เมียจานด่วน

ตอนที่ 4 : ห้องหอ อลวน - 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,198
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    11 ก.ย. 59

 




รมย์รวินท์จ้องหน้าเขาอย่างหวาดๆ เม้มปากแน่น

“ฉะ...ฉันยังไม่พร้อมค่ะ”

เขาถอนใจพรวดแรงอย่างเซ็งๆ

“ไฟแดงเหรอ?”

เจ้าหล่อนหน้าเหรอหราขึ้นมา...ให้ตายสิ หล่อนไม่รู้หรือว่าเขาหมายความว่ายังไง?

“เธอเป็น...เอ่อ...วันนั้นของเดือนหรือไง?”

คนถูกถามนิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“ปละ...เปล่าค่ะ”

“แล้วทำไมถึงไม่พร้อม”

“ก็...ก็คุณต่อเมานี่คะ” ที่สำคัญเหม็นเหล้ามากด้วย

“ถึงจะเมาฉันก็ทำได้น่า” เขาว่าอย่างรำคาญ เพราะปกติเวลาที่หิ้วผู้หญิงมาจากในเมืองก็หลังจากเมาได้ที่แบบนี้แล้วทั้งนั้น จึงชักหงุดหงิดที่คอยตอบคำถามโต้เถียงปัญญาอ่อนกันอยู่ได้ เสียเวลาเปล่าๆ ปลี้ๆ แล้วอย่างนี้จะมีเหลนย่าทันใจคุณหญิงตวงทิพย์ได้ยังไงกัน

“ทำไมคุณต่อถึงยอมแต่งงานกับรมย์ล่ะคะ?” เธอถามคำถามที่แสนจะคาใจ

เขาชะงักไป...เหตุผลอะไรบ้างล่ะ ที่จู่ๆ เขาถึงยอมให้ผู้เป็นย่าเอากระพรวนมาคล้องคอแมว

“แล้วเธอล่ะ ทำไมถึงยอมมาแต่งงานกับฉัน”

คนถูกถามกลับชะงักงันไป กลืนน้ำลายลงคอ

“คุณหญิงมีบุญคุณกับรมย์ และรมย์ก็อยากตอบแทนบุญคุณท่าน”

เขาอึ้งไปในคำตอบ

“ด้วยการมาเป็นเมียฉัน เอาชีวิตทั้งชีวิตของเธอมาแขวนกับผู้ชายเส็งเคร็งอย่างฉันงั้นหรือ?”

คำถามคงยากไป เพราะเจ้าหล่อนดูท่าจะกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก

“ในเมื่อเธอยอมตกลงแต่งงานกับฉัน และฉันก็แต่งงานกับเธอแล้ว ตอนนี้เราสองคนเป็นผัวเมียกัน คุณย่าท่านอยากได้เหลน คงเห็นว่าเธอ....” กวาดตามองเรือนร่างในชุดนอนที่ค่อนข้างวาบหวิวนั่นอย่างพอใจ เพราะอย่างน้อยเจ้าหล่อนก็มีสัดส่วนเย้ายวนใจ และมีอะไรอย่างที่ผู้หญิงทั่วไปมี “คงจะเป็นแม่พันธุ์ที่ดีได้กระมัง”

แม่พันธุ์ชั้นดีอ้าปากค้างหน่อยๆ ริมฝีปากได้รูปที่เขาอยากจูบนั่นแหละ

“ทีนี้ก็กลับขึ้นเตียง มาทำหน้าที่เมียได้หรือยัง?” คนเมาค่อนข้างพูดจารู้เรื่อง จนตัวเองก็ยังแปลกใจ เอ๊ะ! หรือว่าเขาจะไม่เมา...ไม่หรอก ตอนนี้ในหัวกำลังหมุนติ้ว และก็รู้สึกหนักขึ้นเรื่อยๆ แถมแอลกอฮอล์ก็ทำให้เลือดสูบฉีดแรงชะมัด โดยเฉพาะไอ้ส่วนที่ควรจะถูกใช้งานที่สุดในคืนเข้าห้องหอ เขารู้ว่ามันกำลังเรียกร้องหาอะไรอยู่ และก็ควรได้รับการตอบสนองโดยเร็วที่สุด จากผู้หญิงตรงหน้าที่มาปลุกให้มันตื่นตัว

รมย์รวินท์ มองที่คนพูดอย่างชั่งใจ ดูท่ายังไงๆ เธอก็คงหนีไม่พ้นแน่

ในตอนที่รับปากคุณหญิงตวงทิพย์มา เธอไม่คิดว่าจะพบเจอวินาทีบีบหัวใจและหวาดพรั่นพรึงถึงขนาดนี้...ครั้งหนึ่งในชีวิตลูกผู้หญิงจะเสียตัวทั้งที อยากให้มันดีกว่านี้สักหน่อย อย่างน้อยก็ในทางความรู้สึก

“แต่คุณต่อกำลังเมา”

“ใช่...ฉันเมา และฉันก็มีอารมณ์เอามากๆ ฉันต้องการเธอ ต้องการเมีย ผู้หญิงที่ฉันแต่งงานด้วย ในคืนวันเข้าหอ”

“แต่...เอ่อ...คุณต่อไม่...ไม่ได้รักรมย์” พูดออกมาอย่างผิดหวังนิดๆ ทั้งที่ก็ไม่ควรไปคาดหวังกับการแต่งงานที่เป็นไปอย่างฉุกละหุกและมีข้อแลกเปลี่ยนเป็นเงื่อนไข

ให้ตายสิ...เจ้าหล่อนจะมาถามหาความรักบ้าบออะไรในเวลานี้

“ตอนที่เธอตอบตกลงกับคุณย่าว่าจะแต่งงานกับฉัน เธอได้คิดถึงเรื่องความรักด้วยหรือไง?”

หญิงสาวกลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ มองเขาอย่างต้องการคำตอบจากเขาเช่นกัน

“ฉันไม่อยากให้เธอคาดหวังอะไรให้มากนะรมย์รวินท์ เราไม่เคยรู้จักกัน”

ไม่ใช่เสียหน่อย...เธอตะโกนเถียงอยู่ในใจ

“อยู่ๆ ฉันก็ต้องมาแต่งงานกับเธอ และตอนนี้พิธีการอะไรทั้งหมดก็ผ่านพ้นมาแล้ว ในห้องหอ คืนแต่งงาน ฉันต้องการอะไรๆ เหมือนที่ผู้ชายทั้งโลกต้องการ และหากเธอยังเล่นตัวอยู่อีกละก็ พรุ่งนี้ก็เชิญกลับกรุงเทพฯไปได้เลย” เขาว่าอย่างไม่แคร์ ไอ้อาการหนักหัวจนจะตั้งคอเอาไว้ไม่อยู่ ทำให้ขี้เกียจออกแรงไล่ปล้ำเจ้าหล่อน

รมย์รวินทร์สะอึก ไม่คิดว่าจะถูกยื่นคำขาดเช่นนี้ จึงสั่นหน้าดิกปฏิเสธไม่ยอมแน่ๆ ขืนเป็นอย่างนั้นเธอได้โดนคุณหญิงตวงทิพย์เอ็ดเอา แต่เธอก็ยังไม่พร้อมจะมีอะไรกับเขาจริงๆ อย่างน้อยก็ไม่ใช่คืนที่ตัวเขาเหม็นเหล้าและไร้สติอย่างตอนนี้

“รมย์ขอโทษคุณต่อ” ยกมือพนมไหว้ “แต่ขอเวลารมย์หน่อยได้ไหม?”

“อะไรนะ?” ดวงตาลุกโพลงถามเสียงหลง

“เธอขอเวลา...เวลาอะไร? นี่ก็เตียงนอน เราอยู่กันในห้องนอน ถอดเสื้อผ้า แล้วกระโดดขึ้นเตียงมาซะ อย่าเรื่องมากดีกว่า ถ้าพูดกันไม่รู้เรื่อง พรุ่งนี้ฉันจะให้นายศาสตราไปส่งเธอที่ท่ารถ”

ดวงตากลมใหญ่กะพริบตาปริบๆ หัวสมองคิดเร็วรี่ หาวิธีมาต่อรองที่จะยืดระยะเวลาที่ต้องเอาตัวสังเวยให้ผู้ชายตรงหน้าออกไป

“คุณต่อเมามาก”

“ฉันไหวน่า”

“รมย์ไม่ได้หมายถึงเรื่องนั้น แต่เคยอ่านในหนังสือ ว่าถ้าดื่มเหล้า  แล้วเอิ่ม ทำเรื่องอย่างว่า จะทำให้หัวใจทำงานหนัก และก็อาจจะทำให้หัวใจวายได้ค่ะ”

เขาหน้าค้างนั่งมองผู้หญิงตรงหน้า ตาลายขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้ารมย์รวินท์ลอยไปมาซ้อนกันไม่รู้กี่สิบหน้า

“หึๆ รู้ดีจริงนะ ท่าทางจะเชี่ยวน่าดูสินะ” คำพูดปรามาส และสายตาดูแคลนทำให้เธอนึกโกรธ คนบ้า เธอรึอุตส่าห์เป็นห่วง ยังมีหน้ามายอกย้อนให้เจ็บใจอีก

เขายกมือข้างหนึ่งขึ้นท้าวคาง ทำหน้าเซ็งๆ

“แล้วฉันควรจะทำยังไงดีล่ะ? ไหนลองว่ามาสิ”

“คุณต่อควรจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่”

“ฉันหลับไม่ลงหรอก มันค้าง เพราะยังไม่ได้นอนกับเมีย” ว่าไปนั่น ทั้งที่กลั้นหาวจะแย่  เปลือกตาก็เริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ หัวก็เหมือนถูกถ่วงด้วยลูกตุ้มเหล็ก

“เอ่อ...งั้นก็ไปอาบน้ำให้สดชื่น”

“ไม่...อาบน้ำเสร็จตาสว่างก็ไม่ต้องนอนกันพอดี” ก่อนจะหรี่ตาลงยิ้มเจ้าเล่ห์ “เว้นแต่ว่าเธอจะเป็นคนอาบให้”

รมย์รวินท์กลืนน้ำลาย คิดหาทาง

“เอ่อ...เอาอย่างนี้ไหมคะ? งั้นคุณต่อนอนพักก่อน สักครู่หนึ่งให้สร่าง รมย์จะนวดให้”

“นวด?”

“ใช่ค่ะ...นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วันนี้คุณเหนื่อยมาทั้งวัน คงปวดเมื่อยเนื้อตัว ควรที่จะผ่อนคลาย โดยการนวดให้สบายตัว แล้วก็นอนพักให้เต็มที่ เพื่อที่ตื่นขึ้นมาก็จะสดชื่น”

เขามองเห็นริมฝีปากสีชมพูอิ่มขยับขึ้นๆ ลงๆ คำพูดนั่นแทบไม่เข้าหู ไม่อยากมีอะไรกับเขา...ก็ช่างหล่อนเถอะ ว่าแล้วก็หงายหลังผึ่งลงบนเตียง หลับตานิ่งไปและสติก็ค่อยๆ เลือนหายสู่นิทรารมย์ คงจะจริงอย่างที่รมย์รวินท์ว่า เขาน่าจะนอนมากกว่า เพราะว่าจะปล้ำหล่อน เอาไว้ทำวันไหนก็ได้ ในเมื่อเป็นผัวเมียกันแล้ว ยังไงหล่อนก็ไม่รอดพ้นเงื้อมมือเขาไปได้หรอก

“คุณต่อคะ...คุณต่อ” ลองเรียกดู เมื่อได้ยินเสียงกรนเบาๆ หลับจริงหรือแกล้งกันแน่

“คุณต่อ” เธอก้าวเข้ามาหาอย่างระมัดระวัง ร่างใหญ่ไม่มีทีท่ากระดุกกระดิก

เมื่อรอจนแน่ใจ หญิงสาวก็ใช้แขนทั้งสองข้างช้อนท่อนขาเขากลับขึ้นไปไว้บนเตียงอีกครั้ง หากครานี้คงไม่กล้าเข้าไปเช็ดหน้าเช็ดตัวให้ เพราะกลัวว่าเดี๋ยวพ่อเจ้าประคุณเป็นได้ตื่นขึ้นมาอีก

ท่าทางนิ่งสนิททำให้เบาใจ จึงถอนใจพรวดออกมาอย่างโล่งอก

“จะรอดไปได้อีกกี่วันนะรมย์” หันกลับไปมองคนบนเตียงอย่างหวั่นใจ ก่อนจะช่วยถอดถุงเท้า และแกะกระดุมเสื้อ ถอดเข็มขัดออกให้ เพื่อเขาจะได้สบายตัว

ส่วนตัวเองเหลียวซ้ายแลขวามองหาที่นอน ก่อนจะเดินตรงไปที่โซฟา

“บนนี้ก็คงไม่เป็นไร” พึมพำเบาๆ นอนฟูก นอนฟาก นอนเสื่อ หรือแม้กระทั่งนอนพื้นก็เคยมาแล้ว บนโซฟานี้นุ่มกว่าตั้งเยอะท่าทางหลับสบายอีกด้วย รีบนอนเอาแรงไว้สู้รบปรบมือกับต่อตระกูลวันพรุ่งนี้จะดีกว่า

คิดได้ดังนั้นก็เดินไปเปิดโคมไฟที่หัวเตียง หรี่แสงอ่อนแค่พอมองเห็น ก่อนจะเดินไปปิดสวิทซ์ไฟ แล้วกลับมานอนที่โซฟา หากดวงตาคว้างมองเพดานไม้ที่ตีไว้เป็นชั้นๆ

วิธีไหนกันที่เธอจะกล่อมให้ต่อตระกูลกลับไปกรุงเทพฯ โดยไม่ต้องเสียอะไรๆ ที่มันไม่จำเป็น เมื่อเขามาตั้งรกรากอยู่ที่นี่ตั้งห้าปี บุกเบิกจนพื้นที่ดินว่างเปล่า กลายเป็นไร่ขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยต้นไม้และพืชผลที่เก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว ยังจะคนงานอีกกี่สิบชีวิตที่ทำงานที่นี่ เธอนับถือเขาก็ตรงนี้ บากบั่นฟันผ่าจนสามารถสร้างอาณาจักรของตัวเองขึ้นมาจนได้ แม้จะไม่ยิ่งใหญ่เทียบเท่าไทรินสินเกษตร แต่ก็แสดงให้รู้ว่า ต่อตระกูลไม่ใช่ผู้ชายจำพวกเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ เขาคงผูกพันกับไร่แห่งนี้อยู่ไม่น้อย จะให้ทิ้งไปง่ายๆ คงไม่มีทางแน่ แต่วิธีไหนกันที่เธอจะทำได้

เมื่อคุณหญิงตวงทิพย์ฝากความหวังทั้งหมดทั้งมวลไว้กับเธอ และเธอก็รับปากท่านมาแล้วแม้ไม่ได้แน่ใจเลยสักนิด แต่จะวิธีไหน ไว้ค่อยคิดดูอีกทีก็แล้วกัน

ดวงตาสวยที่กำลังจะปิดลงมองไปที่เตียงนอนหลังใหญ่

ผู้ชายฤทธิ์มากกำลังนอนสิ้นฤทธิ์อยู่บนนั้น แสงสีส้มอ่อนจากโคมไฟ ส่องกระทบเสี้ยวหน้าคมสัน ใบหน้าเถื่อนๆ เพราะรกรุงรังไปด้วยหนวดเครา เธออยากรู้นัก ว่าหากโกนหนวดโกนเคราออกเสียหมดจนเกลี้ยงเกลา เขาจะดูหล่อเหลาเหมือนรูปติดฝาขนาดใหญ่ที่บ้านในกรุงเทพฯไหม?

รมย์รวินท์ไม่อยากยอมรับเลยว่า เพราะภาพนั้นมีส่วนให้เธอตัดสินใจรับคำขอร้องของคุณหญิงตวงทิพย์อย่างไม่ลังเลนัก เธอหลงรูปเขา...รูปที่เป็นเพียงแค่เปลือก โดยไม่รู้ว่าตัวจริงของต่อตระกูล อติเทพ ยังจะร้ายกาจเหมือนตอนเป็นเด็กอยู่หรือเปล่า?

กลัวอะไรละรมย์ เธอเสี่ยงมาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีอะไรต้องกลัวอีกแล้ว


***** ยะ...ย้า...อย่าบอกนะว่ารมย์จะปล้ำนายต่อ...>/////<

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #7 fsn (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 18 กันยายน 2559 / 01:08
    หมดแรง(โม้) แล้วนะนายต่อ ขอให้แห้วนานๆ หุๆ
    #7
    1
    • #7-1 รัชริล(จากตอนที่ 4)
      22 กันยายน 2559 / 11:22
      55++
      ใจร้าย พอๆ กับคนเขียน ^^
      #7-1