[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 4 : ▶GEMINI || Chapter 3 : หัวขโมย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 384
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    28 มี.ค. 61

GEMINI || Chapter 3 หัวขโมย

  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

หัวขโมย

 


 

เจ้าหญิงเยริเกลียดบรรยากาศในโรงอาหารทั้งสามเวลาเช้า กลางวัน และเย็นเป็นที่สุด เพราะนอกจากจะต้องนั่งกินข้าวคนเดียวแล้ว ยังมีเสียงนกเสียงกาเล็ดลอดมากระแทกหูเธอได้ทุกวินาที มีแต่คนคิดว่าการที่เธอสามารถเข้าเรียนที่ลากราเซียกลางครันได้เพราะว่าเธอเป็นเด็กเส้น บางคนก็บอกว่าเธอไม่ได้รับจดหมายจากโรงเรียนเลยด้วยซ้ำ แต่ที่บ้านยัดเงินใต้โต๊ะเธอก็เลยเข้ามาเรียนที่นี่ได้ สติค่ะสังคม ไม่ทราบว่าเป็นญาติฝ่ายไหนของเธอเนี่ย ทำไมถึงได้ทำเป็นรู้ดีไปเสียหมดทุกเรื่อง

 

 

“เพลงดาบก็แย่เวทมนตร์ก็ไม่เอาไหน เด็กเส้นชัดๆ” เสียงหนึ่งดังขึ้น

 

 

“ไม่น่าเชื่อว่าลากราเซียจะรับคนไร้คุณภาพเข้ามาเรียนได้ แย่จริงๆ” เพราะฉะนั้นเสียงที่สองเลยดังขึ้นมาสมทบ

 

 

“หรือจะเป็นเจ้าหญิงจากมาเดน ข้าได้ยินแว่วๆ ว่าปีนี้เจ้าหญิงอะไรนั่นอายุครบเกณฑ์พอดี” เสียงที่สามคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ แต่ก็มีเสียงหนึ่งแย้งขึ้นมาเบี่ยงเบนความคิดนั้นออกไปก่อน

 

 

“ที่ว่าเป็นเจ้าหญิงจากมาเดนไม่ใช่คนที่หน้าจิกๆ ปีสองหรอกหรอ”

 

 

“ข่าวลือพวกนั้นถูกปล่อยออกมาแทบทุกปี มาเดนน่ะหวงเจ้าหญิงจะตาย ไม่มีทางปล่อยให้มาเรียนกับพวกเราหรอก”

 

 

“ไม่รู้ล่ะ จะเป็นใครก็ช่าง แต่มาทำให้ปราสาทวิสเทอเรียของเราเสื่อมเสียชื่อเสียงแบบนี้ข้ายอมไม่ได้”

 

 

“ข้าก็ไม่ยอมเหมือนกัน!

 

 

ไม่กี่อึดใจเสียงช้อนส้อมก็ถูกวางกระแทกโต๊ะดังลั่นจนทุกคนหันมามองเป็นตาเดียว ดวงตาสีน้ำตาลทรงอำนาจถอดมาจากผู้เป็นแม่จิกจ้องมองพวกปากปีจอทั้งหลายเรียงตัวแบบไม่วางตา ก่อนที่ผ้าคลุมไหล่สีน้ำเงินขลิบทองอันเป็นเครื่องแบบของนักเรียนปราสาทวิสเทอเรียจะถูกสะบัดออกไปยังด้านหลังอย่างแรง พร้อมกับเจ้าตัวที่ลุกขึ้นเดินก้มหน้าก้มตาออกไปจากห้องโรงอาหารอย่างหมดความอดทน แต่แล้ว...

 

 

“โอ๊ะ!” เนื่องจากมัวแต่เดินก้มหน้าก้มตาพอถึงประตูหน้าโรงอาหาร เจ้าหญิงเยริเลยเดินชนกับคนที่กำลังหอบหนังสือกองใหญ่เข้ามาในห้องอย่างจัง หนังสือที่อีกฝ่ายหอบอยู่จึงร่วงลงพื้นเต็มไปหมด เจ้าหญิงน้อยผู้มีชนักความผิดติดหลังจึงหน้าซีดเหงื่อตกพลั่กๆ ทันที

 

 

“เจ้าเป็นอะไรมั้ย” ตัวเองเป็นฝ่ายถูกชนก่อนแท้ๆ แต่ก็ยังเอ่ยปากถามก่อนด้วยความหวังดี เจ้าหญิงเยริคิดพร้อมกับเงยหน้ามองคนตัวสูงผู้สวมเครื่องแบบชุดนักเรียนสีเขียวเข้มของหอคอยลาเวนด์อย่างแปลกใจ แต่พอได้สบตามองกับอีกฝ่ายแล้วก็ต้องยิ่งแปลกใจและประหลาดใจมากขึ้นกว่าเดิม เพราะเค้าเอาแต่ส่งยิ้มให้เธอไม่หยุด

 

 

เส้นผมสั้นประบ่าสีน้ำตาลประกายสีแดงเพลิงนิดๆ กับดวงตาจิกๆ และเรียวปากที่เผยอขึ้นหน่อยๆ ทำให้ใบหน้าเชิดหยิ่งดูร้ายกาจขึ้นไปอีก แต่เพราะรอยยิ้มสดใสนั้นจากที่จะกลายเป็นคนร้ายกาจเข้าถึงยาก อีกฝ่ายเลยกลายเป็นคนที่เจ้าหญิงเยริรู้สึกถูกชะตาและอยากรู้จักคบค้าสมาคมขึ้นมาเลยทีเดียว

 

 

“ข้าไม่เป็นอะไร แล้วเจ้าล่ะเจ็บตรงไหนหรือเปล่า” เจ้าหญิงเยริเอ่ยถามพร้อมกับย่อตัวลงช่วยอีกฝ่ายเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่เต็มพื้น ก่อนจะเลิกคิ้วแปลกใจอีกเมื่อพบว่าหนังสือส่วนใหญ่ที่อีกฝ่ายถือมาเป็นหนังสือเกี่ยวกับเวทมนตร์ย้อนเวลา...

 

 

ดวงตากลมโตจึงเหลือบมองตราสัญลักษณ์ของพวกลาเวนด์ที่อกของอีกฝ่ายถึงได้รู้ว่าเค้าเป็นเพียงนักเรียนชั้นปีที่สองเองเท่านั้น

 

 

แล้วเค้าจะอยากรู้เวทมนตร์พวกนี้ไปเพื่ออะไรกัน?

 

 

“ข้าสบายดี ขอบใจนะ”

 

 

“ขอโทษนะที่ข้าเดินไม่ระวัง” หลังจากเก็บหนังสือส่งคืนให้ เจ้าหญิงเยริก็ทำคิ้วตกน่าสงสารจนอีกฝ่ายหัวเราะเสียงเบา

 

 

“ไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไรจริงๆ ไม่ต้องรู้สึกผิดนะ เอานิทานมั้ย อ่ะ ข้าให้เจ้าเอาไปอ่านเล่น ข้าไปล่ะ เดี๋ยวอาหารหมดก่อนล่ะแย่เลย” ไม่ทันที่เจ้าหญิงเยริจะได้พูดอะไรหนังสือนิทานเล่มเล็กก็ถูกยัดใส่มือ ก่อนที่อีกฝ่ายจะเดินตรงเข้าไปในโรงอาหารอย่างรีบร้อน ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มบางๆ ที่ฉายชัดบนใบหน้างดงามของราชนิกุลผู้สูงศักดิ์แห่งมาเดนที่กำลังก้มลงอ่านชื่อเรื่องนิทานที่เพิ่งได้รับมา ซึ่งเธออ่านมาเป็นร้อยรอบพันรอบจนขึ้นใจหมดแล้ว

 

 

“ปาฏิหาริย์และดาบแห่งแสง...”

 

 

อ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ในห้องน้ำปราสาทวิสเทอเรียชั้นเจ็ดเจิ่งนองไปด้วยน้ำสีดำอันเป็นสีที่หลุดจากเส้นผมของเจ้าหญิงเยริจนทิ้งคราบบนพื้นไว้เป็นจุดๆ ซึ่งมันก็ไม่ได้ทำให้เจ้าหญิงเยริกลัวว่าจะมีคนเข้ามาเห็นเส้นผมสีทองที่แท้จริงของตัวเองในตอนนี้เลยสักนิด เพราะห้องน้ำรวมชั้นเจ็ดเหมือนจะร้างผู้คนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หลังจากถ่ายน้ำสีดำออกจากอ่างแล้ว เจ้าหญิงเยริก็เปิดน้ำออกมาอีกครั้งจนเต็มอ่างก่อนจะพักผ่อนสายตาแล้วดำดิ่งลงใต้อ่างน้ำไปชั่วขณะ ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า ทุกครั้งที่เธอรู้สึกไม่สบายกายไม่สบายใจ พอได้ลงแช่ตัวในน้ำแบบนี้แล้วเธอจะรู้สึกผ่อนคลายเหมือนได้เติมพลังยังไงยังงั้น

 

 

ฉับพลันภาพของท่านน้ายุนอาก็ฉายชัดในหัวของเจ้าหญิงน้อย ตั้งแต่เธอมาที่นี่เธอยังไม่ได้พบท่านน้าเลยสักครั้ง พยายามคิดว่าท่านน้าอาจติดธุระอยู่เลยมาหาเธอไม่ได้ แต่มันก็อดคิดมากไม่ได้ว่าท่านน้ากำลังเป็นอะไรอยู่หรือเปล่า หรือว่าเธอทำอะไรผิดไปท่านน้าจึงไม่มาหาเธอ ป่วยการจะคิดหาสาเหตุ เจ้าหญิงเยริจึงปล่อยให้ตัวเองหลับใหลลงไปใต้น้ำอย่างที่คนธรรมดาทั่วไปคงไม่ทำกันแน่ๆ แต่ทันใดนั้นสิ่งที่เจ้าหญิงเยริไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น

 

 

ซอฮยอน!” เสียงเพรียกหาดังขึ้นเหนือผืนน้ำพร้อมกับตัวของเธอที่พยายามกระเสือกกระสนแหวกว่ายตะกายไปบนผิวน้ำแต่ก็ไม่สำเร็จ เธอค่อยๆ จมดิ่งลงไปใต้น้ำราวกับว่าถูกบางสิ่งบางอย่างกำลังลากลงไปโดยที่เธอไม่สามารถขัดขืนได้เลย

 

 

“ซอฮยอน!” ทำไมผู้คนข้างบนนั่นถึงเรียกเธอด้วยชื่อแบบนั้น เจ้าหญิงเยริพยายามลืมตาขึ้นในน้ำแต่ก็ยากลำบากเหลือเกิน อีกทั้งลมหายใจยังค่อยๆ หายไปจากปอดเรื่อยๆ แล้วทันใดนั้นเธอก็เห็นเงาเลือนลางของใครคนนึงยืนอยู่เหนืออ่างน้ำ ก่อนที่เค้าคนนั้นจะรีบกระโดดลงมา แล้วภาพทุกอย่างก็ดับวูบไปหมด

 

 

ท่านน้ายุนอา... ท่านน้ายุนอาใช่มั้ย...

 

                                                         

ตื่นสิ ตื่น เจ้าได้ยินข้ามั้ย” เรือนร่างเปลือยเปล่าของผู้เคราะห์ร้ายไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกวูบไหว เท่ากับการได้เห็นสร้อยตรารัชทายาทที่ห้อยอยู่ที่คอของเจ้าหล่อนแต่อย่างใด

 

 

“สร้อยตรารัชทายาท... หมายความว่า...” ดวงตาสีเพลิงสั่นระริก ก่อนจะระลึกขึ้นได้ว่าไม่ว่าคนตรงหน้าจะเป็นใครก็แล้วแต่ เธอต้องรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีของเค้าให้มากที่สุด ผ้าคลุมไหล่สีเขียวเข้มผืนใหญ่จึงถูกปลดมาคลุมตัวให้ความอบอุ่นและปิดบังเรือนร่าง ก่อนที่เสียงร้องเรียกจะดังขึ้นพร้อมกับแรงตบเบาๆ ที่ใบหน้านิ่งสงบ พอไม่เห็นว่าเจ้าหล่อนจะฟื้นขึ้นมา จึงตัดสินใจผายปอดมอบลมหายใจให้อีกฝ่ายอย่างสุดความสามารถ

 

 

“ตื่นสิ เร็วเข้า”

 

 

“แค่กๆ แค่กๆ” เจ้าหญิงเยริสำลักน้ำอย่างหนักหน่วง ซ้ำยังรู้สึกแสบจมูกแสบคอไปหมด แต่พอลืมตาขึ้นมาก็รู้สึกเสียใจไม่น้อยที่คนตรงหน้าไม่ใช่ท่านน้ายุนอา แต่เป็นผู้หญิงคนที่เธอเดินชนที่หน้าโรงอาหารเมื่อตอนเย็น เค้าเป็นคนของหอคอยลาเวนด์นี่ เค้าเข้ามาในปราสาทวิสเทอเรียได้ยังไงกัน!

 

 

“จะ.. เจ้าเข้ามาที่นี่ได้ยังไง!

 

 

“แล้วกัน ข้าก็มาประสานงานกับพวกวิสเทอเรียน่ะสิ แล้วนี่เจ้าทำอะไร ฆ่าตัวตายอยู่หรอ” อีกฝ่ายถามทั้งที่ยังคงประคองตัวเธออยู่อย่างนั้น เจ้าหญิงเยริเลยรีบผละตัวออกด้วยความอับอายเพราะเพิ่งรู้ว่าสภาพตัวเองในตอนนี้มันโป๊เปลือยและล่อแหลมมากแค่ไหน

 

 

“ข้าแค่เผลอหลับ...” เจ้าหญิงเยริตอบเสียงอ่อย

 

 

“ทีหลังก็อย่าเผลอหลับตอนอาบน้ำอีกรู้มั้ย ถ้าข้าไม่ผ่านมาพอดีเจ้าคงแย่” น้ำเสียงเหมือนจะตำหนิแต่อีกฝ่ายกลับลูบหัวปลอบประโลมอย่างอ่อนโยน “เจ้าย้อมผมหรอ... ถึงว่าห้องน้ำถึงได้เลอะเทอะไปหมด”

 

 

“ขอบใจนะที่ช่วยข้าไว้ แต่เจ้าอย่าบอกใครได้มั้ย”

 

 

“เรื่องที่เจ้าผมทองน่ะหรอ” อีกฝ่ายถามเกริ่นขึ้นมา เจ้าหญิงเยริเลยพยักหน้าตอบเบาๆ “ข้าไม่บอกใครหรอก ...รวมถึงเรื่องที่เจ้าเป็นเจ้าหญิงจากมาเดนด้วย”

 

 

“เจ้ารู้ได้ยังไง?!!!” เจ้าหญิงเยริตาโตเท่าไข่ห่านทันที ก่อนจะรีบเสแสร้งหน้าตายทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วร้องเสียงหลง “บ้า! ไปเอาอะไรมาพูด เจ้าหญิงก็ต้องอยู่ในวังอยู่ในปราสาทคอยให้คนปรนนิบัติรับใช้สิ จะออกมาทำให้ตัวเองลำบากลำบนข้างนอกทำไมกัน จริงมั้ย”

 

 

อีกฝ่ายทำเพียงพยักหน้าหงึกๆ ด้วยสีหน้าราบเรียบกับคำแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ ของเจ้าหญิงน้อยผู้อ่อนต่อโลก จับได้คาหนังคาเขาขนาดนี้แล้วยังจะแถจนสีข้างถลอกปอกเปิกอีก อันที่จริงเธอก็ไม่รู้หรอกว่าเจ้าหญิงมาเดนจะมาเรียนที่ลากราเซียในปีนี้ เพราะข่าวเรื่องบรรดาเจ้าหญิงจะมาเรียนที่ลา กราเซียถูกปล่อยออกมาอย่างนี้มาได้สักประมาณห้าหกปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เจ้าหญิงแฝดแห่งคาร์นอายุครบเกณฑ์เข้าเรียนแต่สุดท้ายก็ไม่ได้มาเรียนที่นี่สักคน จนช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ที่ข่าวลือข่าวลวงกระพือกันให้พรึ่บพรั่บ ว่ามีเจ้าหญิงจากมาเดนมาเรียนที่ลากราเซีย ไม่มีใครรู้ว่าคนไหนเป็นเจ้าหญิงตัวจริง เพราะเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าหญิงแห่งมาเดนดูจะเป็นความลับไปเสียหมดตั้งแต่เรื่องปีเกิด หน้าตา สีผม รวมถึงบุคลิกนิสัย ก็เลยมีแต่คนคิดว่าแม่สาวหน้าหยิ่ง เจนนี่ จากปราสาทวิสเทอเรียปีสองนั่นเป็นเจ้าหญิงจากมาเดน ซึ่งเธอรู้อยู่แล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เจ้าหล่อนน่ะดูวัลลาบีเหลือเกิน

 

 

“นี่... อย่าเงียบไปสิ” เจ้าหญิงผู้พยายามทำให้ตัวเองไม่เป็นเจ้าหญิงเอ่ยเสียงเบาหวิว และเพราะเสียงเรียกนั้น ดวงตาสีเพลิงของอีกฝ่ายจึงหลุดจากภวังค์ความคิดก่อนจะตวัดมาหาให้สะดุ้งเฮือกเล่นๆ

 

 

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าจะอธิบายสร้อยตรารัชทายาทที่ห้อยอยู่บนคอของเจ้าว่ายังไง จับฉลากได้? หรือว่าไปวิ่งราวฉกมาจากพระศอของเจ้าหญิงแห่งมาเดน?” พอถูกต้อนเข้าเรื่อยๆ เจ้าหญิงคนเก่งก็หาทางหนีทีไล่ไปต่อแทบไม่ถูก ได้แต่ทำหน้าเงอะงะอยู่อย่างนั้น

 

 

“จะ.. เจ้าน่ะพูดไม่รู้เรื่อง สร้อยเส้นนี้แม่ข้าให้มาตั้งแต่ข้าเป็นเด็กๆ แล้ว” น้ำเสียงก็แสนจะตะกุกตะกัก อีกทั้งหน้าตาก็ดูมีพิรุธเหลือเกิน โกหกไม่เนียนเลยนะน้องหนู

 

 

“ก็แหงล่ะสิ สมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดน คงไม่พระราชทานสร้อยตรารัชทายาทเส้นนี้ให้เด็กที่ไหนหรอก นอกเสียจากเจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดน ผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจและเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวของพระองค์กับท่านราชองครักษ์ยูริ ผู้ครอบครองคันธนูแห่งสายลมหนึ่งในสมบัติทั้งสี่ของพวกภูต”

 

 

พอได้ฟังอีกฝ่ายร่ายประวัติโดยคร่าวๆ ของครอบครัวตัวเองออกมายาวเหยียด เจ้าหญิงเยริก็ได้แต่อ้าปากกว้างทำตาโตจนแทบจะถลนออกมาอยู่อย่างนั้น แต่มันช่างดูน่ารักและน่าตลกในสายตาของคนมองเหลือเกิน

 

 

“นี่เจ้าเป็นใครกันแน่เนี่ย ทำไมถึงได้รู้ลึกรู้ดีเรื่องครอบครัวของข้าไปซะทั้งหมดแบบนี้” ในที่สุดเจ้าหญิงเยริก็ยอมรับออกมา รอยยิ้มเจ้าเล่ห์จึงกระตุกขึ้นเบาๆ ที่มุมปากรูปกระจับของอีกฝ่าย

 

 

“ข้าหรอ? ข้าชื่อจอย ยินดีที่ได้พบกันเจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดน”

 

 

ปากกาขนนกถูกยกขึ้นจุ่มน้ำหมึกสีดำแล้วขีดเขียนลงไปบนแผ่นกระดาษด้วยความบรรจง ไม่เพียงเท่านั้นเจ้าหญิงไอรีนยังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่กับตัวเองราวกับกำลังเขียนจดหมายรักอยู่ยังไงยังงั้น แต่แท้จริงแล้วเจ้าฟ้าหญิงพระองค์โตแห่งอาณาคาร์นกำลังเขียนจดหมายตอบกลับน้องสาวตัวน้อยอย่างเจ้าหญิงเยริอยู่ต่างหาก เจอกันครั้งก่อนนู้นเยริน้อยยังยืนกรานเถียงเสด็จป้าเจสสิก้าหัวชนฝาอยู่เลยว่าไม่อยากไปลากราเซีย แล้วจู่ๆ ทำไมถึงจับพลัดจับผลูได้ไปเรียนที่นั่นก็ไม่รู้ แต่พอได้อ่านจดหมายฉบับก่อนๆ เธอถึงได้เข้าใจน้องน้อยคนนี้ทันที เพราะอะไรน่ะหรอเพราะท่านน้ายุนอาเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่นน่ะสิ

 

 

เป้าหมายมีไว้พุ่งชนจริงๆ น้องสาวเธอคนนี้ร้ายไม่เบาเลย

 

 

แต่พอได้ไปเรียนที่นั่นแล้วก็ดูจะเป็นปัญหาใหญ่กับเยริอยู่ไม่น้อย ทั้งเรื่องเพื่อน การเรียน ไหนจะที่หลับที่นอนที่เยริยังคงปรับตัวไม่ได้ แต่ก็ไม่กล้าบอกปัญหาพวกนี้กับที่บ้านด้วยกลัวว่าจะถูกเรียกตัวกลับ เธอไม่รู้ว่าที่นั่นเป็นยังไงแต่คืนแรกที่ไปที่นั่นเยริแทบไม่ได้นอนเลยเพราะเป็นผื่นแพ้ไปทั้งตัว แถมคำว่าปราสาทผีสิงที่น้องสาวเขียนมาในจดหมายก็ทำให้เธอตกใจและกังวลอยู่ไม่น้อย เธอเลยเอาเรื่องนี้ไปบอกเสด็จแม่แทยอน ปรากฏว่าไม่กี่สัปดาห์ต่อมาโรงเรียนจอมเวทลากราเซียเลยถูกบูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ยกใหญ่ ด้วยงบประมาณอันมากมายมหาศาลจากศิษย์เก่าผู้ไม่หวังออกนาม

 

 

... เยริจะรู้ตัวบ้างมั้ยว่าตัวเองเป็นที่รักของทุกคนแค่ไหน ...

 

 

แล้วเธอล่ะ เมื่อไหร่จะมีคนในหัวใจเหมือนเยริบ้างสักที เธออยากรู้ว่าตอนที่เรามีความรู้สึกรักใครสักคนมันเป็นยังไง มันจะวูบๆ หวิวๆ เหมือนมีผีเสื้อพันๆ ตัวบินอยู่ในท้อง หรือมันจะเหมือนความรักที่เรามีให้คนในครอบครัวของหรือเปล่า แต่คิดแล้วก็ตลกดี ตอนนี้เธอกับเวนดี้ก็อายุเท่ากับตอนที่เสด็จแม่ทั้งสองพระองค์มีเธอทั้งสองคนแล้ว แต่เธอยังไม่มีวี่แววว่าจะมีเรื่องรักๆ ใคร่ๆ กับใครที่ไหนเลย เห็นทีคาร์นคงจะตกที่นั่งลำบากเรื่องรัชทายาทรุ่นต่อไปเสียแล้วล่ะมั้ง ส่วนเวนดี้ก็...

 

 

“ฮั่นแน่! ทำเป็นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขียนจดหมายรักหาใครอยู่หรือไงพี่ไอรีน” จู่ๆ เจ้าเวนดี้ตัวแสบก็โผล่หน้าขึ้นมาจากโต๊ะฝั่งตรงข้ามเล่นเอาเธอตกใจสะดุ้งเฮือกจนเกือบจะฟาดป๊าบเข้าให้แล้ว

 

 

“อย่ายุ่งน่า” เจ้าหญิงไอรีนขมวดคิ้วพร้อมกับยกมือปิดเนื้อความในจดหมายแกล้งทำเพลียจิตเพลียใจแม่น้องสาวตัวแสบไปงั้น เจ้าหญิงเวนดี้เลยยิ่งอยากรู้อยากเห็นเข้าไปใหญ่ เลยยกมือพี่สาวฝาแฝดออกมาแล้วฉกจดหมายฉบับนั้นมาไว้ในมือตัวเองจนได้

 

 

“ฮ่า! ยึดของกลางได้แล้ว เสด็จแม่! พี่ไอรีนเขียนจดหมายรักหาใครก็ไม่รู้ด้วยแหละเพคะ เสด็จแม่!

 

 

“เวนดี้! เวนดี้! อย่าเสียงดังไป นั่นจดหมายถึงน้องเยริ

 

 

“ไม่เชื่อหรอก แบร่” ไม่ว่าเปล่าเจ้าน้องสาวฝาแฝดตัวแสบยังหันมาแลบลิ้นปลิ้นตาใส่ได้อย่างน่าหมั่นไส้อีก

 

 

“โธ่... เอามานี่นะเวนดี้”

 

 

“อยากได้ก็ตามมาเอาเองสิ”

 

 

แล้วหลังจากนั้นสองพี่น้องฝาแฝดก็วิ่งไล่จับกันทั่วปราสาทราวกับกลายเป็นเด็กๆ อีกครั้ง และตอนนี้เองที่เจ้าหญิงไอรีนได้รู้ว่าที่ตัวเองและน้องสาวยังไม่มีใครในหัวใจนั้นไม่ใช่เรื่องผิดปกติ แต่ต้นเหตุมันเป็นเพราะเราทั้งสองคนยังเล่นกันเป็นเด็กกะโปโลแบบนี้นี่ไง และกว่าเจ้าหญิงไอรีนจะวิ่งตามเอาจดหมายคืนมาได้ก็แทบแย่ สุดท้ายเจ้าหญิงไอรีนเลยได้แต่นั่งหอบแฮกๆ อยู่ในอุทยานข้างปราสาท โดยมีเจ้าหญิงเวนดี้นั่งพิงไหล่ผู้เป็นพี่สาวอย่างหมดเรี่ยวหมดแรงอยู่อีกที

 

 

“วันนี้อากาศดีจัง” เจ้าหญิงไอรีนเปรยขึ้นมา

 

 

“งั้นเราออกไปเดินเล่นนอกวังกันป่ะพี่ไอรีน” เจ้าหญิงเวนดี้หันหน้ามาถามพี่สาวอย่างมีความหวัง

 

 

“แต่วันนี้เสด็จแม่ทิฟฟานี่คงไม่มีเวลาว่างพาเราออกไป พี่เองก็...” ไม่ทันพูดจบเวนดี้ก็แทรกขึ้นมาก่อน

 

 

“เราแอบออกไปกันเองก็ได้นี่นา นี่เราอายุยี่สิบแล้วนะพี่ไอรีน เราโตแล้ว เราดูแลตัวเองได้แล้ว” เจ้าหญิงเวนดี้เน้นย้ำชัดถ้อยชัดคำ แต่ทว่าผู้เป็นพี่สาวกลับไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่

 

 

“พี่ไม่ว่าง”

 

 

“พี่ไอรีนทำตัวให้ไม่ว่างเองทั้งนั้น ปัญหาพวกนั้นมันก็อยู่ของมันดีๆ พี่ก็หาเรื่องไปเอามันมาคิดไปเอามันมาทำให้ชีวิตยุ่งยาก” เจ้าหญิงเวนดี้ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่สาวฝาแฝดของเธอต้องเรียนรู้งานบ้านเมืองนู่นนี่นั่นไปหมด

 

 

“พี่ทำอย่างกับว่าจะขึ้นครองราชย์แทนเสด็จแม่เร็วๆ นี้เลย ลืมไปแล้วหรือไงว่าเสด็จแม่แทยอนทรงมีอายุขัยตั้งเป็นร้อยๆ ปีนู่น แล้วอีกอย่างพี่ก็ยังไม่ได้ถูกแต่งตั้งเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทด้วย ทำวุ่นวายไปได้น่า”

 

 

“แต่เราเป็นเจ้าหญิงนะเวนดี้ ปัญหาของประชาชนเป็นหน้าที่ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เราต้องรีบแก้ไขจะมัวทำนิ่งเฉยไม่ได้ เจ้าเองก็เหมือนกันควรจะเรียนรู้งานตรงนี้ไว้ตั้งแต่เนิ่นๆ เสด็จแม่คงไม่อยู่ค้ำฟ้ากับพวกเราไปตลอดหรอก หรือแม้แต่ตัวพี่เองก็เถอะ...” คำพูดของพี่สาวฝาแฝดทำให้เจ้าหญิงเวนดี้รู้สึกโหวงๆ ในใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน

 

 

“ทำไมพี่ไอรีนพูดอะไรน่ากลัวออกมาอย่างนั้นล่ะ” พอเห็นน้องสาวทำหน้าหวั่นใจ เจ้าหญิงไอรีนก็หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางสบายๆ ว่า

 

 

“เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดาที่ชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน มันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหรอกเวนดี้”

 

 

“ไม่เอาด้วยแล้ว ยิ่งคุยกับพี่ยิ่งไม่รู้เรื่อง” เจ้าหญิงเวนดี้ลุกขึ้นยืนกอดอกอย่างเอาแต่ใจ ก่อนจะหันหลังมากึ่งถามกึ่งอ้อนพี่สาวอีกที “แต่ถ้าชีวิตคนเรามันไม่แน่นอน งั้นเราออกไปเล่นข้างนอกกันดีมั้ย”

 

 

“วกกลับมาเรื่องนี้อีกจนได้” เจ้าหญิงไอรีนถอนหายใจยาว

 

 

“แค่ครั้งเดียวเองไม่เป็นไรหรอกน่า”

 

 

“เจ้านี่มันจริงๆ เลย” เจ้าหญิงไอรีนได้แต่ส่ายหน้าไปมากับความช่างตื๊อช่างอ้อนของน้องสาวฝาแฝด เฮ้อ... เธอจะยอมยกธงขาวให้อีกครั้งก็ได้

 

 

“ไปก็ไป แต่ครั้งเดียวเท่านั้น เข้าใจมั้ย”

 

 

“เข้าใจแล้วๆ เรารีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้ากันเถอะพี่ไอรีน ชักช้าเดี๋ยวเย็นก่อนอดเที่ยวกันพอดี”

 

 

หลังจากที่ทั้งสองคนแต่งเนื้อแต่งตัวปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาๆ เสร็จ ก็รีบหาทางแอบหนีออกมาจากวังทันที พอสองพี่น้องมาถึงตลาดก็รีบแวะเข้าไปที่ร้านขนมเจ้าประจำก่อนเป็นอันดับแรกเหมือนทุกๆ ครั้งที่เคยทำ แต่ว่าวันนี้ไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ตรงที่พวกเธอออกมากันแค่สองคน พอท่านลุงคนขายเงยหน้าขึ้นมาจากเตาอบขนมก็เลยอดถามอย่างแปลกใจไม่ได้

 

 

“อ้าว! วันนี้พี่สาวอีกคนไม่ได้มาด้วยกันหรอกหรือแม่หนู” เจ้าหญิงฝาแฝดทั้งสองถึงกับสตั้นไปสิบวินาที

 

 

“พี่สาว?” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยทวนพร้อมยิ้มแห้ง

 

 

เอ่อ... ท่านลุงหมายถึงราชินีทิฟฟานี่ เสด็จแม่ของพวกเราสองคนหรือเปล่า...

 

 

“นั่นแม่...” เจ้าหญิงเวนดี้เอนตัวมากระซิบข้างหูพี่สาวฝาแฝดเบาๆ แต่คนขายก็ดันหูดีได้ยินเสียอย่างนั้น

 

 

“อ้าวเรอะแม่หนู ขอโทษที แม่ของพวกเจ้าช่างเยาว์วัยจนข้าแยกไม่ออกเลยว่าเป็นแม่ลูกกัน”

 

 

นี่ลุงจะชมว่าแม่ข้าหน้าเด็ก หรือจะด่าว่าพวกข้าหน้าแก่กันแน่” เจ้าหญิงเวนดี้พูดเสียงลอดไรฟันอย่างชักไม่แน่ใจ แต่อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ลุงลองเจอเสด็จแม่แทยอนก่อนดีกว่า เผลอๆ จะคิดว่าเป็นรุ่นเดียวกัน แต่ว่าไม่เจอล่ะดีแล้วเพราะลองให้เสด็จแม่แทยอนมาเดินเล่นที่ตลาดพร้อมกับปีกสีทะมึนใหญ่ๆ นั่น มีหวังตลาดแตกบึ้มบั้มแน่ๆ

 

 

“แล้วว่าอย่างไรล่ะ วันนี้เอาพายแอปเปิ้ลเหมือนเดิมใช่ไหม” ท่านลุงคนขายขนมเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มไร้ฟัน ก่อนที่สองพี่น้องจะประสานเสียงตอบพร้อมกันอย่างอารมณ์ดีว่า

 

 

“เอาเหมือนเดิมค่ะ”

 

 

ตลาดใกล้ตัวเมืองในยามบ่ายที่คนพลุกพล่านไปมาแบบนี้ ช่างเป็นทำเลที่เหมาะเหม็งต่อการทำมาหากินดีจริงๆ ซึลกิเด็กสาวร่างโปร่งเจ้าของใบหน้าใสซื่อค่อนไปทางบื้อยกยิ้มน้อยๆ ก่อนจะกระชับฮู้ดคลุมเส้นผมสีน้ำตาลเข้มเพื่ออำพรางตัวเอง แล้วตั้งหน้าตั้งตาทำงานทันที

 

 

แต่ถ้าคิดว่าเธอจะมาขายของที่นี่ล่ะก็...

 

 

โอ๊ย! คิดใหม่เถอะ สมัยนี้เค้ามีวิธีหาเงินใช้ได้รวดเร็วทันใจยิ่งกว่านั้นอีก คอยจับตาดูเธอให้ดี

 

 

พอล็อกเป้าหมายเสร็จสรรพ ซึลกิเด็กสาวผู้มีหน้าตาใสซื่อบริสุทธิ์ดูเหมือนไม่มีพิษมีภัยกับใครก็รีบสาวเท้าตรงดิ่งเข้าไปหาทันที มีดคมกริบที่ถูกซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมตัวโคร่งถูกหยิบออกมาปาดกระเป๋าเหยื่อจนเป็นรูโบ๋ในเสี้ยววินาที และก่อนที่ถุงเงินถุงใหญ่จะร่วงหล่นลงพื้นให้เจ้าของมันรู้ตัวเข้า มือบางก็รองรับไว้ได้ทันเวลาแบบเฉียดฉิวพอดิบพอดี ในจังหวะที่กำลังจะหมุนตัวแทรกผ่านผู้คนมากมายออกไป มือซุกซนก็ยังไม่วายคว้าเอาพวงองุ่นพวงเบ้อเร่อของร้านขายผลไม้ติดมือมาด้วยอย่างแนบเนียน ถือเป็นอันเสร็จสิ้นภารกิจหัวขโมยฝึกหัดที่กำลังจะได้เลื่อนขั้นเป็นหัวขโมยตัวฉกาจในไม่ช้า

 

 

“โถๆ แม่คุณกระเป๋าหนักไม่ใช่เล่นแฮะ” พอเข้ามาในตรอกลับตาผู้คนซึลกิก็โยนถุงเงินเล่น แล้วรีบเปิดออกมานับก่อนจะงุบงิบเงินซ่อนไว้ในช่องใต้รองเท้าอีกเกือบสิบเหรียญ ขโมยในขโมยอีกที อย่าให้พ่อรู้เด็ดขาดเชียว ไม่งั้นล่ะก็... จู่ๆ ซึลกิรู้สึกเหมือนน้ำลายหนืดคอไปหมด

 

 

“ไอ้ซึลกิ!

 

 

นั่นไง! พูดปุ๊บก็มาปั๊บเลย เด็กสาวเจ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มแบบเจ้าหมีจอมทึ่มเลยส่งยิ้มแหยๆ ไปให้ฮีชอล พ่อบังเกิดเกล้าที่กำลังเดินดุ่มๆ ย่างสามขุมหัวฟัดหัวเหวี่ยงเข้ามา พ่อไม่เห็นเมื่อกี้ใช่มั้ย

 

 

ไม่น่า... พ่อไม่เห็นหรอก ซึลกิพยายามปลอบใจตัวเอง

 

 

“เอ็งไม่ต้องยุ่ง เอาถุงเงินมาให้ข้าเก็บ เร็วเข้า!

 

 

พ่อไม่เห็นล่ะ ชะล่ะล่า~~ เสร็จโจรแหละเสร็จโจร ซึลกิได้แต่กระดี๊กระด๊าในใจ แต่ภายนอกนั้นยังคงทำหน้าทำตาเจี๋ยมเจี้ยมเจียมบอดี้สงบเสงี่ยมขั้นสุด “ได้จ้ะพ่อ”

 

 

ชายวัยกลางคนร่างโปร่งรูปร่างสะโอดสะองไม่ต่างจากลูกสาวรีบคว้าถุงเงินจากมือลูกสาวก่อนจะเทออกมานับอย่างพึงพอใจ หารู้ไม่ว่าเงินอีกเกือบสิบเหรียญถูกแม่ลูกสาวตัวดีจิ๊กไปแล้วเรียบร้อย

 

 

“โอ๊ะ!” ทันใดนั้นลมหอบใหญ่ก็พัดกระดาษใบหนึ่งปลิวเข้ามาแปะกลางหน้าซึลกิอย่างจัง “ประกาศคนหาย... อ้าว! พ่อ!

 

 

ไม่ทันที่ซึลกิจะได้อ่านไปมากกว่านั้น คนเป็นพ่อก็คว้ากระดาษแผ่นนั้นไปดูทันที ซึลกิเลยต้องเลียบๆ เคียงๆ เดินไปอ่านบ้าง ถึงได้เห็นรูปวาดคุณหนูลูกขุนนางผู้รากมากดีหน้าตาน่ารักน่าชังวัยสิบขวบเด่นหราอยู่กลางหน้ากระดาษ

 

 

“หลานสาวเจ้ากรมการเกษตรถูกลักพาตัวไปหนึ่งสัปดาห์ ผู้ใดพบเห็นเด็กหญิงลักษณะดังกล่าวเรามีรางวัลให้ท่านอย่างงาม ทำไมหมู่นี้ประกาศตามหาคนหายติดเต็มทั่วเมืองไปหมดเลยอ่ะ แต่เอ๊ะ! หรือว่าพ่อจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี ช่วยเค้าตามหาลูกหาหลานเพราะสนใจในเงินรางวัลค่าตอบแทน”

 

 

“ไอ้ลูกทึ่มเอ๊ย นี่มันเป็นการตลาดแบบใหม่ ไม่รู้หรือไง”

 

 

“การตลาดแบบใหม่?”

 

 

“ก็เออน่ะสิ เดี๋ยวนี้ไม่มีใครเค้ามือเบา ตีนเบา วิ่งราว กรีดกระเป๋า ทำตัวเป็นโจรกระจอกงอกง่อยแบบเราแล้ว”

 

 

“โจรกระจอกงอกง่อย?! พ่อกำลังทำให้วิชาอภิมหึมามหาโจรสิบแปดมงกุฎที่ข้าสู้อุตส่าห์ร่ำเรียนมาจากพ่อตลอดเวลาหลายปีนี่แปดเปื้อนนะ!

 

 

คนเป็นพ่อได้แต่ทำหน้าทำตาละเหี่ยใจกับความเว่อวังอลังการของลูกสาวจอมทึ่ม มันจะเคยรู้อะไรกับชาวบ้านเค้าบ้างไหม

 

 

“ลักเล็กขโมยน้อยมันเป็นงานของพวกโจรชั้นอนุบาล พวกโจรเทพๆ มันถือคติเล็กๆ ไม่ ใหญ่ๆ ทำ ผันตัวไปเป็นโจรเรียกค่าไถ่กันหมดแล้ว ได้เงินดีกว่าแถมไม่ต้องลงแรงอะไรมาก ลงมือแต่ละทีมีกินมีใช้เหลือเฟือทั้งชาติ” คำบอกเล่าของผู้เป็นพ่อทำให้ลูกสาวตาเป็นประกายวิบวับ

 

 

“แต่ว่ามันจะได้คุ้มเสี่ยงหรอพ่อ”

 

 

“บ๊ะ! ไม่ลองก็ไม่รู้” เพราะฉะนั้นหัวขโมยตัวพ่อจึงลากแขนเจ้าลูกสาวตัวดีออกมาข้างนอกตรอกทันที

 

 

“เด็กคนนั้นเป็นไงพ่อ เสื้อผ้านี่อย่างหรูหราฟู่ฟ่า ที่บ้านต้องรวยมากแน่ๆ”

 

 

“ช่วยแหกตาตี่ๆ ของเอ็งดูคนติดตามยัยคุณหนูนั่นด้วย ข้ายังอยากแก่ตายอยู่นะ” ฮีชอลยังบ่นอุบอิบให้ไอ้ลูกสาวตาถั่วต่อไม่เลิก พลางสอดส่องสายตามองหาเหยื่อรายต่อไป แล้วทันใดนั้นสวรรค์ก็เป็นใจ ฮีชอลดีดนิ้วดังเปาะอย่างพึงพอใจทันที

 

 

“เอ็งเห็นผู้หญิงสองคนนั่นมั้ยไอ้ซึลกิ นั่นแหละ”

 

 

“แต่นั่นไม่ใช่เด็กแล้วนะพ่อ” ซึลกิแย้งขณะมองตามด้านหลังผู้หญิงสองคนที่พ่อบอกไป “แถมแต่งตัวก็งั้นๆ ดูไม่น่าเป็นลูกคนรวย”

 

 

ในวินาทีที่หัวสมองกำลังเต็มไปด้วยความฉงนใจกับความคิดของพ่อ ทันใดนั้นซึลกิก็ต้องตาค้างตกตะลึงให้กับความสวยของนางฟ้าเดินดินที่กำลังหันมาหาหญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง

 

 

เส้นผมสีทองสว่างสะบัดปลิวไหวตามแรงลมดั่งแสงอาทิตย์ในยามรุ่งอรุณ ทั้งทรวดทรงองค์เอว เค้าโครงเครื่องหน้า ผิวพรรณล้วนงดงามไปเสียหมด ใบหน้านิ่งดูสุขุมหากแต่ยังคงความงดงามเหนือกว่าเทพีองค์ใดๆ ไม่จางหาย ยิ่งยามแย้มรอยยิ้มหวานยิ่งตราตรึงลึกในหัวใจของคนมอง จนทำให้เธอแทบจะทรุดตัวคุกเข่ายอมศิโรราบลงตรงนี้เสียให้ได้

 

 

ป๊าบ! ฝ่ามืออรหันต์ของพ่อบังเกิดเกล้าส่งตรงถึงหัวเจ้าลูกซื่อบื้อ อย่างฉับพลันทันที

 

 

“ไม่รู้หรือไงว่าเดี๋ยวนี้ข่าวลักพาตัวลูกคนรวยมันแพร่สะพัดไปทั่ว พวกคนรวยเลยระวังตัวแต่งตัวซอมซ่อออกมาเดินเล่นอย่างนี้ แกมันตาไม่ถึง ไอ้ลูกโง่”

 

 

“อ้าว ก็ใครมันจะไปตาถึงเหมือนพ่อล่ะ แต่งตัวมอซอขนาดนั้น” ซึลกิยกมือขึ้นลูบหัวตัวเองป้อยๆ ก่อนจะพยายามเปลี่ยนใจพ่อ เพราะไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นกลายเป็นเหยื่อของพ่อตัวเอง “พ่อบางทีสองคนนั่นอาจเป็นคนจนจริงๆ ก็ได้”

 

 

“จะด่าควายก็สงสารควาย แกดูเวลาผู้หญิงสองคนนั่นเดินสิ หลังตรง หน้าเชิด ท่วงท่าสง่างาม ตามแบบฉบับลูกผู้ดีมีสกุลไม่มีผิด นี่แหละเหยื่อเรา รอให้ลับตาคนก่อนเถอะเสร็จโจรแน่”

 

 

แล้วเสียงถอนหายใจยาวเฮือกใหญ่ก็ดังออกมาจากผู้เป็นลูก ซึลกิทั้งละเหี่ยใจทั้งจนใจจะหาคำพูดมาต่อรอง ลองให้พ่อตัดสินใจอะไรสักอย่างแล้ว คงไม่มีทางเปลี่ยนใจง่ายๆ แน่ๆ

 

 

ทว่าหัวขโมยสองพ่อลูกคงไม่มีทางรู้ว่าเด็กสาวสองคนที่แต่งตัวมอซอซอมซ่อนั่นไม่ได้เป็นลูกผู้ดีมีสกุลเพียงอย่างเดียว หากแต่เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ผู้ดำรงเกียรติยศเจ้าฟ้าหญิงแห่งอาณาจักรคาร์น!

 

 

“ไป!” ฮีชอลสั่งลูกสาวข้างกายที่ทำหน้างงๆ

 

 

“ไปไหนจ้ะพ่อ โอ๊ยยย” ซึลกิถามเสียงพาซื่อ(บื้อ) คนเป็นพ่อเลยหันมาเขกมะเหงกลงหัวไปหนึ่งลูก

 

 

“ไอ้ลูกบื้อเอ๊ย ก็ไปเตรียมตัวเริ่มภารกิจเรียกค่าไถ่น่ะสิ!

 

 

“เวนดี้ พี่ว่าเราน่าจะกลับกันได้แล้วนะ” เจ้าหญิงไอรีนเรียกน้องสาวฝาแฝดที่กำลังเดินกินขนมอย่างสบายใจเฉิบอยู่ด้านหน้าให้หันมาหาตน แต่เจ้าน้องสาวตัวดีไม่ได้รู้สึกยี่หระเลยด้วยซ้ำ แถมยังทำเป็นหูทวนลมไปอีก เจ้าหญิงไอรีนเลยรีบสาวเท้าเดินให้ทันแล้วคว้าข้อมือน้องสาวจอมแสบมาถือไว้

 

 

“อะไรของพี่ไอรีนเนี่ย คนกำลังกินขนมอยู่ดีๆ” เจ้าหญิงเวนดี้บ่นอุบอิบไม่พอยังหันมาทำหน้าไม่พอใจใส่ผู้เป็นพี่สาวฝาแฝดอีก

 

 

“พี่เรียก เจ้าไม่ได้ยินหรือไง นี่มันก็โพล้เพล้แล้วเราควรจะกลับกันได้แล้วนะ” เจ้าหญิงไอรีนบอกหน้าเคร่ง

 

 

“นี่พี่ไอรีนจะกลัวอะไรนักหนา พี่ลืมไปแล้วหรอว่าที่นี่คือที่ไหน ที่นี่คืออาณาจักรคาร์น อาณาจักรของเสด็จแม่ อาณาจักรของเราผู้เป็นเจ้าหญิงแห่งคาร์น ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์หรือบังอาจแตะต้องทำร้ายเราได้ทั้งนั้น ไม่เห็นต้องกลัวอะไร หรือต้องกลัวใครเลย” เจ้าหญิงเวนดี้ไม่เข้าใจพี่สาวฝาแฝดของตัวเองเลยจริงๆ

 

 

เจ้าหญิงไอรีนก็ไม่เข้าใจน้องสาวฝาแฝดของตัวเองเลยเช่นกัน เกิดเป็นฝาแฝดกันเสียเปล่า แต่เราทั้งสองคนกลับแตกต่างกันราวกับไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ กันเลยสักนิด อาจเป็นเพราะเราทั้งสองคนถูกทำพิธีแยกกายจิตกันตั้งแต่วันแรกที่เกิดก็เป็นได้ นอกจากเราจะไม่เคยคิดเหมือนกันแล้ว เรายังไม่เคยอ่านใจกันได้สักครั้ง ถ้าหากว่าข้างหน้ามีทางแยกอยู่สองทาง แน่นอนว่าต้องมีใครคนนึงไปทางซ้ายส่วนอีกคนก็คงจะไปทางขวา แล้วเราก็จะเริ่มเถียงกันอย่างที่เคยเป็นมาเช่นทุกๆ ครั้ง

 

 

เธอแค่ไม่เข้าใจ... แต่มันไม่เป็นปัญหาหรอก เพราะไม่ว่ายังไงเวนดี้ก็เป็นน้องสาวของเธอ น้องสาวฝาแฝดที่มีสายเลือดเดียวกันไหลเวียนอยู่ภายในกายเช่นเดียวกันกับเธอ

 

 

“พี่ไม่ได้กลัว พี่แค่ไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อน” เจ้าหญิงไอรีนสบลึกเข้าไปในดวงตาสีน้ำตาลคู่สวยของน้องสาว

 

 

“อยู่ๆ เจ้าหญิงทั้งสองพระองค์ก็หายไปจากปราสาทอย่างไร้ร่องรอย เจ้าลองคิดสิว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้างหากเสด็จแม่รับสั่งถามหาพวกเราทั้งคู่แล้วไม่มีใครสามารถตอบได้ พวกนางข้าหลวงอาจถูกลงโทษ โทษฐานที่ปล่อยให้เราคลาดสายตา พวกองครักษ์อาจถูกลงทัณฑ์โทษฐานที่ให้การอารักขาคุ้มครองเราไม่ได้ดีพอ”

 

 

“โอ๊ย พี่ไอรีนบ่นอย่างกับเป็นเสด็จแม่ทิฟฟานี่เลย กลับก็ได้” แล้วก็มีเสียงพ่นลมหายใจตามมาอย่างหงุดหงิด นี่เธอมีแม่สามคนหรือยังไง เจ้าหญิงเวนดี้คิดพร้อมกับหันมองไปรอบทิศทาง

 

 

เอ๊ะ! นี่เราเดินมาตรงนี้เป็นรอบที่สองแล้ว มิหนำซ้ำเส้นทางนี้ยังเงียบเชียบไม่มีผู้คนพลุกพล่านอีกด้วย

 

 

ซวยแล้ว... ที่นี่ที่ไหนล่ะเนี่ย

 

 

“เวนดี้นี่เรากำลังหลงทางกันหรือเปล่า พี่ว่าเส้นทางนี้ไม่ค่อยคุ้นเลยนะ” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล แต่เจ้าหญิงเวนดี้กลับทำเป็นฟอร์มเหมือนรู้ทาง ซ้ำยังจิ๊ปากทำเสียงเหมือนรำคาญใจ

 

 

“เป็นพี่ซะเปล่าแต่ไม่ได้เรื่องเลย ตามข้ามา”

 

 

เจ้าหญิงไอรีนเดินตามน้องสาวไปแต่โดยดี แต่ทันใดนั้นก็มีแท่งอะไรสักอย่างติดไฟตกลงตรงพื้นที่ทั้งสองกำลังยืนอยู่ พร้อมกับควันสีหม่นที่พวยพุ่งออกมาจนทั้งคู่มองเห็นทางไม่ถนัด

 

 

“นี่มันอะไรกันเนี่ย” เจ้าหญิงเวนดี้ร้องออกมาอย่างตกใจ

 

 

“เวนดี้พี่ว่า...” ไม่ทันพูดจบประโยคเสียงของเจ้าหญิงไอรีนก็ขาดหายไป ทำให้เจ้าหญิงเวนดี้รู้สึกตกใจขึ้นไปอีก

 

 

“พี่ไอรีน!” ยิ่งไม่มีเสียงตอบกลับจากพี่สาวฝาแฝดเจ้าหญิงเวนดี้ก็ยิ่งตื่นตระหนกเข้าไปกันใหญ่ “พี่ไอรีน!

 

 

สิ้นเสียงร้องเรียกนั้น เจ้าหญิงเวนดี้ก็สลบลงไปกับพื้นเช่นเดียวกับผู้เป็นพี่สาว แล้วเสียงตบมืออย่างพึงพอใจในแผนการลักพาตัวของตัวเองก็ดังไปทั่วบริเวณ

 

 

บ๊ะ! มันง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเสียจริง ถ้ารู้ว่าลงทุนน้อยแต่ได้ผลกำไรมากแบบนี้ข้าทำไปนานแล้ว”

 

 

พอกลุ่มควันโขมงโฉงเฉงเริ่มจางหายไป ฮีชอลก็ค่อยๆ สาวเท้าก้าวเดินเข้ามาใกล้เด็กสาวทั้งคู่ที่ลงไปนอนกองกันบนพื้น “งดงามกันเกินกว่าจะเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาๆ จริงๆ แหมๆ แม่เจ้าประคุณรุนช่องเอ๊ย ข้าชักอยากจะรู้เร็วๆ แล้วว่าพวกเจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่ทำไมถึงได้สวยกันเกินมนุษย์มนาเยี่ยงนี้”

 

 

“ไอ้ซึลกิ” ฮีชอลเรียกลูกสาวให้มาหาตน แต่ได้รับกลับมาเพียงความเงียบงัน

 

 

“...” เงียบ

 

 

“ไอ้ซึลกิ!

 

 

“...” ยังเงียบอีก

 

 

“ปัดโธ่! เรียกไม่ได้ยินหรือไงไอ้...”

 

 

ไอ้ซึลกิมันสลบเหมือดกับพื้นไปอีกคนหรอเนี่ย!!!!!!!

 

 

“ไอ้ลูกซื่อบื้อเอ๊ย” ใครให้มันไปยืนอยู่ใต้ลมวะนั่น เลยโดนรมควันนอนหลับตายไปด้วยอีกคน เพลียจิตเพลียใจจริงๆ ลากมันมาหวังจะให้ทุ่นแรงตัวเองหน่อย แต่นี่อะไร...

 

 

“นี่ข้าต้องแบกเอ็งกลับบ้านอีกคนใช่ไหมเนี่ย โอ๊ย! ข้าอยากจะบ้าตาย!!!


 

 

           

 

______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

ซวยแล่วววววว มาดูกันว่าใครกันแน่ที่จะซวย

ระหว่างเจ้าหญิงแฝดกับโจรกระจอกพ่อลูกผู้ไม่เจียมบอดี้

อยากรู้หรอคะว่าเป็นลูกสาวบ้านไหน เดี๋ยวได้รู้แน่ค่ะ รู้แล้วจะหนาวไปถึงไส้ติ่ง หึหึหึ

พ่อฮีชอลตาถึงจริงๆ ค่ะ ไม่ใช่ลูกคนรวยธรรมดาๆ แต่เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งคาร์น

วงการโจรจะต้องสั่นสะเทือนและจารึกจดจำชื่อคุณพ่อไปชั่วกัลปาวสานแน่ๆ 555

ส่วนพระเอกของเราก็มาในมาดซึนๆ ทึ่มๆ เหมือนกับฟิคเรื่องอื่นๆ ของเค้านะคะ 55

ถ้าสังเกตกันจะรู้ว่าปัญหาเริ่มมาเยือนยัยหนูทีละนิดๆ แล้ว

แต่สวรรค์ก็ยังใจดีส่งจอยผู้แสนดีมาอยู่ข้างๆ ให้เป็นก้างทิ่มแทงหัวใจท่านน้ายุนอาเล่นๆ

ก็ท่านน้าอยากหายไปเอง ทำไมไม่โผล่หน้ามาหาหลานสาวสักทีนี่นา

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

196 ความคิดเห็น

  1. #61 Taedy (@Taedy) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 2 ตุลาคม 2560 / 14:12
    โอ้ยยย ซึลกิ55555 โจรบ้าอะไรโครตน่ารักเลย
    #61
    0
  2. #24 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2560 / 16:41
    จับใครไม่จับ เจือกจับลูกของราชินีแทยอน ฮีชอลซึลกิ เมิงตายย~
    #24
    0
  3. #23 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 3 พฤษภาคม 2560 / 12:54
    พี่นุ้งจอยมาแล้วววว
    -พี่หมีกิก็แล้วววววว หมีกิคนซื่อ(บื้อ)พี่รีนสวยใช่ไม๊ล้าาา ตั้นเลยดิ55
    #23
    0
  4. #22 Taenyisrealpk (@Taenyisrealpk) (จากตอนที่ 4)
    วันที่ 30 เมษายน 2560 / 23:33

    สนุกมากกกกกกกกก ^^


    ตั้งตารอดูวงการโจรสั่นสะเทือน 555 คงจะพินาศน่าดู ถ้าแทยอนรู้เข้าน่ะนะ รายนี้ยิ่งน่ากลัวอยู่


    เยริเราเจอปัญหาใหญ่แล้ว ใช้ชีวิตในลากราเซียคงไม่ง่ายอย่างที่คิด ดีนะที่มีจอยรึป่าว? 555

     เรื่องหน้าเด็กต้องยกให้ครอบครัวนี้ ไม่แก่กันเลย ยอมใจจริงๆ 😁



    เป็นกำลังใจให้ไรท์เน้อ สู้ๆค่ะ 😀😀



     

    #22
    0