บ่วงราคะ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 67,870 Views

  • 155 Comments

  • 374 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

  • Month Views
    58

    Overall
    67,870

ตอนที่ 1 : บทที่ 1 ขึ้นเตียงผิดชีวิตเปลี่ยน 100%

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7313
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 118 ครั้ง
    13 พ.ย. 61





บทที่ 1
ขึ้นเตียงผิด ชีวิตเปลี่ยน
แก๊ง! แก๊ง! แก๊ง!
เสียงแก้วสามใบชนกัน น้ำสีอำพันที่อยู่ข้างในพร้อมใจกันกระฉอก ก่อนที่เจ้าของของมันจะพาแอลกอฮอล์ไหลลงสู่กระเพาะน้อย ที่นี่คือผับแห่งหนึ่งกลางเมืองกรุงฯ ท่ามกลางเสียงเพลงอึกทึกและนักท่องราตรี สองสาวกับครึ่งหนุ่มกำลังฉลองให้กับความสำเร็จถึงสองขั้นของเพื่อนรัก
“ก็แค่ผู้ชายโง่ๆ ที่ไม่รักดี ฉันไม่แคร์โว้ย! เอ้าชน!” 
พริ้มเพรา พณากุล หญิงสาวผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายี่สิบแปดปีแต่ยังสดซิง ยกแก้วขึ้นชนกับเพื่อนทั้งสอง ความเจ็บช้ำในอกกำลังถูกบรรเทาด้วยฤทธิ์เหล้าและข่าวเรื่องงานใหม่ที่เธอกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในวันพรุ่งนี้
“นังพริ้มเมาแล้ว ฉันว่ากลับเถอะ พรุ่งนี้มันต้องไปทำงานนะ” 
กมลศักดิ์ หรือกิ๊บซี่ สตรีในร่างชายที่ยังครองสติได้มากสุด เอ่ยกับเพื่อนสาวอีกหนึ่งนาง พริ้มเพราอกหัก แต่นั่นเป็นสิ่งดี เพราะเจ้าหล่อนจะได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ กับงานใหม่ และเงินเดือนใหม่ที่มากกว่าเดิมถึงสามเท่า
“เออๆ ฉันก็ว่างั้น เริ่มตึงๆ แล้วด้วย เฮ้อ...พรุ่งนี้วันศุกร์ จะบ้าตาย” 
กุ้งนาง บ่นให้กับความเป็นจริงของข้าราชการชั้นผู้น้อยที่หนีไม่พ้นปฏิทินวันเวลาที่เหมือนกรงขังมิให้พวกเธอต้องทำอย่างอื่น หากไม่เพราะถูกพริ้มเพราลากมาดื่ม ป่านนี้เธอคงนอนหลับฝันดีไปแล้ว
“ทำไมไอ้พอร์ชมันไม่รักฉันวะ ฉันไม่ดีตรงไหนกัน” 
คนอกหักว่าแล้วยกแก้วขึ้นกระดก น้ำตาปริ่มจะไหลอีกรอบ 
กุ้งนางแอบเติมโซดาในแก้วเพื่อน แต่พริ้มเพราก็คว้าขวดเหล้ามาเติมอีก
 “เอาน่าๆ ลืมๆ ไปเถอะ มันชอบชะนีหน้าโบท็อกซ์ก็ปล่อยมันไป มันคงมีอะไรกันมานานแล้วล่ะ แกก็ทำใจซะ ผู้ชายใจหมาอย่างนั้นอย่าไปคบมันเลย ดีเท่าไหร่แล้วที่แกยังไม่ได้มีอะไรกับมัน” กมลศักดิ์ว่า
“ใช่ ฉันก็คิดเหมือนนังกิ๊บ” กุ้งนางเสริม ผมซอยสั้นของเจ้าตัวกับร่างเล็กบอบบางไม่ต่างจากพริ้มเพรา ทำให้กุ้งนางดูเป็นสาวเปรี้ยวทันสมัย ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูงลิ่ว หากไม่บอกคงไม่รู้ว่าหล่อนเป็นครูสอนเด็กมัธยม
“กิ๊บซี่ย่ะ” กมลศักดิ์ท้วง หันมาจ้องพริ้มเพราอีกทีก็เห็นน้ำตามาเป็นสาย ขวดเหล้าในมือเจ้าหล่อนถูกเทลงแก้วจนไม่เหลือแม้แต่หยดเดียว
“ฉันจะดื่มให้ลืมมัน! ไอ้พอร์ช ไอ้คนสาระเลว นอกใจฉัน!”
แล้วพริ้มเพราก็ดื่มเหล้าดังอึกๆ ราวกับน้ำเปล่า เธอมั่นใจว่ายังไม่เมา เหล้าเพิ่งหมดไปสองขวดเธอยังไม่เมาง่ายๆ หรอก แม้ว่าตาจะปิดอยู่รอมร่อก็ตาม
สองเพื่อนสาวส่ายหน้ากับสภาพอกหักครั้งที่ร้อยของพริ้มเพรา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การนอกใจ แต่มันอยู่ที่พริ้มเพราไม่ยอมหลับนอนกับชายคนรักต่างหาก เจ้าหล่อนเชื่อว่าการจะรักใครสักคนไม่จำเป็นต้องเข้าหอก่อนแต่งงาน และมันทำให้พริ้มเพราเป็นโสดอีกครั้ง 
“อีกขวดเถอะว่ะ ยังไม่อยากกลับเลย” พริ้มเพราบอกเพื่อนแล้วใช้หลังมือปาดเช็ดหยดน้ำที่เกาะอยู่ริมฝีปาก ไม่เข้าใจว่าทำไมการมีเซ็กซ์มันถึงได้สำคัญนัก การคบกันด้วยใจไม่มีแล้วหรืออย่างไร
“โอ๊ย...ไม่เอา ฉันมีงานนะ นังกิ๊บซี่ก็ด้วย” กุ้งนางเริ่มบ่น ตอนนี้เที่ยงคืนแล้ว เธอควรจะกลับไปนอนหากไม่อยากตื่นขึ้นมาตาเป็นหมีแพนด้า
“เออว่ะ กลับเถอะ” กมลศักดิ์ร้องขอ 
พริ้มเพรามองขวดเหล้าเปล่าๆ อย่างแสนเสียดาย อยากต่ออีกสักกลมให้สมความช้ำในใจ แต่ความเป็นจริงแล้วทำไม่ได้ เพราะถ้าต่ออีกกลม พรุ่งนี้เธอลุกไปทำงานไม่ไหวแน่ๆ
“งั้นก็กลับ ขอไปฉี่ก่อนได้ไหมไม่งั้นราดแน่ๆ” ว่าแล้วก็ลุกไปเข้าห้องน้ำ ชุดเดรสสั้นสีดำที่สวมอยู่ รวมถึงผมยาวสลวยที่ทิ้งตัวลงมาระแผ่นหลังขาวๆ ที่ตัวเสื้อคว้านลึกถึงสะเอว ทำให้พริ้มเพราดูคล้ายกับสาวๆ หลายคนในวันนี้ 
หญิงสาวเดินออกไปในทันทีที่กล่าวจบ
“ฉันไปด้วยนังพริ้ม ปวดเหมือนกัน นังกุ้งเคลียร์บิลไปนะ แล้วค่อยหารกันวันพรุ่งนี้ เจอกันที่หน้าร้าน ขี้เกียจเดินกลับมาตรงนี้ คนเยอะ ฉันจะอ้วก” 
กมลศักดิ์สั่งการ กุ้งนางยกมือทำสัญญาณว่าตกลง 
คนอกหักเดินมาเข้าห้องน้ำพร้อมกับหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่เดินคลอเคลียแทบจะสิงร่างเป็นเนื้อเดียว ผู้หญิงคนนั้นมองเผินๆ ราวกับฝาแฝดของพริ้มเพรา เพราะนอกจากจะแต่งตัวคล้ายกันแล้ว เจ้าหล่อนก็เมามายใช่ย่อย 
สองสาวเข้าห้องน้ำพร้อมกัน ใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำนานพอดู
กมลศักดิ์รีบมาเข้าห้องน้ำด้วยอาการเมาที่แทบจะลืมตาไม่ขึ้น ในห้องน้ำมีบุรุษมากหน้าหลายตากำลังทำธุระส่วนตัวอยู่ พยายามเก็บอาการกระดี๊กระด๊า เมื่อเห็นบางคนเมาจนยืนปัสสาวะแทบไม่ไหว ขยับออกจากโถฉี่ทั้งที่ยังรูดซิปไม่เสร็จ กะเทยแอบยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาปรือน้อยๆ สุขใจที่ได้ยลช้างน้อยของเหล่านักเที่ยว และนี่คือสาเหตุที่ทำให้เขาไม่แต่งหญิง แม้ว่าจะพิสมัยเพศชายไม้ป่าเดียวกันก็ตาม
เพื่อนสาวของพริ้มเพราออกมาจากห้องน้ำด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ อยากจะเล่าเรื่องสนุกๆ ให้พริ้มเพราฟังเกินจะกล่าว
“นังพริ้ม! มานี่...ฉันจะเล่าอะไรให้ฟัง” กมลศักดิ์ว่าแล้วลากแม่สาวชุดดำออกไปจากหน้าห้องน้ำ พาเจ้าหล่อนเดินฝ่าฝูงชนไปในตอนที่สาวชุดดำอีกคนเพิ่งจะเดินออกมา
“โอย...ปวดหัวชะมัดเลย” 
สาวชุดดำว่าแล้วเดินไปพิงกายกับกำแพงสีอิฐ อยากจะสิงร่างกับมันเพราะขาสองข้างแทบยืนไม่อยู่ เธอเมามากในวันนี้ แม้จะหลอกตัวเองว่าไม่เมาก็ตาม แล้วจู่ๆ มือของใครบางคนก็คว้าหมับที่มือน้อยของเธอ
“อือ...มาแล้วเหรอ รอตั้งนาน ฉันน่าจะเมาแล้วล่ะ” เอ่ยบอกแต่ไม่ยอมลืมตา พออีกฝ่ายดึงร่างเข้าไปใกล้ก็ถือโอกาสซบศีรษะกับไหล่นั้นเสีย 
“ผมก็เมาเหมือนกัน”
พริ้มเพรามุ่นคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น หัวคิ้วมนของคนเมาขมวดเข้าหากันยุ่งเหยิง พยายามเพ่งมองใบหน้าของคนที่พาเดินออกไปก็แทบจะมองไม่เห็น เธอเมา เธอตาลาย ไฟสีรุ้งเหนือหัวก็วิ่งวนไปมาชวนให้สำรอก ทำได้เพียงหลับตาลงแล้วให้เจ้าของไหล่พาเธอไป ไปที่ไหนก็ได้ ที่เขาต้องการ

ปัง!
เสียงประตูถูกปิดลงด้วยบาทาเจ้าของห้อง พริ้มเพราไม่รู้ด้วยซ้ำตัวเองอยู่ที่ไหนของประเทศนี้ เพราะเพียงก้าวขาลงจากรถ ริมฝีปากของใครบางคนก็บดเบียดจุมพิตมาให้ เธอพยายามดิ้นหนี แต่มันช่างยากเย็น เขาเป็นบุรุษที่ร้อนแรง ในขณะที่เธออ่อนเดียงสา ทำได้เพียงจูบตอบแบบเงอะงะที่สุด 
“โอ...พระเจ้า! เอาความไร้เดียงสาของคุณทิ้งไปทีเถอะ ผมกำลังจะเป็นบ้าแล้ว!” เขาว่าแล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าของตัวเอง ส่วนพริ้มเพรายืนอึ้งอยู่กลางห้องกว้าง ฤทธิ์แอลกอฮอล์ยังมิจางไปจากกระแสโลหิต แต่สติส่วนดีเริ่มป่าวร้องในอก เธอมาทำอะไรอยู่ที่นี่ ที่ที่เธอไม่รู้จัก กับใครก็ไม่รู้ที่เสียงไม่เหมือนเพื่อนรักสักกระผีก ใช่! เธออยู่กับคนแปลกหน้าในห้องที่สว่างเพียงรางเลือน รู้แต่ว่าเขาหน้าขาวมาก แค่นั้นจริงๆ อย่าถามว่าเขาหน้าตาเป็นเช่นไร เพราะตอนนี้ฤทธิ์แอลกอฮอล์ทำให้ทุกส่วนบนหน้าเขาไหลมารวมกันจนหมดแล้ว
“โอ...คุณพระช่วย” พริ้มเพราครางออกมาเมื่อแลเห็นร่างเปลือยของบุรุษ แม้จะไม่ชัดเจนแต่ก็ทำให้เลือดสาวสูบฉีดเร็วแรง หัวใจเต้นรัวๆ หายใจเริ่มติดขัด 
“ชู่ว์...บ้าจริง! คุณหอมจัง หอมเหลือเกิน” เขาว่าแล้วซุกหน้าเข้ากับซอกคอขาวของพริ้มเพรา หญิงสาวสะดุ้งเฮือก กายอ่อนระทวยราวขี้ผึ้งลนไฟ
“อย่านะ...ไม่ ไม่ใช่แบบนี้ ฉันไม่ใช่...อื้อ...”
เสียงท้วงทักของพริ้มเพราหายไปในโพรงปากนุ่มอุ่นของบุรุษปริศนา จุมพิตของเขาชวนให้กายสาวต้องยอมศิโรราบ เขาจูบเก่ง ฝ่ามือร้อนผ่าวลูบไล้ทั่วร่างสาวอย่างช่ำชองและชำนาญ และเพียงไม่กี่นาทีต่อจากนั้น พริ้มเพราก็เปลือยเปล่าล่อนจ้อน เอนกายลงเตียงนุ่มโดยมีเขาเป็นผู้นำพา สองแขนเขากอดรัดร่างอรชร สวมสอดตัวตนแห่งชายเข้ามาทักทายในกายสาว พริ้มเพราแทบสิ้นสติเมื่อพานพบความเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยพบเจอ 
“ปล่อย! ฉันเจ็บ! ได้โปรด...” เสียงวอนขอมาพร้อมเสียงสะอื้น มันฟังอืออาเพราะฤทธิ์สุรายังหลงเหลือ
“โอ...พระเจ้า...ขอโทษด้วยที่รัก คุณเจ็บเหรอ” บุรุษหนุ่มไม่รู้จะเอ่ยสิ่งใด รู้แต่ว่าสิ่งที่ได้รับมันเกินคาดหมาย เขาเอื้อมมือสุดแขน เพื่อแตะโคมไฟที่ข้างเตียง และเพียงแค่แสงสว่างกระจ่างทั่วบริเวณ ใบหน้าของคนที่อยู่ใต้ร่างก็ปรากฏแก่สองตา
“คุณ...เป็นใคร!?” พริ้มเพราพยายามเอ่ย หลับตาลงเพื่อสะกดความเจ็บที่แล่นมาจากเบื้องล่าง หน้าตาเขายังดูเบลอๆ แต่พอรู้ว่าเขามิใช่คนขี้เหร่แน่ๆ ให้ตายเถอะ เธอปล่อยให้ตัวเองเมาขนาดนี้ได้ยังไง!
“นั่นสิ! ผมก็อยากถามเหมือนกัน...คุณไม่ใช่คนที่นั่งดื่มกับผม”
พริ้มเพรานิ่วหน้า “แล้วคุณจูงฉันมาทำไม”
“ผมเปล่า ผมจูงคนของผม” เขาเถียง ปัดปอยผมที่ติดอยู่ตามพวงแก้มบาง หล่อนขาวมาก ขาวจนแก้มเนียนแลเห็นเส้นเลือดริ้วเล็กๆ ที่สำคัญก็คือ...หล่อนสวยบาดจิตบาดใจ
พริ้มเพราส่ายหน้ารัวๆ หัวคิ้วสองข้างขมวดเข้าหากัน 
“คุณจูงฉัน และฉัน...เมามาก โอเค...ตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าเรื่องมันเกิดเพราะความเข้าใจผิด คุณจะช่วย...เอ่อ...เอามันออกไปได้ไหม ฉันเจ็บจริงๆ”
น้ำตาหยดหนึ่งกลิ้งลงทางหางตา ความเจ็บปวดพาให้พริ้มเพราไม่อาจอดกลั้นมันไว้ได้ รู้สึกเหมือนกำลังถูกชำแหละด้วยมีดคมๆ มันกรีดลงลึกจนรู้ได้ถึงหยาดโลหิตที่กำลังซึมเอ่อ ให้ตายเถอะ เธอกำลังถูกเปิดซิงจากใครก็ไม่รู้!
“เหมือนว่าพระเจ้าจงใจให้เรามาพบกันนะคนสวย คุณจะเจ็บปวดถ้าผมหยุด” 
เขาว่าแล้วจุมพิตริมฝีปากล่างของพริ้มเพราอย่างเนิบช้า ชวนให้กายสาวได้ตื่นตัวอีกระลอก
“แต่ฉันทรมาน...มันแน่นไปหมด ฉันจะตายไหม” ถามโง่ๆ แล้วส่ายหน้ารัวๆ หลับตาปี๋แล้วกัดฟันแน่นในตอนที่เขากดแก่นกายลงมาอีก มันตึงและคับแน่น เหมือนเนื้อถูกแยกด้วยกายอุ่นร้อนแต่แข็งแกร่งของเขา และเพียงแค่เธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ใบหน้าของบุรุษที่เธอไม่รู้แม้แต่ชื่อ ก็ปรากฏแก่สองตาอย่างชัดเจน
มิเพียงแค่พริ้มเพราที่รู้สึกเช่นนั้น ทว่าภายใต้สถานการณ์ที่ยากจะอธิบาย ใบหน้าของพริ้มเพราก็ประทับลงในหัวใจบุรุษผู้ไม่คิดว่าจะรักใครอีกแล้วเช่นกัน หัวใจชายหนุ่มไหวสั่นเพียงเพราะได้เห็นแววตาเจ็บปวดของหญิงสาว มันอดไม่ได้ ต้องกดจุมพิตปลอบโยนที่หน้าผากโหนกนูน
“อีกนิดเดียวที่รัก อีกนิดเดียวเท่านั้น”
“อื้อ...”
พริ้มเพราร้องอู้อี้ เมื่อถูกแก่นกายชายกดเข้าหาร่างตนจนสุด มันเข้ามาลึกเสียจนต้องแอ่นอกรับเอาตัวตนของเขา ริมฝีปากที่อ้าส่งเสียงร้อง ถูกปิดกั้นด้วยริมฝีปากบางเฉียบ ก่อนที่บทเพลงรักจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเร่าร้อน ร่างเธอสั่นสะเทือนยามถูกกระแทกถี่ๆ เสียงเตียงลั่นเอี๊ยดๆ ดังขึ้นตามแรงของคนข้างบนที่โถมลงมา ยิ่งเขาโหมแรงใส่ร่างเธอเท่าไหร่ เตียงก็ยิ่งสั่นแรงขึ้นเท่านั้น 
ลมหายใจของเขาและเธอดังเข้าออกประสานกัน พริ้มเพราไม่รู้จะทำเช่นไรดี จะขัดขืนใจก็ยังปรารถนา จะยินยอมพร้อมใจก็ละอายเหลือเกิน แต่ช่างปะไรเล่า นี่คงเป็นสวรรค์กำหนด ให้มันดำเนินต่อไปเถอะ เธอก็อยากรู้ว่ารสรักของชายหญิงมันยอดเยี่ยมแค่ไหน ใครๆ ถึงได้หลงใหลมันนัก เธอจะดื่มด่ำกับมันให้สมใจ พอพรุ่งนี้ก็จะทำเป็นว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ก็แค่ความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคืนกับคนแปลกหน้า เธอไม่ต้องกังวลอะไร แต่ปล่อยตัวปล่อยใจ อะไรจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้ ก็ช่างหัวมัน!
“อ๊า...เจ็บ! เบาๆ ได้ไหม อื้อ...” เพียงริมฝีปากอ้าร้อง คนข้างบนก็โน้มหน้าลงมา ประกบปากเธอไว้ด้วยปากเขา ทั้งจูบทั้งดูดชิมลิ้นเธอ รสหวานนี้มาจากที่ใดกันนะ รู้แต่ว่าหวานเหลือเกิน
“อืม...พระเจ้าช่วยด้วยเถอะ ทำไม...ถึงดีอย่างนี้นะ ดี...อา...” 
บุรุษหนุ่มครางอืออาเมื่อรสสวาทของสาวพรหมจรรย์คือสิ่งที่น่าตื่นตะลึง มันคับแน่นและฝืดตึงแต่กลับเร่งเร้าอารมณ์ราวกับน้ำมันที่กำลังถูกราดลงกองเพลิง ให้ตายเถอะ วิเศษจริงๆ วิเศษเหลือเกิน
“อืม...ซี้ด...เร็วอีกนิด ได้โปรด ฉันเจ็บ อ๊ะ!”
เสียงเนื้อกระทบเนื้อดังขึ้นถี่ระรัวเมื่อถูกร้องขอ ร่างงดงามถูกกระแทกจนหัวสั่นหัวคลอน พริ้มเพราลูบไล้ไปทั่วร่างบุรุษที่มิเคยได้สัมผัส ในขณะที่เขาก็ลูบไล้ร่างเธอเช่นกัน พุ่มทรวงนุ่มหยุ่นถูกบีบขยำและเคล้นคลึง ในขณะที่กายส่วนล่างยังถูกบุกทะลวงอย่างบ้าคลั่ง เส้นขนบนร่างเธอลุกเกรียว ร่างกายมึนชาทั้งหนาวทั้งร้อนสลับกัน นี่เธอจะตายไหม ทำไมมันเสียวซ่านอย่างนี้!
แล้วพริ้มเพราก็ถูกชักพาไปตามครรลองของธรรมชาติ เสพสมรสราคะที่ชายปริศนาบำรุงบำเรอเสียเต็มอัตรา หารู้ไม่ว่ารสราคะร้อนเร่าจะกลายเป็นบ่วงที่ทำให้พริ้มเพรา ไม่มีโอกาสดิ้นหนีอีกต่อไป!

รุ่งสาง วันถัดมา
พริ้มเพราปรือตาขึ้นมองฝ้าเพดาน อาการปวดศีรษะรุมเร้าจนแทบระเบิด ทว่ายังไม่เท่าร่างกายทุกสัดส่วนที่ร้าวระบมอย่างที่สุด เธอนอนนิ่งๆ เพื่อรวบรวมสติ ถึงจะเมาแค่ไหนแต่จำได้เสมอว่าเมื่อคืนทำอะไรมาบ้าง และพอนึกออกว่าทำอะไรลงไป ก็หันมาหาคนที่นอนอยู่ข้างกัน แขนข้างหนึ่งของพ่อเทพบุตรรูปงามวางพาดอยู่ที่เอวของเธอ
“คุณพระคุณเจ้าช่วยด้วยเถอะ แกนอนกับใครวะนังพริ้ม!” ถามตัวเองหนักๆ แต่เสียงเบาเพียงกระซิบ จับแขนเขาออกจากเอวท่ามกลางเสียงอืออาไม่พอใจของคนที่ยังหลับ 
พริ้มเพราลุกมานั่ง ตรงนั้นที่บอบช้ำรุนแรงมันเจ็บเกินจะกล่าว กายเนื้อเปล่าเปลือยยังมีรอยจ้ำช้ำเลือดจากการถูกดูดดึงด้วยริมฝีปาก มองแล้วให้ใจหาย อุตส่าห์ถนอมความสาวมาตั้งยี่สิบแปดปี สุดท้ายมาเสียให้กับใครก็ไม่รู้
“บ้าบอที่สุด แต่เอาวะ หน้าตาดีลีลาเด็ด อภัยให้ก็ได้ เฮ้อ..” เอ่ยกับตัวเองแล้วอยากจะร้องไห้ แม้จะเจ็บปวดกับบทรักในครั้งแรก แต่ยอมรับว่าบุรุษที่นอนอยู่ข้างๆ ทำให้เธอได้รู้ซึ้งถึงรสรักอันซาบซ่าน รสชาติแห่งราคะที่กลมกล่อมเกินจะกล่าว เสียอยู่อย่างเดียว เธอไม่รู้แม้แต่ชื่อของเขา แต่ใครสนกันเล่า เธอไม่อยากรู้สักนิด และเธอควรจะไปจากที่นี่เสียที ก่อนที่เขาจะตื่นและเรื่องยุ่งยากจะตามมา
“เสื้อ? เสื้ออยู่ไหนวะ” ถามตัวเองแล้วย่องหาเสื้อผ้าที่ถูกถอดทิ้ง ทุกย่างก้าวที่เคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความเจ็บที่ใจกลางกายสาว ได้แต่กัดฟันแล้วแลหาสิ่งที่ควรจะเจอ เธอได้ชุดดำเจ้าปัญหามาถือไว้พร้อมกับเสื้อชั้นในแบบเกาะอก ทว่ากางเกงชั้นในนั้นยังหาไม่เจอ หันไปมองพ่อเทพบุตรสุดหล่อแล้วหัวใจจะวาย เขาครางอืออาราวกับรำคาญเสียงเดินของเธอ 
“อย่าเพิ่งตื่นเลยนะ ขอร้องล่ะ ฉันกำลังจะไปแล้วจริงๆ” ภาวนาด้วยเสียงกระซิบแล้วเร่งรีบสวมชุดโดยมิได้สวมชุดชั้นใน 
“อือ...บอกทีคนสวย ไม่ใช่จะหนีใช่ไหม”
เสียงอู้อี้ของบุรุษฉุดพริ้มเพราให้หันไปมอง หญิงสาวหน้าแดงซ่านเมื่อคนที่คิดว่าหลับกลับลุกขึ้นมานั่ง แผงอกขาวๆ ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามอะร้าอร่ามท่ามกลางแสงตะวันที่สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่าง
“เอ่อ...คือว่า...ฉัน เอ่อ...ฉันต้องรีบไปทำงาน และมันอาจจะสายถ้าฉันอยู่ต่อ” ตอบแล้วดึงชายเดรสสั้นให้มันคลุมสะโพกผาย แต่น่าเสียดายที่มันสั้นจนดึงลงมาไม่ได้แล้ว บุรุษหน้าขาวคมเลยได้ยลขาอ่อนเนียนๆ เต็มสองตา 
“จะทิ้งกันง่ายๆ เลยเหรอ อย่างน้อยให้ผมได้รู้จักชื่อของคุณหน่อยสิ แม่สาวพรหมจรรย์” เขาเอ่ยเหมือนล้อเพราะมีรอยยิ้มที่มุมปาก 
พริ้มเพราอายแทบแทรกแผ่นดินหนี แน่ล่ะ นี่มันปี 2018 นะ และเธอคงเป็นสาววัยยี่สิบแปดเพียงคนเดียวที่ยังครองพรหมจรรย์ อ้อ...ไม่สิ เธอไม่มีแล้วพรหมจรรย์นั่นน่ะ เขาพรากมันไปแล้ว ด้วยความยินยอมพร้อมใจของเธอเอง
“ฉันคิดว่าเราอย่ารู้จักกันเลยจะดีกว่า” หันมาเจรจากับเขาดีๆ อย่างน้อยการคุยกันด้วยเหตุผลก็เป็นส่วนหนึ่งของการคบกันแบบผู้ใหญ่ ถ้าวันนี้เธออยากให้ทุกอย่างจบที่นี่ เธอก็ควรใช้สติมากกว่าอารมณ์
“แต่ผมอยากรู้ ผมชื่อมาร์คิน และดีใจอย่างยิ่ง ที่ได้อยู่บนเตียงพร้อมกับคุณเมื่อคืน” เขาไม่ว่าเปล่าๆ แต่ลุกจากเตียงมาเผชิญหน้า
หญิงสาวอ้าปากค้าง ตัวชาแข็ง เขามิได้สวมอาภรณ์ใดๆ นอกจากชุดวันเกิด
“อ่า...เหรอคะ เอ่อ...ฉะ...ฉัน ฉันว่ามันน่าอายที่ผู้หญิงอายุยี่สิบแปดอย่างฉันยังไม่เคยนอนกับใครและ...”
คำพูดของพริ้มเพราหยุดชะงักเมื่อเขาขยับเข้ามาประชิดร่าง ดึงเธอเข้าไปแนบชิด จงใจให้ร่างเธอเบียดกับแผงอกอุ่นร้อน และบางสิ่งที่เบื้องล่างซึ่งร้อนยิ่งกว่าวางนาบเข้าที่หน้าท้องของเธอพอดิบพอดี...สถานการณ์ตอนนี้เริ่มไม่ปลอดภัยแล้ว 
“คุณดูไม่เหมือนคนอายุยี่สิบแปด และช่วยบอกผมทีที่รักว่าคุณชื่ออะไร” 
เขาไล้นิ้วหัวแม่มือร้อนๆ บนกลีบปากล่างของพริ้มเพรา คลึงมันเบาๆ แต่เร่งเร้าโลหิตในกายสาวให้เดือดพล่าน
“เอ่อ...ไม่ต้องรู้จะดีกว่านะ” พริ้มเพราบอก กลืนน้ำลายอย่างประหม่าเมื่อมืออีกข้างของเขาเลื่อนมาวางแหมะบนสะโพก ทั้งบีบขยำแรงๆ มิเพียงเท่านั้น เขายังดึงชุดสวยของเธอขึ้นมาถึงสะเอว แล้วลูบไล้บั้นท้ายเปล่าเปลือยของเธออย่างอาจหาญ
“ผิวคุณนุ่มเหลือเกิน”
“ไม่ค่ะ เราไม่ควรจะทำแบบนี้อีก เมื่อคืนฉันเมาและมันเป็นอุบัติเหตุ ฉันว่าพอแค่นี้จะดีกว่า อ๊ะ!” หลุดเสียงร้องอย่างตกใจเมื่อนิ้วร้อนๆ ของบุรุษแปลกหน้าเข้ารุกรานใจกลางบุปผาสวรรค์ เขาเหมือนซาตานร้ายที่รู้ทุกจุดสุดสยิวของอิสตรี เล้าโลมไม่นานคนที่ไม่เคยพบเจอรสราคะก็ตัวอ่อนระทวยเป็นขี้ผึ้งลนไฟ ยอมให้บุรุษรูปงามอุ้มขึ้นเตียงอีกครั้ง
“โอเค ฉันทำอีกครั้งก็ได้ แค่ครั้งเดียวนะมาร์คิน แค่ครั้งเดียว”
“จะไม่ลืมพระคุณเลยที่รัก หึๆ”
แล้วมาร์คินก็พาที่รักของเขาด่ำดิ่งสู่ห้วงแห่งราคะอีกครั้ง แม้ไร้หัวใจรักแต่สองร่างกลับสมัครสมานสามัคคี พากันเสพสมรสรักอย่างเร่าร้อน ฝากฝังรสเสน่หาราวกับว่าอยากให้อีกฝ่ายจดจำ...มิลืมเลือน

นาฬิกาบนข้อมือของพริ้มเพราบอกเวลาแปดโมงสามสิบเก้านาทีแล้ว แต่หญิงสาวเพิ่งจะก้าวออกมาจากลิฟต์โดยสาร เธอแทบจะวิ่งไปตามทางเดินที่ไร้ซึ่งผู้คน สองข้างทางที่เดินผ่านเต็มไปด้วยคอกกั้นที่มีพนักงานนั่งทำงานกันหน้าสลอน ยกเว้นตัวเธอเอง
“สิบนาทีแล้วอีพริ้ม!” ร้องบอกตัวเองแต่แทบจะเป็นเสียงกระซิบ เธอเดินเร็วๆ จนมาถึงห้องของเจ้านายคนใหม่ ไร้ร่างเลขาที่โต๊ะทำงานด้านซ้าย ในขณะที่ด้านขวามีชื่อของเธอตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนโต๊ะ ราวกับรอท่าเจ้าของที่สมควรมาทำงานตั้งแต่ตอนแปดโมงครึ่ง
ก๊อกๆๆ
พริ้มเพราเคาะประตูอย่างรีบเร่ง รออยู่ชั่วนาทีประตูก็ถูกเปิดออก สตรีวัยน่าจะเลยสี่สิบเป็นคนเปิดประตูให้ มาดอันคมกริบของอีกฝ่ายทำให้เธอรู้สึกคล้ายกำลังถูกเฉือนเนื้อออกไปทีละน้อย 
“สวัสดี คุณพริ้มเพรา รู้สึกว่าคุณจะมาช้าไปสิบนาทีนะ” สตรีร่างอวบอิ่มเอ่ยท้วงด้วยมาดประหนึ่งคุณครูระเบียบที่กำลังจ้องจับผิดเด็กนักเรียนในปกครอง 
พริ้มเพรายกมือไหว้ขออภัย เธอรู้จักมณีนุชตั้งแต่คราวที่เข้ารับการสอบสัมภาษณ์แล้ว มณีนุชเป็นเลขาบอสใหญ่ ในขณะที่เธอต้องเข้ามารับตำแหน่งผู้ช่วยของมณีนุชอีกที
“ขอโทษจริงๆ ค่ะ ฉันวิ่งมาตาเหลือกแล้วค่ะพี่” 
มณีนุชถลึงตาใส่พริ้มเพรา ก็คำพูดคำจาเจ้าหล่อนชวนให้เอามะเหงกลงหัวเสียจริง
“ถ้าคราวหน้ามาสายอีก เธอจะถูกหักเงินเดือน” มณีนุชคาดโทษ พาพริ้มเพราไปพบกับคนที่นั่งอยู่หลังเก้าอี้ตัวใหญ่ 
พริ้มเพราตามไปเงียบๆ หัวใจเต้นตึกๆ ด้วยตื่นเต้นนักหนา บอสใหญ่นั่งอยู่ตรงนั้น หันเก้าอี้ออกไปชมวิวนอกกระจก และก่อนที่เธอจะได้หัวใจวายตายเพราะความตื่นเต้น คนที่นั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานก็หมุนเก้าอี้กลับมา 
“ฉิบหายแล้วอีพริ้ม!!!” พริ้มเพราร้องออกมาดังๆ ตาจ้องอยู่ที่ใบหน้าของบอสใหญ่สลับกับป้ายชื่อของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะ
‘มาร์คิน มนวรรธน์’
“อะแฮ่ม...รักษามารยาทด้วย พริ้มเพรา” มณีนุชปรามพริ้มเพราอยู่เนืองๆ แต่อีกฝ่ายมัวแต่อึ้งจนไม่ทันได้ใส่ใจ กระทั่งบอสใหญ่ยอมเปิดปาก
“คุณมาสายสิบนาทีในวันแรกของการทำงานกับผม มันเป็นสิ่งที่แย่มาก ความจริงแล้วเราสามารถพิจารณาเอาคุณออกได้ คุณมีข้อแก้ต่างไหมครับคุณพริ้มเพรา”
เสียงทุ้มของบุรุษมาดดี หน้าตาหล่อเหลาราวเทพบุตรฉุดพริ้มเพราออกมาจากอาการอึ้ง เขาทำราวกับว่าไม่เคยรู้จักเธอทั้งที่เพิ่งห่างกันไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ
“มีแน่ เพราะใครล่ะที่ทำฉันให้ฉันมาสาย ถ้าไม่ใช่เพราะ...”
“อะแฮ่ม!” มณีนุชกระแอมอีก พริ้มเพราสะกดคำว่ามารยาทไม่เป็นหรือ
“อ่า...ขอโทษค่ะพี่ ฉันมาสายจริงๆ และขอโทษที่ไร้มารยาทกับบอสด้วยค่ะ” 
พริ้มเพรารีบยกมือไหว้มณีนุช ทำใจอยู่สามวิเรื่องบอสใหญ่ แล้วรีบหันมายกมือไหว้เขาบ้าง ถ้าเขาจะทำเป็นว่าจำเธอไม่ได้ก็ดีเหมือนกัน เธอจะได้ตัดหน้าหล่อๆ ออกไปจากห้วงคำนึง ตัดรสรักอันแสนรัญจวนออกไปจากความทรงจำเสียด้วย
“อานุชออกไปก่อน ผมมีเรื่องจะคุยกับคุณพริ้มเพราตามลำพัง” 
มาร์คินเอ่ยกับเลขาที่มีศักดิ์เป็นอาของตัวเอง เขาคือบอสใหญ่วัยสามสิบสองปี ผู้กุมบังเหียน มนวรรธน์ บริษัทส่งออกสิ่งทออันดับต้นๆ ของเมืองไทย บริษัทมนวรรธน์มิได้ทำเพียงส่งออกสิ่งทอ แต่ยังครอบคลุมธุรกิจแฟชั่นเช่นเสื้อผ้า กระเป๋า และอื่นๆ อีกมากมาย
มณีนุชออกไปจากห้องตามคำสั่งของบอสใหญ่ พริ้มเพราหน้าเง้าหน้างอ อยากกระชากหัวบอสมาเขย่าให้สาแก่ใจนัก
“คุณควรจะมาให้ทันเวลาทำงาน” เขาว่า
“ฉันมาทันแน่ๆ ถ้าไม่มีใครถ่วงเวลา” เธอเถียง พวงแก้มขึ้นสีแดงระเรื่อเมื่อเห็นหน้าคนที่กกกอดเธออยู่เมื่อคืน
เขายิ้มเจ้าเล่ห์ ลุกออกมาจากเก้าอี้แล้วเดินมาหาพริ้มเพรา หญิงสาวก้าวถอยหลัง เพื่อให้ห่างจากชายหนุ่ม กลิ่นกายเขายังตามมาหลอกหลอนเธอ ยามได้ใกล้ชิดยิ่งชวนให้คิดถึงเรื่องอย่างว่า
“เราควรต้องเก็บเรื่องเมื่อคืนไว้เป็นความลับ เพื่อจะได้ไม่เสียการปกครอง หรือคุณอยากเปลี่ยนตำแหน่ง”
“จากอะไรเป็นอะไรละคะ” เธอย้อน นึกหมั่นไส้สายตาเจ้าเล่ห์ของบอสนัก
“จากผู้ช่วยเลขาเป็น...นางบำเรอ”
เผียะ!
เสียงตบดังๆ ไม่เท่าความเจ็บแสบที่ซีกแก้มขาว มาร์คินยกมือกุมแก้มข้างที่โดนตบ จ้องหน้าพริ้มเพราราวอยากจะฆ่า ทว่ามันก็เพียงแวบเดียว เพราะหยดน้ำใสที่คลออยู่ในนั้นทำให้ใจเขาอ่อนยวบประหนึ่งขี้ผึ้งถูกไฟลน
“เราไม่เคยรู้จักกันค่ะบอส และฉันจะลืมเรื่องเมื่อนาทีก่อนไปเสีย ถ้าบอสจะกรุณาและช่วยมอบหมายงานให้ฉันได้ทำ ในฐานะผู้ช่วยเลขาค่ะ” 
พริ้มเพรากัดฟันพูดออกไป พยายามบังคับน้ำตาใต้แว่นเลนส์ใสมิให้มันไหลหยด เมื่อคืนนี้และเมื่อเช้า ความสัมพันธ์ที่เธอมีต่อเขามันเต็มไปด้วยความเร่าร้อน เขาเหมือนเทพบุตรผู้ช่ำชอง ส่วนเธอเหมือนกวางน้อยผู้โง่เขลาที่พร้อมจะยอมให้เขาล่าได้เต็มที่
มาร์คินขบกรามดังกรอดๆ ไม่รู้ว่าโกรธหรือไม่พอใจกับแววตาของพริ้มเพรากันแน่ แววตาที่เจ็บปวดขมขื่นนั้นมันกำลังกัดกินหัวใจเขา เจ็บแสบยิ่งกว่าแรงตบจากฝ่ามือน้อยเสียอีก
“บ่ายนี้มีประชุม คุณ...ไม่ต้องเข้า อานุชจะเข้าร่วมประชุมแค่คนเดียว คุณไปนั่งที่หน้าห้อง รอรับโทรศัพท์ ถ้าเป็นลูกค้าให้โอนสายมา ถ้าไม่ใช่บอกไปว่าผมไม่ว่างกำลังประชุม”
“แล้วฉันจะรู้ได้ยังไงว่าใครเป็นลูกค้าหรือไม่เป็น” ถามอย่างข่มความโกรธ เธอทำงานที่นี่วันแรกนะ ห้องน้ำอยู่ไหนยังไม่รู้เลย
“นั่นเป็นปัญหาที่คุณต้องแก้ไม่ใช่ผม พรุ่งนี้มาให้ทันเวลา อ้อ...ออกไปซื้อกาแฟร้านตรงข้ามมาให้ด้วย อเมริกาโน่น้ำตาลนิดเดียว ขอกาแฟก่อนเก้าโมง เข้าใจหรือยัง”
“ค่ะ แล้วค่ากาแฟ?”
“ไปเอาเลย เราจ่ายเขาเป็นรายเดือน เขารู้” มาร์คินอธิบาย
พริ้มเพราพ่นลมหายใจแรงๆ รู้สึกดีขึ้นมาเล็กน้อย เพราะเธอยังรู้ว่าตัวเองทำหน้าที่อะไรในบริษัทนี้ ที่แน่ๆ ไม่ใช่ตำแหน่งนางบำเรอของเขาอย่างเด็ดขาด
“ค่ะ เข้าใจแล้วค่ะ ฉันออกไปได้หรือยังคะ” ถามเขาแล้วจ้องลึกเข้าไปในดวงตา มาร์คินเป็นบุรุษผู้หล่อเหลาที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา เขารูปงามอย่างบุรุษเลือดผสม ตัวสูง ผิวขาว หน้าคล้ายคนยุโรป เขาเป็นลูกครึ่งแน่ๆ แต่พูดภาษาไทยชัดแจ๋วเชียว และที่สำคัญ เขามันร้ายกาจ!
“ได้ อ้อ...ผมมีของจะให้” เขาว่าแล้วล้วงเอาบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง 
พริ้มเพราอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกโต อีตาเจ้านายจอมร้ายกาจเอากางเกงชั้นในของเธอใส่กระเป๋ากางเกงมาทำงานด้วย มันน่าจับทุ่มให้ซี่โครงหักนัก
“พอดีคุณลืม หรือบางที...อาจจะจงใจลืม” เขาว่าแล้วยิ้มยั่ว 
พริ้มเพราดึงเอากางเกงตัวจ้อยมาไว้ในมือ หน้านิ่วคิ้วชนกัน ริมฝีปากงามเม้มแน่นราวกับว่าหากเผลอให้มันแยกออกจากกัน จะปลดปล่อยเสียงด่าออกมาให้ระคายหูคนฟัง
“ขอบคุณ”
“ด้วยความยินดี คราวหน้าขอเร้าใจแบบลายเสือนะ สีดำเบื่อแล้ว หึๆ”
“บอส!?”
“อ้อ...พรุ่งนี้ไม่เอาแว่นคุณป้านะ เห็นแล้วขัดลูกตา” เขาชี้ใส่แว่นของหล่อน
“อย่าก้าวก่ายสิทธิส่วนบุคคลของฉันสิคะ” เธอเถียงพลางขยับขาแว่นเล็กน้อย
“แต่ผมไม่ชอบ มันไม่สวย ใส่คอนแทคเลนส์ดีกว่าเยอะ”
“สวยไม่สวยก็เรื่องของฉันค่ะ มาทำงานนะคะ ไม่ได้มาอ่อย”
มาร์คินอมยิ้ม ยอมก็ได้ ยอมแล้วคนสวย
“โอเคครับคุณพริ้มเพรา ออกไปได้แล้ว ขอกาแฟก่อนเก้าโมงด้วยนะ” 
เขาบอกเหมือนก่อนหน้านี้ไม่เคยกวนประสาทสาวเจ้า พริ้มเพราได้แต่เดินฮึดฮัดขัดใจออกไปจากห้อง และเพียงแค่หย่อนก้นลงไปบนเก้าอี้ โทรศัพท์สามเครื่องที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้นพร้อมๆ กัน 
กริ๊ง! กริ๊ง! กริ๊ง!
“ตายแน่อีพริ้ม!”

อาคารมนวรรธน์เป็นอาคารสูงสิบชั้น สีขาวล้วน ตั้งอยู่ใจกลางเมืองกรุงฯ ห้อมล้อมด้วยตึกรามบ้านช่องอีกนับร้อยนับพัน หลายๆ คนใฝ่ฝันอยากมาทำงานที่นี่ พริ้มเพราก็เช่นกัน ไม่ใช่แค่ความใหญ่โตของบริษัท แต่มันคือความมั่นคง และที่สำคัญ เธอชื่นชอบผ้าไหมอันเป็นสิ่งทอหลักๆ ของที่นี่ 
แปดโมงสี่สิบนาทีพอดีตอนที่พริ้มเพราลงไปสั่งกาแฟที่ร้านตรงข้ามบริษัท เข้าแถวรอเป็นชาติเพราะขนาดสายแล้วคนก็ยังแน่นร้าน เธอไม่เข้าใจว่ากาแฟสดอร่อยกว่ากาแฟผงตรงไหน เพราะชงออกมาแล้วก็ขมเหมือนกัน แต่ก็นั่นล่ะ มันเป็นคำสั่งและเธอต้องทำตามอย่างไม่มีข้อแม้ 
เมื่อได้กาแฟตามต้องการพริ้มเพราก็ข้ามถนนกลับมายังบริษัท แทบจะวิ่งก็ว่าได้เพราะเวลานี้ใกล้ถึงเส้นตายของเธอเต็มที รู้สึกเหมือนความเจ็บปวดวิ่งวนไปทั่วร่างโดยเฉพาะส่วนอันบอบบางที่อยู่ระหว่างขา วันนี้เธอควรได้นอนอยู่บนเตียง ร้องไห้คร่ำครวญให้กับพรหมจรรย์ที่เพิ่งเสียไป แต่กลับต้องมาทำงาน และกำลังวิ่งข้ามถนนไปมาเพื่อซื้อกาแฟให้เจ้านาย
“อีกห้านาที!” แม่สาวแว่นโตอยากกรีดร้อง รีบพากาแฟของบอสใหญ่ขึ้นไปส่งที่ชั้นสูงสุดของบริษัท มณีนุชยังง่วนอยู่กับเอกสารและโทรศัพท์มือถือตอนที่พริ้มเพรามาถึง เธอเคาะประตูส่งสัญญาณ ต้องรีบหลับตาลงเมื่ออาการเหนื่อยทำเอาหน้ามืด
แอ๊ด...
พริ้มเพราผลักประตูเข้าไป 
“เกือบไม่ทัน แต่ก็ทัน ให้อภัยก็ได้” มาร์คินเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร ยังมีแฟ้มหนาๆ ที่เป็นลายผ้าไหมลายใหม่ที่ส่งมาให้เขาอนุมัติเพื่อจะได้เข้าสู่กระบวนการการทอ
พริ้มเพรากลืนน้ำลายหนืดๆ กะพริบตาปริบๆ เพราะรู้สึกตาลาย อากาศในกายก็ร้อนขึ้นอย่างปัจจุบันทันด่วน เธอเอากาแฟไปวางบนโต๊ะ อยากจะเดินออกมาจากตรงนั้นเมื่อหมดหน้าที่ แต่ว่าสังขารไม่อำนวย สองขามันอ่อนและพาร่างทั้งร่างทรุดลงไปกองกับพื้น
“พริ้มเพรา!” มาร์คินแทบกระโดดออกมาจากโต๊ะทำงาน เขารีบมาดูอาการของพริ้มเพรา อุ้มหล่อนไปนอนบนโซฟาตัวยาวที่มีอยู่เพียงหนึ่งตัวในห้องนี้ สีดำของมันช่างตัดกับแก้มขาวๆ ของพริ้มเพราเหลือเกิน
“พริ้มเพรา...พริ้ม...” เขาพยายามเรียกชื่อ ทั้งยังตบแก้มเบาๆ ให้หล่อนรู้สึกตัว ผิวหล่อนอุ่นจัดชัดเจน
“บอส...” พริ้มเพราครางอืออา ขยับลุกนั่งด้วยรู้ว่าไม่เหมาะที่มานอนอยู่ในห้องทำงานเขาอย่างนี้
“ลุกขึ้นมาทำไม นอนลงไปเดี๋ยวนี้” เขาสั่งแต่อีกฝ่ายส่ายหน้า
“ฉันดีขึ้นแล้วล่ะ แค่เอ่อ...รู้สึกเหมือนจะเป็นไข้” บอกเขาแล้วยกมือกอดอก รู้สึกหนาวขึ้นมาดื้อๆ 
“คงไม่ใช่แค่รู้สึก คุณเป็นไข้จริงๆ” 
เขาว่าแล้วถอดสูทมาห่มให้พริ้มเพราอีก หญิงสาวอยากจะปฏิเสธ แต่หนาวเกินกว่าจะทนไหว มาร์คินยังจัดแจงหายาแก้ปวดลดไข้ให้ด้วย 
หญิงสาวมองเขาอย่างงงๆ ความเอื้ออาทรเขาไม่ต้องมอบมันให้เธอก็ได้ เธอก็เป็นแค่ผู้ช่วยเลขา ไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
“ทำงานไหวไหม” 
บอสเอียงคอรอคำตอบ พริ้มเพรากะพริบตาปริบๆ จะเข้ามาถามใกล้อะไรปานนี้ ถามอยู่ห่างๆ ก็ได้ ดูตาเขาสิเป็นประกายเชียว ริมฝีปากก็ด้วย แดงเรื่อน่าจูบแรงๆ ให้ชื่นใจ
“ค่ะ คิดว่าไหว ขอบคุณค่ะบอส” บอกเขาแล้วรีบลุกจากมาอย่างขัดเขิน เธอคิดบ้าๆ แบบนั้นได้อย่างไรในสถานการณ์นี้
พริ้มเพราออกมาจากห้องของบอสใหญ่พร้อมกับสูทตัวหนาที่ยังปกคลุมหัวไหล่ แน่นอนว่ามันเตะตามณีนุชตั้งแต่แรกเห็น สตรีวัยเลยขบเผาะเลยได้จ้องสูทตัวนั้นเขม็ง
“เอ่อ...ฉันเหมือนจะเป็นไข้น่ะ บอสเลยให้ยืมเสื้อ ฉันหนาวค่ะพี่นุช” 
พริ้มเพรารีบแก้ต่าง มณีนุชมองลอดแว่นสายตาอย่างใคร่รู้
“บอสมาร์นี่ใจดีจริง ผู้ช่วยเลขาคนเก่าแทบจะลากเสาน้ำเกลือมาทำงาน เขายังไม่ยอมให้หยุด จนแม่หนูนั่นต้องลาออก แต่กับเธอนี่สิ...” 
พริ้มเพรายิ้มแห้งๆ ให้กับการตั้งข้อสังเกตของมณีนุช ก็แหม จะให้บอกได้อย่างอย่างไรว่าเมื่อคืนพวกเธอเพิ่งมีสัมพันธ์ลึกซึ้งแนบแน่นเสียยิ่งกว่าแน่นกันมา
“บอสใจดีค่ะ หล่อด้วย แหะๆ” หัวเราะแก้เก้อแล้วพาตัวเองไปนั่งหลังโต๊ะทำงาน มีเอกสารสองสามแฟ้มกางรอเธออยู่
“เรียกฉันว่าอานุชเหมือนบอสมาร์ก็ได้” มณีนุชว่า มองสตรีตรงหน้าแล้วเริ่มสงสัยใคร่รู้ อีกอย่าง...ให้คนที่อายุน้อยกว่าหลานชายมาเรียกพี่ๆ ก็กระไรอยู่
“คะ?” 
มณีนุชไม่ได้เอ่ยทวนสิ่งที่เอ่ยออกไปแล้ว เพราะมั่นใจว่าพริ้มเพราได้ยินทุกคำ
“นั่นงานของเธอ อ่านทวนอย่าให้มีคำผิด แล้วค่อยเอาเข้าไปให้บอสเซ็น” 
พริ้มเพรารับคำ เธอเพิ่งรู้ว่าเขามีชื่อเล่นว่ามาร์ และดูเหมือนว่าอาหลานคู่นี้จะสนิทกันไม่น้อย แม้ว่าอยู่ในทำงานก็ยังเรียกกันว่าอากับหลาน โดยไม่กลัวว่าจะเสียการปกครอง
เลขาคนใหม่ทำงานต่ออย่างตั้งใจ เอาเอกสารไปให้มาร์คินเซ็นแล้วรีบกลับออกมา อาการไข้ที่รุมเร้าเริ่มหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มจะทนไม่ไหว ยิ่งในตอนที่มณีนุชไม่อยู่และเธอต้องวิ่งวุ่นรับโทรศัพท์จากสองโต๊ะทำงานที่ตั้งอยู่ตรงข้ามกัน 
พริ้มเพรารับโทรศัพท์คุยธุระแล้วจดโน้ตไว้ให้มณีนุช ก่อนจะวิ่งมาที่โต๊ะของตัวเอง เมื่อเสียงอินเตอร์คอมดังขึ้น นี่เธอทำงานวันแรกใช่ไหม!
“พริ้มเพรา ขอน้ำเย็นแก้วหนึ่ง อย่าเกินสองนาที”
“ค่ะบอส” พริ้มเพรากดอินเตอร์คอมแล้วขานรับ เธอลุกจากโต๊ะทำงานเพื่อหาน้ำเย็นเข้าไปให้เขา ยิ่งใกล้เวลาเที่ยง ก็ยิ่งรู้สึกเหมือนว่าร่างกายอ่อนล้าเต็มที
*****
“พริ้มเพรา สั่งสเต็กเนื้อที่ร้านเลอบลองให้ด้วย ไม่ต้องสุกมาก ผักเคียงไม่ต้องลวกขอสดๆ”
“ค่ะบอส”
*****
“พริ้มเพรา ขอรายงานการประชุมคราวที่แล้ว”
“ค่ะบอส”
*****
“พริ้มเพรา ตามสูทที่ส่งซักคราวที่แล้วให้ด้วย เขาส่งมาไม่ครบ มีนามบัตรร้านอยู่ที่โต๊ะอานุช”
“ค่ะ! บอส!”
ก่อนเที่ยงวันนั้น พริ้มเพรายังได้เอ่ยคำว่า ‘ค่ะบอส’ ไปอีกหลายครั้งหลายหน กว่าจะได้เวลาพักก็ทำเอาหมดแรงข้าวต้ม เนื้อตัวที่รุมๆ บัดนี้ร้อนจัดจนแม้แต่ตัวเองยังรู้สึก มณีนุชยังไม่กลับเข้ามา เธอได้ยินว่ามาร์คินสั่งให้มณีนุชไปพบลูกค้าแทนในขณะที่เขายังเคลียร์งานเอกสารไม่เสร็จ
พริ้มเพราลุกไปเอาอาหารใส่จานให้เขา เมื่อคนที่ร้านอาหารเอาอาหารมาส่ง เธอจัดวางทุกอย่างลงบนถาดสีน้ำตาลเข้ม ก่อนจะพาเข้าไปในห้องที่เดินเข้าออกเป็นรอบที่ร้อย
“ขอบคุณมาก คุณไปพักเถอะ” เขาว่าโดยไม่เงยหน้าขึ้นจากแฟ้มงาน 
“ฉันพักได้แล้วจริงๆ หรือคะ”
“อาฮะ” เขารับคำ 
พริ้มเพราถอนหายใจเบาๆ แล้วก้าวออกจากห้อง แต่เธอไม่ได้ไปไหน กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง นั่งลงไปบนเก้าอี้แล้วฟุบหน้าลงไปกับแฟ้มงานที่กางค้างอยู่ ก่อนจะสลบเหมือด หมดแรง และไข้ขึ้น
มาร์คินผู้ไม่รู้เรื่องราว นั่งทำงานอยู่สักพักก็ลุกมาจัดการกับมื้อเที่ยงแสนอร่อย มันถูกส่งลงท้องผ่านริมฝีปากสีชาดระเรื่อ ทว่าเมื่อกินอิ่มแล้วกดอินเตอร์คอมเพื่อเรียกพริ้มเพราให้มาเก็บสำรับ กลับได้พบเพียงความเงียบงัน เขาออกมาดู และได้พบว่าพริ้มเพราหลับคาโต๊ะทำงานไปเสียแล้ว ลองแตะแขนให้หล่อนรู้ตัว ทว่าไอร้อนที่แผ่ออกมาทำเอาเขาตื่นตะลึง
“บ้าจริง พริ้มเพรา!”

ณ โรงพยาบาล สองชั่วโมงให้หลัง
คนป่วยลืมตาขึ้นมาช้าๆ มึนงงไม่น้อยเมื่อพบว่าตัวเองมิได้อยู่ที่ที่ทำงาน เสียงฝีเท้าคนแว่วเข้าหู เธอหันไปตามเสียงนั้น แลเห็นร่างสูงของมาร์คินกำลังยืนคุยโทรศัพท์ 
“ครับอานุช ยกเลิกประชุมตลอดทั้งบ่ายนี้ครับ ผมคงไม่เข้าไปอีก ครับ...ธุระด่วนจริงๆ พริ้มเพราอยู่กับผม ยังไงอานุชช่วยเข้าไปเคลียร์เอกสารบนโต๊ะให้ผมด้วย ผมพิจารณาและเซ็นแล้ว แจกจ่ายให้กับหัวหน้าฝ่ายไปดำเนินการได้เลย ครับๆ สวัสดีครับ”
“ฉันคงไม่ใช่ธุระด่วนของคุณใช่ไหมคะ” พริ้มเพราพยายามลุกขึ้นนั่ง มีสายน้ำเกลือห้อยร้อยหลังมืออยู่
“บังเอิญใช่ล่ะที่รัก ไหนดูซิ ไข้ลดหรือยัง” ไม่ว่าเปล่าๆ แต่เดินมาหาแล้ววางมือบนหน้าผากคนป่วย พริ้มเพราหน้าแดงซ่าน ยอมรับว่าแพ้ความอ่อนโยนของพวกผู้ชาย
“ฉันไม่ได้ชื่อที่รัก ฉันชื่อพริ้ม” บอกเขาชัดๆ ยกมือข้างหนึ่งคลึงขมับเมื่อมันปวดตุบๆ
บอสมาร์ไม่ใส่ใจ ใครเคยอยู่บนเตียงเขา เขาก็เรียกที่รักหมดนั่นแหละ 
“ขอโทษที่ทำให้คุณต้องเป็นไข้”
“ไม่ใช่เพราะคุณสักหน่อย ฉันก็เป็นไข้ไปเรื่อย เมื่อคืนดื่มหนักน่ะ เมาค้างด้วย” เธอสารภาพ หันไปมองน้ำเกลือกระปุกน้อยก็เห็นว่าอีกนานกว่าจะหมด
“คุณเป็นผู้หญิงที่แปลกนะ คุณน่าจะเรียกร้องอะไรจากผมบ้าง เรื่องเมื่อคืน”
“โอ...ไม่ล่ะ มันเป็นอุบัติเหตุ และเอ่อ...มันก็โอเค ฉันปลื้มคุณนะ แต่จะเลิกปลื้มก็ตรงที่คุณดันมาเป็นเจ้านายฉันนี่แหละ”
“ผมขอโทษอีกทีเรื่องเมื่อเช้า ที่ดูถูกคุณ”
“ช่างเถอะ ฉันง่ายเองนี่นา ไม่แปลกที่คุณจะอยากยื่นข้อเสนอ แต่ขอร้องว่าอย่าพูดแบบนั้นอีก ฉันอยากทำงานอย่างสงบ ฉันรักงานนี้นะ ถึงจะหัวหมุนไปบ้างก็เถอะ”
“งานผู้ช่วยอานุชหนักพอสมควร คุณอาจเป็นยิ่งกว่าทาส เพราะเรื่องบางเรื่องผมใช้อานุชไม่ได้ อานุชเป็นน้องสาวของพ่อผม คุณคงเข้าใจ”
“ค่ะ ฉันรู้ และรู้ด้วยว่าทำไมเงินเดือนฉันมันถึงเยอะจัง”
“ใช้งานหนักก็ต้องจ้างให้คุ้มไม่ใช่เหรอ ผมใช้ผู้ช่วยเลขาเปลืองมาก น่าจะสามเดือนต่อคน ไม่มีใครทนได้น่ะ หึๆๆ” 
เขาว่าแล้วยิ้มเก๋ พริ้มเพรามองตาค้าง นึกอยากลุกจากเตียงไปกอดคอหอมแก้มสักฟอดสองฟอด ทว่าทำได้เพียงกวาดตามองรอบๆ ห้อง มันหรูหรายิ่งกว่าโรงแรมที่เธอเคยไปพักตอนเที่ยวต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ เสียอีก
“ฉันไม่เคยมาที่นี่ มันหรูไป คุณน่าจะพาฉันไปโรงพยาบาลอื่น”
“ผมจ่ายเอง ไถ่โทษที่ทำให้คุณเป็นไข้”
“คุณไม่ได้ทำอะไร” เธอยังเถียง ไม่อยากให้เป็นบุญคุณกันมากนัก ยิ่งเขาเข้ามาใกล้ มาคอยวุ่นวายกับชีวิต เธอยิ่งรู้สึกเหมือนมีบ่วงคล้องคอ
“ผมทำสิ ทำหลายท่าด้วย หึๆ” 
พริ้มเพราถลึงตาใส่ จะพูดขึ้นมาอีกทำไม อุตส่าห์ทำเป็นลืมไปแล้วนะ
“มันจะไม่เกิดขึ้นอีก เราทำงานด้วยกัน ฉันคิดว่าเรื่องแบบนี้มันละเอียดอ่อนเกินกว่าจะสามารถแยกแยะการเป็นเจ้านายลูกน้องได้ เราควรหยุดมันไว้แค่เมื่อเช้า” เธอแจ้งสิ่งที่ต้องการ
“แต่ผมยังต้องการคุณ”
“ฉันเชื่อว่าคุณสามารถหาผู้หญิงมาควงได้โดยที่ไม่ต้องเหนื่อยจีบด้วยซ้ำ เอาล่ะ ฉันคิดว่าฉันพูดมาก ฉันเหนื่อยจัง” ว่าแล้วเอนกายลงนอน มีมาร์คินช่วยประคองไม่ห่าง
“คุณมีคนรักไหม”
คำถามของมาร์คินทำเอาคนฟังน้ำตารื้น มีสิ มีจนถึงเมื่อคืนนี้ ตอนที่เธอรู้ว่าพัชญะนอกใจ “เคยมี แต่เลิกกันแล้วเมื่อวาน ฉันไม่ยอมมีเซ็กซ์กับเขา เขาเลย...ไปมีกับคนอื่นน่ะ”
“โอ...มันเลวร้ายที่สุด”
“ไม่หรอก เพราะสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือฉันนอนกับคุณเมื่อคืน ทั้งที่ไม่รู้จักคุณเลย”
“แต่คุณมีความสุขใช่ไหม” 
เขาถามแล้วอมยิ้ม พริ้มเพราอมยิ้มด้วย อยากปฏิเสธให้ดูดี แต่ใจมันละอาย
“ฉันอยากนอนแล้ว”
“ก็นอนสิ ผมจะนั่งเป็นเพื่อน”
“คุณไม่ต้องทำแบบนี้ มันจะดีเกินเจ้านายลูกน้องแล้วนะ” ประชดน้อยๆ แล้วยิ้มกลบเกลื่อน
มาร์คินนิ่วหน้า “ผมไม่ได้ทำเพราะคุณเป็นลูกน้อง แต่ทุกอย่างที่ทำอยู่ เพราะคุณคือคนที่ผมนอนด้วยเมื่อคืน” เขาว่า
พริ้มเพราเบ้ปาก “เหมือนจะดี แต่ไม่ดีเท่าไหร่”
เขายักไหล่ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของคนบนเตียง
“หายไวๆ นะ อย่าป่วยแบบนี้เลย ขอร้องล่ะ”
หัวใจของพริ้มเพราเต้นแรง นั่นคือความห่วงใช่ไหม ทำไม่ได้รับแล้วรู้สึกดีอย่างนี้ จะดีแค่ไหน หากดวงตาคู่นั้นมีไว้มองแค่เธอ หากริมฝีปากคมๆ มีไว้จุมพิตแค่เธอ แค่เธอเพียงผู้เดียว

********* 




หน้าเพจ เฟสบุ๊ค อัญจรี น้ำจันทร์ สิมันตรา 
 
ทางอีเมล An_jung2011@hotmail.com

ทางโทรศัพท์ 0818322579 ,   

ทางline id lilly_valalee



****นิยายที่พร้อมส่ง จัดส่งนิยายทุกวัน จ - ศ นักเขียนส่งเอง ได้รับของแน่นอน
 

 นิยายที่เป็นซีรีส์ สามารถแยกอ่านได้ทุกเล่ม เนื้อหาเป็นส่วน อ่านแยกเล่มก็เข้าใจจ้า

สั่งหลายเล่มมีส่วนลด และของแถมจ้า

ชายาอสูร 230 /260 

สัมผัสรักมัจจุราช ส่งลงทะเบียน 330 EMS 360 เหลือ 1 เล่ม

พระจันทร์สองใจ ส่งลงทะเบียน 330 ส่ง EMS 360

เพลิงรักเหมันต์ ส่งลงทะเบียน 330 ส่ง EMS 360 

หัวใจใกล้เกินเอื้อม ส่งลงทะเบียน 330 EMS 350 

รอยจูบจอมมาร ส่งลงทะเบียน 340 EMS 370 


ซีรีส์ นางบำเรอ

1 ก่อนจะเป็นนางบำเรอ (แถมฟรี ไม่ขาย)

2 นางบำเรอตีทะเบียน ส่งลงทะเบียน 330 EMS 360 

3 ตราบาปนางบำเรอ ส่งลงทะเบียน 300 EMS 330



ซีรี่ส์แรงรักทั้ง 4 เล่ม ได้แก่ 

1 แรงรักทวงแค้น ส่งลงทะเบียน 240 EMS 270 

2 แรงรักซ่อนปรารถนา ลงทะเบียน 240 EMS 270 

3 แรงรักยั่วพิศวาส ส่งลงทะเบียน 240 EMS 270

4 ภรรยาชั่วราตรี ส่งลงทะเบียน 330 EMS 355  หมด

 


EBOOK กดเลยจ้า

หยดน้ำตาของเทพธิดาชั้นล่าง #โหลดฟรีจ้า #นิยายจีน





ต้องการนิยายเรื่องไหน รบกวนดูรายละเอียดที่ท้ายบทความจ้า







บุหงาราคี
อัญจรี
www.mebmarket.com
เพราะความเมาทำให้เขาเผลอกาย เพราะรักมากมายทำให้เธอเสียตัว ***** ในค่ำคืนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งราคะและวิสกี้ หม่อมหลวงเปรมินทร์ ได้ลิ้มรสความสดสาวของ...
 

 
จุมพิตอัคคี
อัญจรี
www.mebmarket.com
*นิยายเคยออกเล่มกับสำนักพิมพ์ทัช ชื่อเรื่องนี้ นามปากกา น้ำจันทร์ ค่ะ * หากเขามา ด้วยจิต คิดไม่ซื่อ เธอนั้นหรือ จะใช้มารยา เข้าล่อชาย กระชากฉุด หัว...



หัวใจใกล้เกินเอื้อม (พิมพ์ครั้งที่ 2)
อัญจรี
www.mebmarket.com
ในบ้านเอวะโยธิน เมธาวีคือกาฝากผู้น่าสงสาร แต่ไม่ใช่สำหรับธีรภัทร เขาเกลียดชังหล่อนตั้งแต่แรกเห็น เกลียดที่หล่อนมาแย่งทุกอย่างไปจากเขา แย่งแม้แต่กระทั...

 

 

 

รอยจูบจอมมาร
อัญจรี
www.mebmarket.com
“มินัญญา! เธอกำลังปั่นหัวพี่เล่นใช่ไหมฮะ! ที่ผ่านมาเธอแค่หลอกใช้พี่ใช่หรือเปล่า” “ปล่อยนะพี่กันย์ จะบ้าหรือไงฮะ! ปล่อย!” ...




  


ภรรยาชั่วราตรี

อัญจรี

www.mebmarket.com

ภรรยาชั่วราตรี มีสามีเพียงค่อนคืน รุ่งเช้าพอฟื้นตื่น เขาก็ลืมว่าเคยมี ยอมทนด้วยหัวใจ ได้พลีให้เขาย่ำยี ร่างกายมีราคี เพราะสามีไร้หัวใจ...



 

 

เผด็จศึกซาตาน

อัญจรี

www.mebmarket.com

ชายหนุ่มค่อยๆ ไล้หลังมือไปตามวงหน้าเรียวขาวซ้ายทีขวาทีอย่างต้องการปลุกอารมณ์อันน่าพิศวงให้เกิดขึ้นอีกครั้ง และเขาคิดว่าทำมันสำเร็จ เพราะตอนนี้เสื้อผ้า...

 

 

 

เพลย์บอยร้อยรัก

อัญจรี (น้ำจันทร์)

www.mebmarket.com

เขาคือมาเฟียค้าอาวุธ เขาฉุดผู้หญิงขึ้นเตียงด้วยความหล่อเหลา เขาคือเพลย์บอยผู้เร่าร้อนเกินคาดเดา แต่สุดท้ายเขาก็หยุดอยู่แทบเท้าเธอ **** หนึ่งในซีร...

 

 

 

แรงรักยั่วพิศวาส

อัญจรี

www.mebmarket.com

มีนาเดือดดาลอย่างที่สุดเมื่อถูกอัจฉราโป้ปดว่าเขาฉุดคร่าพรหมจรรย์ของหล่อน เขาอยากปฏิเสธเพราะจำอะไรไม่ได้แต่ดันมีภาพถ่ายมัดตัวแน่นหนา เขาโมโหจัดจึงได้ห...

 

 

 

แรงรักซ่อนปรารถนา

อัญจรี

www.mebmarket.com

เมื่อความสัมพันธ์ทางกายเกิดขึ้นเพราะแรงปรารถนา หาใช่ ความรัก ดังนั้น การรับผิดชอบด้วยการแต่งงาน มันจึงเป็นไปไม่ได้! เผียะ! “เห็นแก่ตัว ทุเรศที่สุด!”...

 

 

 

แรงรักทวงแค้น

อัญจรี

www.mebmarket.com

เกล็ดมุกรักวาคิม เธอทุ่มเท เธอเฝ้ารอความรักจากเขา แต่มันไร้ประโยชน์ ผู้ชายหัวใจน้ำแข็งอย่างวาคิมไม่เคยแสดงออกว่ารักใคร่ไยดี เธอมีหน้าที่เพียงสนองความใ...

 

 

 

ตราบาปนางบำเรอ

อัญจรี (น้ำจันทร์)

www.mebmarket.com

นิลอร หญิงสาวที่ถูกตราบาปในอดีตขีดเส้นทางเดินจนต้องรับภารกิจผลิตทายาท แต่ด้วยหัวใจที่เผลอไปรักผู้จ้างวาน นิลอรจึงทำทุกวิถีทางเพื่อที่นางบำเรอเช่นเธอ จ...

 

 

 

 

นางบำเรอตีทะเบียน

อัญจรี

www.mebmarket.com

บุพเพฤาชะตา ที่นำพามาพบเจอ หน้าที่เมียบำเรอ เขาให้เธอจำขึ้นใจ ฉากหน้าแสนโสภา ภรรยานิตินัย ฉากหลังนั่งร้องไห้...นางบำเรอตีทะเบียน

 

 

 

เล่ห์นรี (พิมพ์ครั้งที่ 2)

อัญจรี (น้ำจันทร์)

www.mebmarket.com

สองเดือนก่อนงานวิวาห์ บุรุษหนุ่มอย่างผาทิศกลับถูกลักพาตัวไป ข่มขืน !ด้วยน้ำมือของโจรสาว ที่ยัดเยียดความเป็นภรรยามาให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า ยัดเยียดมาใ...

 

 

 

รักยั่วริษยา

อัญจรี (น้ำจันทร์)

www.mebmarket.com

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 118 ครั้ง

0 ความคิดเห็น