เปิดPREORDER BAD ADDICT รักคนเลว เจ็บเอวต้องยอม [yaoi]

ตอนที่ 28 : BAD ADDICT 27 MAX

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 758
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

ตอนที่ 27

                บรรยากาศตอนนี้ครับ เหมือนกับภาพยนต์ตอนที่เจ้าหญิงเบลสบตากับเจ้าชายอสูร กาลเวลาในหนังหยุดนิ่งแต่แท้จริงแล้วคนดูเลยไปเกือบสิบวินาที นั่นแหล่ะครับ ทั้งพ่อแม่พี่ๆทั้งสองต่างค้างท่าเดิมพร้อมกับกระพริบตาอย่างงุนงง ขนาดผมยังตามไม่ค่อยทันเลย แต่พอคิดถึงบทสนทนาแปลกๆกับพี่โจ๊กเกอร์เมื่อก่อนหน้านี้ก็พอเข้าใจได้ กับสาเหตุที่เจ้าตัวมาปรากฏตัวตรงหน้าผมในดินเนอร์นี้

                “อ่า พี่ชายมึงได้บอกอะไรเกี่ยวกับดินเนอร์เย็นนี้หรือเปล่า”

“ขี้เกียจกลับมาแต่งตัวอีกรอบ ออกไปส่งมึงเดี๋ยวกูจะไปรอเลย”

“มึงไม่ต้องกังวลหรอก กูมีที่รออยู่แล้ว”

            ตรงหน้าทางเดินเข้าบ้านผมซ้ายมือจะมีห้องนั่งเล่นไว้รับรองแขก ซึ่งพวกผมที่เป็นคนในบ้าจะไม่ค่อยเดินไปบริเวณเท่าเสียเท่าไหร่ มิน่าหล่ะ ผมถึงไม่รู้ว่าเขามานั่งรอในบ้านนี่เอง

                แล้วก็ไม่ยอมบอกกันนะคนเรา! ทำไมผมต้องดูเป็นคนโง่ตลอดเลยเนี่ย ฮึ่ม

                “อ้าว พวกยูรู้จักกันมาก่อนงี้หรือ หืม?” ศาตราจารย์ถามอย่างแปลกใจพลางหันหน้าไปมองพี่โจ๊กเกอร์ เรื่องตีหน้าซื่อไว้ใจพี่โจ๊กเกอร์ได้เลย พ่อคุณเขาถนัดอยู่แล้ว

                “ไม่เชิงครับอาจารย์ พอดีผมมีหนี้บุญคุณที่ต้องชำระต่อครอบครัวนี้น่ะครับ” มุมปากได้รูปทำการยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างผู้เหนือกว่า ผมมองสถานการณ์ตรงหน้าด้วยความสนใจ ดูท่าว่าจะมีเรื่องให้น่าติดตามนะครับ

                “ฮ่าๆ ดีเลย ท่าทางจะสนิทกันดีนะพวกยู” ศาตราจารย์ยังคงยิ้มระรื่น ช่างไม่รู้อะไรเล๊ย หนี้บุญคุณน่าจะเป็นหนี้แค้นเสียมากกว่ามั้งครับ

                “ชะ..เชิญนั่งดีกว่าค่ะอาจารย์ ทานไปคุยไปนะคะ” แม่ผมผายมือเชิญศาสตราจารย์และคณะกรรมการนั่งตามที่นั่งตรงข้ามผม โดยที่ศาตราจารย์นั่งอยู่ตรงข้ามแม่ เรียงลำดับลงมา พี่โจ๊กเกอร์นั่งอยู่ตรงข้ามผม ซึ่งคือที่นั่งสุดท้ายนั่นเอง เมื่อแขกนั่งหมดแล้ว พวกผมจึงนั่งลงตาม ผมจ้องหน้าพี่โจ๊กเกอร์ตลอดเวลา เผื่อจะมีช่วงวินาทีไหนที่ได้สบตากันบ้าง แต่พี่โจ๊กเกอร์ไม่มองมาที่ผมเลยครับ ผมเลยจำยอม นั่งกินของตัวเองไป

                “หึ หมาข้างถนนริอาจจะมาเป็นหงส์หรือไง” ไอ้เน่ากระซิบข้างหูผมครับ แต่ในมือมันถือแก้วไวน์หมุนไปมาอย่างเนียนๆ

                “มึงต่างหาก สวมหน้ากากหงส์ แต่ร่างจริงเป็นหมา!” ผมก็พยายามกระซิบตอบกลับมัน แต่ในมือกลับกำมีดเสียแน่น สาบานว่าถ้าไม่ใช่ดินเนอร์ผมคงแทงมันไปแล้ว

                เคร้ง!

                “ว่าไงนะ!” ไอ้เน่ามันวางช้อนกระแทกจานเสียงดัง เรียกสายตาทุกคนบนโต๊ะอาหารมาที่ผมกับมันสองคน สายตาเชิงตำหนิจากพี่เบิ้ลถูกส่งมาที่ผมเต็มๆ

                “ช้อนมันหลุดมือน่ะครับ ขออภัยครับ” ไอ้เน่ากล่าวอย่างสุภาพ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารจึงเป็นไปเช่นเดิม ผมถอนหายใจใส่มันแรงๆก่อนจะเบนสายตากลับมาที่อาหารตรงหน้าเช่นเดิม แต่สายตาพลันเห็นแว๊บๆว่าบุคคลตรงข้ามเหมือนจะมองมาที่พวกเรา....จริงๆด้วยแฮะ

                พี่โจ๊กเกอร์จ้องผมกับไอ้เน่าอย่างโหดเลยครับ แง ผมไม่ผิดนะ เมื่อพี่โจ๊กเกอร์เห็นว่าผมเห็นเขาจ้องแล้ว ริมฝีปากหนาจึงเริ่มขยับเป็นคำพูดทางอากาศ

                ‘ออกห่าง’

                ผมทำได้แค่ยิ้มแหยๆกลับไปให้เท่านั้นแหล่ะครับ แหม นั่งร่วมโต๊ะกันจะให้ผมออกห่างจากไอ้เน่านี่ยังไงหล่ะครับ ถ้าผมทำตัวมีพิรุธมากเดี๋ยวก็โดนพี่ๆเอ็ดอีก รำคาญอ่ะครับ

                “ว่าแต่อาจารย์คะ นี่คือลูกศิษย์คนโปรดของอาจารย์หรือคะ” คำถามที่แม่เพิ่งถามไปเรียกความสนใจให้เซลล์ประสาทที่หูผมเป็นอย่างมาก ผมค่อนข้างจะสนใจบทสนทนานี้

                “ใช่แล้วล่ะ เจ้าเจย์เนี่ยตามบทเรียนในเทอมแรกและเรียนควบคู่ไปกับเทอมสองเลย ไอว่าถ้าเขาเข้าทำงานใบโรงพยาบาลยูน่าจะขึ้นแท่นระดับสูงแน่ๆ ฮ่าๆ” ศาตราจารย์ตอบอย่างภาคภูมิใจแถมอวยศิษย์รักสุดๆ ผมเดาความคิดพ่อแม่ไม่ออกเลยครับว่าตอนนี้พวกท่านจะรู้สึกอย่างไร คนที่เคยหักหน้าในวันนั้นกลายมาเป็นศิษย์รักของคนที่เคารพในวันนี้

                “คารอลของเราก็จบจากอังกฤษนะคะอาจารย์ แถมผลการเรียนก็อันดับท็อปด้วยนะคะ” แม่เปลี่ยนมาอวยคุณสมบัติไอ้เน่าแล้ว แต่ทว่าไอ้เน่ากลับชะงักการกินแล้วตัวแข็งทื่อไม่พูดตอบอะไรทั้งนั้น

                “หืม” ศาตราจารย์มองมายังคารอล สีหน้าครุ่นคิดอย่างหนักบ่งบอกว่าจำไอ้เน่านี่ไม่ได้เป็นแน่ “จริงหรือ ไอจำไม่ได้เลยนะ ไอสอนมาแล้วกว่ายี่สิบปี ถ้าเป็นระดับท็อปไอต้องจำได้แน่ๆ” ศาสตราจารย์ตอบกลับ แม่ผมหน้าเจื่อนทันที ไอ้เน่าก้มหน้าและทำท่าลนลานเหมือนเตรียมหาคำแก้ตัว เหอะ ดูแววแล้วใช้เงินซื้อเกรดมาหรือเปล่านะ นี่เรียนจบจริงไหมเนี่ย ผมชักกลัวแล้วนะ ดีนะที่มันไม่ได้ทำอาชีพเป็นหมดจริงๆ ไม่อย่างนั้นโรงพยาบาลผมอาจะต้องปิดตัวลง

                “อ๋องั้นหรือคะ สงสัยจะคนละมหาลัย ดิฉันคงจำผิด” แม่แก้ตัวแทน ไม่แน่ใจว่าคนหน้าแตกมีกี่คนกันแน่ครับงานนี้

                “คุณผู้หญิงมีลูกชายสามคน ดูท่าทางเพรียบพร้อมทั้งนั้นเลยนะครับ” ท่ามกลางบรรยากาศธุรกิจการแพทย์ จู่ๆพี่โจ๊กเกอร์ก็เปิดประเด็นขึ้นมา ทุกคนหยุดการกินแล้วตั้งใจฟังการสนทนาครั้งนี้

                “แน่นอนค่ะ” แม่ตอบอย่างสุภาพขึ้นมาทันที ผมคนแรกแล้วกันที่จะตัดสเต็กเนื้อแกะเข้าปากในสถานการณ์แบบนี้

                “ทั้งสามคนยังดูโสดอยู่เลยนะครับ ไม่ทราบว่าคู่ครองของลูกชายทั้งสามต้องคุณสมบัติเพรียบพร้อมแค่ไหนงั้นหรือครับ” ยิงลูกตรงเลยครับ เหมือนเอามีดมาแสกกลางหน้าม้า

                “แน่นอนว่าต้องมีคุณสมบัติเทียบเท่าพวกเรา” พ่อเป็นคนตอบแทนครับ เสียงเข้มอันมั่นคงยืนยันในคำตอบ แต่กลับเรียกรอยยิ้มประจำตัวของคนตรงข้ามผมได้เป็นอย่างดี

                “ฮ่ะๆ ผมสงสัยจริงๆครับ ว่าบุคคลที่แสนโชคดีนั่นจะเป็นใคร”

                “งั้นหรือคะ แต่ดิฉันว่าคุณก็อาจจะรู้จักคนโชคดีคนนั้นดี” แม่ตอบเสียงประชดประชน ดูท่าจะไม่ยอมแพ้กันเลยใช่ไหม

                “ครับ ผมว่าผมรู้จักเขาดี ผมมักเจอเขาในที่แปลกๆ อย่างเช่นซ่อ--”

                “ทุกท่านครับ! เราไม่คุยเรื่องเครียดๆกันดีกว่านะครับ” ก่อนที่พี่โจ๊กเกอร์จะพูดจบประโยค ไอ้แครอทเน่าก็พูดขัดเสียงดังขึ้นมาก่อน พี่โจ๊กเกอร์ละสายตาจากสงครามประสาทกับแม่ผม แล้วหยิบแก้วไวน์ขึ้นมาถือไวในมือแทน สีหน้ามั่นใจเมื่อกี้แปรเปลี่ยนเป็นผิดหวังแทน คงจะเสียดายที่ไม่ได้หักหน้าแม่กับไอ้เน่าเสียกระมังเนี่ย

                แต่แหม...ก็ช่วยไว้หน้าครอบครัวผมสักนิดเถอะพ่อคุณ กะจะเช็คบิลชำระหนี้พร้อมดอกเบี้ยให้หมดในดินเนอร์เดียวเลยหรอครับ!

                “นั่นสิจ้ะ มาชนแก้วดีกว่าค่ะทุกคน” แม่รีบฉวยโอกาสเปลี่ยนบรรยากาศทันที ถือว่าทำถูกแล้ว เพราะผมก็ไม่อยากให้มันมาคุมากมาย เรื่องส่วนตัวก็ควรจะเคลียร์กันส่วยตัวนั่นแหล่ะครับ อีกย่าง ถ้าให้พี่โจ๊กเกอร์ยกเรื่องเลวๆของไอ้เน่าขึ้นมากัด ผมว่าพูดจนอาหารหมดทั้งโต๊ะก็ไม่จบครับ เศษหน้าก็คงเก็บไม่หมดเช่นกัน

                เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็สามทุ่มครึ่งแล้ว เมื่อนาฬิกาตีบอกเวลาดังขึ้น พี่เลิศจึงเดินเข้ามาในห้องอาหาร

                “ทุกท่านจะรับอะไรอีกไหมครับ”

                “ไม่เป็นไรหรอก พวกไอจะกลับแล้วล่ะ”

                “อาจารย์พักที่ไหนหรือคะ ถ้าไม่รังเกียจพักที่นี่ก็ได้นะคะ มีห้องเหลือพอรับรองแน่นอนค่ะ” แม่เชิญชวนไม่แน่ใจว่าเป็นมารยาทหรือจากใจจริง

                “ไม่รบกวนยูจะดีกว่า พวกไอแต่ละคนมีบ้านพักที่ไทยกันอยู่ ขอบใจยูมากๆ” ศาสตราจารย์ตบบ่าแม่ผมเบาๆ

                ไม่นานดินเนอร์ครั้งนี้ก็จบลงอย่างสวยงาม โดยที่ผมก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรสักคำ ถ้าบางทีเงยหน้าขึ้นสบตากับพี่โจ๊กเกอร์ก็จะเล่นสงครามประสาทกันบ้าง และไอ้เน่าก็กัดผมเป็นระยะๆ เหมือนเหงาปาก ไม่ก็พ่อแม่อุ้มแล้วทำตกตอนเด็กแน่ๆครับ ดูมีปัญหา

                “ไว้ครั้งหน้าถ้ายูมาอังกฤษ ส่งข่าวมาด้วยแล้วกัน ไอจะต้อนรับยูเอง” ศาสตราจารย์กล่าวก่อนจะบอกลากัน รถพี่โจ๊กเกอร์ยังคงจอดอยู่ ผมมองหาพี่โจ๊กเกอร์ก่อนจะเห็นร่างสูงยืนคุยกับไอ้เน่าอยู่แถวๆรถของตัวเอง ด้วยความสอเอือกอใส่เฝือกล้วนๆ ผมจึงแอบย่องไปฟังเขาสองคนคุย(หรือด่า)กัน

                “มีอะไรจะคุย?” เสียงเข้มของพี่โจ๊กเกอร์เป็นฝ่ายถามก่อน

                “มึงคิดจะทำอะไร!” ไอ้เน่าตอบน้ำเสียงโมโหอย่างไม่ปกปิด สงสัยเก็บกดตั้งแต่ตอนทานอาหารแล้ว

                “กูทำอะไร?” พี่โจ๊กเกอร์ตอบอย่างยียวน เป็นท่าทีที่เจ้าตัวถนัดนักล่ะ

                “มึงไม่ต้องมากวนตีนกู!!” ไอ้เน่าก้าวเท้าเข้าไปใกล้พี่โจ๊กเกอร์แล้วจับคอเสื้อพี่โจ๊กเกอร์ไว้แน่น พี่แกยังคงทำสีหน้าไร้อารมณ์เช่นเดิม

                “หึ กูกลับมาทวงของๆกูคืน อ๊ะ กลับมาทวงของที่ฝากไว้คืนมากกว่า เพราะมันไม่เคยเป็นของมึงตั้งแต่แรก”

                “มึง!!”

                ผัวะ!

                ดูท่าไอ้เน่าจะยั่วะน่าดูเลยครับ ถึงกับทนความกวนตีนของพี่โจ๊กเกอร์ไม่ไหว มันเลยประเคนหมัดใส่หน้าหล่อๆไปเต็มๆที่มุมปาก พี่โจ๊กเกอร์เสไปนิดนึง จึงตั้งตัวได้ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันจนยุ่ง สันกรามขยับเล็กน้อยบ่งบอกว่าข่มอารมณ์ขุ่นมัวนี่มากแค่ไหน

                เฮ้อ อย่าให้พี่แกต่อยกลับเลยครับ มึงนอนเป็นผักแน่ไอ้เน่า แถมมามีเรื่องในบ้านผมคงเป็นความคิดที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่ด้วยสิ

                “มึงไม่มีทางทำอะไรกูได้! ไอ้สวะ!!” ไอ้เน่าด่าพี่โจ๊กเกอร์อย่างเหลืออด มันดูจนตรอกจริงๆแหล่ะครับ ดูท่าว่าพี่โจ๊กเกอร์จะกุมความลับอะไรมันได้งั้นหรือนี่

                “แค่กูพูดในสิ่งที่กูเห็น และมีหลักฐานพร้อม มึงจบว่ะไอ้โง่”

                “พูดแบบนี้แปลว่ามึงไม่มีหลักฐาน” ไอ้เน่ายิ้มเย้ยหยันออกมา มึงดูถูกพี่โจ๊กเกอร์จังวะ!

                “ไม่ใช่สิ่งที่กูต้องบอกมึงว่ะ แต่กูจะบอกมึงไว้อย่าง” พี่โจ๊กเกอร์เดินเข้ามาใกล้ไอ้โง่ที่มันเตี้ยกว่าพี่แกอยู่เล็กน้อย มือหนายกขึ้นบีบแก้มไอ้เน่าดูท่าว่าจะบีบอย่างรุนแรง เพราะไอ้เน่าเอามือมาแกะออก แต่ก็ไม่เป็นผล

                “มึงใช้ชีวิตมึงให้เต็มที่ซะ อีกไม่กี่วัน มึงจะเสียทุกอย่างไป” พูดเสร็จพี่แกก็ดันหน้าไอ้เน่าออกจนมันเซล้มไปกับพื้น สีหน้ามันเต็มไปด้วยความคับแค้นอย่างเห็นได้ชัด และชัดเจนอีกว่ามันสู้อะไรไม่ได้

                “ขึ้นรถ” พี่โจ๊กเกอร์พูดขึ้น ทั้งผมที่แอบอยู่หลังรถและไอ้เน่าต่างก็งง จนพี่แกต้องระบุชื่อนั่นแหล่ะ ผมถึงจะรู้ตัว “ไอ้บิล ขึ้นรถ! กูรู้มึงฟังอยู่”

                “แหะๆ ฉลาดจริงๆนะพ่อคุณ” ผมอดที่จะกัดไม่ได้เลยจริงๆ

                “กูไม่ได้โง่เหมือนมึงกับมัน”

                “ช่วยด่าผมว่าโง่คนเดียวก็ได้ครับ ไม่อยากมีอะไรที่เหมือนมัน” ผมไม่พูดอะไรมาก และไม่รอฟังด้วยว่าไอ้เวรนั่นจะเถียงยังไง ผมรีบเปิดประตูขึ้นรถทันที

                “มึงส่งไลน์ไปบอกพวกไอ้ริทหรือยัง” ขณะกำลังขับรถกลับพี่โจ๊กเกอร์ก็ถามขึ้น อ่า จะว่าไปผมลืมเสยสนิทเลย ผมอ่านไม่ตอบมันไว้นี่นา

                “ลืมเลยครับ”

                “มันโทรมาโวยวายกับกู แต่กูตัดสายทิ้งแม่งไปแล้ว”

                “แหะๆ เดี๋ยวผมโทรรายงานมันครับ”

                “อืม”

                ไม่รอช้า ผมกดหารายชื่อมันแล้วโทรออกทันที ไอ้ริทน่าจะตื่นแล้วล่ะ คือถ้าวันหยุดมันชอบนอนกลางวัน ไม่ก็นอนเป็นพักๆอะครับ เรียกว่านอนตลอดเวลาก็ได้ ชอบตื่นมาตอบไลน์เป็นนาทีๆแล้วหายไปเป็นชั่วโมงๆ

                (‘ไอ้สัส’) ทักทายอย่างเป็นมิตรมากครับ

                “เออ กูสบายดี”

                (‘ไม่อยากรู้’) ดูมัน งอนผมแน่ๆเลยครับ

                “โอ๋ๆน๊า พี่ริทของน้อง กูยุ่งๆกับเรื่องดินเนอร์ที่บ้านไง”

                (‘เออๆ พอรู้’)

                “รักนะคร้าบพี่ริท”

                “อะแฮ่ม!” เสียงกระแอมดังๆจากคนข้างๆเองครับ

                (‘ไม่ต้องมารัก กูไม่อยากแย่งเฮีย’)

                “เออๆ กูจะบอกว่ามึงเก็บของกลับบ้านได้เลย ไม่ต้องรอกูกลับนะ”

                (‘เออ กูรู้แล้ว ติดผัว’) มันพูดแค่นั้นก่อนจะชิงตัดสายไปครับ โถ่เอ้ย ผมล่ะอยากให้มันมีผัวเร็วๆเสียจริงครับ มันดูแลพวกผมจนเหนื่อย โทรมเป็นศพ ไม่มีเวลาจีบหญิงจีบผู้เลย

                “หึ ไม่กลับหอ?” พี่โจ๊กเกอร์ถามอย่างอารมณ์ดี

                “อ่าว จะให้ผมกลับหรอกหรอครับ”

                “หึ”

                “?”

                “โอกาสหนีสุดท้ายของมึง หมดแล้ว”

                “ครับ?”

                “คืนนี้ มึงไม่รอดแน่ ????”


+

+


จบอย่างนี้ ตอนต่อไปก็ อะดึ๊บ ๆ ๆ ฮ่าๆๆๆ แต่พรุ่งนี้ขอรีไรท์ตอนเก่าๆหน่อยนะคะ ตอนหน้าเจอกันอีกวันสองวันข้างหน้าเนอะ ขอรื้อฟื้นความหื่นตัวเองก่อน คริ 

แบบฟอร์มสำรวจคนสนใจนิยายแปะอยู่ด้านหน้านะคะ รบกวนที่รักทุกท่านทำให้ไรท์ทีนะค้าาาา จูบอย่างดูดดื่ม จิ้มตรงนี้ทีจ้า

เลิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟน้าทุกคนนนนนนน จุ้บเหม่ง!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

241 ความคิดเห็น

  1. #228 0857885186 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 25 ธันวาคม 2561 / 23:13

    อยากอ่านต่อแร้วช่วยมาอัปทีนะค่ะ ติดมากเรยตอนนี้

    คิดถึงโจ๊กเกอร์กะน้องบิลอ่ะค่ะ
    #228
    0
  2. #226 SujitraJaiwong (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2561 / 15:22

    อยากอ่านต่อ
    #226
    0
  3. #225 Xeza (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2561 / 17:44
    รออนะค่ะ ดีใจที่กลับมาค้าไรท์เเต่งได้สนุกมากๆเลยสู้ๆนะค่ะ
    #225
    0
  4. #222 beammy95 (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 17:03
    รอมานานนึกว่าไม่มาแล้วซะอีก ดีใจที่กลับมาต่อให้ค่ะ รออ่านๆ
    #222
    0
  5. #221 Sunsagura (จากตอนที่ 28)
    วันที่ 1 มิถุนายน 2561 / 12:02
    ดีใจที่กลับมาค่ะ
    #221
    0