BEYOND THE HARMONY ใต้มนต์ คีตา นางเงือก

ตอนที่ 2 : CHAPTER 1: NEW JOURNEY [Updated... 100%]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 460
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 12 ครั้ง
    24 พ.ค. 62



            กลิ่นชาคาโมไมล์หอมกรุ่นโชยเข้ามาในประสาทสัมผัส ขณะที่ลมเย็นพาดผ่านตัวฉันอย่างแผ่วเบา จนหน้าในหนังสือที่ถืออยู่ในมือสั่นไหวเล็กน้อย ฉันค่อยๆวางแก้วน้ำชากระเบื้องลงกับจานรองอย่างเบามือ ก่อนจะยกหนังสือเรื่อง ‘ประวัติศาสตร์ประเทศอคาลิธขึ้นมาอ่านต่อให้จบ
            เพียงแค่ครึ่งชั่วโมง หนังสือเล่มหนาที่เพิ่งยืมมาเมื่อวานก็ถูกอ่านจนจบ ฉันปิดหนังสือด้วยความรู้สึกอิ่มเอิบ ก่อนจะยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วลุกขึ้นคว้ากระเป๋าสะพายและหนังสือเล่มหนาไปคืนที่ห้องสมุด

            ฉันขึ้นมาอยู่ที่บนดินแดนมนุษย์ได้ราวๆสองเดือนแล้วล่ะ ประเทศที่ฉันอาศัยอยู่ตอนนี้ชื่อว่าประเทศอคาลิธ เป็นเกาะขนาดกลางที่ตั้งอยู่ในทางตะวันตกของทวีปยุโรป ปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยหรือที่เรียกว่าสภาขุนนางที่แบ่งอำนาจปกครองเท่ากันกระจายไปตามสี่รัฐ สองเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเวลาที่สนุกและน่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิตของฉันเลยล่ะ ฉันเรียนรู้ที่จะได้ใช้ชีวิตแบบมนุษย์ ทานอาหารแบบมนุษย์ ที่ชอบที่สุดตอนนี้ก็เห็นทีจะเป็นชาคาโมไมล์ที่ฉันเพิ่งละเลียดไปเมื่อกี้แล้วก็ของหวานที่หาไม่ได้ในเมืองบาดาลอย่างขนมที่เรียกว่าเค้กนี่แหล่ะ

            ดินแดนของมนุษย์เป็นสถานที่ที่น่าพิศวงและน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมาก มีขนบธรรมเนียมหลายอย่างที่แตกต่างไปจากเมืองบาดาล ฉันต้องเริ่มเรียนวิถีชีวิตของพวกเขาใหม่ตั้งแต่ต้นเพื่อจะได้สามารถใช้ชีวิตให้กลมกลืนที่สุด มีหลายอย่างที่แตกต่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการทักทายที่ต้องจับมือ มารยาทสังคม การรับประทานอาหารด้วยส้อมและมีด และที่สำคัญการเดิน บอกตรงๆว่าช่วงแรกๆที่เปลี่ยนจากหางเป็นขา ฉันหกล้มบ่อยมาก แต่ผ่านไปซักพักหนึ่ง ก็เริ่มคุ้นชินและเดินได้ชำนาญเหมือนมนุษย์ทั่วไป นับเป็นอะไรที่แปลกใหม่และน่าท้าทายสำหรับฉันมากเลยล่ะ

  “คืนหนังสือค่ะ”

            “เล่มนี้เพิ่งยืมไปเมื่อวานเองนี่คะ จบแล้วเหรอ?” บรรณารักษ์คนเดิมหันมารับหนังสือจากมือฉัน แล้วเอ่ยถามอย่างแปลกใจ

            “ใช่ค่ะ พอดีเพลินไปหน่อยเลยอ่านรวดเดียวจบ”

            “คุณคงรักการอ่านน่าดู”

            “ใช่ค่ะ” ฉันตอบยิ้มๆ

            สิ่งที่ฉันชอบมากที่สุดของโลกมนุษย์ นอกจากขนมแล้ว ก็คือห้องสมุดที่เงียบสงบ เต็มไปด้วยหนังสือทุกศาสตร์แขนงนี่แหล่ะ ตั้งแต่ไหนแต่ไร ฉันก็เป็นเงือกที่ชอบขวนขวายหาความรู้ตลอดเวลา การที่ได้มาเจอห้องสมุดใหญ่ๆและขลุกอยู่ในนั้นนานๆได้ทั้งวัน ทำให้ฉันรู้สึกมีความสุขมากเลยทีเดียว

            เมื่อออกจากห้องสมุด ฉันก็เดินทอดน่องไปตามถนนสายหลักอย่างคุ้นเคย ความพัฒนาของบ้านเมืองมนุษย์ทำให้ฉันแปลกใจได้ตลอดเวลา อย่างเช่นระบบคมนาคมที่รวดเร็ว หรือสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่ารถ นวัตกรรมของที่นี่ล้ำหน้ากว่าเมืองบาดาลไปมาก การที่ได้โอกาสขึ้นมาบนพื้นดินอย่างนี้ ทำให้ฉันรู้สึกว่าฉันควรจะต้องตั้งใจศึกษาหาความรู้จากที่นี่เพื่อกลับไปพัฒนาเมืองบาดาลของเราให้ดีขึ้น

            ในที่สุด ปลายเท้าของฉันก็หยุดอยู่ที่หน้าประตูบานเก่าของตึกเก่าๆหลังหนึ่งตรงหัวมุมทางแยก หลังจากเคาะประตูหนักๆไม่นาน บานประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นด้านในที่เป็นบาร์เครื่องดื่ม ตกแต่งด้วยแสงสลัวๆและของตกแต่งจากทะเล เสียงเอะอะ ครึกครื้นของชายวัยกลางคนถึงชราดังลอดออกจากประตู ชายวัยสามสิบต้นๆตรงหน้าผู้เป็นคนเปิดประตูยิ้มอย่างสว่างไสว จนดวงตาสีเขียวฟ้าใต้กรอบแว่นวงรี หยีลงเป็นพระจันทร์เสี้ยว

            “ขอประทานโทษด้วยนะครับ คุณหนู ที่นี่เยาวชนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่สามารถเข้าได้”

            ฉันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยหน่าย ก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในร้านและเดินเข้าไปที่เคานท์เตอร์บาร์อย่างคุ้นเคย ลูกค้าหลายคนที่กำลังสรวลเสเฮฮาปราดตามองมาที่ฉันเพียงครู่เดียว แล้วก็หันไปสนใจกับเรื่องตัวเองต่อ

            “หยุดล้อเล่นซักที อันเธย์ ฉันไม่มีเวลามาก” ฉันเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะนั่งลงตรงที่ว่างหน้าเคานท์เตอร์ อันเธย์หรือ‘แอนโทนี ในชื่อที่ชาวเมืองรู้จักกันเดินอ้อมตามมาตรงหลังบาร์ ตรงข้ามกับฉัน ก่อนจะยิ้มกวนแบบเดิมพร้อมตอบ

            “ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ มันผิดกฏหมายจริงๆ”

            ฉันดึงเสื้อโค้ทให้กระชับก่อนจะโน้มตัวพูดด้วยน้ำเสียงเข้มกว่าเดิม

            “อันเธย์ ฉันกำลังจริงจัง เรื่องที่ให้จัดการ เมื่อไหร่จะได้?” อันเธย์ยังคงรักษารอยยิ้มแบบเดิม ในขณะที่จะลุกขึ้น ผายมือเรียกฉันไปยังหลังร้าน

            ฉันเดินอ้อมบาร์ ลอดผ่านมู่ลี่ไปยังหลังร้าน ภายในนั้น ถูกสร้างด้วยไม้อย่างง่ายๆเหมือนในร้าน เพียงแต่เต็มไปด้วยแผนที่ทางทะเล กองจดหมาย ขวดยาหลากสี และหีบใส่ของมากมาย อันเธย์เชื้อเชิญให้ฉันนั่งลงบนชุดเก้าอี้ไม้ที่ตั้งอยู่ริมห้อง แล้วเลื่อนบานเลื่อนกั้นระหว่างร้านกับที่นี่อีกชั้น ให้เสียงพูดคุย ครื้นเครงเบาลง เขาเดินมานั่งตรงข้ามฉันที่กอดอกรออยู่ ใบหน้าที่มักจะฉาบด้วยรอยยิ้มสว่างไสว พลันหายไป ในมือของเขามีห่อจดหมายสีโอ๊คที่ทำจากวัสดุอื่นที่ต่างจากกระดาษ

            “ตกลง หาได้แล้วใช่มั้ย นี่ฉันรอมานานแล้วนะ”

            “ใจเย็นๆสิครับ คุณหนู คุณเล่นขอให้ผมหาโรงเรียนที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล โรงเรียนที่ไหนจะสอนวิชาอย่างนี้กัน”

            “ตกลงยังไงกันแน่ สรุปหาไม่ได้งั้นเหรอ” ฉันถามย้ำด้วยน้ำเสียงเข้ม เพื่อให้เขาหยุดพูดวกไปวนมาซักที

            “หาเจอแล้วครับ”

            “พูดจริงเหรอ?” น้ำเสียงของฉันเปลี่ยนเป็นตื่นเต้นทันทีเมื่อได้ยินข่าวดีที่รอคอย

            “จริงครับ” อันเธย์เปิดซองจดหมายออก แล้วหยิบกระดาษในนั้นมาให้ฉัน “โรงเรียนเอเมอร์สัน เป็นโรงเรียนประจำชายหญิงที่มีชื่อเสียงทางด้านวิชาการดีทีเดียว”

            “อาฮะ”

            “ตั้งอยู่ติดชายหาดและก็สอนวิชาวิทยาศาสตร์ทางการทะเลตามที่คุณหนูต้องการด้วย”

            “เยี่ยมมาก”

            “แต่ว่าปัญหาก็คือ..” อันเธย์ลากเสียง ก่อนจะเอ่ยในวินาทีถัดไป “มันตั้งอยู่ที่เมืองเอลเวอร์ รัฐอัลวาเรซ ซึ่งอยู่ทางใต้สุดของประเทศนี้เลย”

            “อย่างงั้นเหรอ...” เมืองเอลเวอร์? รู้สึกเหมือนว่าฉันจะเคยได้ยินชื่อเมืองนี้มาก่อน มันเป็นเกาะเล็กที่อยู่ทางใต้ของประเทศ อย่างที่ฉันบอก ประเทศนี้ประกอบไปด้วยสี่รัฐใหญ่ที่แบ่งตามสี่ทิศ ตอนนี้ฉันอยู่ที่เมืองโซคาร่าซึ่งตั้งอยู่ในรัฐเมลาโน ภาคเหนือของประเทศ โรงเรียนที่อันเธย์หามาจึงน่าจะไกลจากที่นี่มากเลยล่ะ

            “ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยนี่”

            “แต่ว่ามันไกลจากที่นี่มากเลย ผมอาจจะช่วยเหลือคุณหนูไม่สะดวก”

            “ฉันไม่ได้ต้องการให้นายช่วยอะไรฉันซักหน่อย”

            “แต่ว่าคุณหนูเพิ่งขึ้นมาบนนี้ได้ไม่นาน ถ้าเกิดปัญหาจะทำยังไง”

            “อย่าคิดมากไปน่า ฉันก็ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์มาตั้งนาน ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว” ฉันเอ่ยด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือ เขาไม่เห็นจะต้องคิดมากขนาดนั้นเลย ตั้งแต่ไหนแต่ไร การขึ้นมาบนโลกมนุษย์ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเงือกอย่างเรา มีเงือกจากครอบครัวขุนนางและราชวงศ์หลายตนขึ้นมาท่องเที่ยวหรือศึกษาที่นี่เหมือนกัน อันเธย์ถึงได้สามารถทำมาหากินจากอาชีพผู้ดูแลให้คำปรึกษาเงือกที่เพิ่งขึ้นบกได้มายาวนานอย่างนี้

            “และเมืองนั้น ไม่มีเงือกอยู่เลยซักตนนะครับ ผมว่าคุณเข้าเรียนที่โรงเรียนในรัฐนี้ดีกว่านะครับ มันใกล้กับบ้านเรา แล้วก็ชาวเงือกเกือบทั้งหมดก็อยู่ที่นี่ด้วย”

            “ไม่เป็นไรหรอกน่า ถึงทางปฎิบัติฉันอาจจะยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ แต่ทฤษฎีฉันแน่นปึ๊ก ยังไงก็เนียนกับพวกมนุษย์ได้อยู่แล้ว” ฉันยืนยันด้วยสีหน้าจริงจัง อุตส่าห์ได้ขึ้นมาบนบกทั้งที ฉันก็ต้องได้เรียนในสิ่งที่อยากจะเรียนสิ วิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเลจะทำให้ฉันเข้าใจเมืองบาดาลได้มากกว่าเดิมและมันก็สำคัญกับแผนพัฒนาบ้านเกิดของฉันด้วย

            “ถ้าคุณหนูยืนยันอย่างนั้น ผมไม่ขัดก็ได้ครับ” สุดท้าย อันเธย์ก็ส่ายหน้ายิ้มๆ ยอมตามใจฉันในที่สุด “งั้นผมจะสมัครให้เลย คุณหนูจะได้เริ่มเรียนในเทอมหน้าได้เลย”

            “เอาตามนั้นเลย ขอบใจมากนะ” ฉันพยักหน้า ยิ้มให้อันเธย์อย่างขอบคุณ ก่อนจะลูบตราโรงเรียนที่ประดับอยู่ตรงหัวกระดาษใบสมัครด้วยความตื่นเต้น โรงเรียนเอเมอร์สันงั้นเหรอ? อยากรู้จังว่าโรงเรียนของพวกมนุษย์จะเป็นยังไง แตกต่างจากที่เมืองบาดาลแค่ไหน ฉันรอไม่ไหวแล้วล่ะที่จะได้เข้าเรียนที่นั่น J

 

            หนึ่งเดือนผ่านไป…

            ในที่สุด ฉันก็มายืนอยู่ตรงหน้าโรงเรียนเอเมอร์สันด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว ไม่ใช่ว่าฉันไม่ตื่นเต้นหรืออะไรหรอกนะ แต่ว่า… คำตอบก็คงอยู่ด้านหลัง อันเธย์กับใบหน้าที่แทบไม่มีสีเลือดของเขา

            ย้อนกลับไปตั้งแต่ที่ฉันมาถึงเมืองเอลเวอร์ด้วยรถไฟ...

           “โอ๊ะ” เสียงดังแครกดังขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเหมือนล้อกระเป๋าเดินทางที่เหมือนติดอะไรซักอย่าง ฉันออกแรงดึงมันขึ้นมาจากหลุม แต่ว่า...

           ครึด..

           กระเป๋าเดินทางสีน้ำเงินขลับของฉันถูกยกขึ้นมาอย่างง่ายดาย แต่แลกกับการที่ล้อหายไปข้างหนึ่ง..

           “ไม่นะ!

  ฉันร้อง ก่อนจะปล่อยมือจากกระเป๋าเดินทาง เพื่อตบหน้าผากตัวเองเบาๆด้วยความเหนื่อยใจ จนกระเป๋าพิการของฉันไม่สามารถรักษาสมดุลของตน ล้มไปนอนแอ้งแม้งกับพื้นอิฐขรุขระ ให้ตายเถอะๆ ฉันอุตส่าห์คำนวณอย่างดีว่ามันไม่น่าจะมีปัญหา เมื่อเช้า ฉันอุตส่าห์ตั้งใจทานอาหารเยอะเป็นพิเศษ ให้มีแรง แต่ดันลืมเช็คสภาพของกระเป๋าใบนี้เสียซะงั้น

            ที่จริงแล้ว เมืองเอลเวอร์ก็ไม่ได้ไร้ความเจริญขนาดนั้น การคมนาคมของเมืองก็สะดวกและหลากหลาย มีรถรางประจำเมือง แท็กซี่ รถบัสประจำทาง อยู่ทั่วเมือง หากแต่ ที่เดียวที่รถประจำทางไม่เข้าเยอะ และไม่มีรถราง ก็คงมีแต่ถนนแฮดลี่ย์นั่นแหล่ะ

            และฉัน..ก็กำลังกางแผนที่อยู่บนถนนแฮดลี่ย์

            ฟิ่วว...

            รถบัสประจำทางที่ 40 นาที มีหนึ่งคัน วิ่งผ่านฉันไปเมื่อวินาทีที่แล้ว..

            “ให้ตายเถอะ” ฉันไม่ใช่คนบ้าพลังหรือชอบเดินอะไรหรอกนะ แต่ฉันที่ฉันเลือกมาทางนี้ก็เพราะว่าฉันเมารถ อาเจียนในทุกๆครั้งที่ขึ้นสิ่งที่ขึ้นชื่อว่ารถทุกประเภท ใช่แล้ว รถยนต์ รถบัส รถไฟ รถรางหรืออะไรก็เถอะ ฉันไม่สามารถขึ้นได้ทั้งหมด แม้กระทั่ง ยาแก้เมาก็ไม่สามารถเอาฉันอยู่ และการเดิน ทำให้ขาของฉันแข็งแรงและคล่องแคล่วมากกว่าเดิมด้วย ฉันจึงชอบเดินมากกว่า อีกอย่าง ฉันก็ชอบถนนแฮดลี่ย์มากด้วย ถึงแม้ว่าสภาพมันจะห่วยบรมก็ตาม แต่อย่างน้อย จำนวนคนก็ไม่ค่อยพลุกพล่านเหมือนถนนอื่นๆ

            ฉันถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะประคองกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ผ่านก้อนอิฐพังๆขรุขระ ย้อนกลับทางเดิม เพื่อไปยังสถานีรถราง ซึ่งใกล้ที่สุด ในบรรดายานพาหนะทั้งหมด รถรางทำให้ฉันอาเจียนได้น้อยที่สุดแล้วล่ะ

            ฉันเดินเลี้ยงกระเป๋าในสภาพทุลักทุเล ได้พักหนึ่ง ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคย ดังมาจากถนนที่รถวิ่ง

            “คุณหนู! ต้องการสารถีซักคนไหมครับ”

            ใบหน้าของชายเจ้าสำอางประดับด้วยยิ้มกว้างและตาที่หยีลงเหมือนปกติ อันเธย์โผล่มาโบกมือ(และแขน)ออกมานอกกระจกใหญ่ให้ฉันอย่างกับเราห่างกันห้าสิบเมตร ทั้งๆที่เขาอยู่ห่างจากฉันแค่ห้าเมตร

            ฉันยิ้มอ่อน ก่อนจะยกกระเป๋าไปใส่หลังรถเขาอย่างทุลักทุเล

            และความสนุก.. กำลังจะเริ่มต้นขึ้น

 

 

  สิบนาทีต่อมา

            อ้วกกกกกก

            ใบหน้าของฉันก้มลงต่ำเสียจนอีกไม่กี่นิ้วก็แทบจะมุดลงถุงทั้งหัว ขณะที่มือซ้ายควานหาถุงใบใหม่ ที่เหมือนว่าจะไม่มีอีกแล้ว..

            “คุณหนูคร้าบบบ ทนต่ออีกแป๊ปนึงนะคร้าบ ผมเหยียบให้อีกแป๊ปนึงก็ถึงนะคร้าบ” อันเธย์ร้องเสียงหลงอย่างลนลาน ใบหน้าที่หลุดจากฟอร์มน่าหมั่นไส้นั่นดูตลกมาก แต่ฉันไม่มีแรงพอที่จะหัวเราะไหว

            โอ้กกกกกก

            “คุณหนูคร้าบบบ อีกแป๊บเดียวจริงๆ อย่าอ้วกรดรถผมเลยนะครับบบ ผมเร่งให้แล้ว”

            ...ไม่ อันเธย์ ฉันยิ่งอ้วกหนักกว่าเดิม

            อ้วกกกกกก

            “คุณหนูคร้าบ ทำใจดีๆไว้นะครับ อีกไม่กี่นาทีเท่านั้น”

            ...อันเธย์ ยิ่งถ้านายทำให้เจ้ากระป๋องเหล็กนี่เร็วมากเท่าไหน มันยิ่งแย่ลงมากเท่านั้น

            โอ้กกกกกกกกกกก

            “คุณหนู กลิ่นทุเรศจริงๆครับ อย่าอ้วกใส่รถผมเถอะนะครับบบ”

            โอยย... ไม่ไหวละ

            “ถุง..ถุง” ฉันเอ่ยอย่างหมดเรี่ยวแรง มองในถุง มีของเหลวสีน่าขยะแขยงอยู่เต็มจนเกือบล้น

            “ถุงหมดแล้วครับ คูณหนู ทนอีกนิดนะครับบบบ” เสียงของอันเธย์สูง เหมือนกับจะร้องไห้ ฉันเลื่อนกระจกลง มัดปากถุงแน่นแล้วโยนออกข้างทาง ขอโทษนะคะ ไหนๆท่านผู้ว่าฯก็ไม่สนถนนเส้นนี้อยู่แล้ว สกปรกอีกนิดคงไม่เป็นไรหรอกนะคะ

            มองข้างทางที่ผ่านไปเร็วซะเหมือนพายุ ยิ่งทำให้ฉันเวียนหัวมากกว่าเดิม ฉันจึงรีบปิดปาก หลับตา พยายามหายใจเข้าออกช้าๆ เป็นจังหวะ

            “อุ้กกกกกก...” ฉันใช้สองมืออุดปากแน่น ไม่ให้คลื่นเศษอาหารในกระเพาะออกมาเจอโลกภายนอก ขอโทษนะ อันเธย์ ฉันแพลนว่าจะใช้แรงเดินเยอะหน่อย จึงยัดอาหารมามากกว่าปกตินิดหน่อย

            “อุ้กกกกกกกกกกกกกก”

            ...ไม่นิดหน่อยก็ได้

            โอ้กกกกกกกกกกกกกกก

            “คุณหนูคร้าบบบบบบบ” อันเธย์ร้องเสียงหลง เมื่อเห็นฉันโผล่ออกจากหน้าต่าง เพื่อปลดปล่อยเศษอาหารที่อยู่ในท้อง จนเปรอะเปื้อนด้านนอกส่วนหลังของรถตามแรงลม

            โอ้กกกกกกกกกกกกกกกกกก

            “คุณหนู....” อันเธย์เรียกฉันด้วยน้ำเสียงเหมือนคนใกล้ตาย พลางชะลอรถ หักเลี้ยวเข้ารั้วโรงเรียน

            ขอโทษจริงๆนะ อันเธย์...

 

            หลังจากถึงโรงเรียน ฉันก็พุ่งออกไปจากรถเพื่ออาเจียนชุดใหญ่ใส่ถังขยะที่ใกล้ที่สุดให้หมด ส่วนอันเธย์ก็หมดอาลัยตายอยาก นอนเดี้ยงอยู่ในรถ แต่เขาก็ยังใจดีพอที่จะช่วยฉันยกกระเป๋าไปในตึก ฉีดน้ำหอมฉุนๆดับกลิ่นให้ฉัน แล้วจากไปหลังจากห้ามไม่ให้ฉันช่วยทำความสะอาดรถ ด้วยคำพูดเจ็บๆว่า

            “ช่วยไสหัวไป เป็นอะไรที่ช่วยได้มากสุดแล้วล่ะครับ”

            ฉันไม่แน่ใจว่าเขาโกรธฉันมากหรือเปล่า หรืออาจจะเกลียดฉันไปเลยก็ได้

            ฮั่ดชิ่ว!

            คงจะเกลียดฉันล่ะ กลิ่นน้ำหอมนี่น่าจะหมดอายุ ฉันส่ายหน้าให้กับตัวเอง ไม่เป็นไรหรอก ก็เขาอยากจะมาเซอร์ไพรส์ฉันเองที่เมืองนี้นี่นา และท่านพ่อก็น่าจะเป็นคนที่บังคับเขาให้ขับรถตามมาส่งฉันถึงที่นี่ด้วย เขาก็แค่ทำหน้าที่ของเขา และฉันก็ไม่อยากจะทำลายน้ำใจของเขาโดยการปฏิเสธความช่วยเหลือของเขาที่อุตส่าห์ขับมาไกลหลายชั่วโมงจากทางเหนือ...เอ รึเปล่านะ?

ฉันพยายามทำให้ใจเย็นลงแล้วเพ่งสมาธิกับการมองหาห้องพักของตัวเองตามผนัง ที่จริงแล้ว นักเรียนทุกคนต้องรายงานตัวเข้าหอเมื่อวาน แต่การที่ฉันมาสายวันหนึ่งก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด

หอพักหญิงของโรงเรียนเอเมอร์สันมีสองบ้าน ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของตึกเรียน ส่วนหอชายอีกสองบ้านเท่ากัน ตั้งอยู่ในทิศตรงกันข้าม แต่ติดทะเลทั้งคู่ ซึ่งในความคิดของฉัน มันลำเอียงชัดๆ ภายนอก ตัวตึกถูกสร้างด้วยอิฐ สไตล์ยุคโบราณ ราวกับอยู่ในโรงเรียนเวทมนต์ในหนัง ส่วนด้านใน ก็ถูกตกแต่งด้วยสไตล์เดียวกัน จึงทำให้ดูน่ากลัว วังเวงแปลกๆ เมื่อเข้ามาในห้องโถง ก็พบภาพวาดเก่าๆมากมายและแจกันที่ดูน่าจะราคาสูงประมาณหนึ่ง ด้านบนมีแชนเดอเลียร์คริสตัล ห้อยระย้าอย่างหรูหรา และสุภาพสตรีวัยกลางคนที่สวมกระโปรงยาวและแว่นตาแบบคล้องคอ

            “นักเรียนใหม่ ใช่มั้ย?” เสียงแหบของเธอดังขึ้น พร้อมสายตาที่พิจารณาฉันอย่างราบเรียบ

            “ใช่ค่ะ”
            “ชื่อล่ะ
?

            “เซไรน์... โฮนิ่งค่ะ” ฉันเอ่ยนามสกุลปลอมของตัวเองด้วยความไม่คุ้นชินเล็กน้อย หญิงชราคนนั้นจ้องฉันเขม็งตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา ทำให้ฉันรู้สึกค่อนข้างเกร็งกับสายตาที่เหมือนจับผิดฉันอยู่นั่น และแล้ว เธอก็พูดขึ้นมาลอยๆ ราวกับพึมพำกับตัวเอง

  “แปลก”

            “คะ?

            “ทั้งชื่อ ทั้งหน้าตา”

            อ่า.. จริงๆนามสกุลนี่ อันเธย์ก็เลือกมั่วๆให้ฉันนั่นแหล่ะ แต่หน้าตา ฉันว่าฉันก็ไม่ดูแตกต่างจากคนที่นี่ซักหน่อยนะ แค่ตาอาจจะคมกว่า ตามประสาเงือกเท่านั้นเอง ในที่สุด เธอก็เลิกใช้หยุดมองฉันแปลกๆ แล้วเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงแหบแหลม

“ห้องของเธออยู่ชั้นสอง ตามฉันมา”

ห้องของฉันเป็นเลขท้ายๆ อยู่ที่ชั้นสอง ฉันจึงต้องเดินไกลนิดหน่อยจนกว่าจะถึง ประตูของทุกห้องทำมาจากไม้ทาสีเข้มๆ ในขณะที่เดิน หญิงวัยกลางคนท่าทางดุๆท่านนั้นก็แนะนำตัวของเธอและโรงเรียนคร่าวๆไปด้วย

“เรียกฉันว่ามิสซิสคีแกน ฉันเป็นหัวหน้าอาจารย์ประจำบ้านคาซิลลาส เธออาจจะพอได้ยินมาแล้วว่าโรงเรียนเอเมอร์สันของเราตั้งอยู่ด้วยระบบบ้านทั้งสี่ ได้แก่บ้านเบอร์ตันและบ้านเทรนตันที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกับเราสำหรับนักเรียนชาย และบ้านโรสลินที่เป็นบ้านผู้หญิงอีกบ้านที่ตั้งอยู่ข้างๆเรา”

หืม... ฉันไม่ยักรู้แฮะว่ามีระบบบ้านแบบนี้อยู่ด้วย อันเธย์บอกฉันแค่ว่าฉันอยู่หอที่ชื่อว่าบ้านคาซิลลาซเท่านั้น

“โรงเรียนของเราเป็นโรงเรียนที่เคร่งศาสนา เพราะฉะนั้นเรามีกฏเกณฑ์ประมาณหนึ่งที่เธอต้องทำตาม กฏของเราไม่ได้เยอะ ไม่ได้ยากหรอก ขอแค่ทำตาม เธอก็อยู่ที่นี่ได้อย่างสงบๆไปจนจบการศึกษาเลยล่ะ”

เอิ่ม... ขึ้นชื่อว่าเป็นกฏ ฉันก็เริ่มขนลุกเบาๆ ก่อนจะต้องรีบรับสมุดเล่มเล็กที่มิสซิลคีแกนโยนมา

“ข้อหนึ่ง ต้องลงชื่อทุกครั้งที่เข้าออกหอและเช็คชื่อให้ครบทุกครั้งในแต่ละวัน” ข้อแรกยังพอไหวอยู่ แต่แล้ว ฉันก็ต้องตกใจ เมื่อได้ยินรายละเอียดถัดมา

“และทุกๆเช้า ห้องอาหารของบ้านจะเปิดตอนเจ็ดโมงถึงแปดโมง เธอต้องลงมาเช็คชื่อกับฉันที่ห้องโถงตั้งแต่เจ็ดโมงและรับประทานมื้อเช้าทุกวัน ห้ามขาดเด็ดขาด ถ้าหลังเจ็ดโมงครึ่งฉันยังไม่เห็นเธอ ฉันจะขึ้นไปปลุกเธอด้วยตัวเองที่ห้อง.. และเธอคงไม่อยากเห็นว่าฉันจะทำยังไงหลังจากนั้น ตอนพักเที่ยง พวกเธอต้องไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารใหญ่ร่วมกับเด็กจากทุกบ้าน แล้วก็ต้องกลับมารายงานตัวที่ห้องรวมตอนบ่ายโมงครึ่ง ห้องอาหารของเราจะเปิดอีกทีตอนมื้อค่ำตั้งแต่หกโมงถึงหนึ่งทุ่ม หากอยากทำอาหารเอง เราก็มีห้องครัวส่วนรวมอยู่ชั้นล่างที่สามารถใช้ได้”

บังคับให้กินมื้อเช้าทุกวัน ให้ตายเถอะ นี่มันจำเป็นเหรอ?

“หลังจากมื้อเช้า ทุกเช้าตอนแปดโมงพวกเธอทุกคนต้องมารายงานตัวกับฉันที่ห้องรวมของบ้าน ห้ามสายเด็ดขาด หลังจากนั้นตอนแปดโมงครึ่ง พวกเธอต้องไปภาวนาที่โบสถ์ตอนแปดโมงครึ่งกับนักเรียนทุกคน ห้ามมีข้อยกเว้น รวมถึงในเช้าวันอาทิตย์ มีเพียงแค่วันเสาร์เป็นข้อยกเว้น ถ้าจับได้ว่าเธอไม่มาหรือแอบเถลไถลไปไหนในเวลาภาวนา เธอจะต้องถูกลงโทษ”

           ภาวนา? เดี๋ยวนะ แม้กระทั่งในเช้าวันอาทิตย์? นี่ฉันไม่เห็นรู้เลยว่าต้องทำอะไรแบบนี้ด้วย?? และไอ้รายงานตัวนี่อีก ทำไมมันเยอะขนาดนี้เนี่ย?

           “ข้อสอง เวลาหอเปิดคือหกนาฬิกาตอนเช้า หอปิดคือสามทุ่มตรง เริ่มวันนี้ ในเวลาหอปิด ห้ามออกไป ไหนเด็ดขาด! ตอนสี่ทุ่มครึ่ง ทุกคนต้องปิดไฟนอนและฉันจะมาเช็คว่าเธออยู่ในห้องในเวลานั้น ถ้าฉันไม่เจอเธอในตอนนั้นล่ะก็...”

           เมื่อเธอพูดถึงคำสุดท้าย ก็เน้นคำอย่างหนัก โอเค.. ยังได้อยู่ สามทุ่มก็สามทุ่ม แต่ว่าถ้ายังคับให้นอนเร็วขนาดนั้น มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ?! แถมยังมีการเช็คถึงห้องด้วย..

           “ข้อสามรักษาความสะอาดของห้องให้ดี จะมีการตรวจห้องทุกๆอาทิตย์ ที่สำคัญ ห้ามมีของต้องห้ามดังต่อไปนี้ เครื่องดื่มมึนเมา ยาเสพติด สื่ออนาจารทุกชนิด อาวุธ ของมีกฏหมายทุกอย่าง”

            ข้อนี้ฉันพอใจมากๆเลยล่ะ จะได้รู้สึกปลอดภัยด้วย

            “ข้อสี่ ห้ามนำคนนอกเข้ามา ข้อห้า ห้ามนำผู้ชายเข้าหอหญิงและผู้หญิงก็ห้ามไปหอผู้ชาย ข้อหก แต่งตัวให้ถูกระเบียบ ข้อเจ็ด ห้ามส่งเสียงดัง รบกวนผู้อื่นในยามวิกาล ข้อแปด ห้ามจัดงานรื่นเริงในห้องพัก ข้อเก้า ทิ้งและแยกขยะให้ถูกที่ ห้องขยะอยู่ในห้องทางซ้ายใกล้บันได ข้อสิบ มีสัมมาคารวะและทักทายอาจารย์ทุกคน..................” แล้วคุณยายคนนั้น ก็ร่ายกฏยาวเหยียดต่อไป อย่างไม่มีวันจบ และที่น่าทึ่งกว่านั้น คือเธอท่องทุกอย่างได้ตรงกับในสมุดเป๊ะๆโดยไม่ได้มองด้วยซ้ำ! นี่สินะ โรงเรียนประจำ...

            “และหากทำลายกฏไปแม้แต่ข้อใดข้อหนึ่ง ผู้คุมกฏมีสิทธิ์สั่งลงโทษเธอ ตามเห็นสมควร หากเกินสามครั้ง เรื่องจะส่งไปถึงพรีเฟ็คและผู้อำนวยการตามลำดับ มีสิทธิ์โดนสั่งไล่ออกหรือซ้ำชั้นได้ แต่ฉันแนะนำว่าอย่าแม้แต่จะไปถึงขั้นนั้นเลย เพราะแค่ครั้งแรก บทลงโทษของฉันก็ทำเด็กหลายคนผวาดผวาไปแล้ว เพราะฉะนั้น ฉันแนะนำเธอว่าอย่าไปทำลายมันดีกว่านะ เชิญไปได้”

 มิสซิสคีแกนยกมือดันแว่นพร้อมหรี่ตามองฉันด้วยสายตาจับผิดแบบเดิม ฉันรีบพยักหน้ารัวๆพร้อมยิ้มเจื่อนๆ แล้วรีบไขกุญแจเข้าห้อง มาวันแรกก็รู้สึกจับตามองขนาดนี้แล้ว ฉันยังคงสะกินใจกับกฏรายงานตัวนี่อีก นี่วันหนึ่งฉันต้องรายงานตัวกี่รอบบ้างนะ หนึ่งรอบก่อนมื้อเช้า อีกรอบกินข้าวเสร็จ ที่โบสถ์ก็เป็นสาม รอบเที่ยงก็สี่ แล้วก็รอบสุดท้ายตอนก่อนนอน ทั้งหมดห้ารอบ! นี่ฉันคิดถูกหรือไม่นะที่เลือกโรงเรียนนี้..

สิ่งแรกที่ทำหลังจากเข้าห้องคือรื้อกระเป๋าและจัดของ พลางกวาดตาสำรวจห้องใหม่ของฉันไปด้วย ห้องของฉันมีเตียงเดี่ยวสีขาว โต๊ะทำงานตรงข้าม และหน้าต่างบานเล็กๆบานหนึ่ง ด้านนอกเป็นสวนหย่อมเล็กๆข้างตึก เพิ่มสีเขียวให้ดูสบายตา ทั้งห้องถูกฉาบด้วยปูนและทาด้วยสีขาว ดูขัดกับความหรูหราภายในทางเดินและภายนอกตึกโดยสิ้นเชิง ฉันใช้เวลาไม่นานในการจัดเรียงของ ก่อนจะเดินออกมา และพบกับผู้หญิงผมสั้นสีน้ำตาลวันไล่เลี่ยกับฉันในห้องตรงข้ามที่ออกมาพร้อมกันพอดี เธอแย้มยิ้มให้ฉันก่อนจะเอ่ยทักทาย

 “สวัสดี เธอเป็นนักเรียนใหม่ใช่มั้ย อยู่ชั้นไหนน่ะ”

 “ม.ปลายปีสอง เธอล่ะ?

 “อ้าว จริงสิ? ฉันก็เหมือนกัน” รอยยิ้มของเธอคนนั้นกว้างขึ้นสองส่วน ก่อนที่จะยื่นมือมาตรงหน้าฉัน “ฉันชื่อมีอานะ เธอล่ะ?

 “เซไรน์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ” ฉันแย้มยิ้ม แล้วยื่นมือไปเชคแฮนด์กับเพื่อนมนุษย์คนแรกของฉันอย่างคล่องแคล่ว

 “ฉันเรียนอยู่ที่นี่มาได้ห้าปีแล้วล่ะ ถ้ามีคำถามอะไรหรืออยากให้ช่วยอะไรก็บอกได้เลยนะ ไม่ต้องเกรงใจ”

 “เข้าใจแล้ว ขอบใจนะ เธอเจอมิสซิสคีแกนแล้วใช่มั้ย”

 “เจอแล้ว”

 “ฮ่าๆๆ หน้าของเธอดูเจื่อนไปเลย เจอฤทธิ์ของเธอแล้วสินะ” มีอาหัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้เมื่อเห็นสีหน้าแปลกๆของฉัน ก็จะทำยังไงได้ ก็ฉันยังคงอึ้งอยู่นี่นา!

            “เธอเรียนเศรษฐศาสตร์หรือเปล่า”

            “ไม่นะ”

            “โชคดีแล้วล่ะ ที่ไม่ได้เรียนเพราะมิสซิสคีแกนเธอสอนวิชานี้ ไม่งั้นคงเอียนแย่” มีอากระซิบ พลางกวาดตามองไปทั่วเพื่อให้แน่ใจว่าคนที่กำลังถูกนินทาไม่ได้ยิน “ถ้าเธอเป็นเด็กดีและไม่แหกกฏ ถึงจะดูดุไปหน่อย เธอก็ไม่ทำอะไรเธอหรอก”

            ก็หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ... ฉันกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนที่จะนึกได้ว่ามีเรื่องสำคัญอย่างหนึ่งที่ยังไม่ได้จัดการ

            “อ้อ มีอา คือฉันไม่เห็นผ้าปูที่นอนน่ะ ไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงไหน ฉันจะหามันได้จากที่ไหนเหรอ”

            “มันอยู่ในห้องซักผ้าน่ะ สามารถยืมได้ ตามฉันมาสิ” มีอาพาฉันเดินลงมาที่ห้องซักผ้า แล้วจัดแจงหยิบชุดปลอกหมอนผ้าห่มให้ฉันอย่างคล่องแคล่ว

            “นี่จ้ะ”

            “ขอบใจมากนะ งั้นฉันกลับห้องก่อนนะ”

            “จ้ะ รีบกลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ตื่นเช้าไปเรียนวันแรกจะได้สดชื่น”

            “โอเค แล้วเจอกันนะ” ฉันบอกลามีอาพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะเดินกลับมาที่ห้องของตัวเองอย่างอารมณ์ดี ระหว่างนั้น ก็เดินผ่านและทำความรู้จักคนในบ้านคาซิลลาซอีกหลายคนที่ดูน่าเข้าหา รวมๆแล้ว นอกจากกฏที่ดูเคร่งครัดมากๆ เรื่องเพื่อนก็คงไม่มีปัญหาแหล่ะมั้ง คนที่นี่ก็ดูเป็นกันเองเอามากๆ ทำให้วันแรกของฉันไม่ได้แย่อย่างที่คิด

หลังจากจัดที่นอน ใส่ปลอกหมอนเสร็จเรียบร้อย ฉันก็นั่งพักบนเก้าอี้ ทอดมองความเรียบร้อยของห้องนอนด้วยความรู้สึกพอใจ ห้องของฉันเป็นห้องขนาดไม่ใหญ่มาก มีเตียงเดี่ยวที่สูงกว่าปกตินิดหน่อย ด้านใต้เป็นลิ้นชักสำหรับใส่ของ มีตู้เสื้อผ้าข้างๆ ส่วนหัวเตียงชิดกำแพง ถัดไปข้างๆเป็นหน้าต่างและโต๊ะเขียนหนังสือ นอกหน้าต่างเป็นท้องฟ้าสีส้ม เตือนว่าใกล้ถึงเวลาที่ดวงอาทิตย์ จะลาลับขอบฟ้า ใต้ผืนฟ้ากว้างใหญ่ เป็นตึกเรียนดีไซน์เก่าแก่ ดูมีเสน่ห์แบบคลาสสิค แต่ความเขียวสดของต้นไม้นานาพันธุ์ ทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นมากขึ้น ฉันลุกขึ้นเปิดหน้าต่าง ให้ลมพัดเข้ามา ไม่ให้ห้องอับชื้นจนเกินไป แต่เพราะอะไรบางอย่าง สัญชาตญานที่ถูกฝังลึกไว้ก็ถูกสะกิดขึ้น เพียงแค่กลิ่นเกลือบางเบาจากที่ที่ไกลออกไป ฉันรีบปิดหน้าต่างด้วยความตื่นตระหนก แล้วทิ้งตัวนั่งลง เพื่อปรับลมหายใจ

อึก

จู่ๆ คอก็แห้งผาก เหมือนกระหายน้ำมาหลายวัน ฉันรีบลุกขึ้นไปหยิบกระติกน้ำที่อยู่ในกระเป๋า ดื่มน้ำที่อยู่ในนั่นทั้งหมดโดยไม่เหลือแม้แต่หยดเดียวและควานหาน้ำดื่มอีกขวด การทำเช่นนี้ มันช่วยให้อาการกระหายน้ำดีขึ้นกว่าเดิมนิดหน่อย แต่ก็คงจะช่วยอยู่ได้ไม่นาน รู้แบบนั้น ฉันจึงคว้ากุญแจห้อง เดินออกไปจากห้อง ตรงไปยังอีกด้านของโรงเรียน ฝั่งที่ลมพัดมา

เสียงเกลียวคลื่นกระทบผืนทราย ยังดังเป็นจังหวะ ไม่แพ้ยามอาทิตย์สาดส่อง ฉันรับรู้ถึงความเย็นของพื้นดินที่เปลี่ยนทิศลอยกลับสู่ท้องทะเลกว้างใหญ่ที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ไม่รู้ว่าต้องว่ายไปอีกกี่วันหรือเดือน ถึงจะไปถึงชายฝั่งอีกฟากที่ไกลโพ้น ความรู้สึกของเท้าเปล่ายามย่ำลงผืนทรายละเอียด ทำให้ใจของฉันอบอุ่นขึ้นมา ยิ่งเข้าใกล้ชายฝั่ง กลิ่นเค็มๆของทะเล ยิ่งชัดมากขึ้น พาให้ร่างกายตื่นเต้นตาม

 

กลิ่นไอสายลมที่พัดผ่าน โชยมา

พัดพา ความทรงจำที่ฝังไว้

ฟ้ามรกตกระจ่างใส บนเป็นเกลียวคลื่นคณานับ

อ้างว้างและเศร้าศร้อย เหงาเปล่าเปลี่ยว แม้จะไม่เคยหยุดนิ่ง...

 

            เสียงเพลงของทะเลดังขึ้นแผ่วเบา แต่ไพเราะดั่งมีมนต์ขลัง ราวกับเป็นการต้อนรับฉัน กลับสู่’บ้านที่ฉันจากมา ความรู้สึกเย็นๆที่ปลายเท้ายามแตะลงไปในน้ำ ไม่สามารถหยุดให้ฉันเดินต่อไปได้ ฉันก้าวต่อไปเรื่อยๆ ถึงน้ำจะจมฉันไปครึ่งตัวแล้วก็ตาม

 

ยามอาทิตย์จรดผืนน้ำ ลมหวนกลับทะเล

คล้ายบอกเวลา ที่เราต้องบรรจบกัน

หากเธอได้ยิน ความคิดถึงของทะเล

ลืมทุกอย่างไว้กับสายลม คลายทุกสิ่งไว้ที่ผืนทราย

กลับเถอะ กลับมา หลอมหัวใจไว้กับสายน้ำ

กลับมา สู่จุดเริ่มต้น ที่เราจากมา...

 

            ฉันทิ้งร่างทั้งตัวไว้กับท้องทะเล ปล่อยให้สายน้ำเค็มๆเข้ามาปลอบประโลมกายและใจ ลืมทุกอย่างที่เกิดขึ้น เสียงเพลงของท้องทะเลยังคงดังอยู่บางเบา เนื่องจากจุดกำเนิดของมันอยู่ไกลโพ้น แต่เพียงเท่านี้ ฉันก็พอใจแล้วล่ะ ถึงจะไปที่ใต้บาดาลไม่ได้ ทะเลก็ยังอยู่ข้างๆฉันที่นี่ ‘เสมอไม่รู้ว่านานซักเท่าไรแล้ว ที่ขาทั้งสองข้างของฉันรวมกันเป็นหนึ่ง ฉันสัมผัสหางที่เป็นสีเทาประกายม่วงฟ้าอย่างคิดถึง ก่อนจะแหวกว่ายไปในทะเลลึกอย่างคุ้นชิน

            เพียงไม่นาน ฉันก็รู้สึกว่ามันถึงเวลาที่ต้องกลับ ฉันว่ายน้ำกลับไปยังที่ชายหาดที่ฉันจากมา แต่ที่ตรงนั้น ไม่ได้มีแค่ฉันคนเดียว!

            ฉันรีบหลบหลังโขดหิน เมื่อเห็นว่ามีเงาร่างสูงสองร่างอยู่ตรงริมชายหาด ฉันได้ยินเสียงคุยกันลอยมา พลางรีบนึกถึงวิธีที่จะหลบออกไปที่ฝั่งโดยที่พวกเขาไม่เห็น ทางๆที่คิดได้ตอนนี้ก็คือถ้าไม่ว่ายไปฝั่งน้ำลึก แล้วว่ายอ้อมไปอีกฝั่ง ไม่ก็คือรอให้พวกเขากลับไป แล้วถึงค่อยกลับไป แต่ว่า.. ฉันทิ้งเสื้อผ้ากับรองเท้าไว้ตรงแถวนั้นน่ะสิ! และถ้าจะให้ว่ายไปที่อื่น ฉันจะขึ้นฝั่งแบบไม่มีเสื้อผ้ายังไง?!

            ฉันชะโงกหน้าออกไปดูที่ริมหาดอีกที เงาสองร่างนั้นยังอยู่ที่เดิม แต่เพราะความมืด จึงทำให้เห็นหน้าตาไม่ชัดซักเท่าไร พวกเขาอยู่ไม่ไกลจากที่ที่ฉันอยู่มาก ประมาณสิบเมตรได้ ฉันหันกลับมาพิงโขดหิน เพื่อตั้งหลัก คิดอีกที พลางเอาแขนพาดบนหินก้อนนั้น

            “อ๊ะ!” ฉันเผลอร้องและรีบตะครุบปากตัวเองอย่างเร็วไว บ้าจริง! เมื่อตะกี้ มือฉันเผลอไปโดนมุมแหลมแทงเอา จนเผลอร้องออกไป พวกเขาคงไม่น่าได้ยิน..

            “ใครน่ะ!

            ฉันหันกลับไปอีกที แล้วก็หลบกลับมาที่เดิม เมื่อเห็นเงาสองร่างเดินตรงลงมาที่ฉันอยู่ ไม่มีเวลาให้คิด ฉันดำลงไปให้ลึกที่สุด แล้วว่ายไปให้ไกลที่สุด ไกลเกินกว่าที่มนุษย์จะตามมาทันได้

 


    

 Talk:

สวัสดีค่า นักอ่านทุกท่าน 

ขออนุญาตแนะนำตัวก่อน 

นามปากกาของนักเขียนคือ Pantasia นะคะ ชื่อเล่นคือพลอย

และก็ขออนุญาตแทนตัวว่าพลอยตั้งแต่นี้ต่อไปนะคะ

Beyond Harmony เรื่องนี้ พลอยเคยเขียนตั้งแต่สมัยก่อนเตรียมสอบ

เข้ามหาลัย และก็หยุดเขียนไปตั้งแต่ย้ายโรงเรียนแล้วก็ได้กลับมาเขียนใหม่

พอขึ้นมหาลัยนี่แหล่ะค่ะ

นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่พลอยรักมากๆและอยากเขียนให้ดีที่สุด 

เลยหายไปนานหน่อยเพื่อวางพล็อตใหม่ให้ดีและสนุกกว่าเดิม 

แต่ก็ยังมีเค้าโครงของธีมเวอร์ชั่นเก่าอยู่

นิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นในประเทศอคาลิธ เป็นประเทศสมมุติที่ตั้งอยู่ในทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ของทวีปยุโรปในโลกแห่งความเป็นจริง

ช่วงเวลาก็จะประมาณปี 1950-1960 ราวๆนี้นะคะ

อาจจะไม่เป๊ะมากแต่อยากให้ธีมสถานที่เป็นประมาณนี้ค่ะ

ส่วนโรงเรียนเอเมอร์สัน พลอยได้แรงบันดาลใจจากโรงเรียนประจำในอังกฤษ

ที่เคยเรียนอยู่ค่ะ ถ้าใครพอคุ้นเคยกับระบบนี้ก็อาจจะเห็นว่ามีความคล้ายอยู่มากเลย

ก็เลยแจ้งไว้ก่อนจะได้ไม่แปลกใจกันค่ะ

นิยายเรื่องนี้จะออกธีมแฟนตาซี โรแมนติก ผสมวิทยาศาสตร์แบบก่อนยุคสมาร์ทโฟนไว้ด้วยกัน

คิดว่าน่าจะเป็นอะไรที่แปลกใหม่และก็น่าท้าทายสำหรับพลอยเองด้วยพอสมควร

หวังว่าทุกคนจะชอบและก็ติดตามนิยายเรื่องนี้ต่อไปด้วยนะคะ ยินดีรับคำติชมเพื่อมาปรับปรุงเสมอค่ะ


ยินดีที่ได้รู้จักทุกคนและขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ ^^

ด้วยรัก

PANTASIA


 


อย่าลืมกดติดตามด้วยนะคะ~


    
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 12 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

57 ความคิดเห็น