เมียจานด่วน

ตอนที่ 16 : ฮันนิมูน - 2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,251
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    26 ก.ย. 59



“ไม่ต้องมีดนตรี...ใช้ตีกาละมัง...สามช่าดังๆ...ให้หนวกหูบ้านใกล้...”

เสียงเอ็ดตะโรโหวกเหวกดังมาจากหน้าบ้านพักของต่อตระกูล พร้อมเสียงบรรเลงเคาะขวด เคาะชาม กันเป็นที่สนุกสนานครื้นเครง

พอตะวันคล้อย นายโคบาลหนุ่มที่พาต่อตระกูลกับเมียหายไปเมื่อตอนกลางวันก็กลับมาพร้อมกับคนงานอีกโขยงใหญ่ มาตั้งวงกินเหล้า และทำบาบิคิวปิ้งย่างกินกัน

ศาสตราเดินเข้าบ้านมาเพื่อจะไปหยิบเครื่องดื่ม ค่ำนี้เขาต้องอาศัยฝากท้องกับพวกคนงาน เพราะแม่ครัวเอกถูกต่อตระกูลฉกตัวไปเสียแล้ว พอประตูหน้าบ้านเปิดผางออก ภิรมณในชุดสวย ก็ยืนใบหน้าบึ้ง มองมาที่เขาอย่างเอาเรื่องทีเดียว

“ต่อไปไหน? ทำไมไม่กลับมาด้วยกัน”

“คุณต่อก็ไปฮันนิมูนกับคุณรมย์ไงครับ ผมได้ยินเขาบอกคุณแล้วนี่นา” ว่าเหมือนไม่ใส่ใจ แล้วเดินเลยเข้าไปในครัว

“แล้วมันที่ไหนล่ะ?” หญิงสาวตามเข้ามาถาม เรียกว่าจิกไม่ปล่อยทีเดียว

“ในป่าครับ” เปิดประตูตู้เย็นหยิบเบียร์ออกมาสองขวด

“ในป่านี่นะ” ทำหน้าเหมือนไม่เชื่อ “แล้วคืนนี้เขาจะไม่กลับมาหรือไง?”

ร่างสูงหันกลับมาเผชิญหน้า

โธ่! คุณครับ ฮันนิมูนน่ะมันต้องค้างคืน ใครเขาจะรีบกลับมา และยิ่งข้าวใหม่ปลามันอย่างคุณต่อกับคุณรมย์ด้วย หึๆ” เขาหัวเราะอยู่ในลำคอ ทำให้อีกฝ่ายชักสีหน้าไม่พอใจ มองตาขวาง “คงไม่กลับมาง่ายๆ หรอก” พูดแล้วก็เดินออกจากครัว กลับไปที่หน้าบ้าน

ภิรมณนึกอยากกรี๊ดร้องดังๆ ระบายอารมณ์หงุดหงิดตอนนี้นัก หล่อนไม่ยอมบุกป่าฝ่าดงเป็นร้อยๆ กิโลเมตรมาเพื่อคว้าน้ำเหลวหรอก

“แล้วเขาจะกลับเมื่อไหร่?” หญิงสาวเดินตามมารีบเข้าไปขวางหน้าก่อนที่ศาสตราจะเดินออกไปจากตัวบ้านไปสมทบกับวงเหล้าข้างนอกโน่น

โคบาลหนุ่มยักไหล่ ส่ายหน้า “ผมไม่ทราบครับ”

“จะไม่ทราบได้ไง ในเมื่อนายเป็นคนไปส่ง”

โอ้ย! คุณ ผมไม่กล้าเซ้าซี้ถามให้วอนตกงานหรอกครับ ว่าแต่คุณมีอะไรจะคุยกับผมอีกไหม ผมเปรี้ยวปากอยากไปกรึ๊บๆ กับพวกข้างนอกที่รออยู่...อ้อ ออกไปสนุกด้วยกันสิครับ” ทำชวนอย่างมีน้ำใจ

แต่หญิงสาวกลับเบะปากเข้าใส่ เพราะไม่มีทางลงไปเกลือกกลั้วกับคนพวกนั้นเด็ดขาด

“ฉันก็หิว หาอะไรให้กินหน่อยสิ”

ศาสตราอึ้งไป ไม่คิดว่าจะได้ยินคำขอร้องจากหญิงสาว

“ก็ไปหน้าบ้านสิครับ คนงานกำลังปิ้งย่างกันของอร่อยทั้งนั้น”

หญิงสาวส่ายหน้าดิก...ไม่มีทางแน่ๆ ของกินพวกนั้นคือสิ่งสุดท้ายในโลกที่เธอจะกล้ำกลืนฝืนกระเดือกลงไปในกระเพาะ

“งั้นคุณก็คงต้องไปหาอะไรทานเองล่ะครับ ในตู้เย็นก็มีของเยอะแยะไป อย่าบอกนะครับว่าทำกับข้าวไม่เป็น”

“แต่ฉันเป็นแขก และจำได้ว่าต่อสั่งให้นายคอยดูแลต้อนรับฉัน”

ใช่...และเขาไม่น่าปากเปราะไปรับคำเลยให้ตายสิ แทนที่จะได้ไปกินเหล้าสังสรรค์กับคนงาน ต้องมาคอยรับใช้ผู้หญิงเรื่องมากตรงหน้านี่

ศาสตราจำต้องวางเบียร์สองขวดลง “จะทานอะไรครับคุณ” ถามอย่างมีน้ำใจ

“อะไรก็ได้”

โจทย์ง่ายค่อยยังชั่ว เขาจึงกลับเข้าครัวเสียบปลั๊กกาต้มน้ำร้อน รอให้เดือด ก่อนจะหยิบเอาบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกระป๋องมากดน้ำร้อนใส่ รอเวลาสามนาทีตามข้างกระป๋อง ถึงได้ยกออกไปวางแหมะให้หญิงสาวที่นั่งหน้าเชิดเป็นคุณนายรออยู่

“นี่คุณจะให้ฉันทานบะหมี่ต้มนี่นะ” เสียงสูงปรี๊ดถามอย่างไม่พอใจ ถ้าแค่นี้เธอก็มีปัญญาทำกินเองได้ ไม่ต้องถึงมือเขาหรอก

“ผมทำกับข้าวไม่เป็น มีปัญญาทำได้เท่านี้แหละ ถ้าคุณไม่กินก็ยังมีพวกของแห้งอยู่ในครัว เชิญตามสบายนะครับ” ร่างสูงหมุนตัวกลับเมื่อเสร็จธุระแล้ว

“เดี๋ยวสิ จะรีบไปไหน?” มือเรียวฉวยแขนเขาเอาไว้ ศาสตราอึ้งไป ถึงจะไม่ชอบภิรมณ แต่เขาก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน เป็นผู้ชายวัยฉกรรจ์ ที่ไม่ค่อยมีสาวๆ มาถึงเนื้อถึงตัวให้ใจมันไขว้เขวเล่นอยางนี้

คนสวยตรงหน้าทำตาปริบๆ ใบหน้าออดอ้อน ถามเสียงอ่อนเสียงหวานปรับโทนเสียงรวดเร็วทีเดียว

“คุณทิ้งฉันไว้ไม่ได้หรอกนะ ฉันไม่คุ้นเคยกับที่นี่”

“เอ่อ...” เขาพยายามบิดแขนตัวเองออก แต่ภิรมณกลับจับเสียแน่นทีเดียว “งั้นก็ไปทานกับพวกผมที่หน้าบ้านสิครับ”

“คุณอยู่ในบ้านเป็นเพื่อนฉันก่อนนะ” เธอยิ้มให้เขา

และศาสตราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ เขาเป็นโรคแพ้ความสวย เลยเข้าใจหัวอกของต่อตระกูลยามนี้เองว่าการปฏิเสธลูกออดอ้อน ของผู้หญิงตรงหน้ามันยากแค่ไหน จึงนั่งที่โซฟาเป็นเพื่อนเธอ

ภิรมณจำใจกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่พอเปิดฝาก็ส่งกลิ่นยั่วน้ำลายมาทีเดียว ศาสตราลอบมองหญิงสาวอย่างสังเกตสังกาแล้วต้องยอมรับว่าภิรมณเป็นคนสวยจริงๆ มองเพลินไม่เบื่อ มิน่าต่อตระกูลถึงตัดอกตัดใจยากนักหนา

“ต่อเขาไปเที่ยวป่าที่ไหนเหรอ? ไกลไหม?” เธอเงยหน้าขึ้นมาถามหลังจากที่สังเกตท่าทีของศาสตราดูผ่อนคลายลง

“ก็ป่าท้ายไร่” เขาตอบประหยัดถ้อยประหยัดคำ

“แล้วกลางค่ำกลางคืนอย่างนี้จะนอนยังไง?”

“พวกคนงานทำห้างไว้ส่องสัตว์ คุณต่อกับคุณรมย์คงจะนอนที่นั่น” สันนิษฐานตามความคิด

ภิรมณผงกหน้า รับข้อมูลพร้อมกับประมวลผลความคิด

“แล้วมันไกลจากท้ายไร่มากไหมไอ้ห้างที่ว่านั่น”

“ก็ประมาณสองกิโลได้ ต้องเดินเท้าเข้าไป ว่าแต่คุณถามทำไม?” ถามอย่างข้องใจนิดๆ ก่อนจะก่นด่าตัวเองว่าเขาไม่น่าหลุดปากพูดออกไป เพราะถ้าถึงขนาดบุกป่าฝ่าดงมาจนถึงไร่อินทนิลได้ ผู้หญิงตรงหน้าคงไม่คิดหยุดอยู่แค่นี้แน่ๆ

ภิรมณไม่ตอบ ยักไหล่นิดๆ แต่ยิ้มมีเลศนัยให้เขานึกหวั่นใจเล่น

+++++++++

 

ลังจากอาบน้ำอาบท่ากินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว พอค่ำลงบรรยากาศรอบห้างก็มืดมิดสนิท มีแสงสว่างจากตะเกียงเจ้าพายุดวงเดียวที่ถูกจุดแขวนที่เสาเหนือห้าง ส่องให้เห็นพอรำไร ต่อตระกูลปูผ้าผืนบางๆ คล้ายกับที่นอนปิกนิกแล้วกางมุ้งหลังไม่ใหญ่นักที่เตรียมมา

“ไหนบอกว่านอนกันเบียดกันห้าหกคนยังสบายๆ” เธอบ่นพึมเบาๆ หากคนกำลังกางมุ้งก็ดันหูดีได้ยินเสียด้วย

“ก็มากันแค่สองคน จะกางมุ้งหลังใหญ่ไปทำไมล่ะ อีกอย่างมาฮันนิมูนมันก็ต้องนอนเบียดๆ กันหน่อยสิ” คนว่ามองเธอตาเป็นมันทีเดียว

รมย์รวินท์หน้าแดงซ่าน ทำเป็นหูทวนลม

“ยังไม่เห็นมีตัวอะไรมากินน้ำเลยค่ะ” ชะโงกหน้ามองไปทางธารน้ำ

“จะรอดูจริงๆ หรือ?” ต่อตระกูลถาม รู้สึกหงุดหงิดอยู่นิดหน่อย เขาปวดหัวกับภิรมณที่จู่ๆ ก็โผล่มา ขออย่าได้ให้มาปวดหัวกับเมียที่ทำตัวไม่รู้เดียงสาเวลานี้อีกเลย

“ค่ะ คุณต่อเอากล้องส่องทางไกลกับไฟฉายมาใช่ไหมคะ?” ถามอย่างกระตือรือร้นเสียนักหนา

ต่อตระกูลถอนใจพรวด แทนที่จะจู๋จี๋กันประสาข้าวใหม่ปลามัน แต่รมย์รวินท์กลับไพล่ไปสนใจอย่างอื่นมากกว่าเสียดาย เขาหยิบไฟฉายและกล่องส่องในกระเป๋าเป้ส่งให้ ส่วนตัวเองเดินไปหรี่แสงตะเกียง ก่อนจะมุดเข้ามุ้งไปรอท่า เพราะมั่นใจว่าอีกไม่นานรมย์รวินท์ต้องตามเข้ามาแน่ๆ

“คุณต่อไม่มาดูด้วยกันหรือคะ?”

“ไม่...ผมง่วงนอนแล้ว” บอกอย่างงอนๆ ทิ้งให้หญิงสาวหน้าค้าง เหลียวซ้ายมองขวาดูรอบตัวอย่างหวั่นใจ เพราะไม่คุ้นชินกับการมานอนป่าอย่างนี้ ไม่นานนักรมย์รวินท์ก็ตามเข้ามุ้งไป เห็นร่างใหญ่นอนนิ่งคิดว่าเขาคงหลับไปแล้ว

ดวงตากลมเบิกค้าง เพราะพยายามข่มตานอนยังไงก็นอนไม่หลับ แสงจากตะเกียงเจ้าพายุค่อยๆ หรี่ลงเพราะน้ำมันใกล้หมด ไม่นานนักเธอก็เริ่มคุ้นชินกับแสงสลัวของความมืดที่กำลังมาเยือน ดวงจันทร์สาดแสงส่องสว่างกระจ่างเข้ามาแทนที่ แต่ก็ไม่สว่างพอที่จะมองเห็นภาพอะไรนอกจากเงาที่เคลื่อนไหวไปมาในความมืด

เสียงหรีดหริ่งเรไรในป่าร้องระงมดังก้องหู บรรยากาศน่าสะพรึงสำหรับคนไม่คุ้นเคย และยิ่งเมื่อมีเสียงนกกลางคืนแผดเสียงร้องก้องป่าบินผ่านห้างไป รมย์รวินท์ตกใจรีบกระเถิบเข้าไปหาร่างใหญ่ที่อยู่ไม่ห่างนัก

“คุณต่อ...คุณต่อคะ หลับหรือยัง?” น้ำเสียงสั่นๆ เรียกขึ้นมาเบาๆ

ในสถานที่และสถานการณ์ไม่คุ้นชิน อะไรก็ดูน่ากลัวไปหมด คนเดียวที่อุ่นใจให้เป็นที่พึ่งพิงก็คือเขา

ต่อตระกูลแอบยิ้มในความมืด ก่อนจะครางตอบกลับมา

“หื้ม...มีอะไร?” น้ำเสียงฟังดูง่วงแสนง่วงเหมือนกำลังจะเคลิ้มหลับแต่กลับถูกรบกวน

“รมย์” เธอเม้มปากแน่น กลอกตาไปมาในความมืดลางๆ “กลัว”

“อื้อ...” ได้ยินเขาครางยาว แล้วร่างใหญ่ที่นอนใกล้ๆ ก็รวบเธอเอาไว้ในอ้อมกอด ตัวเธอแข็งทื่อ ก่อนที่จะโอนอ่อนเมื่อสัมผัสถึงความอบอุ่นของเนื้อต่อเนื้อที่เบียดชิดกันลามแล่นไปจนถึงหัวใจ

“ทีนี้หายกลัวหรือยัง?” น้ำเสียงทุ้มกระซิบในความมืด ไม่มีทีท่าเหมือนคนง่วงนอนสักนิด

“คุณต่อยังไม่หลับหรือคะ?”

“จะหลับได้ยังไงล่ะ” ครานี้เสียงนั้นขยับมาใกล้ที่ข้างหู เมื่อหันไปดู ก็รับรู้ถึงใบหน้าที่อยู่ใกล้ด้วยลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดแก้ม ดวงตาคมวับวาวสว่างในความมืด ใบหน้านั่นขยับเข้ามาใกล้อีก จมูกโด่งจะฝังลงมาที่แก้มเธอ

“ก็รมย์เล่นนอนเบียดผมอย่างนี้ ฮึ”

หัวใจเธอแทบกระโดดออกมานอกหน้าอก เมื่อกายใหญ่พลิกกายมาคร่อมเอาไว้ ให้ตายเถอะ ตอนนี้ตัวเธออยู่ในวงล้อมของเขา วงล้อมของเนื้อกายชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี...และเวลานี้เขากำลังจะใช้สิทธิ์นั้น

ต่อตระกูลเองก็กำลังมองคนตรงหน้า ใครจะไปบ้าข่มตานอนหลับได้ ในเมื่อธรรมชาติมันเรียกร้อง แถมยังถูกเนื้อนุ่มๆ อุ่นๆ เบียดกระแซะเข้าหาเสียขนาดนั้น เมื่อจ้องมองดวงตาที่กะพริบปริบๆ อยู่ตรงหน้าก็ช่างไร้เดียงสายั่วยวน หมดเวลาที่เขาจะมาห้ามใจทำตัวเป็นฤาษีชีไพรถือศีลบริสุทธิ์ เมื่อรมย์รวินท์เป็นเมียตบเมียแต่งถูกต้องและสี่วันที่ผ่านมา เขาก็ชักช้าเสียจนน่าโมโหพอแล้ว

ใบหน้าคร้ามลดลงไปหาทาบทับริมฝีปากลงบนกลีบปากนุ่มของคนที่นอนนิ่ง ยินเสียงหายใจติดๆ ขัดๆ จูบไซ้ไล้ลึกของเขามอบความรู้สึกวาบหวามล้ำรัญจวนใจที่ถูกปลุกเร้าจากคนช่ำชองมากประสบการณ์ และร่างกายที่ตื่นเต้นของเธอก็ตอบสนองต่อความต้องการตามธรรมชาติกลับมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ

มือหนาปลดเปลื้องเสื้อผ้าที่กั้นขวางออกอย่างใจเย็น พร้อมแทนที่ผิวเนื้อที่เหน็บหนาวเพราะเปลือยเปล่าด้วยริมฝีปากร้อนผ่าวค่อยๆ และเล็มขบเม้มไปตามผิวกาย สติสัมปชัญญะถูกดับลงทีละน้อย เหลือแต่ความต้องการตามสัญชาติญาณที่ไม่อาจขัดขืนฝืนสู้ต่อไปได้ ปล่อยให้มือใหญ่ลูบตะโบมโลมไล้ สำรวจส่วนเว้าส่วนโค้งในกายบางอรชรหากเต็มสัดส่วนนั่นอย่างเพลิดเพลิน

จมูกโด่งคมและริมฝีปากร้อนระอุไล่ชิมบนผิวเนื้อทุกอณูราวคนอดโซหิวกระหาย หัวใจถูกแกว่งให้หวิวไหวขาดห้วงไปเรื่อยๆ แสงตะเกียงเจ้าพายุที่แขวนอยู่เหนือห้างริบหรี่ใกล้ดับเต็มที ผิดกับไฟปรารถนาที่ถูกจุดให้ลุกโพลงโชติช่วง

 เรือนร่างสวยสะคราญบิดครวญสะท้านเร่าๆ อยู่บนผืนผ้าที่ใช้ปูแทนฟูก ความร้อนผะผ่าวไม่รู้ผุดมาจากไหน แต่มันกำลังไหลรวมไปยังจุดกึ่งกลางกายสาวที่เรียกร้องการตอบสนองที่แสนน่าอาย

ร่างเปลือยเปล่าของเธอถูกกักอยู่ในวงล้อมเลือดเนื้อของผู้ชายที่คร่อมกายชะโงกอยู่เหนือร่าง

ริมฝีปากหยักคมจดลงมาบนกลีบปากนุ่มซ้ำๆ มอบจุมพิตหวานดูดดื่มหากก็เร่าร้อนมอมเมา เธอเมา...เพราะถูกมอมเมาด้วยรสเสน่หาจากสามีที่กำลังจะเรียกร้องจะใช้สิทธิ์ของเขา

ฝ่ามือเล็กลูบไล้เปะปะไปบนกล้ามเนื้อแน่นตึงอย่างตื่นเต้น หัวใจกระโดดโครมครามราวกับจะหลุดออกมาเสียนอกทรวง ผิวเนื้อกายสาวเต้นระริกตอบโต้กับฝ่ามือร้อนที่ลูบโลมสัมผัส

นานเหลือเกินที่ต่อตระกูลเกลี้ยกล่อมให้เธอเคลิบเคลิ้มตัวเบาหวิวราวกับลอยละล่องอยู่ในอากาศ ก่อนจะกระซิบกระซาบแสนหวานเสียงกระเส่า

“เป็นของผมนะรมย์”




อัพครบครึ่งเรื่อง ตามสัญญาแล้วนะคะ

ขอบคุณแฟนๆ ที่น่ารักทุกคน ที่ติดตามนะคะ 


เมียจานด่วน มีให้โหลดในรูปแบบอีบุ๊กแล้วนะคะ ^^

เมียจานด่วน
วชิราภา/รัชริล
www.mebmarket.com
ประกาศิตจากผู้เป็นย่า คือต้องปั๊มเหลนให้ท่านแลกกับการชดใช้หนี้หนึ่งร้อยห้าสิบล้านบาท แล้วโคบาลหนุ่มหัวขบถอย่างเขาควรจะทำอย่างไรกับแม่สาวหน้าซื่อตาใสที...





ขอฝากผลงานเรื่องล่าที่อัพให้อ่านกัน "เมียคั่นเวลา"

http://my.dek-d.com/racharil/writer/view.php?id=1522873
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

28 ความคิดเห็น

  1. #25 phalahongaorpan (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 29 พฤศจิกายน 2559 / 21:13
    เมื่อไรจะลงคะ
    #25
    0
  2. #24 kroonic (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 กันยายน 2559 / 21:58
    ว้าววววววววววววว
    เป็นของผมนะ
    #24
    0
  3. #23 Wanwisapin17 (จากตอนที่ 16)
    วันที่ 26 กันยายน 2559 / 21:09
    ศาตราคู่กะภิรมนหรือเปล่าอ่ะะะะ555555
    #23
    0