เมียจานด่วน

ตอนที่ 8 : เดินเกมรุก - 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,079
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    16 ก.ย. 59

 



“อีกนานไหมนายสมบูรณ์ ฉันหิวจนไส้จะกิ่วแล้วนะเนี่ย”

คนรอโวยวาย เมื่อพ่อครัวหัวป่าก์ไม่มีทีท่าว่าจะทำอาหารเสร็จสักที ต้มยำไก่ป่าหม้อใหญ่กับแกงกระต่ายกำลังส่งกลิ่นหอมฉุยโชยมาเตะจมูกยั่วน้ำลายสอ

“นั่นแหละน๊า ผมชวนกลับไปทานข้าวบ้านก็ไม่ยอม” ศาสตราพูดขึ้นมาลอยๆ เรียกสายตาขุ่นๆ ของคนที่นอนเอกเขนกอยู่บนเปลวญวนที่มัดแขวนอยู่ใต้ร่มฉำฉาต้นใหญ่ปรายไปมอง

“แกงกระต่ายแกงไก่ป่า กินมาจนเบื่อ คิดถึงฝีมือคุณรมย์อร่อยๆ ทั้งนั้นเลย”

“นายพูดถึงเมียฉันอย่างกับว่าเป็นเมียนาย” เสียงกระด้างพูดขึ้นมา

ศาสตราตาโตรีบส่ายหน้าดิก

“พูดอะไรกันคุณต่อ ผมไม่ได้คิดอย่างนั้นกับคุณรมย์นะครับ” ศาสตรารีบปฏิเสธ

“นายมันทำให้ฉันสงสัยนะศาสตรา ว่าแอบชอบเมียฉันอยู่หรือเปล่า? ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ ฉันได้ยินนายพูดชื่อรมย์รวินท์เข้าหูจนจะร้อยครั้งได้ละมัง ดูๆ นายจะเกรงอกเกรงใจ เห็นอกเห็นใจเขามากกว่าฉันอีกนะ”

“ทำไม คุณต่อหึงหรือครับ?” ถามกระเซ้า

“แล้วมันน่าไหมล่ะ?”

ศาสตราหัวเราะร่วนขึ้นมา

“หึงก็แปลว่ารัก...เริ่มรักเมียตัวเองแล้วหรือครับ?” กระซิบถามพอได้ยินกันสองคน

คนถูกถามทำหน้าหงุดหงิดใจ

“อย่าหวังเสียให้ยาก ฉันแต่งงานก็เพราะไม่อยากโดนคุณย่ายึดไร่นี้หรอก และก็เลิกเอ่ยถึงชื่อผู้หญิงคนนั้นเสียที” เพราะมันทำให้เขาอดคิดถึงเธอไม่ได้ พาลพาให้รู้สึกผิดที่ชอบทำนิสัยไม่ดีและทิ้งๆ ขว้างๆ เจ้าหล่อน

ก็ใครอยากใช้ให้ใจง่ายมาแต่งงานกับเขา...คนไม่รู้จักกันแท้ๆ ถึงจะอ้างว่าอยากทดแทนบุญคุณอะไรก็ตามที เขารู้ดีพวกผู้หญิงก็คงไม่พ้นหวังขุดทองจากทายาทตระกูลอติเทพทั้งนั้น...เขาจะทำให้เธอรู้ว่าคิดผิด และต้องเปลี่ยนใจในที่สุด คอยดู

“แน่ใจหรือครับว่าไม่มีใจให้คุณรมย์สักนิด สวยก็สวย นิสัยก็ดี เป็นแม่บ้านแม่เรือน แถมเอาใจคุณต่อทุกอย่าง”

ไม่จริง...เขาแอบเถียงอยู่ในใจ เพราะถ้าเจ้าหล่อนจะเอาอกเอาใจเขาจริงๆ ก็คงยอมให้เขาปล้ำไปตั้งแต่คืนเข้าหอนั่นแหละ คิดแล้วก็หงุดหงิด ที่เมื่อคืนไม่กลับ นอกจากไม่อยากใกล้ชิดเห็นหน้า แล้วได้แค่มองเหมือนคืนก่อน คนอย่างต่อตระกูล อติเทพไม่ยอมปล้ำผู้หญิงให้เสียศักดิ์ศรีแน่ๆ โดยเฉพาะผู้หญิงที่ขึ้นชื่อว่าเป็นเมียด้วยแล้ว

เขาจะทำให้เจ้าหล่อนเป็นฝ่ายยอมคลานขึ้นเตียงมาอ้อนวอนเขาเองให้ได้...ไม่ใช่มาเล่นท่าทำสะดีดสะดิ้งอย่างนั้น

“ไม่”

เฮ้อ! เสียดาย นี่ถ้าไม่ใช่เมียคุณต่อผมจีบไปแล้วนะเนี่ย” ศาสตราเปรยขึ้นมา หวังดูปฏิกริยาอีกฝ่าย

ต่อตระกูลขึงตาเข้าใส่  ก่อนจะขว้างก้อนหินในมือตามมา

“ไหนนายบอกไม่คิดอะไรกับเมียฉันไง?” ถามหาเรื่อง

ศาสตราหัวเราะร่วน

“สรุปว่าหึง”

“ไม่เว้ย” เขาไม่อยากให้เจ้าหล่อนยิ่งสำคัญตัวเองผิด คิดว่าคนอย่างเขาจะสนใจใส่ใจหรือให้ค่าหล่อนเยอะหรอก

ศาสตราหันกลับไปทางคนงานที่ช่วยกันพัดไฟให้แดงๆ เบื่อจะกระเซ้าเย้าแหย่ต่อตระกูลแล้ว เพราะงัดปากคนปากแข็งนี่มันเหนื่อยเปล่า อย่าให้วันไหนรู้ใจตัวเองขึ้นมาเมื่อสายไป เขาจะสมน้ำหน้าให้คอยดูสิ

“ว่าไงครับน้าสมบูรณ์ จวนได้กินหรือยัง? คุณต่อหิวจนจะกินหัวผมแล้ว”

“ครับๆ ใกล้แล้วครับ”

เฮ้อ! ต่อตระกูลถอนใจหนักๆ มองใบฉำฉาที่โดนลมร้อนพัดแรงจนร่วงพรูหล่นมาใส่หน้า จึงหยิบหมวกขึ้นมาบังใบหน้าเอาไว้

“คุณรมย์” ก็ได้ยินเสียงศาสตรากระเซ้าด้วยชื่อหญิงสาวที่ทำให้เขาหงุดหงิดหัวใจขึ้นมาอีก

“นี่ศาสตรา ถ้านายเอ่ยชื่อเมียฉันขึ้นมาอีกครั้ง ฉันจะเริ่มหึงนายจริงๆ แล้วนะ” ว่าอย่างรำคาญใจ

หญิงสาวที่เพิ่งมาถึง ตั้งขาจักรยานและหอบหิ้วปิ่นโตอาหารมาจากบ้านพักยืนนิ่งชะงัก ใบหน้าที่แดงเพราะร้อนจากแดดและที่ปั่นจักรยานมาจนเหนื่อยหอบยิ่งเพิ่มเฉดสีแดงขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำพูดนั้น

ยินแต่เสียงลมที่พัดใบไม้ร่วงพรู ช่างเงียบเชียบเสียจนน่าแปลกใจ ต่อตระกูลจึงหยิบหมวกออกจากหน้า หันไปมองและก็เห็นรมย์รวินท์ยืนเขินอยู่ เขาอึ้งไปทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะรีบลุกจากเปลญวนที่นอนอยู่

“เอ่อ...รมย์เอากับข้าวเที่ยงมาส่งค่ะ” เจ้าหล่อนว่า พร้อมกับยื่นปิ่นโตเถาใหญ่ในมือมาให้

“จะลำบากมาทำไม?”

“ก็ไม่ลำบากอะไรค่ะ แค่เหนื่อยนิดหน่อย” ว่าพลางใช้หลังมือบางยกขึ้นปาดเหงื่อที่ซึมผุดไปทั่วใบหน้าจนแก้มนวลใสแดงปลั่งน่ามอง

“มีอะไรกินบ้างครับคุณรมย์” ศาสตราเป็นฝ่ายรับเถาปิ่นโตมาเสียเอง เมื่อเห็นว่าสองหนุ่มสาวมัวแต่จ้องหน้าหลบตาสลับกันอยู่ได้

“มีน้ำพริกกะปิ และก็แกงส้มชะอมไข่ค่ะ”

ว้าว! ของโปรดคุณต่อทั้งนั้นเลยนี่ครับ” หันไปมองเจ้านายที่แอบกลืนน้ำลายเอื๊อก เพราะนั่นคือสองเมนูโปรด แต่หาที่รสชาติถูกปากกินไม่ได้มานาน หากก็ยังทำเก็กหน้าท่ามากอยู่ได้

“นางฟ้ามาโปรดจริงๆ เลยครับคุณรมย์ เราทานกันเถอะครับคุณต่อไม่ต้องรอไก่ป่ากับกระต่ายหรอก”

“แต่ฉันอยากกิน”

โธ่! คุณต่อยังมีแก่ใจจะไปแย่งพวกนั้นกินอีกหรือครับ แกงหม้อนิดเดียว คนงานกินกันเองยังไม่อิ่มเสียด้วยซ้ำ คุณรมย์อุตส่าห์ถีบจักรยานกลางแดดร้อนเปรี้ยงๆ เอามาส่ง ถ้าไม่กิน ผมกินเองแล้วนะครับ” ว่าแล้วศาสตราก็ถือเอาปิ่นโตเถาไปนั่งขัดสมาธิบนเสื่อจันทบูรซึ่งปูรอท่าไว้อยู่แล้ว ถอดปิ่นโตออกมาทีละชั้น กลิ่นอาหารโชยมาเตะจมูกยั่วน้ำลาย

ต่อตระกูลหันไปทางหญิงสาวที่ยืนเก้อๆ อยู่ ท่าทางคงร้อนน่าดูเห็นเหงื่อเต็มหน้า

“แล้วเธอล่ะ ทานมาแล้วหรือ?”

รมย์รวินท์สั่นหน้าเบาๆ

“งั้นก็มาทานด้วยกันสิ”

“เอ่อ...ค่ะ” ในใจนึกยินดีที่เขาเอ่ยชวน รีบรับปากแล้วเดินตามร่างใหญ่ในชุดขะมุกขะมอมไปนั่งที่เสื่อจันทบูรด้วย

“อื้อหือ...แค่ได้กลิ่นผมก็น้ำลายสอแล้วนะครับ รสชาติคงไม่ต้องพูดถึง” ศาสตราว่าพร้อมกับรีบตักน้ำพริกคลุกกับข้าวแล้วตักเข้าปากทานอย่างเอร็ดอร่อย

“ทำตัวเป็นชูชกตะกละไปได้” ต่อตระกูลว่าอีกฝ่าย แต่พอได้ตักแกงส้มของโปรดเข้าปาก เขาก็กลายเป็นชูชกอีกคนตามศาสตราไปติดๆ ทีเดียว

“ทานปลาทูหน่อยนะคะคุณต่อ” รมย์รวินท์บิปลาทูใส่จานให้

ศาสตราเหลือบมองอย่างอิจฉานิดๆ ต่อตระกูลเงยหน้ามาสบตากับเขาพอดี

“เจ้านายครับ แกงกระต่ายได้แล้วครับ” นายสวัสดิ์ตักแกงแบ่งมาให้ พอเห็นว่าทั้งสองกำลังทานกันอย่างเอร็ดอร่อยก็ชะงักไป “ว้า แกงกระต่ายผมคงเป็นหมันแล้วสิ ดูแล้วคงสู้ของนายหญิงไม่ได้” นายสวัสดิ์ว่า ทำหน้าผิดหวัง

“ทานด้วยกันไหมคะ?” รมย์รวินท์เป็นฝ่ายเอ่ยชวน

“ไม่ดีกว่าครับ ขืนนั่งทานด้วย ผมได้สำลักน้ำตาลแน่ๆ ว่าไหมคุณศาสตรา” เอ่ยแซวพร้อมกับหันไปหาพวก

“ผมก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน...แกงกระต่ายนายหวัดเอากลับไปกินกับพวกคนงานเถอะ”

“ครับๆ ถ้าไม่อยากอยู่เป็น กอ ขอ คอ ก็ลุกมากินกับพวกผมได้นะครับ” เอ่ยทิ้งท้ายพร้อมกับยิ้มล้อเลียนทั้งสามคน

ศาสตราหันไปมองหน้าคู่ผัวหนุ่มเมียสาว รมย์รวินท์ทานข้าวไปเงียบๆ แต่หน้าแดงพิกล เข้าร่มฉำฉามาตั้งนาน ยังไม่หายเหนื่อยหายร้อนอีกหรือ? เขานึกแปลกใจ

แต่พอหันไปสบตากับต่อตระกูลอีกฝ่ายกำลังจ้องเขาตาขวางๆ เมื่อเห็นว่าเขากำลังมองหน้ารมย์รวินท์อยู่

“อาหารฝีมือคุณรมย์นี่สุดยอดจริงๆ ได้กินทุกมื้อนี่ถือว่าเป็นบุญปากของผมเลย” เอ่ยขึ้นมาแก้เก้อ

ต่อตระกูลกระแอมกระไอสองสามครั้ง

“มากไปมั้งศาสตรา นายอยากมีคนทำกับข้าวให้กิน ก็รีบหาเมียเสียสิ”

ศาสตราหัวเราะร่วน ไม่ว่ากระไร...หากคิดในใจว่า ถ้าเจอผู้หญิงอย่างรมย์รวินท์จริงๆ เขาก็คงจะไม่รอช้า หวงความโสดเอาไว้ หรือว่าทำวางท่ามากเหมือนกับเจ้านายหนุ่มหรอกน่า

ยิ่งเมื่อแอบลอบมองหน้ารมย์รวินท์ แล้วก็รู้สึกเสียดายของพิกล ฮึ้ย! เป็นเขาหน่อยไม่ได้

+++++++++

 

“คุณมัวไปอยู่ไหนมาคะณุ ถึงได้เข้าบริษัทเวลานี้”

ภิรมณถามทันทีที่แฟนหนุ่มมาถึงออฟฟิศ

“ผมเพิ่งตื่นเมื่อตอนสิบโมง”

“แต่บริษัทเริ่มงานตอนแปดโมงครึ่งนะคะ?” เจ้าหล่อนถามไล่เบี้ย

“ก็แล้วไงล่ะมณ ผมเพิ่งกลับมาถึงเมืองไทยเมื่อเย็นวาน และผมก็เป็นผู้บริหารนะ?”

หญิงสาวเบะปาก หล่อนแอบไปดูว่าคุณหญิงตวงทิพย์มาทำไม และก็เห็นว่าฝ่ายนั้นหายไปในห้องของคุณเติมสิริตั้งนานสองนาน และแม้หล่อนจะแอบไปยืนชิดประตูจนเลขาของท่านประธานสงสัย แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงว่าในห้องคุยอะไรกัน เดาว่ามันต้องเป็นเรื่องสำคัญมากๆ และก็คงเกี่ยวกับเรื่องที่ต่อตระกูลจะมาทำงานที่นี่ ในฐานะของผู้บริหารเต็มตัว ตำแหน่งที่สูงกว่าผู้จัดการตลาดต่างประเทศของผู้ชายตรงหน้าซึ่งมีฐานะเป็นคู่หมั้นหล่อนไม่รู้กี่เท่า

“ก็แค่หัวหน้าฝ่ายการตลาด อย่าทำเป็นอวดเบ่งไปหน่อยเลยค่ะ”

ภาณุชักสีหน้า มองใบหน้าสวยบูดบึ้งของแฟนสาว

“แค่หัวหน้าฝ่ายการตลาดต่างประเทศแล้วไงหรือครับมณ อย่างน้อยผมก็ได้ก้าวขึ้นตำแหน่งหัวหน้าโดยไม่ต้องผ่านการเป็นลูกน้องใคร และก็อย่าลืมสิว่า คุณมาทำงานที่นี่ ได้ตำแหน่งดีๆ เงินเดือนสูง ทั้งที่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำงานที่ไหนเลยก็เพราะใครกัน ถ้าไม่ใช่หัวหน้าฝ่ายการตลาดต่างประเทศอย่างผม” ภาณุถามกลับอย่างฉุนเฉียวไม่น้อย

“นี่คุณกำลังทวงบุญคุณมณหรือไงคะ?”

ภาณุมองใบหน้าเชิดๆ ของคนหงุดหงิดอย่างไม่เข้าใจ

“ก็ไม่เชิง ผมแค่อยากให้คุณจำได้เท่านั้น และก็ไม่ควรมาดูถูกตำแหน่งหน้าที่การงานของผมเหมือนมันกระจอกงอกง่อยเสียเต็มที”

ภิรมณยกมือกอดอกปรายตามองคนพูด ก็ถ้าเทียบกับต่อตระกูลซึ่งจะมาดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ หรือจะพูดให้ถูกก็คือเจ้าของบริษัทตัวจริงในอนาคตอันใกล้ ตำแหน่งของภาณุก็กระจอกกว่าเยอะเลยแล้วกัน

“คุณรู้ไหมคะว่าท่านประธานจะให้ลูกชายเขามาบริหารแทนตำแหน่ง”

ภาณุทำหน้าแปลกใจนิดหนึ่งกับคำถามของหญิงสาว...เขาไม่ได้รู้จักกับบุตรชายแท้ๆ ของนายเติมสิริบิดาเลี้ยง รู้แต่ว่าฝ่ายนั้นไม่ชอบมารดาของเขา ถึงกับไม่ยอมทำงานที่บริษัทนี้ และไปทำไร่ที่ไหนสักแห่งอยู่

“มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นอยู่แล้วนี่ คุณมีอะไรหรือ?”

ภิรมณชักสีหน้า เมื่อภาณุมีทีท่าจะยอมรับฐานะที่ด้อยกว่าอดีตคนรักของหล่อน

“แล้วคุณไม่คิดจะแข่ง แย่งเอาตำแหน่งนี้มาหรือไงคะ?”

“คุณพูดอะไรของคุณน่ะมณ” เขามองหน้าหล่อนอย่างอึ้งไป “มันจะเป็นไปได้ยังไงที่คุณลุงจะยกตำแหน่งสำคัญขนาดนั้นให้ผม เพราะบริษัทเป็นของตระกูลอติเทพ คนที่จะมาเป็นเจ้าของหรือดำรงตำแหน่งสูงสุด ก็ต้องเป็นลูกหลานหรือสายเลือดโดยตรงของคุณลุง ไม่ใช่ผมแน่ๆ” พอพูดถึงตรงนี้ เขาเองก็เริ่มรู้สึกว่าตำแหน่งที่ได้รับอยู่ ไม่ได้ใหญ่โตอะไร และไม่ได้การันตีได้ว่าเขาจะประสบความสำเร็จและก้าวหน้ากว่านี้ แต่เป็นเพราะเกษสุดามารดาของเขาคะยั้นคะยอให้เข้ามาทำงานที่นี่ แทนที่จ้ะต้องไปทำงานหนักไต่เต้าเอาให้ลำบากเหนื่อยยาก

“ดูเหมือนคุณจะยอมรับชะตากรรมของตัวเองนะคะ” ปรายตามามองพร้อมน้ำเสียงเยาะหยันในที “เขาให้เท่านี้ ได้เท่านี้ก็จะเอาเท่านี้ ไม่คิดจะอยากได้ตำแหน่งที่มันสูงกว่านี้เลยหรือไง?” ท้ายเสียงฟังตำหนิชัดเจน

ภาณุหน้าชา ก่อนจะเลือดขึ้นหน้าด้วยความฉุนเฉียวกับคำพูดจาดูแคลนของแฟนสาว

“แค่ตำแหน่งที่ผมได้มาตอนนี้ ก็ถือว่าเป็นโชคสุดๆ แล้วนะมณ คุณกำลังคิดอะไรอยู่ จะพูดอะไรบอกผมมาตรงๆ ดีกว่า” ถามอย่างกังขา

สาวสวยเหยียดริมฝีปากเข้าใส่ ช่างเป็นกริยาที่น่าชังนัก เขารู้ว่าคนรักเป็นคนทะเยอทะยานรักความก้าวหน้า แต่บางครั้งสิ่งที่ภิรมณเป็นก็ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดใจ หล่อนเป็นคนสวย เป็นคนเก่ง แต่ดูเหมือนจะใช้ทั้งสองอย่างไปในทางที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์นัก

“ถ้าคุณไม่คิดจะลงแข่ง มณก็คงไม่เสียเวลามานั่งสีซอหรอกค่ะณุ มันเปล่าประโยชน์ ขอตัวนะคะ” ว่าแล้วก็หยิบกระเป๋าที่เขาเพิ่งซื้อมาฝากหล่อนเมื่อวานคล้องแขน แล้วเดินออกไปจากห้อง ทิ้งภาณุให้ยืนงงอย่างไม่เข้าใจ จวบต้นจนจบ เขาก็ยังไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ คู่หมั้นสาวถึงได้เอ่ยตำหนิเขาไม่ไว้หน้า แล้วก็ไม่พูดจาอะไรให้มันรู้เรื่อง

หรือบางทีเขากับหล่อนจะคุยกันคนละภาษา ยากที่จะสื่อสารกันให้เข้าใจ

และไม่มีเสียล่ะที่จู่ๆ ภิรมณจะมาพูดเรื่องนี้ขึ้นมา...โดยที่ไม่คิดอะไรอยู่ในใจ การคบหากันมาเกือบสามปีจนถึงขั้นหมั้นหมาย ทำให้เขารู้จักคนรักดีของตัวเองดีไม่น้อยทีเดียว


*****ชิชะอิตาต่อ หวงเมียก็บอกหวงเมียสิ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #10 fsn (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 01:09
    โห นางช่างแรง
    #10
    0