เมีย..คั่นเวลา

ตอนที่ 1 : วันซวย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,310
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    25 ก.ย. 59

 

 



ฝีเท้าเงียบกริบกำลังก้าวย่างอย่างระมัดระวัง ไปตามโถงทางเดินเพียงไม่กี่เมตร แต่สำหรับ แมทธิว อัครา วัชราชัย นักธุรกิจหนุ่มลูกครึ่งไทยอังกฤษ ในเวลานี้แล้ว เหมือนกับว่าทางเดินนี้ทอดยาวไกลไปนับสิบกิโลเมตร ทั้งๆ ที่อีกเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น เขาก็จะเดินไปถึงหน้าประตูห้องนอนที่ปิดสนิท เงียบกริบเกินกว่าจะเชื่อว่ากำลังมีใครทำอะไรบัดสีอยู่ข้างในนั้น

จู่ๆ เสียงหัวเราะคิกคักที่ช่างคุ้นหู ฟังดูมีความสุขเหลือเกินก็ดังแว่ว แทรกขึ้นมาด้วยเสียงทุ้มของผู้ชายในบทสนทนากระหนุงกระหนิง ได้ยินไม่ชัดเจนนักว่าพวกเขากำลังคุยกันด้วยเรื่องอะไร แต่เพียงเท่านั้นก็ทำให้ร่างสูงใหญ่ที่กำลังทิ้งน้ำหนักแผ่วเบาราวกับแมวย่องในบ้านของตัวเองต้องมีอันชะงักงัน ลำคอเหนียวหนืด ชาหนึบไปทั้งตัว เจ็บจี๊ดที่หัวใจเพราะไม่ว่าผู้ชายหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ผ่านประตูเข้าไปในห้องนั้นได้นอกจากเขา

เมียคุณมีชู้ ไม่เชื่อก็ลองกลับไปดูที่บ้านตอนนี้สิ

 ข้อความลึกลับถูกส่งมาจากผู้หวังดีที่เขามองว่าไร้สาระในทีแรก ดูเหมือนว่าจะเริ่มเข้าเค้าความจริง

เขาไม่อยากเชื่อว่า แอริณ ภรรยาสาวแสนสวยผู้เพียบพร้อม คนที่เขาทุ่มเทให้หล่อนทุกอย่าง จะมาหักหลังกันได้...จะใช่...ไม่ใช่ อีกไม่กี่อึดใจคงได้รู้

อัคราสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ เพื่อเรียกความกล้าหาญ หรือบางทีเขาอาจจะแค่อยากต่อเวลาออกไปอีกสักนาทีหนึ่ง เพื่อให้ตัวเองพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความจริง

ชั่วขณะหนึ่งทีเดียว กว่าที่เขาจะแข็งใจลากขาทั้งสองข้างที่หนักอึ้งราวถูกตะกั่วสักร้อยกิโลถ่วง มาหยุดยืนอยู่หน้าประตูบานทะมึนเป็นผลสำเร็จ

ประตูบานนี้ที่เคยเป็นเส้นทางผ่านมุ่งสู่ฉิมพลี สวรรค์ร้อนแรง ระหว่างเขากับเมียรักมาเกือบสองปี บัดนี้มีปริศนาใหญ่ยิ่งกำลังรอให้เข้าไปไขอยู่ข้างในนั้น

ดวงตาเรียวยาวคมกริบสีดำสนิทหลุบต่ำลงมองลูกบิดประตูสีเงินวาวอย่างชั่งใจ ตอนนี้ในหัวใจราวกับมีกลองใบใหญ่ที่กำลังถูกหวดหนักๆ ด้วยจังหวะเชื่องช้าหากว่ากึกก้องดังไปทั้งโสตประสาท

แว่บหนึ่งเขานึกอยากหันหลังกลับ แล้ววิ่งหนีไปให้ไกลแสนไกล...แต่เขาไม่ใช่คนขี้ขลาดอย่างนั้น

ทุกคนที่รู้จักเขา ต่างรู้ดีว่าหากเอ่ยถึงชื่อ แมทธิว อัครา วัชราชัย คือคนที่กล้าได้กล้าเสีย กล้าเสี่ยง กล้าทุ่มเท กล้าลงทุนและต่อสู้แบบตาต่อตาฟันต่อฟันอย่างชาญฉลาดมาตลอด

ไม่ว่านั่นจะเป็นเรื่องจริง หรือโกหก เขาก็ควรได้รู้ได้เห็นด้วยสองตาของตัวเอง แม้ใจจะเชื่อไปเกินครึ่งแล้ว ยังต้องให้สงสัยอะไรอีก เมื่อเสียงหัวร่อต่อกระซิกของคนข้างในแว่วมาให้ได้ยินเต็มสองหูและบัดนี้กำลังอื้ออึงอลจนจับใจความไม่ได้

มือใหญ่สั่นเทาเล็กน้อย ตอนที่ยื่นไปจับเนื้อเหล็กเย็นเฉียบของลูกบิดประตู ใต้ฝ่ามือเต็มชื้นไปด้วยเหงื่อที่ไม่รู้ผุดล้นออกมาจากไหนมากมาย เขากลืนน้ำลายอีกครั้งแก้อาการคอฝืดจนแห้งผาก

ก่อนจะหมุนลูกบิดคลายล็อกประตูแล้วเปิดผัวะผลักเข้าไปข้างใน

ภาพหญิงและชายเนื้อกายเปลือยเปล่าที่กำลังปล้ำรัดฟัดเหวี่ยงโรมรันพันตูกันอยู่บนเตียงหลังใหญ่ชะงักงัน ทั้งสองต่างหันมามองที่เขาอย่างตกตะลึง ก่อนจะรีบถลกผ้าห่มขึ้นมาคลุมเนื้อตัวพัลวัน

วินาทีนั้นดวงใจของเขาคล้ายถูกกระชากปลิดออกจากขั้วด้วยเงื้อมมือของปีศาจที่มองไม่เห็น เมื่อหนึ่งในคนหน้าไม่อาย หน้าตาช่างคล้ายกับแอริณเมียรักของเขาราวกับฝาแฝด ส่วนไอ้ชายชู้ที่กล้าเหยียบจมูกเข้ามาสวมเขาให้ถึงในบ้าน ก็ช่างหน้าตาละม้ายคล้ายเพื่อนรักของเขาเสียจริง...ไอ้เกริกฤทธิ์

ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำเอานัยน์ตาแทบลุกเป็นไฟ แต่ร่างกายกลับไม่ตอบสนอง เพราะมันคล้ายถูกตอกตรึงและขึงด้วยลวดสลิงเส้นใหญ่ ความยะเยียบเย็นแล่นไหลไปทั่วร่าง มองหญิงชั่วและชายโฉดทั้งคู่ในสภาพอุจาดตาไร้ยางอายที่กำลังตัวสั่นงันงกอย่างหวาดกลัวด้วยความสมเพชเวทนา

ไม่มีคำแก้ตัวใดๆ หลุดมาจากปากของทั้งสองคน ภาพเพียงภาพเดียวบรรยายได้นับร้อยพันคำ อธิบายสิ่งที่ตาเห็นได้ดีอยู่แล้ว จะพูดอะไรออกมาก็ฟังไม่ขึ้นทั้งนั้น

หลายคนคงคาดเดาว่าเขาจะเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชาก ลากนังผู้หญิงกากีนั่นออกมาตบตีให้หายแค้น แต่เขาก็รังเกียจชิงชังเกินกว่าจะแตะต้องเนื้อตัวเจ้าหล่อนอีก

บางคนคิดว่าเขาคงจะซัดหมัดหนักๆ อัดใส่หน้า แล้วลากไอ้แมวขโมยนั่นลงมากระทืบให้สาแก่ใจ หรืออาจจะเดินไปหยิบปืนที่ลิ้นชักหัวเตียงแล้วลั่นไกปลิดลมหายใจของทั้งสองคนเสียให้สาสมกับที่พวกมันกล้ามาหยามน้ำหน้าเหยียบหัวใจกัน

แต่เขาไม่โง่ขนาดนั้น...เขาไม่เอาตัวเองไปแลกกับสิ่งโสมมไร้ค่าที่เพิ่งเห็นธาตุแท้วันนี้

สิ่งที่เขาทำหลังตั้งสติได้ แล้วรู้ว่าอะไรเป็นอะไร คือกำหมัดแน่นสะกดกลั้นร่างสั่นสะท้านด้วยความโกรธเอาไว้ แล้วหันหลังเดินจากมา ไม่เสียเวลาหันกลับไปมองอีกเลย

เขาผ่านพ้นเหตุการณ์นั้นมาได้อย่างเหลือเชื่อ...

ดวงตาเรียวยาวหลับลงอีกครั้งเมื่อนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น...ในใจยังปวดปร่าอยู่ไม่รู้หาย

ชีวิตแต่งงานเพียงแค่สองปี จบลงง่ายๆ เพียงแค่นั้น ไม่ต้องเสียเวลาหาเหตุผล ไม่ต้องเสียสมองส่วนไหนกลับไปคิดแก้ไข ด้วยเชื่อมั่นมาตลอดว่าระยะเวลาสองปีที่เป็นผัวเมียกัน เขาได้ทำหน้าที่ของตัวเองอย่างดีที่สุดแล้ว

แต่ใครอีกหลายคนไม่ได้คิดอย่างนั้นด้วย

 

 

“แกมันโง่”

คุณอรพิณผู้เป็นย่าด่าทอเสียไม่มีชิ้นดี เมื่อรู้ว่าเขายอมเซ็นต์ใบหย่าให้กับอดีตภรรยาอย่างง่ายดาย เพราะไม่รู้ว่าจะยื้อคนที่ทรยศและหมดใจเอาไว้ทำไมอีก

“แกน่าจะประจานมันให้ได้อายกันทั้งคู่ ฟ้องเรียกค่าเสียหายเอาให้พวกมันหมดตัว”

เพื่ออะไรล่ะ?

เพื่อให้นามสกุลและหน้าตาที่ท่านรักนักรักหนาต้องได้อับอายและถูกโจษจันติฉินนินทาว่าหลานชายซึ่งใช้นามสกุลเดียวกับท่าน กลายเป็นไอ้งั่งที่ถูกทั้งเพื่อนและเมียรักช่วยกันสวมเขาให้อย่างนั้นหรือ?

เขาคิดว่าท่านควรจะดีใจเสียด้วยซ้ำ ที่หลานชายหลุดพ้นจากผู้หญิงแพศยาพรรค์นั้นมาได้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าเลี้ยงดูแม้แต่บาทเดียว นอกจากสินสมรสที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง...ซึ่งเพียงเท่านั้น แอริณได้ไปมากโข

และนี่จะเป็นครั้งสุดท้ายแล้วที่เขาจะมาเผชิญหน้ากับหล่อนด้วยเรื่องของทรัพย์สินที่มีร่วมกัน

ก็อก...ก็อก...

เสียงเคาะกระจกด้านที่นั่งคนขับที่ติดฟิล์มทึบดังมาจากข้างนอก ราวกับหล่อนรู้ดีว่าเขารอคอยอยู่ในนี้

ใบหน้าคร้ามเครียดขึ้งหมุนคอช้าๆ มองไปทางอดีตเมียไม่รักดีของเขา ก่อนจะถอนหายใจพรวดใหญ่ทำใจออกไปเผชิญหน้าหล่อน...หน้าสวยๆ ที่เขาไม่ปรารถนาจะได้เห็นอีก

ออกไปจัดการให้มันจบๆ ไปเสียที แล้วเขาก็จะได้ไปเริ่มต้นใหม่กับใครสักคนที่เหมาะสมเช่นกัน

อัคราสาบานไว้แล้วว่า ผู้หญิงที่จะมาเป็นภรรยาใหม่ คนที่ทำให้เขาใจอ่อนเอ่ยปากขอแต่งานได้อีกครั้ง จะต้องเป็นผู้หญิงที่คู่ควร ไม่ว่าจะด้วยฐานะชาติตระกูล หน้าตาทางสังคม รูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าอดีตภรรยาแม้แต่นิด คนที่เขาควงไปอวดครอบครัว เพื่อนฝูง คนรู้จักได้อย่างไม่อายใคร

มือใหญ่ผลักบานประตูเหล็กหนาหนักของรถยุโรปราคาแพงสมฐานะก่อนก้าวลงมายืนเต็มความสูงของเรือนร่างสมส่วนในชุดสูทตัวเนี๊ยบเรียบกริบ ซึ่งผู้หญิงคนไหนได้เห็นเป็นต้องเหลียวหลังกลับมามองซ้ำ

ไม่เว้นแม้แต่แอริณที่กวาดตามองร่างสูงใหญ่ เจ้าของใบหน้าคร้ามเข้มหล่อเหลาของอดีตสามีอย่างแสนเสียดาย หากแว่นกันแดดอันเขื่องที่หล่อนใช้คาดปิดดวงตาคู่สวยไว้มิดชิด ทำให้เขามองไม่เห็นแววตาอาลัยอาวรณ์อย่างสุดซึ้ง

“ขอบคุณนะคะที่มา เรารีบไปทำธุระกันให้เสร็จๆ เถอะค่ะ” จำต้องกล่าวอย่างตัดใจ เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าจะแก้ตัวยังไงก็ฟังไม่ขึ้น เมื่ออัคราเห็นชัดเต็มสองตาขนาดนั้น และต่อให้หล่อนยกล้านเหตุผลขึ้นมาอ้าง ก็ไม่มีวันที่จะได้หัวใจผู้ชายตรงหน้ากลับคืนมาอีกแล้ว หล่อนรู้จักนิสัยของคนเคยนอนกกนอนกอดดี ว่าเขารักศักดิ์ศรีแค่ไหน

ร่างสูงก้าวฉับๆ เดินนำหน้าไป มุ่งหน้าสู่ประตูด้านหน้าของธนาคาร ซึ่งเพียงผลักประตูกระจกบานทึบเข้าไปภายใน ผู้จัดการธนาคารก็เดินเข้ามาต้อนรับทันที ในฐานะที่เขาเป็นลูกค้ารายใหญ่

“ผมต้องการมาเปิดเซฟ” เขาเอ่ยรื่องที่เลขาได้โทรศัพท์มาแจ้งล่วงหน้าแก่ผู้จัดการธนาคารหลังทักทายกันตามธรรมเนียม เพื่อไม่ให้เสียเวลา

“เชิญทางนี้เลยครับ” อีกฝ่ายผายมือเชื้อเชิญไปยังห้องเก็บตู้เซฟของธนาคาร

ชายหนุ่มรีบเดินตามไปเพื่อที่จะได้จัดการแบ่งทรัพย์สินสมรสส่วนสุดท้าย ซึ่งแน่นอนว่าส่วนใหญ่หามาได้จากเขา เพื่อปิดฉากชีวิตแต่งงานอย่างสมบูรณ์เสียที หลังจากวันนี้ไปเขาก็จะอิสระจากพันธนาการของคำว่า แต่งงาน กลับมาเป็นหนุ่มโสดเนื้อหอมในแวดวงสังคมอีกครั้งหนึ่ง

+++++++++

 

“ทางเราไม่สามารถอนุมัติตามคำขอของคุณได้ค่ะ”

คำปฏิเสธที่เอื้อนเอ่ยจากริมฝีปากสีกลีบบัวนั่น ดับความฝันของเธอให้วูบลง

“แต่ว่าบ้านของฉันพื้นที่ใช้สอยตั้งกว่าสองร้อยตารางเมตร โครงสร้างทุกอย่างยังมั่นคงแข็งแรง แถมเป็นที่ดินโซนกลางเมืองตั้งกว่าร้อยตารางวา ราคาขายตอนนี้ก็น่าจะอยู่ที่สี่ห้าล้านได้ ทำไมฉันถึงจะรีไฟแนนซ์ไม่ได้ล่ะคะ”

“ก็คุณขาดส่งค่างวดมาสามงวดติดแล้วนะคะ และในรอบหกเดือนที่ผ่านมา ก็ไม่มีรายได้ใดๆ ผ่านเข้ามาในบัญชีเลย แถมจำนวนเงินที่ทางธนาคารอนุมัติให้ไปครั้งที่แล้ว ก็เต็มวงเงินของราคาประเมินทรัพย์สินที่เราจะปล่อยให้แล้วค่ะ ดิฉันเสียใจด้วยจริงๆ”

“แล้วถ้าฉันจะขายบ้านหลังนั้นไปเลยล่ะคะ?” เธอพยายามหาทางออก ที่จะแปรรูปทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ให้กลายเป็นเงินก้อนใหญ่ที่สุดเท่าที่จะทำได้

“คุณก็ต้องหาเงินมาจ่ายทั้งต้นและดอกให้เรียบร้อยก่อน ถึงจะทำอย่างนั้นได้”

“ฉันขอกู้เพิ่มอีกแค่สองแสนเท่านั้นนะคะ ราคาบ้านฉันมันแพงกว่านั้นเยอะ ฉันรู้”

“สองร้อยดิฉันก็ไม่มีอำนาจปล่อยกู้เพิ่มให้คุณได้จริงๆ ค่ะคุณกรรัมภา ต้องขอโทษด้วยจริงๆ” ผู้จัดการฝ่ายสินเชื่อชี้แจงอย่างอ่อนอกอ่อนใจ แม้จะเห็นใจสงสารหญิงสาวก็ตามที แต่เธอมีหน้าที่ที่ต้องทำตามกฏระเบียบของธนาคารอย่างเคร่งครัด

ใบหน้าสวยเศร้าลงทันทีที่ได้ยินคำปฏิเสธครั้งแล้วครั้งเล่า

แล้วเธอจะไปหาเงินมาจากที่ไหนได้...จำนวนเงินก็ไม่ใช่น้อยๆ เมื่อตอนนี้เธอไม่มีงานทำ หลังจากกลายสภาพเป็นคนตกงานเมื่อหกเดือนก่อน ตั้งแต่ตอนที่บิดาเข้ารับการผ่าตัดเนื้องอกในสมอง

แต่ถึงมีงานให้ทำ เธอก็ไม่มีกระจิตกระใจจะทำอะไรทั้งนั้น เมื่อพ่อซึ่งเป็นสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ มานอนซมล้มป่วยอยู่บนเตียงคนไข้หนักในไอซียูอย่างนั้น

เงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดชีวิต รวมทั้งเงินเดือนที่เพิ่งสะสมได้น้อยนิด เพราะเพิ่งเรียนจบและเข้าทำงานเมื่อต้นปีนี้เอง ทุกบาททุกสตางค์ถูกใช้ไปกับผ่าตัด ค่ารักษา ค่ายา ค่าโรงพยาบาล เธอต้องขายรถ รวมถึงทรัพย์สินมีค่าที่พอจะผันเป็นเงินได้จนหมด เหลือแต่บ้านที่เอาไว้ซุกหัวนอนซึ่งยังติดจำนองแบงค์อยู่ แต่ก็ยังไม่เพียงพอจ่ายค่ารักษา ตอนนี้อาการของนายเอนกยังทรงอยู่ แม้แต่หมอเจ้าของไข้ก็ยังไม่กล้ารับปากว่าท่านจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ การประเมินอาการและการรักษาในขณะนี้เป็นไปวันต่อวัน

ภายในเวลาหกเดือน นายเอนกผ่านการผ่าตัดมาถึงห้าครั้ง ในเมื่อร่างกายและจิตใจของท่านยังต่อสู้ แล้วเธอจะท้อถอยยอมแพ้ง่ายๆ ได้ยังไงกัน?

กรรัมภาปลอบตัวเองว่าเธอมีพ่อแค่คนเดียว และพ่อก็มีเธอเป็นลูกสาวคนเดียว ตลอดเวลากว่าสิบปีตั้งแต่ที่มารดาจากไป ท่านได้ทำหน้าที่ของท่านได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง เธอเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของท่าน และท่านก็เป็นเทวดาในชีวิตของเธอ เมื่อท่านยอมใจแข็งต่อสู้ความทุกข์ทรมานไม่ทิ้งเธอไปง่ายๆ เธอก็จะขอรักษาท่านให้ถึงที่สุด



โหย...ชีวิตพระเอกนางเอก...ว่าแต่เขาสองคน จะมาเจอกันยังไงน๊า ^^

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

48 ความคิดเห็น

  1. #9 fsn (จากตอนที่ 1)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2559 / 00:23
    ชีวิตทุกคนก็มีปัญหากันไปนะคะ
    #9
    0