เมีย..คั่นเวลา

ตอนที่ 3 : จุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,079
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    27 ก.ย. 59





“เดี๋ยวหมอจะส่งคุณไปเอ็กซเรย์นะครับ จะได้ดูว่ากระดูกหักหรือร้าวหรือเปล่า?”

คุณหมอแจ้งหลังจากซักประวัติและตรวจสอบอาการเบื้องต้นแล้ว กรรัมภาหน้าซีดเผือด เมื่ออาการชาๆ เริ่มเปลี่ยนเป็นเจ็บขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนนี้รู้สึกปวดระบมร้าวไปทั้งขาจนน่ากลัวว่ากระดูกจะหักหรือร้าวจริงๆ

ดวงตาเป็นกังวลเจือขุ่นเคืองตวัดมองไปยังตัวต้นเหตุที่ยืนกอดอกเต๊ะจุ๊ยเก็กหน้าหล่อก่อกวนสมาธิจนพยาบาลสาวๆ แทบไม่เป็นอันทำการทำงาน สายตาจับจ้องมาที่เธอไม่ให้คลาดสายตา ราวกับกลัวว่าเธอจะหนีไป ทั้งๆ ที่ขาเดี้ยง อย่างนี้

“เดี๋ยวผมช่วยเอง” เขารีบเข้ามาอุ้ม เมื่อเธอพยายามจะตะกายลงจากเตียงลงไปยังรถเข็นที่เจ้าหน้าที่นำมาเทียบที่ข้างเตียง กรรัมภาตั้งตัวแทบไม่ทัน รีบเกี่ยวมือเข้าที่ลำคอหนาด้วยกลัวว่าเขาจะทำเธอตก ให้เดี้ยงไปยิ่งกว่านี้

ต๊าย! น่ารักอ่ะเธอ” เสียงชื่นชมโสมนัสแว่วมาเข้าหู

ดวงตาขุ่นตวัดมองสิ่งที่ชายหนุ่มทำอยู่ เธอไม่ได้รู้สึกว่ามันจะน่ารักตรงไหน เมื่อเขาเป็นขับรถเฉี่ยวชนเธอจนต้องมาตกอยู่ในสภาพนี้ การช่วยเหลือเพียงแค่นี้ ถือว่าเล็กน้อยไปเสียด้วยซ้ำ

เมื่อนั่งบนรถเข็น เธอจึงรีบปล่อยมือที่คล้องคอออกทันที หน้าตาเคร่งเครียดเป็นกังวลที่จนป่านนี้ยังมาเสียเวลาอยู่ที่นี่ ไม่ได้ไปเยี่ยมบิดา ซึ่งพักรักษาตัวอยู่ที่ชั้นห้า ของตึกถัดไปทางด้านหลังของโรงพยาบาลแห่งนี้

หญิงสาวถอนลมหายใจพรวด เมื่อตอนนี้ทำอะไรไม่ได้เลย นอกจากให้เจ้าหน้าที่พาไปเอกซเรย์ โดยมีตัวต้นเหตุเดินตามไปต้อยๆ ก่อนจะนำผลเอกซเรย์กลับมาพบคุณหมอคนเดิมอีกครั้ง

“ดูผลจากฟิล์มเอกซเรย์แล้ว กระดูกไม่หักไม่ร้าวนะครับ คงมีแค่อาการฟกช้ำระบมที่น่าจะเกิดจากกล้ามเนื้ออักเสบเพราะถูกกระแทกเดี๋ยวหมอจะจ่ายยาให้ คุณไปรอรับยาที่ห้องจ่ายยาได้เลยนะครับ” คุณหมอหนุ่มหน้าตี๋แจ้งผลการตรวจพร้อมกับยิ้มให้เธออย่างให้กำลังใจ

กรรัมภารับฟังอย่างรู้สึกโล่งใจ เพราะหากเธอเป็นอะไรไปอีกคนในตอนนี้ สถานการณ์ที่ย่ำแย่อยู่แล้ว คงเลวร้ายไปยิ่งกว่าที่เป็นอยู่

และอีกคนที่โล่งใจไม่แพ้กัน ก็คืออัครา ตลอดเวลาตั้งแต่มาถึงโรงพยาบาลหญิงสาวแทบไม่คุยกับอะไรกับเขาเลย เรียกว่าหน้าก็ยังแทบไม่มองเลยด้วยซ้ำ เขารู้แต่เพียงว่า เธอชื่อกรรัมภา ศิวัชวงษ์ ตามที่แจ้งกับพยาบาลตอนที่ทำบัตรประจำตัวผู้ป่วยเท่านั้น

กรรัมภายกมือไหว้ขอบคุณคุณหมอที่ยิ้มให้กำลังใจ และยังไม่ทันที่เจ้าหน้าที่จะเข้ามาเข็นรถเข็นของเธอไปรอรับยา นายตัวต้นเหตุก็แย่งหน้าที่นี้ไปทำแทนเสียก่อน

“ไม่ต้องก็ได้นะคุณ เจ้าหน้าที่เขาก็มี” เธอเหลียวหน้าไปบอก เพราะไม่อยากให้ชายหนุ่มใช้วิธีนี้แทนการสำนึกผิดหรือเอ่ยคำขอโทษที่ยังไม่หลุดจากปากของเขาจนถึงวินาทีนี้ อย่างน้อยเขาต้องรู้จักสำนึกผิดเสียบ้าง

“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ผมอยากทำ”

ใครว่าเธอเกรงใจกัน เขาควรจะถูกโขกสับใช้งานให้หนักๆ เลยด้วยซ้ำ เธอออกจะหมั่นไส้กับท่าเก็กหล่อเต๊ะจุ๊ยดูมีความมั่นใจเหลือล้นของเขานัก

พอโล่งใจจากอาการของตัวเอง เลิกหงุดหงิดกับตัวต้นเหตุ เธอก็นึกกังวลเป็นห่วงบิดา โดยปกติทุกวันเมื่อตื่นเช้ามาทำธุระส่วนตัวเสร็จแล้ว เธอก็จะรีบแต่งตัวออกไปเยี่ยมท่านทันที ยังไงก็ไม่เคยเกินเที่ยงวัน และอยู่กับท่านจนกว่าจะหมดเวลาเยี่ยมถึงได้กลับบ้านไปพักผ่อน แต่วันนี้ผิดเวลามานาน ป่านนี้ท่านคงกำลังชะเง้อคอรอคอยเธออยู่ก็เป็นได้

“น่ารักนะเธอ...ดูสิ สามีเข็นรถให้ภรรยานั่ง”

อรรัมภาสะอึก เหลียวขวับมองไปที่ต้นเสียง ก็เห็นพยาบาลสองคนกำลังพูดคุยชี้ชวนกันมองมาที่เธอ และพอแหงนหน้าไปดูคนที่ถูกเข้าใจผิด ซึ่งแน่นอนว่าเขาต้องได้ยินประโยคนั้นเหมือนกับเธอแน่ ชายหนุ่มกลับทำหน้าไม่ยินดียินร้ายที่ถูกเข้าใจว่าเป็นสามีของผู้หญิงที่กล่าวหาเองว่าเป็นสิบแปดมงกุฏ

ใบหน้าหล่อเหลายังคงเคร่งขรึม จนเธอเดาใจไม่ออกจริงๆ ว่าชายหนุ่มกำลังคิดอะไรอยู่

ดูจากท่าทางการแต่งกายด้วยกางเกงสแล็คผ้าเนื้อดี และเสื้อเชิร์ตขนาดพอดีตัวที่รัดรึงไปกับรูปร่างสมส่วน ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นผู้ชายมีกล้ามเนื้อและซิกแพ็กซ์ ผูกเนคไทเรียบหรูและติดเข็มกลัดแบรนด์ดัง ยังจะเสื้อสูทราคาแพงที่ถอดทิ้งเอาไว้ที่รถ ก็น่าจะเดาว่าเขาคงทำงานออฟฟิศในตำแหน่งสูงรายได้ค่อนข้างดี ถึงมีปัญญาขับรถราคาแพง หรือไม่ก็อาจจะเป็นพวกลูกคนรวยที่ถูกตามใจจนโตมาเป็นผู้ใหญ่นิสัยเสียก็เป็นได้

“คุณกรรัมภา” เสียงทุ้มต่ำฟังดูนุ่มหูเรียกชื่อเธอเมื่อเข็นรถไปหยุดรอหน้าช่องจ่ายยา

เจ้าของชื่อเงยหน้าขึ้นมองเขา มือใหญ่ดูสะอาดสะอ้านกำลังยื่นกระดาษแผ่นเล็กมาให้เธอ

“ผมชื่ออัครา นี่นามบัตรของผม เผื่อว่ามีอะไรฉุกเฉินแล้วคุณอยากติดต่อ”

ดวงตาเรียวยาวคมกริบกำลังจับจ้องมาที่ใบหน้าเธอ แปลกนักที่เธอเพิ่งมารู้สึกร้อนผะผ่าวเอาตอนนี้ ทั้งที่สู้หน้าสบตากับเขามาหลายครั้ง นั่นอาจจะเป็นเพราะอารมณ์เริ่มเย็นลงแล้ว หลังจากมัวเสียเวลาหัวเสียโมโหเขาอยู่เป็นนาน

แมทธิว อัครา วัชราชัย

วัชราชัย...นามสกุลนี้ฟังดูคุ้นหูอยู่ไม่น้อย บางทีเขาอาจจะเป็นคนมีเงิน เด่นดังอยู่ในหน้าวงสังคมจริงๆ เพียงแต่เธอไม่ค่อยให้ความสนใจ จึงจำหน้าไม่ได้และนึกไม่ออก

แมทธิว...ชื่อเป็นฝรั่ง ทำให้เธอต้องเงยหน้าขึ้นมองอีกครั้ง และก็เพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าตาสะอาดอ้านดูคมคายผนวกกับรูปร่างสูงใหญ่เกินมาตรฐานชายไทยคล้ายกับมีเลือดผสมทางตะวันตกอยู่ด้วย แต่ก็พูดภาษาไทยได้ฉาดฉานชัดเจน ให้คาดเดาว่าเขาอาจจะเกิดที่เมืองไทย หรือไม่ก็อยู่มาหลายปี

สายตากวาดไล่มองกระดาษในมือในบรรทัดต่อมาที่ระบุถึงหน้าที่การงานของเขา แล้วก็ให้เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมผู้ชายคนนี้ถึงได้แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าราคาแพง ขับรถหรู ก็ตำแหน่งใหญ่ที่บ่งบอกถึงฐานะหน้าที่การงานที่ไม่ธรรมดา

ดวงตาเหลือบมองหน้าเขาที่ตอนนี้กำลังจับจ้องมองเธออยู่เช่นกัน กรรัมภาต้องหลุบดวงตาหนี ปั้นหน้านิ่งทั้งที่มันร้อนผ่าว ยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้านี่หล่อเหลาเอาการจริงๆ

น่าตลกจังที่เธอเพิ่งรู้สึกตัว ต่อมรับความรู้สึกของเธอนี่มันช่างทำงานช้าเหลือเกิน

“ค่ะ” เธอรับคำสั้นๆ เมื่อรับนามบัตรแผ่นนั้นมา

คุณแมทธิว อัคราไปติดต่อเพื่อชำระค่ายาและค่ารักษาพยาบาลที่เคาน์เตอร์เมื่อเจ้าหน้าที่เรียกชื่อเธอ เสียงโทรศัพท์มือถือดังมาจากในกระเป๋า กรรัมภารีบเปิดแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมา พอเห็นว่าเป็นเบอร์โทรจากแผนกที่บิดารักษาตัวอยู่ก็รับกดรับสายทันที

“ฮัลโล”

ปลายสายคือเจ้าหน้าที่พยาบาลที่คุ้นเคยกับเธอดี อีกฝ่ายโทรศัพท์มาแจ้งอาการของบิดาให้รับทราบ

“อะไรนะคะ...คุณพ่อชัก เกิดอะไรขึ้นคะ?”

“คุณหมอต้องนำตัวคนไข้เข้ารับการผ่าตัดด่วน พี่เห็นว่าคุณยังไม่มาเลยโทรศัพท์มาแจ้งให้ทราบ”

“กรอยู่ในโรงพยาบาลนี้แล้วค่ะ เดี๋ยวกรจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลยนะคะ” รีบระล่ำระลักบอก ก่อนจะลุกยืนขึ้น อาการเจ็บแปลบจากการเคลื่อนไหวเร็วเกินไป ทำให้เธอต้องนิ่วหน้า ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงไปบนรถเข็นอีกครั้ง ไม่อาจฝืนสังขารลุกเดินได้จริงๆ ให้ตายสิ ทำไมมันถึงได้เจ็บมากอย่างนี้ เธอควรจะได้รับยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ แก้ฟกช้ำ แล้วก็นอนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวใดๆ แต่ว่าคนไปรับยาก็ยังไม่เสร็จธุระเลย

ใบหน้าตระหนกแกมกังวลเหลียวซ้ายแลขวา ก่อนจะหมุนล้อรถเข็นมุ่งไปตามทางเชื่อมตึกด้านหลัง เพื่อจะไปหาบิดาให้เร็วที่สุด

“เฮ้ๆ นั่นคุณจะไปไหนน่ะ?” เสียงดังเรียกเอาไว้ เมื่อเห็นหญิงสาวกำลังพาตัวเองที่นั่งอยู่บนรถเข็นหนี บังเอิญที่เขาหันมาเห็นจึงรีบวิ่งตามมาจนทัน “จะไม่เอายาไปทานหรือไง” ชูถุงยาในมือให้ดู

“ฉันต้องรีบไปหาพ่อ ไปเดี๋ยวนี้”

คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตาคมคายฉายแววฉงนฉงายนั่นย่นเข้าหากัน

“พ่อคุณอยู่ที่ไหน?”

“ชั้นห้าของตึกด้านหลังนี้ พยาบาลเพิ่งโทรศัพท์มาบอกว่าท่านชัก ต้องเข้าห้องผ่าตัดเดี๋ยวนี้ ฉันต้องรีบไป” ระล่ำระลักบอกเขา ชายหนุ่มพลอยตกใจไปด้วย

“งั้นก็รีบไปสิ เดี๋ยวผมเข็นรถให้เอง คุณบอกทางมา” ว่าแล้วก็รีบยื่นถุงยาให้เธอ แล้วจับแฮนด์ของรถเข็นเดินเร็วๆ พาเธอไปตามทิศทางที่หญิงสาวบอก

ห้านาทีต่อมา เขาก็พากรรัมภามาถึงยังชั้นห้าของอีกตึกหนึ่ง

“พี่แคทคะ พ่อกรอยู่ไหนคะ?” เธอถามกับนางพยาบาลที่เคาน์เตอร์ซึ่งรู้จักกัน

“คุณหมอพาไปเข้าห้องผ่าตัดที่ชั้นสามแล้วค่ะ แล้วนั่นน้องกรเป็นอะไรคะ?” พยาบาลสาวถามกลับมาเมื่อเห็นว่าเธอนั่งอยู่บนรถเข็น

“กรถูกรถชนน่ะค่ะ” แต่เธอไม่มีอธิบายหรือสนใจอาการของตัวเอง “ทำไมจู่ๆ คุณพ่อถึงชักขึ้นมาค่ะ”

“น่าจะเพราะมีเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองน่ะค่ะ”

“อีกแล้วเหรอ?” เธอครวญเสียงแผ่วอย่างอ่อนใจ น้ำตาคลอเต็มตาอย่างสงสารบิดา เมื่อท่านต้องเจ็บปวดทุกข์ทรมานกับการผ่าตัดมาหลายครั้ง

“ช่วยพาฉัน...ลงลิฟต์กลับไปที่ชั้นสามได้ไหมคะ?” เธอเงยหน้ามาเอ่ยขอร้องด้วยน้ำเสียงสั่นเครือพยายามจะกลั้นน้ำตาเอาไว้ กลัวจะเป็นลางไม่ดี

“ได้สิ” น้ำเสียงกระตือรือร้นบอกพร้อมกับเข็นรถที่เธอนั่งไปยังลิฟต์ที่เพิ่งพาพวกเขาขึ้นมาถึงเมื่อครู่นี้

อัคราเต็มไปด้วยความสงสัย เกิดอะไรขึ้นกับหญิงสาวและพ่อของเธอ แต่เขาก็ไม่ได้ซักถาม คงทำหน้าที่ตามที่ถูกร้องขอกระทั่งพาหญิงสาวมาหยุดอยู่ที่หน้าห้องผ่าตัด

สีหน้าและแววตาเป็นกังวลมองไปยังประตูห้องผ่าตัดที่ปิดสนิทอยู่ มือเรียวเล็กสองข้างกุมแน่น อัคราไม่รู้จะทำยังไง ในสถานการณ์อย่างนี้ จะทิ้งเธอไว้ที่นี่ แล้วกล่าวคำอำลา ก็ดูจะไม่ดีนัก อะไรบางอย่างในตัวกรรัมภา ทำให้เขาเกิดความสนใจใคร่รู้เรื่องของเธอขึ้นมา จึงนั่งลงอยู่เป็นเพื่อนหญิงสาว มีแต่ความเงียบงันอยู่นาน กระทั่งเธอขยับตัวจากรถเข็น จะมานั่งยังเก้าอี้ยาวสำหรับนั่งรอ เขาจึงเข้าไปช่วยพยุงไว้

“ฉันไม่อยากให้ตัวเองเหมือนเป็นคนป่วยหรือผู้หญิงอ่อนแอ” เอ่ยขึ้นมาลอยๆ ซึ่งเขาก็ไม่ได้คิดอย่างนั้นอยู่แล้ว

“ขอโทษนะครับคุณกรรัมภา คุณพ่อคุณท่าน...” มองใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลอย่างอดสงสัยไม่ได้

“ท่านเป็นเนื้องอกในสมองค่ะ ผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยัง...” เธอส่ายหน้าเบาๆ เสียงหายเครือหายไป

เขาเอื้อมมือไปจับมือเล็กบอบบางไว้ แล้วบีบเบาๆ ให้กำลังใจ

“ถ้าท่านผ่านการผ่าตัดมาได้หลายครั้ง ครั้งนี้ ท่านก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนกัน ผมเชื่ออย่างนั้น”

หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา สายตาของอัครากำลังส่งทอดกำลังมาให้เธอ จึงมือเขาตอบกลับไป พยักหน้ารับ พยายามจะยิ้มแต่ก็ยิ้มได้แค่นิดเดียว

“ขอบคุณค่ะ ฉันก็บอกตัวเองอย่างนี้เหมือนกัน” เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกซาบซึ้งใจและรู้สึกดีกับผู้ชายตรงหน้านี่

“คุณกลับไปก่อนก็ได้นะคะ ถ้ามีอะไรเดี๋ยวฉันจะติดต่อไปตามนามบัตรที่คุณให้ไว้” บอกเขาด้วยสุ้มเสียงเกรงอกเกรงใจ

“แล้วญาติพี่น้องคุณ เอ่อ พวกเขาจะมาถึงกันเมื่อไหร่ครับ?” เขาไม่อยากทิ้งเธอไว้เพียงลำพังคนเดียว

กรรัมภายิ้มเจื่อน ส่ายหน้าเบาๆ

“ฉันกับพ่อ เรามีกันแค่สองคนค่ะ”

คำตอบที่ได้ยิน ทำให้เขารู้สึกโหวงเหวงในหัวใจพิกล

“ผมไม่รีบไปไหนหรอก อีกอย่างเรายังไม่ได้ตกลงกันเรื่องค่าทำขวัญของคุณเลย”

กรรัมภาเงยหน้าขึ้นมามองเขา คนที่เมื่อชั่วโมงก่อนยังกล่าวหาว่าเธอเป็นสิบแปดมงกุฏ แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ยอมรับผิดง่ายๆ หรือเพราะเขากำลังสงสารเธอ แต่เธอไม่ปรารถนาให้ใครมาสงสาร ทุกอย่างที่เกิดขึ้น มีเหตุและผลของมัน

“คุณก็จ่ายค่าหมอค่ายาให้ฉันแล้วนี่คะ”

“คุณต้องการแค่นั้นจริงหรือ?” ถามด้วยความประหลาดใจ ไม่ได้มีเจตนาจะสรรพยอกใดๆ แต่หญิงสาวก็คิดและเข้าใจไปอย่างนั้นแล้ว “คุณเจ็บตัว อย่างน้อยก็น่าจะได้ค่าทำขวัญ หรือว่าคุณไม่ต้องการเงิน?” เธออ่านสายตาที่มองมาไม่ออก...คลับคล้ายเห็นใจ หรือว่าอาจจะแค่อยากลองใจ

นี่เขากำลังเสนอเงินให้เธอ ในเวลาที่จนตรอกและต้องการใช้เงินมหาศาล กรรัมภาไม่อยากให้เขามองว่าเธอเป็นผู้หญิงหิวเงิน อีกอย่างค่ารักษาบิดาก็เป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของเธอซึ่งเป็นลูกไม่เกี่ยวกับใครคนอื่น

“งั้นฉันควรจะเรียกสักเท่าไหร่ดีคะ? ล้านหรือสองล้าน แล้วคุณจะจ่ายเป็นเช็คหรือเงินสดดีล่ะ?”

น้ำเสียงฟังดูก็รู้ว่าประชด พร้อมกับดึงมือออกจากมือของเขา เบือนหน้าหนีกลับมองไปที่ประตูห้องผ่าตัด


ทำนางเอกโมโหแล้วนะ...ตอนหน้ามีโดนงับหัวแน่ คุณแมท 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #2 เมเปิ้ล (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 28 กันยายน 2559 / 13:07
    น่าคิดตามค่ะ พระเอกเราตอนี่น่าสงสารจังโปรไฟล์ออกจะดีแต่ไหงเมีดันนอกใจ
    #2
    0