[ GOT7 ] [ YuMark ] [OS] : Just Like YuMark

ตอนที่ 9 : #มัคคึขี้อ่อย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 487
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 8 ครั้ง
    24 ต.ค. 59

#มัคคึขี้อ่อย



คนอะไรขี้อ่อย

รู้ว่าตัวเองน่ารัก ยังจะมาอ่อยให้คนอื่นเขาหวั่นไหวเล่นอีก

อ่อยผมคนเดียวน่ะไม่เท่าไหร่

แต่ไอ้ที่ทำท่าเหมือนกำลังอ่อยคนอื่นอยู่เนี่ย... มันหมายความว่ายังไงวะ

“พี่มาร์ค เอาแต่เกาะแกะพี่แจ็คสันทั้งวันแบบนั้น ไม่กลัวเขารำคาญเหรอครับ” ปากมันเผลอโพล่งออกไปอย่างทนไม่ไหว กดหัวคิ้วจนแทบจะชนกันเมื่อเห็นภาพซ้ำๆ ที่เห็นมาทั้งวัน

คนขี้อ่อยของผม อยู่ๆ ก็หันไปวอแวกับคนอื่นซะอย่างนั้น

“หือ? แจ็คสันรำคาญเหรอ” คนถูกว่าหันไปทำตากลมใส่เจ้าของร่างกำยำที่ตัวเองกอดคออยู่จนจมูกโด่งๆ แทบจะชนกับแก้มเขา

เฮ้ยๆ... ใกล้ไปแล้วมั้ง

“เปล่านี่ ไม่เห็นรำคาญ” พี่แจ็คสันหันไปเลิกคิ้วตอบก่อนจะหันกลับมาพูดกับผม “มาร์คก็ทำแบบนี้กับทุกคนอ่ะ ไม่เห็นจะมีใครเขาว่าอะไร มีแต่นายนั่นแหละยูคยอม เอาแต่บ่นว่ารำคาญ ดูสิ วันนี้มาร์คฮยองของเราเลยรู้สึกผิด ไม่กล้าไปเล่นกับนายเลย เนอะ~ ว่าพลางใช้นิ้วชี้กับนิ้วกลางหนีบจมูกคนตัวเล็กส่ายไปมาอย่างหยอกล้อ

“โอ๊ยย มันเจ็บนะแจ็คสันนน”

เจ็บก็ถอยมาสิครับ ยืนหัวเราะเสียงแหลมอยู่ทำไม

เกินไปว่ะ จริงๆ

“เหรอครับ พี่มาร์คทำแบบนี้กับทุกคนเหรอครับ” แล้วไม่รู้อะไรดลใจให้ผมกล้าปัดมือพี่แจ็คสันออก แล้วพาตัวเองไปยืนแทรกกลางมองหน้าคนตัวเล็กกว่าด้วยสีหน้าจริงจัง จนคนถูกคาดคั้นเงยหน้าขึ้นมากระพริบตาปริบๆ ใส่อย่างไม่เข้าใจ

“อะ...อืม” แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเบาๆ ยอมรับตามตรง

เหอะ... ทำแบบนี้กับทุกคนหรอกเหรอ

ได้ ถ้างั้นผมก็จะได้เข้าใจ ว่าตัวเองไม่ได้พิเศษอะไรเลย

“งั้นผมก็คงทำแบบนี้กับทุกคนเหมือนกัน” ว่าพลางโน้มตัวลงไปใกล้คนตัวเล็กกว่าจนจมูกของเราแทบจะชนกัน

มาร์คยังคงกระพริบตามองผมปริบๆ อย่างไม่เข้าใจการกระทำ ในขณะที่ผมเลื่อนสายตาต่ำลงจากดวงตาสวยๆ คู่นั้น ไปหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางของเขา แล้วลอบกลืนน้ำลาย

นี่ผม... กำลังทำอะไร

อยู่ๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่ยากจะหาที่มาที่ไป ผมรับรู้ได้ว่าริมฝีปากของมาร์คเริ่มใกล้เข้ามา สัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนๆ จากจมูกรั้นๆ ของเขาที่เป่าลงมาที่จมูกของผม

แทบไม่ต้องเดาเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้... ถ้าหากว่าไม่มีใครบางคนคนส่งเสียงขึ้นมาทำลายบรรยากาศลงเสียก่อน

“เฮ้ ทุกคน~ ไปกินข้าวกันเหอะ ผมหิวแล้ว” เป็นแบมแบม นั่นเองที่เปิดประตูโผล่หน้าเข้ามาตะโกนด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้วพลางกวักมือเรียกพวกผม ก่อนจะผลุบหายออกไป จังหวะเดียวกับที่ผมกับมาร์คผละออกจากกัน และก็เป็นเขาที่ส่งเสียงอ้ำอึ้งแล้วเดินตามแบมแบมออกไปเป็นคนแรก เหลือเพียงผม ที่ถอยหลังออกมาสองก้าวพลางยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยเก้อๆ กับพี่แจ็คสัน ที่ผมคงจะลืมไปแล้วว่าพี่แกยืนอยู่ด้วย ถ้าหากเขาไม่ส่งเสียงกระแอมออกมาเบาๆ แล้วมองด้วยสายตามีเลศนัย

“อะ...อะไรครับ” ผมถามอึกอัก แต่ไม่รอเอาคำตอบ รีบสาวเท้าเดินออกจากห้องไปอย่างเฉไฉ แต่ไม่วายยกมือขึ้นมาลูบตรงตำแหน่งหัวใจตัวเองที่มันกำลังกระหน่ำเต้นราวกับจะหลุดออกมา

ให้ตาย... เมื่อกี้นี้มัน...

เกือบไปแล้วเชียว

 

ใครจะไปรู้ ว่าหลังจากวันนั้นมันจะกลายเป็นสงคราม

สงครามประสาทระหว่างผมกับมาร์ค ที่ในสายตาคนอื่นมันคงจะดูงี่เง่าสิ้นดี

“แบม มานี่ดิ๊” ผมกวักมือเรียกเพื่อนสนิททันทีที่เห็นมาร์คเข้าไปกอดคอทำกระเง้ากระงอดใส่พี่แจ็คสันต่อหน้าคนอื่นอย่างไม่มีเหนียมอาย

“ฮะ” แบมแบมทำหน้างง แต่ก็ยอมเดินเข้ามาหาแต่โดยดี ผมจึงยกมือขึ้นกอดคอมเขา และดึงร่างให้เข้ามาใกล้โดยที่ยังไม่ละสายตาจากอีกคน

“เฮ้ย ไรเนี่ย” แบมแบมโวยวาย แต่ผมไม่ใส่ใจ ขยับเข้าไปใกล้อีก แถมด้วยการเอียงคอลงไปซบไหล่เขาจนถูกโวยใส่อีกรอบ “เฮ้ย อยู่ๆ เป็นบ้าอะไรวะเนี่ยยูคยอม ขนลุก”

“เฉยๆ เหอะน่า” ผมเอ็ด แต่ต้องขอบคุณเสียงโวยวายของแบมแบม ที่ทำให้คนที่กำลังหยอกล้อกันไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมอยู่อีกฝั่ง หันมามองพวกเราด้วยสายตางุนงง

แต่สุดท้ายก็หันไปหยอกล้อกันต่อ

อะไรวะ

“อ้าว อะไรวะ” แบมแบมส่งเสียงขึ้นมาอีกรอบเมื่อผมเงยหน้าขึ้นมาพลางผลักเขาออกทันทีที่หมดประโยชน์ มาร์คดูจะไม่แคร์สักนิดว่าผมจะทำอะไรกับใคร หนำซ้ำคนที่หงุดหงิดจนแทบบ้า ยังกลายเป็นผมเองเสียอีก

อารมณ์เสียโว้ย!

 

แต่ครั้งเดียวใช่ว่าจะพิสูจน์อะไรได้ น้ำกัดหินซ้ำๆ หินมันยังกร่อนเลย ถ้าผมทำเหมือนเดิมซ้ำๆ มีหรือที่มาร์คจะไม่รู้สึกว่าผมต้องการอะไร

“แบมแบม กินข้าวกันเถอะ~

เออ... ก็ไม่รู้ไง

ต่อให้ผมพยายามเข้าไปเล่น เข้าไปวอแวกับใครต่อใคร มาร์คก็ไม่สนใจเลยสักนิด

แล้วนี่อะไร นอกจากพี่แจ็คสันแล้ว ยังมาอ่อยแบมแบมอีกเหรอครับ ผมไม่ยอมหรอก

“ไม่ไป” ผมโพล่งออกไป พลางดึงแขนอีกข้างของเพื่อนสนิทเอาไว้ไม่ให้เดินไปตามแรงลากของมาร์ค

“อ้าว” เจ้าตัวทำหน้าเหวอ หันมามองผมงงๆ “อะไรวะยูคยอม พี่มาร์คเขาชวนฉันนะไม่ได้ชวนนาย”

“แล้วไง” ผมเบ้ปากอย่างเอาแต่ใจ สายตาจับจ้องไปที่เจ้าของดวงตากลมโตที่ทำให้ผมหงุดหงิดงุ่นง่านไม่เว้นแต่ละวัน

“จะแล้วไงล่ะ ก็ปล่อยไง ฉันจะไปกินข้าวกับพี่มาร์ค” แบมแบมทำหน้าไม่เข้าใจ แต่ผมก็ไม่ยอมปล่อยมือ

“ไม่ให้ไป”

“อะไรวะ นายอยากไปด้วยเหรอ? ไหนเมื่อกี้บอกไม่หิวไง”

ใช่เมื่อกี้ผมเพิ่งบอกแบมแบมตอนเขามาชวนไปกินข้าวว่าไม่หิว แต่ใครจะไปรู้ล่ะว่าเขานัดพี่มาร์คเอาไว้ ไม่งั้นผมไม่ตอบปฏิเสธหรอก

“ตอนนี้หิวแล้ว ไป กินข้าวกัน” ผมเปลี่ยนใจ ก่อนจะปล่อยมือจากแขนแบมแบม ตีหน้ามึนเดินเข้าไปแทรกกลางระหว่างพวกเขาแล้วคว้าข้อมือเล็กๆ ของอีกคนแทนพลางออกแรงลากให้เดินมาด้วยกันโดยไม่ถามความสมัครใจ

ขืนปล่อยไว้เขาก็ไปอ้อนแบมแบมอีกน่ะสิ!

 

“ช่วงนี้พี่มาร์คดูสนิทกับแจ็คสันเนอะ ไปทำอะไรกันมาเหรอ”

“ทำอะไร! ห้ามทำอะไรทั้งนั้นนั่นแหละ!

“...” ทั้งโต๊ะเงียบลงทันทีที่เสียงของผมแหวดังขึ้นมาทั้งๆ ที่ไม่ใช่คนถูกถาม

พี่จินยองที่เป็นคนเอ่ยประโยคนั้นออกมา ถึงกับเบิกตากว้างมองผมอย่างตกใจ ก่อนจะถลึงตาแล้วโยนผักในจานตัวเองมาใส่ผมพร้อมกับตะโกนเสียงดัง

“ย้า! ไอ้เด็กผี โวยวายทำไมฮะ ฉันไม่ได้ถามนายสักหน่อย!” พอเป็นพี่จินยองจอมโหด ผมเลยทำอะไรไม่ได้นอกจากย่นหน้าแล้วยอมสงบปากสงบคำ ปล่อยให้คนถูกถามเป็นฝ่ายตอบตามที่ควรจะเป็น

“ฉันกับแจ็คสันก็สนิทกันอยู่แล้วนะ” มาร์คตอบยิ้มๆ

โห... คำตอบ

ที่ผ่านมาผมมันไม่สำคัญจริงๆ ด้วยสินะ

“ผมกับแบมแบมก็สนิทกันอยู่แล้วนะ” ผมโพล่งขึ้นมาบ้าง ทั้งที่ไม่มีใครถาม แม้แต่แบมแบมเองก็หันมาทำหน้าเหวอ

“เหรอวะ” แต่ผมไม่แคร์หรอก สายตาของผมจับจ้องไปยังคนตัวเล็กซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามอย่างต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง

บางอย่างที่เขาควรจะรู้มานานแล้ว

“หึ” อยู่ๆ ผมก็ได้ยินเสียงพี่แจ็คสันที่นั่งอยู่ข้างมาร์คหัวเราะในลำคอขึ้นมา ก่อนที่พี่เขาจะใช้แขนล่ำๆ นั่นโอบรอบคอมาร์ค พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้

“มาร์คฮยอง ป้อนไอ้นั่นผมหน่อยสิ” ทำเสียงกระเง้ากระงอดพลางบุ้ยหน้าไปทางเนื้อหมูที่ปิ้งอยู่บนเตา

แต่แทนที่คนตัวเล็กจะปฏิเสธเขากลับหัวเราะเบาๆ แล้วคีบเนื้อพร้อมเครื่องเคียงยัดใส่ปากกว้างๆ ของพี่แจ็คสันเต็มปากเต็มคำ

“น่าร้ากกก~” มือหนาๆ ยกขึ้นมาบีบจมูกโด่งๆ ของมาร์คส่ายไปมาอย่างหยอกล้อ

พอเลย! เจอขนาดนี้ ใครจะยอมก็ยอมไปเถอะ แต่ยูคไม่ยอมหรอกครับ!

ปึง!

“พี่มาร์ค!” ผมวางตะเกียบกับโต๊ะอย่างแรง พร้อมกับเรียคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามเสียงดังจนคนอื่นพลอยตกใจไปด้วย “ไปคุยกับผมหน่อย” ผมว่าพลางลุกขึ้นไปคว้ามือคนตัวเล็ก แล้วลากออกมาจากโต๊ะโดยไม่สนใจเสียงโวยวายตามหลังของพี่แจ็คสัน ไม่ทันสนใจด้วยซ้ำว่าเจ้าของมือเล็กๆ ที่จับอยู่กำลังส่งสายตาแบบไหนมาให้

พอมาถึงสถานที่ลับตาคน ผมก็ปล่อยมือมาร์ค พร้อมกับหันไปเผชิญหน้าด้วยอารมณ์ที่คุกรุ่นจนแทบจะเก็บอาการไม่ไหว

“พี่จะอ่อยคนอื่นไปทั่วแบบนี้ไม่ได้นะ” เสียงผมดังจนแม้แต่ตัวเองยังประหลาดใจ

ตั้งแต่รู้จักกันมาผมยังไม่เคยตวาดใส่มาร์คเลยสักครั้ง

คนตัวเล็กเองก็คงตกใจไม่น้อยเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่นิ่งไป พร้อมกับเลิกคิ้วทำหน้าไม่เข้าใจในคำพูดผม

“อ่อย? ฉันเนี่ยนะ?”

“ใช่”

“ฉันอ่อยยังไง” มาร์คเริ่มขมวดคิ้ว เหมือนไม่พอใจ ในขณะที่ผมเองก็ยังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดไม่แพ้กัน

“ก็การที่พี่ไปอ้อน ไปซบ ไปป้อนข้าวพี่แจ็คสันแบบนั้นน่ะมัน...!

“มันอะไร?”

“มันเรียกว่าอ่อยไง” ให้ตายเถอะ เขาทำผมหงุดหงิดจนแทบบ้าแล้ว

มาร์คนิ่งไป มองกลับมาด้วยสายตาที่ผมไม่อาจเข้าใจ ก่อนที่ริมฝีปากบางจะเอ่ยคำถามที่ทำเอาผมชะงัก

 “แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย”

“ก็...!

ก็อะไรวะ

นั่นสิ ทำไมผมเพิ่งมานึกได้ ว่าต่อให้มาร์คจะอ่อยใคร มันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

ถึงอย่างนั้นผมก็ยอมเห็นภาพพวกนั้นต่อไปไม่ได้อยู่ดีนั่นแหละ

“ก็...ก่อนหน้านี้น่ะ...”

 “ก่อนหน้านี้?”

“ก่อนหน้านี้พี่ทำแบบนั้นกับผมแค่คนเดียวนี่...” ผมตอบอ้อมแอ้ม ไม่กล้าสบตาดวงตาคู่สวยที่มองมาอย่างคาดคั้น

“...”

“พี่ซบไหล่ผมคนเดียว อ้อนผมคนเดียว ชวนผมกินข้าว แล้วก็ป้อน... เรื่องพวกเนี้ย ทำกับผมแค่คนเดียว ไม่ใช่หรือไงกัน” ผมพูดยืดยาวด้วยน้ำเสียงที่เบายิ่งกว่าเสียงกระซิบ แต่ที่แน่ๆ ผมรู้ว่ามาร์คได้ยิน

“แต่นายบอกว่ารำคาญ”

“รำคาญที่ไหนกันเล่า!” ผมท้วงเสียงดังพลางเงยหน้าสบตาเขาอย่างลืมตัว

แต่ถึงขั้นนี้แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าจะหลบสายตาคนตรงหน้าต่อไปทำไม เลยเงยหน้าขึ้นมาเพื่อแสดงความจริงใจกับทุกสิ่งที่พูดไป แต่กลับต้องชะงักไปเมื่อพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายกลับไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด

ผมคิดว่ามาร์คคงจะตกใจ ประหลาดใจ หรืออาจจะโกรธที่ผมพูดเอาแต่ใจแบบนั้น

แต่เขากลับ... ยิ้ม

ริมฝีปากบางกับแก้มเล็กๆ ที่กลายเป็นสีระเรื่อกำลังอมยิ้มราวกับกำลังพยายามระงับอาการเขินอายเอาไว้

นี่มัน...

“เจ้าโง่ยูคยอมเอ๊ย” ยังไม่ทันได้ถามอะไร เขาก็เป็นฝ่ายเรียกผมแล้วหลุดหัวเราะเบาๆ “เป็นอย่างที่แจ็คสันบอกจริงๆ ด้วยแฮะ”

“ฮะ?” ผมเหวอไปเลยเมื่อได้ยินแบบนั้น

พี่แจ็คสันบอก? บอกอะไร?

“เจ้าแจ็คสันบอกว่า ถ้าทำแบบนี้ แล้วนายจะหึง”

“ฮะ!?” ผมโวยวายเสียงดังกว่าเดิม “ผะ... ผม... ผมเนี่ยนะหึง?”

“อ้าว แล้วที่โมโหเนี่ย ไม่ใช่เพราะหึง?”

“กะ...ก็ไม่ใช่น่ะสิ” ผมเฉไฉ ทั้งที่หน้ามันร้อนจนอีกคนคงจะสังเกตได้

แต่มาร์คก็ยังคงตีหน้านิ่ง เม้มปากมองผม ก่อนจะเบือนหน้าหนี

“งั้นฉันจะอ้อนแจ็คสันหรืออ้อนใครก็คงไม่เป็นไร...”

“เฮ้ย เดี๋ยว!” ผมรีบเอื้อมมือไปรั้งเอาไว้ ก่อนที่มาร์คจะเดินออกไป

ให้ตายเถอะ ยอมรับก็ได้ ผมมันบ้าเองที่ปากไม่ตรงกับใจ

“ผมขอโทษ” ผมงุ้มหน้า ยอมรับตามตรง “ผมหึง... ผมหึงพี่มาร์ค” เงยหน้าขึ้นสบตาคนตัวเล็กกว่าที่สบตากลับมาเช่นกัน

“...”

“ขอโทษที่บอกว่ารำคาญ ผมแค่...เขินจนไม่รู้จะทำยังไง"

"..."

"เวลาที่พี่เข้ามาใกล้ เข้ามาอ้อน ใจมันก็เต้นแรงจนน่าอายทุกที”

ไม่อยากจะบอกหรอกว่าตอนนี้ก็เหมือนกัน แค่เขายืนมองผมอยู่ในระยะประชิดแบบนี้ หัวใจผมก็เต้นแรงจนแทบจะคลั่งอยู่แล้ว

“ผมไม่รู้ว่ามาร์คคิดยังไง พี่แจ็คสันบอกว่าพี่ทำแบบนั้นกับทุกคน แถมพี่ก็เพิ่งบอกเองว่าสนิทกับพี่แจ็คสัน... ถ้าอย่างนั้นที่ผ่านมา ผมอาจจะคิดไปเอง”

คำพูดที่เคยเก็บเอาไว้ในใจ พรั่งพรูออกมาจนหมดเมื่อมีโอกาสได้เปิดปากสารภาพความในใจ ความรู้สึกมากมายตีกันมั่วไปหมดอยู่ข้างใน ทั้งโกรธตัวเองที่ควบคุมความรู้สึกไม่ได้ แต่ก็ดีใจที่ได้พูด ในขณะเดียวกัน ก็หวาดกลัวกับผลตอบรับในคำพูดของตัวเองเช่นกัน

ก่อนที่ผมจะรู้ว่าไม่จำเป็นต้องกลัวเลย

“เจ้าโง่ยูคยอมเอ๊ย” เขาเรียกผมด้วยคำเดิมอีกครั้ง พร้อมกับยื่นมือออกมาขยี้หัวผมแรงๆ อย่างหมั่นไส้ ผมขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นสบตาเขา ก็พบว่าดวงตาคู่สวยกำลังฉายแววประหลาด ริมฝีปากบางที่คลี่ยิ้มกว้างจนน่าสงสัย “ก็จริงอยู่ที่ฉันไปอ้อน ไปวอแวกับทุกคน”

“...”

“แต่คนที่ฉันอยากให้หึง ก็มีแค่นายคนเดียวนะ”

“...” กว่าที่สมองผมจะประมวลผลคำพูดของมาร์คได้ ก็ตอนที่เขาขยับมาใกล้ พร้อมกับใบหน้าหวานที่ยื่นเข้ามา “แล้วนายล่ะ ที่บอกว่าทำแบบนี้กับทุกคน มันหมายความว่ายังไง”

เสียงของมาร์คแผ่วเบาพอๆ กับลมหายใจร้อนๆ ของเขาที่รดลงมาบนปลายจมูกของผมที่เพิ่งเริ่มเข้าใจว่าคนตรงหน้าต้องการอะไร ถึงได้ตอบความจริงออกไป

“ผมก็อยากให้พี่มาร์คหึงผมเหมือนกัน... แต่พี่มาร์คไม่เห็นหึงเลย” ผมตอบอ้อมแอ้ม เขินจนหน้าจะระเบิด

และยิ่งเขินไปอีก เมื่อได้ยินคำพูดตรงไปตรงมาจากคนตรงหน้า

“หึงสิ... หึงมากด้วย”

ผมพยายามแล้วที่จะไม่ยิ้ม แต่เชื่อเถอะว่ามันทำไม่ได้จริงๆ และไม่ต้องเดาเลยว่าหน้าผมมันกำลังแดงแค่ไหน ถึงแม้จะพยายามทำเป็นเบ้ปากพูดจาเอาแต่ใจกลบเกลื่อนก็เถอะ

“แล้วผมก็อยากให้พี่อ้อนผมคนเดียวด้วย”

“อ่าฮะ” มาร์คหัวเราะ พลางขยับเข้ามาใกล้

“ซบผมคนเดียว”

“อื้ม” เอนหน้าลงมาซบไหล่ผมเหมือนที่ชอบทำ

“กอดผมคนเดียว”

“อือ” ก่อนที่แขนทั้งสองข้างจะยกขึ้นมาโอบรอบเอวผมไว้ ตามที่ร้องขอ

“แล้วก็...” ผมเว้นวรรค ให้โอกาสหัวใจได้พักเพราะรู้ว่าสิ่งที่กำลังจะขออาจทำให้มันเต้นแรงจนหัวใจวายไปเลยก็ได้

ผมอยากให้มาร์ค... จูบผม แค่คนเดียว

“หึ” แต่ยังไม่ทันได้พูด คนตัวเล็กที่กอดผมอยู่ก็เงยหน้าขึ้นมาส่งยิ้มมีเลศนัยราวกับรู้ว่าผมกำลังจะพูดอะไร

และเขาคงอ่านใจผมออกจริงๆ ถึงได้ค่อยๆ หลับตาลง ในขณะที่ผมยิ้มกว้าง และโน้มหน้าลงไป กระซิบบอกคำขอสุดท้ายชิดกับริมฝีปากของเขา

“ผมอยากให้พี่มาร์ค รักผมแค่คนเดียว”

ก่อนที่จะปล่อยให้แรงดึงดูดเดียวกันกับในคราวนั้น ได้ทำหน้าที่ของมัน โดยไม่มีใครเข้ามาขัดขวางไว้อีก




-------------------------------------------------------------------

เลี่ยนเนอะ 55555

ทนความคิดถึงไม่ไหว เลยกลับมาค่ะ งืออ ช่วงนี้มีโมเมนต์ให้เสพเยอะเหลือเกิน ดีต่อใจ

(เจอช็อตที่พี่ซบน้องเข้าไป ขออนุญาตตายอย่างสงบเลยค่ะ ;///;)

ฝาก #มัคคึขี้อ่อย ด้วยน้า ชื่อแท็กง่อยมาก คิดไม่ออกแล้ว 5555

คอมเมนต์ติชมได้เสมอเลยค่ะ จะปรับปรุงในเรื่องต่อๆ ไป ^^

ขอบคุณค่า

-- makok_num --

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 8 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #25 korzaza2810 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2560 / 11:52
    ชอบๆต่อๆๆ
    #25
    0
  2. #23 Thunx2 (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 00:28
    ขออะไรเปรี้ยวๆแก้เลี้ยนหน่อยค่าาา ไม่ไหวแล้วเหม็นฟามรักเว้ออออ 55555555
    #23
    0
  3. #14 minkk1_ (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 12:50
    แจ็คสันเป็นตัวการนี่เองง5555
    #14
    0
  4. #13 in-corner (จากตอนที่ 9)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2559 / 11:30
    งื่ออออออ ความขี้อ่อยของคนพี่นี่มัน น่าตีเนอะ
    ไหนจะความปากหนักขี้ซึนของคนน้องอีก
    ที่ทำเป็นนิ่งๆตอนพี่เค้ามาวอแวนี่เขินทั้งนั้นเลยใช่มั้ย
    โธ่ เจ้าเด็กบื้อเอ๊ย อยากบิดแก้ม แงงง
    #13
    0