เปิดPREORDER BAD ADDICT รักคนเลว เจ็บเอวต้องยอม [yaoi]

ตอนที่ 27 : BAD ADDICT 26 MAX

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 562
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    1 มิ.ย. 61

ตอนที่ 26

                ตอนนี้เป็นเวลาแปดโมงเศษๆ ผมที่ได้แต่นอนอยู่บนเตียงมองร่างสูงที่แสนคุ้นเคยในร่างเปลือยเปล่าท่อนบน เดินหยิบนู่นหยิบนี่ หยดน้ำเล็กๆที่เกาะตามเรือนร่างและไรผมผสมกับกลิ่นสบู่หอมที่เจ้าตัวชอบใช้ลอยมาเตะจมูกผม ส่งผลให้สมองผมโล่งแปลกๆ รอยเล็กๆประดับบนใบหน้าผมตลอดเวลา

                บอกตามตรง ผมแฮ๊งจะตายแล้วครบ เวียนหัวมาก ตั้งคอตรงไม่ได้ อย่าพูดถึงลุกขึ้นนั่งเลยครับ เป็นไปไม่ได้! ผมได้แต่นอนยิ้มบ้าคนเดียวเนี่ยแหล่ะ เหมือนฝันจริงๆ

                “มองอยู่ได้” พี่โจ๊กเกอร์พูดอย่างรำคาญ ก็ผมเอาแต่มองเขาจริงๆนั่นแหล่ะ ไม่แปลกที่คนขี้รำคาญอย่างพี่เขาจะบ่นออกมา อ่า...เสียงทุ้มนี้ที่ผมไม่ได้ยินตั้งหกเดือน คิดถึงจัง

                “ก็ผมมีความสุขนี่ครับ” ผมตอบยิ้มๆ

                “หึ” พี่โจ๊กเกอร์ยังชอบถอนหายใจแรงๆพร้อมกับยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยแบบนี้เหมือนเดิม เขาละสายตาจากผมแล้วเดินไปยังโซนห้องครัว หยิบนู่นจับนี่อย่างคล่องแคล่ว

                “พี่โจ๊กเกอร์” ผมเรียกเขาด้วยเสียงแห้งๆ

                “อ่า”

                “ผมมีเรื่องจะถาม เยอะแยะเลยนะครับ”

                “อ่า” ตอบสั้นๆเหมือนเดิม ยังเป็นคนขี้เกียจแม้แต่จะพูดเหมือนเดิมสินะ

                “ผมปิดเทอมแล้ว มีเวลาฟังพี่เล่าทั้งวันเลยนะครับ”

                “แต่กูไม่ว่าง”

                “อ้าว...ทำไมล่ะครับ” ผมได้ยินดังนั้นรู้สึกใจหายไม่น้อย พูดเหมือนกับว่าจะจากกันไปอีกเลย

                “วันนี้กูมีดินเนอร์กับแขกคนสำคัญของศาสตราจารย์ แล้วมะรืนกูก็ต้องกลับอังกฤษแล้ว”

                “ทะ..ทำไมกลับเร็ว” ผมลุกขึ้นนั่งทันที ถ้าไหวก็อยากจะลุกเดินไปหาพี่โจ๊กเกอร์ด้วยซ้ำ แต่มันไม่ไหวจริงๆ ผมควรได้นอนจนถึงสามทุ่มด้วยซ้ำ

                “กูแค่มาดำเนินการอะไรบางอย่าง”

                “พี่จะกลับมาไทยไหมครับ...พี่ จะไม่ทิ้งผมแล้วใช่ไหม” ผมพูดเสียงสั่น แน่นอนว่าน้ำตาของผมพร้อมไหลทุกเมื่อ พอเป็นเรื่องพี่โจ๊กเกอร์ผมจะอ่อนไหวเสมอ น้ำตาไหลออกง่ายเหมือนเหงื่อเลย

                “กูบอกแล้วไง ว่ากูไม่เคยไปนอน” พี่โจ๊กเกอร์หยิบเอาข้าวแช่แข็งเข้าไมโครเวฟก่อนจะเดินมาหาผมที่เตียงแล้วนั่งลงข้างๆผม ตาดุๆนั่นมองมาที่ผมต่างจากทุกที “รู้ไหมว่ากาลเวลา พิสูจน์อะไรได้หลายอย่าง”

                “ครับ?” คำถามปริศนาอีกแล้ว ก่อนไปยังไม่เคลียร์ กลับมาก็ไม่เคยเคลียร์ให้ผมเลย ผมคิดตามเขาไม่ทันนะ

                “เวลาแค่หกเดือนที่กูห่างจากมึง มันตอบคำถามในใจกูได้หลายอย่าง” ผมยังคงเงียบรอฟังพี่เขาพูดให้จบ “มันทำให้กูรู้ ว่าชีวิตกูต้องการมึงมากแค่ไหน” ผมสบตากับแววตาคมเป็นระยะเวลานานร่วมหลายนาที ที่เราจ้องตากันเงียบๆ ไม่มีคำพูดใดออกมาจากปากผมและพี่โจ๊กเกอร์อีก มีเพียงมือของสองเราที่เคลื่อนเข้าหากันอย่างอัตโนมัติ ผมยิ้มให้เขา เขาก็ยิ้มให้ผมเช่นกัน

                “แม้จะผ่านไปนานแค่ไหน ผมก็ยังรักพี่ รักพี่เหมือนเดิม”

                “อืม..หน้าที่ของมึง ก็แค่รอกูเท่านั้น ถ้ามันสำเร็จทุกอย่าง ก็ไม่มีอะไรมาขวางเราได้” โห...นี่พี่วางแผนจะกู้ชาติหรอครับ ผมที่ดูแววว่าจะเป็นคนได้รับผลประโยชน์จากแผนนี้ ฟังแค่นี้ยังรู้สึกขนลุก กลัวจริงๆ กลัวว่ามันจะเป็นอะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่ดูจากแววตาที่มั่นใจของพี่โจ๊กเกอร์แล้ว

                เฮ้อ...ไอ้แผนอะไรนั่น คงจะสำเร็จแน่ๆสินะ

                “ถึงพี่ไม่บอก ผมก็รอพี่”

                “อ่า พี่ชายมึงได้บอกอะไรเกี่ยวกับดินเนอร์เย็นนี้หรือเปล่า”

                “ครับ? เอ่อ ผมยังไม่ได้เช็คไลน์เลยครับ โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋าที่เอาไปเที่ยว” ผมหันซ้ายหันขวาหากระเป๋าที่น่าจะเละพอสมควร ก่อนจะเห็นมันอยู่หัวเตียง ผมพยายามยืดตัวหยิบกระเป๋ามาก่อนจะหาโทรศัพท์ อื้อหืม แบตเหลือ7% หายใจโรยรินเหลือเกิน ไลน์จากพี่บีและพี่เลิศประมาณสองสามข้อความ

                BB :: เย็นนี้ครอบครัวเรามีนัดดินเนอร์นะครับ

                BB :: พี่เบิ้ลบังคับ มาด้วยล่ะ

                เฮ้อ ดูท่าจากตอนนี้ไปผมคงต้องนอนอย่างเดียวแล้วล่ะครับ แฮ๊งขนาดนี้ไปไหนไม่รอดแน่ๆ

                Lerd :: น้องบิล อยู่ไหนครับ พี่ไปหาที่หอไม่เจอ

                Lerd :: โทรกลับหาพี่ด้วยนะครับ

                Lerd :: เย็นนี้คุณเบิ้ลนัดนะครับ

                Lerd :: น้องบิล ติดต่อพี่กลับด่วนนะครับ

                อื้อหืม ข้อความจากพี่เลิศนี่ดูเร่งด่วนสุดๆ ถ้าไม่อ่านของพี่บีก่อนผมคงรีบโทรด่วนหาพี่เลิศแล้ว จะว่าไปคงต้องโทรสักหน่อย เดี๋ยวพี่แกจะเป็นห่วง ดูท่าไปหอผมคงไม่ได้เรื่องอะไร ไอ้เวทย์ไอเฟย์คงแฮ๊งไม่ต่างจากผม ให้เดาตอนนี้ยังไม่ตื่นด้วยซ้ำ ไอ้ริทก็คงเหนื่อย ได้นอนหรือเปล่าไม่รู้ ฮ่ะๆ

                “ว่าไง” พี่โจ๊กเกอร์ถามเหมือนจะเร่งเอาคำตอบ

                “อ๋อครับ เหมือนว่าเย็นนี้พี่เบิ้ลจะนัดดินเนอร์ แปลกจริง ไม่รู้มีเรื่องอะไร” ผมบ่นอย่างงงๆ แต่ที่งงกว่าคือรอยยิ้มประหลาดของพี่โจ๊กเกอร์ ยิ้มแบบนี้อีกละ ยิ้มจังเลยวะ โลกมันสนุกขนาดนั้นเลยสินะครับ

                “อืม มึงนอนเถอะ เดี๋ยวเย็นนี้จะไม่ไหว” ผมพยักหน้าตอบรับก่อนจะล้มตัวลงนอนเหมือนเดิม ก่อนนอนผมไม่ลืมที่จะโทรไปรายงานพี่เลิศเสียหน่อย รอสายไม่นานพี่เลิศก็รับ

                (‘น้องบิล! อยู่ไหนครับ พี่ติดต่อเราไม่ได้เลยนะ’) เสียงพี่เลิศฟังดูเป็นห่วง แต่ถ้าเจอกันคงไม่วายจะบ่นผมเป็นนาที

                “ผมอยู่ดีมีสุขครับ จะกลับไปทันดินเนอร์แน่ๆ แต่ตอนนี้แฮ๊งมากครับ ขอนอนก่อนนะพี่เลิศ”

                (‘ทำไมเสียงแหบๆล่ะ ไหวแน่นะครับ?’)

                “สงสัยดื่มหนักไปอ่ะครับ ไหวครับ ต้องไปก่อนกี่โมงครับ”

                (‘มาก่อนบ่ายสามก็ดีครับ พี่จะแต่งตัวให้ ดินเนอร์เป็นทางการมากนะครับ คุณท่านก็กลับมาด้วย’)

                “ฮ๊า? พ่อแม่เนี่ยนะ กลับมาดินเนอร์ด้วย นี่งานอะไรหรอครับ”

                (‘พี่ยังไม่ทราบรายละเอียดเลยครับ เดี๋ยวจะไปคุยเตรียมงานกันตอนเที่ยง งานใหญ่น่าดูครับ’)

                “อ่าครับ” ถึงจะงานใหญ่แค่ไหน ผมก็ไม่สนใจหรอกครับ เรื่องของครอบครัวผมมันไร้สาระสำหรับผมมาตั้งนานแล้วล่ะ “ผมจะกลับบ้านก่อนบ่ายสามครับ แล้วค่อยคุยกันนะครับ” ผมไม่รอให้พี่เลิศพูดอะไรอีกแล้ววางสายทันที แค่กลับบ้านก่อนบ่ายสามก็น่าจะพอแล้ว

                “นอนซะ ตื่นมาจะได้กินยาแก้แฮ๊ง บ่ายสามมึงคงยังไม่หาย” พี่โจ๊กเกอร์เริ่มพูดน้ำเสียงดุๆแล้วเมื่อเห็นผมไม่ยอมนอนต่อสักที

                “แหะๆ” ผมไม่เถียงด้วยหรอกครับ ยอมนอนแต่โดยดี

.

.

                “บิล ตื่น” เสียงเข้มแทรกซ้อนเข้าโสตประสาทผมทำให้ผมต้องลืมตาหนักๆนี่ขึ้นมา ใบหน้าหล่อที่แสนคุ้นเคยมองผมนิ่งๆ

                “อ่า” ผมครางในลำคอนิดๆ รู้สึกคอแห้งอย่างรุนแรง ตอนนี้คือพูดแทบไม่ได้ด้วยซ้ำ ผมมองหาขวดน้ำรอบตัว เหมือนพี่โจ๊กเกอร์จะรู้ทัน เลยยื่นขวดน้ำที่ถือไว้ให้ผม ผมยกขึ้นดื่มอยู่หลายอึก ก่อนจะรู้สึกดี คอลื่นพอจะพูดออกมาได้

                “กี่โมงแล้วครับ” แสงแดดแยงตาแรงมาก ผมคงไม่ได้เลทพี่เลิศใช่ไหมเนี่ย

                “บ่ายโมง” ฟู่ววว โล่งครับ เห็นพี่เลิศอย่างนั้นเข้มเรื่องเวลามากๆครับ พอๆกับพี่เบิ้ลเลยแหล่ะ

                “ผมยังมึนหัวอยู่เลย”

                “ลุกไปกินข้าวที่โต๊ะ กูจะอาบน้ำแต่งตัว” พี่โจ๊กเกอร์พูดแค่นั้น ไม่รอให้ผมตอบรับด้วยซ้ำ คุณชายก็เดินลิ่วเข้าห้องน้ำไปแล้ว อาบเช้าแล้วยังอาบตอนนี้อีกหรอ สะอาดสุดๆไปเลยครับ

                ผมลุกไปที่โต๊ะกินข้าว เดินเซนิดๆ ผมยังอยากอ้วกอยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าจะให้อ้วกจริงๆคงต้องล้วงคออ่ะครับ มีแต่เมนูเผ็ด กับน้ำมะพร้าว แล้วก็นม นี่ผมกินผสมๆกันจะไม่ท้องเสียใช่ไหมเนี่ย ผมมองอาหารบนโต๊ะอาหารอย่างชั่งใจเล็กน้อย ก่อนจะเลือกดูดน้ำมะพร้าวและข้าวกะเพราเผ็ดๆแทน

                ไลน๊!

                ผมยกโทรศัพท์ขึ้นดูข้อความไลน์จากไอ้ริทครับ 

                RIT :: มึงอยู่รอดปลอดภัยใช่ปะวะ

                RIT :: โดนแดกยัง

                ไอ้โดนแดกยังนี่แปลว่าอะไรวะครับ ผมขมวดคิ้วกับไอ้ประโยคสองแง่สองง่ามจากเพื่อนรัก

                BILL : อะไร

                RIT :: เอ้า เสร็จเฮียยัง!

                ผมถึงกับคิ้วกระตุกเลยครับ เป็นครั้งแรกสินะที่ผมจะฉลาด กูรู้เลย จากความทรงจำอันแจ่มชัดของผมเมื่อคืนกับประโยคเลวๆนี่ รวมกันแล้วประมวลผลได้ว่า มันรู้เห็นการกลับมาของพี่โจ๊กเกอร์นี่หว่า ผมหงุดหงิดไม่อยากตอบมันแล้วครับ เลยจัดการปิดหน้าจอแล้วตักข้าวเข้าปาก เคี้ยวเร็วๆแทน จะโมโหพี่โจ๊กเกอร์ก็ไม่ได้ด้วยนะ ไม่มีสิทธิ์ครับ เดี๋ยวปากแตกกลับมา

                จนผมกินข้าวหมดจาน พี่โจ๊กเกอร์ถึงอาบน้ำเสร็จครับ แล้วหายไปในห้องแต่งตัวอย่างนาน อ่าลืมบอก ว่าผมอยู่คอนโดของพี่โจ๊กเกอร์แหล่ะครับ ผมไม่เคยมาที่นี่คงเป็นคอนโดที่ซื้อใหม่ หรือของศาสตราจารย์ละมั้ง ผมยังไม่ได้ถาม แค่รู้สึกว่าเจ้าตัวจะปริศนาเยอะเหลือเกิน ผมเหมือนแทบไม่รู้จักเขาเลยนะเนี่ย

                พี่โจ๊กเกอร์เดินออกมาพร้อมกับชุดสูทสีดำอย่างเป็นทางการ เนคไทน์สีเข้มพาดด้วยเส้นสีอ่อนตัดกัน ทรงผมที่เซ็ตแล้วดูเป็นชายหนุ่มรูปงามจากเกาหลีที่โคตรรวย อะไรทำนองนั้นเลยหล่ะครับ กลิ่นน้ำหอมแบบผู้ชายรวยๆที่ดมแล้วสดชื่น อยากดมอีกใกล้ๆเลยล่ะ

                บ้าบอ ผมเหมือนโรคจิตติดตามพี่โจ๊กเกอร์เลยอ่ะครับ

                “ทำไมมองกูแบบนั้น” พี่โจ๊กเกอร์ถาม สีหน้าดูแปลกใจค่อนไปทางกลัวๆผมเล็กน้อย ผมได้แต่ยิ้มแห้งตอบกลับไป นี่ผมคงออกอาการมากเกินไปสินะ

                “เปล่าครับ น้ำหอมพี่มันฉุนมาถึงจมูกผม”

                “ประสาท” ด่ากูอีก รู้สึกชินๆกับบรรยากาศนี้จังเลยแฮะ

                “พี่รีบแต่งตัวจังเลย ดินเนอร์กี่โมงเนี่ย”

                “หกโมงเย็น”

                “ทำไมรีบล่ะครับ”

                “ขี้เกียจกลับมาแต่งตัวอีกรอบ ออกไปส่งมึงเดี๋ยวกูจะไปรอเลย”

                “ผมไปเองก็ได้นะครับ แค่โบกแท็กซี่เอง”

                “ไม่เป็นไร ทางเดียวกัน” ผมพยักหน้ารับก่อนจะเดินเอาจานไปวางที่อ่างล้างจาน ผมเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า เห็นผ้าเช็ดตัวพับเป็นระเบียบเรียงกัน5ผืน อื้อหืม เอาไว้เผื่อใครนิ๊ ผมหยิบผืนบนสุดมาก่อนที่จะหายไปในห้องน้ำบ้าง ห้องน้ำไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ คงเพราะไม่ได้มาอยู่นั่นแหล่ะ แต่กลับมีพวกแปรงสีฟันไว้สองอันพอดี ดูแล้วเป็นแบบที่เพิ่งแกะใหม่ด้วย ผมยิ้มให้กับแปรงสีฟันซะงั้น

                “อ่า อารมณ์ดีจังเลย” ผมพูดกับตัวเอง อาบน้ำไปร้องเพลงไป ไม่ได้อารมณ์ดีขนาดนี้มานานแค่ไหนแล้วน้า และสงสัยผมร้องเพลงดังเกินไป เลยได้ยินเสียงด่ามาจากนอกห้องน้ำ

                “บิล เงียบดิ!” โหดจริงพ่อคุณ แค่ร้องเพลงยังไม่ได้เลยหรอ

                ผมจัดการหุบปากตัวเองโดยเร็วแล้วถูตัวไวๆ ผมไม่ได้เป็นพวกสะอาดอะไรขนาดนั้นหรอกครับ อาบเพราะอาบเฉยๆอ่ะ ไม่นานผมก็ออกจากห้องน้ำ เห็นพี่โจ๊กเกอร์นั่งเล่นโทรศัพท์อยู่ที่โซฟา ใบหน้าคมไม่แสดงสีหน้าใดๆทั้งนั้น แค่นั่งพิงโซฟาแล้วไถโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ

                “พี่ หาชุดให้ผมใส่หน่อย” พี่โจ๊กเกอร์เปรยตามองผมนิดๆก่อนจะลุกขึ้นช้าๆ เฮ้อ เมื่อไหร่จะเลิกทำหน้านิ่งๆสักที มันน่ากลัวนะเนี่ย T_T

                “อ่ะ” พี่โจ๊กเกอร์หยิบเสื้อยืดสีดำกับกางเกงวอมขายาวให้ผม ง่ายๆดีผมชอบ แต่เสื้อก็จะตัวใหญ่กว่าตัวผมมากโขอยู่ แต่ยังไงก็ต้องเปลี่ยนที่บ้านอีกอยู่ดี ผมเลยไม่เรื่องมาก

                “พี่มีดินเนอร์ที่ไหนหรอครับ”

                “สักที่” ตอบแบบปัดๆมาก ผมจึงไม่ถามต่อ ถ้าเจ้าตัวจะบอกคงตอบดีๆแล้วล่ะ

                “แล้วจะนั่งรอนานขนาดนี้เลยหรอครับ”

                “มึงไม่ต้องกังวลหรอก กูมีที่รออยู่แล้ว”

                “อ่าครับ” ผมเลือกที่จะเงียบ ไม่ถามอะไรต่อแล้วครับ น้ำเสียงเจ้าตัวดูรำคาญเต็มทน ฮือออ

                พอผมแต่งตัวเสร็จ มองนาฬิกาก็บ่ายสองกว่าๆแล้ว พี่โจ๊กเกอร์ก็เป็นพวกตรงเวลาไม่น้อย เมื่อเห็นผมทำอะไรๆเสร็จเรียบร้อยก็เดินไปหยิบกุญแจรถทันที ก่อนจะปิดแอร์ปิดไฟเปิดประตูห้อง ผมยังคงอยู่หน้าเตียงอยู่เลย แหม ถ้าผมไม่หันไปมองคือผมจะไม่รู้เลยใช่ไหมว่าเขาจะออกไปข้างนอกแล้ว หื้ม

                “บอกกันบ้างสิครับ” ผมเอ็ดเขาอย่างงอนๆ เจ้าตัวไม่ได้แสดงอารมณะไรออกมา แค่เปิดประตูให้กว้างขึ้น ผมจึงรีบเดินไปหา

                พี่โจ๊กเกอร์เป็นพวกขับรถฉุนเฉียวจริงๆ ไม่เกินครึ่งชั่วโมง ข้างหน้านั่นก็คือบ้านของผมนั่นเอง....เฮ้อ

                แค่รถของพี่โจ๊กเกอร์จอดอยู่หน้าบ้านปุ๊บ พี่เลิศก็เดินออกมาทันที อ่าจริงสิ ผมยังไม่ได้บอกพี่เลิศเรื่องพี่โจ๊กเกอร์เลย ผมยังไม่ทันก้าวออกจากรถแต่มองไปยังคนข้างๆก่อน พี่โจ๊กเกอร์ไม่ได้มองผมกลับและไม่มีท่าทีจะลงไปด้วย เห็นดังนั้นผมจึงกล่าวลาก่อนจะลงไป

                “ไว้เจอกันนะครับ ช่วยอย่าขาดการติดต่อกับผมด้วยนะครับ ผมคิดถึงพี่นะ รักพี่นะครับ”

                “อืม กูไม่พูดหลายรอบนะบิล”

                “ครับ” ผมได้แต่ตอบรับยิ้มๆ แค่นี้ก็เพียงพอแล้วล่ะครับ

                ผมเปิดประตูออกจากรถ พี่เลิศก็โค้งให้ทันที และด้านหลังพี่เลิศก็มีพวกเมทและพ่อบ้านโค้งตามเป็นแถวๆ

                “และท่านที่อยู่บนรถละครับ เพื่อนคุณหนูหรือครับ” พี่เลิศถามด้วยนำเสียงเป็นทางการ ผมมองไปยังรถพี่โจ๊กเกอร์ ฟิมล์ดำจึงมองไม่เห็นคนข้างใน และพี่โจ๊กเกอร์ยังคงจอดรถไว้ที่เดิม ไม่มีทีท่าว่าจะขับไปไหน หรือจะรอให้ผมเข้าบ้านก่อนกันแน่นะ?

                “อ่า เขาแค่มาส่งครับ”

                “ครับ เชิญขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้านบนเลยครับ จะได้ไปพบคุณเบิ้ลและคุณบี ส่วนคุณท่านจะกลับมาสักประมาณห้าโมงเย็นครับ”

                “อื้อ ไปครับ” ผมพยักหน้ารับแล้วเดินตามอย่างว่าง่าย “ว่าแต่ ไอ้เน่านั่นมาดินเนอร์นี้ไหมครับพี่เลิศ” ผมถามถึงไอ้แครอทเน่านั่นแหล่ะครับ ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปเมายาอยู่ซ่องแถวไหนหรือเปล่า

                “ให้คนไปตามตัวแล้วล่ะครับ พฤติกรรมเหลวไหลเช่นนี้ แต่คุณท่านกลับไม่ค่อยใส่ใจเลย น่าเหนื่อยใจมากครับ” ผมเห็นใจพี่เลิศจริงๆ พี่เลิศต้องคอยจัดการเรื่องเลวๆของไอ้เน่านั่น แต่ทั้งพ่อแม่และพี่เบิ้ลกลับทำหลับหูหลับตาไม่รู้เรื่องไปได้ เมื่อไหร่มันจะโดนเด้งออกไปจากบ้านผมสักที!

                “สักวันผมจะทำให้ผมก้มกราบเราให้ได้ แล้วไสตัวออกไปจากบ้านสักที” ผมพูดอย่างหงุดหงิด

                “......จะรอวันนั้นครับ” พี่เลิศเงียบไปนานก่อนจะตอบรับ ผมยิ้มให้กับคำตอบนั้น รู้สึกดีจัง ที่มีพี่เลิศคอยอยู่ข้างๆ

                พี่เลิศจัดการหยิบสูทสีกรมออกมาให้ผมคู่กับหูกระต่าย ผมของผมถูกเซ็ตปัดไปทางขวา ดูเป็นทางการจริงๆแฮะ

ก๊อก ๆ ๆ

ผมมองผ่านกระจกไปเห็นคนที่ยืนอยู่ตรงประตูคือพี่เบิ้ลนั่นเอง ผมเสตามองหลบไปทางอื่นเมื่อเผลอสบตากับใบหน้าเข้มดุนั่นเข้า ไม่อยากจะมองเท่าไหร่หรอก ใบหน้าเย็นชาดูไร้อารมณ์นั่นน่ะ

“จัดการให้เรียบร้อยด้วย เลิศ” เสียงเข้มทรงพลังสั่งพี่เลิศ

“ครับท่าน ผมจัดการอย่างเรียบร้อยครับ” พี่เลิศโค้งตัวให้

“แกก็อย่าทำขายหน้าล่ะบิล ศาสตราจารย์คนนี้เป็นผู้ใหญ่ที่พ่อแม่ท่านสนิทสนมมาก คณะกรรมการที่มาด้วยก็เช่นกัน”

“ครับ” ผมตอบรับเสียงเบา ฟังผ่านๆไม่ได้จับประเด็นมาคิดอะไรมากมาย ผมก็แค่นั่งนิ่งๆเงียบๆ ถามอะไรก็ยิ้มตอบครับๆอย่างทุกทีก็พอแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่กับพี่เบิ้ลอยากพูดอะไรก็จะพูดเองนั่นแหล่ะ

“ตอบไม่คิด” พี่เบิ้ลตำหนิผมก่อนจะเดินจากไป ขอแค่ได้กัดผมสักเล็กน้อยสินะ

“เฮ้อ” ผมถอนหายใจเสียงดัง พี่เลิศลูบหัวผมเบาๆเป็นการปลอบใจอย่างไร้เสียง ผมก็ยิ้มน้อยๆให้พี่เลิศผ่านกระจกเท่านั้น

เมื่อผมแต่งองค์ทรงเครื่องเสร็จก็ปาเข้าไปห้าโมงแล้ว ผมต้องลงไปดูบรรยากาศข้างล่างเสียหน่อย เห็นไอ้แครอทเน่านั่งอยู่ที่โซฟาห้องนั่งเล่น หน้าตาดูไม่ได้เอาเสียเลย แย่กว่าเมื่อหกเดือนที่แล้วไปมาก แต่เพราะการแปลงโฉมจากพี่เลิศทำให้มันดูมีสกุลรุนชาติอยู่บ้าง

“ทำตัวน่าสมเพชจริงนะ” ผมเดินไปกัดมันเล่นๆ เพราะไม่มีอะไรทำด้วยแหล่ะนะ

“มึงก็น่าสมเพชพอๆกับกู กูยังมีค่ากว่ามึง”

“ถ้ามึงทำตัวทุเรศแบบนี้เรื่อยๆ สักวันกูเนี่ยแหล่ะจะเป็นคนเฉดหัวมึงออกจากบ้าน”

“สิบปีมึงก็ทำไม่ได้”

“หึ กูคนเดียวอาจจะทำไม่ได้” แต่ถ้าพี่โจ๊กเกอร์คิดจะทำอะไรละก็...ถ้าผมตีความหมายคำพูดงงๆของพี่โจ๊กเกอร์ไม่ผิด พี่เขาจะจัดการเรื่องเลวร้ายนี่ได้ใช่ไหม

“หุบปาก!” พอไอ้แครอทเน่าเริ่มหงุดหงิด ผมก็เดินหนีมันทันที มันชอบใช้กำลังครับ อารมณ์ฉุนเฉียวเหมือนพวกติดยาแล้วลงแดงยังไหงก็ไม่รู้ หรือมันจะติดยาจริงๆ ต้องให้พี่เลิศสืบเสียหน่อยแล้ว หรือไม่พี่เลิศก็ไม่ได้รายงานให้พวกพ่อแม่ทราบอ่านะ

“น่ายุ่งมาเชียวนะบิล” ผมยิ้มให้กับคนตรงหน้า พี่บีเพิ่งเดินเข้ามาใน้บ้าน ยังคงอยู่ในชุดทำงานอยู่เลย แต่ก็ดูเป็นทางการมากพอ

“มาเกือบสายนะครับ ไม่เปลี่ยนชุดหรอครับ”

“ไม่ล่ะ วันนี้ไปประชุมมา ใส่ชุดเป็นทางการอยู่แล้ว”

“อ่าครับ ว่าแต่วันนี้ดินเนอร์กับใครหรอครับ ผมลืมถามพี่เลิศเลย ไม่ได้สนใจงานเท่าไหร่ แต่ดูจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกครั้งนะครับ”

“ศาตราจารย์xกับพวกคณะกรรมการน่ะ ท่านเดินทางมาจากอังกฤษ เป็นที่ปรึกษาให้โรงพยาบาลของเรา เป็นคนที่พ่อแม่ท่านนับถือมาก แถมได้ยินว่าพาลูกศิษย์เอกมาด้วยคนนึง หึ พ่อแม่เลยหูตาแวววาว” ผมยิ้มพลางกรอกตามองบนให้กับประโยคหลัง คงไม่คิดจะจับใครสักคนในบ้านเราคู่กับลูกศิษย์คนนั้นหรอกนะ

ว่าแต่ ศาสตราจารย์x ? คุ้นๆแฮะ แต่ก็นึกไม่ออก

“ดินเนอร์วันนี้คงน่าเบื่อมากๆแน่เลย” ผมพูดยิ้มๆพลางมองออกไปนอกบ้าน รถคันหรูขับเข้ามาจอดภายในรั้วบ้าน รถของพ่อแม่นั่นเอง แค่ชุดที่แม่ใส่อยู่นี่ก็บ่งบอกถึงความจริงจังของงานวันนี้แล้วล่ะ จัดเต็มมาเชียว เพชรกี่กะรัตเนี่ยที่ห้อยคอแม่คุณอยู่ ผมและพี่ๆเดินมารอรับพ่อกับแม่ที่หน้าประตู

“สวัสดีครับ งานจัดเตรียมเรียบร้อยแล้วครับ” พี่เบิ้ลเอ่ยปากบอก แม่มองไปรอบๆแล้วพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะมาสะดุดที่ผม

“วันนี้ก็ทำตัวดีๆล่ะ” เฮ้อ จะพูดแบบนี้กับผมทุกคนเลยหรือไง ผมหน้าตึงไปมาก ยิ้มแทบไม่ออกเลยล่ะครับ เกลียดจริงๆบรรยากาศที่บ้านตัวเอง

“ท่านครับ อีก5นาทีศาสตราจารย์จะเดินทางมาถึงแล้วครับ” พี่เลิศเดินมาแจ้ง แม่หูตาแวววาวขึ้นทันตา ทุกคนดูกระตือรือร้นขึ้นทันที

“อ่า อาหารพร้อมแล้วสินะ สมาชิกครบนะ” พ่อถามพลางสอดส่องไปรอบๆ ไอ้แครอทเมื่ออยู่ต่อหน้าพ่อแม่ผมก็สงบเสงี่ยมขึ้นเยอะ ดูสุภาพบุรุษอย่างไม่น่าเชื่อ ตอแหลเก่งนี่เอง

“ทุกอย่างเรียบร้อยครับท่าน ผมจะไปรอต้อนรับหน้าบ้านครับ” พี่เลิศแจ้งก่อนจะโค้งตัวให้พวกผม พวกผมนั่งประจำที่เรียงตามอาวุโสเรียบร้อย อีกฝั่งก็เตรียมที่นั่งไว้5ที่ ตรงข้ามผมเป็นที่สุดท้ายพอดี เพราะพ่อนั่งหัวโต๊ะ

“มาแล้วครับท่าน” พี่เลิศเดินเข้ามาพร้อมแขกด้านหลัง คนที่อยู่หน้าสุดผมเดาว่าคงเป็นศาตราจารย์x แต่เขาดูหล่อและอ่อนกว่าคำว่าศาตราจารย์มากๆ ผมนึกว่าจะแก่ๆเสียอีก

“อ่าสวัสดีครับอาจารย์ เป็นเกียรติมากเลยครับที่มา” ทุกคนลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเค้งให้กับแขกที่มาเยือน ผมก็ยืนแล้วก้มอย่างเดียว ไม่ได้มองหรือสนใจอะไรทั้งนั้น

“ไอมาประเทศไทยเพื่อมาพบพวกยูเลยนะ ฮ่าๆ”

“ขอบคุณมากเลยค่ะอาจารย์ ดีเลยค่ะจะได้ให้ลูกชายคนโตปรึกษางานทางโรงพยาบาลหน่อยค่ะอาจารย์ ช่วงนี้วุ่นวายมากเลย” แม่ผมพูดต่อ

“ได้เลย ไอก็พาลูกศิษย์มาแนะนำให้พวกยูรู้จัก เผื่อว่าเมื่อเขากลับไทยจะฝากฝังหน่อย เพราะอีกไม่นานเขาจะกลับมาเรียนต่อที่ไทยเพราะเหตุผลส่วนตัวน่ะ“ ศาตราจารย์พูดก่อนจะหันหลังเรียกลูกศิษย์ของเขา ผมยังคงก้มหน้ามองไปตรงอาหารอยู่ แต่ทว่า น้ำเสียงของลูกศิษย์ศาสตราจารย์x นี่ ก็ทำให้ผมเงยหน้าขึ้นมามองได้

“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้พบอีกครั้งนะครับ คุณพ่อคุณแม่” อ่า เสียงที่ผมแสนจะคุ้นเคยนั่นเอง ผมมองภาพตรงหน้าอย่างอึ้งๆ และครอบครัวผมทุกคนเองก็เช่นกัน

“พะ...พี่โจ๊กเกอร์?”



+

+

+


OMGGGGGGGGGGG ไรท์กลับมาแล้ว ฮืออออแงงงงง ขอโทษและคิดถึงทุกคนมากๆๆๆๆ

(ชี้แจงชีวิตค่ะ จะอ่านหรือไม่ก็ได้จ้า)

คือไรท์หายไปโอ้ยจะบ้าตาย จะสองปีแล้วหรือนี่ ขออภัยจริงๆค่ะ พอดีช่วง6เดือนล่าสุดมานี่เจอปัญหาชีวิตที่สาหัสมากๆ จนต้องรักษาอยู่นาน แต่ตอนนี้หายเป็นปกติแฮปปี้แล้วค่า มีเวลา แรง ใจ กลับมาอัพต่ออย่างสม่ำเสมอแล้วค่ะ!!! ขออภัยจริงที่ทิ้งไปนานมากๆ TOT ฮืออออ ที่จริงไรท์มีแพลนจะทำเป็นเล่มหนังสือตั้งแต่ก่อนจะหายไปแล้วค่ะ ปกหนังสือก็ทำเสร็จแล้ว เฮ้อ แย่จริงๆ นี่จะกลับมาสานต่อแล้วค่ะ เรื่องนี้ใกล้จะจบแล้วค่ะทุกคน สัญญาจะไม่ดราม่า(คอนเซปเดิม ไม่ชอบดราม่า5555) จะมีแต่ความฟินและการแก้แค้น หึๆ รับรองว่าพี่โจ๊กเกอร์ของเราฉลาดปราดเปรื่องสมใจแน่นอนค่ะ 

เดี๋ยวจะเปิดแบบฟอร์มให้กรอกในตอนหน้าแล้วกันนะคะ หนังสือว่าจะทำสองเล่มค่ะ เล่มราคาประมาน280-350 ประมาณนี้ดีไหมคะ? ฮ่าๆ ดูของพรี่เมี่ยมไว้เรียบร้อย กิจกรรมที่ให้ทำที่ว่าจะให้อะไรฟรีกับคนที่เขียนคอมเม้นถูกใจไรท์ยังคงจะทำอยู่นะคะ แต่เดี๋ยวจะประกาศและเชคอีกทีว่าท่านนั้นๆยังคงมีปรากฎกายอยู่หรือไม่เนอะ 

กลับมาคราวนี้่จัดเต็มไปเลยค้าาาาาา อัพแบบสู้ตายค่ะ ให้หายคิดถึงไปเยยยยย ขอบคุณทุกคนที่ติดตามมากๆนะคะ ตกใจมากๆเลยที่เปิดมายังมีคอมเม้นในช่วงเวลาปัจจุบันอยู่ คือขอบคุณจริงๆนะคะ TT ถ้าไม่ได้อ่านคอมเม้นทุกคนไรท์คือไม่กล้ามาต่ออ่ะ น่าจะโดนตีนเยอะมาก55555 แง 

จะปั่นเรื่องนี้ให้จบแล้วเปิดเรื่องใหม่ด้วยจ้า ^^ รอเรื่องนี้จบก่อน ปะ่นทีละเรื่อง ไม่ไหวแร๊ววว

สุดท้ายนี้ขอบคุณมากๆๆๆค่ะ จะมาอัพถี่ๆเลยนะคะ ขออภัยคำผิดในตอนที่แล้วมาด้วยค่ะ อับอายเหลือเกิน คำผิดช่างน่าเกลียดมากๆ ฮ่าๆ 

เลิฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

(โอ๊ะ ช่วงนี้เค้าเล่นทวิตเตอร์ล่ะ มาเม้ามอยขอnc หรือบลาๆได้นะจ๊ะ @Gguitaryy อ๊ะๆ คิดแท็กของเรื่องหน่อยดีกว่าอะไรดีอ่ะ = =  โง่ๆเลยมะ #โจ๊กเกอร์บิล เล่นแท็กได้นะ555555555555)


ทำแบบสำรวจยัง! จิ้มตรงนี้ทีจ้า

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

241 ความคิดเห็น