รักไม่จำกัดน้ำหนัก (ตัว)

ตอนที่ 12 : ตอนที่ 5 เหตุเกิดจากความหิว (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,150
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 16 ครั้ง
    25 ธ.ค. 61

“นี่คุณเปิดกระจกแล้วลงมาคุยกับผมเดี๋ยวนี้”

กระจกประตูข้างที่เกาะพราวไปด้วยหยดน้ำฝนทำให้เก็จมณีมองหน้าคนที่มาเคาะกระจกไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เธอพอจะรู้ว่าคงเป็นเจ้าของรถคันเคราะห์ร้ายที่โดนเธอซัดเข้าให้เต็มๆ ไม่ใช่แค่เขาที่โชคร้ายหรอก เธอเองก็เจ็บไม่น้อยเหมือนกัน เธอเช็ดมือที่เปรอะเปื้อนเค้กลงกับเสื้อตัวโปรดอย่างลวกๆ ก่อนจะยื่นมือไปเปิดประตูรถ

“นี่คุณทำไมถึงลงมาช้าขนาดนี้ คุณเป็นคนชนรถผมนะ” ทันทีที่เห็นหน้าคู่กรณีที่เปรอะเลอะไปด้วยครีมเค้ก ภีมก็ใส่ไม่ยั้ง เพราะเขายืนตากฝนเคาะกระจกอยู่ตั้งนาน จากที่อารมณ์เย็นๆ ตอนนี้ชักเริ่มโมโหเต็มทน

“ฉันเจ็บอยู่...” เก็จมณีตอบแล้วยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ตอนนี้นูนขึ้นมาจนเธอรู้สึกแสบ แต่เธอก็ค่อยๆ ก้าวลงจากรถเพื่อไปคุยกับคู่กรณี

“นั่นมันเรื่องของคุณ แต่สิ่งที่คุณต้องรับผิดชอบคือรถผม” เขาชี้ไปยังรถยนต์คู่ใจที่ตอนนี้ท้ายบิดเบี้ยวเพราะแรงอัดกระแทกอย่างจังจากผู้หญิงที่ยืนทำหน้ามึนอยู่ตรงหน้า

“ฉันรับผิดชอบแน่ แต่ตอนนี้ฉันหายใจไม่ค่อยออก จริงๆ นะ” เธอรู้สึกแน่นอก จนหายใจลำบาก อาจเพราะแรงอัดกระแทกเมื่อครู่นี้ เก็จมณีจึงค่อยๆ หาที่พิง เพราะเริ่มรู้สึกมึน

“คุณ!” เก็จมณีเหมือนได้ยินเสียงเรียกใกล้ๆ ก่อนที่สติจะดับวูบ

 

ทันทีที่ได้รับโทรศัพท์จากผู้หวังดี จิราและสามีไม่รอช้ารีบขับรถมายังโรงพยาบาลทันทีที่ทราบข่าว

“หนูเล็ก” จิราเกาะขอบเตียงส่งเสียงเรียกเพื่อนสนิทอย่างเป็นห่วง

“หนูเล็กๆ” เสียงเรียกที่คุ้นหูทำให้หญิงสาวที่นอนอยู่ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง

“จิ...พี่ปู” เก็จมณีถามเพื่อนสนิทที่มองเธอด้วยแววตาห่วงใย อย่างไม่เข้าใจ ไหนจิราบอกว่าช่วงนี้ไม่มีเวลามาให้เธอ แต่ทำไมตอนนี้ทั้งจิราและสามีถึงมานั่งจ้องหน้าเธออยู่อย่างนี้

“แกมาได้ไง”

“แกขับรถชน ฉันก็เลยมาหาแกนี่ไง เอ๊ะ! หรือว่าสมองแกได้รับความกระทบกระเทือน ไม่นะ! หนูเล็กแกต้องไม่เป็นอะไรนะ แกยังจำฉันได้ใช่ไหม แกไม่ได้ความจำเสื่อมใช่ไหม แกมองหน้าฉันดีๆ แล้วตั้งสติ แกต้องไม่ตายนะ”

“เดี๋ยวก่อนไอ้จิ ฉันยังไม่ตาย และสมองฉันก็ปกติดี” เก็จมณีรีบพูด เพราะทนดูแอคติ้งอันโอเวอร์ของเพื่อนไม่ไหว

“แล้วแกเจ็บตรงไหนบ้าง”

“เจ็บหน้าผากหน่อยๆ ตรงหน้าอกก็ไม่ค่อยเจ็บแหละ”

“ดีแล้ว ฉันเป็นห่วงแกแทบแย่”

“สรุปแล้วฉันไม่ได้เป็นอะไรมากไปกว่านี้ใช่ไหม” สายน้ำเกลือที่ห้อยโตงเตงอยู่ข้างๆ ทำให้เธอต้องหันไปถามเพื่อน

“หมอบอกว่า...”

“ว่าอะไรเหรอ...” ใบหน้าสวยเริ่มบิดเบี้ยว เพราะท้องน้อยเริ่มส่งเสียงประท้วง

“หมอบอกว่าแกน่าจะหิวจนเป็นลม!

“จริงอะ...” เก็จมณีรู้สึกเสียหน้า เพราะอายสามีเพื่อนรักที่ทำหน้าเหมือนไม่สนใจอะไร แต่เธอมั่นใจว่าเขากำลังนึกถึงความอุบาทว์ของเธออยู่เป็นแน่

“เออ” จิราย้ำ “ช่วงนี้แกคงทำงานหนัก พักผ่อนน้อย และไม่ได้ทานอะไร พอมาเจอเหตุการณ์แบบนี้ร่างกายก็เลยทรุด”

“ฉันก็ว่าอยู่...ว่าแต่แกไม่ได้โทรบอกพ่อกับแม่ฉันใช่ไหม”

“ไม่ทันแล้ว”

“ไอ้จิ!” เธออุทานออกมาอย่างตกใจ จะไม่ให้ตกใจได้อย่างไรล่ะ เพราะถ้าพ่อกับแม่มาถึงเมื่อไหร่รับรองหูเธอดับแน่ ไม่แค่นั้น เธออาจต้องปิดหนูเล็กเฮาส์แล้วย้ายถิ่นฐานไปปักหลักที่เชียงใหม่เป็นแน่ “หยิบโทรศัพท์ให้ฉันหน่อย” เธอชี้ไปยังกระเป๋าใบเล็กที่วางอยู่ข้างๆ

“สักครู่” จิราเดินไปหยิบกระเป๋า ก่อนจะค้นอย่างละเอียด “ไม่เจอ” เธอหันไปบอกเพื่อน

“อยู่ในนั้นแหละ เอ๊ะ! ว่าแต่ใครโทรให้แกมาที่นี่” เก็จมณีสงสัยเพราะเท่าที่เธอจำได้เธอขับรถไปชนท้ายกลางสี่แยกไฟแดง จากนั้นก็หมดสติ แล้วใครเป็นคนโทรให้ทั้งสองมาที่นี่

“คู่กรณีแกไง” จิราบอกแล้วเดินไปหยิบโทรศัพท์ตัวเองมายื่นให้ “ใช้ของฉันโทรไปก่อน โทรศัพท์ของแกก็น่าจะทำหล่นในรถนั่นแหละ”

“ขอบใจ” เธอรับโทรศัพท์จากเพื่อนแล้วกดหาเบอร์ที่บ้าน เธอต้องรีบสกัดพ่อกับแม่ก่อนที่ท่านจะโผล่มา เพราะเธอยังไม่อยากกลับขึ้นเหนือตอนนี้ เธอยังมีธุรกิจที่กำลังไปได้สวยรอเธออยู่

“แม่ขา...หนูเล็กเอง”

“หนูเล็ก เป็นยังไงบ้างลูก เจ็บตรงไหนไหมลูก แล้วเจ็บมากไหม แม่กับพ่อกำลังออกจากบ้าน รอหน่อยนะลูกรัก” ทันทีที่รู้ว่าปลายสายเป็นลูกสาวที่รัก พรรณีก็รัวใส่ไม่ยั้ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความห่วงใย จะไม่ให้นางห่วงได้อย่างไร เพราะนางมีลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนอยู่คนเดียว

“แม่คะ หนูเล็กไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ”

“ไม่เป็นได้อย่างไร หนูจิเพิ่งโทรบอกแม่ว่า ลูกขับรถไปชนรถของคนอื่น”

“ชนนิดเดียวเองค่ะแม่ คู่กรณีเขา...ไม่ได้เอาเรื่องหนู” เก็จมณีพูดปดไปก่อน เพราะตั้งแต่เกิดอุบัติเหตุถึงตอนนี้เธอยังไม่ได้เจอคู่กรณีเลย

“หนูจิบอกว่าลูกนอนโรงพยาบาลไม่ใช่เหรอ พ่อกับแม่จะไปเยี่ยม”

“หนูแค่ตกใจแล้วก็สลบไปแค่นั้น  ตอนนี้หนูไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ สักพักก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลแล้ว” เธอไม่ได้บอกสาเหตุที่เธอขับรถไปชนคนอื่นเพราะความตะกละของตัวเอง

“แต่แม่เป็นห่วงลูกมากเลยนะ”

“หนูเล็กรู้ค่ะ แต่หนูเล็กไม่เป็นอะไรจริงๆ” เธอรู้ว่าทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง แต่เธอไม่อยากให้ทั้งสองมองว่าเธอเป็นหนูเล็กตัวกระเปี๊ยกจอมขี้แยคนเดิมอีกต่อไป

“คุณขอผมคุยกับลูกบ้าง” เสียงยื้อแย่งโทรศัพท์ของปลายสายทำให้คนป่วยอย่างเธอรู้สึกเหมือนได้พลังวิเศษ เธอโชคดีเหลือเกินที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้

“หนูเล็ก พ่อเองนะ เป็นยังไงบ้างลูก ยังปวดตรงไหนอีกไหม แล้วให้หมอตรวจร่างกายละเอียดแล้วหรือยัง”

“เดี๋ยวก่อนนะคะพ่อ ทีละคำถามสิคะ หนูเล็กตอบไม่ทัน”

“ก็พ่อเป็นห่วงลูกนี่”

“หนูเล็กรู้ค่ะ หนูเล็กเป็นลูกพ่อสักอย่าง หนูเล็กไม่ยอมเป็นอะไรง่ายๆ หรอกค่ะ เพราะฉะนั้นแล้วพ่อกับแม่ไม่ต้องลงมาหาหนูเล็กนะคะ เอาไว้เดือนหน้าหนูเล็กจะปิดร้านแล้วกลับบ้านสักอาทิตย์หนึ่งดีไหมคะ” เธอรู้ว่าถึงเธอจะปฏิเสธแค่ไหน พ่อกับแม่ก็ต้องดั้นด้นมาให้ได้ เพราะฉะนั้นแล้วต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันสักหน่อย อย่างอื่นค่อยว่ากันทีหลัง

“จริงๆ นะ” เสียงตื่นเต้นของอีกฝ่าย ทำให้เธอรู้สึกผิด

“จริงค่ะ ฝากพ่อบอกแม่ด้วยนะ”

“โอเค เดี๋ยวพ่อจะบอกให้นะลูกรัก”

“ถ้าอย่างนั้นหนูเล็กขอตัวพักผ่อนก่อนนะคะ หนูเล็กรักพ่อกับแม่ที่สุด” เธอส่งเสียงจุ๊บๆ ลงไปในโทรศัพท์ก่อนจะยื่นมาให้จิราที่ยืนทำหน้าขำ

“ขำอะไรย่ะ ไม่ตลก”

“แกนี่สุดๆ ฉันล่ะยอมแกจริงๆ” จิรารับโทรศัพท์แล้วก็เดินมาหาสามีที่ตอนนี้กำลังตั้งใจอ่านหนังสือพิมพ์อยู่

 “แกกลับบ้านไปเถอะ ดึกแล้ว” นาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังบ่งบอกให้เธอรู้ว่าตอนนี้ดึกพอสมควร เธอไม่ควรให้สามีภรรยาป้ายแดงมานั่งเฝ้าเธอแบบนี้ ทั้งสองอาจอยากสวีทสองต่อสองมากกว่า

“คืนนี้ฉันจะนอนกับแก”

“ได้ไง แกแต่งงานแล้วก็ควรไปนอนกับสามีแกสิ”

“แต่ตอนนี้แกไม่สบายอยู่นะ”

“ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว แค่เป็นลม แล้วก็หัวปูดนิดหน่อย”

“แต่...”

“ไม่มีแต่ กลับไปเลย” เธอไล่เพื่อน แล้วหันมาขอบคุณสามีเพื่อนอีกครั้ง “ขอบคุณนะคะพี่ปูที่พาจิมาเยี่ยมหนูเล็ก แล้วก็เรื่องที่เป็นธุระคุยกับประกันให้หนูเล็ก” เธอยิ้มขอบคุณจากใจ

“ครับ”

“แกแน่ใจนะว่านอนคนเดียวได้” จิราย้ำอีกครั้ง เพราะเธอเป็นห่วงเพื่อนจริงๆ

“เออน่า...”

“แต่ฉันเป็นห่วงแกนี่” เสียงอิดออดของจิราทำให้เธอเริ่มรำคาญ

“ฉันยังไม่ตาย รอให้ฉันหายก่อน แล้วฉันจะไปเป็น ก.ข.ค. ที่บ้านแก รีบกลับบ้านไปได้แล้ว” คราวนี้เก็จมณีเป็นฝ่ายขับไล่ไสส่งอีกฝ่ายบ้าง

“รีบหายเร็วๆ นะ”

“ขอบใจแกมากที่เป็นห่วงฉัน ฉันขอบใจจริงๆ” เก็จมณียิ้มให้เพื่อนพร้อมทั้งน้ำตาแห่งความตื้นตันใจ

หลังจากที่ทั้งสองออกจากห้องไปแล้ว เก็จมณีได้แต่นอนมองเพดานโรงพยาบาลอย่างเบื่อหน่าย เพราะไม่รู้จะทำอะไรดี โทรศัพท์ก็ไม่มีให้เล่น แล้วตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลานอนของเธอ ช่วงเวลานี้สำหรับเธอแล้ว คือช่วงเวลาแห่งการทำคัพเค้กอันหอมกรุ่น นุ่มละมุนละไม รวมถึงการตกแต่งหน้าคัพเค้กที่เธอต้องค่อยๆ บรรจงตกแต่งอย่างประณีต นั่นก็แสดงว่าพรุ่งนี้เธอต้องปิดหนูเล็กเฮาส์อย่างกะทันหันอีกวัน พอนึกถึงตรงนี้แล้ว เธอก็ยิ่งรู้สึกเศร้าเข้าไปอีก

“เฮ้อ! ซวยจริงอะไรจริง” เธอบ่นออกมาอย่างเบื่อหน่าย ช่วงนี้ดวงเธอตกน่าดู ไหนจะเพิ่งโดนบอกเลิก ไหนจะขับรถไปชน สารพัดเรื่อง เห็นทีเธอต้องหาเวลาไปทำบุญเสริมดวงชะตาซะบ้างแล้วสินะ

 

ภีมมองรถยนต์คู่ใจที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาหลายปีอย่างอธิบายไม่ถูก บอกไม่ถูกว่าเขาโกรธหรือโมโหหญิงสาวที่เป็นต้นเหตุ เขากำลังจะดุด่าว่าเธอสักหน่อย แต่จู่ๆ เธอกลับล้มพับต่อหน้าต่อตาเขา ยังดีนะที่เขารับไว้ทัน แต่ด้วยน้ำหนักตัวที่ค่อนข้างเกินตัวทำให้เขาเกือบประคับประคองไม่อยู่ แต่ด้วยความเคยชินจากหลานสาว เขาจึงประคองเธอออกจากตรงนั้นได้อย่างปลอดภัย ก่อนจะเข้าไปเคลียร์รถทั้งสองคันก่อน มิเช่นนั้นการจราจรก็คงต้องเป็นอัมพาธมากกว่าเดิม

เขาจำผู้หญิงคนนั้นได้เป็นอย่างดี เธอคือคนเดียวกันกับเมื่อหลายวันก่อนที่เขาไปเจอที่ร้านอาหารจีน ที่สำคัญเธอทำกิริยาไม่สุภาพใส่เขา ในความทรงจำของเขาแล้วเธอจึงเป็นผู้หญิงที่ไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย แถมเธอยังขับรถชนท้ายแล้วไม่ขอโทษเขาสักคำ อีกทั้งยังเป็นภาระให้เขาอีก

“แน่ใจนะครับว่าอาจารย์จะไม่ให้คู่กรณีเป็นฝ่ายซ่อม” ผู้จัดการศูนย์ซ่อมและดูแลรถย้ำกับเขาอีกครั้งเพื่อความมั่นใจ

 “ครับ” ภีมตอบอย่างหนักแน่น

“ถ้าเสร็จวันไหนผมจะโทรหาอาจารย์ภีมอีกครั้งนะครับ”

“ขอบคุณครับ” ภีมหันไปขอบคุณผู้จัดการที่เป็นทั้งผู้จัดการศูนย์และยังเป็นผู้ปกครองของลูกศิษย์ที่มหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้นไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายจะเรียกเขาว่าอาจารย์

หลังจากที่เคลียร์ทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว ภีมจึงเดินมาโบกแท็กซี่หน้าศูนย์กลับบ้าน เพราะพรุ่งนี้เขามีธุระต้องไปจัดการอีกหลายอย่าง

 

แสงสว่างที่เล็ดลอดเข้ามาในยามเช้า ทำให้ร่างตุ้ยนุ้ยบนเตียงคนไข้ค่อยๆ ขยับตัว แล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างขี้เกียจ หลังจากที่ได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มอิ่ม เธอรู้สึกว่าร่างกายกระปรี้กระเปร่า อาจเป็นเพราะเธอได้รับน้ำเกลือขวดใหญ่ ตอนนี้ร่างกายจึงดูมีพลังอย่างล้นเหลือ

เก็จมณีกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างเหงาหงอย นาฬิกาเรือนเดิมบนผนังบอกให้เธอรู้ว่าตอนนี้แปดนาฬิกาแล้ว เธอควรได้รับอาหารเช้า เธอหิว...

เสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้น พร้อมกับจิราที่ปรากฏตัว ในมือของเธอมีเสบียงอาหารมาเต็ม แค่นี้ก็ทำให้คนไข้อย่างเก็จมณียิ้มไม่หุบ

“จิ...เร็วๆ ฉันหิว” เธอเร่งเร้า

“เออน่า...เพราะฉันรู้ว่าแกจะต้องหิวแน่นอน เช้านี้ฉันจึงบังคับพี่ปูให้ตื่นแต่เช้ามาทำอาหารอ่อนๆ ให้แกกิน” จิราพูดพลางแกะกล่องอาหารออกมา

“ชีวิตแกน่าอิจฉาจัง” คนป่วยพูดออกมาอย่างรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ เธอก็อยากมีคนรักและดูแลแบบจิราบ้าง

“อยู่ในช่วงโปรโมชั่นมั้งแก” จิราตอบ ก่อนจะเลื่อนโต๊ะอาหารมาใกล้ๆ เพื่อน “แกยังเจ็บตรงไหนอยู่ไหม”

“เจ็บหัวปูดอยู่” เธอลูบหน้าผากปอยๆ ที่ตอนนี้ไม่นูนมากเหมือนเมื่อวาน แต่ยังเจ็บๆ อยู่

“สักพักก็คงหาย”

“เออ...แล้วคู่กรณีฉัน เขาว่ายังไงบ้าง” เก็จมณีเองรู้สึกผิด เธออยากจะไปขอโทษอีกฝ่าย เพราะเธอยังไม่ทันได้ขอโทษเขาเลย

“เห็นว่าเขาจะซ่อมรถเองมั้ง”

“ทำไม” มือที่กำลังตักข้าวต้มหมูร้อนๆ ชะงักลงทันที

“ไม่รู้เหมือนกัน” จิราตอบตามที่ทราบ

“แกมีเบอร์เขาใช่ไหม วันนี้ฉันจะโทรหาเขาเอง” เก็จมณีรู้สึกหมั่นไส้คู่กรณีขึ้นมาทันที เขาทำเหมือนว่าเธอเป็นคนไม่มีความรับผิดชอบ ซึ่งเธอไม่ใช่คนแบบนั้นแน่นอน

“เออ...รีบกินข้าวก่อนเหอะ เดี๋ยวมันจะเย็นเสียก่อน” จิราพอจะรู้นิสัยเพื่อนว่าตอนนี้คงกำลังโมโหอีกฝ่าย แต่จะโมโหแค่ไหน หล่อนก็เป็นฝ่ายผิด ไม่ใช่เขา  

 

ณดลตื่นแต่เช้า รีบอาบน้ำแต่งตัวเพื่อมาดักรอหญิงสาวข้างห้องด้วยหัวใจเบิกบาน วันนี้เขาจะตั้งใจทำงาน เพื่อสร้างความประทับใจให้เจ้าของร้านและลูกค้าให้มากที่สุด ซึ่งเขาค่อนข้างมั่นใจว่าเขาทำได้ ชายหนุ่มฮัมเพลงในลำคออย่างอารมณ์ดี

“ทำไมวันนี้ออกช้าจัง” เขาพึมพำอดแปลกใจไม่ได้ว่าทำไมวันนี้เธอถึงไม่รีบ หรือว่าเธอจะออกไปแล้ว คงไม่หรอก เพราะวันนี้เขาออกมารอหน้าประตูตั้งแต่เช้า ชายหนุ่มเดินไปเดินมาจนรู้สึกเมื่อย จนในที่สุดเขาตัดสินใจไปรอหญิงสาวที่ร้านหนูเล็กเฮาส์

ณดลมองโทรศัพท์ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่เขาไม่ได้กดรับแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เขาต้องรีบทำตอนนี้คือรีบบึ่งรถไปยังหนูเล็กเฮาส์ให้เร็วที่สุด แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมหยุด กระหน่ำโทรจนในที่สุดเขาต้องเป็นฝ่ายกดรับสาย

“ทำไมรับช้าจัง” เสียงเล็กๆ พูดอย่างตัดพ้อ

“พอดีผมติดธุระ”

“ธุระอะไรแต่เช้าคะ”

“ธุระไม่สำคัญหรอก พายไม่ต้องรู้”

“มีอะไรปิดบังพายหรือเปล่า”

“เปล่า” ณดลพูดออกมาอย่างรำคาญ

“ไม่เชื่อ”

“งั้นแล้วแต่พายนะ ผมรีบ แค่นี้นะ”

“เดี๋ยวก่อนสิ พายยังไม่ได้พูดธุระของพายเลย” เธอรีบพูดเพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะตัดสายทิ้งเสียก่อน

“วันนี้ผมรีบจริงๆ แค่นี้นะ” เขาพูดเพียงเท่านี้ ก่อนจะกดสายทิ้ง แล้วก็ปิดเครื่องทันที

พระพายเดินกระฟัดกระเฟียดออกจากห้องด้วยความโมโห แล้วทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างแรง

“เป็นอะไรไปยัยพาย” ภีมเงยหน้าขึ้นถามหลานสาวที่อารมณ์เสียแต่เช้า

“เปล่า”

“เปล่าอะไร ก็เห็นๆ กันอยู่” เขาวางหนังสือพิมพ์ลงข้างๆ หันมาสนใจหลานสาวอย่างจริงจัง

“พายแค่โมโหนิดหน่อย” เธอตอบแต่ไม่ได้สบตาเขา เพราะเธอเป็นพวกที่ปิดบังอะไรไม่ได้เอาเสียเลย

“ทะเลาะกับ...” เขาเลือกที่จะเลี่ยงพูดคำว่าแฟน เพราะเขาเห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่หลานสาวจะมีแฟน เธอยังเด็กเกินไป

“ไม่ได้เรียกว่าทะเลาะหรอกค่ะ เขาแค่ขัดใจพายนิดหน่อย”

ภีมไม่ได้ตอบโต้อะไร นอกจากพยักหน้าเพื่อรับรู้ เขาไม่อยากจะชวนเธอทะเลาะแต่เช้า เพราะช่วงนี้ชีวิตเขาก็แลดูจะเจอแต่เรื่องยุ่งๆ เช่นกัน

“แล้วรถอาภีมเมื่อไหร่จะซ่อมเสร็จคะ” พระพายเปลี่ยนเรื่องคุย เพราะเธอไม่อยากให้เสียบรรยากาศแต่เช้า เธอรู้ว่าเขาไม่ได้ปลื้มในตัวณดลมากนัก เพราะฉะนั้นถ้าเธอยิ่งแสดงอาการให้เขารู้ว่าทะเลาะกับณดลมากเท่าไหร่ อาภีมก็อาจจะไม่ยอมรับในตัวในชายหนุ่มก็เป็นได้ ฉะนั้นการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

“คงอีกสักพักใหญ่ๆ”

“แย่เลย แล้วคู่กรณีที่ทำให้รถอาภีมพังยับแบบนี้เขาว่ายังไงบ้าง” ดวงตาใสจ้องไปยังผู้ปกครองที่ตอนนี้กำลังซดกาแฟดำอย่างหน้าตาเฉย

“ไม่รู้”

“ไม่รู้ได้ไง”

“อาไม่อยากยุ่ง” เขาพูดเหมือนไม่อยากตอบคำถามหลานสาวเลยสักนิด

“พายไม่เชื่อ เพราะคนอย่างอาภีมรักความถูกต้องจะตาย อาต้องไม่ปล่อยให้เรื่องจบลงแบบนี้ง่ายๆ หรอก ใช่ไหม”

เขาแสแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินในสิ่งที่หลานสาวพูด พลางหยิบหนังสือพิมพ์ฉบับเดิมขึ้นมาอ่านอีกรอบ ทั้งๆ ที่เขาอ่านคอลัมน์ที่น่าสนใจไปหมดแล้ว

“อาภีม!” เธอขึ้นเสียงใส่ “อายังไม่ได้ตอบพายเลยนะ”

“อาขี้เกียจคุย” เขาตัดบท

“อย่าให้พายรู้นะ ว่าคนที่ขับรถมาชนอาสุดที่รักของพายคือใคร พายจะไปด่าให้หูชาเลย” หลานสาวผู้เอาใจพูดเสียงเข้ม ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวเพื่อหาของกิน ภีมได้แต่ส่ายหัวกับความไม่รู้จักโตของเธอ

____________________________________

Merry Christmas นะคะทุกคนนนน~ สำหรับคนที่สนใจพรีรูปเล่มหนูเล็กกับ อ.ภีม พรุ่งนี้จะมาแจ้งรายละเอียดให้นะคะ

จุ๊บ~

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 16 ครั้ง

786 ความคิดเห็น