[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 8 : ▶GEMINI || Chapter 7 : ไล่ล่า

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 305
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    28 มี.ค. 61

   
 GEMINI || Chapter 7 ไล่ล่า

  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

ไล่ล่า

 


 

“ไม่นะ ไม่... อย่าทิ้งข้าไป! ซอฮยอน!!!” ยุนอาสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายทันที มีเพียงเสียงร้องของแมลงและเสียงหวีดหวิวของสายลมเหน็บหนาวยามค่ำคืนท่ามกลางความเงียบสงัดของผืนป่า เมื่อหันมองไปข้างกายก็พบกับเยริที่เอาแต่จ้องมองมายังเธอด้วยสายตาอันหลากหลายความรู้สึก พอเธอสบเข้ากับดวงตาสีน้ำตาลกลมโตคู่นั้นเยริก็เบือนหน้าหนีไปเสียดื้อๆ

 

 

“น้าขอโทษ” ยุนอาเอ่ยออกมาอย่างรู้สึกผิดที่เผลอร้องเรียกชื่อคนรักเก่าออกมา “น้าลืมเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นไม่ได้ น้าขอโทษจริงๆ”

 

 

เจ้าฟ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดนไม่ตอบโต้อะไร เด็กน้อยเอาแต่นิ่งเงียบจนยุนอาใจเสีย แต่แท้จริงแล้วเจ้าหญิงเยริกลับแปลกใจกับความฝันเมื่อครู่ของตัวเองต่างหาก

 

 

เธอฝันว่าเธอเป็นซอฮยอน... ผู้หญิงที่เป็นคนรักเก่าของท่านน้า...

 

 

ภาพในความฝันนั้นโหดร้ายจนเจ้าหญิงเยริไม่อยากจะนึกถึงอีกต่อไป เธอรู้เพียงอย่างเดียวว่าเจ้าหล่อนช่างกล้าหาญเหลือเกินที่ยอมเสียสละชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องคนอื่นๆ จนตัวเองสิ้นลมหายใจ และท่านน้าก็คงจะเจ็บปวดไม่น้อยที่ต้องทนเห็นคนที่ตัวเองรักตายไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่อาจช่วยอะไรได้

 

 

“ท่านน้าไม่ต้องลืมเรื่องราวในวันนั้นหรอกค่ะ” เยริเขยิบเข้าไปกอดยุนอาแนบแน่น “หญิงรู้ว่ามันทรมานที่ท่านน้าต้องเห็นภาพนั้นซ้ำไปซ้ำมาทุกคืน แต่ทางเดียวที่จะไม่เจ็บปวดกับมันอีกต่อไปคือท่านน้าต้องยอมรับมันให้ได้” ดวงตาสีน้ำตาลเข้มสั่นระริกขณะก้มลงมองหลานสาวที่กำลังกอดตัวเอง และแขนเรียวก็ยกขึ้นมากอดตอบเช่นกัน

 

 

“ที่ผู้หญิงคนนั้นยอมเสียสละตัวเองก็เพราะอยากให้ท่านน้ามีชีวิตอยู่ต่อไป ถ้าหญิงเป็นซอฮยอน... หญิงคงเจ็บปวดเสียใจที่การเสียสละของหญิงสูญเปล่า มิหนำซ้ำยังทำให้คนที่ตัวเองรักไม่มีความสุข เฝ้าโทษแต่ตัวเอง และจมอยู่กับความเศร้าเอาแต่นุ่งดำห่มดำไว้ทุกข์ให้แบบนี้”

 

 

“ท่านน้าอย่าทำให้ซอฮยอนต้องเสียใจเลยนะคะ” เจ้าหญิงเยริช้อนใบหน้าขึ้นมองท่านน้ายุนอาที่กำลังพยายามอย่างยิ่งเพื่อกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้ไหลออกมา

 

 

“อยู่กับหญิงท่านน้าไม่ต้องพยายามเข้มแข็งก็ได้ การร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าตัวเองอ่อนแอสักหน่อย ท่านน้าเคยบอกหญิงสมัยหญิงยังเป็นเด็กไง จำได้มั้ยคะ”

 

 

“ทำไมน้าจะจำไม่ได้ล่ะเยริ...” ยุนอากอดเยริแน่นพร้อมกับปล่อยโฮออกมาเสียงดังทันที “น้าขอบใจ ขอบใจจริงๆ ที่หญิงยังอยู่ตรงนี้”

 

 

เจ้าหญิงเยริยิ้มออกมาอย่างดีใจ ที่อย่างน้อยเธอก็สามารถทำให้ท่านน้าปลดปล่อยความรู้สึกที่อัดอั้นอยู่ภายในใจตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาได้

 

 

“ท่านน้าไม่ต้องกังวลนะคะ หญิงจะแบ่งเบาความรู้สึกเจ็บปวดพวกนั้นกับท่านน้าเอง”

 

 

“เกิดอะไรขึ้นกับที่นี่” ราชินีทิฟฟานี่แห่งอาณาจักรคาร์นรับสั่งออกมาขณะทรงกวาดสายพระเนตรมองภาพความเสียหายของหมู่บ้านเบื้องหน้า ยังไม่นับรวมร่างไร้ชีวิตมากมายที่ถูกแขวนอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่นั่นอีก ทั้งคนแก่ ผู้หญิง หรือแม้แต่เด็กบริสุทธิ์ตัวเล็กๆ ก็ยังไม่เว้น คนที่มันกล้าทำสิ่งเลวร้ายอย่างนี้ได้ลงคอ ยังกล้าเรียกตัวเองว่าคนได้เต็มปากอยู่อีกหรือ

 

 

“โหดเหี้ยมแบบนี้... เป็นจอมโจรมาร์โคไม่ผิดแน่” ราชินีแทยอนทรงกำดาบแบล็คสตอร์มในพระหัตถ์แน่นพร้อมกับตอบคนรักด้วยสีพระพักตร์ที่ฉายชัดถึงความกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ก่อนจะหันไปสั่งให้พวกทหารนำร่างเหล่านั้นลงมาทำพิธีเผาศพให้ถูกต้องตามธรรมเนียมประเพณี

 

 

มาร์โคถือได้ว่าเป็นจอมโจรตัวฉกาจคนหนึ่ง เพราะนอกจากมันจะโหดเหี้ยมร้ายกาจแล้ว ยังมีเวทมนตร์เก่งกล้าอย่างหาจับตัวยากเลยทีเดียว มิหนำซ้ำลูกน้องในกองโจรของมาร์โคทุกคนยังใช้เวทมนตร์ได้อีกด้วย พวกมันก็เหมือนกับเงา ขึ้นเหนือล่องใต้แฝงกายอยู่ปะปนกับคนบริสุทธิ์ทั่วไป ยากนักที่จะจับมือใครดมได้ เผลอๆ รู้ตัวอีกทีก็คงจะเป็นตอนที่ใกล้สิ้นลมหายใจสุดท้าย ไม่มีใครรู้ว่าพวกมันทำลงไปเพื่ออะไร ทุกคนรู้เพียงว่าเมื่อสองเท้าของพวกมันเหยียบย่างลงที่ไหน ที่นั่นได้กลายเป็นสุสานแทบทุกที่

 

 

“แต่ร่องรอยพวกนี้ไม่น่าจะเป็นแค่การต่อสู้ขัดขืนธรรมดาๆ แล้วยิ่งความเสียหายกินรอบบริเวณไปเป็นวงกว้างขนาดนี้ แสดงว่าทั้งสองฝ่ายคงต้องมีฝีมือเวทมนตร์พอตัว” พอได้รับฟังจากปากคนรักเช่นนั้นราชินีทิฟฟานี่ก็มีสีพระพักตร์ที่ไม่สู้ดีนักออกมาทันที ราชินีแทยอนเห็นดังนั้นจึงทรงคว้า วรองค์ของคนรักมาปลอบให้หายกังวลใจ

 

 

“อาจจะไม่ใช่ลูกของเราก็ได้นะฟานี่” ราชินีทิฟฟานี่หลุบพระเนตรลงต่ำ แต่แล้วกลับมีบางสิ่งบางอย่างที่พื้นดินที่ทำให้พระเนตรของราชินีทิฟฟานี่ต้องเบิกกว้างออกมาด้วยความตกพระทัย

 

 

“ไม่จริง...”

 

 

สร้อยข้อมือสีเงินประดับเพชรล้ำค่าน้ำงามและพลอยสีนิลเม็ดเล็กที่ตกอยู่บนพื้นดินนั่น... มันเป็นของหมายหมั้นแต่งงานที่แทยอนได้ให้กับเธอเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน แล้วเธอก็ส่งต่อให้เป็นของประจำตัวลูกสาวฝาแฝดคนเล็กไม่ใช่หรือไง พระหัตถ์บางหยิบคว้าสร้อยข้อมือเส้นนั้นขึ้นมาตรวจดูอย่างถี่ถ้วนพร้อมน้ำพระเนตรที่เริ่มจะเอ่อคลอเต็มหน่วย

 

 

“เวนดี้...” น้ำเสียงขององค์ราชินีทิฟฟานี่สั่นพร่าจนแทบจะไม่มีเสียงออกมา “ลูกเรามาที่นี่แทยอน”

 

 

“องค์ราชินี กระหม่อมตรวจพบผู้รอดชีวิตกำลังนอนหายใจรวยรินอยู่หน้าบ้านหลังนั้น” ทหารนายหนึ่งรีบวิ่งเข้ามารายงาน

 

 

องค์ราชินีแทยอนเองก็ร้อนรนพระทัยเช่นกันที่ได้รู้ว่าธิดาของตนมายังที่นี่ แต่ก็ยังทรงจับพระหัตถ์ขององค์ราชินีทิฟฟานี่ไว้แล้วพาเดินไปทางนั้นด้วยกัน บุรุษร่างผอมเพรียวกำลังนอนจมกองเลือดสีแดงฉาน โดยที่มีบรรดาทหารแห่งคาร์นยืนอยู่รายล้อมเพื่อรอฟังพระราชบัญชาว่าควรจะทำยังไงต่อไปกับเขาผู้นี้ดี

 

 

“ตอนที่กระหม่อมตรวจดูบาดแผลก็พบกับรอยสักที่หน้าอกของเขาโดยบังเอิญ เขาเป็นคนของจอมโจรมาร์โค”

 

 

“รักษาเขา”

 

 

คำตอบสั้นๆ จากราชินีแทยอนทำให้บรรดาทหารต้องพากันเงี่ยหูฟังกันอีกที พวกเขาไม่ได้ยินผิดไปใช่ไหม องค์ราชินีจะทรงไว้ชีวิตลูกน้องของจอมโจรมาร์โคอย่างนั้นหรอกหรือ

 

 

“แต่กระหม่อมว่า..”

 

 

“ทำตามที่ข้าบอก” เป็นอันสิ้นสุดบทสนทนาด้วยประกาศิตเดียวแห่งองค์ราชินี ที่ไม่ว่าใครก็ไม่กล้าขัดพระราชประสงค์ทั้งนั้น

 

 

“แทยอน ข้าเป็นห่วงลูกเหลือเกิน...” ราชินีทิฟฟานี่เอ่ยเรียกคนรักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

 

เธอเป็นห่วงลูกสาวทั้งสองคนจริงๆ ลูกๆ ของเธอไม่เคยตกอยู่ในสถานการณ์คับขันหรือภาวะสงครามเหมือนสมัยเธอกับแทยอนยังเด็ก เธอเลี้ยงดูลูกด้วยความรักและความอ่อนโยนมาตลอด จนลืมไปว่านอกกำแพงพระราชวังยังมีความโหดร้ายของโลกรอลูกอยู่ และถึงแม้ไอรีนกับเวนดี้จะมีเวทมนตร์พอตัว แต่มันก็เป็นเครื่องรับประกันไม่ได้อยู่ดีว่าทั้งคู่จะปลอดภัย จนกว่าเธอจะได้เห็นลูกสาวทั้งสองคนมายืนอยู่ตรงหน้าจริงๆ

 

 

“ไม่ต้องห่วงนะฟานี่ ลูกจะต้องกลับมา ไม่ว่าใครจะเป็นคนลงมือก็แล้วแต่ เราจะได้เห็นดีกัน!

 

 

เสียงเห่าไล่ตามของฝูงสุนัขล่าเนื้อที่หิวโซและแสนดุร้ายดังตามมาตลอดทางจนทั้งสามคนหวั่นใจว่าจะหนีไปไหนไม่รอด เจ้าหญิงไอรีนที่วิ่งอยู่ข้างหน้าสุดได้แต่วิ่งไปหันหลังมองน้องสาวฝาแฝดที่รั้งท้ายสุดไปด้วยความเป็นห่วง และเพราะการวิ่งไม่ดูทางนี้เองทำให้เจ้าหญิงพระองค์โตแห่งอาณาจักรคาร์นสะดุดรากไม้แล้วล้มลงไปกับพื้นทันที

 

 

“พี่ไอรีน!

 

 

“เจ้าหญิง!” ซึลกิที่วิ่งอยู่ด้านหลังรีบวิ่งมาประคองตัวเจ้าหญิงไอรีนทันที ดวงตาสองคู่สบประสานอย่างลึกซึ้ง ก่อนที่ซึลกิจะถามออกไปด้วยน้ำเสียงห่วงใย “เจ้าหญิงเป็นอะไรมั้ย”

 

 

“ข้าแค่ไม่ระวังเท่านั้นเอง เรารีบไปกันต่อเถอะ”

 

 

เจ้าหญิงเวนดี้ได้แต่มองภาพนั้นด้วยความรู้สึกประหลาดใจกับตัวเอง ที่พลันก็รู้สึกอิจฉาพี่สาวตัวเองขึ้นมาเสียอย่างนั้น แล้วมันเรื่องอะไรที่เธอต้องอิจฉาพี่ไอรีนที่วิ่งหกล้มด้วยเนี่ย คิดเองแล้วก็ปฏิเสธกับตัวเองพัลวัน สงสัยเธอจะบ้าไปแล้ว

 

 

“เวนดี้เจ้าเป็นยังไงบ้าง” เสียงหวานเอ่ยถามน้องสาวฝาแฝดด้วยความเป็นห่วง

 

 

“พี่ไอรีนเป็นห่วงตัวเองก่อนเถอะ ข้าน่ะดูแลตัวเองได้อยู่แล้ว” แม้จะพูดออกไปอย่างนั้น แต่เจ้าหญิงเวนดี้ก็ยังเข้ามาช่วยเจ้าหัวขโมยพยุงพี่สาวฝาแฝดอีกข้าง ทำเอาซึลกิงงเป็นไก่ตาแตก คำพูดสุดแสนจะไร้น้ำใจแต่การกระทำกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความห่วงใยนี่มันคืออะไรกัน

 

 

และพอเจ้าหญิงไอรีนตั้งหลักได้ทุกคนก็รีบออกตัววิ่งหนีต่ออย่างไม่คิดชีวิตทันที จากที่เจ้าหญิงไอรีนเป็นฝ่ายวิ่งนำมาตั้งแต่ตอนแรก ตอนนี้กลับวิ่งรั้งท้ายเพื่อระแวดระวังความปลอดภัยให้สองคนข้างหน้าแทน

 

 

ท้องฟ้าโพล้เพล้ยามเย็นย่ำแปรเปลี่ยนเป็นห้วงแห่งราตรีกาลอันเชื่องช้าและน่าหวาดหวั่น ความมืดมิดกลืนกินไปรอบบริเวณจนทั้งสามคนมองเห็นทางไม่ค่อยถนัด เสียงเห่าของพวกหมาล่าเนื้อดังห่างออกไปไกลลิบเช่นเดียวกับทั้งสองคนเบื้องหน้า จนเจ้าหญิงไอรีนเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

 

 

หมอกควันสีเขียวปริศนาพวยพุ่งออกมาอย่างไร้ที่มาที่ไป รอบด้านมีแต่ความเงียบงันแม้แต่เสียงหรีดหริ่งเรไรที่ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งผืนป่าเมื่อกี้ยังอันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่แล้วทันใดนั้นแว่วเสียงพิณก็ดังคลอขึ้นมาพร้อมกับการปรากฏตัวของสตรีสามนาง หรือว่าจะเป็น...

 

 

“สามพี่น้องแห่งโชคชะตา” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยเสียงแผ่วเบา

 

 

เธอจำได้เสด็จแม่แทยอนเคยเล่าให้เธอฟังว่า วิญญาณหญิงสาวสามพี่น้องจะปรากฏขึ้นท่ามกลางหมอกควันสีเขียว พี่คนโตจะถือคำทำนายแห่งอดีต คนกลางจะถือคำทำนายแห่งปัจจุบัน และน้องคนเล็กจะถือคำทำนายแห่งอนาคต ว่ากันว่าทั้งสามพี่น้องนี้จะเร่ร่อนไปตามป่า คอยบรรเลงเพลงพิณพร้อมกับทำนายชะตาชีวิตให้แก่บุคคลที่พวกเขาพึงพอใจจะทำนายให้เท่านั้น

 

 

สองกาย สองจิต ผูกพันมั่น

ตะวันดับ เดือนดับ พรากมิได้

หนึ่งนารี เป็นที่รัก ผองไผท       

หนึ่งนารี เป็นภัย เหลือคณา

 

 

สามกาย หนึ่งจิต ดั่งผิดบาป      

จงกำราบ ความรัก ปรารถนา

หากโทสะ มีมาก กว่าเมตตา      

นครา จักแปรเปลี่ยน ลุกเป็นไฟ

 

 

หนึ่งกาย หนึ่งจิต พลัดถิ่น           

หนึ่งกาย หนึ่งจิต มิอาจแก้ไข

ทุกข์ระทม ตรมอก อาลัยทท         

สามหทัย รวดร้าว ทรมาน

 

 

พลันหมอกควันสีเขียวก็ค่อยๆ เลือนหายไปพร้อมกับร่างของสามพี่น้องแห่งโชคชะตา เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ความเงียบงันของสรรพสิ่งรอบด้านและอาการตื่นตระหนกตกใจของเจ้าหญิงไอรีนหลังจากได้รับฟังคำทำนายอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แต่นั่นก็ไม่น่ากลัวเท่ากับการได้รู้ว่ามีเพียงตนเองเท่านั้นที่ยืนอยู่ที่แห่งนี้เพียงลำพัง

 

 

“เวนดี้!

 

 

น้องสาวฝาแฝดของเธอกับผู้หญิงคนนั้นหายไปไหน...

 

 

“เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน!” ซึลกิตะโกนร้องเรียกเจ้าหญิงเวนดี้ผู้วิ่งอยู่ข้างหน้าตนเสียงดัง ทำให้เจ้าหล่อนชะงักฝีเท้าแล้วหันหลังกลับมาทำหน้าเหมือนจะเอาเรื่อง

 

 

“เจ้าจะตะโกนหาสวรรค์วิมานให้พวกโจรมันได้ยินแล้วตามมากุดหัวพวกเราใช่มั้ยเนี่ย” เจ้าหญิงเวนดี้ขมวดคิ้วหน้าเคร่ง ทว่าคนถูกต่อว่ากลับมีสีหน้าไม่สู้ดีออกมาจนเจ้าหญิงเวนดี้ประหลาดใจ

 

 

“เจ้าหญิงไอรีนหายไป”

 

 

“อะไรนะ!” ได้ยินดังนั้นเจ้าหญิงเวนดี้ก็ตาโตรีบหันมองรอบทิศทางทันที แต่เธอกลับไม่พบร่องรอยการมีอยู่ของพี่สาวฝาแฝดแม้แต่น้อย “พี่สาวข้าหายไปไหน...”

 

 

“พวกมันอยู่ตรงนั้น!” เสียงของพวกโจรดังลั่นป่า ไม่มีเวลาให้เจ้าหญิงและเจ้าหัวขโมยคิดหาคำตอบของคำถามนั้นอีกต่อไป สองเท้ารีบวิ่งหนีเอาชีวิตรอดต่อทันที ซึลกิเหลือบมองเสี้ยวหน้าอันแสนอ่อนเพลียของเจ้าหญิงเวนดี้แล้วถามขึ้นอย่างเป็นห่วง

 

 

“เจ้าหญิงไหวมั้ย”

 

 

“ข้าดูแลตัวเองได้ ไม่ต้องมายุ่ง”

 

 

ซึลกิได้แต่มองแผ่นหลังของเจ้าหญิงเวนดี้ที่วิ่งอยู่ด้านหน้าตนอย่างไม่เข้าใจ ทว่าวิ่งไปได้ไม่นานเจ้าหญิงเวนดี้ก็ทรุดตัวลงพื้นและส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวดทรมานออกมาจนซึลกิตกใจทันที

 

 

“โอ๊ย! เจ็บ! นี่มันอะไรกันเนี่ย”

 

 

“กับดักล่าสัตว์!” ซึลกิอุทานออกมาอย่างตกใจขณะมองภาพเจ้าหญิงเวนดี้ที่พยายามดึงกับดักที่มีลักษณะเหมือนฟันปลาออกจากข้อเท้าข้างซ้ายของตัวเองออกทั้งน้ำตา

 

 

“ไม่เป็นไรๆ เดี๋ยวข้าช่วยเอง แต่อดทนหน่อยนะ”

 

 

ซึลกิปลอบประโลมเจ้าหญิงเวนดี้ก่อนจะรีบปลดกับดักนั้นออกจากข้อเท้าของหญิงสาวผู้โชคร้าย เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาตามบาดแผลดั่งสายน้ำไหล ดวงตาสีน้ำตาลของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาใสที่เอ่อคลออยู่เต็มเบ้าเนื่องจากความเจ็บปวด และเหนือสิ่งอื่นใดเสียงของพวกมันเริ่มใกล้เข้ามา

 

 

“เจ้าหนีไปเถอะ ข้าคงไปต่อไม่ไหว” เจ้าหญิงเวนดี้เอ่ยขึ้นในที่สุด พลางลอบมองดวงตาสีน้ำตาลประกายส้มของอีกฝ่ายที่ยังคงมองบาดแผลฉกรรจ์ของเธอนิ่งไม่ไหวติง “พวกมันจะมาเอาตัวข้า ถ้าเจ้าอยู่ด้วย ก็มีแต่จะพลอยซวยไปด้วยกัน”

 

 

“ข้าไม่ทิ้งเจ้าหญิงไว้คนเดียวหรอก” คำพูดสั้นๆ แต่กินใจคนฟังจนน้ำตาที่กลั้นเอาไว้จนถึงเมื่อครู่เริ่มไหลพรั่งพรู

 

 

ซึลกิตอบเพียงแค่นั้น ก่อนจะตัดสินใจเปิดเผยตัวตนปลดผ้าโพกหน้าของตัวเองออกมาพันแผลให้เจ้าหญิงเวนดี้อย่างเบามือ ทำให้เจ้าหญิงเวนดี้รู้สึกผิดที่ก่อนหน้านี้เธอเอาแต่พูดจาไม่ดีกับคนตรงหน้าไปตั้งเท่าไหร่ และยิ่งรู้สึกผิดขึ้นไปอีกเมื่ออีกฝ่ายหันหลังให้ตัวเองเพื่อจะทำบางอย่างที่เค้าไม่จำเป็นต้องทำก็ได้

 

 

“ข้ารู้ว่ามันเจ็บ แต่เจ้าหญิงช่วยขยับตัวมาเกาะหลังข้าจะได้มั้ย”

 

 

“เจ้าไม่ต้องแบกข้าก็ได้”

 

 

“ถ้าเจ้าหญิงฝืนวิ่งเลือดจะยิ่งไหล พวกหมาล่าเนื้อจะยิ่งตามกลิ่นได้ดีขึ้นเท่านั้น เร็วเข้าเจ้าหญิงเวลาไม่คอยท่าแล้ว” เจ้าหญิงเวนดี้จึงยอมทำตามเจ้าหัวขโมยในที่สุด

 

 

ซึลกิพยายามทรงตัวให้มั่นก่อนจะแบกเจ้าหญิงเวนดี้ขึ้นมา เธอรู้สึกถึงสองแขนที่โอบกอดคอเธอไว้อย่างหลวมๆ พร้อมกับหยดน้ำตาของคนบนหลังที่ตกกระทบลงบนไหล่เธอจนแฉะชื้นไปหมด

 

 

“ข้าขอรู้ชื่อของเจ้าจะได้มั้ย” เจ้าหญิงเวนดี้เอ่ยถามออกมาอย่างพยายามไม่ให้เสียงนั้นสั่นเครือจนเกินไป

 

 

“ซึลกิ” ซึลกิตอบเสียงเบา แล้วความเงียบงันก็แผ่กระจายไปชั่วครู่ จนกระทั่งเจ้าหญิงเวนดี้เอื้อนเอ่ยคำๆ หนึ่งขึ้นมา

 

 

“ขอบใจนะ... ซึลกิ”

 

 

ซึลกิยิ้มบางๆ กับคำพูดนั้น ก่อนจะอุ้มแบกเจ้าหล่อนหนีจากพวกโจรโฉดอย่างทุลักทุเล ทว่าคนที่อยู่บนหลังกลับเอาแต่เงียบจนซึลกิใจไม่ดี ต้องเริ่มบทสนทนาชวนเจ้าหล่อนคุยเพื่อทำลายความเงียบ

 

 

ว่าแต่... คุยกับเจ้าหญิงนี่ต้องใช้คำราชาศัพท์ด้วยใช่มั้ย

 

 

“เจ้าหญิง...” อีกฝ่ายเพียงส่งเสียงครางรับรู้ในลำคอ “ทรงอดทนหน่อยนะ ข้า... เอ่อ กระหม่อมไม่ทราบเวทมนตร์ คงทำให้เอ่อ.. คงถวายได้เพียงเท่านี้พะย่ะค่ะ”

 

 

“นั่นมันคำพูดของพวกผู้ชาย” ซึลกิได้ยินเสียงหัวเราะน้อยๆ จากเจ้าหญิงเวนดี้ “พูดธรรมดากับข้าก็ได้ ข้าอนุญาต”

 

 

“ขอบน้ำพระใจ แต่กระหม่อม... เอ่อ ข้า.. เอ่อ” ซึลกิจนปัญญากับคำราชาศัพท์ “มิบังอาจ...”

 

 

“แต่เจ้าก็บังอาจลักพาตัวข้ามาแล้วนี่” คนอุ้มหน้าซีดเผือดเป็นไก่ต้มน้ำปลาทันที แต่เจ้าหญิงเวนดี้กลับหัวเราะเสียงเบาราวกับคนหมดแรง

 

 

“ขอบใจ แค่พูดว่าขอบใจก็พอ”

 

 

“เจ้าหญิงไม่มีเวทมนตร์รักษาหรอ” ซึลกิถามขึ้นอีก

 

 

“อื้อ เสด็จป้าเจสสิก้าทรงเคยสอนให้ข้ากับพี่แต่ข้าทำได้ไม่ดีนัก ถึงข้าจะใช้เวทมนตร์ได้แต่ก็ไม่เก่งเท่าพี่ไอรีนหรอก เราสองคนเกิดห่างกันไม่นานก็จริง แต่ดูเหมือนข้าจะช้ากว่าพี่ไอรีนหนึ่งก้าวตลอด ทั้งเรื่องเรียน งานปกครองบ้านเมือง หรือแม้กระทั่งเวทมนตร์”

 

 

“ฝาแฝดไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่างก็ได้” ซึลกิเอ่ยขึ้นปนเสียงหอบ 

 

 

“ข้าก็เคยคิดแบบนั้น แต่เราสองคนแตกต่างกันเกินไป เหมือนว่าพี่ไอรีนจะเอาแต่ส่วนดีๆ ไปหมด ส่วนข้าน่ะมีดีอย่างเดียวคือสร้างปัญหาไม่เว้นแต่ละวัน” เจ้าหญิงเวนดี้หยุดพูดไปชั่วครู่ “ใครๆ ก็พากันบอกว่าเลือดปีศาจในตัวข้าน่ะแรงยิ่งกว่าเลือดมนุษย์ ต่างจากพี่ไอรีนเจ้าหญิงผู้เป็นที่รักของประชาชน พวกเขาล้วนเปรียบเทียบข้ากับพี่แล้วก็ตัดสินข้าจากตรงนั้น ข้าแค่อยากให้คนอื่นๆ มองข้าเหมือนที่มองพี่ไอรีนบ้างก็เท่านั้น” ดวงพักตร์ที่เคยฉายแววเด็ดเดี่ยวซบลงบนบ่าของคนอุ้มอย่างหม่นหมองพร้อมกับปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเงียบๆ

 

 

“ข้าเสียใจด้วยเรื่องพ่อของเจ้า” เจ้าหญิงเวนดี้ที่เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเริ่มพูดจาเพ้อเจ้อรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “แต่เจ้าก็เข้มแข็งมาก”

 

 

“สิ่งเดียวที่ข้าไม่เข้าใจก็คือ ทำไมพวกมันถึงต้องฆ่าพ่อข้าแล้วก็คนอื่นๆ ในหมู่บ้านด้วย”

 

 

“พ่อเจ้าจะเป็นเบาะแสชั้นดีให้เสด็จแม่ข้ามาจัดการพวกมันน่ะสิ”

 

 

“พ่อไม่น่าจะรู้อะไรเกี่ยวกับพวกมัน” ซึลกิพยายามแย้ง ก็เห็นพ่อเอาแต่ไปหอนางโลมตลอดจะรู้อะไรขนาดนั้นเลยเชียว

 

 

“เจ้าประเมินพ่อเจ้าต่ำไป” เจ้าหญิงเวนดี้คิดอย่างถี่ถ้วนอยู่สักพักถึงค่อยบอกเรื่องที่ตัวเองรู้กับซึลกิไป “พ่อเจ้าเคยอยู่ในกองโจรของมาร์โคมาก่อน และเขาก็น่าจะเป็นอีกคนที่ไม่ธรรมดา”

 

 

“เจ้าหญิงรู้ได้ยังไง” เจ้าหัวขโมยยังคงงงไม่หาย

 

 

“ข้าเห็นเจ้าใช้เพลงดาบมือสังหารไร้เงา เลยคิดว่าเจ้าน่าจะเรียนรู้มาจากพ่อเจ้า มือสังหารไร้เงาชื่อกระฉ่อนในอดีตที่อยู่ๆ ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ เพราะเขากลับตัวกลับใจเลือกบั้นปลายชีวิตที่สงบสุขกับลูกสาวบุญธรรมอย่างเจ้ามากกว่าการเข่นฆ่าผู้คนเหมือนผักปลา” การวิเคราะห์อย่างตรงเป้าทุกประเด็นของเจ้าหญิงเวนดี้ทำให้ซึลกิประหลาดใจปนทึ่งในตัวเจ้าหล่อน และเจ้าตัวอาจไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองนั้นก็มีดีไม่แพ้ผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดเหมือนกัน “ซึลกิ..”

 

 

“มีอะไรหรอเจ้าหญิง”

 

 

“เหนื่อยมั้ย” เจ้าหญิงเวนดี้เอ่ยถามเสียงเบาเหมือนคนเพ้อเพราะพิษบาดแผล ใบหน้าทะเล้นเริ่มเปลี่ยนเป็นซีดเซียวเนื่องจากเสียเลือดมาก “ถ้าเหนื่อยก็ทิ้งข้าไว้ตรงนี้”

 

 

“บอกแล้วไงว่าไม่ทิ้ง” ซึลกิเน้นย้ำทุกคำหนักแน่น พลางคิดในใจว่าเจ้าหญิงฝีปากกล้าคนนั้นหายไปไหนแล้ว

 

 

“แต่ข้าเหนื่อยจัง”

 

 

“อดทนอีกนิดนะ เจ้าหญิงจะต้องปลอดภัย” ซึลกิพยายามปลอบคนบนหลังของตัวเอง “ข้าจะพาเจ้าหญิงไปส่งที่วังเอง แต่เจ้าหญิงต้องอดทนไว้”

 

 

“ข้าความอดทนต่ำจะตายไป เจ้าน่าจะรู้”

 

 

“ข้ารู้” ซึลกิยิ้มออกมาบางๆ

 

 

“ข้าไม่น่าแอบหนีออกมาจากวังเลย ป่านนี้พี่ไอรีนจะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้ ข้าคิดถึงพี่ไอรีน คิดถึงเสด็จแม่แทยอน คิดถึงเสด็จแม่ทิฟฟานี่” เสียงสะอื้นเบาๆ ข้างหูของเจ้าหญิงเวนดี้ทำให้ซึลกิใจอ่อนยวบยาบไม่เหลือชิ้นดี

 

 

“ข้าอยากรู้จังว่าถ้าหากข้าตายในป่านี่เสด็จแม่ทั้งสองพระองค์จะเสียพระทัยมั้ย หรือจะกริ้วที่ข้าดื้อรั้นไม่เชื่อฟังรับสั่ง”

 

 

“ข้าเอาแต่สร้างปัญหาให้เสด็จแม่ทรงเหนื่อยหน่ายพระทัยอีกแล้ว...” พลันแขนที่กอดรอบคอของซึลกิจนถึงเมื่อกี้ก็ผล็อยตกลงมาราวกับคนหมดเรี่ยวแรงจนเจ้าหัวขโมยใจเสีย

 

 

“เจ้าหญิง... เจ้าหญิง!” ซึลกิร้องเรียกคนบนหลัง มีเพียงเสียงลมหาย ใจแผ่วเบาดังออกมาอย่างเหนื่อยอ่อน “ข้าจะพาเจ้าหญิงกลับวังเอง อย่าเพิ่งเป็นอะไรไปนะ”

 

 

“นังเจ้าหญิงนั่นจะไม่มีวันได้กลับวัง!” เสียงของจอมโจรมาร์โคดังขึ้นเหนือหัวของซึลกิ ก่อนที่เขาจะกระโดดลงมาจากต้นไม้ แล้วทันใดนั้นเสียงขู่แยกเขี้ยวของพวกหมาล่าเนื้อก็ดังขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของลูกน้องจอมโจรมาร์โคที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาหาเธออย่างน่ากลัว

 

 

“แกจะเอาตัวเจ้าหญิงไปทำไม!” ซึลกิตะโกนถามออกไปด้วยความโกรธพลางสอดส่องสายตามองหาทางหนีทีไล่

 

 

“ถ้าเจ้าอยากรู้ข้าจะบอกความจริงก่อนที่เจ้าและนังเจ้าหญิงนั่นจะตายก็ได้” พวกลูกน้องของมาร์โคส่งเสียงหัวเราะกันเกรียวกราว “มีคนจ้างข้าให้เอาตัวนังเจ้าหญิงฝาแฝดแห่งคาร์นคนใดคนนึงไปให้มัน เพื่อที่มันจะได้ปลุกสายเลือดปีศาจให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง แต่ข้ามันพวกเกลียดปีศาจเข้าไส้ก็เลยหักหลังมันเพื่อที่จะได้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลม นั่นก็คือฆ่ามันทั้งสองคนทิ้งซะ!

 

 

“แต่พวกนางไม่รู้เรื่องอะไร!

 

 

“ข้าไม่สน!” จอมโจรมาร์โคตวาดลั่นก่อนตะโกนบอกลูกน้อง “เอาตัวมันมา!

 

 

“อย่าเข้ามานะ!” ซึลกิพยายามปกป้องคนบนหลังจากพวกโจรอย่างสุดความสามารถ

 

 

“อยู่นิ่งๆ แล้วจะไม่เจ็บตัวนังหนู” บรรดาลูกน้องของมาร์โคพากันหัวเราะครืน

 

 

พวกมันรายล้อมอยู่รอบบริเวณ ซึลกิหมดหนทางหนีได้แต่ยืนนิ่งเฉยปล่อยให้พวกมันมาเอาตัวเจ้าหญิงเวนดี้ไปจากตัวเองโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้เลย ริมฝีปากบางสั่น ฟันกระทบกันเสียงดังกึกๆ ด้วยความโกรธ สองมือกำแน่นอย่างข่มอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดออกมาทุกที ดวงตาเรียวเล็กจับจ้องไปยังมาร์โคเจ้าคนโฉดชั่วราวกับจะฆ่าให้ตาย

 

 

ใช่! เธอต้องการฆ่าเขาให้ตาย!

 

 

“ตายซะแก!” ซึลกิหมุนตัวหลบหลีกพวกมัน พร้อมกับชิงดาบจากลูกน้องของมาร์โคแล้วพุ่งเข้าไปประชิดใกล้ตัวเขาในเสี้ยววินาที ทว่าเธอกลับต้องหยุดอยู่เพียงแค่นั้น เมื่อมาร์โคดึงดาบออกมาจากฝักอย่างเชื่องช้า แล้วหันปลายดาบแหลมไปยังลำคอระหงของเจ้าหญิงเวนดี้ที่ถูกอุ้มพาดอยู่บนบ่าของลูกน้องแทน

 

 

“เลือกเอาซะเด็กน้อย ว่าเจ้าต้องการให้เรื่องนี้มันจบลงแบบไหนกันแน่” มาร์โคเหยียดรอยยิ้มเหี้ยม

 

 

“ไอ้มาร์โคแกมันเล ว.. อั่ก!” มาร์โคถือโอกาสที่ซึลกิกำลังชะงักซัดหลังมือเข้าใส่ใบหน้างามจนสลบเหมือดลงกับพื้นอย่างสิ้นท่า

 

 

“ลากมันไปด้วย!

 

 

“เสด็จแม่... เสด็จแม่.. ลูกขอประทานอภัย” เสียงเพ้อละเมอร้องไห้ของคนข้างตัวทำให้ซึลกิได้สติฟื้นขึ้นมาในห้องขังห้องใดห้องนึงในรังโจรของพวกมัน เจ้าหญิงเวนดี้ยังคงดิ้นไปมาราวกับจมอยู่ในฝันร้าย อีกทั้งเม็ดเหงื่อยังผุดพรายตามใบหน้าและลำตัวเต็มไปหมด เมื่อซึลกิแตะสัมผัสไปที่ผิวขาวนวลแล้วก็ต้องผละมือออกอย่างฉับพลันทันทีเพราะเจ้าหล่อนตัวร้อนอย่างกับไฟ มิหนำซ้ำแผลเหวอะหวะที่ข้อเท้ายังระบมจนช้ำม่วงไปหมด

 

 

“เจ้าหญิง... เจ้าหญิงเวนดี้” ซึลกิตบใบหน้าของเจ้าของชื่อเบาๆ แต่เจ้าหล่อนไม่แม้แต่จะไหวติง

 

 

“มีใครอยู่ข้างนอกบ้าง! เฮ้! ได้ยินข้ามั้ย!” ซึลกิพยายามร้องขอความช่วยเหลือทั้งๆ ที่รู้ดีว่าคนพวกนี้คงไม่มีวันมีให้ ดวงตาสีน้ำตาลประกายส้มปราดมองรอบห้องขังอย่างหมดหวัง

 

 

และในวินาทีแห่งความสิ้นหวังนี้เองจู่ๆ เสียงไขกุญแจหน้าห้องขังก็ดังขึ้น ซึลกิจึงรีบวิ่งไปยืนหลบหลังประตูเพื่อลอบทำร้ายคนที่กำลังจะเข้ามาทันที

 

 

เจ้าหญิงไอรีนที่สะกดรอยตามพวกโจรมาเหลือบเห็นเงาตะคุ่มของใครอยู่ด้านหลังประตู ท่าทางเหมือนกำลังจะเข้ามาประทุษร้ายตัวเอง ด้วยสัญชาตญาณจึงเบี่ยงตัวหลบอย่างฉิวเฉียดก่อนจะตาโตอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเจ้าหัวขโมย

 

 

“เจ้า!

 

 

“เจ้าหญิงไอรีน!” ซึลกิร้องออกมาด้วยความตกใจสุดขีด “ข้าขอโทษ เอ่อ.. กราบขอพระอภัย ข้าไม่ได้ตั้งใจ”

 

 

“เจ้าพูดเหมือนเดิมกับข้าก็ได้” เจ้าหญิงไอรีนบอกซึลกิ ก่อนจะรีบรุดเข้าไปหาน้องสาวแฝดที่นอนไม่ได้สติอยู่บนพื้น “เวนดี้.. เวนดี้เจ้าได้ยินพี่มั้ย”

 

 

“เกิดอะไรขึ้นกับน้องสาวข้า” เจ้าหญิงไอรีนหันไปถามซึลกิ

 

 

“ตอนที่เรากำลังหนีพวกโจร เจ้าหญิงเวนดี้เผลอไปเหยียบกับดักสัตว์เข้า แผลที่ข้อเท้าคงระบมอักเสบจนทำให้เจ้าหญิงเป็นไข้”

 

 

“โธ่... เวนดี้” พอได้ยินดังนั้นเจ้าหญิงไอรีนก็รีบร่ายเวทมนตร์รักษาบาดแผลให้น้องสาวฝาแฝดทันที พลังสีขาวสว่างวาบซึมหายลงไปจนกระทั่งบาดแผลสมานกันหายสนิทเป็นปลิดทิ้ง สร้างความประหลาดใจให้กับซึลกิเป็นอย่างยิ่ง แต่เจ้าหญิงเวนดี้ก็ยังไม่รู้สึกตัวเนื่องจากอาการอ่อนเพลียจากการเสียเลือดเป็นอย่างมาก เจ้าหญิงไอรีนจึงค่อยๆ พยุงตัวน้องสาวฝาแฝดขึ้นมา

 

 

“เจ้าหญิงคอยดูลาดเลาข้างนอกนั่นดีกว่า ส่วนเจ้าหญิงเวนดี้ข้าจะเป็นคนอุ้มเอง” ซึลกิรีบเข้ามาช้อนตัวเจ้าหญิงเวนดี้จากเจ้าหญิงไอรีนแล้วอุ้มขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน

 

 

“ขอบใจเจ้ามาก” เจ้าหญิงไอรีนสบลึกเข้าไปในดวงตาขอบอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง

 

 

เมื่อออกมาด้านนอกซึลกิก็ต้องตกตะลึงกับประติมากรรมรูปสลักน้ำแข็งมากมายที่ทั้งยืนนั่งนอนอยู่ในอิริยาบถแตกต่างกัน ไม่เว้นแม้แต่พวกหมาล่าเนื้อในกรงที่ถูกแช่แข็งกันยกฝูง มิน่าล่ะเจ้าหญิงไอรีนถึงได้บุกเข้ามาในรังโจรได้อย่างเงียบเชียบขนาดนี้ ใครจะรู้ว่าเจ้าหญิงที่ดูบอบบางตรงหน้าเธอนั้น แท้จริงแล้วกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยอำนาจและพลังร้ายกาจเหลือล้นจนน่าหวั่นเกรง

 

 

“ข้าจำเป็นต้องทำเพื่อมาช่วยพวกเจ้า” เจ้าหญิงไอรีนรู้ว่าซึลกิกำลังคิดอะไรอยู่ “ไม่ต้องห่วง พวกเขาจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอย่างแน่นอน”

 

 

“ข้าไม่ได้ห่วงเรื่องนั้นหรอก ข้าแค่อยากให้พวกโจรถูกแช่แข็งอย่างนี้ตลอดไปต่างหาก”

 

 

“เกรงว่าพลังข้าคงไม่มากพอที่จะทำอย่างนั้น” เจ้าหญิงไอรีนบอกกับซึลกิก่อนผลักให้เข้ามุมหลบพวกโจรที่กำลังเดินผ่านมาทางนี้ทันที

 

 

แม้จะรู้ดีว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวาน แต่ใบหน้าของเจ้าหญิงไอรีนที่อยู่ห่างแค่ปลายก้อยก็ยังทำให้หัวใจของซึลกิเต้นระรัว และเจ้าหญิงไอรีนที่กำลังจับตามองพวกโจรอยู่ ก็ยังคงไม่รู้ตัวว่าตอนนี้ใบหน้าของตัวเองนั้นอยู่ใกล้กับเจ้าหัวขโมยมากเพียงใด จนกระทั่งดวงพักตร์งดงามหันมาแก้มนวลก็ชนเข้ากับปลายจมูกของคนตัวสูงกว่าเต็มๆ ทำให้ทั้งคู่อึกอักต่างคนต่างทำตัวไม่ถูกทันที

 

 

“พลังข้าเหลือไม่พอจะแช่แข็งคนพวกนั้นได้” เจ้าหญิงไอรีนบอกซึลกิเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกเคอะเขิน และดูเหมือนว่าพวกมันก็รู้แล้วด้วยว่ามีแขกคนพิเศษอย่างเธอมาเยือนรังของพวกมันในค่ำคืนนี้แล้ว

 

 

“มีผู้บุกรุก!!!”

 

 

ทันใดนั้นเสียงตีเหล็กเตือนภัยเรียกระดมพลก็ดังระงมไปทั่ว ช่างเป็นเสียงที่ชวนให้ซึลกิเสียวไส้เสียวสันหลังอะไรอย่างนี้ “ทำยังไงดีเจ้าหญิง”

 

 

“เราไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากหายตัวไปจากที่นี่”

 

 

“แต่ว่าพลังของเจ้าหญิงยังไม่ฟื้นตัวดี” 



“ข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้ามาทิ้งชีวิตไว้ที่นี่หรอก” จบประโยคนั้นเจ้าหญิงไอรีน เจ้าหญิงเวนดี้ และเจ้าหัวขโมยก็หายวับไปก่อนจะมาปรากฏตัวอยู่ที่อีกฟากฝั่งของแม่น้ำตรีศูล ซึ่งเป็นแม่น้ำที่แบ่งอาณาจักรคาร์นกับอาณาจักรมาเดนออกจากกัน แต่มันกลับสร้างความประหลาดใจให้เจ้าหญิงไอรีนผู้งดงามมากกว่า เพราะเธอไม่ได้ต้องการจะหายตัวมาที่นี่ เธอต้องการจะกลับบ้านต่างหาก

 

 

“ทำไมถึงมาโผล่ที่นี่ได้” เจ้าหญิงไอรีนที่แทบจะทรงตัวไม่อยู่แล้วเปรยขึ้นมาด้วยความสงสัย

 

 

“เจ้าหญิง...” ซึลกิที่อุ้มเจ้าหญิงเวนดี้อยู่เรียกเจ้าหญิงไอรีนเสียงเบา

 

 

“ว่าไง”

 

 

“จมูกของเจ้าหญิงมีเลือดไหลออกมา...” แล้วภาพของคนตรงหน้าก็ดับวูบลงในสายตาของเจ้าหญิงไอรีนในทันใด

 

 

เสียงฟืนฟอนปะทุไฟในความมืด น้ำค้างเริ่มโรยตัวลงยังพื้นดิน อากาศเริ่มเย็น แต่หญิงสาวทั้งคู่ยังคงนอนนิ่งไม่ไหวติง มือบางของผู้ไม่หลับใหลจึงปลดผ้าคลุมของตัวเองออกแล้วห่มมอบความอบอุ่นให้สองพี่น้องด้วยความเป็นห่วง ซึลกิพิศมองดวงพักตร์งดงามดั่งเทพีบนสรวงสวรรค์ก่อนบรรจงเช็คคราบเลือดที่ไหลออกมาจากจมูกสวยได้รูปของเจ้าหญิงไอรีนอย่างเบามือ แต่ยิ่งมองเธอก็ยิ่งมีความรู้สึกคุ้นเคยเหมือนเราเคยเจอกันที่ไหนมาก่อนสักแห่งบนโลกใบนี้

 

 

“ที่นี่ที่ไหน” เจ้าหญิงเวนดี้ถามเสียงเบาขณะปรือตาขึ้นมาอย่างช้าๆ จนกระทั่งมองเห็นพี่สาวฝาแฝดนอนอยู่ข้างๆ กัน

 

 

“ถ้าข้าคิดไม่ผิด ที่นี่น่าจะเป็นชายแดนอาณาจักรมาเดน” ซึลกิตอบพลางมองการกระทำของเจ้าหญิงเวนดี้ที่ค่อยๆ ขยับเข้าไปกอดพี่สาวอย่างแปลกใจ ส่วนเจ้าหญิงเวนดี้ที่รู้ตัวว่ามีคนจับตามองตัวเองอยู่ก็ตวัดสายตาดุไปหาจนซึลกิสะดุ้งเฮือก

 

 

“ทำไม? พี่น้องกอดกันไม่ได้หรือไง?” เจ้าหญิงเวนดี้แหวเข้าให้ แต่ว่าซึลกิกลับยิ้มกว้างออกมาพลางส่ายหน้าอย่างระอาใจ พอมีแรงเข้าหน่อยก็กลับมาฤทธิ์เยอะเหมือนเดิม เจ้าหญิงเวนดี้ผู้น่ารักที่ขี่หลังเธอตอนนั้นหายไปไหนเสียแล้ว

 

 

“เปล่า แค่จะบอกว่าที่เจ้าหญิงไอรีนสลบไป คงเป็นเพราะใช้พลังมากไปตอนมาช่วยเจ้าหญิงน่ะ”

 

 

ได้ยินอย่างนั้นเจ้าหญิงเวนดี้ก็ทำหน้าสลดลงทันที พี่ไอรีนเป็นอย่างนี้ตลอดเลย ไม่เคยนึกถึงตัวเอง เอาแต่คิดถึงคนอื่นก่อนเสมอ...

 

 

“เวนดี้..” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยเรียกน้องสาวที่กำลังกอดตัวเองอยู่พร้อมกับลูบผมสีทองสว่างเหมือนตัวเองนั้นเบาๆ

 

 

“พี่ไอรีน” เจ้าหญิงเวนดี้รู้สึกขอบคุณพี่สาวไม่น้อย

 

 

“เจ้าปลอดภัยแล้วนะ” เจ้าหญิงไอรีนบอกพลางขยับตัวลุกขึ้นนั่งพิงหลังกับต้นไม้ “แผลเจ้าหายดีแล้วใช่มั้ย”

 

 

เจ้าหญิงเวนดี้พยักหน้าลงเบาๆ ก่อนโผเข้ากอดพี่สาวด้วยความโหยหา ตอนที่พี่ไอรีนหายไปเธอเป็นห่วงแทบแย่ สมงสมองมันคิดฟุ้งซ่านร้อยแปดพันเก้าไปหมด ถ้าต้องเสียพี่สาวไปเพราะความดื้อรั้นที่แอบหนีออกมาจากวังเพราะเรื่องไร้สาระนั่น เธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปตลอดชีวิต

 

 

“พี่ไอรีน..ข้าอยากกลับบ้าน ข้าคิดถึงเสด็จแม่” เจ้าหญิงเวนดี้พูดเสียงอู้อี้เหมือนคนร้องไห้ขณะซุกหน้าลงบนไหล่ของพี่สาว

 

 

“เรายังกลับบ้านไม่ได้ พวกมันรอเราอยู่ที่ชายแดนคาร์นเต็มไปหมด” เจ้าหญิงไอรีนลูบหลังน้องสาวฝาแฝดปลอบประโลม แล้วเจ้าหญิงเวนดี้ก็ผละตัวออกก่อนเอ่ยถามด้วยสีหน้าคิดไม่ตก

 

 

“แล้วเราจะทำยังไงกันต่อไปดี”

 

 

“พี่จะพาเจ้าไปมาเดนแทน เสด็จป้าเจสสิก้าจะต้องทรงช่วยเราอย่างแน่นอน”

 

 

นัยน์เนตรสีนิลจับจ้องคบไฟของเหล่าทหารที่กำลังจะออกจากวังไปปฏิบัติหน้าที่อย่างไม่วางสายพระเนตร ปีกสีดำใหญ่ราวกับพญาอินทรีกางออกอย่างน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง พระพักตร์สุขุมที่เจ้าหญิงไอรีนถอดแบบความงดงามออกมาพยายามนิ่งสงบเพื่อข่มอารมณ์คุกรุ่นที่ใกล้จะระเบิดออกมาเต็มทีของตัวเอง นี่มันก็สองวันมาแล้วที่ลูกสาวฝาแฝดทั้งสองคนของเธอหายไป มิหนำซ้ำเหตุการณ์นี้ยังเกิดขึ้นในอาณาจักรคาร์นดินแดนที่เป็นขอบเขตอำนาจการปกครองของเธออีกด้วย ถือว่าพวกมันแน่มากเลยทีเดียวที่กล้าลงมือทำเรื่องแบบนี้ใต้จมูกของเธอ

 

 

“องค์ราชินี” ทหารนายหนึ่งถวายคำนับก่อนเอ่ยทูล

 

 

“ว่ามา”

 

 

“บุรุษผู้นั้นรู้สึกตัวแล้วกระหม่อม”

 

 

“ดี!

 

 

ราชินีแทยอนรีบเสด็จผ่านบานพระทวารห้องทรงงานไปยังห้องพักฟื้นของชายคนนั้นทันที ประตูห้องพักที่แง้มน้อยๆ เปิดออกผางด้วยอำนาจเวทมนตร์ทำให้ราชินีทิฟฟานี่ที่อยู่ในห้องนั้นสะดุ้งตกพระทัย ก่อนหันหลังทอดพระเนตรมองคนรักที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องด้วยรังสีแห่งอำนาจ ดวงเนตรสีนิลมองร่างคนเจ็บที่นอนอยู่บนเตียงสีขาวหลังใหญ่อย่างไม่สบอารมณ์

 

 

ทำไมไม่ตายๆ ไปให้สิ้นเรื่องวะไอ้ฮีชอลหัวขโมยตัวพ่อหัวเสียขั้นสุด เขาสบถก่นด่าตัวเองในใจซ้ำไปซ้ำมาประมาณร้อยล้านรอบได้แล้ว

 

 

“แทยอน” ราชินีทิฟฟานี่พยายามดึงแขนห้ามปรามคนรักที่กำลังสาวเท้าเข้าไปใกล้คนเจ็บ

 

 

“เจ้าเป็นใคร กล้าดียังไงถึงทำร้ายลูกสาวข้า” สุรเสียงราบเรียบรับสั่งถามอย่างเยียบเย็น

 

 

“ข้าชื่อฮีชอล ข้าไม่รู้... ว่าเด็กสองคนนั้นเป็นเจ้าหญิง”

 

 

“บังอาจ!” ทหารหัวล้านนายหนึ่งเอ่ยขึ้น “ยังไม่รู้ตัวอีกว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าก็คือสมเด็จพระราชินีทิฟฟานี่และสมเด็จพระราชินีแทยอนผู้เป็นเจ้าของทุกชีวิตในอาณาจักรคาร์น!

 

 

ก็ไม่รู้น่ะสิ ไม่เห็นจะทรงมงกุฎทองกันมาสักพระองค์ฮีชอลได้แต่คิดในใจแค่นั้น แค่นั้นจริงๆ

 

 

“ข้า..” ฮีชอลพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง

 

 

“ยังบังอาจพูดจาภาษาชาวบ้านกับองค์ราชินีอีก!” นายทหารคนเดิมพูดขึ้นอีกครั้ง

 

 

“ไอ้ล้าน! ข้าไม่รู้คำราชาศัพท์!!” ฮีชอลหันไปกระแทกเสียงด่าจนเจ็บแผล ราชินีแทยอนจึงหันไปส่งสายตาให้ว่าไม่เป็นไร

 

 

“สรุปว่าเจ้าลักพาตัวลูกสาวข้าจริงๆ” ราชินีแทยอนทรงเกริ่นขึ้นอีกครั้ง ฮีชอลจึงพยักหน้าตอบ

 

 

“ข้าคิดว่าเจ้าหญิงเป็นลูกคนรวย... เลยจะเรียกค่าไถ่ หวังรวยทางลัด” เสียงขีดเขียนของปากกาขนนกดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อจดทุกคำที่เจ้านักโทษหัวขโมยสารภาพ “แต่จู่ๆ มาร์โคมันก็มาขอซื้อเจ้าหญิงทั้งสองต่อจากข้า มันเสนอราคาซะสูงลิบลิ่ว จนข้าเอะใจไม่ขายเจ้าหญิงให้มัน”

 

 

“เจ้าพูดเหมือนกับว่าเจ้าไม่ได้อยู่ร่วมกองโจรเดียวกับมาร์โค” ราชินีทิฟฟานี่รับสั่งถามอย่างสงสัย

 

 

“แค่เคยอยู่น่ะองค์ราชินี” ฮีชอลหลุบตาลงต่ำ

 

 

“หมายความว่ายังไง” ราชินีแทยอนเริ่มมีน้ำโห

 

 

“ข้าไม่อยากฆ่าคนบริสุทธิ์อีกต่อไปแล้ว เลยออกมาใช้ชีวิตพอเพียงกับลูกสาวบุญธรรม”

 

 

“ไปขโมยของเขามา ตรงไหนที่เรียกว่าพอเพียง” ทหารนายเดิมแย้งขึ้นอย่างอดไม่อยู่ “กระหม่อมจำหน้ามันได้เพราะมันก็เคยมายกเค้าสมบัติที่บ้านกระหม่อมไปเหมือนกัน”

 

 

“เห็นอย่างนี้ข้าก็เลือกขโมยนะโว้ย” ฮีชอลเถียงกลับ “ข้าเลือกขโมยแต่พวกคนทุจริตหรอก ท่านเล่นเรียกเก็บค่าคุ้มครองชาวบ้านซะหมดตัวขนาดนั้น ข้าขโมยเอาไปคืนชาวบ้านบ้างล่ะทำบ่น เงินคนอื่นแท้ๆ โว้ะ!

 

 

แสบ.. มันแสบไม่เบา ทหารรักษาการณ์คนดังกล่าวได้แต่ทำหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันใส่ไอ้ขี้ขโมยอย่างเหลืออด แต่พอหันมาสบสายพระเนตรดุดันจากองค์ราชินีแทยอนใบหน้านั้นก็ถอดสีนิ่งสนิทไปในบัดดล

 

 

เวรตะไล...

 

 

“ท่านไปที่ห้องรอเข้าเฝ้า เรามีเรื่องต้องคุยกัน” ราชินีแทยอนรับสั่งเสียงเย็นจนคนอื่นก็พลอยขนลุกเกรียวไปด้วย นายทหารหัวแห้งแล้งผมจึงเดินคอตกออกนอกห้องไปแต่โดยดี

 

 

“พอเจ้าไม่ขายลูกข้าให้มัน ก็เลยถูกมันซ้อมปางตาย?” ฮีชอลส่ายหน้ากับรับสั่งขององค์ราชินี

 

 

“เป็นเพราะเจ้าหญิงหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ข้าคิดว่าไอ้ลูกทึ่มของข้าคงจะไปช่วยไว้ก่อน พอมันโมโหหาใครไม่เจอมันก็เลยมาลงที่ข้า”

 

 

“ไม่มีเหตุผลเลย ทำไมโจรพวกนั้นถึงอยากฆ่าลูกสาวของเรา” ราชินีทิฟฟานี่รับสั่งอย่างไม่เข้าพระทัย

 

 

“เพราะมันเกลียดท่านที่มีสายเลือดปีศาจ ปีศาจที่ทำให้โจรพวกนั้นต้องสูญเสียคนที่รักไปตลอดกาล” ฮีชอลตอบเสียงกระมิดกระเมี้ยน เนื่องด้วยเกรงกลัวว่าราชินีปีศาจตรงหน้าจะเข้ามาบีบคอตัวเองโทษฐานพูดจาตรงเผงเกินไป

 

 

“บอกข้ามาว่ารังของพวกมันอยู่ที่ไหน” ราชินีแทยอนก้าวเข้าไปใกล้จนฮีชอลแทบหยุดหายใจ ต้องรีบคายข้อมูลทุกอย่างที่รู้ออกมาอย่างรวดเร็วทันที

 

 

“ข้าไม่แน่ใจนะว่าพวกมันจะยังอยู่ที่เดิมกันหรือเปล่า ที่กบดานล่าสุดของพวกมันอยู่เกือบใต้สุดชายแดนคาร์น ไม่ใกล้ไม่ไกลไปจากแม่น้ำตรีศูลสักเท่าไหร่ ขี่ม้าไปอย่างเร็วสุดก็น่าจะใช้เวลาประมาณสามวัน”

 

 

“ไม่จำเป็นต้องใช้ม้าหรอก” ราชินีแทยอนรับสั่งอย่างเด็ดเดี่ยวพลางเสด็จตรงไปยังระเบียงห้อง

 

 

“แทยอน เจ้าจะไปคนเดียวอย่างนั้นหรือ?” ราชินีทิฟฟานี่ดึงแขนคนรักที่กำลังลอยตัวอยู่เหนือพื้นเอาไว้ “มันอันตรายนะ”

 

 

“อันตรายกว่านี้ก็เจอมาแล้ว” ราชินีแทยอนประคองใบหน้านวลของคนรักแล้วมอบจุมพิตลงบนหน้าผากอย่างอ่อนโยน

 

 

“เจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะพาลูกๆ กลับมาให้ได้”



 

 

           

 

______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

ฮรือ อิจฉาาาา ทำไมกิมันเนื้อหอมจัง

ใช้น้ำมันพรายพรมตัวแทนน้ำหอมหรอคะเสน่ห์แรงเหลือเกิน

ที่จริงจะบอกมาหลายตอนแล้วค่ะ ว่ากิอายุน้อยกว่าสองแฝดหนึ่งปีฝ่าๆ แต่ลืม55

ว่าแต่รีดเดอร์ชอบเคมีคู่ไหนมากกว่ากันคะ ส่วนตัวเค้าชอบกิตอนอยู่กับวาน

ให้ความรู้สึกแบบรักนะแต่ไม่แสดงออก แต่ลึกๆก็เชียร์ให้กิได้กับพิเบ วรั้ยย

และที่สำคัญขุ่นพ่อฮีชอลยังไม่ตายยยย ไม่รู้จะดีใจหรือจะสงสารดี555

ตอนหน้า ’เด็จแม่แทยอนจะออกโรงแล้วนะคะ งานนี้มีเละกันไปข้างแน่นอน

ปล1.ยุนอาเป็นน้องสาวร่วมสาบานของยูรินะคะ ดังนั้นยุนอาไม่ใช่น้าแท้ๆของยัยหนูเน้อ

ปล2.คู่โลลิน้าหลานเค้าแค่นอนด้วยกันเฉยๆ ยังไม่กินตับกันนะคะ อย่าคิดอกุศลล่ะ ฮ่าๆๆ

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~

***อ่านแล้วชอบ อ่านแล้วรัก อย่าลืมคอมเม้นต์ให้กำลังใจกันด้วยนะคะ***

 

 


 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

196 ความคิดเห็น

  1. #47 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 19 กันยายน 2560 / 07:17
    แทยอนออกโรงเองเลย คงได้ตายดีกันหรอก. ซึลรีนนะดีแล้ว อย่าให้มันเป็นรักสามเศร้าเลย. ไรท์ได้โปรดหาคู่ให้วานด้วยยยย !!
    #47
    0
  2. #46 Taenyisrealpk (@Taenyisrealpk) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 14 กันยายน 2560 / 00:29
    แทยอนจะออกโรงแล้ว ปูเสื่อรอค่ะ #ราชินีปีศาจ 555
    เราชอบซึลรีนมากกว่านะ แต่ซึลวานก็น่ารัก ถ้าจะให้ดีอย่ามีเลยรักสามเศร้า มันปวดตับบบบบ 😅
    คู่แม่ๆก็น่ารักเสมอต้นเสมอปลาย อยากให้ไรท์เน้นคู่แม่ๆด้วย (ความชอบส่วนตัว 555)
    เป็นกำลังใจให้ไรท์นะคะ สู้ๆ 
    ปล. ชอบภาษาที่ไรท์ใช้มากเลยค่ะ อ่านได้ต่อเนื่องไม่สะดุดเลย 😄
    #46
    0
  3. #44 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 16:02
    รอเด็จแม่แทยอนบู๊ค่ะ รีบๆมาต่อน้าาาาา
    #44
    0
  4. #43 puppygg (@puppygg) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 13 กันยายน 2560 / 06:17
    ???????????????????????????เลีฟยูค่ะไรท์...รอค่าาา~ >///< ปล.ชอบ ซึลวาน นะคะ \^0^/
    #43
    0
  5. #42 BKMan (@BKMan) (จากตอนที่ 8)
    วันที่ 12 กันยายน 2560 / 23:17
    โหยยยลุ้นมากค่าาา
    สู้ๆนะคะ
    #42
    0