เมียจานด่วน

ตอนที่ 7 : เดินเกมรุก

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,082
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    15 ก.ย. 59

 



“คุณแม่”

เติมสิริ อติเทพ ออกอาการตกใจไม่น้อยที่จู่ๆ คุณหญิงตวงทิพย์ซึ่งวางมือจากบริษัทไปแล้วปรากฏตัวตรงหน้า

เขารีบลุกยืน จะเดินไปขยับเลื่อนเก้าอี้ให้มารดา หากว่าท่านกลับเดินฉับๆ เป็นฝ่ายมาลากเก้าอี้นั่งเสียเอง

“แกไม่ต้องลำบากหรอกนายเติม แค่ลากเก้าอี้นั่งฉันทำเองได้”

“ครับ” รับคำแล้วกลับไปนั่งอย่างเดิม “อะไรพาคุณแม่มาถึงที่นี่ได้”

“ฉันจะมาบอกแกว่า อีกไม่นาน เจ้าต่อมันจะกลับมาทำงานที่นี่”

คนรับฟังข่าวสารที่ท่านลงทุนมาแจ้งด้วยตัวเองทำหน้าประหลาดใจไม่น้อย

“มันให้คุณแม่มาบอกผมว่าอย่างนั้นหรือครับ?”

“เปล่า ฉันตั้งใจจะมาบอกแกเอง พร้อมกับใช้สิทธิ์ความเป็นแม่ ขอสั่งให้แกไปรักษาโรคหัวใจอย่างจริงจังตามคำแนะนำของหมอสถาพร”

เติมสิริอึ้งไปในทันที กลืนน้ำลายลงคอเมื่อความลับที่อุตส่าห์ปิดไว้ถูกเปิดเผย พร้อมกับยกมือขึ้นลูบหน้าอกเบื้องซ้าย

“ผมยังไม่เป็นอะไรหรอกครับ”

“แล้วแกจะต้องรอให้เป็นก่อนหรือไง? รีบไปรักษาตอนที่อาการมันยังไม่หนักนี่แหละ”

“แต่ว่าบริษัท” แย้งขึ้นมาอย่างเป็นห่วง

“ฉันบอกแล้วไงว่าต่อตระกูลจะเป็นคนมาดูแล”

“แต่เจ้านั่นมันไม่เคยทำงานบริหารนะครับ วันๆ เอาแต่ทำสวนทำไร่ จะไปรู้ได้ยังไง?”

“ก็สอนมันสิ และยังมีคุณอภิชาติอีกคนหนึ่ง ก็ให้เขาสอนมันได้” คุณหญิงเอ่ยถึงคือคนสนิทที่เขาไว้วางใจและเป็นมือขวาคอยช่วยเหลือดูแลเรื่องต่างๆ และที่คุณหญิงรับรู้อาการป่วยของเขา ก็คงมาจากอภิชาติเช่นกัน เพราะนอกจากเกษสุดาภรรยา หมอสถาพรที่ให้การรักษา ก็มีอภิชาติอีกคนที่รู้เรื่องนี้

“คุณแม่พูดเหมือนกับว่าเจ้าต่อฟังผมอย่างนั้นแหละ” เอ่ยอย่างรู้จักลูกชายตัวเองดี

“แล้วแกไม่เคยส่องกระจกมองตัวเองหรือไงเติมสิริ ว่าที่เจ้าต่อนะมันหัวดื้อด้าน เจ้าทิฐิ มุทะลุดุดันนิสัยเหมือนใคร”

“อย่ามัวแต่ตีวัวกระทบคราดอยู่เลยครับ ผมรู้ว่าลูกไม้ยังไงมันก็หล่นใต้ต้น”

“รู้ก็ดี และฉันก็เชื่อว่าเจ้าต่อมันไม่ได้มีแค่นิสัยเสียๆ เท่านั้นหรอกที่เหมือนกับพ่อไม่ผิดเพี้ยน เรื่องการทำงาน ความฉลาดอดทนน่ะ มันก็ได้จากเธอเหมือนกัน”

สีหน้าของเติมสิริเป็นกังวล

“ผมไม่อยากไว้ใจใคร กว่าที่ผมจะพาไทรินสินเกษตรกลับมาทำกำไรอีกครั้ง ทั้งๆ ที่จวนเจียนจะล้มมิล้มแหล่ไม่ใช่เรื่องง่าย และผมก็คงนอนดูดายให้ใครมาทำบริษัทที่คุณพ่อสร้างมาด้วยมือพังไม่เป็นท่าไม่ได้หรอก”

คุณหญิงมองลูกชายอย่างหนักใจ ท่านทราบดีว่าตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมา เติมสิริต้องทำงานอย่างหนัก แถมยังมีปัญหาไม่เข้าใจกับบุตรชายจนไม่ยอมพูดคุยกัน เขามีเพียงเกษสุดาภรรยาใหม่คอยอยู่เคียงข้างดูแล แต่แม่เกษสุดาก็ไม่ใช่ผู้หญิงตัวเปล่า เพราะมีลูกติดมาอีกตั้งสองคน และตอนนี้ทั้งสองคนนั้นก็เข้ามาทำงานในบริษัทของท่านกันหมด ยังจะพ่วงว่าที่สะใภ้อย่างภิรมณอีก ในขณะที่ต่อตระกูลสายเลือดอติเทพแท้ๆ กลับไปหัวหกก้นขวิดทำไร่ตากแดดตากลมลำบากลำบน

“แล้วแกคิดว่าเจ้าต่อมันจะยอมให้บริษัทที่ปู่กับพ่อสร้างมาพังไปกับมือมันอย่างนั้นหรือ?”

เติมสิริกลืนน้ำลาย เงยหน้าขึ้นมองมารดา อยากบอกว่าเขาไม่กล้าเดาใจลูกชายคนเดียว และก็ออกจะกลัวใจเจ้านี่อยู่ไม่น้อย เพราะนิสัยมันเหมือนกับเขาราวกับส่องกระจกอย่างที่มารดาว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันมีแต่จะไล่ขบกัดตะปบกันเลือดสาดเสียเปล่าๆ และเสือชราอย่างเขาก็ไม่อยากจะยอมรับว่าเขี้ยวเล็บด้อยกว่าเจ้าเสือหนุ่มเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง

“แต่ต่อตระกูลไม่เคยมาดูบริษัทนี้เลยนะครับคุณแม่ มันเอาแต่ทำสวนทำไร่บ้าบออะไรไม่รู้”

“แต่มันก็ไม่ได้ทำเจ๊งนี่...จากที่ดินรกร้างว่างเปล่าตอนนี้ก็กลายเป็นไร่ใหญ่โต ถึงจะยังไม่คืนทุน แต่ทุกตารางเมตรกำลังจะเป็นเงินผุดขึ้นมา เพราะมีต้นหมากรากไม้จากหยาดเหงื่อแรงงานที่มันลงทุนลงแรงไปด้วยตัวของมันเอง”

“ด้วยตัวของมันเองหรือครับ?” เขาถามพร้อมแค่นหัวเราะ “แล้วไอ้เจ็ดสิบล้านบาทกองกลางมรดกนั่นล่ะ”

“แกเองก็ไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนกันนะเติม บริษัทนี้คุณต้นสายพ่อแกเป็นคนก่อตั้ง แกแค่มาสานต่อ ถึงจะเจอวิกฤติจนจะล้มละลาย แกก็ทำให้มันกลับคืนมาผงาดได้อีกครั้ง และแม่ก็เชื่อว่า ต่อตระกูลก็เหมือนกัน”

นายเติมสิรินิ่งไป เมื่อได้ใคร่ครวญครุ่นคิดตามคำพูดของมารดา

“ทีภาณุ กับจิตราภา ยังจะแม่ภิรมณอีก แกยังให้โอกาสพวกนั้นมาทำงานที่นี่ ในตำแหน่งใหญ่ทั้งที่เพิ่งเข้าทำงานเสียด้วยซ้ำ แล้วทำไมทีลูกชายแท้ๆ เลือดเนื้อเชื้อไขของแก ถึงได้กีดกันนัก”

“ผมไม่เคยกีดกันต่อตระกูลนะครับแม่ บริษัทนี้เปิดประตูต้อนรับมันเสมอ เพราะยังไงมันก็ขึ้นชื่อเป็นทายาทโดยตรงของผมและไทรินสินเกษตร มีแต่ตัวมันนั่นแหละที่อวดดีหยิ่งจองหองไม่เข้าท่า ไม่ยอมเหยียบเท้าก้าวเข้ามาที่นี่เลยสักครั้ง แม้แต่กลับบ้านมันก็ยังไม่ทำ”

“ฉันจะเป็นคนพามันกลับมาเอง และแกก็มีหน้าที่ต้องสอนงานให้เจ้าต่อก่อนที่จะเตรียมตัวไปผ่าตัด ระหว่างนี้ก็หมั่นไปตรวจเช็กตามที่หมอสถาพรนัดอย่าให้ขาด ฉันจะส่งยงยุทธมารับแกตามนัดทุกครั้ง”

โธ่! คุณแม่ก็ทำเหมือนผมเป็นเด็กไม่หย่านมไปได้”

“ก็ถ้าแกเป็นผู้ใหญ่ แกก็ไม่ควรละเลยตัวเอง อย่าลืมสิ แกไม่ใช่หนุ่มๆ แล้ว สุขภาพมีแต่จะทรุดโทรมลงไปทุกวัน และถ้าแกเป็นอะไรไป บริษัทนี้ก็จะเป็นยังไง พนักงานเกือบพันชีวิต ยังจะครอบครัวลูกเมียพวกเขาอีก ความรับผิดชอบของแกไม่ใช่แค่ตัวแกเองหรือครอบครัวเท่านั้นนะเติม”

เขายอมรับว่ามารดาพูดถูกทุกคำอย่างไม่อาจจะโต้แย้งเถียงได้

“แล้วคุณแม่คิดว่าจะลากเจ้าต่อกลับมาทำงานที่นี่ได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือครับ?”

“ฉันแก่แล้ว แกก็เหมือนกัน คงไม่ต้องออกแรงเองให้เหนื่อย เพราะฉันหาผู้ช่วยให้แกได้แล้ว”

“ผู้ช่วย” คิ้วเข้มพาดเฉียงเหนือดวงตา อย่างที่เรียกว่าคิ้วพญามังกรขมวดนิดๆ อย่างฉงน “ใครกันครับ?”

“เมียเจ้าต่อมัน”

“อะไรนะครับ นี่เจ้าต่อมันไปมีเมียเสียแต่เมื่อไหร่ ทำไมผมถึงไม่เคยรู้เลย”

คุณหญิงยิ้มนิดๆ ให้บุตรชาย หากแววตาหมายมาดนั้นอ่านยากเกินกว่าจะคาดเดาได้

“ก็ถ้าแกหัดใส่ใจลูกสักนิดก็คงรู้กระมัง...และไม่ต้องห่วงไป ฉันคิดว่าหนูรมย์รวินท์ช่วยเราได้แน่”

“รมย์รวินท์?” เติมสิริเอ่ยชื่ออย่างอึ้งไป

“ใช่ หนูรมย์รวินท์” สายตาของคุณหญิงเหมือนเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นว่าผู้หญิงที่ตนเองเลือกจะเป็นคนเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของต่อตระกูลได้ และจะนำพาเขากลับมาที่นี่ในที่สุด

+++++++++

 

มย์รวินท์คิดว่าต่อตระกูลกำลังพยายามหลบหน้าเธออยู่

เพราะเมื่อเย็นวานเขาไม่ทานข้าวที่บ้าน แต่ขนไปตั้งวงกับคนงานที่บ้านของศาสตราแทน และก็เป็นศาสตราที่โทรศัพท์มาบอกว่าสามีเธอเมาจนหลับพับไปที่บ้านของเขาเรียบร้อย ปล่อยให้เธอนอนตาค้างอยู่คนเดียว

ไม่ใช่ว่าเธอจะหวังอะไรหรอกนะ แต่ยังคิดหาวิธีที่จะตะล่อมให้ต่อตระกูลกลับไปทำงานที่บริษัทไม่ได้ต่างหาก

เมื่อเช้าเขาก็แค่แวะมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและก็ทานข้าวเช้าพร้อมกับศาสตราก่อนจะไปลงไร่ เห็นว่ายังเก็บข้าวโพดกันไม่เสร็จ และเมื่อกี้ ศาสตราก็เพิ่งโทรศัพท์มาบอกเธอว่า ไม่ต้องอยู่รอทานมื้อเที่ยง เพราะพวกเขาจะทานกับคนงานในไร่ ไม่เสียเวลากลับมากินที่บ้าน

หญิงสาวหันไปมองอาหารโปรดของเขาซึ่งป้าชะไมถ่ายทอดวิชามาให้จนหมดเปลือกอย่างไม่รู้จะจัดการกับมันอย่างไรดี

“แล้วคุณสองคนทานแล้วหรือคะ?”

“ยังหรอกครับ พวกงานกำลังถอนขนไก่ป่ากับกระต่ายที่ได้มาจากท้ายไร่กันอยู่ ก็คงอีกสักพักจะได้ทาน”

“แล้วไร่ข้าวโพดที่ว่านี่ อยู่ทางทิศไหน ไกลจากบ้านพักมากเลยหรือคะ?”

“ก็อยู่มาทางทิศตะวันตกราวๆ สองกิโลเมตรได้ครับ ยังไงคุณรมย์ไม่ต้องห่วงหรอก เพราะเมื่อก่อนผมกับคุณต่อก็ทานข้าวกับคนงานกันอย่างนี้แหละครับ ไม่ค่อยได้กลับบ้านพักนัก” ศาสตราพยายามพูดให้เธอไม่คิดมาก

“ค่ะ ขอบคุณนะคะที่โทรศัพท์มาบอก” เธอบอกขอบคุณศาสตราไป ที่ยังมีแก่ใจคิดถึงและรู้ว่าเธอรอ ในขณะที่ใครบางคนที่ควรแคร์ความรู้สึกของเธอที่สุดกลับไม่สนใจสักนิด

หญิงสาวกวาดตามองอาหารบนโต๊ะอย่างคิดหนักว่าจะจัดการอย่างไรกับมันดี

น้ำพริกกะปิต้องเปรี้ยวนำหวานตามปรุงรสชาติให้กลมกล่อม กะปิที่ใช้ต้องกะปิกุ้งไม่ใช่กะปิเคยที่เค็มๆ ไม่เอา และก็แกงส้มชะอมไข่นี่ก็เหมือนกัน ทอดชะอมให้หอมๆ ดูไข่สุกเหลืองกรอบนอกนุ่มใน นี่แหละของโปรดคุณต่อ

หรือเธอจะทานของโปรดของเขาให้หมดเลย...มีหวังท้องแตกตาย แต่ถ้าเก็บแช่ตู้เย็นไว้ แล้วมาอุ่นทานตอนเย็น เกิดเขาไม่กลับมานอนที่บ้านเหมือนเมื่อเย็นวานนี้อีกล่ะ...เธออุตส่าห์ตั้งใจทำให้เขาทานแท้ๆ

ดูเหมือนว่าหน้าที่แม่ศรีเรือนและภรรยาที่ดีที่พยายามเป็นอยู่ จะถูกต่อต้านอยู่เงียบๆ เห็นทีเธอต้องเป็นฝ่ายรุกเองเสียแล้วล่ะรมย์รวินท์...เสร็จงานไวๆ เคลียร์ตัวเองได้ จะได้กลับไปเรียนต่ออย่างที่ตั้งใจหวังไว้

เมื่อเธอทำให้เขาทาน เขาก็ต้องทาน ในฐานะสามีต่อตระกูลไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธความหวังดีของภรรยา เมื่อคิดได้ดังนั้นก็รีบไปค้นปิ่นโตจากในครัว เทแกงในถ้วยถ่ายลงปิ่นโตเถาก่อนจะรีบขึ้นไปเปลี่ยนเครื่องแต่งกายทะมัดทะแมง หาหมวกปีกกว้างสวมศีรษะกันแดดก่อนจะคว้าเอาจักรยานหน้าบ้านปั่นไปยังทิศตะวันตกของไร่

สองกิโลเมตรเอง...แค่สองกิโลเมตรเท่านั้น เขาก็กลับมาทานข้าวเที่ยงที่บ้านไม่ได้หรือไง?



 ***** รมย์จะดัดหลัง สามีตัวแสบยังไง...มาติดตามพรุ่งนี้ค่า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #9 fsn (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 01:09
    จัดไปคะ หนู
    #9
    0