[OS/SF] :: SEVENTEEN &. MONSTA X ::

ตอนที่ 4 : [17] - NERD - #COUPSWON [#ฟิคยัยเนิร์ด]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 344
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    7 มิ.ย. 59

Processed with VSCO

- NERD - #ฟิคยัยเนิร์ด

Suengchul x Wonwoo (#COUPSWON)

 

 

เสียงจ้อกแจ้กจอแจที่ดังไม่หยุดหย่อนแทบทำให้คนใจเย็นอย่างชอนวอนอูทนไม่ไหว เขาก้มหน้าลงเล็กน้อยและดันแว่นสายตาของตัวเองให้อยู่ในตำแหน่งที่มันควรจะอยู่ หลังจากนั้นสิ่งที่เขาทำก็คือการเงยหน้าขึ้นมองนาฬิกาแขวนประจำห้องเรียนที่บอกว่าตอนนี้อาจารย์ผู้สอนได้เข้าห้องช้าไปสิบนาทีแล้ว พวกเพื่อนๆของเขาถึงได้เสียงดังเอ็ดตะโรอย่างนี้ยังไงล่ะ

 

“เฮ้ย พวกนายเงียบๆกันหน่อย”

 

อย่าเข้าใจผิดว่าเสียงนั้นเป็นเสียงของวอนอู เพราะมันไม่ใช่นิสัยของเขาที่จะตะโกนใส่ใคร เขาชอบอยู่เงียบๆคนเดียวเสียมากกว่าและเพราะเหตุนั้นเขาจึงกลายเป็นคนที่ไม่มีกลุ่มเพื่อน บางครั้งมีเพื่อนเข้ามาพูดคุยและชวนไปกินข้าวบ้าง แต่โดยรวมเขามักจะไปไหนมาไหนคนเดียว

 

ส่วนเจ้าของเสียงเฉียบขาดที่โพล่งขึ้นมาท่ามกลางความวุ่นวายนั้นก็คือเสียงของหัวหน้าห้องนั่นเอง วอนอูขอบใจเขาอยู่เงียบๆ เพราะเขาแท้ๆที่ทำให้ความเงียบกลับคืนมา

 

พวกเขาเรียนอยู่ชั้นม.ปลายปีสองแล้วในขณะนี้ เพื่อนคนอื่นในห้องอาจไม่ตั้งใจเรียนเท่าที่ควร แต่ชอนวอนอูไม่เป็นเช่นนั้น เขาขยันและชอบอ่านหนังสือโดยที่ไม่เกี่ยงว่าหนังสือเล่มนั้นจะเป็นประเภทอะไร และหนังสือเรียนสำหรับเขาก็ไม่ใช่ยานอนหลับเสียด้วย

 

“อาจารย์มาแล้วๆ” ในที่สุดอาจารย์ก็มาเสียที อาจารย์วิชาภาษาอังกฤษของเขาชี้แจงทันทีว่าเพราะอะไรถึงเข้าสอนสาย...เป็นเพราะว่ามีครูชาวต่างชาติเพิ่งย้ายมาใหม่นั่นเอง อาจารย์ของพวกเขาจึงต้องอยู่ให้คำแนะนำนิดหน่อย

 

เนื้อหาที่เรียนในวันนี้นั้นค่อนข้างหนักหน่วงเลยทีเดียว ที่สำคัญพวกเขาได้การบ้านเป็น Essey! แม้แต่วอนอูเองก็ยังตาโตตกใจ แล้วเพื่อนๆในห้องของเขาล่ะ...ถึงกับโอดครวญกันแม้กระทั่งตอนที่อาจารย์ออกไปแล้วเลยทีเดียว

 

 

วันหยุดอันแสนสุขของพวกเขาหายวับไปกับตา...

 

 

วอนอูค่อยๆเก็บของบนโต๊ะใส่กระเป๋า ขยับแว่นอีกครั้งและสะพายกระเป๋าเตรียมกลับบ้าน แต่เมื่อก้าวขาออกจากห้องมา ก็พบเข้ากับใครบางคนที่เดินมาขวางเขาเอาไว้ วอนอูจึงเงยหน้าขึ้นไปมองก่อนจะขมวดคิ้วเมื่ออีกฝ่ายไม่ยอมขยับถอยหนีให้เขาเดินไป

 

“นาย...”

 

“นายคือชอนวอนอูสินะ”

 

“ใช่..ว่าแต่..นายเป็นใคร?” อีกฝ่ายขมวดคิ้วบ้างก่อนชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง เป็นทำนองสงสัยว่าวอนอูไม่รู้จักเขาจริงๆน่ะหรอ แต่ก็ช่วยไม่ได้ล่ะนะในเมื่อวอนอูไม่รู้จักจริงๆนี่นา ขนาดเพื่อนในห้องบางคนเขายังจำชื่อไม่ได้นับประสาอะไรกับเพื่อนต่างห้อง

 

แต่ก็นะ..เหมือนคลับคล้ายคลับคลาว่าจะอยู่ห้องติดกันนี่เอง

 

“เห้อโอเคนายไม่รู้จักฉันจริงๆสินะ เป็นไปได้ยังไงกันคนออกจะดัง ฉันชื่อชเวซึงชอล เป็นกัปตันชมรมบาสของโรงเรียน” เขาไม่ได้ตั้งใจจะอวดสรรพคุณของตัวเองหรืออะไรเลยนะเพียงแต่อยากกระตุ้นให้ฝ่ายตรงข้ามรู้จักเขาขึ้นมาบ้าง บอกชื่ออย่างเดียวอาจไม่พอลองบอกตำแหน่งพ่วงไปด้วยเพื่ออีกคนจะคุ้นๆ

 

“อ้อ..กัปตันชมรมบาสน่ะเอง นายมีธุระอะไรหรอ?” มือเรียวดันแว่นของตัวเองอีกครั้ง เพื่อนในห้องต่างพากันตั้งฉายาให้เขาว่าเป็นเด็กเนิร์ดด้วยท่าทางและบุคลิกประจำตัว แต่วอนอูก็ไม่ได้โกรธเคือง เขาออกจะรู้สึกเฉยๆด้วยซ้ำและเขาก็ไม่คิดจะเปลี่ยนตัวเองด้วยการไปใส่คอนแทคเลนส์ด้วย

 

“ได้ข่าวมาว่านายเรียนเก่งที่สุดในสายชั้นก็เลยอยากมาขอความช่วยเหลือ”

 

“ไม่ขนาดนั้นหรอก”

 

“อย่ามาถ่อมตัวน่า ใครๆก็รู้ว่านายท็อปสายเกือบทุกวิชา”

 

“อ่า...” ก็เขาไม่อยากอวดเก่งไปทั่วนี่นา...อยู่ดีๆจะให้ยืดอกเชิดหน้าบอกว่าใช่ ฉันเองแหละที่เก่งที่สุด...อย่างนี้หรอ?

 

“ตกลงนายจะช่วยฉันได้ไหม?” เจ้าของร่างสูงผอมชี้ไปที่ม้านั่งก่อนเดินนำไป ให้ยืนคุยนานๆเขาก็เมื่อยเป็นเหมือนกันและเขาก็ค่อนข้างแปลกใจที่มีคนมาขอให้ช่วยเพราะโดยปกติขนาดเพื่อนในห้องยังไม่มาขอความช่วยเหลือจากเขาเลย...เคยได้ยินมาว่าเพื่อนในห้องคิดว่าเขาหยิ่ง ทั้งที่จริงๆไม่ใช่เลยสักนิด

 

“นายจะให้ช่วยอะไรล่ะ?”

 

“ช่วยติวเลขให้หน่อยดิ เนี่ยตกมาสามรอบละ อาจารย์ขู่ว่าคราวหน้าถ้ามาซ่อมแล้วยังตกอยู่จะให้ศูนย์ โคตรโหดเลยอะ” ซึงชอลนั่งพิงโต๊ะทำท่าสบายๆทั้งที่พูดไปก็เบะปากค้อนลมค้อนฟ้าไปเรื่อย เพราะเขาเป็นกัปตันทีมบาสฯของโรงเรียนก็เลยไม่ได้มีเวลาอ่านหนังสือมากเท่าคนอื่นๆ อีกอย่างเขาชอบทำกิจกรรมมากกว่าการเรียนด้วยล่ะ

 

“อ่า..แย่ขนาดนั้นเลยหรอ?”

 

“อือแย่มากอ่ะ นะ ช่วยฉันหน่อยเดี๋ยวให้ค่าจ้างด้วยเลย”

 

“หืม? ไม่ต้องหรอก ฉันช่วยได้ไม่เอาค่าจ้างยังไงก็ห้องข้างๆกัน” ซึงชอลยิ้มแป้นออกมาทันทีก่อนจะออกปากขอบคุณวอนอูไม่ยอมหยุดแถมยังอาสาพาวอนอูไปส่งที่บ้านทั้งที่วอนอูปฏิเสธไปเกือบสิบครั้ง จนกระทั่งเขายอมแพ้และขึ้นมานั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถเก๋งคันหรูของคนที่อาสาไปส่งที่บ้าน

 

“ขอบใจนะ”

 

“พรุ่งนี้จะให้ฉันมารับหรือว่าจะไปเจอกันที่บ้านฉัน” วอนอูถูกรั้งเอาไว้เมื่อกำลังจะลงจากรถ เจ้าของร่างสูงผอมคิดสักพักก่อนตัดสินใจว่าเขาไปเองจะดีกว่าไม่อยากให้อีกฝ่ายต้องวนไปวนมาให้เสียเวลา

 

“ฉันไปเองดีกว่า บ้านนายอยู่ที่ไหน?”

 

“ที่xxx เข้าซอยมาก็เจอเลยอยู่ซ้ายมือ เก้าโมงเช้านะ” วอนอูพยักหน้ารับครั้งสุดท้ายก่อนลงจากรถไป ระหว่างที่เดินเข้าบ้านเขาก็ยังงุนงงกับตัวเองเล็กน้อยว่าทำไมถึงช่วยใครได้ง่ายดายขนาดนี้ แล้วพวกเขาคุยกันสนิทใจขนาดไปบ้านอีกฝ่ายได้แล้วหรอ?

 

 

งงตัวเองจริงๆ

 

 

 

วันรุ่งขึ้นซึงชอลตื่นมาออกกำลังกายตั้งแต่เช้า ครอบครัวของเขานั้นจัดว่าอยู่ในระดับเศรษฐีเลยทีเดียวและด้วยความที่เขาชื่นชอบบาสเกตบอลมาก พ่อกับแม่จึงลงทุนสร้างสนามบาสและห้องออกกำลังกายขนาดย่อมๆไว้ที่ชั้นใต้ดินสำหรับให้เขาฝึกซ้อมโดยเฉพาะ อาจเพราะพ่อแม่เขาเล็งเห็นแล้วว่าเขาจะไม่เอาดีทางด้านวิชาการโดนเด็ดขาด พวกเขาจึงตามใจและส่งเสริมในทางที่ลูกชายชื่นชอบแทนนั่นเอง

 

ร่างชื้นเหงื่อของซึงชอลยังคงขยับอย่างว่องไวเพื่อกระโดดขึ้นไปเพื่อชู้ตลูกบาสให้ลงห่วง ทดลองเทคนิคและแทคติคต่างๆที่อาจมีประโยชน์สำหรับทีมของพวกเขาเวลาลงแข่ง ซึงชอลมีสมาธิมากเสียจนไม่ทันสังเกตเห็นว่าวอนอูที่หอบหนังสือมาเต็มกระเป๋านั้นยืนดูเขาอยู่ได้สักพักแล้ว จนกระทั่งจังหวะที่เขาเลี้ยงลูกบาสหลบคู่แข่ง(ในจินตนาการ)และหันมาเจอวอนอูพอดีนั่นแหละ เขาจึงพลาดทำลูกบาสหลุดมือกลิ้งไปเสียไกล

 

“อ้าว...มาแล้วหรอ ขอโทษทีนะฉันมัวแต่เล่นบาส”

 

“นายเก่งมาก” ซึงชอลยิ้มภูมิใจเล็กน้อยก่อนเดินมาใกล้และดึงเอากระเป๋าของวอนอูไปวางบนเก้าอี้ใกล้ๆตัวและจัดการยกน้ำขึ้นดื่ม ก่อนหอบหายใจติดๆกันจนวอนอูรู้สึกเหนื่อยแทน

 

“นายซ้อมอย่างนี้ทุกวันเลยหรอ?”

 

“อื้ม วันจันทร์ถึงศุกร์ก็ซ้อมยี่สิบนาทีก่อนอาบน้ำไปโรงเรียน เสาร์อาทิตย์ก็ซ้อมทุกเช้านานๆหน่อย บางวันก็วันละหลายรอบ”

 

“ไม่เหนื่อยหรอ?”

 

“ไม่อ่ะ สดชื่นจะตาย นายอยากลองหน่อยไหม?” วอนอูส่ายหัวดิกปฏิเสธในทันที เขาไม่ชอบกิจกรรมประเภทเสียเหงื่อและเหนื่อยอย่างนี้เท่าไหร่ อย่างที่ได้บอกแล้วว่าเขาเองชอบที่จะอ่านหนังสือมากกว่าดังนั้นเมื่อซึงชอลชวนให้ออกกำลังกายเขาจึงปฏิเสธอย่างไม่ลังเล

 

“ฉันเล่นบาสไม่เป็น”

 

“เดี๋ยวฉันสอนให้ไง แลกกัน”

 

“ไม่เป็นไรฉันไม่ชอบน่ะ นายจะเริ่มติวตอนไหน?” ซึงชอลหยิบผ้าขนหนูออกมาเช็ดเหงื่อก่อนเดินนำวอนอูออกจากชั้นใต้ดินเพื่อไปยังห้องนั่งเล่น

 

“นายนั่งรออยู่ตรงนี้ก่อนนะ ขอไปล้างตัวก่อนสิบนาที” วอนอูยิ้มน้อยๆก่อนพยักหน้ารับ เขาทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟาสุดหรูตรงหน้าแล้วกวาดสายตามองไปทั่วบ้านหลังใหญ่นี่ เขาพบว่าบ้านของซึงชอลร่ำรวยมากทีเดียวถึงขนาดสร้างห้องใต้ดินเอาไว้ซ้อมบาสได้ล่ะก็

 

แต่เขาสงสัยอยู่อย่าง...ทำไมไม่สร้างในสนามนอกบ้านดีๆให้มีอากาศถ่ายเทเสียหน่อย หรือบางทีซึงชอลอาจจะกลัวมีใครมาเห็นเทคนิคที่ตัวเองซ้อมล่ะมั้ง

 

“คุณหนูวอนอูคะ คุณหนูซึงชอลให้ป้าเอาขนมกับน้ำเย็นๆมาให้ค่ะ”

 

“ขอบคุณนะครับคุณป้า...?” อีกฝ่ายส่งยิ้มใจดีมาให้ก่อนนั่งลงบนโซฟาที่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากวอนอูนักแล้วเริ่มแนะนำตัวเอง

 

“ป้าเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูเขาน่ะค่ะ เลี้ยงมาตั้งแต่เกิดเพราะคุณท่านทั้งสองไม่ค่อยมีเวลา ตอนเด็กๆนะคะหู๊ยทั้งซนทั้งดื้อทั้งนักเลงเลยค่ะ ได้แผลกลับมาบ้านทุกวันทั้งแผลหกล้มบ้างล่ะไปตีกับคนอื่นมาบ้างล่ะ คุณท่านก็หนักใจเกือบส่งไปอยู่โรงเรียนประจำแล้วค่ะ แต่ขานั้นเนี่ยกลัวโรงเรียนประจำซะยิ่งกว่าอะไรก็เลยปรับปรุงตัวทำตัวดีขึ้นผิดหูผิดตา หันมาเอาดีด้านกีฬา คุณท่านก็ไม่ว่าอะไรเพราะดีกว่าไปต่อยตี นี่ป้าเล่าให้ฟังเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิทคุณหนูนะคะเนี่ย”

 

“เอ่อ..ผมไม่...”

 

“อ้าว..แต่คุณหนูไม่เคยพาเพื่อนคนไหนมาที่บ้านเลยนะคะ แม้แต่พูดถึงเพื่อนในทีมบาสก็แทบจะไม่เคยพูดเลยด้วยซ้ำ เป็นพวกไม่ค่อยมีคนคบน่ะค่ะ นิสัยเขาโผงผางไปหน่อย”

 

 

นี่ความรู้ใหม่...อย่างน้อยพวกเขาก็มีบางส่วนที่คล้ายกันล่ะนะ

 

 

หลังจากรอซึงชอลไปอีกเกือบสิบห้านาที อีกฝ่ายก็ลงมาหาเขาด้วยชุดอยู่บ้านแบบสบายๆ พวกเขานั่งติวกันตลอดทั้งวัน เนื่องจากวอนอูที่ได้รู้ประวัติความซ่าของซึงชอลมาก็อยากจะช่วยให้อีกฝ่ายผ่านช่วงเวลายุ่งยาก(ของตัวเอง)ไปให้ได้ ดังนั้นเขาจึงติวให้อย่างเข้มงวดและรับปากว่าจะติวให้ทุกวัน

 

 

จนในที่สุดซึงชอลก็สอบผ่านจนได้ แถมยังได้รับคำชมจากอาจารย์ประจำวิชาว่าเขาเริ่มมีสมองแล้วอีกต่างหาก

 

 

“วอนอู ฉันสอบผ่านแล้วนะ” ซึงชอลโผล่หน้าเข้ามาในห้องเรียนของวอนอูระหว่างพักกลางวัน ซึ่งวอนอูเองเมื่อได้ยินดังนั้นก็เผยรอยยิ้มดีใจออกมาและเป็นสาเหตุให้ซึงชอลใจเต้นรัวเสียยิ่งกว่าตอนแข่งบาสเสียอีก

 

“จริงหรอ? ดีใจกับนายด้วยนะ” วอนอูยังคงยิ้มอยู่อย่างนั้น จนกระทั่งเพื่อนร่วมห้องของวอนอูซึ่งได้ชื่อว่าเกเรที่สุดในห้องได้เดินเข้ามา และเมื่อเห็นว่าวอนอูยิ้มอยู่กับกัปตันทีมบาสฯของโรงเรียนซึ่งไม่ค่อยมีเพื่อนเหมือนกันก็ได้พูดแขวะขึ้นมา

 

“โอ้ เป็นการจับคู่ที่เหมาะกันดีนะ ไม่มีใครคบกับไม่คบใคร” พวกเขาสองคนทราบทันทีว่าตนกำลังถูกอีกฝ่ายแขวะ วอนอูนั้นควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดีแม้จะทราบดีว่า ไม่คบใคร ที่ว่าก็คือตัวเขาแต่เขาก็ยังนิ่ง ผิดกับซึงชอลที่ความอดทนน้อยกว่า หมัดหนักๆเคลื่อนไปประทับที่ข้างแก้มของเพื่อนคนดังกล่าวทันทีและแทบจะทันทีเช่นกันที่หมัดของอีกฝ่ายเคลื่อนมาประทับที่มุมปากของซึงชอลจนเขาเลือดออก

 

วอนอูขยับลุกขึ้นยืนและเข้าไปขวางระหว่างทั้งสองคนอย่างรวดเร็ว มือเรียวสอดเข้าไปในมือหนาและลากซึงชอลให้เดินตามออกมาจากห้องเรียนไปยังม้านั่งหลังตึก พวกเขานั่งมองหน้ากันอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะเป็นวอนอูที่เอื้อมมือไปแตะมุมปากของซึงชอลเบาๆ

 

เพียงแค่แตะอีกฝ่ายก็ร้องซี้ดเสียงดังออกมา วอนอูจึงระบายยิ้มและเดินจูงมือซึงชอลไปห้องพยาบาลอย่างไม่อายสายตาของคนอื่นที่มองมาและแอบซุบซิบกันแม้แต่นิดเดียว

 

 

แต่เมื่อไปถึงห้องพยาบาลกลับไม่มีใครอยู่...

 

 

“ฉันทำแผลเองได้”

 

“ฉันทำให้ดีกว่า นายอยู่เฉยๆเถอะ”

 

ถึงพวกเขาจะเถียงกันแต่สุดท้ายแล้วซึงชอลก็ยอมให้วอนอูเป็นคนทำแผลให้ในที่สุด มือเรียวค่อยๆทำแผลที่อีกฝ่ายโดนต่อยอย่างเบามือ แต่ไม่วายได้ยินเสียงซี้ดออกมาเป็นระยะ

 

“นายไม่น่าต่อย”

 

“ก็มันว่าเรา มันว่านาย ฉันจะอยู่เฉยได้ไง”

 

“อย่าเถียงได้ไหม?”

 

“นายนั่นแหละ โอ๊ย เบาหน่อยสิ”

 

“ก็เบาแล้ว นายพูดมาก” ซึงชอลหน้างอขึ้นมาทันที ฝ่ายวอนอูก็ตกใจตัวเองไม่น้อยที่เอ่ยปากว่าอีกฝ่ายออกไปตรงเสียขนาดนั้น ปกติเขาไม่ค่อยพูดนะ...

 

“เจ็บ...”

 

“รู้แล้ว เบาที่สุดแล้ว จะให้ทำยังไง..อื้ม” สิ่งแรกที่วอนอูสัมผัสได้ก็คือสัมผัสจากฝ่ามือหนาที่ดึงข้อมือเขาออกห่างจากแผลตรงมุมปาก วินาทีถัดมาก็มีบางอย่างทาบทับลงมาที่กลีบปากของเขา.. มันหยุ่น ชื้น และขยับไปมาได้..

 

 

เขากำลังถูกชเวซึงชอลจูบ...

 

 

แม้สมองจะประมวลผล แต่ร่างกายกลับแข็งทื่อราวกับโดนคำสาป และริมฝีปากหยุ่นนั่นก็ยังทำหน้าที่ของมันอย่างไม่บกพร่อง เวลาผ่านไปนานไหมไม่รู้แต่เมื่ออีกฝ่ายถอดถอนริมฝีปากออกไปทิ้งไว้เพียงความอุ่นและรสสัมผัสจางๆก็ทำเอาวอนอูแทบทรงตัวไว้ไม่อยู่

 

“แค่นี้ก็หายเจ็บแล้ว”

 

“นาย...”

 

“เรามันก็มีกันอยู่สองคนนี่นา” สายตาที่ทอดมองมาทำเอาวอนอูพูดอะไรต่อไม่ออก เขาพยักหน้าเบาๆ ที่ซึงชอลพูดมามันก็จริงพวกเขามีกันอยู่สองคนจริงๆ แต่มันจะไม่แปลกไปหน่อย?

 

 

“นายช่วยฉันอีกสักทีได้ไหม?”

 

 

“..ช่วยอะไร?”

 

“ฉันมันพวกขาดความรักน่ะ” สายตาอ้อนปนทะเล้นที่ส่งมาให้ทำเอาวอนอูยู่ปากโดยอัตโนมัติ เขาเสสายตาไปมองทางอื่นก่อนตอบกลับไป

 

 

“ขอคิดดูก่อน..”

 

 

 

 

 

E N D.

อย่าโยนรองเท้ามาค่ะ 55555
ทำไมชเวซึงชอลถึงได้หล่อรวยและมีความเถื่อนเบอร์นั้น ไม่เข้าใจ -..-
คือเอาจริงๆอยู่กับเราอย่าได้ถามหาความมีสาระอะไรนะเพราะจะไม่ได้กลับไป
แล้วใครพายเรือผีลำนี้จงแสดงตัวออกมาค่ะ มาเม้าท์กัน
ติดแท็ก #ฟิคยัยเนิร์ด ได้นะคะ มาคุยกันที่ทวิตก็ได้ ไม่ต้องฟอลก็คุยได้
พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการนะคะ ฮริ้ง

O W E N TM.
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

44 ความคิดเห็น

  1. #44 FUCATO_1 (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 กันยายน 2561 / 14:59

    กรี้ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด

    #44
    0
  2. #9 Kwa_Kwa (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 12 มิถุนายน 2559 / 15:48
    งื้อออออเขินนนนน
    #9
    0
  3. #7 'ภรรเมียเซฮุน (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2559 / 23:10
    ความกุ้งกิ้งกิงก่องแก้วนี้มันอะไรกัน
    พิเชวข่นบ้าาาาาา กร๊าซซซซซซซซ
    #7
    0
  4. #3 ไข่ดาวing (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 07:17
    แงงงง เขินมากอะ ฮือออTT ชอบมากๆ ทำไมยัยเนิร์ดน่าทะนุถนอมขนาดนี้คะ ฮืออออ
    #3
    0