[ GOT7 ] [ YuMark ] [OS] : Just Like YuMark

ตอนที่ 6 : Take Care Of You [ #คยอมอยากดูแล ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 570
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 ก.ค. 59


 


-Take Care Of You-

 

 

ผมเป็นแค่คนดูแลเขา...

นั่นคือสิ่งที่ต้องท่องเอาไว้ให้ขึ้นใจ

“ยูคยอม” ผมเขย่าร่างที่นอนหลับอยู่บนเตียงเบาๆ พร้อมกับยื่นหน้าเข้าไปเรียกชื่อเขาใกล้ๆ หู

คิมยูคยอมไม่ชอบให้จับตัวเขาแรงๆ และจะไม่ชอบมากๆ เวลาถูกเรียกเสียงดังตอนที่เขาหลับ

“อื้อ~ แต่พอมีเงื่อนไขแบบนั้น มันก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะตื่น

ยูคยอมส่งเสียงอย่างดื้อดึงพลางพลิกตัวกลับมาทางผมอย่างรวดเร็ว เล่นเอาผมถึงกับผงะแทบจะตกเตียง เพราะจมูกโด่งๆ นั่นเฉียดริมฝีปากของผมไปนิดเดียว...

อันที่จริง มันแตะไปแล้วด้วยซ้ำ

“อะ... เอ่อ” ผมพยายามเรียกเขาอีกครั้งแต่อยู่ๆ เสียงมันก็สั่น แถมเบาลงอย่างน่าแปลกใจ “คุณยูคยอมครับ”

คราวนี้มันได้ผลเมื่อ อยู่ๆ คนตรงหน้าก็ลืมตาขึ้นมามองผมด้วยสีหน้าไม่พอใจ เหมือนทุกทีที่ผมปลุกเขาแบบนี้ เพราะนอกจากสองข้อแรกแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เขาไม่ชอบ แต่ผมก็ไม่หยุดทำสักทีก็คือการเรียกเขาว่า คุณ

ยูคยอมบอกว่าการที่คนอายุมากกว่าอย่างผมมาเรียกเขาด้วยสรรพนามสุภาพแบบนั้นมันทำให้เขาดูแก่ไปด้วย และอีกอย่างมันฟังดูคุณชายเกินไป จนเขารับตัวเองไม่ได้

แต่เขาเป็นคุณชายจริงๆ นี่ครับ จะปฏิเสธไปทำไมกัน

คุณคิมยูคยอมลูกชายคนเดียวของตระกูลคิมที่เป็นเจ้าของธุรกิจยักษ์ใหญ่นับไม่ถ้วนในโซล นอกจากจะมีอิทธิพลมากในประเทศแล้ว พ่อของเขาเป็นผู้มีพระคุณของครอบครัวผม ดังนั้นผมจึงต้องมาอยู่ตรงนี้ เพื่อรับใช้คุณชายคนเดียวของบ้านให้ได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ

แต่ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เคยพอใจในสิ่งที่ผมทำเลย

“น่ารำคาญชะมัด” เขาพูดทั้งๆ ที่ยังนอนสบตาผมอยู่ สายตาที่ทำให้ผมรู้ว่าผมอยู่ต่ำต้อยแค่ไหน

พอเห็นว่าผมไม่ตอบโต้อะไร ร่างสูงก็ส่งเสียงไม่พอใจแล้วลุกขึ้นมายีหัวตัวเองแรงๆ ก่อนจะเดินเข้าห้องน้ำเพื่อทำภารกิจส่วนตัว ผมได้แต่ถอนหายใจ ทั้งที่ควรจะชินได้แล้ว แต่ไม่รู้ทำไมมันถึงอดรู้สึกหดหู่ในใจไม่ได้สักที

ไม่นานยูคยอมก็เดินออกมาในสภาพเปลือยท่อนบน แต่สวมกางเกงสแล็กขายาวของโรงเรียนปกปิดส่วนล่างของร่างกาย ผมที่ถูกย้อมด้วยสีแดงเปียกๆ ของเขามีผ้าเช็ดตัวผืนเล็กอีกผืนคลุมอยู่ เป็นสภาพที่ผมเห็นทุกวัน แต่กลับไม่รู้สึกชินสักที ร่างสูงเดินมานั่งปลายเตียงที่เดิม เพื่อให้ผมทำกิจวัตรเดิมๆ อย่างการช่วยเขาแต่งตัว ผมเดินไปหยิบเสื้อเชิ้ตสีขาวพร้อมเนกไทสีดำที่เตรียมไว้แล้วมาสวมให้เขาที่แทบไม่ขยับตัว  ผมแอบยิ้มออกมาตอนที่กำลังไล่ติดกระดุมเสื้อให้เขาแล้วเห็นว่าหน้าท้องของเขาดูเหมือนว่ามันจะเพิ่มขนาดขึ้นผิดสังเกต

มันบ่งบอกว่าอาหารที่ผมเพิ่งจะหัดทำ คงรสชาติถูกปากเขาบ้างแล้ว

“ยิ้มอะไร” แต่ดูเหมือนผมจะแสดงอาการชัดเกินไป คนตรงหน้าเลยถามเสียงเข้มจนผมสะดุ้งนิดๆ แล้วรีบส่ายหน้า ดวงตาคมกริบตวัดสายตาขึ้นมามองผมที่กลัวจนหัวหดไม่รู้จะหดยังไงแล้ว

เขาดูเหมือนพร้อมจะกลายร่างเป็นหมาป่าจอมดุร้ายเข้าไปทุกที

ผมรีบติดกระดุมและผูกเนกไทให้เขาจนเสร็จ ก่อนจะเดินไปหยิบไดร์เป่าผมมาเพื่อเป่าผมเปียกๆ ของเขาเหมือนทุกครั้ง

ฟุบ~!

แต่คราวนี้คนที่นั่งอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำกว่า กลับทิ้งตัวลงมาซุกใบหน้ากับไหล่ของผมอย่างไม่ทันตั้งตัว

“อะ...เอ่อ ยูคยอม...” ผมอึกอัก อยากจะถอยออกมาแต่ก็ไม่กล้า ได้แต่ยืนทื่อไม่ขยับตัวอยู่ที่เดิมขณะที่น้ำเสียงอู้อี้เอ่ยขึ้นมาอย่างเอาแต่ใจ

“ง่วง ถ้าเป่าเสร็จแล้วปลุกด้วย” พูดแค่นั้นก่อนจะเงียบไป ปล่อยให้ผมยืนใบ้รับประทานอยู่นานหลายวินาที

กว่าจะรู้ตัวว่าต้องทำหน้าที่ก็ตอนที่ได้ยินเสียงกรนเบาๆ ของคนตรงหน้าที่ดังขึ้นมาเรียกสติ ผมลอบยิ้มกับตัวเองและเริ่มเป่าผมให้เขา หวังว่าเสียงไดร์เป่าผมที่ปรับเป็นเลเวลต่ำสุดจะไม่ทำให้เขารู้สึกตัว... แต่คงจะดังพอที่จะทำให้เขาไม่ได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งของผม

ไม่อย่างนั้นเขาคงจะเข้าใจ บางสิ่งที่ผมซ่อนไว้ตลอดมา   

ผมเป็นแค่คนดูแลเขาเท่านั้น ต้องท่องไว้ให้ขึ้นใจ... เข้าใจมั้ยมาร์ค

 

ถึงผมจะมีหน้าที่ดูแล แต่ก็ใช่ว่าผมจะสามารถดูแลเขาได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะที่โรงเรียน ด้วยความที่เรียนคนละชั้นกัน มันเลยทำให้ผมแทบไม่รู้เลยว่าระหว่างวันเขาทำอะไร เราเจอกันตอนพักกลางวันบ้าง แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกัน เพราะต่างคนต่างก็อยู่กับกลุ่มเพื่อนที่สนิท พอถึงเวลาเรียนผมก็มักจะก้มหน้าก้มตาตั้งใจเรียน ทำทุกอย่างให้ดี มีอนาคตสมกับเงินที่ท่านประธานคิมช่วยส่งเสีย ผมหวังว่ายูคยอมเองก็จะไม่ทำให้พ่อของเขาผิดหวังเหมือนกัน 

แต่แน่นอนว่าเขาไม่เคยทำให้ความหวังของผมเป็นจริงเลยสักครั้ง

“ยูคยอม!” ผมวิ่งหน้าตั้งผลักประตูเข้าไปในห้องปกครองซึ่งมีผู้ชายเกือบสิบคนยืนเรียงกันอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือเจ้าของชื่อที่ผมเพิ่งตะโกนเรียกไปเมื่อครู่

แต่ทุกคนในห้องหันมามองผม ยกเว้นเขา

สถานการณ์แสนคุ้นเคยและสภาพสะบักสะบอมของผู้ชายพวกนั้นทำให้ผมเดาได้ง่ายๆ เลยว่ามันเกิดอะไรขึ้น

“เป็นอะไรมากหรือเปล่า” ผมสาวเท้าเข้าไปแทรกตัวระหว่างเขากับผู้ชายที่กล้ามใหญ่มากคนหนึ่งแล้วถามด้วยความเป็นห่วง กำลังจะแตะนิ้วลงไปบนบาดแผลที่ริมฝีปาก แต่คนตัวสูงกว่าก็สะบัดหน้าหนีไป

“ขอโทษครับอาจารย์ ผมขอโทษแทนเขาด้วย” ผมเลยหันกลับไปหาอาจารย์ ก่อนจะโค้งหัวให้พร้อมกับพร่ำขอโทษแทนสิ่งที่ร่างสูงเพิ่งจะกระทำผิด

ผมมักจะทำแบบนี้เสมอ เพราะอาจารย์รู้ดีว่าหน้าที่ผมคือดูแลเขา ประวัติของผมไม่เคยด่างพร้อย ผมประพฤติดี เรียนดี และทำประโยชน์ให้โรงเรียนมาโดยตลอด จนไม่มีอาจารย์คนไหนอยากให้ผมเดือดร้อนเพราะว่าปล่อยให้ยูคยอมคลาดสายตา

“พอที” แต่ร่างสูงกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา และกระชากไหล่ผมให้เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะเปลี่ยนเป็นคว้าข้อมือทำท่าจะพาผมออกไป

“เฮ้ คิมยูคยอม!” อาจารย์ทำท่าจะเรียกเขากลับไป แต่เจ้าของดวงตาเรียวคมกลับหันไปมองด้วยสีหน้าที่ไม่สะทกสะท้านเหมือนเคย

“อยากจะเรียกผู้ปกครองก็เอาเลย ทำตามกฎเถอะครับ” พูดจบเขาก็ลากผมออกมา โดยไม่สนใจเลยว่าฝ่ามือหนาของเขาจะบีบข้อมือของผมแน่นจนเจ็บแค่ไหน

ผมได้แต่กึ่งวิ่งกึ่งเดินตามแรงลากของคนที่ขายาวกว่าตั้งหลายเซน พยายามเรียกชื่อเขา และบอกให้เขาหยุดแต่ร่างสูงก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟังเลย เขาจับผมยัดใส่รถแท็กซี่และพาไปที่ไหนสักแห่งที่ผมไม่รู้จัก ผมอยากจะถามเขาว่าจะทำอะไร แต่ตลอดทางร่างสูงก็เอาแต่นั่งตีหน้าเครียดจนผมไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง

ในที่สุดรถแท็กซี่ก็พาเรามาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำแห่งหนึ่งซึ่งร้างผู้คน ยูคยอมไม่พูดพร่ำทำเพลงพอจ่ายเงินค่าแท็กซี่เสร็จเขาก็ตรงดิ่งลงไปที่สนามหญ้าซึ่งลาดต่ำลงไปที่แม่น้ำทันที

“ยูคยอม! คุณคิมยูคยอม” ผมยังคงได้แต่ตะโกนเรียกเขา พร้อมกับวิ่งตามไปด้วยความกลัวจับใจ

ไม่รู้เลยว่าเขากำลังจะทำอะไร แต่สีหน้าเคร่งเครียดกับหนทางที่เขากำลังเดินไปมันก็ทำให้ผมไม่สบายใจขึ้นมา

“หุบปากสักทีน่า!” แต่อยู่ๆ เรียวขายาวก็หยุดเดิน ก่อนจะหันกลับมาตวาดใส่ผมด้วยสีหน้ารำคาญเหมือนทุกที

“...” ผมชะงัก รู้สึกสลดจนต้องก้มหน้าหลบตา

ไม่ว่าจะกี่ครั้งผมก็ไม่เคยชินกับท่าทางเย็นชาของเขาเลยจริงๆ

“แล้วยืนนิ่งอยู่ทำไม มานี่!” พอผมหยุดเดินตามร่างสูงกลับมีท่าทางไม่พอใจ และเดินกลับมาลากผมให้เดินตามไปอีกครั้ง จนกระทั่งถึงบริเวณหนึ่งที่หญ้าเหมือนจะราบลงเป็นบริเวณกว้าง บ่งบอกถึงการถูกกดทับเป็นประจำ

ยูคยอมทิ้งตัวนั่งลงโดยไม่ลืมที่จะกระตุกมือผมให้นั่งลงตาม ผมไม่รู้ว่าควรจะทำตัวยังไง แต่ในใจมันก็รู้สึกโล่งขึ้นมาที่เขาไม่ได้จะทำอะไรบ้าๆ อย่างที่ผมคิด

“เมื่อไหร่จะเลิกทำแบบนั้นสักที” เขาเป็นฝ่ายเริ่มบทสนทนาหลังจากปล่อยให้บรรยากาศจมสู่ความเงียบอยู่นาน

“ทำอะไรครับ?”

“อย่าพูดครับ” เขาหันมาทำหน้าดุ “แล้วก็ไม่ต้องเรียกคุณด้วย”

ผมได้แต่พยักหน้า ไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวจะถูกตวาดใส่อีก ถ้าได้ยินน้ำเสียงน่ากลัวแบบนั้นอีกครั้งผมอาจจะร้องไห้ออกมาก็ได้

“เลิกแก้ตัวแทนฉัน เลิกแบกรับอะไรแทนฉัน แล้วก็ทำเหมือนฉันเป็นเจ้านายสักทีไม่ได้หรือไง” เขาขมวดคิ้ว แต่มันกลับไม่ใช่สีหน้าไม่พอใจเหมือนเคย

มันเป็นสีหน้าแบบที่ผมไม่เคยเห็น เหมือนกำลังยุ่งยากใจ... ปนขอร้อง?

“แต่ว่า...” ผมกำลังจะพูดว่าผมทำด้วยความเต็มใจ แต่คนตรงหน้าก็พูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

“ถ้าทำเพราะว่าพ่อสั่ง ก็เลิกทำสักที” อยู่ๆ เขาก็ปรับน้ำเสียงกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกครั้ง แววตาเย็นชาและเอาแต่ใจที่แสนคุ้นเคยทำให้ผมได้แต่เงียบ ไม่กล้าเอ่ยอะไรออกมา

“เลิกดูแลฉันได้แล้ว มาร์ค”

ไม่กล้าบอกว่าเขาว่า การที่เขาเรียกชื่อผมแล้วพูดประโยคแบบนั้น มันทำให้ผมทั้งรู้สึกดีใจและเจ็บปวดในเวลาเดียวกัน

 

เรื่องที่ยูคยอมมีเรื่องชกต่อยไปถึงหูประธานคิมจนได้ แต่ที่น่าแปลกใจก็คือผมกลับไม่ถูกต่อว่าอะไร ทั้งๆ ที่ส่วนหนึ่งมันเป็นความผิดของผมที่ดูแลเขาไม่ดี ยูคยอมถูกเรียกตัวไปตั้งแต่กลับถึงบ้านจนดึกป่านนี้แล้วก็ยังไม่ถูกปล่อยตัวออกมา ผมร้อนใจแต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากกระวนกระวายเดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอน

ผมยังไม่ได้บอกใช่ไหมว่าผมกับเขานอนในห้องเดียวกัน...

นั่นเป็นเพราะยูคยอมเกลียดการตื่นเช้าไปโรงเรียนมากถึงขึ้นล็อกประตูหลายๆ ชั้นเพื่อไม่ให้ใครเข้ามาปลุกในตอนเช้า ตอนผมมาดูแลเขาใหม่ๆ ผมโดนตำหนิแทบทุกวันเพราะผมไม่เคยเข้ามาปลุกเขาได้ทันก่อนเข้าเรียนเลย สุดท้ายท่านประธานจึงหาทางออกด้วยการให้ผมเข้ามาอยู่ในห้องกับเขาซะเลยจะได้ไม่ต้องลำบากงัดประตู

ถึงจะนอนห้องเดียวกัน แต่ที่ของผมก็คือโซฟาตัวใหญ่ที่อยู่ผิดผนังปลายเตียง... เป็นที่ที่ผมจะเห็นเขาในสายตาได้ตลอดเวลา

ผมเดินวนไปวนมาอยู่ในห้องเป็นชั่วโมงๆ จนหมดแรง พยายามคิดในแง่ดีว่าเขาคงจะไม่เป็นอะไร อย่างมากก็คงจะแค่โดนดุหรือโดนตัดเงินเดือน

แต่เขาไม่เคยโดนท่านประธานดุเลยสักครั้ง ถ้าเกิดว่าเสียใจจนร้องไห้ขึ้นมา... อา คงไม่หรอก เพราะแต่ตั้งแต่รู้จักกันมา ผมยังไม่เคยเห็นเขาร้องไห้สักครั้งเลยนี่นา

แต่ว่าก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยอ่อนแอ

เวลาที่ยูคยอมทำหน้าเศร้าน่ะ มันแย่เสียยิ่งกว่าตอนเห็นว่าโลกทั้งใบกำลังจะพังลงตรงหน้าเสียอีก

 

ผมไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปตอนไหน แต่พอรู้ตัวอีกที ท้องฟ้าก็สว่างขึ้นมาแล้ว ผมเบิกตากว้างอย่างตกใจเมื่อรู้ตัวว่าตัวเองเผลอหลับไปบนเตียงใหญ่แทนที่จะเป็นบนโซฟา

“อ๊ะ!” แต่พอกำลังจะลุกขึ้นมาก็ถูกท่อนแขนหนาๆ กดให้นอนลงไปอีกครั้ง

ผมทั้งตกใจทั้งแปลกใจที่หันกลับไปเห็นว่ายูคยอมนอนอยู่ข้างกัน ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงเขาควรจะไล่ผมออกจากเตียง ผมรู้ว่าเขาไม่ชอบนอนร่วมกับใคร ไม่ชอบความอึดอัด และจะหงุดหงิดทุกครั้งที่มีคนมาถูกเนื้อต้องตัวโดยไม่จำเป็น แต่คราวนี้เขากลับเอาแขนมาพาดลำตัวของผมไว้ โดยไม่สนใจเลยว่ามันเหมือนกับว่าเขากำลังกอดผมอยู่

“...”

“...”

เราสองคนต่างก็ไม่พูดอะไรกันเลยนานนับนาที ผมได้แต่นอนนิ่งๆ ไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปสบตา เพราะผมรู้ว่าเจ้าของดวงตาเรียวคมคู่นั้นกำลังจ้องผม ลมหายใจร้อนๆ ที่รดลงมาข้างแก้ม ทำให้ผมเดาได้ไม่ยากเลยว่าใบหน้าของเขาอยู่ใกล้ผมมากแค่ไหน

แล้วในที่สุด เขาก็เป็นฝ่ายพูดทำลายความเงียบขึ้นมา

“เกลียดผมมากเลยเหรอพี่มาร์ค”

ไม่ใช่แค่ตกใจกับสรรพนามแทนตัวเอง และคำว่า พี่ ที่ไม่เคยได้ยิน แต่ผมยังไม่เข้าใจด้วยว่า

น้ำเสียงตัดพ้อที่ได้ยิน มันหมายความว่ายังไง   

 

ยูคยอมไม่พูดอะไรกับผมอีกเลยหลังจากนั้น

เขาไม่ยอมให้ผมแต่งตัวให้ ไม่ยอมให้ผมเป่าผมให้ หรือแม้กระทั่งถือกระเป๋าให้เขาก่อนขึ้นรถไปโรงเรียน เขาเอาแต่นั่งเงียบและทำสีหน้าที่บ่งบอกว่าไม่อยากให้ใครเข้าใกล้เหมือนทุกทีที่อารมณ์ไม่ดี ผมแทบจะเรียนไม่รู้เรื่องเลยเมื่อนึกถึงท่าทางที่เปลี่ยนไปของเขา ตั้งใจว่าถ้าถึงตอนพักกลางวันจะต้องเข้าไปถามว่าเขาเป็นอะไร บางทีมันอาจจะเกี่ยวกับที่ท่านประธานเรียกไปคุยก็ได้... ผมรู้สึกไม่ดีเลย

แต่เมื่อถึงเวลาผมกลับพบว่ายูคยอมไม่ได้มาที่โรงอาหารอย่างที่คิด ผมเห็นกลุ่มเพื่อนเขาเดินเข้ามาโดยไม่มีเงาของร่างสูงก็เลยต้องเข้าไปถามด้วยความประหลาดใจ

“ยูคยอมไปไหนเหรอ”

“เอ่อ...” แต่ทุกคนกลับมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าบ่งบอกถึงความลำบากใจ

“มันไม่ให้บอกอ่ะครับพี่มาร์ค” แล้วเด็กผู้ชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่งก็เอ่ยขึ้นมา

ผมไม่คาดคั้นต่อเพราะรู้ว่าพวกเขาคงเดือดร้อนแน่ถ้าขัดใจยูคยอม และไม่รู้ทำไม อยู่ๆ ผมถึงนึกขึ้นมาได้ว่าสถานที่ที่เขาจะไปคือที่ไหน

ผมจัดการลาอาจารย์คาบบ่ายโดยอ้างเหตุผลว่าไม่สบาย มันง่ายดายมากเพราะอาจารย์ทุกคนรู้ว่าผมไม่เคยเถลไถล พอออกจากโรงเรียนได้ ผมก็จัดการเรียกแท็กซี่แล้วบอกสถานที่ที่เคยได้ยินจากปากเขาเมื่อคราวก่อน

ไม่นานรถก็แล่นมาจอดที่ริมแม่น้ำอีกครั้ง สายลมเย็นสบายเข้ามาปะทะหน้าผมทันทีที่เปิดประตูลงจากรถ ผมมองหาเขาตรงจุดที่เราเคยนั่งด้วยกัน แต่กลับพบว่าเขาไม่ได้อยู่ตรงนั้นอย่างที่คิด

ให้ตาย นายอยู่ไหนกันยูคยอม

ผมเกือบจะถอดใจให้แท็กซี่พากลับไปแล้วเพราะคิดว่าเขาคงไม่ได้อยู่ที่นี่ ถ้าหากว่าไม่มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาเสียก่อน เสียงมันดังมาจากเสาต้นใหญ่ของสะพานข้ามแม่น้ำที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล ถึงจะได้ยินไม่ชัดนักแต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันเป็นเสียงร้องผสมกับเสียงร่างกายกระทบกันอย่างรุนแรง

“ยูคยอม!” ผมตะโกนขึ้นมาเมื่อเห็นแล้วว่าที่มาของเสียงนั่นมีร่างสูงอันคุ้นเคยยืนอยู่

ผมวิ่งสุดชีวิตไปหาเขาที่อยู่ท่ามกลางวงล้อมของกลุ่มคนที่มีจำนวนมากกว่าด้วยท่าทีที่เหมือนกำลังจะเพลี่ยงพล้ำ ดูเหมือนว่าเขาจะได้ยินเสียงผมเหมือนกันจึงหันมามอง

“เวรเอ๊ย! มาทำบ้าอะไรวะ” ยูคยอมสบถเสียงดังแล้วหันกลับไปชกผู้ชายคนหนึ่งที่พุ่งเข้าไปเล่นงานเขาทีเผลอพอดี

เหตุการณ์เริ่มชุลมุนเมื่อคนอื่นๆ เริ่มเข้าไปรุมยูคยอมเหมือนกัน ผมตะโกนเรียกเขาอีกครั้ง และพยายามจะห้ามไม่ให้พวกนั้นตีเขา แต่ยังไม่ทันที่จะเข้าไปถึงตัวยูคยอมหมัดของใครบางคนก็สวนเข้ามาที่ใบหน้าของผมเต็มๆ

“มาร์ค!” ผมได้ยินเสียงยูคยอมเรียกชื่อผมตอนที่ผมหงายหลังล้มลงไปกับพื้น

ผมไม่คิดเลยว่าตัวเองจะกระจอกถึงขั้นถูกชกหมัดเดียวก็จอดแบบนี้ แต่เสียงของยูคยอมและภาพของเขาที่เหมือนจะห่างไกลออกไปทุกที ก็บ่งบอกอย่างดีว่าสติของผมกำลังจะหมดไป

 

ผมลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่ที่บ้านของยูคยอมแล้ว เป็นอีกครั้งที่ผมถือวิสาสะขึ้นมานอนบนเตียงเขา... ถึงจะโดยไม่รู้ตัวก็เถอะ แต่ว่ามันก็ไม่ควรอยู่ดี

“หืม?” ผมกำลังจะลุกจากเตียง แต่ก็ต้องชะงักไป เมื่อพบว่ามือข้างหนึ่งของตัวเองถูกฝ่ามือหนาของใครอีกคนกุมไว้ ในขณะที่เจ้าตัวลงไปนั่งฟุบหลับอยู่ข้างเตียงซะอย่างนั้น

การขยับตัวของผมทำให้ยูคยอมรู้ตัว ผมเงยหน้าขึ้นมา ถึงจะต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บจากบาดแผลที่ถูกซ้ำ แต่เขาก็ไม่สนใจมันนานและหันมาถามผมแทน

“เป็นยังไงบ้าง” สีหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็นห่วงทำให้ผมอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ

แต่ที่ชัดเจนกว่าก็คงเป็นความดีใจที่ได้ยินเขาถามแบบนั้น... อยากจะเก็บสีหน้านี้ไว้นานๆ จัง

“พี่มาร์ค เจ็บตรงไหนบอกผมสิ” พอเห็นผมเงียบ เขาเลยกุลีกุจอเข้ามาจับตัวผมเหมือนหาบาดแผล

ผมหลุดยิ้ม ก่อนจะส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่เจ็บเลย” บาดแผลที่ผมโดน เทียบไม่ได้เลยสักนิดกับบาดแผลบนใบหน้าเขา

ยูคยอมทำหน้าไม่เชื่อ และเอาแต่มองสำรวจตัวผมไม่หยุด ก็นะ ผมเล่นสลบไปแบบนั้นเขาก็คงคิดว่าผมเป็นอะไรมากเป็นธรรมดา

“ทำไมถึงเรียกว่าพี่ล่ะ” อยู่ๆ ผมก็นึกสงสัยขึ้นมา ทั้งที่ไม่ถูกกับสถานการณ์เลย ยูคยอมเงยหน้าขึ้นมาสบตาผมสักพัก ก่อนจะตอบอึกอัก

“ก็... มาร์คเป็นพี่” สีหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อของเขา ทำให้ผมเผลอเลิกคิ้วแปลกใจ และยิ่งประหลาดใจไปอีกเมื่อได้ยินประโยคต่อมา “ขอโทษนะที่ก้าวร้าวใส่มาตลอด”

“...”

คิมยูคยอมคนนี้เนี่ยนะกำลังขอโทษผม ไม่อยากจะเชื่อเลย

“ต่อไปนี้จะไม่ดื้อแล้ว”

“...”

“จะไม่มีเรื่องชกต่อยแล้วด้วย”

“...”

“เพราะฉะนั้นเลิกดูแลผมได้แล้ว”

“...” ผมรู้สึกว่าอยู่ๆ น้ำตามันก็รื้นขึ้นมา เมื่อเห็นเขาพูดด้วยสีหน้าจริงจัง

และมันคงจะไหลออกมาแน่ๆ ถ้าหากว่าเขาไม่พูดประโยคต่อมาด้วยสีหน้าที่จริงจังยิ่งกว่าเดิม

“ให้ผมเป็นฝ่ายได้ดูแลพี่บ้างไม่ได้หรือไง”

“...”

“นะ”

“...”

“นะครับ พี่มาร์ค” กว่าจะตั้งสติได้ และเข้าใจคำพูดของเขา ก็ใช้เวลานานซะจนยูคยอมต้องขอร้องผมถึงสองครั้งสองครา

ยูคยอมที่ไม่เคยก้มหัวให้ใคร กำลังอ้อนวอนผมด้วยสีหน้าที่น่ารักจับใจ

“อื้ม” ในที่สุดผมก็หลุดยิ้มออกมาก่อนจะพยักหน้าตอบตกลง

ยูคยอมคลายคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน ก่อนจะค่อยๆ คลี่ยิ้มกว้างขึ้นจนกลายเป็นหัวเราะ ผมหัวเราะตามพลางเอื้อมมือออกไปลูบใบหน้าที่เต็มไปด้วยบาดแผลอย่างแผ่วเบา แสดงความเป็นห่วงต่อเขาโดยไม่ต้องกลัวแล้วว่าเขาจะรำคาญ ...ไม่ต้องกลัวแล้วว่าเขาอาจจะจับได้ว่าผมคิดกับเขามากกว่าแค่คนที่ต้องคอยดูแล   

เพราะต่อไปนี้ ผมไม่ต้องดูแลเขาฝ่ายเดียวอีกแล้ว   

 

 

------------------------------------------------------------

เรื่องนี้มีความการ์ตูนตาหวานมาก ทำไงดี 5555

ชอบเวลาที่พี่มาร์คดูแลน้อง และเกิดนึกภาพยูคยอมเป็นเด็กเกเรเอาแต่ใจขึ้นมา

ก็เลยได้พล็อตออกมาแนวนี้ หวังว่าหมีจะไม่โดนเกลียดนะ 5555

 

ใครเล่นทวิตเตอร์ฝากแท็ก #คยอมอยากดูแล ด้วยน้า

ขอบคุณมากๆ ค่า

-makok_num-

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #22 mpmpmp (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 11:05
    กำลังจะพิมว่ามีความการ์ตูนตาหวาน แล้วไรท์เตอร์ก็เขียนทอล์คไว้งี้เหมือนกัน 55555555555

    น่ารักหวานแหววมากค่ะ เรื่องนี้คยอมพระเอกการ์ตูนแบดข้างนอกอ่อนโยนกับคนที่ชอบข้างในลึกๆ

    ตอนคยอมเรียกว่าพี่มาร์คนี่ใจสั่นหวั่นไหวรุนแรงมาก น่ารักเหลือเกิน

    อยากอ่านต่ออีกยังไงไม่รู้ค่ะ สนใจทำเป็นเรื่องยาวแนวรักใสใสหัวใจสี่ดวงมั้ยคะ
    #22
    0
  2. #4 in-corner (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 00:42
    น่ารักมากกกกก ไม่ไหวแล้วค่ะ หัวใจจะพัง เหมือนอ่านการ์ตูนรักหวานแหววอยู่จริงๆค่ะ55555 แต่ชอบนะคะ มากๆด้วย กระชุ่มกระชวยหัวใจ แงงง

    คือแบบชอบที่คยอมเป็นเด็กเกเรได้แบบเท่โฮก เท่ไรเบอร์นั้น ภาพเดินเสยผมถือเสื้อนักเรียนพาดบ่าในทีเซอร์เดบิวท์ลอยมา /ทำไมย้อนไปไกล(เพราะตอนนี้เขาหายไปแล้ว)

    ฉากที่มาร์คตื่นมาแล้วถูกกอดแล้วคยอมเรียกว่าพี่ครั้งแรก นี่แบบ มือจิก บ้าเหรอออ ไม่มีอะไรเลยแต่นี่จะตายเอาค่ะ เป็นบ้าแหล่ว ฮื่อ

    อ่านก็ครวญครางไป มันแบบ ดีง่ะ เอาอีกๆๆๆ
    #4
    0
  3. #3 barbiebb_ (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 00:32
    มันฟีลการ์ตูนตาหวานมากจริงๆค่ะ

    ชอบที่คุณชายขี้อ้อนง่ะ แบบ โง่ย เขาดูออกกันหมดแล้ว

    มองมาจากดวงจันทร์ยังรู้เลยนะว่าแอบชอบกัน บ้าๆๆ

    ทำเป็นห่างเหินกันตอนข้างนอกจริงๆติดพี่เขาใช่ไหมล่ะหนุ่ม
    #3
    0
  4. #2 น้องคยอม (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 22:32
    งุ้ยๆๆๆๆๆๆๆ ดูแลพี่มาร์คดีๆ นะคยอม
    #2
    0
  5. #1 pookyum (จากตอนที่ 6)
    วันที่ 27 กรกฎาคม 2559 / 19:24
    โอ๊ยดีงามพระรามแปดอีกแล้วค่ะ ฟิคดีจริงๆ อ่านแล้วลุ้นตามคยอมและเอาใจช่วยมาร์คตลอด /โปรดอยู่กับเรือคยอมมาร์คไปนานๆนะคะ เลิฟงานเขียนของน้องค่ะ :)
    #1
    0