[ GOT7 ] [ YuMark ] [OS] : Just Like YuMark

ตอนที่ 8 : Rainy Day [ #YMRainyDay ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 393
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    9 ต.ค. 59


Rainy Day


ผมไม่ชอบฝน...

ไม่จำเป็นต้องคิดหาเหตุผลให้มากความเลยในเมื่อสาเหตุมันก็ชัดเจนอยู่ตรงหน้า

“เวรเอ๊ย” ผมสบถออกมาเสียงดัง ก่อนจะหักเลี้ยวสปอร์ตไบค์เข้าไปหลบหน้าร้านที่อยู่ใกล้ที่สุดเมื่ออยู่ๆ ฝนที่ตั้งเค้ามาพักใหญ่ เกิดได้จังหวะตกลงมาราวกับมีใครเอาไม้ไปกระทุ้งท้องฟ้า

ถึงจะสวมหมวกกันน็อคไว้ ทำให้ผมไม่เปียก แต่เสื้อผ้าที่เป็นเพียงเสื้อยืดสีดำกับกางเกงยีนสีเดียวกัน ก็ไม่อาจต้านทานฝนที่ตกกระหน่ำลงมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยได้ สภาพผมตอนนี้จึงไม่ต่างจากลูกหมาตกน้ำ

ผมสบถพึมพำกับตัวเองอีกรอบพร้อมกับถอดหมวกกันน็อคออกและสะบัดผมสีเข้มของตัวเองลวกๆ พยายามจะยกมือขึ้นเสยผมที่เริ่มยาวจนน่ารำคาญไปด้านหลัง แต่สุดท้ายมันก็ตกลงมาปรกตาอยู่ดี ขณะที่กำลังกำชายเสื้อบิดน้ำออก เสียงโทรศัพท์ที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงก็ดังขึ้นมา จึงต้องหยุดจัดการตัวเองชั่วคราวเพื่อหยิบโทรศัพท์ออกมากดรับสาย

[ ยูคยอม อยู่ไหนแล้ว ] เป็นแบมแบมเพื่อนสนิทของผมนั่นเองที่โทรมาทวงถามเมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลานัด

“โทษที ตอนนี้ติดฝนว่ะ” ผมเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างจริงจัง แต่ความรู้สึกนั้นก็หายไปแทบจะทันทีที่ได้ยินปลายสายตอบกลับมา

[ เฮ้ย พอดีเลย ตอนนี้ฉันยังทำงานไม่เสร็จเลยอ่ะ ]

“อ้าว” มารูปประโยคนี้ไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่าคำพูดต่อไปของปลายสายจะเป็นอะไร

[ ยังไงเลื่อนนัดไปก่อนมั้ย ท่าจะอีกนานเลย ]

เดาไม่ผิดจริงๆ ด้วยแฮะ แต่มันก็ทำอะไรไม่ได้นี่นะ

“อืม งั้นไว้คราวหน้าละกัน” ผมตอบ ก่อนที่แบมแบมจะขอวางสายไป ท่าทางกำลังยุ่งน่าดู   

อันที่จริงก็ไม่อยากจะโทษฟ้าโทษฝนหรอกนะที่เรื่องมันมาลงเอยแบบนี้ แต่กว่าจะคะยั้ยคะยอให้เพื่อนตัวดีเคลียร์คิวคิ้วท์บอยไปดูหนังเรื่องที่โคตรจะอยากดูด้วยกันได้ มันง่ายซะที่ไหน อุตส่าห์แต่งตัวหล่อขับมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาได้ครึ่งทางแล้ว แต่ดันพลาดซะได้

ไอ้ฝนเฮงซวย

ผมถอนหายใจเซ็งๆ แล้วหันมาวุ่นวายกับการไล่น้ำออกจากเสื้อตัวเองอีกรอบ หันกลับไปมองสถานที่ที่ตัวเองอาศัยหลบฝน ก็พบว่ามันเป็นหน้าร้านขายแผ่นเสียงเล็กๆ ที่ปิดทำการไปแล้ว ไฟในร้านปิดเกือบหมด เหลือเพียงส่วนดิสเพลย์หน้าร้านที่เปิดไฟดวงเล็กๆ เอาไว้เพื่อแสดงแผ่นเสียงที่มาใหม่ และแผ่นเสียงที่เจ้าของร้านแนะนำ

ในตู้โชว์มีโปสเตอร์ศิลปินมากมายไล่มาตั้งแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่จนกระทั่งรุ่นปัจจุบันที่เขาพอจะได้ยินเพลงผ่านหูบ้าง มองแล้วเพลินตาดี

แต่คงจะเพลินเกินไป จนไม่ทันสังเกตเลยว่าอยู่ๆ ข้างกายก็มีใครอีกคนปรากฏตัวขึ้นมา

“อ้าว ปิดแล้ว”

“เชี่ย!!” สะดุ้งสุดแรงจะแทบหงายหลัง ถ้าขายาวๆ ที่พันกันมันไม่ตั้งหลักได้เสียก่อน

“...”

“...!!

แต่ขณะที่ผมหัวใจหล่นไปอยู่ตาตุ่ม ไอ้ตัวต้นเหตุกลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้านเลย ยังคงทำตาแป๋วมองมาด้วยสีหน้าเหมือนกับสงสัยว่าผมเป็นอะไร

ผมสีต้องสงสัยว่ามันเป็นอะไร ผีหรือคนวะเนี่ย

“มาร์ค”

“ฮะ?” อะไรวะ

“ผมชื่อมาร์ค ไม่ใช่เชี่ย” พูดหน้าซื่อ

ก็ไม่ได้เรียกมั้ยล่ะ

ผมอยากจะอธิบายเหลือเกินว่าเชี่ยเมื่อกี้เป็นคำอุทาน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจฟังคำอธิบาย กลับหันกลับไปใช้มือทั้งสองข้างเกาะกระจกร้านแล้วแปะหน้าผากลงไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง

ผมมองคนตรงหน้าที่ตัวเล็กเท่าไหล่ตัวเองได้ตั้งแต่หัวจรดเท้า สภาพผมสีน้ำตาลอ่อนที่เปียกลู่ไม่เป็นทรง กับเสื้อแขนยาวลายทางที่แนบลำตัวแถมมีน้ำหยดติ๋งๆ นั่นไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนคนนี้เพิ่งถูกสายฝนเล่นงานไม่ต่างกัน แถมตอนนี้ร้านที่อุตส่าห์ตั้งใจมากลับไม่เปิดซะอย่างนั้น

...นี่มันพญานกชัดๆ

“สงสัยเพราะฝนตก ก็เลยปิดก่อนเวลามั้ง...ครับ” เกือบลืมเติมหางเสียงตอนท้าย ถ้าไม่นึกขึ้นได้ซะก่อนว่าเป็นคนที่เพิ่งเคยเจอกัน

แต่ปกติผมคุยกับคนแปลกหน้าซะที่ไหน แค่อยู่ๆ ปากมันก็ขยับออกมาผมยังประหลาดใจเลย

“เหรอ” หันกลับมาเบ้ปากตีหน้างอง้ำใส่กันซะอย่างนั้น

ยะ... อยากลูบหัว

ผมไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไร ก็เลยได้แต่ยิ้มแหยๆ พลางยกมือขึ้นเกาท้ายทอยเก้อๆ พอเห็นว่าคงชวดของที่ต้องการแล้วแน่ๆ เจ้าของใบหน้าหวานเกินชายก็หันกลับมาทำคอตก ก่อนทำท่าจะเดินออกไป

“เฮ้ย!” แต่ก็ถูกผมรั้งข้อมือเล็กๆ นั่นไว้ได้ก่อน

ชิบ... มือไวไปมั้ยวะเนี่ย

“...?” อย่าว่าแต่เขางงเลย ผมเองก็งงตัวเองเหมือนกัน ว่าไปรั้งเขาไว้ทำไม

ไม่ใช่เรื่องเข้าท่าเลยที่ผมรั้งคนแปลกหน้าเอาไว้ เพียงเพราะ...

“ฝนตกอยู่นะ... ครับ” เสียงของผมฟังดูอ้อมแอ้มเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า แถมไม่เข้าใจตัวเองเลยสักนิดว่าทำไมต้องหลบสายตาของคนตัวเล็กกว่าที่จ้องมาด้วยสีหน้าสงสัยนั่นด้วย

“อ๋อ...” อ๋ออะไรล่ะครับ “ไม่เป็นไร ผมชอบฝน”

“...” ผมไม่เคยคิดว่าจะได้ยินประโยคแบบนี้มาก่อนในชีวิต

จะมีสักกี่คนบนโลกกันที่ชอบฝน ชอบฤดูที่แสนจะเฉอะแฉะ แถมยังใช้ชีวิตลำบากแบบนี้

“เฮ้ย” ผมร้องพลางกระชับข้อมืออีกฝ่ายไว้แน่น เมื่อคนตัวเล็กทำท่าจะอาศัยจังหวะที่ผมสตั๊นท์อยู่วิ่งออกไปกลางสายฝนอีกรอบ

“ถึงจะชอบฝนก็เถอะ แต่ออกไปตอนฝนตกหนักขนาดนี้มีหวังถูกหวัดเล่นงานจนนอนซมแน่” ผมเผลอดุออกไปโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่ปกติแล้วไม่ใช่คนที่จะชอบจุ้นจ้านเรื่องคนอื่นแบบนี้

“...” แต่คนตรงหน้าไม่ได้มีทีท่าว่าจะเข้าใจเลย

หวัดน่ะครับหวัด รู้จักมั้ย

“รอให้ฝนซาก่อนเหอะ” ผมขมวดคิ้ว ลืมใส่หางเสียงเพื่อความสุภาพของประโยคไปเรียบร้อยแล้ว

คนตัวเล็กกว่ากระพริบตาปริบๆ มองหน้าผมสักพัก ก่อนจะยิ้ม “อื้ม”

รอยยิ้มที่ทำเอาหูของผมลืมเสียงฝนที่กำลังตกกระหน่ำลงมาชั่วขณะโดยไม่รู้ตัว

.

.

.

 

“เมื่อกี้คุณบอกว่าชื่ออะไรนะ” ผมถามขึ้นหลังจากที่ต่างคนต่างยืนฟังเสียงฝนที่เหมือนจะโหมกระหน่ำยิ่งกว่าเดิมมาสักพัก

“มาร์ค” คนตัวเล็กกว่าตอบสั้นๆ ขณะเอื้อมมือออกไปรองน้ำฝนที่ตกลงมาจากหลังคา

ดูท่าว่าจะชอบฝนจริงๆ ด้วยแฮะ

“อายุยี่สิบสาม” ว่าพลางเหลือบตามามองผมนิดๆ

“...” เชี่ย ทำไมแก่กว่าผมวะ

“ฮะๆ” พอเห็นว่าผมอึ้งๆ ไปคนตรงหน้าจึงหัวเราะออกมาเบาๆ เหมือนเดาปฏิกิริยาออก

เสียงหัวเราะที่ทำให้ผมรู้ว่าเสียงทุ้มๆ ขัดกับหน้าตาของเขามันฟังดูเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงตอนที่เขาหัวเราะ

“นะ... หน้าเด็กเนอะ” ผมเบือนหน้าหนีแล้วยกมือขึ้นมาเกาท้ายทอยอีกรอบก่อนจะแนะนำตัวบ้าง “ผมชื่อยูคยอม คิมอยูคยอม”

ไม่บอกอายุหรอก เดี๋ยวเขารู้ว่าเด็กกว่าแล้วด่าว่าปีนเกลียวที่ดันพูดไม่สุภาพด้วยตั้งหลายประโยค

แต่ดูท่าว่าคนแก่กว่าจะไม่ได้สนใจเท่าไหร่ ถึงได้เบือนหน้ากลับไปเล่นน้ำฝนอีกครั้ง

“ไม่หนาวเหรอ” เป็นอีกครั้งที่ปากผมมันไวเกินไปจนห้ามไม่ทัน

“หืม?” เจ้าของใบหน้าใสจึงหันกลับมาเลิกคิ้วถามเหมือนไม่เข้าใจจนต้องขยายความ

“เปียกขนาดนั้น ไม่หนาวเหรอ”

“อ่อ” ทำหน้าเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ พลางก้มมองเสื้อแขนยาวลายขวางของตัวเองที่ยังมีน้ำหยดไม่หยุด แต่แทนที่จะจับชายเสื้อบิดเหมือนที่ผมทำ เขากลับทำเรื่องเหนือความคาดหมายด้วยการถอดเสื้อตัวเองออกหน้าตาเฉย

“เฮ้ย!!” จะทำให้ผมตกใจอีกกี่ครั้งครับคุณ!

“หือ?” ตีหน้าซื่อมองซ้ายมองขวาเหมือนจะดูว่าผมตกใจอะไร

“...” ในขณะที่ผมยืนตาถลนอ้าปากค้างไปแล้ว

อะ... โอ้ มาย ก็อด...

แต่นอกจากจะไม่รู้ตัวว่าผมกำลังตกใจการกระทำอันอุกอาจของตัวเอง พี่แกยังตั้งหน้าตั้งตาบิดน้ำออกจากเสื้อตัวหนาหน้าตาเฉยไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น

โห... ขาว

ขนาดผมมั่นใจว่าตัวเองเป็นคนที่ขาวมากแล้วนะ เจอความโอโม่ของคนตรงหน้าเข้าไป บอกเลยครับว่าแพ้... แล้วนั่นอะไร ตัวเล็กกว่าผมตั้งเยอะ แล้วทำไมมีกล้ามวะ ก้มมองพุงตัวเองแล้วได้แต่อนาถใจ...

“เสื้อนายก็เปียกนี่”

“...!” ผมสะดุ้งจนหลังแทบติดประตูร้านเมื่ออยู่ๆ คนที่กำลังนินทาในใจก็เดินมานั่งใกล้ๆ ในสภาพที่สวมเสื้อกลับไปใหม่เรียบร้อยแล้ว

“ไม่ถอดเหรอ”

“ใครจะไปถอด!” ผมไม่ได้หุ่นดีเหมือนเขานะ

“อ้าว” ยังจะมาอ้าวอีก

ผมสบถพึมพำกับตัวเอง พลางเบือนหน้าหนีอย่างไม่รู้จะสู้หน้าเขายังไง จนกระทั่งมือเล็กๆ ของอีกฝ่ายแตะลงมาที่หน้าผากเบาๆ ถึงได้สะดุ้งสุดตัวแล้วหันมาเบิกตากว้างใส่เขาอีกครั้ง

“ระวังไม่สบายนะ”

“...”

“หูแดงหมดแล้ว”

“...!” ได้ยินดังนั้นผมจึงรีบยกมือขึ้นตะปบหูตัวเองทันที

และถึงแม้จะไม่เห็นกับตา แต่ว่าไอ้อุณหภูมิร้อนๆ ที่ส่งผ่านมายังฝ่ามือ ก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าที่คนตรงหน้านี่พูดเป็นเรื่องจริง

 .

.

.


เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงฝนก็ยังคงเทลงมาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ผมยังคงนั่งอยู่ที่บันไดเตี้ยๆ หน้าร้านแผ่นเสียงที่ปิดทำการ โดยมีคนแปลกหน้านั่งอยู่ข้างๆ ในระยะที่มีเพียงหมวกกันน็อคสีดำคั่นกลาง

ใกล้มาก เสียจนบางทีก็ได้ยินเสียงเพลงที่ดังลอดออกมาจากหูฟังของเขา

“...”

“...!” ผมสะดุ้งอีกครั้งเมื่ออยู่ๆ เจ้าของดวงตากลมโตก็หันกลับมามองด้วยสีหน้าสงสัย

เพราะไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองกำลังมองคนข้างกายอยู่นานหลายวินาที

“ฟังมั้ย” โชคดีที่เขาไม่ได้ว่าอะไร แถมยังถอดหูฟังข้างขวาออกมายื่นให้ผมที่นั่งอยู่ซ้ายมือของเขา

“เอ่อ... ไม่เป็นไร” ผมอึกอัก ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมถึงประหม่านัก ทั้งๆ ที่คนตรงหน้าไม่ได้มีท่าทีน่ากลัวเลย

เพราะไม่น่ากลัวนั่นแหละถึงได้ประหม่า...

“ไม่ชอบฝนไม่ใช่เหรอ” แต่แทนที่จะเสียบหูฟังกลับเข้าที่เดิม เขากลับถามยิ้มๆ ในสิ่งที่ผมไม่เคยเอ่ย

รู้ได้ยังไง...

“ดูหน้าก็รู้แล้ว” รอยยิ้มกว้างขึ้นเมื่อเห็นสีหน้าประหลาดใจของผม “เพลงเพราะๆ อาจจะช่วยได้นะ”

ยิ้มกว้างซะจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่เป็นเหมือนแรงจูงใจให้ผมยื่นมือออกไปรับหูฟังจากอีกฝ่ายมาเสียบที่หูของตัวเองโดยไม่รู้ตัว

“คริส บราวน์เหรอ” แต่ทันทีที่ได้ยินเพลงที่ก่อนหน้านี้ได้ยินแต่ทำนองแว่วๆ จับใจความไม่ได้ชัดเจนขึ้นก็ถึงกับเบิกตากว้างขึ้นมาอีกครั้ง

“อื้ม นักร้องคนโปรดเลย”

อยากถามออกไปจริงๆ ว่าคนตรงหน้านี้จะทำให้ผมตกใจอีกสักกี่ครั้งกัน

“หึ” แต่ก็ทำได้เพียงเบือนหน้าหนีเพื่อปกปิดริมฝีปากที่กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้เท่านั้น โดยไม่ได้เอ่ยอะไร

ไม่ได้บอกออกไปว่าผมเองก็ชอบนักร้องที่เขาชอบ และเพลงที่เขาเปิดที่สุดเหมือนกัน

และมันก็จริงอย่างที่เขาบอก เสียงเพลงเพราะๆ นี่ แทบจะทำให้ผมลืมไปเสียสนิท ว่าตัวเองไม่ชอบเสียงดังๆ และความเฉอะแฉะของสายฝนมากแค่ไหน

 

เหตุผลอีกข้อที่ทำให้ผมไม่ชอบฝนก็คือความไม่แน่ไม่นอนของมัน

บทจะมาก็มา บทจะไปก็ไป

บทจะตกหนักก็เทกระหน่ำอย่างกับฟ้ารั่ว แต่พอนึกจะหยุดก็หายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

น่าตลกชะมัด

“อ้าว ฝนหยุดแล้ว” คนข้างตัวร้องทักขึ้นมาก่อนจะถอดหูฟังฝั่งตัวเองอกแล้วมองฟ้าที่สว่างจ้าแทบจะทันทีที่เมฆฝนผ่านไป

“อืม” ผมรับคำนิ่งๆ แล้วถอดหูฟังบ้างแล้วมองตาม

อยู่ๆ ก็รู้สึกใจหายขึ้นมา ทั้งๆ ที่ควรจะดีใจแท้ๆ ที่จะได้กลับบ้านสักที

“งั้น... คราวนี้ กลับได้แล้วเนอะ” คนตัวเล็กกว่าหันกลับมาเลิกคิ้วถามเหมือนไม่แน่ใจ

คงกลัวว่าผมจะมือไวรั้งเขาเอาไว้เหมือนก่อนหน้านี้

ผมหัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบ “อืม” น้ำเสียงที่แผ่วเบาเกินไปจนตัวเองยังตกใจ

ไม่รู้เพราะอะไร ถึงอยากให้ฝนมันกลับมาตกอีกครั้ง

คงเพราะยังฟังเพลงที่ชอบไม่จบล่ะมั้ง...

“ขอบคุณที่นั่งเป็นเพื่อนนะ ยูคยอม” รอยยิ้มสดใสฉายขึ้นมาบนใบหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงใจดี “ระวังอย่าให้เป็นหวัดล่ะ”

“อืม” ผมพยักหน้า และมองตามคนตัวเล็กที่หมุนตัวหันหลังกำลังจะเดินออกไป

“เดี๋ยว” แต่ก็เป็นอีกครั้งที่มือผมมันไว เอื้อมไปคว้าข้อมือเล็กๆ นั่นไว้

“หือ?”

“...” ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะรั้งเขาด้วยเหตุผลอะไร

ฝนไม่ได้ตกแล้วไม่ใช่หรือไง

“ขึ้นรถมาสิ” ว่าพลางโยนหมวกกันน็อคของตัวเองให้อีกฝ่ายที่รับไว้ได้พอดิบพอดี

“?”

“เดี๋ยวผมไปส่ง... นะครับ”

รู้แต่ว่าถ้าไม่เรียกเอาไว้...

“พี่มาร์ค”

ก็คงไม่มีโอกาสได้ตอบแทนเขา

ที่ทำให้รู้ว่าวันฝนตก... ก็เป็นวันดีๆ ได้เหมือนกัน 




-----------------------------------------------------

เหมือนไม่ได้อัพฟิคคู่นี้นานมาก ฮืออออ คิดถึง ;_;

พอขึ้นปีสี่เหมือนลงสมรภูมิเลยค่ะ งานเยอะจนแทบไม่มีเวลาหายใจ 

เพิ่งพินอัพโปรเจ็กต์ไป เกือบตายเลยทีเดียว 55555

กลับมาคราวนี้ขอเกาะกระแสฤดูฝนหน่อย คิดไว้สักพักแล้วว่าอยากเขียนเรื่องเกี่ยวกับฝน

อยากให้มันเป็นโทนหม่นๆ เข้ากับบรรยากาศเหมือนกัน แต่ไหงกลายเป็นแนวสบายๆ กลางสายฝนกระหน่ำซะงั้น มึนเนอะ 5555


ฝาก #YMRainyDay ด้วยนะคะ ขอกำลังใจด้วยน้า ^^


-- makok_num --

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #12 pookyum (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2559 / 17:50
    น่ารัก ในวันฝนตกก็มีเรื่องราวดีๆ เกิดขึ้นได้ อย่างงี้เวลาฝนตกก็ไม่เบื่อแล้วนะ/ขอบคุณนะคะสำหรับฟิคยมที่อบอุ่นกับใจ :)
    #12
    0