เมีย..คั่นเวลา

ตอนที่ 4 : จุดเริ่มต้น - 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,066
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    28 ก.ย. 59



อัคราหน้าม้านนิดๆ ที่ถูกรวน เขารึอุตส่าห์ถามดีๆ ไม่เห็นต้องตอบประชดกันเลย คำพูดและท่าทางของเธอ ทำให้เขาเกือบจะลุกเดินหนีมา แต่พอเห็นสีหน้าเป็นกังวลทีท่ากระวนกระวาย ก็อดจะสงสารเห็นใจไม่ได้ จึงนั่งเป็นเพื่อนหญิงสาวต่อ

ในเวลานี้เองที่เขาได้ใช้สายตาพินิจพิเคราะห์เจ้าหล่อนอย่างถ้วนถี่ขึ้นมา

กรรัมภาเป็นผู้หญิงหน้าตาดี พูดว่าสวยได้เต็มปาก อายุน่าจะอยู่ราวยี่สิบต้นๆ การแต่งเนื้อแต่งตัวแบบผู้หญิงสมัยใหม่ ไม่ล้ำสมัยและก็ไม่เชยเกินไป เธอน่าจะเรียนอยู่ระดับมหาวิทยาลัยใกล้จบแล้ว มีใบหน้าเรียวเล็กรูปไข่ ดวงตาคล้ายเม็ดอัลมอนด์สีน้ำตาลเข้ม แววตายามนี้ดูเศร้าแต่ก่อนหน้านั้นก็ฉายแววเอาเรื่องพอตัวเลยทีเดียว จมูกโด่งกำลังพอดีรับกับหน้าผากโค้งมน ริมฝีปากได้รูปสีชมพูระเรื่อ เคลือบด้วยลิป กลอสจางๆ มีแก้มนิดๆ ผิวข้างแก้มดูจะขาวซีดไปสักหน่อยแต่ก็ชัดเจนว่าสุขภาพผิวดีนวลเนียนไม่มีสิวฝ้ากระไฝใดๆ ให้ระคายตา คิ้วเรียยวได้รูป โดยไม่ผ่านการตัดแต่งใดๆ ที่เขาแน่ใจ และวิเคราะห์ได้ขนาดนี้ ก็เพราะอดีตเมียเป็นผู้หญิงช่างแต่งเนื้อแต่งตัว บ่อยครั้งที่เขาไปรอหล่อนในร้านเสริมสวยสำหรับสาวๆ แต่นั่นก็นานมาแล้วตั้งแต่ตอนที่เป็นแฟนและแต่งงานกันใหม่ๆ นู่นแล้วล่ะ

พอบริษัทเริ่มขยายตัวเติบโตขึ้น มีคอนเน็คชั่นจากต่างประเทศเข้ามามากมาย มีลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เขาก็หันไปทุ่มเทให้กับงาน กับบ้านดึกๆ ดื่นๆ แต่ก็ไม่เคยละเลยหล่อน แต่ละเดือนมีบิลค่าใช้จ่ายจากบัตรเครดิตที่เขาให้หล่อนไว้ใช้ชดเชยกับที่ไม่ค่อยมีเวลาให้เดือนละหลายแสนบาท บางเดือนก็เหยียบล้าน แต่เขาก็ไม่เคยบ่น เพราะถือว่าจ่ายเงินซื้อความสุขให้กับคนที่เขารัก แต่แค่นั้นกลับไม่เพียงพอกับสิ่งที่หล่อนต้องการ

เวลาผ่านไปเท่าไหร่แล้วไม่รู้ นาทีแล้วนาทีเล่าที่บีบหัวใจ เมื่อกรรัมภาหันกลับมา ผู้ชายคนเดิมก็ยังไปไหน เขานั่งอยู่เงียบๆ มองมาที่เธอด้วยสีหน้าแววตาครุ่นคิดอะไรอยู่ เมื่อประสานสายตาเข้ากับเขาอย่างจัง ต่างนิ่งเงียบ

“คุณไม่ต้องกลับไปทำงานหรือไงคะ?” เธอสงสัยจริงๆ ตำแหน่งใหญ่ที่เขียนในนามบัตรนั่น ไม่ต้องไปทำงานทำการบ้างหรือไง?

“ตอนนี้ยัง...แล้วคุณล่ะ ไม่ต้องไปเรียนหรือไง?” ถามเรื่องที่คาดเดาเอาไว้

กรรัมภายิ้มนิดๆ

“ฉันเรียนจบจนทำงานทำการแล้วค่ะ”

เขาเดาพลาดไป

“แล้วคุณทำงานที่ไหนล่ะ?”

คนถูกถามหน้าสลดไป

“ตอนนี้ฉันไม่ได้ทำงานแล้วล่ะ ตั้งแต่คุณพ่อป่วย ฉันต้องคอยดูแลท่าน”

ยิ่งรู้เรื่องของเธอ เขายิ่งรู้สึกสนใจ จนเรื่องเมียมีชู้กลายเป็นเรื่องขี้ปะติ๋วไปทันที

“แล้วคุณจบมาทางด้านไหนล่ะ มีประสบการณ์การทำงานกี่ปี เผื่อถ้าคุณพ่อคุณหายดี ผมอาจจะพอช่วยเหลือคุณเรื่องงานได้” เขาเอ่ยแสดงความมีน้ำใจ

“ฉันจบด้านบัญชี เพิ่งทำงานสักครึ่งปีได้ คุณพ่อก็มาป่วยเสียก่อน เวลาแค่นั้นจะยื่นเป็นประสบการณ์การทำงานได้หรือเปล่าก็ไม่รู้” เอ่ยพึมพำเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าบอกเขา

เห็นไหมเธอเพิ่งเรียนจบจริงๆ เขาก็แค่เดาผิดไปนิดเดียวเท่านั้น

เธอไม่ได้ทำงาน แถมพ่อมาป่วยด้วยโรคเกี่ยวกับสมอง เป็นเวลาหลายเดือนแล้วด้วย ฟังดูเหมือนต้องใช้ค่ารักษาจำนวนไม่น้อย ถ้าไม่มีเงินถุงเงินถังเก็บเอาไว้ คงเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสทีเดียว

จริงสิ เขาชนเธอที่ธนาคาร ดูเหมือนว่าเธอกำลังออกมาจากที่นั่น

“คุณไปที่ธนาคารทำไมหรือ?”

กรรัมภานิ่งไป ไม่คิดว่าเขาจะสนใจเรื่องนี้

“ฉันกำลังจะไปปล้นธนาคารน่ะค่ะ แต่พอดีเกิดเปลี่ยนใจเสียก่อน” พูดให้ติดตลก เห็นว่าเขาอยากซักดีนัก เธอหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสีหน้าจริงจัง จึงตอบเสียงอ่อย “ฉันไปรีไฟแนนซ์น่ะค่ะ แต่ไม่ได้รับอนุมัติ...จริงสิ คุณดูจะกว้างขวางใหญ่โต คุณรู้จักผู้จัดการธนาคารนั้นไหมคะ?”

อัคราผงกหน้า “คุณประจักษ์นะหรือ? รู้จักสิ ผมเป็นลูกค้ารายใหญ่ของธนาคารนั่น”

“งั้นคุณไปช่วยพูดกับผู้จัดการ ให้เขาอนุมัติเรื่องรีไฟแนนซ์ให้ฉันหน่อยได้ไหมคะ? คุณบอกว่าจะช่วยฉันนี่นา ถือว่าขอร้องเถอะนะคะ คุณอัครา” เธอกุมมือที่อก อ้อนวอนเขา

ชายหนุ่มอึ้งไป ฟังน้ำเสียง สีหน้าแววตา บอกให้รู้ว่าหญิงสาวเดือดร้อนจริงๆ

“ผมคงทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกนะ ผมเป็นลูกค้าไม่ใช่ผู้จัดการธนาคาร แล้วการรีไฟแนนซ์ถ้าทำได้ ธนาคารก็ต้องทำให้อยู่แล้วเพื่อช่วยลูกค้า แต่ถ้าเขาไม่อนุมัตินี่...” เขาทำท่าครุ่นคิดหาเหตุผล

“ฉันแค่ขาดส่งค่างวดมาสามเดือน และก็ไม่มีรายได้เข้าบัญชีมาหกเดือน” บอกไปเสียงอ่อย พร้อมถอนใจยาวเหยียดอย่างยอมจำนนที่จะเข้าใจเหตุผลที่ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อยกมาอ้าง

มิน่าล่ะ...ชายหนุ่มอุทานอยู่ในใจ

“แต่ก็อย่างที่คุณเห็น ฉันเดือดร้อนจริงๆ ต้องมาเฝ้าคุณพ่อทุกวัน ไปทำงานก็ไม่ได้ แล้วจะเอารายได้จากไหนมา ฉันแค่ต้องการเงินเพิ่มอีกสองแสนเท่านั้น บ้านฉันน่ะ ราคาขายจริงสูงกว่าราคาประเมินตั้งเยอะ แต่ธนาคารก็ไม่ยอมให้” เธอระบายให้เขาฟังอย่างอัดอั้นตันใจ เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครที่ไหนอีกแล้ว ก็ไม่ได้หวังให้ชายหนุ่มมาช่วยเหลือ แต่ถ้าเขาจะช่วยรับฟังแบ่งเบาเรื่องที่หนักอกไปได้บ้างก็ยังดี

อัครารู้สึกโหวงๆ ในอกอีกแล้ว...ทำไมชีวิตของผู้หญิงตรงหน้าถึงได้ฟังดูเศร้าและเหมือนกับไม่มีทางออกเลย

“แล้วคุณรู้ได้ยังไงว่าถ้าได้มาอีกสองแสนมันจะพอ?” เขาตั้งคำถามที่ทำให้เธอนิ่งคิด ก่อนใบหน้าเล็กเศร้าหมองจะส่ายไปมาเบาๆ

“อย่างน้อยก็ใช้หนี้ค่ารักษาที่ฉันติดทางโรงพยาบาลตอนนี้ไปก่อนก็ยังดี”

“คุณติดเงินค่ารักษาถึงสองแสนเลยหรือ?”

เงินจำนวนนี้สำหรับเขาอาจจะไม่มาก แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนหรือคนหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้มีมรดกพกห่อหรือเงินสำรองไว้ใช้จ่าย ถือว่าเป็นจำนวนที่สูงทีเดียว

“ค่ะ ก็ค่าผ่าตัด ค่ายา ค่าโรงพยาบาล”

“คุณพ่อคุณรักษามานานแล้วหรือ?”

“ก็สักหกเจ็ดเดือนได้ ผ่าตัดไปห้าครั้ง นี่ก็ครั้งที่หกแล้ว” เสียงของเธอขาดหาย เมื่อได้ทบทวนความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่บิดาต้องเผชิญอยู่ และเธอก็ไม่รู้ว่าจะต้องผ่าตัดอีกกี่ครั้ง

“ขอโทษนะ ท่านเป็นอะไรหรือครับ?”

“ท่านเป็นเนื้องอกในสมองค่ะ คุณหมอไม่สามารถผ่าตัดออกได้ทั้งหมด แล้วมันก็โตขึ้นเร็วบ้างช้าบ้าง ไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดเลือดออกข้างในอย่างที่พยาบาลบอกเมื่อกี้” พูดอย่างท้อแท้แต่ยังไม่สิ้นหวังเสียทีเดียว

“แล้วไม่มีวิธีรักษาให้หายขาดเลยหรือ?”

เธอยิ้มอย่างเหนื่อยๆ นี่เป็นคำถามที่เธอเองก็เฝ้าถามคุณหมอมาไม่รู้กี่ครั้ง

“คุณหมอก็ยังให้คำตอบไม่ได้ค่ะ ก็ต้องคอยดูไปเรื่อยๆ รักษาไปตามอาการ”

อัคราผงกหน้า

“คุณเอาบ้านไปจำนองแล้วขาดส่งเงินหลายเดือนอย่างนี้ อาจจะถูกธนาคารยึดไปขายทอดตลาดได้นะ” นั่นคือปัญหาเฉพาะหน้าที่หญิงสาวต้องเผชิญ และเธอก็ยังต้องใช้เงินมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะไม่รู้ว่าการรักษานี้จะสิ้นสุดลงเมื่อใด

“ฉันก็อยากขายบ้านไปเลยเหมือนกัน แต่ธนาคารไม่ยอม บอกว่าต้องจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยให้หมดก่อนแล้วถึงจะเอาไปขายต่อได้”

“ถ้าขายบ้านแล้ว คุณจะไปอยู่ที่ไหนล่ะ?” เขาชี้ให้เห็นปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นอีกอย่างหนึ่ง

“ฉันก็คงไปเช่าบ้านอยู่” ตอบแบบแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปก่อน แต่อัครามองการณ์ไกลกว่านั้นว่าเธอจะมีปัญหาตามติดมาเป็นลูกโซ่ทีเดียวหากไม่มีบ้านอยู่อาศัย เพราะเมื่อไม่มีงาน ไม่มีเงินมาจ่ายค่าบ้าน สุดท้ายเธอก็จะไร้ที่อยู่

แต่ไม่ทันจะได้ช่วยขบคิดแก้ปัญหาประตูหน้าห้องผ่าตัดก็เปิดออกมาเสียก่อน คนลืมตัวรีบลุกก่อนจะร้องโอ้ยหน้านิ่วเสียงหลงจนเขาต้องช่วยพยุง แต่เธอก็ยังแข็งใจกระเผลกไปหาคุณหมอจนได้

“อาการของพ่อเป็นยังไงบ้างคะ?”

“ตอนนี้ปลอดภัยแล้วครับ อาการอื่นๆ คงต้องดูอีกทีหลังจากคนไข้ฟื้น เราไว้รอลุ้นตอนนั้นดีกว่า” คุณหมอตอบแบบแบ่งรับแบ่งสู้ สีหน้าเหนื่อยล้าออกมาจากห้องผ่าตัด

“ขาเป็นอะไรคะน้องกร” พยาบาลห้องผ่าตัดที่คุ้นเคยกับเธอดีเอ่ยทักเมื่อเห็นเดินกระเผลก

“ถูกรถเฉี่ยวน่ะค่ะ”

“ยังไงก็ดูแลตัวเองด้วยนะคะ ถ้าลูกสาวคนเก่งเป็นอะไรไปอีกคนคุณพ่อคงใจเสียแย่เลย” เจ้าหน้าที่พยาบาลคนนั้นยิ้มให้เธอ ก่อนจะเดินตามหลังคุณหมอไปพักผ่อน

อัครารู้สึกผิดขึ้นมาที่มีส่วนทำให้หญิงสาวต้องมาเจ็บเนื้อเจ็บตัว เพราะแค่ภาระที่เธอแบกอยู่ก็ดูจะหนักหนาสาหัสเอาการอยู่แล้ว เขารีบพยุงร่างบางกลับไปนั่งที่รถเข็น

กรรัมภายกมือลูบใบหน้าที่ชาชืด ดวงตาเป็นกังวล นั่งเงียบครุ่นคิดไม่พูดไม่จาจนเขาเริ่มอึดอัด

“คุณจะกลับบ้านไหม? เดี๋ยวผมจะไปส่ง” รับอาสาเพราะคิดว่ามันเป็นหน้าที่ที่ตัวเองทำให้เธอเดินเหินไม่ถนัด

“ฉันอยากอยู่รอดูอาการจนกว่าคุณพ่อจะฟื้น” ตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง

“แล้วปกตินานไหมกว่าท่านจะฟื้น”

ดวงตาท้อแท้เงยขึ้นมาสบตากับเขา แล้วส่ายหน้าเบาๆ

“ตอบไม่ได้หรอกค่ะ บางทีก็เป็นวัน บางทีก็นานกว่านั้น”

และเขาไม่มีเวลาว่างขนาดนั้นที่จะอยู่ดูแลเธอด้วย

“เดี๋ยวผมเปิดห้องพักให้คุณไหม? จะได้แจ้งขอพยาบาลแอดมิทเลย ค่าใช้จ่ายทั้งหมดผมรับผิดชอบเอง”

“อย่าเลยค่ะ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก ก็แค่เดินไม่ถนัดเท่านั้นเอง ห้องพักมีจำกัด เก็บไว้ให้คนป่วยที่ต้องการใช้จริงๆ ดีกว่า” บอกเขาอย่างเกรงใจ “คุณกลับไปเถอะค่ะ ไม่ต้องห่วงฉันหรอก ไว้มีอะไรฉันจะโทรศัพท์ไปตามเบอร์ที่คุณให้มา”

อัครามองใบหน้าสวยที่ไม่ได้สบตาเขาอีกแล้ว หญิงสาวดูเหมือนอยากครุ่นคิดอะไรตามลำพัง และเมื่อพลิกข้อมือดูนาฬิกา เขาก็เห็นว่าเลยเวลาทำงานมามากแล้ว

“งั้นเดี๋ยวผมพาคุณกลับไปที่ห้องพักของคุณพ่อคุณดีกว่าไหม? ไปรอที่นั่น ท่านอยู่ในห้องไอซียูยังไงหมอก็ไม่ให้เข้าเยี่ยมตอนนี้หรอก”

“ไม่เป็นไรค่ะ คุณไปเถอะ หลายเดือนมานี่ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลนี้มากกว่าที่บ้านเสียอีก” เธอบอกให้เขาคลายความกังวลใจ ชายหนุ่มผงกหน้าจำยอมในที่สุด

“โอเค มีอะไรก็โทรหาผม”

กรรัมภาผงกหน้ารับ ยิ้มให้จางๆ ไม่คิดว่าอุบัติเหตุที่เธอคิดว่าเป็นเรื่องโชคร้าย ก็ยังได้เห็นน้ำจิตน้ำใจของคนเพิ่งรู้จักกัน แต่เวลาเพียงแค่นี้ก็ยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินใครสักคนว่าดีหรือเลว

เมื่อกลับมาคิดถึงอาการป่วยและค่าใช้จ่ายที่ต้องรักษาบิดา น้ำตาก็รื้นขึ้นมาเต็มสองตา เธอเงยหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ พยายามคิดหาหนทาง แต่ทุกอย่างก็ช่างมืดมนต์เหลือเกิน ไม่รู้จะหาเงินมาจากไหน รถก็ขายไปแล้ว สมบัติมีค่าทุกอย่างก็ขายไปจนหมด เหลือเพียงสร้อยคอทองคำน้ำหนักแค่สองสลึงที่มารดาให้ไว้ติดคอตั้งแต่ตอนเป็นเด็ก และนี่ก็เป็นของต่างหน้าชิ้นเดียวที่แม่ให้ไว้ เธอยังไม่อยากขายมันตอนนี้ จนกว่าจะจนตรอกที่สุด

ในภาวะที่บ้านก็ติดจำนอง ค้างค่างวดมาหลายเดือน...มันจะเรียกว่าจนตรอกหรือยังนะ?

คิดมาถึงตรงนี้ก็คิดต่อไม่ออก มือบางสองข้างยกมือมาปิดหน้าน้ำตารื้นเต็มหน่วย สะอื้นไห้ออกมาเพราะเกินจะเก็บกลั้นต่อไป...ไม่ใช่ว่าเธออ่อนแอ แต่เพียงแค่อยากระบายความอัดอั้นตันใจเท่านั้นเอง

อัครากำลังจะเลี้ยวมุมตึกไปตามโถงทางเดินหน้าลิฟต์ เมื่อเหลียวหน้ากลับมามองอีกครั้งอย่างเป็นห่วง ก็เห็นหญิงสาวที่นั่งเพียงลำพังบนรถเข็นหน้าห้องผ่าตัด กำลังซบใบหน้าลงกับฝ่ามือร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่

ขาที่ก้าวย่างชะงักงัน ภาพนั้นบีบหัวใจของเขาจนเหลือนิดเดียว

เรื่องราวต่างๆ ที่รับรู้มาผ่านเข้ามาในห้วงความคิด...กรรัมภาไปขอกู้เงินเพิ่มเพื่อมารักษาพยาบาลพ่อที่ป่วย นอกจากไม่ได้เงิน ท่านยังอาการทรุดหนักจนต้องผ่าตัดซ้ำ ส่วนเขาก็ดันขับรถด้วยอารมณ์โมโหผู้หญิงอีกคนจนเฉี่ยวชนเธอได้รับบาดเจ็บ ความรู้สึกผิดว่าตนเองมีส่วนซ้ำเติมโชคร้ายให้เธอเข้าไปอีก ทำให้ไม่อาจละทิ้งหญิงสาวไปในตอนนี้ได้

เร็วเท่าความคิดเขามาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเธออีกครั้ง ก่อนจะย่อตัวลงนั่ง แล้วยกมือแตะไหล่บอบบางของคนที่กำลังสะอื้นตัวโยน

กรรัมภาชะงัก เงยหน้าขึ้นมา เมื่อเห็นว่าอัครายังไม่ไปไหนก็รีบปาดน้ำตา ขมวดคิ้วมุ่นประหลาดใจที่เขายังอยู่ ชายหนุ่มยื่นผ้าเช็ดหน้าให้

“คงอีกนานกว่าพ่อของคุณจะฟื้น ตอนนี้คุณน่าจะไปหาที่โล่งๆ อากาศโปร่งๆ ให้ตัวเองได้ผ่อนคลายบ้าง ผมเองก็กำลังหาเพื่อนทานมื้อเที่ยงอยู่ อย่าอุดอู้ที่นี่เลยไปเป็นเพื่อนผมหน่อยนะ” เขาเอ่ยขอร้อง

มือบางยื่นไปรับผ้าเช็ดหน้าของเขามาซับน้ำตา แม้ว่าไม่รู้สึกหิวอย่างน้อยก็ดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ที่นี่ มองไปทางไหนก็มีแต่คนเจ็บไข้ได้ป่วย จมูกได้กลิ่นยาเสียจนชาชิน จึงผงกหน้าตอบรับคำ

อัครายิ้มให้เธอ เป็นรอยยิ้มที่สว่างไสวเหมือนแสงจันทร์ข้างขึ้นในคืนเดือนดับ พลอยพาให้หัวใจอันมืดมนของเธอได้สัมผัสกับแสงแห่งความหวัง นัยน์ตาสีดำเข้มที่ทอดมองมาเต็มไปด้วยความอบอุ่น ที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาถึงหัวใจให้เธอได้สัมผัส

ชายหนุ่มลุกขึ้นยืน ก่อนจะเดินอ้อมไปจับแฮนด์รถเข็น และพาเธอออกไปจากความรู้สึกสลดหดหู่อุดอู้หน้าห้องผ่าตัด


อ๊ะ...อ๊ะ...คุณแมท คิดอะไรกับนางเอกป่ะเนี่ย? 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #10 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 00:23
    ใจดีคะ ดีจัง แต่ก็ไม่น่าแบ่งสมบัติให้งูเห่าไปตั้งครึ่งเลยนะคะ ไม่ควรได้ด้วยซ้ำเพราะทำตัวแย่เอง
    #10
    0