[ GOT7 ] [ YuMark ] [OS] : Just Like YuMark

ตอนที่ 5 : Like A Fool [ #คยอมเผือก ]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 390
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    27 ก.ค. 59


- Like A Fool -


ข้อเสียอย่างหนึ่งของผม... ก็คือผมซื่อเกินไป

โอเค เรียกว่าโง่ได้เลยล่ะ

ปัญหาก็คือ ทุกคนดูเหมือนจะรู้ความโง่ของผม ยกเว้นตัวผมเอง

“ฉันว่ามาร์คกำลังงอนนาย” พี่แจ็คสันเป็นคนเปิดประเด็นขึ้นมาในขณะที่พวกเรากำลังนั่งพักหลังซ้อมเต้นมาหลายชั่วโมง

“ฮะ” ผมที่กำลังยกน้ำขึ้นดื่มถึงกับชะงัก ขมวดคิ้วทำหน้าไม่เข้าใจ

“อืม” ที่ไม่เข้าใจยิ่งกว่าคือทำไมทุกคนในวงถึงพยักหน้า อย่างเห็นพ้องต้องกัน

“เฮ้ย อะไรครับเนี่ย” ผมเริ่มโวยวาย มองพี่ๆ รอบวงวางน้ำลงอย่างต้องการคำอธิบาย

“ไม่รู้ตัวจริงดิ” คราวนี้เป็นพี่จินยองที่เลิกคิ้วถาม ก่อนจะหัวเราะออมาเมื่อเห็นผมทำหน้าเหลอหลา “เชี่ย โง่ชะมัด” ว่าพลางหันไปตีไหล่พี่เจบีอย่างชอบใจ ในขณะที่อีกคนก็ไม่ว่าอะไร แล้วหันมาซ้ำเติมผมแทน

“เออ โคตรโง่เลย เค้ามองออกกันทั้งวงอ่ะ”

“ไม่จริงอ่ะ” ผมขมวดคิ้ว “ถ้ามาร์คโกรธก็ต้องบอกผมดิ” ถึงมาร์คจะแก่กว่า แต่เขาเป็นคนเดียวที่ผมไม่ยอมเรียกพี่ เป็นอย่างงี้มาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ก่อนที่เราจะคบกัน

พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็เลยมองหน้าผมอย่างระอาใจ พี่ยองแจถึงขั้นเอื้อมมือมาตบไหล่ผมเบาๆ

“คืองี้นะเด็กน้อย เวลาคนเขางอนเนี่ย เขาไม่เดินมาบอกกันโต้งๆ หรอก”

“ผมควรถามเหรอ?” คราวนี้พี่แจ็คสันถึงกับโน้มตัวมาตีหัวผมดังป้าบใหญ่ด้วยความหมั่นไส้

“ใครมันจะไปบอกวะ โง่จริงหรือแกล้งโง่เนี่ย” ทำไมต้องทำหน้าโมโหขนาดนั้นด้วยล่ะครับ

ผมยกมือลูบหัวตัวเองป้อยๆ พลางคิดว่าผมพูดผิดอะไร จนพี่ๆ ถอนหายใจใส่ แล้วพี่เจบีก็เป็นคนหาทางออกให้

“เอาเป็นว่า มึงลองสังเกตดูเองละกันนะครับ มาร์คของมึงมาโน่นแล้ว” ว่าพลางพยักหน้าไปที่ประตูซึ่งมาร์คกับแบมแบมเพิ่งเปิดเข้ามาหลังจากที่มาร์คบ่นว่าอยากกินกาแฟและชวนแบมแบมออกไป

ตอนแรกผมก็งงอยู่เหมือนกันว่าทำไมชวนหมอนั่นแทนที่จะเป็นผม แต่ปกติหลังซ้อมเสร็จผมก็มักจะขอกลับมานั่งเช็คข้อผิดพลาดของตัวเองก่อนจะไปทำอะไรอยู่แล้ว เลยคิดว่าเขาคงไม่อยากเสียเวลา

แต่พอได้มาฟังพี่ๆ พูดแบบนี้ก็ชักจะเอะใจ และยิ่งประหลาดใจไปใหญ่ เมื่อคุณต้วนของผมดันนั่งลงข้างๆ แบมแบมแทนตำแหน่งเดิมที่อยู่ข้างผมหน้าตาเฉย

เฮ้ย เดี๋ยวดิ

“คุยอะไรกันอยู่” แบมแบมถามพลางกระโดดลงไปนั่งข้างพี่แจ็คสันแล้วยื่นเครื่องดื่มที่กดมาให้ พี่แจ็คสันรับไปดื่มแต่ยังไม่วายปรายสายตามองมาทางผม คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน

ผมขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นมาเสยผมด้วยความรู้สึกวุ่นวายใจ หันไปมองคนหน้าใสที่กะพริบตามองคนอื่นอย่างตามไม่ทันแล้วเรียกชื่อเขา

“มาร์ค...”

“เอ้อ แบม” แต่คนตัวเล็กกว่ากลับพูดสวนขึ้นมาแล้วเบือนหน้าไปหาอีกคนหน้าตาเฉย “เหมือนพี่ลืมโทรศัพท์ไว้เลยว่ะ เดี๋ยวไปเอาก่อนนะ” ว่าจบก็ลุกออกจากห้องไป

“...” ผมได้แต่อ้าปากค้างทั้งที่ยังพูดไม่จบ ในขณะที่คนอื่นๆ หัวเราะเยาะแล้วพยักหน้า

“ชัดพอมั้ยครับทีนี้”  

ชัดสิครับ... ชัดเลย...

เชี่ยเอ๊ย ผมโดนงอนเรื่องอะไรเนี่ย!

 

หลังจากตอนนั้นผมก็นั่งคิดนอนคิดอยู่หลายตลบ แต่ก็ไม่ได้คำตอบสักทีว่ามาร์คงอนผมเรื่องอะไร... ไม่ใช่ไม่รู้ว่าตัวเองผิดอะไรนะครับ แต่เพราะความผิดมันมากมายจนไม่รู้ว่าจะหยิบอันไหนมาเป็นเหตุผลดีต่างหาก

อย่างที่พี่ๆ บอก ว่าผมมันโง่

ผมถึงเพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเผลอทำตัวไม่น่ารักกับมาร์คไปตั้งหลายครั้ง ตั้งแต่เราคบกัน

ก่อนหน้านั้นผมเป็นคนบ้างานมาก มากถึงขั้นที่เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมทั้งคืนจนไม่สนใจสุขภาพตัวเอง และไม่คิดว่าจะมีอะไรสำคัญไปกว่ามัน หลังจากคบกัน ผมก็ยังคิดว่าผมไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนอะไร ผมยังใส่ใจกับงานเหมือนเดิม แต่คงลืมไปว่ายังมีอย่างอื่นที่ผมควรจะใส่ใจไม่แพ้กัน

 

อ้าว มาร์ค ทำไมยังอยู่ผมถามขึ้นอย่างประหลาดใจหลังจากออกจากห้องซ้อมมาแล้วเห็นว่าคนตัวเล็กนั่งสัปหงกอยู่บนม้านั่ง

ก็รอนายไง เขาเงยหน้าขึ้นมายิ้มตอบ ก่อนจะยืดตัวบิดขี้เกียจสีหน้างัวเงีย

ผมขมวดคิ้วมองอย่างไม่เข้าใจ ก่อนจะพลั้งปากพูดอะไรโง่ๆ ออกไป

ไม่เห็นจำเป็น

ในใจผมคือผมไม่อยากให้เขามาอดหลับอดนอนรอผมอีก ไม่อยากให้เขามานั่งสัปหงกบนเก้าอี้แข็งๆ ทั้งที่มีที่นอนอุ่นๆ รอเขาอยู่ต่างหาก ตอนนั้นผมจำได้ว่ามาร์คไม่พูดอะไร เขาแค่เดินมาหาผม จับมือผม แล้วเราก็เดินกลับหอด้วยกัน คงเป็นตอนนั้น ที่ผมไม่ทันเห็นว่ารอยยิ้มเล็กๆ ของเขามันดูหมองลงไป

 

ผมอยากจะแก้ตัวเหมือนกันว่าผมมันก็เป็นของผมแบบนี้มาตั้งนานแล้วสื่อสารกับใครไม่ค่อยเป็นกับเขาเท่าไหร่ ไม่เห็นมีอะไรต้องงอน แต่พอเอาเข้าจริง ผมรู้ตัวเลยว่าตัวเองแม่งผิดเต็มๆ ไม่ใช่แค่เรื่องบ้างานหรือเรื่องปากไม่ตรงกับใจ แต่ยังมีเรื่องอื่นอีกตั้งมากมายที่ทำให้มาร์คเสียใจด้วยนิสัยแย่ๆ ที่แก้ไม่หายของผม

 

ทำอะไรอ่ะ เขาถามขึ้นพลางเดินเข้ามากอดขณะที่ผมก้มลงพิมพ์ข้อความในโทรศัพท์มือถือ

‘แชท’ ผมตอบแค่นั้น แล้วพิมพ์ต่อ

อืม เขาส่งเสียงในลำคอพลางมองหน้าจอโทรศัพท์ในมือผมที่กำลังแชทไลน์กับพี่แจ็คสันโดยไม่พูดอะไร

ตอนนั้นผมไม่ทันรู้หรอกว่าคนตัวเล็กที่กอดผมไว้จะมายุ่งกับโทรศัพท์ผมทำไม กว่าจะรู้ว่ารอยยิ้มเล็กๆ ที่แสดงถึงความโล่งใจหมายถึงอะไร ก็ตอนที่ผมเพิ่งกลับมานั่งทบทวนดู

เขาคงกังวล ว่าผมจะคุยกับคนอื่น เพราะท่าทีที่ผมแสดงออกกับเขา มันเย็นชาเหลือเกิน

 

พี่ยองแจเคยพูดว่าผมกับมาร์คไม่เหมือนคนที่กำลังคบกัน ไม่เหมือนแบมแบมกับพี่แจ็คสันที่มักจะมีโมเม้นต์หวานๆ มาหยอดใส่กันให้คนอื่นอิจฉาเล่นได้ตลอดเวลา แต่ผมไม่เหมือนคู่นั้นนี่ครับ ผมไม่ได้เป็นคนแสดงออกเก่งเหมือนพี่แจ็คสัน ที่คิดอะไรก็พูดก็ทำ ผมมันขี้ขลาดถึงขนาดไม่กล้าจับมือหรือกอดเขาก่อนด้วยซ้ำ... ทั้งที่เขาน่ารักจนผมแทบจะห้ามใจไม่ไหวอยากจะเก็บไว้ชื่นชมอยู่คนเดียวซะขนาดนั้น

แต่ผมคิดว่ามาร์คเข้าใจว่าผมเป็นคนยังไง เขาเลยเป็นฝ่ายแสดงออกก่อนทุกครั้ง ไม่ว่าจะจับมือ กอดหรือแม้กระทั่งบอกรัก...

เวร บอกรักไง... ผมลืมไปได้ไงวะ ว่ามันเพิ่งเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้นมา

 

ยูคยอมฉันรักนายนะ ตอนนั้นอยู่ๆ เขาก็พูดขึ้นมาท่ามกลางคนมากมาย ผมคิดว่าเขาพูดเล่น ไม่ได้จริงจังอะไร แต่มันก็ทำให้ผมอายซะจนเผลอพูดตรงข้ามกับใจออกมา

อ่า แต่ผมไม่ได้รักมาร์คอ่ะ ผมก้มหน้าหลบสายตาแสร้งทำเป็นเรื่องตลกโปกฮาทั้งที่เขินจนซ่อนอาการไว้ไม่ไหว

ได้ยินคนอื่นๆ หัวเราะชอบใจ ในขณะที่มาร์คเหมือนจะนิ่งไป แต่ก็ยังยิ้มออกมา

เข้าใจแล้ว

...

ให้ตาย เป็นผมก็คงจะน้อยใจเหมือนกัน

 

วันนี้ผมตัดสินใจพูดกับมาร์คให้รู้เรื่อง หลังจากแน่ใจแล้วว่าเขากำลังงอนผมเรื่องอะไร แต่ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีโอกาสที่เป็นใจเลย มาร์คเอาแต่หลบหน้าผมตลอดเวลา แถมพอผมหน้าด้านเอาตัวไปอยู่ข้างๆ เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ คุยกับคนอื่นไปเรื่อยไม่เปิดโอกาสให้ผมได้พูดอะไร

พี่ๆ ทำท่าเหมือนจะเห็นใจ แต่ก็ยังไม่วายแกล้งขัดผมด้วยความหมั่นไส้ที่ผมเพิ่งจะมารู้ตัว

อะไรวะ ก็คนมันไม่รู้อ่ะ

“ไปเต้นกัน!” อยู่ๆ พี่แจ็คสันก็โพล่งขึ้นมากลางวงหลังจากที่เรานั่งพักกันอยู่นาน

“เต้นอะไรวะ” พี่เจบีเป็นคนถาม ในขณะที่ผมไม่ใส่ใจ เพราะกำลังหาวิธีง้อคนตัวเล็กที่หนีผมไปนั่งซะห่างหลายวา

“เต้นหน้าตึก” นั่นโคตรจะไม่ใช่คำอธิบาย เต้นหน้าตึกอะไร ที่มาที่ไปอยู่ตรงไหนวะครับเนี่ย

แต่ไม่รู้ทำไมทุกคนถึงเข้าใจ แบมแบมเป็นคนแรกที่ลุกขึ้นมาสนับสนุนด้วยสีหน้าดี๊ด๊าในขณะที่คนอื่นก็ไม่มีทีท่าว่าจะขัดใจคุณพี่แจ็คสันแกเลย

“ไปเต้นกัน!” แล้วอยู่ๆ ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องก็ลุกขึ้นพร้อมกันแล้วเดินออกไปจากห้องพร้อมกันโดยไม่สนใจเลยว่าผมจะทำหน้างงเป็นไก่ตาแตกยังไง

แต่เหมือนจะไม่ได้มีผมคนเดียวที่ตามไม่ทัน เพราะคนที่ก้มหน้าก้มตาเล่นโทรศัพท์อยู่ตลอดก็ทำหน้าเงิบไปเหมือนกันเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นว่าทั้งห้องเหลือผมกับเขาอยู่สองคน

“เอ่อ...” ผมคิดว่านั่นเป็นโอกาสที่ผมจะได้เริ่มพูด แต่ดูเหมือนว่าคนตรงหน้าจะยังไม่เปิดโอกาสให้

เขาวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินตามคนอื่นไปทันทีที่เห็นผมอ้าปาก

และในเมื่อมาร์คไป ก็ไม่มีอะไรที่ผมจะนั่งบื้ออยู่ตรงนี้ จริงมั้ย

 

ผมไม่คิดว่าคำว่าเต้นหน้าตึกของพี่แจ็คสันจะหมายความตรงตัวแบบนั้นจริงจัง แต่แจ็คสันก็ยังเป็นแจ็คสัน พูดจริงทำจริงซะจนผมตามไม่ทันและได้แต่ยืนเหวอตอนที่พี่แกลากทุกคนลงมาลานกว้างชั้นล่าง แล้วต่อโทรศัพท์เข้ากับลำโพงเปิดเพลงของพวกเราขึ้นมาหน้าตาเฉย แต่ด้วยความที่โชว์มาจนชิน ทุกคนเลยเต้นไปตามสัญชาตญาณโดยไม่มีใครพูดอะไร พอเพลงขึ้นพวกเราก็เริ่มใส่ตามสเต็ปที่ซ้อมมาทันที

ข้อดีของการเต้นตามคำพูดบ้าบอของพี่แจ็คสันครั้งนี้คือ ผมได้ถือโอกาสเข้าไปปฏิสัมพันธ์กับมาร์คโดยอาศัยท่าเต้นเป็นตัวบังหน้า เขาไม่ว่าอะไรสักคำตอนที่ผมไปวอแว แถมยังหัวเราะและเล่นกับผมตอบเหมือนลืมไปแล้วว่าตัวเองกำลังงอนผมอยู่ ผมยิ้มทุกครั้งที่เขาเผลอเดินมาเกาะไหล่ผมด้วยความเคยชิน ยิ่งมองเขาขยับตัวด้วยท่าทางกวนๆ ก็ยิ่งอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา แต่เพราะสวมหมวกอยู่เลยคงทำให้เขามองไม่เห็นว่าผมกำลังจะคลั่งตายกับความน่ารักของเขาขนาดไหน

เพราะมันเป็นการแสดงแบบฉุกละหุกผมเลยไม่คิดว่าคนจะสนใจ แต่เพียงไม่กี่นาทีที่เห็นพวกเรารวมตัว แฟนคลับและคนที่เดินผ่านไปมาอยู่แถวนี้ก็มายืนออเต็มลานและส่งเสียงเชียร์ตลอดทั้งเพลง  

“ขอบคุณครับ” ผมเอ่ยและโบกมือให้ผู้ชมหลังจากโชว์จบลงและพวกเรากำลังจะวิ่งกลับเข้าตึกเหมือนเพิ่งจะหน้าบางขึ้นมา แต่ก็ต้องชะงักไปเมื่อเจ้าของมือเล็กๆ แสนคุ้นเคยวิ่งเข้ามาคว้าเอวผมแล้วดันเข้าไปด้านในด้วยท่าทีเขินอายที่ทำให้ผมหลุดหัวเราะออกมาอีกที

“นี่แม่งโคตรบ้าเลย” ใครสักคนพูดขึ้นมาแล้วคนอื่นๆ ก็หัวเราะตาม แม้แต่คนที่จับเอวผมอยู่

ผมยังคงยิ้มมองเขาที่ลืมตัวไปแล้วจริงจังว่ากำลังงอน จนกระทั่งเจ้าตัวเงยหน้าขึ้นมาสบตา

“อ่า” มาร์คชะงัก และนั่นมันน่ารักซะจนผมอดขำไม่ได้

“ครับ?” ผมแกล้งกวน เขาเลยปล่อยมือ ทำท่าอึกอักเหมือนกำลังหาข้อแก้ตัว

“เมื่อกี้ขวางทางอ่ะ” ก่อนที่สุดท้ายจะตีหน้ามึนแล้วทำท่าจะเดินออกไป

แต่แน่นอนว่าผมไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือง่ายๆ จึงเอื้อมมือออกไปคว้าคอเขาแล้วดึงกลับมา ก่อนจะโน้มหน้าลงไปประทับริมฝีปากเร็วๆ ไม่ทันให้เขาได้ตั้งตัว

“รู้แล้วนะว่างอนเรื่องอะไร” ผมกระซิบบอก หลังจากที่ถอนริมฝีปากออกมา “ขอโทษครับ”

“...” มาร์คเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยสีหน้าที่ยังไม่หายตกใจ แต่ผมไม่ปล่อยให้เขาเฉไฉ และเอ่ยคำที่ตั้งใจเอาไว้

“ผมรักมาร์คนะ”

“...” เพื่อทดแทนคราวนั้นที่ผมไม่กล้าพูดออกไป

“รักมาร์คมากเลย”

และทันทีที่เห็นใบหน้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงพร้อมกับริมฝีปากที่ค่อยๆ ยิ้มกว้างจนเห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่ผมชอบมอง ผมก็อดใจไม่ไหวจนต้องโน้มตัวลงไปจูบเขาอีกรอบ โดยไม่สนใจว่าคนอื่นจะหันกลับมามองและโห่แซวเสียงดังแค่ไหน ไม่สนใจเลยว่าตัวตึกที่เป็นกระจกใส จะทำให้ใครต่อใครเห็นการกระทำของพวกเราได้อย่างง่ายดาย

รู้แค่ว่าหัวใจตัวเองตอนนี้ต้องการอะไร และต้องแสดงมันออกมา

ถึงจะมีงอนกันบ้างแต่ผมรู้ว่าที่มาร์คไม่ยอมพูดอะไรกับนิสัยของผม เป็นเพราะเขาไม่ได้ต้องการให้ผมเปลี่ยน และผมก็รู้ดีว่ายังไงมันก็คงจะแก้ไม่หาย

อีกสิบปีข้างหน้า ผมก็คงจะบ้างานแล้วก็โง่อยู่เหมือนเดิม

แต่ที่สำคัญกว่าคือ ผมรู้ว่าผมจะยังรักมาร์คคนนี้เหมือนเดิมแน่ๆ

ผมแน่ใจ

 

 

-------------------------------------------------------------------------------------------------------

งานรวมโมเมนต์ 55555 ได้แรงบันดาลใจจากคลิปที่พี่มาร์คบอกรักแล้วถูกปฏิเสธค่ะ

น้องหมีเค้าอายไง มาร์คต้องเข้าใจนะ ง้อแล้วด้วย 555

 

ใครเล่นทวิตเตอร์ฝากแท็ก #คยอมเผือก ด้วยน้า (มาจากควายเผือกที่ไม่รู้ว่ามาร์คงอนค่ะ 555)

ขอบคุณมากค่า

 

-makok_num-

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

31 ความคิดเห็น

  1. #21 mpmpmp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 มีนาคม 2560 / 10:54
    คยอมนี่น่าตีจริงๆ 555555555555

    พี่มาร์คง้อง่ายจังเลยค่ะ คยอมทำตัวงี้ควรจะงอนอีกสักเดือนนะคะ 5555

    ขอบคุณเมมเบอร์ที่ชี้ทางน้องด้วยค่ะ ขอบคุณพิแจ๊คที่ชวนไปเต้นหน้าตึกสองคนนี้เลยดีกัน 55555



    แต่ชอบตอนคยอมเรียกมาร์คเฉยๆ มากเลยกร๊าวใจแท้เด้
    #21
    0