            “กรี๊ด!!!!!!!!!” ฉันสะบัดขาออกจากมือปลาหมึกของเขา ใช้มือเกาะผนังไม่ให้ล้ม คัลแลนไม่ยอมปล่อย มองขาของฉันแล้วเอ่ยอย่างโรคจิต “โครตเหมือนขาคนเลย เธอฉีดอะไรเข้าไปถึงทำให้โมเลกุลเรียงตัวเปลี่ยนได้รวดเร็วขนาดนี้”

            “ปล่อยฉันน้าาาา!” ฉันตะโกนโวยวาย เตะให้หลุดจากมือของเขา ในที่สุด ฉันก็หลุดออกจากมือปลาหมึกยักษ์ของเขาได้ ฉันรีบวิ่งสวนกลับไปที่ทางออกได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกเขาดึงชายเสื้อเอาไว้ ฉันดิ้นสุดแรงเพื่อสลัดเขาออกไป แต่ก็สู้แรงที่เยอะกว่าของร่างสูงไม่ได้ จนโดนจับไว้ทั้งตัว

            “ไอ้มนุษย์โรคจิต!!! ปล่อยฉันไปเดี๋ยวนี้นะ!” ฉันร้องโวยวายเสียงดังลั่น พยายามทั้งเตะ ทั้งต่อยเขา นัยน์ตาสีเขียวคู่นั้นมองฉันมาอย่างเย็นชา เหมือนกับกำลังมองหนูทดลอง เขากอดฉันไม่ให้ดิ้นด้วยร่างกายทั้งตัวของเขา มือขวาของเขาเอื้อมไปหยิบกระติกน้ำที่คุ้นตา เดี๋ยวนะ... หรือว่านั่นมัน!

            ซ่า!!!

            ฉันรู้สึกถึงความเปียกและความเค็มของของเหลวที่สาดมา รู้ตัวอีกที ก็ทรุดตัวลงไปกองกับพื้นข้างล่าง โดยมีหางกลับมาแทนที่ขา!

            “กรี๊ดดดดดดดดดด!!!” ฉันกรีดร้องเสียงดัง พลางกระดกตัวหนีเหมือนกับปลาที่เต้นหนีในแหจากคนจับปลา ส่วนตัวต้นเหตุที่ทำให้ฉันอยู่ในสภาพนี้มองฉันอย่างทึ่งตาทึ่งใจ ในมือยังคงถือกระติกน้ำที่ควรจะเป็นน้ำชาที่อยู่ข้างใน ไม่ใช่น้ำทะเล!

            “หนวกหูชะมัด เดี๋ยวก็ไม่รู้สึกอะไรแล้ว”

            คัลแลนดูน่ากลัวมากจริงๆ ตอนนี้เขาดูเย็นชามากๆ เขาย่อตัวลงนั่งยองแล้วจับหางฉันชูขึ้นอย่างจาบจ้วง แล้วมองมันอย่างพิจารณา

  “ปล่อยหางฉันนะ!!!!!!!

  ฉันพยายามใช้แรงทั้งหมดสลัดหางสุดรักสุดหวงของฉันออกจากมือสกปรกนั่น ฮืออออ ที่เมืองบาดาล หางเป็นดั่งของสงวนของเงือก ไม่สามารถจับกันได้ง่ายๆนะ! ไอ้โรคจิต!

  “โอ๊ย!”​ คัลแลนร้องด้วยความเจ็บเมื่อฉันสะบัดหางออกจากการเกาะกุมของเขาได้ แล้วตบใบหน้าหล่อเคลือบยาพิษนั่นเต็มๆ

  “เงียบซะนะ เจ้าปลาน้อย” คราวนี้ เหมือนมีเงาดำพาดผ่านนัยน์ตาของเขา คัลแลนหยิบเข็มฉีดยาออกมาจากกระเป๋าเสื้อกาวน์ มองไปที่ร่างกายฉันอย่างเลือดเย็น

  “ไม่น้าาา อย่าาาาาา!!!!” ฉันร้องเสียงหลง พยายามกระเถิบหนีไปให้มากที่สุด แต่นักวิทยาศาสตร์โรคจิตนั่นกลับตามนั่งทับตัวฉันไว้ พร้อมใช้มือข้างเดียวรวบแขนฉันไว้ มืออีกข้างกำลังถกแขนเสื้อฉันขึ้น เตรียมจิ้ม ฉันสะบัดตัว กรีดร้องอย่างสุดเสียง

  “กรี๊ดดดดดดดดดด!!!!! ช่วยด้วย!!!!!!!!

  ทันทีที่รู้สึกถึงความเจ็บจี๊ดที่แขน ก็มีเสียงต่ำดังขึ้นราวกับเสียงของสวรรค์

  “ทำบ้าอะไรกันน่ะ!

  คนโรคจิตที่กำลังจะจับฉันฆ่าอยู่ชะงัก สีหน้าดูหงุดหงิดเพราะมีคนมาขัดจังหวะ แต่มันก็หยุดเขาได้ไม่นาน เพราะไม่กี่วิต่อมา เขาก็กลับมาจัดการฉีดยาเข้าผิวฉันต่อ ฉันกรีดร้องต่อไม่หยุด ได้ยินเสียงคนตะโกนห้ามและเสียงคนวิ่งเข้ามา ก่อนที่จะพูดอะไรมากกว่านี้ สติของฉันก็ดับวูบไป!



                                        

"ฉันขอผ่าเธอได้มั้ย?"


                                                          




                       






ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น

  1. #40 Farella (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 19:42
    อัพเร็วๆนะค่ะ
    #40
    0
  2. #39 Butterfly_shines (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 1 เมษายน 2562 / 15:10
    ชอบนิยายเรื่องนี้มาก
    #39
    0
  3. #21 may (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 20:06
    รอมากกก ค้างมากกกก

    มาต่อไวๆนะคะ
    #21
    1
    • #21-1 Pandolla BoX(จากตอนที่ 6)
      14 พฤศจิกายน 2559 / 18:34
      ค้าบบ ขอบคุณที่ติดตาม :D
      #21-1
  4. #16 myspade123 (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 19:56
    ชอบภาษาา รอติดตามนะะ
    #16
    0