สุริยะเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 66 : สุริยะเคียงบัลลังก์ 63 แผลทางใจทำให้เติบโตขึ้นมาอีกขั้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,598
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 41 ครั้ง
    20 ม.ค. 61







ตะวันสลบไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่ทราบ แต่เมื่อรู้สึกตัวขึ้นมาอีกทีรอบข้างก็มืดสนิท ความหนาวแล่นเข้ามาจนปากสั่นมือสั่นไปหมด เพราะชุดคลุมตัวนอกหายไปและชุดฮั่นฝูที่เหลือนี้ก็มีรอยขาดเต็มไปหมด ตรงไหล่นั้นเลือดหยุดไหลแล้ว โชคยังดีที่แผลไม่ลึกมาก แต่นั่นเรียกทุกอย่างให้เข้ามาในความทรงจำ

…มันไม่ใช่ความฝัน

ร่างเล็กลุกขึ้นยืนเพื่อจะพาตัวเองไปหลบอยู่ในพุ่มไม้ซ่อนจากสายตาผู้คนก่อนจะทรุดตัวลงนั่งพิงกับต้นไม้แห้งแถวนั้น ใบหน้าไร้วี่แววแห่งชีวิตและหม่นหมอง ภาพที่เกิดขึ้นเล่นวนย้อนไปมาอยู่ในหัว เช่นเดียวกับอดีตที่เคยก้าวข้ามมันมาได้ก็กลับมาหลอกหลอนอีกครั้ง 

“ป๋า... ลูกขอโทษ...“

ตะวันไม่อาจหลับลงได้อีกต่อไปแต่ก็ยังพอมีสติอยู่ในการหลบเหล่าคนชุดสีแดงเข้มบนหลังม้า บาดแผลทั้งหลายและความเจ็บปวดรวมถึงความหิวไม่อาจทำอะไรเธอได้เพราะตอนนี้...​เธอไม่รู้สึกอะไรทั้งนั้น

มนุษย์ขาดอาหารได้สามอาทิตย์ นี่เพิ่งจะอาทิตย์เดียว... ถ้ามีน้ำเธอไม่เป็นไรอยู่แล้ว

แม้รองเท้าข้างหนึ่งจะหายไปแต่ตะวันก็ยังคงเดินสวนทิศทางน้ำอย่างไม่คิดจะหยุด ไม่รู้แล้วด้วยซ้ำว่าตัวเองจะเดินขึ้นไปถึงไหน รู้แค่ว่าอยากจะหนีไปให้ไกลที่สุดจากตรงนั้น แต่แล้วก็เหลือบไปเห็นก่ิงไม้หักบริเวณที่พวกนั้นน่าจะขี่ม้าผ่านไป

ดวงตานั้นมองมันอย่างว่างเปล่า ก่อนจะเดินตรงไปที่ต้นไม้ข้างๆ หยิบกริชออกมาและสลักรูปพระอาทิตย์เล็กๆอย่างที่ชอบวาดลงไป พวกตงหานก็อาจจะตามหาเธอเหมือนกัน และเขามีวิธีการสะกดรอยโดยการหากิ่งไม้หักแบบนี้ เธอเองก็เคยเห็นในหนัง แม้จะดูไม่เป็น แต่มั่นใจว่าเขาต้องใช้สกิลนั้น ถ้าโชคดี... ก็อาจจะเห็นรูปของเธอ ที่เป็นการบอกทางว่าเธอจะไปตรงไหน

แต่ยิ่งขึ้นสูงไปสักพัก ก็ยังเห็นพวกคนเป็นระยะๆโดยไม่รู้เหตุผล ตะวันก็เลยออกจากเส้นทางตรงนี้ให้ห่างจากแม่น้ำมากขึ้นโดยที่ยังไม่ลืมสลักรูปพระอาทิตย์ไว้บนต้นไม้

แต่เขาอาจจะไม่สังเกตเห็นมันก็ได้....

มือที่สั่นริกและซีดขาวเพราะความหนาว หนำซ้ำแผลกลางฝ่ามือก็เปิดออกเพราะเหตุการณ์ไฟป่ายิ่งยากที่จะจับกริชโดยไม่กระทบกระเทือน ดวงตานั้นอ่อนแสงขณะแกะสลักเพิ่มไปอีกสองรูป

แม่เธอชื่อนิศานาถ... พระจันทร์

พ่อเธอชื่อนภนต์... สุดขอบฟ้า

และเธอคือทิวากร... พระอาทิตย์

ชื่อมันดูสละสลวยและไฮโซไปนิด แต่ก็ไม่แปลก แม่เธอนั้นชื่อนี้อยู่แล้ว แต่ของพ่อมาจากแซ่จีน ‘เฟิง เทียนไล่’ ซึ่งจำความหมายไม่ได้ว่าแปลว่าอะไร น่าจะท้องฟ้าอะไรสักอย่าง พอมาเป็นชื่อไทยก็ไม่เข้าใจถึงได้เลือกซะสวยเชียว คิดถึงตรงนี้ทำให้ใบหน้านั้นมีรอยยิ้มขึ้นมานิดหน่อย

แต่เธอจำชื่อจีนตัวเองไม่ได้ จำได้แค่ว่ามีเท่านั้น ทั้งที่มั่นใจว่าไม่เคยลืม แต่ตอนนี้กลับนึกไม่ออก 

ตะวันลูบไปตามรูปก้อนเมฆที่แกะสลักด้วยความรู้สึกคิดถึงบ้านและอ่อนแอเสียยิ่งกว่าอะไร ยิ่งเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นมันทำให้เธอคิดถึงอ้อมกอดของพระจันทร์อบอุ่นที่สุดในโลกคนนั้น หนำซ้ำสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจอย่างสร้อยที่เธอได้จากพ่อก็ทำหาย ทุกอย่างนั้นมันทำให้ตะวันรู้สึกอยากร้องไห้ออกมา

แต่ไม่ได้... ร้องตอนนี้ไม่ได้... ไม่งั้นกู่ไม่กลับแน่ๆ ทนเอาไว้ก่อน... รอให้ปลอดภัยกว่านี้...​ แม้จะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม

ร่างเล็กๆเดินลากขาพาตัวเองออกจากเส้นทางหลักห่างจากแม่น้ำมากขึ้นเหมือนกับว่าขามันนำไปเอง สุดท้ายเดินไปมาก็หยุดตรงใต้รากไม้ใหญ่ซึ่งมีพื้นที่มากพอจะเข้าไปซุก ตะวันเอียงคอมองมันอย่างเชื่องช้าก่อนจะตัดสินใจพักตรงนี้

น่าจะหลบได้ดี แต่อาจจะต้องสร้างเพิงอีกรอบ เพราะอันเก่าหายไปในกองไฟแล้ว

ตะวันหมดเวลาวันนั้นไปกับการหาใบไม้แห้งและกิ่งไม้มารวมๆกันเพื่อสร้างเพิง แม้แสงจะเริ่มหายไปแต่มือไม่คิดจะหยุด กว่าที่จะเสร็จสามชั้น... เธอก็ไม่รู้แล้วว่ามันกี่โมง รู้แค่ว่ามืดมาพักใหญ่แล้ว

เธอค่อยๆใช้เพิงสามชั้นนี้ปิดทางเข้าเอาไว้อำพรางสายตาและป้องกันลมเย็นซึ่งช่วยได้พอสมควร แต่แน่นอนว่าแม้แต่แสงจันทร์ก็ไม่อาจเล็ดลอดเข้ามา​ ตะวันไม่คิดจะจุดไฟอีกหลังจากที่เกิดเหตุไฟป่าครั้งนั้น แถมจุดไปก็มีแต่ทำให้คนเจอตัวเร็วขึ้นซึ่งพนันได้เลยว่าเป็นฝั่งที่ต้องการฆ่าเธอแน่นอน ตอนนี้รู้สึกไม่ต่างอะไรกับอยู่ตรงกลางดงศัตรูเลยด้วยซ้ำ นี่ก็คืนที่แปดเข้าไปแล้วยังไม่เห็นทหารสักคน

ร่างเล็กกอดเข่ากับตัวเอง โชคดีที่เธอไม่กลัวความมืด แต่ก็ใช่ว่าความมืดนี้จะทำให้สงบใจได้ ยิ่งเสียงลมจากด้านนอกที่พัดไหวทำให้ความคิดที่พยายามกดไว้ในตอนกลางวันยิ่งโลดแล่น

เธออยู่ตัวคนเดียว... ในตอนที่โคตรไม่โอเค... และไม่รู้ด้วยว่าจะตายรึเปล่า

มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในเสื้อสัมผัสกับอะไรแข็งๆ เธอไม่รู้แล้วว่ากริชมันเย็นหรือไม่เย็น เพราะตอนนี้เธอหนาวมาหลายวัน อยู่ได้ด้วยอาศัยการสะกดจิตบอกตัวเองว่ามันไม่หนาวและใช้พุ่มไม้กันลม ไม่ต้องพูดถึงขาซ้ายที่ไร้รองเท้า มันแทบไม่มีสีเลือดและหยิกไม่รู้สึกแล้วด้วยซ้ำ ตะวันหยิบกริชออกมาก่อนจะกุมมันไว้แน่น

ต้องเอาไปคืนให้ได้...

‘สตรี... พวกนางน่ากลัวกว่าที่เจ้าคิด โดยเฉพาะพวกชนชั้นสูงที่สามารถสังหารคนได้โดยสีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย’

คำเตือนของจินเกอดังในหัวที่ตั้งมั่นว่าต้องเอาไปบอกเหวินเจี้ยน แม้จะไม่เข้าใจว่าหมายถึงอะไร ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะเชื่อถือได้หรือไม่ แต่ฟังไว้ก็ไม่เสียหาย มันเหมือนกับเป็นคำเตือนที่ให้ระวังผู้หญิงทุกคนที่อยู่ในวัง ยิ่งผู้หญิงที่เธอเจอก่อนหน้านั้นก็เป็นสิ่งยืนยันแล้วจริงๆว่าผู้หญิงไว้ใจไม่ได้

นั่นอาจจะรวมถึงตัวเธอด้วย...​

ตะวันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเธออยู่ท่านั้นนานแค่ไหน เวลาผ่านไปเท่าไหร่ หรือว่าเผลอหลับรึเปล่า รู้แต่ว่าเมื่อแหงนหน้าขึ้นมาก็พบกับแสงสว่างที่ลอดเข้ามาผ่านเพิงสามชั้นที่เธอสร้างขึ้นจนอดไม่ได้ที่จะออกไปดู แสงสว่างจ้าสัมผัสดวงตาที่อยู่ในความมืดจนต้องหรี่ลง และเมื่อปรับโฟกัสสายตาได้ก็ทำให้เห็นละอองสีขาวที่ปลิวไปทั่ว

หิมะ.....

ไม่รู้ว่าตกนานแค่ไหนแล้ว รู้แต่ว่ามันนานพอที่จะทับถมบนพื้นเช่นเดียวกับตรงเพิง ตะวันคลานออกมาจากจุดหลบซ่อน ลมเย็นกระแทกหน้าทำให้สองมือต้องกอดตัวเองไว้แต่กระนั้นก็ไม่คิดจะกลับเข้าไป หิมะที่ควรจะเย็นสัมผัสทั้งใบหน้าและเท้าไม่ได้ทำให้ตะวันรู้สึกถึงความเย็นของมัน คาดว่าคงชาจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว 

เธอเดินเล่นเรื่อยเปื่อยวนไปมาอยู่บริเวณนั้นโดยไม่ได้ระวังว่าอาจมีใครเห็นหรือไม่ ซึ่งโชคดีเพราะหิมะตกเลยอาจจะทำให้พวกนั้นกลับหมดแล้วก็ได้ มือข้างหนึ่งถือกริชไว้ไม่ห่างขณะที่อีกข้างตกอยู่ข้างตัว หัวสมองว่างเปล่าขณะเหม่อมองไปตามสีขาวตัดกับสีน้ำตาลของต้นไม้แห้ง

มันก็ดูคนละแบบกับขี้เถ้าปลิวตอนหลังไฟไหม้ น่ามองกว่าเยอะ 

ลมหายใจสีขาวพ่นออกมาเรียกรอยยิ้มบางๆให้ปรากฏบนใบหน้าได้ไม่ยาก โชคยังดีที่ลมไม่แรงมากเช่นเมื่อวานทำให้อากาศยังไม่เลวร้ายถึงขีดสุด แต่ถึงจะคิดแบบนั้นแต่หากมีใครมาเห็นคงต้องตกใจ ไม่ว่าจะการแต่งกายที่เท้าข้างหนึ่งว่างเปล่าเหยียบไปบนหิมะ เสื้อผ้าขาดวิ่นดูยังไงก็ไม่อุ่นพอแน่ๆ และไม่ต้องบอกว่า... ผิวขาวซีดแบบนั้นตัดกับเรือนผมสีดำสนิทยุ่งเหยิงที่ถูกเกล้าขึ้น ทุกอย่างทำให้ดูไม่ต่างอะไรกับวิญญาณ

ใช่ว่าไม่ได้ลองใส่ถุงเท้าแล้วกับข้างที่เป็นเท้าเปล่า แต่มันไม่ช่วยอะไรเลย หนำซ้ำยิ่งเปียกกว่าเก่าตอนเหยียบบนหิมะ จะให้ใส่รองเท้ากลับข้างก็ยิ่งเดินยากจนล้มไปเรียบร้อย ฉะนั้นก็เลยตามเลย

ตะวันใช้เวลาอยู่ท่ามกลางหิมะตกอยู่นานแค่ไหนไม่ทราบ แต่เมื่อรู้สึกว่าขานั้นไม่มีแรงจะเดินต่อไปจึงตัดสินใจกลับ ใจที่ว้าวุ่นในตอนแรกรู้สึกสงบลงมาก ใครจะหาว่าบ้าก็ช่าง เพราะเธออาจจะเป็นบ้าไปแล้วจริงๆก็ได้ 

เมื่อกลับมาถึงที่พักชั่วคราว ตะวันก็มุดตัวเข้าไปซุกกับรากไม้เย็นๆตรงมุมลึกที่สุด ลมหายใจติดขัดและริมฝีปากสั่นริกจนฟันกระทบกันเป็นระยะจนต้องหลุดหัวเราะกับตัวเอง

ทั้งที่ไม่รู้สึกหนาวแล้ว แต่ร่างกายก็ยังดูหนาวอยู่ดี

...ตรงนี้คงกลายเป็นหลุมฝังศพเธอจริงๆแล้วมั้ง ไม่ต้องนึกถึงการเอาตัวรอดในหิมะ อาจจะหนาวตายซะก่อน

เธอกุมกริชด้วยสองมือและจับมันแนบชิดกับใบหน้า ไม่รู้ว่านานแค่ไหนถึงจะมีคนเจอเธอ หรือจะไม่มีเลยก็ไม่เป็นไร ก็คงต้องแกะมือเอากริชกันหน่อยแหละงานนี้

พลันตรงแผลเป็นที่ไหล่ก็รู้สึกร้อนขึ้นอย่างไม่น่าเป็นไปได้ทำให้ตะวันอมยิ้มกับตัวเองนิดๆ เปลือกตาหนักอึ้งเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าขณะพยายามบังคับตัวเองไม่ให้หลับ ไม่ใช่กลัวว่าตัวเองจะไม่ตื่นขึ้นมาอีกเพียงอย่างเดียว แต่...​เธอไม่อยากฝันร้าย

คิดดังนั้นจึงดึงปลอกกริชออก มือสั่นๆกุมมันแน่นขณะกดปลายแหลมลงไปบนท่อนแขนของตน เลือดสีแดงไหลออกมาแต่กลับไม่รู้สึกเจ็บ อาจเป็นเพราะความหนาวมันเป็นยาชา ไม่รู้สึกแม้ยามที่กรีดยาวลงมา ก่อนจะหยุดเมื่อตาสว่างขึ้นมาบ้าง แผลยาวประมาณหนึ่งฝ่ามือ เธอใช้ชุดของตนเช็ดเลือดบนใบมีดคม เก็บปลอกมีดและถือมันไว้ด้วยสองมือตามเดิม

ช่วยตัวเองได้แค่นี้แหละ ที่เหลือก็ปล่อยไปเลยก็แล้วกัน

ตะวันปิดเปลือกตาลงอย่างไม่อาจห้ามได้ด้วยความอ่อนล้าทั้งร่างกายและจิตใจ ประมาณชั่วโมงต่อมา เธอก็ถูกพบ ได้ยินเสียงโวยวายเหมือนห่างไกลมากแต่ก็ได้ยินเสียงคุ้นหูซึ่งจำได้ดีว่าเป็นเสียงใคร ไม่แน่ใจว่าเป็นความฝันหรือความจริง โดยเฉพาะอุณหภูมิร้อนจัดปกคลุมรอบตัว พยายามลืมตามองแต่ก็ไม่อาจเห็นอะไรชัดเจนนอกจากเงารางๆ ทำให้ต้องเรียกเจ้าของเสียงนั้นเหมือนคนละเมอ

“..ตง....ตง...”

“ข้าอยู่นี่” เสียงนั้นดังข้างหู “ฉะนั้นไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น”

ความอบอุ่นที่สัมผัสโดยตรงผ่านผิวแก้มแนบอยู่ตรงต้นคอแกร่งเรียกให้รอยยิ้มบางๆปรากฏ แม้มันจะร้อนราวกับไฟทำให้คิดว่าตอนนี้ตัวเธอคงเย็นจัดแน่ๆ ความอุ่นร้อนมันอยู่รอบตัวราวกับถูกกอดไว้จนแนบชิด นอกจากตรงแก้มก็มีตรงหลังคอที่แจ่มชัดเหมือนกับมีคนจับประคองไว้อยู่

มนุษย์...ตัวอุ่นขนาดนี้เลยเหรอ?

เปลือกตานั้นปิดลงอย่างเชื่องช้าขณะรู้สึกดีกับความอุ่นนั้น ส่งผลให้สติสุดท้ายหลุดลอยออกไปไม่ยากเย็นเช่นเดียวกับทุกอย่างตกลงมาข้างตัวอย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรง






ตะวันรู้สึกตัวขึ้นมาเพราะรู้สึกได้ว่ามีผ้าเปียกชื้นสัมผัสที่ใบหน้า ภาพที่อย่างเลือนลางขณะที่รู้สึกทั้งตัวหนักอึ้งราวกับถูกทับด้วยหิน คล้ายจะเห็นว่ามือจะที่ถือผ้าผืนเล็กอยู่จะชะงักไปพร้อมกับได้ยินเสียงหวานเหมือนของผู้หญิงตะโกนไม่ดังมาก เปลือกตากะพริบอย่างเชื่องช้าก่อนจะเห็นชายชราในชุดสีฟ้าเดินเข้ามาใกล้

“….ท่าน...​ท่านหมอ...”

เธอมองเห็นสีหน้าอีกฝ่ายไม่ชัดเท่าไหร่ แต่ก็รู้สึกว่ามีคนเข้ามาในห้องมากขึ้น หูอื้ออึงแต่กระนั้นมุมปากก็ยังคงมีรอยยิ้ม พร้อมกับว่า

“อ่า... โทษนะ...​ตะ... แต่...แต่ฉันไม่อยากลุก...”

ตะวันเหมือนจะเห็นเหวินเจี้ยน เพราะออร่ารอบตัวเขายังคงดูบ่งบอกฐานะ ถ้าเหวินเจี้ยนอยู่ตรงนี้ คนๆนั้นก็อาจจะอยู่ด้วย จึงอดไม่ได้ที่จะถามออกไป

“แม่... เอ่อ... ท่านแม่ทัพใช่ไหม?”

เธอมีเรื่องต้องเตือนเขา คนๆนี้เธอไม่คิดว่าเขาจะทรยศเหวินเจี้ยน ฉะนั้น...​เธอต้องบอกให้เขารู้ด้วย

“ระวัง...ระวังผู้หญิง...ไว้”

“อะไรนะ?”

“ผู้หญิง...ทุกคนที่อยู่ในวัง โดยเฉพาะคน.. คนรอบตัวของเหวินเจี้ยน...​และอดีตฮ่องเต้...​รวมทั้งตัวคุณด้วย...”

“หมายความว่าไง”

เธอระบายลมหายใจออกมาเพราะรู้สึกเหนื่อยมากมาย รายละเอียดทั้งหมดคงต้องไว้ก่อน แต่ก็พยายามขยายความส่วนที่ต้องการบอกที่สุด “ระวังฉัน... ด้วยก็ดี”

เพราะเหวินเจี้ยนกับตงหานไว้ใจเธอมาก...​เธอถึงรู้สึกไม่ดีกับมัน 

หูอื้ออึงและตาพร่ามัวแต่กระนั้นก็ยังมองเห็นว่าเหวินย่อตัวลงต่อหน้ายามที่เธอพยายามขยับมือข้างถือกริชออกมาจากใต้ผ้าห่ม มือใหญ่ประคองมือไว้ยังอุ่นๆหรือไม่มือเธอก็เย็นเอง สีหน้าแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงและโทษตัวเองขนาดไหนมันทำให้รู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่นักจนต้องปลอบทั้งที่สภาพตัวเองก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่

“นายไม่ผิดหรอก... มันเป็นเพราะฉันดื้อไม่ฟังตงหานเอง...”

“…”

“ฉะนั้นไม่ต้องคิดโทษ..ตัวเอง แต่ถ้าทำ... ทำไม่ได้... ก็ช่วยทำตามที่ฉันขอสักสามข้อไถ่โทษ...ก็ได้”

คำขอที่เธอขอเขา สองในสามนั้นเป็นแค่การออกความเห็นเท่านั้น คำขอจริงๆมีเพียงข้อแรกที่เธอจริงจังมากยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

ได้ยินเสียงพูดคุยกันดังอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะเงียบไป ซึ่งนั่นทำให้เปลือกตาที่หลับอยู่ยามที่ป้าหลินซินเช็ดตัวให้เปิดขึ้นมา ก็เห็นคนที่เธอคาดไว้อยู่แล้วจากบทสนทนาที่ได้ยิน

ตะวันอยากจะพูด อยากจะถาม และรู้เช่นเดียวกันว่าเขาเองก็มีเรื่องอยากถาม หากตงหานขึ้นทวนน้ำมาเพื่อตามหาเธอนั่นหมายความว่าเขาต้องเจอตรงไฟป่านั่น อันที่จริงเธอคิดว่าไฟครั้งนั้นมันทำให้ทุกคนรู้ด้วยซ้ำว่าเธออยู่ตรงไหน แต่... คนที่พบในไฟกลับไม่ใช่เธอ

“เขาเอง... ก็เป็นคนที่มาตามหาฉัน... เหมือนกับนาย”

“แล้วเหตุใดถึงมีแค่คนเดียว?”

นั่นสิ ทำไมถึงมีแค่จินเกอคนเดียวเธอก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน ทั้งที่ถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยเธอว่าเธอตายแน่ๆ อันที่จริงก็ไม่คิดว่าตัวเองจะรอดมาได้ด้วยซ้ำ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในช่วงทั้งหมดนั่น

“…ข้าบอกแล้วใช่ไหม ว่าหากลงจากต้นไม้ ข้าจะฆ่าเจ้า”

“อ่า…” นั่นสินะ ตงหานเหมือนกับรู้นิสัยเธอดีเกินไปว่าเธอมีสิทธิ์ขัดคำสั่งสูงมากถึงได้คาดโทษขนาดนั้น แต่ตอนจบเธอก็ลงจากต้นไม้อยู่ดีนั่นแหละ

ฉะนั้นอย่าหวังว่าข้าจะปล่อยเจ้าตายแบบนั้นโดยที่ข้ายังไม่ได้ลงโทษเจ้า

ประโยคนั้นเรียกให้ตะวันหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ มันเหมือนกับบอกว่ายังไงเขาก็เชื่อว่าเธอยังไม่ตาย และถึงตายยังไงเขาก็ไม่ยอม เขาจะตามหาเธอจนกว่าจะเจออย่างไรอย่างนั้นเลย

ซึ่งนั่นทำให้ความลังเลว่าควรจะพูดดีหรือไม่ในตอนแรกหายไป และตัดสินใจว่าจะบอก... จะระบายให้เขาฟัง ตะวันรู้ว่าตงหานเป็นพวกขี้ห่วงเหมือนกัน แต่ไม่เยอะมากเช่นเหวินเจี้ยนไม่่ว่าจะเป็นการแสดงออกหรืออะไรทำให้หลายคนอาจคิดว่าเขาเป็นคนเย็นชา ยิ่งเห็นความโหดนั่นด้วย แต่เธอรู้... ว่าเขาเองก็ห่วงเหมือนกัน

ฉะนั้นคิดว่าบอกเขาคงไม่เป็นไร เพราะเธอต้องพูดออกไปจริงๆ แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม

“ฉัน... ขอไม่ยุ่งเรื่องนี้สักพัก... จะทำตัวไร้ตัวตน... ไม่ต้องเจอหน้าใครตรงๆหรือเข้าใกล้ใครมาก... ถ้าเป็นไปได้...”

โดยเฉพาะเหวินเจี้ยน... เขาไม่ยอมฟังเธอแน่ๆ เหวินเจี้ยนเป็นพวกไม่ยอมอยู่เฉยยามมองเธอเเป็นแบบนี้แน่นอน แต่...​เธอไม่พร้อมจริงๆ ไม่ใช่แสร้งทำตัวเป็นเข้มแข็ง แต่เธอไม่รู้จะแสดงออกไปยังไง

“แต่... มันอาจจะเห็นแก่ตัวไปรึเปล่า... ถ้าฉันขอ... ให้นายอยู่ตรงนี้

เพราะเธอรู้ว่าตงหานจะทำตามคำขอ เขาจะไม่ถามไม่เซ้าซี้หรือออกอาการว่าอยากรู้หรือเป็นห่วงออกนอกหน้า ซึ่ง...​มันดีกับสภาพจิตใจเธอตอนนี้ ใช่ว่าไม่อยากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น อยาก อยากมากด้วย แต่ตะวันไม่รู้จริงๆว่าควรเริ่มอย่างไร ตรงไหน ฉะนั้น... ต้องขอเวลาที่จะมีความกล้าอีกครั้ง

“...เข้าใจแล้ว”

ตอนนี้ต่างกับตอนที่อยู่ในป่า เธอไม่ได้อยู่คนเดียว มีคนรอฟังหรืออยู่ตรงนั้นยามที่เธอหันไปหาและบอกว่า ‘พร้อมเล่าแล้ว จะฟังไหม’ แต่ตอนนี้... เธอต้องการกำลังใจตัวเองที่จะเล่าและจดจำเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั่นอีกครั้ง






ด้วยความที่พื้นฐานเป็นคนร่างกายแข็งแรง ไข้จึงหายเป็นปลิดทิ้งภายในวันกว่าๆ แต่ตะวันก็ยังคงฝันร้ายเห็นตัวเองทิ้งจินเกอไว้ในกองไฟแบบนั้น เสียงร้องทรมานยังคงดังอยู่จนมันเหมือนจริงเสียยิ่งกว่าอะไร นั่นทำให้ต้องละเลงฝ่ามือของตัวเองทั้งสองข้างให้เปื้อนหมึก และทาบลงไปในสมุดของตน 

สิ่งเตือนใจ... ว่าสองมือนี้เปื้อนเลือดคนมาแล้ว และทำอะไรไว้บ้าง

ความเครียดและกำลังใจที่ไม่กลับมาเลยนั้นทำให้ตะวันตัดสินใจออกกำลังกายระบายอารมณ์ แม้จะยังคุยได้ปกติแต่เมื่อคุยกับใครแล้วก็มีความรู้สึกว่าอยากจะสารภาพบาปทั้งหมดออกไป แต่ในใจก็ยังไม่กล้าพอที่จะพูด มันยังมีความกลัวที่ตัวเองก็ไม่แน่ใจว่ากลัวอะไร ถึงได้ปลีกตัวออกจากทุกคนแบบนั้น ทุกครั้งที่มีอาหารอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกอยากจะขย้อนออกมาเพราะได้กลิ่นเนื้อไหม้ลอยเข้าจมูก 

รู้ทั้งรู้ว่าคิดไปเอง แต่เธอก็ก้าวข้ามมันไปไม่ได้ มันทำให้ทั้งวันของเธอวนเวียนอยู่กับเรื่องนี้และปลุกใจตัวเอง ซึ่งมันไม่สำเร็จ เธอจบลงที่รูปวาดที่บ่งบอกถึงครอบครัวของตัวเองและน้ำตาไหลออกมาทุกครั้ง... ซึ่งคิดว่าตงหานรู้ว่าเธอร้องไห้ หมอนั่นนั่งเฝ้าเธอทุกคืน และถึงแม้ว่าจะไม่มีไข้แล้วเขาก็นอนตรงนั้น ตรงที่นอนเก่าของเธอราวกับกลัวจะฆ่าตัวตายอย่างไรอย่างนั้น อันที่จริงก็แซวไปแล้วแต่โดนมองดุๆกลับมา

แต่สุดท้ายมันก็ระเบิดออก เมื่อเหวินเจี้ยนสุดท้ายก็มาหาหลังจากผ่านไปห้าวัน ทั้งที่มั่นใจว่าตงหานบอกเขาแล้ว แต่เธอคงประเมินเหวินเจี้ยนต่ำไป เพราะเขาไม่ฟัง และเธอปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในความคิดจนไม่ได้สังเกตว่าเหวินเจี้ยนมาอยู่ตรงหน้า ทั้งที่บอกว่าจะไปนอนและยอมเสียมารยาทย้ำเรื่องที่อาจทำร้ายจิตใจเขาว่าไม่อยากให้เยี่ยม เขาก็ดูรู้สิ่งที่เธออยากจะสื่อ ก็คิดว่าจะไม่เข้ามายุ่งแล้ว แต่ก็เปล่า... เขาเห็นเธอสภาพที่ไม่อยากให้เห็นมากที่สุด

“…มันไม่ใช่เหตุผลว่าแค่กลัวข้าห่วงอย่างเดียวใช่ไหม?”

ตะวันมองผู้ชายตรงหน้าที่แววตาและสีหน้าแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดว่าเป็นห่วงและกังวลขนาดไหน ไม่ได้คิดจะดูถูก แต่เขาบอกว่าเขารักเธอ... ฉะนั้นมันคงไม่แปลกถ้าเขาจะรู้สึกห่วงขนาดนั้น

ถ้าผิดก็คงผิดที่เธอ ทำให้เขาเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังเลือกจะผลักไส

“นายขี้ห่วงเล็กห่วงน้อยอยู่แล้ว แต่ก็ใช่ นั่นไม่ใช่เหตุผลนั้นอย่างเดียว และไม่ต้องถามนะ เพราะฉันไม่คิดจะบอกนาย”

“….”

“ในเมื่อเห็นและได้ยินทั้งหมดแล้ว ฉันขอให้นายออกไปได้ไหม? อย่างน้อยๆก็ไม่ต้องอยู่ใกล้แบบนี้ ฉันไม่พร้อม ถือซะว่า... เป็นคำขอของฉันก็แล้วกัน”

ทั้งที่เมินก็แล้ว บอกตรงๆก็แล้ว ขอร้องก็แล้ว ห้ามก็แล้ว แต่เหวินเจี้ยนก็ยังคงดื้อดึงที่จะอยู่ หนำซ้ำไม่ใช่แค่อยู่เฉยๆ แต่ทำสิ่งที่เธอไม่ต้องการที่สุด นั่นคือการปลอบ...

ใช่... เธอไม่อยากถูกปลอบ โดยเฉพาะจากเขา ตอนนี้เธอก็ไม่ต่างอะไรกับเขื่อนที่ใกล้จะแตกหากมีอะไรสักอย่างไปสะกิดมัน ซึ่งมันก็เป็นเช่นนั้น ใช้เวลาเพียงไม่นาน แค่อยู่ในอ้อมกอดเขาไม่ถึงนาที น้ำตาก็รื้นขึ้นมา ใจหนึ่งอยากจะกอดตอบและระบายทุกอย่างออกมาให้หมด แต่อีกใจหนึ่งก็ยังสับสนไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

เพราะหากร้องไห้แล้วเธอต้องเล่าทั้งหมด และไม่คิดว่าตัวเองพร้อมกับมัน

“อย่ากังวลเลย ข้าไม่รู้จักเจ้า เจ้าไม่รู้จักข้า มันก็แค่ข้าบังเอิญผ่านมาเห็นคนกำลังเศร้า แต่ข้าไม่ได้ถูกสอนให้ทำเมินเฉยเดินผ่านไปและทิ้งคนๆนั้นไว้เบื้องหลังก็เท่านั้น”

ช่างเป็นคำปลอบที่สมกับเป็นเหวินเจี้ยน ไม่ต้องมีอะไรมาก แค่คำพูดไม่กี่คำมันก็สามารถทำให้ตะวันยอมปล่อยอารมณ์ที่เก็บไว้ ระบายออกมาทั้งหมดกับความอัดอั้นที่อยู่ในใจ

ไม่ไหว... ไม่ไหวแล้วจริงๆ... เหมือนกับความเครียดตั้งแต่มาอยู่อดีตทุกอย่างมันทะลักออกมาทั้งหมด การที่ไม่รู้ว่าตนนั้นสามารถกลับโลกของตนเองได้ไหม ทั้งเกือบตายครั้งแล้วครั้งเล่าจนรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง หนำซ้ำยังโดนหมายหัว แต่ตัวกระตุ้นที่ส่งผลกระทบมากที่สุดที่ทำให้ความอดทนทั้งหมดถึงขีดสุด คือเห็นคนตายต่อหน้า... ด้วยไฟอีกครั้ง





“…ขอโทษนะ”

นั่นเป็นประโยคแรกที่ตะวันพูดหลังจากที่ร้องไห้จนแสบตาไปหมด ไม่ต้องบอกว่าชุดคลุมราคาแพงที่เป็นดั่งผ้าให้เธอซับน้ำตาจะเปียกขนาดไหน รู้สึกได้ว่าเหวินเจี้ยนหันมาจูบเบาๆตรงข้างขมับขณะโยกตัวเธอไปมาราวปลอบขวัญ

“ขอโทษข้าทำไมหืม?”

“ฉันทำชุดนายเปียก ฉันทำนายหนวกหู คิดว่าทุกคนคงรู้แล้วว่าฉันเป็นผู้หญิงเพราะฉันร้องไห้เสียงดัง...​และ... นายอยู่กับฉัน”

“ข้าว่าข้าบอกไปแล้วนะ ว่าเราไม่รู้จักกัน ข้าอยู่กับเจ้าเพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเป็นเช่นนี้ ฉะนั้นหายกัน”

ตะวันหัวเราะในลำคอทั้งที่ยังคงสะอื้นฮักอยู่ ครั้งนี้รู้สึกได้ว่าฝ่ามือใหญ่ลูบแผ่นหลังราวกับปลอบประโลม เธอกัดริมฝีปากตัวเอง ลังเลอย่างหนักว่าควรจะบอกเรื่องท่ีตนรู้สึกให้เหวินเจี้ยนฟังหรือเปล่า ถึงแม้ว่าจะบอกตงหานไปแล้วแต่เธอไม่รู้ว่าควรบอกเหวินเจี้ยนดีไหม แต่สุดท้าย...​ก้อนที่ยังคงจุกอยู่ในลำคอก็ดันให้เธอพูดแม้เสียงจะขึ้นจมูกก็ตาม

“…อย่า….”

“?”

“อย่าไว้ใจ... ผู้หญิง”

“….”

“ฉันไม่รู้... ว่าตงหานบอกนายรึยัง” เธอสูดน้ำมูกขณะพยายามไม่ให้สะอื้นมากนัก “ฉันรู้ว่านาย..​. นายอาจจะเอ็นดูเธอ แต่... เธอมีอะไรบางอย่างที่อันตรายที่นายอาจมองข้ามไป ด้วยความจริงว่าเธอเป็นผู้หญิง”

แม้เสียงจะไม่เหมือนกันสักทีเดียวกับผู้หญิงที่เธอเจอในป่า แต่ก็ไม่มีอะไรยืนยันว่าไม่ใช่คนเดียวกัน

“เจ้าหมายถึงใคร?”

“นายมีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อ เพราะฉันไม่มีหลักฐาน มันแค่ความรู้สึกของฉันที่บอกแบบนั้น....”

“….”

“ผู้หญิง​ทำอะไรได้มากกว่าที่นายคิด อาจจะเกินคาดด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นบอกว่า... นายก็ไม่ควรอยู่ตามลำพังกับฉันด้วย เพราะฉันเองก็เข้าข่ายนั้นเหมือนกัน”

เหวินเจี้ยนไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เธอไม่รู้ว่าเหวินเจี้ยนรู้สึกยังไงกับเสวี่ยเอ๋อ เอ็นดูเหมือนน้องสาวหรือรักใคร่แบบไหน แต่ความรู้สึกนั้นมันจะทำให้เขาระวังตัวน้อยลงเพราะผู้หญิงทำอะไรไม่ได้ เช่นเดียวกับเธอ เขาอาจมั่นใจว่าตนเองรู้จักเธอดีว่าทำอะไรได้บ้าง แต่เปล่า...​เขาก็ไม่ได้รู้ทั้งหมด

จู่ๆเหวินเจี้ยนก็ดันตัวให้ออกจากอ้อมกอดเขา ซึ่งตะวันมองเห็นเขาไม่ชัดนักเพราะแสบตาไปหมด แต่ก็รู้สึกได้ ว่าเขายกมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นมาจูบอย่างแผ่วเบาตรงรอยแผลไม่สมานดีตรงกลางฝ่ามือที่เธออุตริดึงผ้าพันออกโดยสายตายังคงมองตรงเข้ามาในดวงตาของเธอ ใบหน้าโน้มเข้ามาใกล้ก่อนจะประทับริมฝีปากลงที่หางตาราวกับจะซับคราบน้ำตาให้อย่างอ่อนโยน ซึ่งอารมณ์ตอนนี้ทำให้ไม่รู้สึกเขินกับการกระทำพวกนั้นอย่างที่เคยเป็น

“เราแทบไม่ได้อยู่ด้วยกันอยู่แล้ว ยังจะตีตัวออกห่างจากข้าอีกเหรอ?”

“….”

“ยิ่งในอนาคตไม่ช้าก็เร็ว เจ้าจะจากข้าไป ยังจะใจร้าย...​ไม่ให้ข้าเข้าใกล้อีกงั้นรึ?”

“….”

“ข้าไม่สนหรอกนะว่าจะอภิสิทธิ์หรือส่ิงใดก็ตาม ต่อให้เจ้าคิดว่าตนนั้นเป็นอันตรายต่อข้า แต่หากข้าอยู่ใกล้เจ้าได้ ข้าก็ต้องการและพร้อมจะรับมัน”

…ต่อให้สมมุติว่า... เงื่อนไขที่ฉันจะกลับบ้านได้ คือต้องฆ่านาย อย่างนั้นน่ะเหรอ?

ไม่รู้ทำไมที่ทำให้ตะวันถามออกไปแบบนั้น เพราะการที่เธอเป็นต้นเหตุให้จินเกอตาย จนเรียกได้ว่าเธอฆ่าเขา และอะไรหลายอย่าง มันทำให้มีความรู้สึกว่าเธออาจพลั้งมือทำแบบนั้นกลับคนใกล้ตัวอีก ไม่่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

ใบหน้าของเหวินเจี้ยนมีอาการแปลกใจน้อยกว่าที่เธอคาด แต่ก็ใช่ว่าไม่มี ตะวันรู้สึกว่าไม่อาจมองใบหน้าเขาได้จึงเลื่อนตัวออกจากอ้อมกอดและระยะความยาวแขน ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งบนเตียงแล้วเปรยเสียงเบา

“ฉัน….”

“…..”

“ฉัน... คือ...”

“…..”

ไม่ ไม่ไหว เธอบอกเหวินเจี้ยนไม่ได้ เธอไม่กล้าบอกเหวินเจี้ยน ไม่รู้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่กล้าสารภาพ ตะวันรู้สึกร้อนที่ตาอีกครั้งจนต้องชันเข่าขึ้นมาและฝังใบหน้าลงกับท่อนแขนของตน

ขี้ขลาดเป็นบ้า ทั้งที่ทุกคนก็คงรู้กันหมดแล้วว่าเธอเป็นคนฆ่าจินเกอ แล้วจะกลัวอะไรอีก

“...อยากจะให้ข้าเรียกน้องข้ามาแทนรึเปล่า?”

ตะวันไม่ได้เงยหน้าขึ้นมามอง เพราะรู้สึกว่าถ้ามองหน้าเหวินเจี้ยนตอนนี้เธอจะรู้สึกแย่มากๆ มือทั้งสองข้างกำแน่นจนแทบจะจิกลงไปด้วยความรู้สึกว่าตัวเองทำผิดต่อเขามากมาย แม้แต่ตอนนี้... เธอไม่กล้าพอที่จะพูด หรือมองหน้าเขาจริงๆ

“แล้วฉันจะไปหานาย”

“…”

“ถ้าฉันพร้อม...​ฉันสัญญา ว่าจะไปหานายคนแรกเลย ครั้งนี้...​ไม่นานจริงๆ”

ตะวันไม่รู้ว่าเหวินเจี้ยนทำหน้าอย่างไร แต่อย่างที่บอก เธอกลัวเกินไปที่จะมองเขายามนี้

“…แล้วข้าจะรอ

เสียงฝีเท้าที่ห่างออกไปทำให้ตะวันเงยหน้า เห็นแผ่นหลังที่กำลังจะเดินออกไปจากห้องนอนทำให้เผลอโพล่งออกมาไม่ดังมากนัก

“เสวี่ยเอ๋อ”

ตอนแรกคิดว่าเขาไม่ได้ยิน แต่การที่ฝีเท้านั้นชะงักไปครู่แต่ไม่หันกลับมามองทำให้เธอมั่นใจว่าเขาได้ยิน ตะวันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นก่อนว่าด้วยเสียงกระซิบ

“…อย่าไว้ใจ.. ผู้หญิงคนนั้น”

เหวินเจี้ยนไม่พูดหรือตอบอะไรขณะเดินออกจากห้องนอนนี้ไป ตะวันรู้สึกจุกในลำคอและในอกก่อนจะฝังใบหน้าตนเองลงกับท่อนแขนอีกครั้ง

เธอกลัวอะไรกับการบอกเขาแค่ว่าเธอฆ่าคนมา? เพราะเขามีความรู้สึกแบบนั้นกับเธอ เลยกลัวว่าจะทำให้ผิดหวัง กลัวจะเสียมันไปเหรอ? ความคิดที่กลัวว่าเขาจะแสร้งพูดดีแต่ในใจอาจจะตีตัวออกห่างคืออะไร มันเป็นสิทธิ์ของเหวินเจี้ยนหากเขาอยากออกห่างจากเธอ มันก็ดีไม่ใช่หรือไงถ้าเขาทำแบบนั้น เพราะตอนนี้เธอเองก็ไม่ต่างอะไรกับถอยห่างจากเขา

นี่เธอกำลังดูถูกความรู้สึกของเหวินเจี้ยนอยู่....

มนุษย์มันเห็นแก่ตัวเป็นบ้า ไม่กล้าบอกว่าฆ่าคนแต่กล้าบอกเรื่องที่ไม่มีหลักฐานอย่างเสวี่ยเอ๋อ ถ้าความรู้สึกของเธอมันแค่การคิดมากไปเอง มันก็ไม่ต่างอะไรกับการยุให้เหวินเจี้ยนแตกกับขุนนางของตัวเองเลยไม่ใช่เหรอ?

พลันเสียงฝีเท้าที่เหมือนกับวิ่งเข้ามาก็เรียกให้เธอแหงนหน้ามองอีกครั้ง ซึ่งเธอเปรยลอยๆ

“…ฉัน… ทำผิดรึเปล่า...ที่พูดออกไป”

“เรื่องอะไร”

ตะวันไม่ตอบอะไรขณะพยายามรวบรวมสติ เธอไม่รู้ว่าทำไมการบอกตงหานมันดูจะง่ายกว่าเหวินเจี้ยน อาจเพราะเขารู้จักกับจินเกออยู่แล้ว เราเคยคุยกันเรื่องการพลั้งมือฆ่าแบบนี้ เขามองเธอเป็นคนดีน้อยกว่าเหวินเจี้ยนหรืออะไรก็ไม่ทราบ แต่....​มันทำให้เธอยอมพูดออกมา

“และฉัน....”

….

…ฉันเป็นคนฆ่าเขาเอง





ตะวันยืนอยู่ด้านหลังของตำหนักพร้อมกับมีผ้าห่มผืนยาวที่ตนเองลากมาจากห้องนอนคลุมอยู่กับตัว ใบหน้าแหงนมองท้องฟ้าสีดำที่ยังคงมีหิมะตกโปรยปรายลงมาไม่มีท่าทีว่าจะหยุดง่ายๆ ขณะหายใจออกมาอย่างเชื่องช้าเพื่อเฝ้ามองลมหายใจสีขาวของตัวเองที่ค่อยๆหายไปกับบรรยากาศ

“รู้ใช่ไหมว่าไม่ควรตากหิมะนาน”

ร่างเล็กๆไม่หันกลับไปมอง เพราะรู้ได้ว่าใครที่กล้ามารบกวนเธอตอนนี้ขณะตอบ “ฉันไม่ป่วยแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”

ตงหานเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะมาหยุดอยู่ข้างตัว เธอรู้สึกว่าเขาสัมผัสปลายผมปล่อยยาวสยายของเธอพร้อมกับเสียงหัวเราะขึ้นจมูก

“ไม่ผูกผมแล้วรึ?”

“มันปิดตรงคอได้”

ตะวันตอบเพียงแค่นั้นทั้งที่ดวงตายังคงเหม่อมองท้องฟ้าอย่างเลื่อนลอย เธอเล่าให้ตงหานฟังแค่ว่าเจอจินเกอก่อนไฟไหม้ เธอเป็นคนฆ่าเขาเท่านั้น ตงหานไม่พูดอะไรเลย สีหน้าเรียบเฉยแน่นิ่งจนเธอมองไม่ออกว่ารู้สึกยังไง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะบอกไปสั้นๆ

‘ฝากบอกเหวินเจี้ยนกับแม่ทัพด้วยก็แล้วกัน...​’

เพียงแค่นั้น เธอก็ดึงมือออกจากเขาและหันหน้าหนี แต่แทนที่ตงหานจะออกไปข้างนอก หมอนั่นกลับไม่ได้ไปไหนอย่างท่ีคิด เพียงแค่เอายามาทาตรงฝ่ามือทั้งสองข้างและพันแผลให้เงียบๆ ซิ่นสือเข้ามาครั้งหนึ่งก่อนที่จะออกไปไหนสักที่ด้วยคำสั่งจากอดีตองค์ชายนี่ 

ตะวันไม่ได้พูดอะไรขณะปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมจนตกค่ำ ใบหน้ามองออกไปนอกหน้าต่างที่ยังคงมีหิมะตกโปรยปรายจึงอดไม่ได้ที่จะออกไป โดยอาศัยจังหวะที่คนเฝ้าออกไปด้านนอกคุยกับทหาร จนถึงตอนนี้... เธอก็ไม่แน่ใจว่าตัวเองดีขึ้นมากแค่ไหน รู้แค่ว่าในอกโล่งขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น ใช้เวลาในการกำจัดความคิดไร้สาระด้านลบออกไปก็พอจะสงบใจได้ลง

ตะวันก้มลงมองมือตนเอง ก่อนที่สองมือจะกำแน่นและสูดลมหายใจลึกพร้อมกับว่า

“อะ มีอะไรว่ามา”

“อะไรนะ?”

เธอหันไปมองเขา และว่าย้ำ “มีอะไรจะพูดว่ามา”

ตงหานกะพริบตามองเธอพลางขมวดคิ้วเหมือนกับว่าเธอเพิ่งพูดอะไรแปลกประหลาดออกไป ซึ่งตะวันก็ยังคงเงียบรอคำถามจากเขา แล้วก็เกือบโวยวายออกมากับคำตอบสั้นๆ

“ไม่มี”

เธอผ่อนลมหายใจอย่างหงุดหงิดกับการที่อุตส่าห์เตรียมใจรับคำถาม แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีอะไรจะถามหรือจะพูดใดๆกับเรื่องที่เธอสารภาพไปเมื่อตอนกลางวัน สองมือกำหมัดแน่นจนสั่นขณะที่สูดลมหายใจลึกเข้าออกหลายๆครั้งคล้ายเรียกกำลังใจตัวเอง ก่อนจะถามขึ้นโดยที่ไม่หันมามอง

“นายบอกเหวินเจี้ยนกับแม่ทัพหลี่ไปรึยัง เรื่องนั้นน่ะ”

“….”

“ว่าไง”

“…บอกแค่ว่าไม่ต้องตามหา เพราะคนที่เราพบในกองไฟคือเขา แค่นั้น”

เธอพยักหน้าโดยเมินกับน้ำเสียงแผ่วเบานั้น ตะวันกัดริมฝีปากตัวเองแน่นก่อนจะหมุนตัวทั้งตัวไปเผชิญหน้า ดวงตานั้นหลับลงและสูดลมหายใจลึกเกือบสิบครั้ง และเมื่อเปลือกตานั้นเปิดขึ้นมา...

ประกายความแน่วแน่ตั้งใจดั่งคนตัดสินใจได้ก็สะท้อนอยู่ในแววตาคู่นั้น แม้จะไม่มาก แต่ก็บ่งชี้ชัดถึงความตั้งใจจริง

พาฉันไปเจอเหวินเจี้ยนที ฉันพร้อมจะเล่าทั้งหมดแล้ว







----------------------------------------------------------------------------------------------


ตอนนี้ก็ยังคงไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แค่บรรยายมุมมองของตะวันเฉยๆค่ะ และตอบคำถามที่ว่าทำไมตะวันถึงไม่กล้าบอกเหวินเจี้ยน มันก็แค่ความกลัวว่าเขาจะผิดหวัง ซึ่งตะวันอาจจะยังไม่ได้มองเหวินเจี้ยนแบบนั้น แต่อย่างน้อยๆก็มองเป็นเพื่อน ทำนองว่าไม่อยากให้เพื่อนผิดหวังนั่นแหละค่ะ

ส่วนเรื่องหิมะและการแต่งตัวของตะวัน อันนี้คือเอามาจากประสบการณ์ของตัวเองล้วนๆเลยนะคะ การที่หิมะจะตกได้มันขึ้นอยู่กับบรรยากาศท้องฟ้า ไม่จำเป็นต้องติดลบเยอะๆ และอากาศติดลบประมาณไม่เกิน -5 ก็ยังไม่เลวร้ายมากมายค่ะ (หรือเราชินแล้วก็ไม่แน่ใจ) ชุดฮั่นฝูที่ตะวันใส่นั้นเป็นแบบค่อนข้างหนาอยู่แล้วแม้จะมีรอยขาดบ้าง ลมไม่ค่อยมียิ่งสบาย ส่วนเท้า... ก็โดนหิมะกัดไปตามระเบียบค่ะ แต่เพราะตอนนั้นแกกำลังช็อคเหม่ออยู่ก็เลยไม่ได้สนใจ

ช่วงนี้เรียนเริ่มหนักแล้ว...​แต่ก็จะพยายามมาอัพนะคะ!!! จะพยายามไม่ให้ห่างมากด้วยเดี๋ยวทุกคนลืม ถถถถ

แล้วพบกันตอนหน้าค่ะ!!!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 41 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

947 ความคิดเห็น

  1. #906 yhing_haw_kaun (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 / 16:58

    อ่านจบต้องถอนหายใจมากหลายตอนแล้วเนี่ย เครียดสุดๆ เฮ้ออออ

    #906
    0
  2. #642 sherry_queen (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 26 มกราคม 2561 / 23:52
    มาต่อตอนต่อไปเร็วๆนะคะ มาม่าหน่วงตับมาหลายตอนแล้วค่ะ ต้องการอะไรชื่นใจให้ใจชื้นขึ้นมาหน่อย #ทีมเหวินจี้ นะ 555
    #642
    0
  3. #641 the_bad (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 20:41
    ชีวิตตะวันนี่แย่มากกว่าเรื่อง moon lovers ไปอีก ไม่เคยเห็นร่างกายนางปกติสักตอนเลย5555 ฮรื่อ ขอตับเพิ่มเยอะๆคะ
    #641
    0
  4. #640 llunda (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 20:26
    รอจ้า ได้รู้มุมมองของตะวันเเล้ว เดินเรื่องต่อ หุหุ
    #640
    0
  5. #639 แว่นใส (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 17:44
    รออ่านจ้า
    #639
    0
  6. #638 TabtimThaensaeng (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 12:44
    ตะวันต้องร้องเพลง โหยหา ความรักความเมตตา~ ไรต์ขอตอนที่ตะวันมีความสุขบ้างนะคะ นอกจากปลอบใจตะวัน. ยังปลอบใจคนอ่านด้วย รักนางจริงๆ สู้ๆ นะคะไรต์
    #638
    0
  7. #637 marchere01 (จากตอนที่ 66)
    วันที่ 20 มกราคม 2561 / 12:38
    รอค่ะ....สู้ๆค่ะ
    #637
    0