เมีย..คั่นเวลา

ตอนที่ 5 : ผู้หญิงน่าสนใจ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,011
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    29 ก.ย. 59

 



“มีเอกสารหรืองานด่วนของผมไหมบ่ายนี้?”

แม้จะกรอกเสียงผ่านคลื่นโทรศัพท์ แต่สายตาของเขาก็ไม่ละไปจากหญิงสาวบนรถเข็น

หลังจากพาเธอไปเดินเล่น และทานอาหารมื้อกลางวันด้วยกัน กรรัมภาก็ดูจะผ่อนคลายขึ้นมาก หากไม่นับบทสนทนาเกี่ยวกับอาการป่วยของพ่อเธอแล้ว     อัคราพบว่าเธอเป็นคนที่ค่อนข้างฉลาดเฉลียวมีความรู้รอบตัวเยอะ นิสัยและคำพูดคำจาติดจะหยิ่งนิดๆ เสียด้วย ก่อนหน้านั้นเธอถูกเลี้ยงมาอย่างคุณหนูในครอบครัวของชนชั้นกลาง เรียนจบจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลที่มีชื่อเสียงของเมืองไทย และไปซัมเมอร์ที่ต่างประเทศแทบทุกปี พอเรียนจบก็ได้ทำงานในตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายตรวจสอบบัญชีของบริษัทข้ามชาติที่มั่นคงแห่งหนึ่ง ซึ่งเขารู้จักดี

ชีวิตเพิ่งมาพลิกผันหลังจากพ่อของเธอล้มป่วยด้วยโรคเนื้องอกในสมอง ทีแรกเธอไม่คิดว่าจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษามากมายขนาดนี้ จึงยื่นใบลาออกเพื่อจะได้มีเวลามาดูแลพ่ออย่างเต็มที่ แต่ตอนนี้เธอคิดจะหวนกลับไปทำงาน เพราะแบกรับภาระค่าใช้จ่ายไม่ไหวแล้ว แต่ต้องเป็นงานที่ไม่เบียดบังเวลาที่จะได้ดูแลบิดาอย่างเต็มที่ด้วย

“ไม่เร่งด่วนเท่าไหร่ค่ะ แต่มีเอกสารบางแฟ้มที่เข็มอยากให้คุณแมทได้อ่านก่อน เผื่อจะได้มีเวลาพิจารณาสักหน่อย?” เฉลิมขวัญเลขาของเขารายงานกลับมา

“งั้นให้บุญเติมเอามาให้ผมที่บ้านด้วยแล้วกัน”

“ได้ค่ะ เดี๋ยวเย็นนี้จะให้บุญเติมเอาไปส่งให้คุณแมทที่บ้านนะคะ” เลขาหมายเลขหนึ่งรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ

“แต่ถ้าผมยังไม่กลับให้บุญเติมฝากป้าน้อยไว้ก็แล้วกัน แกจะอยู่ถึงหกโมงเย็น” เขาเอ่ยถึงแม่บ้านที่มาทำงานให้แบบมาเช้าเย็นกลับ นั่นเพราะแอริณและเขาไม่ชอบให้มีคนอื่นมาวุ่นวายตอนที่อยู่ในบ้าน

“ได้ค่ะ เดี๋ยวเข็มจะย้ำบุญเติมให้นะคะ”

อัคราเก็บโทรศัพท์เมื่อเคลียร์เรื่องงานเรียบร้อยแล้ว เขาเชื่อมือเฉลิมขวัญ เจ้าหล่อนทำงานเก่ง จัดการทุกเรื่องให้เขาได้อย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง คุ้มกับค่าจ้างแสนแพง

ร่างสูงเดินกลับไปหาหญิงสาวที่กำลังบิขนมปังโยนให้ปลาที่ท่าน้ำของโรงพยาบาล กรรัมภาหันมาทางเขา ขนมปังในมือหมดก้อนพอดี

“ไปกันเถอะค่ะ ฉันอยากไปดูคุณพ่อ ท่านอาจจะตื่นแล้วก็ได้” เธอหันมาชวน และอัคราก็ไม่อิดออด

“คุณไม่ต้องกลับไปทำงานหรอกหรือคะ?” ถามด้วยสุ้มเสียงเกรงใจ เพราะเขาอยู่กับเธอหลายชั่วโมงแล้ว ไล่ยังไงก็ไม่ยอมไปเสียที

“ผมโทรไปสั่งงานเลขาแล้วล่ะ เย็นนี้เขาจะฝากแฟ้มไปไว้ที่บ้านให้”

ใบหน้าเล็กเหลียวมาข้างหลังแหงนหน้าคุยกับเขา

“คุณไม่ต้องอยู่เป็นเพื่อนฉันหรอกนะคะ ฉันอยู่ที่นี่มาจนรู้จักหมอพยาบาลทั้งชั้นแล้ว”

เขาเชื่ออย่างนั้น เพราะเห็นมีหลายคนทักทายเธอ บอกให้รู้ว่าหญิงสาวเป็นคนที่ค่อนข้างจะอัธยาศัยดีทีเดียว

“ผมไม่ค่อยได้อู้งานบ่อยนัก” ที่ผ่านมาเขาทำงานหนักกลับดึกดื่นมืดค่ำ เสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่ค่อยอยู่บ้านเพราะออกไปตีกอล์ฟกับลูกค้า เสียจนเมียหนีไปมีชู้ “นานๆ ได้พักผ่อน มาเดินเล่นแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน”

แต่คนฟังไม่รู้สึกว่ามันดีตรงไหน...เดินเล่นในโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องน่าสนุก มันเป็นสถานที่ที่คงไม่มีใครอยากเข้ามาเดินเล่นหรอกหากไม่จำเป็น เต็มไปด้วยคนเจ็บป่วย และเชื้อโรค แต่ก็ไม่ได้แย้งอะไรชายหนุ่ม อัคราพาเธอกลับไปยังห้องไอซียูชั้นสาม แต่นายเอนกก็ยังไม่ฟื้น ปกติของการผ่าตัดที่บิดาจะนอนหลับข้ามวันข้ามคืนกว่าจะฟื้นคืนสติอีกครั้ง แต่เธอก็นั่งรอด้วยใจจดจ่อลุ้นระทึกทุกวินาที

“หมดเวลาเยี่ยมของวันนี้แล้ว ไว้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่นะคะคุณ” เจ้าหน้าที่ประจำห้องไอซียูบอกกับเธอ

กรรัมภาชะเง้อมองผ่านผนังกระจกเข้าไปในห้องผู้ป่วยวิกฤติ ก็เห็นบิดานอนนิ่งบนเตียงซึ่งเต็มไปด้วยท่อและสายช่วยชีวิตระโยงระยางรายล้อมรอบเตียง หากเป็นเมื่อหกเดือนก่อน ใจเธอคงแป้วเสียยิ่งกว่านี้ แต่หลังจากเห็นภาพนี้มาอยู่หลายครั้ง ก็ทำใจได้มากขึ้น แต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย

“คุณกรรัมภาคะ” เจ้าหน้าที่อีกคนหนึ่งเรียกเธอ ใบหน้าที่ซีดเซียวหันไปมองตาม “ทางฝ่ายการเงินอยากคุยเรื่องค่ารักษาของคุณเอนกค่ะ รบกวนเชิญที่ห้องการเงินชั้นสองนะคะ”

ถึงไม่บอกเธอก็รู้ดีว่าควรจะไปที่ไหน เพราะเดินเข้าเดินออกห้องนั้นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ทั้งไปจ่ายเงินและไปขอผัดผ่อนค่ารักษา

“ค่ะ” เธอรับคำเสียงอ่อย เพราะถึงเวลาต้องไปคุยเรื่องตัวเลขเครียดๆ อีกแล้ว

เมื่อก่อนเธอชอบเรื่องตัวเลขมาก เพราะทำงานด้านบัญชี มันท้าทายความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมา หากแต่ตอนนี้ ตัวเลขค่ารักษาของบิดา ก็กำลังท้าทายเธอเช่นกันว่าจะสามารถหามาจ่ายให้ได้ครบถ้วนตามกำหนดทันหรือเปล่า

“คุณไม่ต้องไปส่งหรอกค่ะ ฉันไปเองได้ คุณกลับไปเถอะ วันนี้คุณเสียเวลาอยู่ที่นี่มาทั้งวันแล้ว” บอกอย่างเกรงใจสุดๆ และที่สำคัญ เธอไม่อยากให้เขามารับรู้ความขัดสนของเธอด้วย

“ไหนๆ ก็อยู่มาทั้งวัน อยู่ต่ออีกหน่อยจะเป็นไร?”

กรรัมภาเงยหน้ามองเขาอย่างอ่อนใจ ทำไมอัคราถึงได้ช่างตื๊ออย่างนี้ แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้สนใจท่าทีลำบากใจของเธอ เมื่อทำหน้าที่เข็นรถพาเธอลงลิฟต์ไปยังชั้นสองห้องการเงิน

“คุณไม่มีครอบครัวหรือไง?” เธอแค่บ่นเบาๆ

เท้าที่ก้าวไปข้างหน้าชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะทำหน้าที่เข็นรถต่อ

“ครอบครัวหรือ? ไม่มีหรอก” พูดประชดตัวเอง

คนฟังค่อนข้างประหลาดใจ เพราะหน้าตา ฐานะ หน้าที่การงานของเขาไม่น่าเชื่อว่าจะยังครองความโสดอยู่ได้ กรรัมภาเชื่อว่ามีสาวๆ ไม่น้อยที่กำลังสนใจเขาอยู่

“แล้วแฟนคุณล่ะ?”

อัคราก้มลงมองคนถามที่ทำเมินเฉยเหมือนถามคำถามทั่วไป แต่อันที่จริงเธออาจจะกำลังสนใจใคร่รู้ว่าเขามีคนรักอยู่หรือเปล่า?

“แฟนผมทำไมหรือ?”

“เธอไม่ว่าอะไรหรือที่คุณมาอยู่กับผู้หญิงคนอื่นอย่างนี้”

คนถูกถามอมยิ้มน้อยๆ

“คุณกลัวว่าผมจะมีปัญหากับแฟน หรือว่าอยากรู้ว่าผมมีแฟนหรือเปล่าล่ะ?”

กรรัมภาเงยหน้าขึ้นมาค้อนคนเล่นลิ้นอย่างหมั่นไส้นิดๆ ก็พอดีว่าเธอมาถึงหน้าห้องแผนกการเงินแล้ว จึงไม่ได้คำตอบจากเขา เมื่อต้องเข้าไปคุยกับเจ้าหน้าที่ข้างใน

“คุณไม่ต้องเข้าไปด้วยหรอกค่ะ จะกลับเลยก็ได้นะคะ” บอกอย่างไร้เยื่อใย แต่แท้ที่จริงแล้วไม่อยากให้ชายหนุ่มร่วมรับรู้ภาระหนักอึ้งที่เธอแบกอยู่นั่นต่างหาก

อัคราไม่ได้ว่าอะไร เขาแค่เดินกลับออกไปข้างนอก แล้วเธอก็เลิกสนใจเขาไปเลย


++++++++++

 

รรัมภารับบิลค่ารักษาที่เจ้าหน้าที่ยื่นมาให้ด้วยใจตุ๊มๆ ต่อมๆ เธอต้องกลั้นใจเฮือกใหญ่กว่าจะกวาดสายตามองดูตัวเลขสีแดงที่ปรากฏอยู่บนนั้น

ค่าผ่าตัด ค่ารักษาพยาบาล ค่ายา ทั้งที่ค้างจ่ายรวมกันมาจนถึงวันนี้ อยู่ที่หนึ่งแสนกว่าบาท เป็นตัวเลขจำนวนเงินที่สูบเรี่ยวแรงของเธอให้หายไปได้จนเกือบหมด

“ทางโรงพยาบาลของเราก็มีค่าใช้จ่ายจำนวนมากในแต่ละวัน รบกวนคุณกรรัมภาช่วยจ่ายค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดภายในวันที่สิบห้านี้ได้ไหมคะ ทางฝ่ายบัญชีต้องปิดงบตกเบิกในวันนั้นด้วยค่ะ” น้ำเสียงขอร้องอย่างเกรงใจ

เธอเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเจ้าหน้าที่บัญชีตาปริบๆ ก่อนจะผงกหน้ารับเพราะเข้าใจระบบการทำงาน เธอเองก็เคยผ่านงานตรวจสอบบัญชีงบประมาณมา รู้ว่ามันมีความยุ่งยากมากแค่ไหน

“ค่ะ ฉันจะหาเงินมาจ่ายให้ทันวันที่สิบห้า” แต่เมื่อเหลือบสายตามองไปยังปฏิทินตั้งโต๊ะจึงเห็นว่าวันที่สิบห้าน่ะอีกแค่สองวันเท่านั้น จนป่านนี้ก็ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าจะไปเงินจำนวนมากขนาดนั้นมาจากไหนได้เพื่อจะให้ทันจ่ายโรงพยาบาลในวันมะรืนนี้

เมื่อออกมาจากห้องการเงินอีกครั้ง อัคราก็ยังยืนเตร็ดเตร่อยู่แถวนั้น เธออดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงยังไม่ยอมกลับ หรือผู้ชายคนนี้ กำลังคิดอะไรกับเธออยู่?

“เสร็จธุระแล้วใช่ไหมครับ?”

“ค่ะ” เธอตอบสั้นๆ อย่างรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรง

“ผมจะไปส่งคุณกลับบ้าน”

“คุณอยู่รอเพื่อที่จะไปส่งฉันกลับบ้านแค่นั้นหรือ?”

“คงอย่างนั้นละมัง ผมอยากแน่ใจว่าคุณกลับถึงบ้าน ไม่งั้นผมคงไม่สบายใจ”

เธอเพิ่งเจอผู้ชายอย่างนี้เป็นคนแรก ทีเมื่อเช้าล่ะปฏิเสธเสียงแข็งแถมยังกล่าวหาว่าเธอเป็นพวกมิจฉาชีพ สิบแปดมงกุฏ พอมาตอนนี้กลับดีใจหายใส่เสียจนตั้งตัวไม่ทัน แต่ก็เอาเถอะ อย่างน้อยวันนี้มันก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมด

กรรัมภาจึงไม่ได้ทักท้วงอะไร เมื่อชายหนุ่มแสดงความมีน้ำใจจะไปส่งเธอกลับถึงบ้าน เพราะตอนนี้อาการระบมที่ต้นขาก็กำลังสำแดงฤทธิ์ทีเดียว เธอไม่อยากลำบากลำบนเรียกรถแท็กซี่ไปส่งที่บ้านอีก ยิ่งตอนนี้ครั่นเนื้อครั่นตัวราวกับจะจับไข้ แต่เพราะมัวแต่กังวลกับอาการของบิดามาตลอดทั้งวัน จนแทบลืมเลยว่า ตอนนี้ร่างกายเธอเองก็ไม่ได้เป็นปกติเหมือนกัน

“เราแวะทานอาหารค่ำกันหน่อยดีไหม?” อัคราเอ่ยชวนเมื่อขึ้นมานั่งอยู่ด้วยกันบนรถแล้ว

“ไม่ดีกว่าค่ะ เดี๋ยวฉันกลับไปทานข้าวที่บ้านจะดีกว่า มันค่ำมากแล้ว คุณเองก็ต้องกลับไปทำงานไม่ใช่หรือ?” บอกเขาด้วยน้ำเสียงอู้อี้ รู้สึกคล้ายจะเป็นไข้ อาจจะเป็นเพราะเลยเวลาทานยาที่หมอให้มานานแล้ว ที่สำคัญอาการเจ็บปวดระบมที่ต้นขากำลังโจมตีหนัก จนไม่อยากนึกถึงตอนต้องลากสังขารอยู่ในบ้านคนเดียวคืนนี้เลย ว่าจะลำบากลำบนทุลักทุเลสักขนาดไหน

อัคราหันมามองใบหน้าแดงระเรื่อที่ดูอ่อนระโหยโรยแรงของหญิงสาว เธอยังอุตส่าห์จำเรื่องที่เขาบอกเมื่อตอนกลางวันได้ กรรัมภาอิงศีรษะลงกับเบาะ แล้วหลับตานิ่งคล้ายง่วงนอน เขาจึงปรับแอร์คอนดิชั่นไปให้เพื่อให้เธอสบายขึ้น ก่อนจะสตาร์ทรถขับออกไป และนั่นก็เป็นภาพสุดท้ายที่เธอจำได้

คุณแมท...คิดอะไรอยู่ค๊า 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #11 fsn (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 00:24
    ถ้าไม่สวย ต้องตา จะช่วยขนาดนี้มั้ยคะ หุๆ
    #11
    0