เมีย..คั่นเวลา

ตอนที่ 2 : วันซวย -2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,126
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    26 ก.ย. 59

 



สายตาเห็นอกเห็นใจของคุณศจีหัวหน้าฝ่ายสินเชื่อไม่สามารถช่วยอะไรเธอได้ ธนาคารแห่งนี้จะไม่ให้เงินเธอสักบาท และลูกค้าที่เข้าคิวรอปรึกษาต่อจากเธอเริ่มแสดงอาการหงุดหงิดอย่างชัดเจน เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่หมดถ้อยคำจะแนะนำแล้ว แต่ตัวเธอก็ยังแช่ก้นไม่ยอมลุกไปไหน ความเกรงใจทำให้กรรัมภายกมือกระพุ่มไหว้

“ขอบคุณมากนะคะ” หญิงสาวลุกเดินจากมาอย่างระโหยโรยแรง สองขาหนักอึ้งจนแทบก้าวเท้าไม่ออก เมื่อแบกภาระหนักเต็มสองบ่า หากไม่ฉุกคิดว่าป่านนี้นายเอนกที่นอนรออยู่บนเตียงในโรงพยาบาลกำลังต้องการกำลังใจมหาศาลจากเธอ กรรัมภาจึงรีบเดินออกจากธนาคารมาทันที

มือเรียวบางผลักประตูกระจกทึบบานเขื่องก้าวออกไปภายนอก ทันทีที่พ้นอาณาบริเวณที่ปกคลุมด้วยไอเย็นจากแอร์คอนดิชันเนอร์ กระไอร้อนแรงจากแสงอาทิตย์ยามสายที่สาดส่องแผดเผาทำให้เธอไม่อยากเสียเวลาโอ้เอ้อีกแม้แต่นาที ขายาวๆ ภายใต้สกินนี่สีดำเรียบรัดรึงอวดเรียวขายาวสลักเสลาที่คลุมทับด้วยเสื้อสีเหลืองสดใสตัวโคร่งก้าวฉับๆ ทำเวลา เพื่อจะเดินทางไปถึงโรงพยาบาลที่ห่างออกไปราวหนึ่งกิโลเมตรโดยเร็วที่สุด

ระยะทางเพียงแค่ไม่กี่ช่วงป้ายรถเมล์ เธอขอประหยัดค่าแท็กซี่หรือแม้แต่ค่าโดยสารจากรถสาธารณะ เพราะรู้ดีกว่า การรักษาที่ยังมองไม่เห็นที่สิ้นสุดนี้ ยังต้องใช้เงินอีกมาก

+++++++++

 

“ขอบคุณนะคะแมทที่สละเวลามา”

ใบหน้าสวยโฉบเข้ามาใกล้หมายแตะริมฝีปากยังข้างแก้มที่เขียวครึ้มด้วยไรเคราจางๆ นั่นเสียหน่อย เป็นการสั่งลา แต่ว่าเจ้าของใบหน้าคมเข้มหล่อเหลากลับเบี่ยงหลบราวกับรังเกียจรังงอน ก่อนจะขึงดวงตาเข้าใส่อย่างตำหนิ

แอริณจึงอดจะมองค้อนคนเล่นตัวอย่างหมั่นไส้ไม่ได้

“แอริณหวังว่าหลังจากนี้ไป เรายังเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันได้นะคะ”

ฝันไปเถอะ อัคราสบถอยู่ในใจ แต่ไม่ปรารถนาต่อความยาวสาวความยืดใดๆ อีก จึงแสดงออกเพียงสีหน้าบูดบึ้ง

“บายนะคะ” เจ้าหล่อนโบกมือให้แล้วหมุนตัวกลับ เมื่อได้รับสิ่งที่ต้องการสมความตั้งใจ ทำท่าราวกับว่าจะเดินออกไปจากชีวิตของเขาชั่วกาลนิรันดร์

“เดี๋ยวก่อน” เสียงทุ้มห้วนเรียกเอาไว้

ร่างสะโอดสะองในชุดแส็กรัดรึงสีเม็ดมะปรางชะงัก หัวใจเต้นลิงโลดขึ้นมาอย่างยินดี เมื่อคิดว่าอดีตสามียังคงมีเยื่อใยเกินกว่าจะปล่อยให้เธอจากไปง่ายอย่างนี้ บางทีเขาอาจจะอยากสวมกอด หรือร้องขอโอกาสอีกสักครั้ง เจ้าหล่อนจึงหมุนตัวมาตีสีหน้าฉงนสนเท่ห์เลิกคิ้วโก่งขึ้นเสียข้างหนึ่งอย่างยั่วยวนแทนคำถาม

“เราหย่ากันแล้ว คืนแหวนแต่งงานให้ผมด้วย”

หากถ้อยคำที่ได้ยิน กลับผิดไปจากความคิดสุดกู่ เพราะนอกจากจะไม่งอนง้อใดๆ ชายหนุ่มยังมีหน้ามาทวงแหวนแต่งงานคืนเสียอีก

แม้อันที่จริงหล่อนเองก็ไม่ปรารถนาจะเก็บแหวนวงนี้เอาไว้อยู่แล้ว แหวนเพชรเม็ดเท่าขี้ตาแมวที่ประดับบนตัวเรือนทองคำขาวแบบเรียบๆ ช่างไม่สมฐานะภรรยาของนักธุรกิจร้อยล้านอย่างเขาเอาเสียเลย...ไม่รู้จะงกไปทำไม เลิกกันไปยังมีหน้ามาทวงคืนอีก

ใบหน้าสวยเปลี่ยนเป็นบูดบึ้งในทันที ปรายตาค้อนประหลับประเหลือกก่อนจะรูดแหวนที่นิ้วนางข้างซ้ายถอดคืนให้อย่างเสียไม่ได้

“เอาไปเถอะ ยังไงฉันก็ต้องขายทิ้งอยู่ดี แล้วเพชรเม็ดแค่นี้คงขายได้ไม่กี่ตังค์หรอก” ยื่นแหวนเพชรในมือคืนให้เขา

มุมปากหยักคมกระตุกนิดหนึ่ง ตอนยื่นมือรับแหวนคืนมา

หล่อนอาจพูดถูกราคาค่างวดมันคงไม่กี่บาท แต่แหวนวงนี้มีคุณค่ากับจิตใจของเขามาก เพราะมันเป็นแหวนที่บิดาของเขาให้มารดาเอาไว้แทนคำมั่นสัญญา แหวนเล็กๆ วงเดียวที่พันธนาการผู้หญิงคนหนึ่งให้รักและซื่อสัตย์ยินยอมได้ทุกอย่างแม้จะถูกเหยียบย่ำน้ำใจขนาดไหนก็อดทน

อันที่จริงมันเป็นลางไม่ดีเอาเสียเลย เพราะตั้งแต่ท่านสวมแหวนวงนี้ ชีวิตท่านก็มีแต่ความทุกข์มากกว่าความสุข แถมผู้ชายที่มอบแหวนให้ท่านก็ยังทำตามคำมั่นสัญญาไม่ได้

แต่อัคราเพียงแค่หวังว่าแหวนวงนี้จะเป็นตัวแทนความรักจากมารดา ส่งต่อไปยังผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นภรรยา ให้รักและดูแลเขาเทียบเท่ากับท่านได้ แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่เป็นอย่างนั้นเลย

แอริณรักเขาแค่ไหน เขาไม่เคยถาม อัครารู้ดีว่าเรื่องของความรู้สึกเป็นสิ่งที่เรียกร้องจากใครไม่ได้ถ้าเจ้าตัวไม่ได้หยิบยื่นให้มา และดูเหมือนว่าแค่ความซื่อสัตย์ในฐานะภรรยาที่แต่งงานจดทะเบียนกันถูกต้อง...เขาก็ยังไม่อาจเรียกร้องจากผู้หญิงอย่างอดีตเมียได้

สายตาว่างเปล่ามองตามร่างสะโอดสะองโปร่งเพรียวในชุดที่เรียกสายตาของผู้ชายให้หันไปมองอย่างสนใจด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก เจ้าหล่อนเป็นคนสวย เซ็กซี่ ช่างออดอ้อน เอาอกเอาใจ หล่อนทำให้เขาหรือต่อให้ผู้ชายคนไหนตกหลุมรักได้ไม่ยากนัก การคบหาในระยะเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือน ก็ทำให้เขาตัดสินใจขอหล่อนแต่งงาน และก็ใช้ชีวิตคู่ผัวตัวเมียอยู่ด้วยกันมาได้ถึงสองปี

ข้อดีของหล่อนมีมากมาย แต่ข้อเสียเพียงข้อเดียวที่เขารับไม่ได้ อย่างการนอกใจไปมีชายอื่น ก็รุนแรงเสียจนไม่อาจจะอภัยให้ได้เลย และยิ่งผู้ชายที่ที่เจ้าหล่อนคบชู้ด้วย เป็นเพื่อนของเขาเอง ความเจ็บครั้งนี้จึงยากเกินจะบรรยาย เมื่อต้องเสียทั้งเมียและเพื่อนไปพร้อมๆ กัน

และยิ่งเห็นว่าเจ้าหล่อนเปิดประตูรถคันโก้ที่ติดเครื่องจอดรออยู่ไม่ไกลขึ้นไป เขาจำได้ทันทีโดยไม่ต้องสงสัยว่าเป็นรถของเกริกฤทธิ์ชู้รักเพื่อนทรยศนั่นเอง

มือหนากำแน่น คิ้วเข้มปื้นหนาเหนือดวงตาคมกริบขมวดเข้าหากัน แม้แต่วินาทีสุดท้ายที่จะจากลา หล่อนก็ยังพามันตามมาเหยียบย่ำหัวใจเขาด้วยภาพบาดตา

ไม่ใช่ว่าด้วยความรักหรืออาลัย แต่คือความแค้นใจจนแทบกระอักเสียมากกว่า

นิ้วหัวแม่มือกดสวิซท์ปลดล็อกประตูที่พวงกุญแจ แล้วรีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย สตาร์ทเครื่องเข้าเกียร์แล้วเหยียบคันเร่งออกไปให้พ้นจากที่นี่โดยไวเสียก่อนที่เขาจะควบคุมอารมณ์ไว้ไม่อยู่

แต่แล้วจู่ๆ ร่างบางของผู้หญิงคนหนึ่งก็ก้าวลงมาจากฟุตปาธเพื่อจะข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้ามในขณะที่รถดีเซลเครื่องแรงกำลังพุ่งทะยานไปข้างหน้า และหากว่าเขาไม่หักพวงมาลัยพร้อมเหยียบเบรกกะทันหัน คงได้ชนเธอเข้าแน่ๆ

เสียงหวีดร้องดังด้วยความตกใจพร้อมกับร่างโปร่งบางถลาไปฟุบอยู่กลางถนน หลังจากที่รถยุโรปราคาแพงซึ่งไม่รู้พุ่งมาจากไหนเฉี่ยวชนเธอเข้าแล้วจอดหยุดนิ่งอยู่ไม่ไกลนัก

ความรู้สึกแรกคือตกใจ หัวใจเต้นแรงราวกับจะกระโดดออกมานอกหน้าอก หลังจากผ่านวินาทีเฉียดตายมาได้อย่างหวุดหวิด เมื่อตั้งสติได้กรรัมภาก็เริ่มกวาดสายตามองสำรวจหาบาดแผลทันที

กันชนหน้ารถกระแทกเข้าที่ขาขวาของเธอค่อนข้างแรงทีเดียว แต่ตอนนี้มันยังรู้สึกชาๆ อยู่ ไม่มีเลือดออกให้เห็น เธอได้แต่ภาวนาว่ามันจะไม่หักหรือได้รับบาดเจ็บอะไรร้ายแรงไปกว่านั้น

“บ้าฉิบ” คนหลังพวงมาลัยสบถ พร้อมกับทุบลงไปบนพวงมาลัยอย่างแรง

เขาเกือบกลายเป็นฆาตกรฆ่าคนแล้ว เห็นชัดเต็มตาว่าผู้หญิงคนนั้นจงใจเดินลงมาบนถนนให้เขาชนแท้ๆ

หล่อนจะต้องเป็นพวกมิจฉาชีพอย่างที่เขาได้ยินได้ฟังจากข่าวมาบ่อยๆ แน่ พอเห็นมีคนขับรถราคาแพงมาก็แกล้งเดินตัดหน้าให้ถูกเฉี่ยวชนเพื่อเรียกร้องทรัพย์สิน

ดวงตาเครียดขึ้งเจือตระหนกตวัดขึ้นมองที่กระจกส่องหลัง ก็เห็นร่างนั้นยังฟุบนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม...สำออยจะเรียกเงินสินะ

วันนี้มันวันซวยอะไร ต้องมาเจอหน้าเมียเก่าที่มากับชู้ไม่พอ ยังมาเจอพวกสิบแปดมงกุฏเข้าอีก

แต่หล่อนคนนี้กล้าจริงๆ เพราะตรงนี้ยังอยู่ในเขตของธนาคาร มีทั้งกล้องวงจรปิดและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่จะช่วยกันเป็นพยานให้เขาได้

อัคราเบี่ยงรถเข้าข้างทาง ก่อนจะเปิดประตูลงมาดู เจ้าหล่อนยังนั่งอยู่ที่เดิมแสร้งว่าอาการเพียบหนัก เพื่อจะได้เรียกร้องเอาเงินมากๆ สินะ

“เป็นอะไรหรือเปล่าครับคุณ?” เจ้าหน้าที่ รปภ.ของธนาคารวิ่งไปถึงตัวหญิงสาวก่อนเขา เจ้าหล่อนทำท่าว่าจะลุกขึ้น

“อย่าลุกครับอย่าลุก ขาจะหักหรือเปล่าก็ไม่รู้” รปภ.ผู้หวังดีบอก

“ก็ถ้าไม่ลุกแล้วจะรู้หรือว่าขาหักหรือเปล่า?” เขาเดินไปหยุดยืนไม่ห่างจากทั้งสองคนมากนัก เท้าสะเอวถามด้วยน้ำเสียงห้วนๆ บอกให้รู้ว่าไม่พอใจ

ใบหน้าเล็กนวลนั่นเงยขวับขึ้นมา ดวงตากลมใหญ่ตระหนกตื่นที่มองมาตาปริบๆ ลดทอนอุณหภูมิความเกรี้ยวกราดให้ลดฮวบฮาบลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

“ตอนนี้ฉันรู้สึกขาชาๆ คุณช่วยพยุงหน่อยนะคะ” เธอหันไปพูดกับ รปภ.หนุ่มใหญ่

แต่ทำไมถึงเป็นเขาล่ะที่รีบพุ่งตัวไปหา พร้อมกุลีกุจอพยุงให้เธอลุกขึ้นมา ขณะที่หญิงสาวปัดมือปัดไม้ของเขาออกราวกับรังเกียจ ทั้งๆ ที่เพิ่งเอ่ยขอร้องยามแก่ๆ อยู่เมื่อครู่นี้

“โอ้ย!” เสียงร้องหลงพร้อมกับมือบางที่คว้าหมับท่อนแขนแข็งแรงเอาไว้แล้วบีบแน่น ใบหน้าสวยบิดเบ้นิดๆ

“ขาหักหรือเปล่า?” เขาเอ่ยถามชักเริ่มเป็นห่วง

คำตอบคือค้อนขวับดวงตาขุ่น เพราะความประมาทไม่ระมัดระวังของเขาทำให้เธอต้องเจ็บตัวอย่างนี้ แถมตอนนี้เธออยู่ในภาวะที่จะเจ็บจะตายไม่ได้เลย เพราะยังต้องดูแลบิดาที่ป่วยหนักช่วยตัวเองไม่ได้

หยาดน้ำตาวับใสเคลือบคลอในหน่วยตาสวย พร้อมเสียงซูดปาก หน้าแดงนิดๆ เพราะความเจ็บ แบบนี้ไม่เสแสร้งแน่ๆ

อัคราจึงไม่รอช้าที่จะช้อนร่างของเธอขึ้นอุ้มไว้ในวงแขนแข็งแรง

“คุณจะทำอะไรนะ ปล่อยนะ ปล่อยฉันลง” เสียงแหวเข้าใส่ด้วยความตกใจ ใบหน้าตื่นเหมือนกับเขากำลังจะข่มขืนเธอตรงนี้อย่างนั้นแหละ

“ก็เห็นอยู่ว่าคุณยืนเองไม่ได้” ดุไปเสียงเขียว “แล้วขาจะหักหรือเปล่าไม่รู้ มันอาจจะแค่กระดูกร้าวก็ได้ แต่ถ้าคุณลงน้ำหนักเต็มที่เกิดมันหักขึ้นมาจริงๆ ผมก็ซวยนะสิ” แก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ

ดวงตาสวยค้อนวงใหญ่เลยทีนี้ ที่นอกจากจะทำให้เธอเจ็บตัวไม่พอ เขายังมีหน้ามาแช่งชักให้กระดูกเธอหัก แล้วบอกว่าตัวเองซวยอีก

“คนที่พูดคำนั้น ควรจะเป็นฉันมากกว่าคุณ” คนในอ้อมแขนเถียงขาดใจ เธอเดินของเธออยู่ดีๆ แท้ๆ เขาก็ขับรถมาจากไหนไม่รู้พุ่งเข้ามาใส่

“คุณข้ามถนนโดยไม่ดูรถเองนะ”

“แต่นี่มันทางม้าลายนะ” เสียงหวานสวนกลับ ท่าทางไม่ใช่คนยอมคนเลย

โดยปกติผู้หญิงที่ไหนได้เห็นหน้า และสบตาเขาก็มักจะตะลึงในความหล่อจนพูดไม่ออกเลยทีเดียว...คำพูดนี้ยืนยันมาจากอดีตเมีย เลขาของเขา ยังจะพนักงานสาวๆ ที่บริษัท

ไม่รู้ว่าเป็นด้วยความโกรธ หรือมีภูมิต้านทานความหล่อ ทำให้แม่สาวปากกล้าที่อุ้มอยู่เถียงเขาได้ไม่ลดละ

“แล้วข้ามทางม้าลายไม่ต้องดูซ้ายดูขวาหรือไง? หรือว่าคุณครูประถมของคุณไม่สอนมา”

กลีบปากเล็กได้รูปสวยเม้มแน่น หัวคิ้วเรียวกดต่ำ มองคนต่อปากต่อคำดวงตาขุ่น เพราะนอกจากเขาไม่ยอมรับความผิด ยังมีหน้าตำหนิไปถึงครูบาอาจารย์ของเธอ

“คุณจะพาฉันไปไหน?” ถามเมื่อเขาพาเธอเดินเทิ่งๆ ไปยังรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูที่จอดอยู่ไม่ไกล

“ก็ไปโรงพยาบาลไง?”

“ฉันจะไปเอง?”

“อ้อ...” เขาลากเสียงยาว หยุดเดิน ก้มลงมองหน้าคนที่กำลังอุ้มอยู่ “ตกลงคุณเป็นพวกมิจฉาชีพจริงใช่ไหม? ประเภทที่รอรถราคาแพงๆ ขับผ่านมาแล้วแกล้งเดินตัดหน้าให้รถชน เพื่อที่จะเรียกร้องเอาเงินนะ” สีหน้าสีตาและน้ำเสียงรู้ทันทำให้คนฟังโมโหขึ้นไปอีกเป็นเท่า

“คุณนี่มันคนประเภทไหนกัน? ขับรถประมาททำคนอื่นเจ็บตัวแล้วยังมากล่าวหาเขาอีก”

“งั้นก็ไปโรงพยาบาลด้วยกันสิ ผมจะพาไปเอง ไปให้หมอตรวจให้ละเอียดยิบเลย ว่าไอ้ที่เดินไม่ได้นี่เจ็บจริง หรือแค่แกล้งสำออยจะเรียกร้องเอาค่าทำขวัญกันแน่”

กรรัมภาเม้มปากแน่น ตัวสั่นน้อยๆ ด้วยความโกรธ แต่ทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้ผู้ชายแปลกหน้าปากกรรไกรอุ้มเธอไปขึ้นรถของเขาแล้วพาไปโรงพยาบาล



เจอผู้หญิงนิสัยไม่ดีแค่คนเดียว
     ก็อย่าเหมาว่าผู้หญิงสวยๆ คนอื่นจะนิสัยไม่ดีเหมือนกันสิคะคุณแมท....
    เดือดร้อนในฐานะผู้หญิงสวยคนหนึ่ง เอ๊ย! เดือดร้อนแทนนางเอกค่ะ ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #1 pitak2515 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 กันยายน 2559 / 07:39
    ขอบคุณครับ
    #1
    0