[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 3 : ▶GEMINI || Chapter 2 : เชื้อเชิญ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 388
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    28 มี.ค. 61

   
 GEMINI || Chapter 2 เชื้อเชิญ

  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

เชื้อเชิญ

 


 

หลังจากผ่านพ้นงานฉลองวันคล้ายวันเกิดครบรอบสิบห้าปีของเจ้าหญิงเยริรัชทายาทพระองค์น้อยแห่งมาเดนไปได้สัปดาห์ ราชินีแห่งคาร์นทั้งสองพระองค์รวมทั้งธิดาฝาแฝดเจ้าหญิงไอรีนและเจ้าหญิงเวนดี้ก็ได้เวลาเดินทางกลับอาณาจักรคาร์นเสียที โถงทางเดินเชื่อมปราสาทพระราชวังมาเดนจึงดูคับแคบไปถนัดตาเมื่อขบวนเสด็จของผู้ปกครองแผ่นดินทั้งสองอาณาจักรเสด็จผ่านไปด้วยกัน

 

 

เช้านี้อากาศแจ่มใส ท้องฟ้าปลอดโปร่ง เหมาะแก่การเดินทางเสียจริง แต่เจ้าหญิงน้อยกลับรู้สึกใจหายแปลกๆ และไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมกับบรรยากาศเหล่านั้นเลยสักนิด วันก่อนก็ท่านน้ายุนอาที่ต้องรีบกลับไปทำงาน ไม่รู้เหมือนกันว่างานอะไร พอเธอถามท่านน้าก็จะบอกว่าเป็นงานที่หนักและยุ่งมาก เธอทำใจอยู่ตั้งนานสองนานกว่าจะยอมให้ท่านน้าไปได้ ให้ตายเถอะ ให้ตาย

 

 

... เธอไม่ชอบการจากลากันเลย ...

 

 

“พี่ไอรีนอยู่เล่นกับหญิงที่มาเดนต่อไม่ได้หรอคะ” คนเป็นพี่สาวหันมาหาน้องสาวผู้น่ารักก่อนแย้มรอยยิ้มหวาน รอยยิ้มที่แม้แต่เจ้าหญิงเยริเองก็คิดว่ามันเป็นรอยยิ้มพิฆาตใจให้ผู้ที่ได้พบเห็นทุกคนต้องสยบลงไปนอนกองที่แทบเท้ากันหมด พี่ไอรีนช่างสวยเกินบรรยายจริงๆ

 

 

“ทำหน้าเศร้าไปได้น้องน้อยของพี่” เจ้าหญิงไอรีนประคองใบหน้าของเจ้าหญิงเยริไว้ก่อนหยิกแก้มเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ก็ดูสิทั้งทำหน้าหงอย ปากเบะ คิ้วตก กลายเป็นลูกแมวหง่าวไปแล้ว จะไม่ให้เธอเอ็นดูน้องคนนี้ได้ยังไง “เดี๋ยวพี่ก็มาอีกเจ้าก็รู้ แต่ถ้าคิดถึงมากขนาดนั้นเราส่งสาส์นคุยกันก็ได้นี่นา”

 

 

“ก็จริงค่ะ แต่ความรู้สึกมันไม่เหมือนได้เจอหน้ากันนี่คะ หญิงน่ะอยากให้พี่ไอรีนเป็นพี่สาวแท้ๆ ของหญิงจัง หญิงจะได้ไม่เหงา”

 

 

“พี่ก็เป็นพี่สาวของเจ้าอยู่นี่ไง” เจ้าหญิงไอรีนกอดเอวเจ้าหญิงเยริคล้ายจะปลอบใจ

 

 

น้องน้อยคนนี้ติดเธอมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว แถมยังเอาแต่พูดตลอดว่าอยากให้เธอเป็นพี่สาวจริงๆ ของตัวเอง แต่เยริคงไม่รู้ว่าการเป็นลูกคนเดียวมันก็ไม่ได้แย่ไปซะทั้งหมด คนทั้งพระราชวังมาเดนแทบจะถวายหัวเอาอกเอาใจเจ้าหญิงรัชทายาทพระองค์น้อยด้วยซ้ำ แม้แต่เสด็จป้าเจสสิก้าที่เยริเคยบ่นอยู่ตลอดว่าเข้มงวดนักหนาก็ยังแอบตามใจธิดาผู้แสนดื้อรั้นอยู่บ่อยๆ แต่เด็กน้อยกลับไม่เคยรับรู้ในข้อนั้นเลย

 

 

“แล้วทำไมถึงชวนแค่พี่ไอรีนคนเดียวล่ะ เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่ายังมีพี่สาวคนนี้อีกคน” เจ้าหญิงเวนดี้ประท้วงขึ้นมาก่อนเข้ามากอดคอน้องสาวเหมือนพวกนักเลงโต

 

 

“ก็พี่เวนดี้ชอบทำตัววอแว” น่ารำคาญ... เจ้าหญิงเยริเลือกที่จะต่อคำพูดนั้นในใจ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นเมื่อพี่สาวสุดแสบยื่นหน้าเข้ามาใกล้เหมือนจะจุ๊บแก้มกันซะงั้น “นี่มันอะไรกันคะเนี่ย”

 

 

“แหม ทีท่านน้ายุนอาหอมแก้มล่ะทำปล่อยเนื้อปล่อยตัว ทีกับพี่ทำเป็นรังเกียจเดียดฉันท์ไปได้” ท้ายประโยคค่อยๆ เบาลงเนื่องด้วยเจ้าหญิงเวนดี้เพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดเสียงดังไปหน่อย ท่านป้ายูริที่เดินอยู่ข้างหน้ากับพวกผู้ใหญ่เลยหันมาจ้องเขม็งด้วยสายตาคาดคั้นหาคำตอบกับลูกสาวที่กำลังเหงื่อตกพลั่กๆ เจ้าหญิงเยริเลยต้องรีบส่ายหัวปฏิเสธท่านแม่รัวๆ

 

 

แล้วยิ่งตอนช่วงงานเต้นรำวันเกิดน้องเยริท่านป้ายิ่งน่ากลัว เธออุตส่าห์ดูลาดเลาวางแผนซะดิบดีจะให้ท่านน้ายุนอากับเยริออกไปเต้นรำจู๋จี๋ดู๋ดี๋ด้วยกัน ทุกอย่างกำลังจะไปได้สวย แต่จู่ๆ ท่านป้ายูริก็โผล่มาจากดงไหนไม่รู้แล้วก็ลากน้องน้อยของเธอตัดหน้าท่านน้ายุนอาไปเปิดฟลอร์เต้นรำเฉยเลย นึกแล้วยังขนลุกไม่หาย

 

 

เพราะฉะนั้นเด็กทั้งสามจึงชะลอความเร็วเดินเว้นระยะห่างจากพวกผู้ใหญ่พอสมควร จะได้แกล้ง เอ้ย! จะได้พูดคุยกับน้องเยริได้สะดวกหน่อย

 

 

“พี่เวนดี้ล่ะก็พูดอะไรก็ไม่รู้”

 

 

“อย่ามาทำเนียนเยริน้อยพี่มีหลักฐานนะ” เจ้าหญิงเวนดี้หยุดพูดก่อนกระแอมไอทำทีเลียนแบบเสียงท่านน้ายุนอาของน้องสาว “น้าก็ขอบใจหญิงเหมือนกัน ขอบใจที่หญิงเกิดมาเป็นความสุขของน้า หูยยยย ท่านน้ายุนอานี่โรแมนติกชะมัดเลย”

 

 

“พี่เวนดี้! กลับคาร์นไปเลยไป!” เจ้าหญิงเยริอายม้วนทำตัวไม่ถูกไปหมด ว่าแต่ทำไมพี่เวนดี้ต้องแอบฟังเธอคุยกับท่านน้าด้วยเนี่ย

 

 

“ก็กำลังจะกลับอยู่เนี่ย ทำไมต้องไล่กันด้วย เจ้ามันใจร้ายที่สุด ทีกับท่านน้ายุนอาไม่เห็นจะทำงี้เลย”

 

 

“นี่ก็ชงเค้าไม่เลิกสักที” เจ้าหญิงไอรีนส่ายหน้าอย่างระอากับนิสัยขี้ชิปขี้ชงของน้องสาวฝาแฝด

 

 

“ชงบ่อยๆ อร่อยจะตายไป”

 

 

“น้องเขินตัวจะแตกอยู่แล้วนะ” เจ้าหญิงไอรีนยังไม่วายร่วมแซวด้วยคน เจ้าหญิงเยริเลยปิดหน้าปิดตาเดินหนีไปหาท่านแม่ยูริที่อยู่ข้างหน้าก่อนจะถูกพี่สาวฝาแฝดทั้งสองแซวไปมากกว่านี้

 

 

“แต่อายุเยริก็ถึงเกณฑ์แล้วนะ สรุปว่าเจ้าตัวไม่สนใจหรอ” คำถามจากราชินีแทยอนทำให้ราชินีเจสสิก้ากลอกพระเนตรเบาๆ ก่อนหันพระพักตร์ไปหาท่านราชองครักษ์ยูริ แต่เจ้าหญิงเยริที่กำลังเดินมาสมทบกับพวกผู้ใหญ่กลับสงสัยมากกว่าว่าทำไมถึงมีชื่อตัวเองในบทสนทนานั้นด้วย พวกผู้ใหญ่กำลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่เนี่ย

 

 

“เจ้าตัวรู้เรื่องไหมไม่รู้ แต่แม่งูหวงไข่คงไม่ปล่อยให้ไปง่ายๆ หรอกจริงไหม” ราชินีเจสสิก้ารับสั่งถามลอยๆ เผื่อว่าเสียงนั้นจะกระทบหูคนรักของตัวเองบ้าง แต่เจ้าค้างคาวแองเจโล่ตัวจิ๋วที่บินอยู่ข้างๆ ดันชิงตอบขึ้นมาก่อน

 

 

“ถูกเผงเลยขอรับองค์ราชินี” มันตอบก่อนบินวูบหลบฝ่ามือพิฆาตของท่านราชองครักษ์ไปแบบเส้นยาแดงผ่าแปด

 

 

“ลูกเป็นอะไรเจ้าก็รู้ดีสิก้า แล้วยังจะให้ลูกไปลำบากลำบนที่นั่นทำไม” ท่านราชองครักษ์ที่ถูกพาดพิงไปเมื่อครู่รีบหาเหตุผลมาแย้งองค์ราชินี แต่ลึกๆ แล้วเธอยังมีอีกเหตุผลที่ไม่อยากให้ลูกสาวไปเรียนที่โรงเรียน

 

 

“แค่เข้าโรงเรียนมันจะลำบากลำบนตรงไหนกัน” ถ้อยคำรับสั่งขององค์ราชินีทำให้เจ้าหญิงเยริหูผึ่งตาโตยิ่งกว่าไข่ห่าน ก่อนโพล่งขึ้นมากลางวงทันที

 

 

“โรงเรียน?! ไม่เอาเพคะเสด็จแม่ หญิงไม่อยากเข้าโรงเรียนเพคะ” และเพราะคำพูดนั้นเอง สายพระเนตรดุดันของเสด็จแม่เลยตวัดมาหาให้สำนึกได้ว่าควรสำรวมกิริยาอาการให้มากกว่านี้ และก่อนที่เจ้าหญิงน้อยจะถูกผู้เป็นมารดาว่ากล่าวตักเตือน เสด็จน้าทิฟฟานี่ผู้แสนใจดีเลยช่วยชีวิตด้วยการถามขึ้นมาก่อน

 

 

“ไปโรงเรียนจะได้มีเพื่อนเยอะๆ ไง เจ้าไม่ชอบหรอเยริ” เจ้าหญิงเยริส่ายหน้าตอบเสด็จน้าทิฟฟานี่พรืด

 

 

โรงเรียน... สถานที่ที่เจ้าหญิงเยริไม่อยากเข้าไปเหยียบมากที่สุด

 

 

ถามว่าทำไมน่ะหรอ... ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยไปโรงเรียน สมัยเด็กๆ เธอเคยเรียนร่วมกับคนอื่นๆ อยู่บ้าง แต่เรียนยังไม่ทันจะครบสัปดาห์ เธอก็ต้องแยกออกมานั่งเรียนกับท่านอาจารย์คนเดียวเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอเรียนรู้เร็วเกินไป เพื่อนๆ เลยพากันหมั่นไส้เธอ และด้วยมงกุฎทองคำแห่งตำแหน่งเจ้าหญิงรัชทายาทที่ตั้งเด่นหราอยู่บนหัวของเธอ คนพวกนั้นจึงไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกมาตรงๆ แต่กลับเอาไปพูดลับหลังใส่สีตีไข่ต่างๆ นานา ทว่าต่อหน้ากลับเป็นอีกอย่าง ซึ่งมันทำให้เธอเสียความรู้สึกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่อยากจะมีเพื่อนอีกต่อไปแล้ว

 

 

“เห็นไหม เจ้าตัวออกมาพูดเองแบบนี้แล้ว แสดงว่ายังไงยัยหนูก็คงไม่มีวันไปเรียนที่ลากราเซียแน่ๆ” ท่านราชองครักษ์ยิ้มกริ่มทำหน้าท้าทายกับองค์ราชินี

 

 

“ไม่ไปก็ไม่ไป แต่หญิงจะมาเสียใจภายหลังไม่ได้นะ” ราชินีเจสสิก้า บอกพระธิดาที่กำลังยิ้มกว้างด้วยความดีใจกับท่านแม่ยูริ

 

 

“กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เจ้าหญิงอย่างหญิงก็เช่นกันเพคะ”

 

 

“แม่จะรอดู” ราชินีเจสสิก้าพยักพระพักตร์เนิบนาบก่อนหันมาหาเจ้าหญิงเยริราวกับล่วงรู้อนาคต พร้อมกับสบลึกเข้าไปในดวงตาของลูกสาวคล้ายจะบอกว่า

 

 

แล้วเจ้าจะต้องตระบัดสัตย์...

 

 

สามเดือนต่อมา...

 

 

“ว่าไงนะ?!!!” เจ้าฟ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดนร้องเสียงหลงจนคุณพยาบาลกับพวกนางพระพี่เลี้ยงสะดุ้งเฮือกตกอกตกใจกันไปเป็นแถบ ก็จะไม่ให้เธอเสียงดังได้ยังไง เมื่อกี้คุณพยาบาลประจำตัวเธอเพิ่งคาบข่าวที่เผือกมาจากนางข้าหลวงของเสด็จแม่มาบอกเธอสดๆ ร้อนๆ ว่าท่านน้ายุนอาทำงานเป็นอาจารย์อยู่ที่ลากราเซีย ชื่อคุ้นๆ นะว่ามั้ย

 

 

“เจ้าหญิงยุนอาทรงเป็นพระอาจารย์สอนนักเรียนอยู่ที่โรงเรียนจอมเวทลากราเซียเพคะ” คุณพยาบาลทูลอีกรอบ พลางเหลือบมองสีพระพักตร์เจ้าหญิงน้อยที่เริ่มจะไม่สู้ดีแล้ว

 

 

“อย่าบอกนะว่าลากราเซียก็คือโรงเรียนที่เสด็จแม่จะให้หญิงไปเรียนน่ะ”

 

 

“เกรงว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ”

 

 

“แย่แล้วเยริ...” เจ้าหญิงเยริหน้าเจื่อนลงทันที

 

 

พอได้เห็นพระพักตร์คล้ายจะกรรแสงของเจ้าหญิงน้อยคุณพยาบาลก็นึกสงสารขึ้นมาจับใจ ไม่มีใครไม่รู้จัก โรงเรียนจอมเวทลากราเซีย สถานที่สอนเวทมนตร์และวิชาการชั้นเลิศสำหรับพวกเด็กมีพรสวรรค์และพวกเด็กที่บุญพาวาสนาส่งเท่านั้น ที่พูดอย่างนั้นน่ะถูกแล้วเพราะโรงเรียนแห่งนี้ไม่จะไม่รับนักเรียนสุ่มสี่สุ่มห้า แต่จะมีจดหมายเชื้อเชิญมาถึงหน้าบ้านของผู้ได้รับคัดเลือก และหากตอบรับจดหมายก็เท่ากับว่าเส้นทางชีวิตทั้งชีวิตได้ถูกปูด้วยพรมแดงไปแล้ว ถึงแม้ว่าท่านราชองครักษ์และองค์ราชินีจะเคยเรียนอยู่ที่นี่ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าท่านราชองครักษ์จะไม่ค่อยอยากให้เจ้าหญิงน้อยของเธอไปเรียนที่นั่นสักเท่าไหร่ ทีแรกเธอก็หลงนึกว่าท่านราชองครักษ์กลัวว่าเจ้าหญิงเยริจะไปตกระกำลำบาก ที่แท้ก็เป็นเพราะไม่อยากให้เจ้าหญิงน้อยไปหาท่านน้ายุนอานี่เอง

 

 

“ท่านแม่นะท่านแม่” เจ้าหญิงเยริกัดฟันกรอด ก่อนหันขวับไปหาคุณพยาบาลแล้วประกาศก้อง “หญิงจะไปเรียนที่ลากราเซีย!

 

 

“แต่หม่อมฉันได้ยินมาว่าที่นั่นไม่ได้เข้าได้ง่ายๆ นะเพคะ แล้วอีกอย่างท่านราชองครักษ์คงไม่มีทางให้เจ้าหญิ...” คุณพยาบาลจอมจู้จี้ไม่ทันพูดจบ เจ้าหญิงน้อยก็ตัดบทขึ้นมาอย่างเอาแต่พระทัย

 

 

“หญิงไม่สน หญิงจะไป ยังไงหญิงก็จะไปให้ได้” พระพักตร์งดงามฉายความแน่วแน่เสียจนทุกคนเริ่มเป็นกังวล

 

 

“แต่ว่าคนที่จะเข้าเรียนที่ลากราเซียได้ ต้องมีจดหมายเชื้อเชิญจากทางโรงเรียนนะเพคะ”

 

 

“จดหมาย?” เจ้าหญิงเยริชะงักไป “จดหมายอะไร” เจ้าหญิงเยรินึกย้อนไปเมื่อหลายเดือนก่อน หรือว่า...

 

 

หลังจากที่เจ้าหญิงเยริแอบองค์ราชินีไปฝึกฟันดาบเล่นกับท่านราชองครักษ์แล้ว เมื่อกลับมาที่ห้องก็พบกับจดหมายฉบับหนึ่งที่หน้าซองนั้นมีตราโรงเรียนประทับอยู่ เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จึงดังออกมาอีกครั้ง นี่ไม่ใช่จดหมายเชื้อเชิญจากโรงเรียนทั่วราชอาณาจักรฉบับแรก ทำไมทุกโรงเรียนถึงต้องอยากให้เธอเข้าไปเรียนด้วยก็ไม่รู้ ไม่เคยได้ข่าวกันหรือไงว่าเจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งมาเดนน่ะเกลียดสถานที่ที่ถูกเรียกว่าโรงเรียนที่สุด พวกมันถูกส่งมาบ่อยมากจนเธอเริ่มจะรำคาญแล้ว เพราะฉะนั้นจดหมายฉบับนั้นจึงถูกโยนทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี

 

 

“นั่นจดหมายจากลากราเซียเลยนะเพคะ” คุณพยาบาลท้วงขึ้น

 

 

“ลากราเซียแล้วยังไง”

 

 

“ลากราเซียเป็นโรงเรียนสอนเวทมนตร์ชั้นเลิศเลยนะเพคะ แถมพระมารดาของเจ้าหญิงก็ยังเคยเรียนที่นั่นอีกด้วยนะเพคะ”

 

 

“หญิงก็เลยต้องเข้าไปเรียนที่นั่นด้วยหรือไง?”

 

 

“ไม่ต้องก็ได้เพคะ” คุณพยาบาลก้มหน้าสงบเสงี่ยม

 

 

“อย่าให้หญิงเห็นจดหมายพวกนี้อีกนะ ไม่อย่างนั้นล่ะก็... หึหึ”

 

 

“นี่ข้าทำอะไรลงไปเนี่ย?!!!” เจ้าหญิงเยริรีบวิ่งไปรื้อข้าวของในลิ้นชักออกมาทันที พอไม่เห็นจดหมายที่กำลังหาก็สะบัดหน้ามาหาคุณพยาบาลและนางพี่เลี้ยงก่อนรับสั่งเสียงดัง

 

 

“มัวทำอะไรกันอยู่เล่า รีบมาช่วยหญิงค้นหาจดหมายเชื้อเชิญจากลากราเซียเร็วๆ เข้าสิ!

 

 

และแล้วบรรดานางข้าหลวงประจำพระองค์ของเจ้าฟ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดนก็ถูกเกณฑ์มาใช้งานทั้งหมดเพียงเพื่อจดหมายเชื้อเชิญจากลากราเซียเพียงฉบับเดียว แต่ยิ่งหาความหวังก็ยิ่งริบหรี่ เพราะจดหมายเชื้อเชิญที่ถูกส่งมาให้เมื่อหลายเดือนก่อนถูกเจ้าหญิงผู้เอาแต่พระทัยโยนทิ้งไปไหนแล้วก็ไม่รู้

 

 

หลังจากการค้นหาผ่านไปครึ่งค่อนวัน เจ้าหญิงเยริก็ทรุดตัวนั่งลงกับพื้นห้องอย่างเหน็ดเหนื่อย พร้อมกับมองดูบรรดานางข้าหลวงมากมายที่เข้ามาช่วยหาจดหมายกันอย่างขมักเขม้นจนรู้สึกผิดที่ทำให้ทุกคนต้องมาลำบากเพราะตัวเอง โอกาสถูกส่งมาขนาดนี้แล้วแต่เธอกลับโง่งมไม่คว้าเอาไว้ มันน่าโมโหตัวเองที่สุด

 

 

... ไม่ว่ายังไงเธอก็คงไม่มีวันได้อยู่ใกล้ๆ ท่านน้ายุนอาไปมากกว่านี้แล้ว ...

 

 

“พอเถอะ ไม่ต้องหากันแล้ว” รับสั่งของเจ้าหญิงทำให้ทุกคนในห้องชะงักงัน เพราะจู่ๆ เจ้าหญิงน้อยก็ถอดใจขึ้นมาเสียดื้อๆ

 

 

“แต่ว่า...” คุณพยาบาลแอบมองเสี้ยวพระพักตร์ของเจ้าหญิงน้อยที่กำลังจะเสด็จออกนอกห้องไป “เจ้าหญิงจะเสด็จไหนเพคะ”

 

 

“หญิงจะไปปราสาทจองจำ ไม่ต้องตาม”

 

 

เมื่อมาถึงปราสาทร้างซึ่งเป็นสถานที่ลับตาผู้คนเจ้าหญิงเยริก็ปลดปล่อยความเสียใจออกมาตามที่ใจต้องการ ถึงแม้ว่า ความเข้มแข็ง จะเป็นสิ่งแรกที่ถูกสอนมาตั้งแต่จำความได้ก็ตาม แต่คนเราจะเข้มแข็งได้ขนาดไหนกัน ในเมื่อหัวใจของเราก็เป็นเพียงก้อนเนื้อบอบบาง หาใช่ก้อนหินแข็งแกร่งไม่ หยาดน้ำตาใสรินไหลออกมาโดยไร้ซึ่งเสียงสะอึกสะอื้นอย่างเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก จนกระทั่งหญิงสาวอีกคนนั่งลงข้างๆ กัน เจ้าหญิงเยริก็ยังไม่รู้ตัว หญิงสาวจึงลูบหลังปลอบประโลมเจ้าหญิงขี้แยด้วยความเอ็นดู

 

 

“ท่านน้า...” เจ้าหญิงเยริที่กำลังก้มหน้าซุกเข่าเงยหน้าขึ้นมาก่อนรีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาพัลวัน

 

 

“ไม่เจอกันตั้งนาน คนเก่งของน้ายังขี้แยเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนเลย” หญิงสาวปริศนาที่เจ้าหญิงเยรินับถือเหมือนน้าแท้ๆ คนนึงเอ่ยออกมาพร้อมรอยยิ้ม

 

 

“ใครร้องไห้กันคะ” เจ้าหญิงเยริประท้วงทั้งๆ ที่เสียงยังขึ้นจมูกอยู่อย่างนั้น “หญิงไม่ได้ร้องไห้สักหน่อยค่ะ”

 

 

หญิงสาวปริศนาผู้อาศัยอยู่ในปราสาทจองจำเลยเลิกคิ้วขึ้นเหมือนไม่เชื่อแล้วยิ้มออกมาน้อยๆ คนอะไรปากไม่ตรงกับใจ หลานเธอคนนี้นิสัยเหมือนพี่หญิงอย่างกับถอดมาเลย

 

 

“ถูกเสด็จแม่ดุมาอีกแล้วสิท่า” เจ้าหญิงเยริส่ายหน้าตอบ

 

 

“ถ้างั้นหลานก็คงจะคิดท่านน้ายุนอา”

 

 

“นั่นก็ส่วนนึงค่ะ” พอพูดถึงท่านน้ายุนอาขึ้นมาทีไรเจ้าหญิงเยริก็จะทำหน้าซึมๆ แต่วันนี้กลับร้องไห้ออกมา ซึ่งมันทำให้เจ้าหญิงคริสตัลผู้เป็นน้าอีกคนของเด็กน้อยตกใจมากทีเดียว

 

 

“ตอนนี้ท่านน้าเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่ลากราเซียค่ะ หญิงอยากไปอยู่ใกล้ๆ ท่านน้า อยากพูดคุย อยากกอด อยากยิ้มให้ แต่หญิงคงทำไม่ได้ เพราะหญิงทำจดหมายเชื้อเชิญจากลากราเซียหาย หญิงหามันอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันแต่สุดท้ายก็ไม่พบอะไรเลย” พอระบายสิ่งที่อัดอั้นตันใจออกมาจนหมดเจ้าหญิงเยริก็ก้มหน้าลงร้องไห้อีกครั้ง

 

 

ไหนเมื่อกี้ใครบอกว่าไม่ได้ร้องไห้นะ

 

 

“เอ... หลานหมายถึงจดหมายฉบับนี้หรือเปล่า” พอเห็นจดหมายในมือท่านน้าคนสวยเจ้าหญิงเยริก็หยุดร้องไห้ลงทันใด ผู้เป็นน้าจึงยิ้มกว้างแล้วส่งจดหมายนั้นให้หลานสาวขี้แยทันที

 

 

“ท่านน้าไปได้มันมาได้ยังไงคะ” เจ้าหญิงเยริยังรู้สึกอึ้งทึ่งไม่หาย

 

 

“รู้แล้วหลานอย่าบอกใครนะ” ท่านน้าคนสวยยื่นหน้าเข้ามากระซิบข้างหูหลานสาวเบาๆ “เวทมนตร์ไง”

 

 

“ขอบคุณนะคะท่านน้า” เจ้าหญิงเยริกอดท่านน้าแน่นอยู่สักพัก ก่อนจะผละตัวออกแล้วคลี่จดหมายอ่าน แต่ทว่ามันหมดเขตรับสมัครไปนานแล้ว มิหนำซ้ำโรงเรียนยังเปิดเทอมไปตั้งสองเดือนแล้วด้วย

 

 

“ทำยังไงดีคะโรงเรียนเปิดเทอมแล้ว หญิงจะยังเข้าเรียนที่นั่นได้อยู่มั้ยคะ”

 

 

“ลองปรึกษาท่านแม่ยูริของหญิงดูไหม” ท่านน้าเสนอแต่เจ้าหญิงเยริตาโตเท่าไข่ห่าน ต่อให้หัวเด็ดตีนขาดท่านแม่ก็คงไม่มีทางให้เธอไปเรียนที่นั่นแน่ๆ แล้วถ้าเกิดท่านแม่รู้ว่าเธออยากไปเรียนที่นั่นเพราะท่านน้ายุนอาแล้วล่ะก็... คิดแล้วก็รู้สึกเสียวสันหลังพิลึก

 

 

“ไม่ได้ค่ะ หญิงปรึกษาท่านแม่ไม่ได้แน่ๆ” เจ้าหญิงเยริรีบปฏิเสธทันควัน

 

 

“ถ้างั้นก็เหลือแค่คนเดียวแล้วล่ะที่จะช่วยหลานได้”

 

 

เสด็จแม่...

 

 

เจ้าหญิงเยริได้แต่ยิ้มแห้งกับประโยคนั้นของท่านน้า แล้วยิ่งนึกถึงบทสนทนาที่ตัวเองไปทำปากดีกับเสด็จแม่ไว้ก็ยิ่งรู้สึกละอายใจไม่กล้าเข้าไปขอความช่วยเหลือขึ้นไปอีก

 

 

“ไม่ไปก็ไม่ไป แต่หญิงจะมาเสียใจภายหลังไม่ได้นะ”

 

 

“กษัตริย์ตรัสแล้วไม่คืนคำ เจ้าหญิงอย่างหญิงก็เช่นกันเพคะ”

 

 

“แม่จะรอดู”

 

 

ทำไมเสด็จแม่ถึงได้ทรงมั่นพระทัยเหลือเกินว่ายังไงเธอก็จะต้องไปที่นั่นแน่ๆ หรือว่านอกจากเสด็จแม่จะมีเชื้อสายแล้วก็พลังของพวกภูตหิมะ เสด็จแม่ยังมีพลังล่วงรู้อนาคตอีกด้วย แถมบางทีเสด็จแม่ก็เหมือนจะอ่านใจเธอออกแล้วก็ยังมองเธอทะลุปรุโปร่งอีกต่างหาก จะทรงน่ากลัวเกินไปแล้ว

 

 

“หญิงว่าเสด็จแม่ไม่น่าจะ... อ้าว! ท่านน้า” พอเจ้าหญิงเยริหลุดจากภวังค์ความคิด ท่านน้าที่นั่งอยู่ด้วยกันข้างๆ จนถึงเมื่อครู่ก็หายไปแล้ว

 

 

ท่านน้าไปตอนไหน ทำไมเธอไม่เห็นจะรู้สึกตัวเลย เจ้าหญิงเยริงุนงงเป็นอย่างยิ่ง

 

 

ทว่านางข้าหลวงผู้รับผิดชอบหน้าที่ทำความสะอาดปราสาทจองจำคนใหม่ที่กำลังจะเข้ามาทำความสะอาดกลับปล่อยถังน้ำร่วงจากมือและได้ช็อกค้างไปเป็นที่เรียบร้อย

 

 

เจ้าหญิงเยริทรงคุยกับผี!

 

 

พอเจ้าหญิงเยริเสด็จมาถึงหน้าห้องทรงพระอักษรของพระมารดาก็สองจิตสองใจลังเลอยู่หน้าบานพระทวารอยู่นานสองนานว่าจะเข้าไปดีมั้ย ถ้าเข้าไปแล้วเสด็จแม่จะทรงว่ายังไงบ้าง ถ้าเกิดทรงกริ้ว ถ้าเกิดทรงตำหนิเธอ มันคงได้ไม่คุ้มเสีย มือบางเลยทำท่าจะเคาะแหล่ไม่เคาะแหล่อยู่อย่างนั้นจนดูน่าตลกหากใครมาพบเห็นเข้า จนสุดท้ายเจ้าหญิงเยริก็ตัดสินพระทัยล้มเลิกความคิดทั้งหมด ทว่าจู่ๆ บานพระทวารที่ปิดอยู่นั้นกลับเปิดออกกว้างจนเจ้าหญิงน้อยตกพระทัยสะดุ้งเฮือกก้าวถอยหลังไปทันที

 

 

“เสด็จแม่!” เจ้าหญิงเยริร้องเสียงหลงเมื่อเห็นพระมารดาอยู่ตรงหน้าตัวเอง

 

 

“อะไรกันลูกคนนี้ เห็นแม่ทำอย่างกับเห็นผี” องค์ราชินีสรวลเบาๆ

 

 

“ขอประทานอภัยเพคะ” เจ้าหญิงเยริตอบก่อนก้มหน้าลงมองพื้น ไม่น่าเลยๆ เจ้าหญิงเยริกรีดร้องคร่ำครวญกับตัวเองในใจ

 

 

“หญิงมาก็ดีเลย แม่กำลังหาเพื่อนกินข้าว” ราชินีเจสสิก้ารับสั่งพร้อมกับทอดพระเนตรไปยังนาฬิกาตั้งพื้นเรือนใหญ่อยู่ด้านในห้องที่บอกเวลาเที่ยงตรงพอเหมาะพอดี

 

 

แต่หญิงไม่ได้จะมาทานข้าวกับเสด็จแม่ เจ้าหญิงเยริยิ้มแหย

 

 

“แล้วท่านแม่ล่ะเพคะ”

 

 

“ท่านแม่ยูริของหญิงออกวังไปตั้งแต่เช้า บอกสัญญาจะมากินข้าวเที่ยงกับแม่แต่ยังไม่เห็นแม้แต่เงา หญิงไปกินข้าวกับแม่นะ”

 

 

เสด็จแม่รับสั่งมาขนาดนี้แล้วเธอจะปฏิเสธอะไรได้ เจ้าหญิงเยริจึงต้องยอมตกลงอย่างจำใจ “เพคะ”

 

 

แม้ว่าองค์ราชินีเจสสิก้าจะเป็นผู้ให้กำเนิดตนเอง แต่เจ้าหญิงเยริกลับไม่ค่อยสนิทกับเสด็จแม่สักเท่าไหร่ เธอออกจะเกร็งๆ ไปด้วยซ้ำเวลาอยู่ต่อหน้าเสด็จแม่ผู้ทรงเปี่ยมล้นไปด้วยพระราชอำนาจของราชินีผู้เป็นเจ้าแห่งลมหายใจของทุกชีวิตในมาเดน มีคนเคยบอกว่าเสด็จแม่เป็นผู้ปราบจ้าวปีศาจ มีคนเคยบอกว่าเสด็จแม่ทรงเป็นราชินีผู้เป็นตำนานแห่งมาเดน ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเทียบเทียมได้ เธอที่เป็นเจ้าหญิงกะโปโลเลยยิ่งดูตัวเล็กจ้อยไปถนัดตาเมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้น ผู้คนมากมายล้วนคาดหวังให้เธอเป็นอย่างเสด็จแม่ แต่ว่าเธอดันเกิดมาผิดปกติไม่ได้มีพลังวิเศษเหมือนเสด็จแม่ ถ้าไม่นับตำแหน่งเจ้าฟ้าหญิงรัชทายาทที่ติดตัวเธอมาตั้งแต่เกิด เธอก็คงจะเป็นเพียงคนธรรมดาๆ ไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีความพิเศษอะไร เธอจึงเติบโตขึ้นมาท่ามกลางความกดดันมากมาย และเพราะความกดดันเหล่านั้นมันยิ่งทำให้เธอไม่อยากจะเป็นเหมือนเสด็จแม่

 

 

... เพราะเธอรู้ดีว่ายังไงเธอก็คงเป็นราชินีที่ดีเท่าเสด็จแม่ไม่ได้ ...

 

 

องค์ราชินีเจสสิก้าที่กำลังเสวยพระกายาหารเที่ยงกับเจ้าหญิงเยริสองต่อสองชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าลูกสาวเอาแต่เหม่อจ้องมองมายังตัวเองไม่หยุด และดูเหมือนว่าเจ้าตัวก็ยังไม่รู้ตัวอีกด้วย

 

 

“หญิง... หญิง ไม่สบายหรือเปล่าลูก”

 

 

เจ้าหญิงเยริสะดุ้งเฮือกก่อนตอบกลับ “ไม่เพคะ”

 

 

“ทำไมวันนี้หญิงดูเหม่อๆ หรือว่าอาหารไม่อร่อย”

 

 

“อร่อยเพคะ”

 

 

เจ้าหญิงเยริรับสั่งเพียงสั้นๆ แต่สำหรับคนเป็นแม่แล้วไม่ว่ายังไงก็ดูออกว่าลูกสาวคงจะมีเรื่องบางอย่างค้างคาจิตใจอยู่ องค์ราชินีจึงหยุดเสวยอาหารก่อนรวบช้อนส้อมแล้วมองลูกสาวเพียงคนเดียวด้วยสายตาแห่งความห่วงใย “หญิงมีอะไรไม่สบายใจหรือเปล่า”

 

 

เจ้าหญิงเยริลังเลอยู่สักพักก่อนเงยหน้าขึ้นสบตากับเสด็จแม่ แล้วเอ่ยถามว่า “เสด็จแม่เคยผิดหวังมั้ยเพคะที่มีลูกอย่างหญิง” พอทรงได้สดับฟังเช่นนั้น ราชินีเจสสิก้าก็มีสีพระพักตร์ประหลาดใจอย่างยิ่งที่อยู่ๆ ธิดาของตนก็ถามคำถามเช่นนั้นขึ้นมา “หญิงเกิดมาผิดปกติ เป็นเพียงคนธรรมดา ไม่มีเวทมนตร์ ไม่มีอำนาจ ไม่มีพลังปกป้องใครเหมือนเสด็จแม่”

 

 

“พูดอะไรอย่างนั้น” กระแสรับสั่งคล้ายตำหนิยิ่งทำให้เจ้าหญิงเยริใจเสีย “แม่ไม่เคยคาดหวังว่าหญิงต้องเป็นอย่างโน้นอย่างนี้เลยสักครั้ง แค่หญิงเกิดมาเป็นลูกของแม่แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับแม่แล้ว”

 

 

“เสด็จแม่...” เจ้าหญิงเยริเอ่ยเสียงเบาหวิว เมื่อเห็นพระพักตร์ของพระมารดาดูกล้ำกลืนและเจ็บปวดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

“แม่ไม่อยากให้หญิงโทษตัวเอง ดังนั้นเลิกคิดถึงเรื่องพวกนี้ได้ไหม”

 

 

“เพคะ”

 

 

ราชินีเจสสิก้ารู้ว่าลูกสาวเพียงแค่ตอบรับไปงั้นๆ แต่เยริคงไม่รู้ว่าเธอเองก็ปวดใจกับเรื่องนี้ไม่ต่างกัน ทว่าองค์ราชินีก็ยังฝืนยิ้มออกมาก่อนตักอาหารใส่จานให้ลูกสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกัน แต่แล้วหางพระเนตรก็เหลือบไปเห็นซองจดหมายที่วางอยู่บนโต๊ะข้างกายลูกสาว

 

 

“จดหมายจากลากราเซีย?”

 

 

“เพคะ” เจ้าหญิงเยริตอบเสียงอ่อย แล้วค่อยๆ ช้อนใบหน้ามองพระมารดา “เสด็จแม่... หญิงเปลี่ยนใจแล้ว หญิงจะไปเรียนที่ลากราเซียเพคะ”

 

 

“แต่โรงเรียนเปิดเทอมไปแล้ว” ประโยคถัดมาจากผู้เป็นแม่ทำให้เจ้าหญิงน้อยเงียบกริบไปสักพัก

 

 

“เพราะอย่างนั้นหญิงเลยมาขอให้เสด็จแม่ทรงช่วย”

 

 

“แล้วท่านแม่ของหญิงล่ะว่ายังไง” เจ้าหญิงเยริเงียบไปอีกครั้ง เพราะรู้ดีว่ายังไงท่านแม่ยูริก็ไม่มีวันอยากให้ตัวเองไปอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง เสียงถอนพระปัสสาสะของเสด็จแม่ยิ่งทำให้เจ้าหญิงเยริหวาดหวั่นเข้าไปอีก เพราะองค์ราชินีก็ทรงทราบดีเหมือนกันว่างานนี้อาจไม่ง่ายสำหรับเยริเสียแล้ว

 

 

“รู้แล้วใช่ไหมว่าท่านน้าอยู่ที่ลากราเซีย” พอลูกสาวพยักหน้าองค์ราชินีก็หลับพระเนตรลงชั่วครู่ พร้อมกับนึกในใจว่าถ้ายูลรู้เรื่องที่เยริอยากไปเรียนที่ลากราเซียเพราะยุนอาล่ะก็... วังแตกแน่!

 

 

“ประชุมอะไรกันอยู่เอ่ยสองแม่ลูก” เสียงจากผู้มาใหม่เล่นเอาสองแม่ลูกสะดุ้งโหยงเหงื่อตกพลั่กๆ จนองค์ราชินีทรงนึกค่อนขอดคนรักในพระทัย กลับมาตอนไหนไม่กลับ ดันกลับมาตอนคนเค้ากำลังคุยเรื่องเครียดกัน ใครไปจุดธูปอัญเชิญมาเนี่ย

 

 

“เอ่อ หญิง.. กำลังปรึกษาเรื่องโรงเรียนกับเสด็จแม่ค่ะท่านแม่”

 

 

ราชินีเจสสิก้าทรงหันขวับ แล้วหญิงจะไปบอกท่านแม่เค้าทำไมล่ะลูกกกกกกกกก

 

 

“โรงเรียน?!” น้ำเสียงขี้เล่นของท่านราชองครักษ์ยามอยู่ต่อหน้าลูกเมีย เปลี่ยนเป็นเข้มขรึมราวกับเป็นคนละคนจนฟังดูน่ากลัว แล้วยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกเมื่อสายตาอันเฉียบคมปราดมองไปยังซองจดหมายจากลากราเซียที่วางแผ่หลาอยู่บนโต๊ะอาหาร และถึงแม้เจ้าหญิงเยริจะรีบเก็บมันลงไปแต่ก็คงจะไม่ทันเสียแล้ว “ครูดีๆ ที่มาเดนก็มีตั้งมากมาย แล้วหญิงจะไปเรียนที่นั่นทำไมกัน”

 

 

“หญิงแค่อยากลองเปิดหูเปิดตา อยากลองใช้ชีวิตที่ข้างนอกนั่นสักครั้ง ถ้าหากท่านแม่จะอนุญาต...”

 

 

“แม่ไม่อนุญาต!” ท่านราชองครักษ์ค้านเสียงดังจนเจ้าหญิงเยริตกพระทัย

 

 

“ยูล... ฟังลูกอธิบายก่อนได้ไหม” ราชินีเจสสิก้าเอื้อมมือไปจับแขนท่านราชองครักษ์ให้ใจเย็นลง เยริเองก็ดูตกใจไม่น้อยที่อยู่ๆ ท่านแม่ผู้เป็นที่รักยิ่งก็เอาแต่ฟาดงวงฟาดงาใส่ แล้วยังใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอทุกอย่างเริ่มเข้าสู่ความปกติ ราชินีเจสสิก้าจึงพยักพระพักตร์ให้ลูกสาวได้ชี้แจงเหตุผล

 

 

“ตั้งแต่เกิดมาหญิงไม่เคยออกนอกกำแพงพระราชวังมาเดนเลยสักครั้ง ทุกวันหญิงใช้ชีวิตหมดไปวันๆ อย่างไร้ค่า ได้เห็นแต่สิ่งเดิมๆ เรียนรู้แต่สิ่งเดิมๆ ที่หญิงพบเห็นในแต่ละวัน การอยู่กับครอบครัวทำให้หญิงมีความสุขก็จริงอยู่ แต่หญิงไม่รู้ว่าชีวิตที่แท้จริงเป็นแบบไหน หญิงไม่รู้ว่าประชาชนใช้ชีวิตกันยังไง หญิงไม่รู้ว่าโลกอีกฟากนึงของกำแพงมีอะไรบ้าง หญิงรู้เท่าที่พระราชวังมาเดนอยากให้หญิงรู้ หญิงเห็นเท่าที่พระราชวังมาเดนอยากให้หญิงเห็น เจ้าหญิงที่ไม่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริง คงกลายเป็นราชินีที่ดีในอนาคตไม่ได้”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นหญิงก็เรียนในมาเดน ไม่ต้องไปไกลถึงลากราเซีย” ท่านราชองครักษ์ตัดสินใจพร้อมกอดอกหน้าเคร่ง “ลากราเซียมีอันตรายมากมาย ที่นั่นไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะกับหญิง”

 

 

“แล้วมีสถานที่ไหนที่เหมาะกับหญิงบ้างคะ ยอดหอคอยบนปราสาทหรือว่ากรงทองที่เอาไว้จองจำพวกนกกา”

 

 

“เยริ!!!” ท่านราชองครักษ์ตวาดเสียงดังกับคำพูดประชดประชันของลูกสาว ซึ่งมันกระทบกระเทือนจิตใจของเจ้าหญิงเยริไม่น้อย หยาดน้ำตาใสจึงรื้นขอบตาด้วยความเสียใจอย่างยิ่ง ที่ท่านแม่ผู้ที่เจ้าหญิงน้อยเคยคิดว่าเข้าใจตัวเองมากที่สุดกลับไม่เข้าใจตัวเอง เมื่อเห็นลูกสาวร้องไห้ท่านราชองครักษ์ก็ใจอ่อนยวบยาบไม่ต่างกัน แต่ไม่ว่ายังไงเธอก็ยังคงยืนยันคำเดิม เยริไม่ควรออกจากพระราชวังมาเดนแห่งนี้มากที่สุด

 

 

“หญิงยอมรับว่าหญิงอ่อนแอ แต่ท่านแม่เองก็ปกป้องหญิงไปจนตายไม่ได้หรอกค่ะ!” พูดจบเจ้าหญิงเยริก็ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีออกไปจากห้องเสวยทั้งน้ำตาทันที

 

 

ท่านราชองครักษ์ยูริยกมือขึ้นกุมขมับพร้อมกับทรุดตัวนั่งลงบนเก้าอี้ข้างคนรักอย่างอ่อนใจ ก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมาด้วยความหนักใจ

 

 

“ลูกโตแล้วนะยูล...” ราชินีเจสสิก้าเกริ่นขึ้นมาก่อน

 

 

“ลูกไม่เคยโตในสายตาของคนเป็นแม่หรอก”

 

 

“แต่โลกใบเดิมของลูกเล็กเกินกว่าจะเรียนรู้ได้อีกต่อไปแล้ว”

 

 

“ข้างนอกนั่นมีอันตรายอยู่เต็มไปหมดเจ้าก็รู้ดีนี่สิก้า ข้ากลัวไปหมด ข้ากลัวจะเสียเจ้า ข้ากลัวจะเสียลูก แค่คิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นข้าก็แทบจะเป็นบ้าคลั่งให้ได้”

 

 

“แต่ว่ายุนอาก็อยู่ที่นั่..”

 

 

“ยุนอาไม่เคยมีลูก คนไม่มีลูกไม่มีทางเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ยุนอาไม่มีวันดูแลยัยหนูดีเท่าเราหรอกสิก้า เลิกเข้าข้างลูกสักที เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่าเยริเกือบถูกฆ่าตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ!

 

 

เจ้าหญิงเยริที่ยังคงยืนแอบฟังแม่ทั้งสองคนคุยกันอยู่หน้าห้องเสวยถึงกับตกใจในประโยคนั้นของผู้เป็นแม่

 

 

ท่านแม่หมายความว่ายังไง เธอเคยเกือบถูกฆ่าตั้งแต่ยังไม่เกิด?

 

 

“ไม่สิ ต้องเรียกว่าเยริน่ะถูกฆ่าไปแล้วต่างหากสิถึงจะถูก” ท่านราชองครักษ์ยูริแก้ประโยคนั้นใหม่อีกครั้ง ราชินีเจสสิก้าได้แต่ก้มพระพักตร์อย่างเจ็บปวดพระทัย แต่มันกลับนำมาซึ่งความสงสัยใคร่รู้ในใจของเจ้าหญิงเยริมากกว่าเดิม

 

 

ท่านแม่กำลังพูดถึงเรื่องอะไรอยู่...

 

 

“เราอยู่กับลูกได้ไม่นานหรอกนะเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดี” คำพูดของราชินีเจสสิก้าทำให้ท่านราชองครักษ์ยูริสะอึกนิ่งฟังไปชั่วครู่ “จริงอย่างที่ลูกบอก เราปกป้องลูกไปจนตายไม่ได้หรอกนะยูล เพราะอย่างนั้นลูกถึงต้องดูแลตัวเองให้ได้ การเป็นราชินีมันไม่ง่ายเจ้าก็รู้ ลูกเรายังไม่พร้อมสำหรับโลกใบนี้แต่ลากราเซียจะสอนทุกอย่างที่ลูกควรได้รู้ ข้าอยากให้เจ้าเชื่อใจลูก เชื่อใจยุนอา ลูกดูแลตัวเองได้และข้าก็มั่นใจว่ายุนอาไม่มีทางปล่อยให้เยริเป็นอันตรายแน่” นัยน์เนตรสีน้ำตาลคู่สวยสบลึกเข้าไปในดวงตาของคนรักคล้ายจะอ้อนวอน

 

 

ไม่ว่าใครก็รู้ว่าท่านราชองครักษ์ยูริเป็นคนใจแข็งราวกับหินผาแค่ไหน แต่มีเพียงคนสองคนที่ท่านราชองครักษ์จะยอมใจอ่อนด้วยก็คือองค์ราชินีเจสสิก้าและเจ้าหญิงเยริเท่านั้น

 

 

... สองคนที่เป็นข้อยกเว้นแบบไม่มีเงื่อนไขใดๆ ...

 

 

“องค์ราชินีทรงตัดสินพระทัยแล้วหม่อมฉันจะห้ามอะไรได้” ท่านราชองครักษ์ใช้คำราชาศัพท์พูดประชดพร้อมกับเบือนหน้าหนีไปทางอื่น “เจ้าไปบอกลูกเองก็แล้วกัน”

 

 

“ทำไม กลัวน้ำตาจะไหลออกมาตอนคุยกับลูกหรือยังไง หือ” ราชินีเจสสิก้าเขยิบมาใกล้ก่อนจะยกแขนขึ้นโอบรอบคอคนรักด้วยความเสน่หา แม้จะไม่ได้รู้สึกชวนให้ใจเต้นเหมือนสมัยก่อน แต่ทั้งคู่ก็ยังคงรับรู้ได้ถึงความรักอย่างเต็มเปี่ยมที่ต่างฝ่ายต่างมีให้กันอยู่เสมอ “เจ้ายังติดค้างคำขอโทษลูกอยู่นะ ทั้งตวาดเสียงดัง ทั้งใช้อารมณ์ ป่านนี้เยริงอนตุ๊บป่องๆ ไปแล้ว”

 

 

เจ้าตัวที่ยังยืนแอบฟังอยู่หน้าห้องเสวยสะอื้นเบาๆ แต่ริมฝีปากบางกลับยิ้มน้อยๆ ออกมาอย่างมีความสุข ถึงแม้เธอจะทั้งดื้อทั้งทำนิสัยไม่ดีขนาดนี้ แต่แม่ทั้งสองก็ยังรักเธอเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

 

 

“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย ที่ลูกเอาแต่ใจแบบนี้ก็เพราะได้รับการถ่ายทอดมาจากเจ้าทั้งนั้นแหละ”

 

 

“นี่สรุปข้าผิดหรอเนี่ย”

 

 

“ผิด!” และเพราะคำตอบนั้นเสียงหอมฟอดใหญ่จากราชินีเจสสิก้าเลยดังขึ้นจนท่านราชองครักษ์ตั้งตัวไม่ทัน

 

 

“ทีนี้หายโกรธข้าบ้างไหม”

 

 

ท่านราชองครักษ์ที่ยังคงอึ้งๆ อยู่ไม่ตอบอะไร องค์ราชินีเลยคิดเองเออเองว่าอีกฝ่ายคงยังไม่หายโกรธตัวเองแน่ๆ จึงประคองใบหน้าคนรักให้หันมาหาตน ก่อนมอบจุมพิตดูดดื่มลงบนริมฝีปากอิ่มของคนรักอย่างแสนเสน่หา จนลูกสาวที่แอบยืนดูแม่ๆ ทั้งสองคุยกันอยู่หน้าห้องต้องหันหน้าหนีและเดินจากไปอย่างรวดเร็วด้วยความเขินอาย

 

 

วันนี้เป็นวันที่เจ้าหญิงเยริตื่นเต้นที่สุดในชีวิต เจ้าหญิงพระองค์น้อยยิ้มกว้างขณะเสด็จผ่านทางเดินแห่งประวัติศาสตร์มาเดน ปกติถ้าไม่มีคนเดินตามมาด้วยเจ้าหญิงเยริจะไม่มีวันเสด็จผ่านทางนี้เพียงลำพังเด็ดขาด ก็ดูสิผนังทั้งสองฝั่งล้วนประดับประดาไปด้วยภาพวาดของพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เหมือนว่าพระเนตรทุกดวงจะพากันจับจ้องมายังเธอกันเป็นตาเดียวยังไงยังงั้น ดูๆ แล้วก็คล้ายๆ กับพวกสุสานคนตายพาให้รู้สึกขนลุกซู่อย่างบอกไม่ถูก แถมตอนนี้ยังรู้สึกหน่วงๆ ที่ท้องน้อยเหมือนฉี่จะราดออกมาให้ได้อีกต่างหาก อาการกลัวผีขึ้นสมองชักจะกำเริบขึ้นมาอีกแล้ว

 

 

ไม่รู้ไปได้นิสัยนี้มาจากใคร ให้ตายเถอะ! ให้ตาย!

 

 

เสด็จแม่เคยถามว่าเธอจะกลัวรูปภาพพวกนี้ทำไม ในเมื่อทุกคนที่อยู่ในรูปก็เป็นพระญาติเป็นบรรพบุรุษราชวงศ์มาเดนของเราทั้งนั้น ก็ไม่ใช่เพราะราชวงศ์มาเดนนี้หรอกหรอพวกพระองค์ท่านทั้งหลายถึงได้ตายกันเป็นใบไม้ร่วงน่ะ แล้วแต่ละพระองค์ก็ใช่ว่าจะไปดีเสียเมื่อไหร่ เสด็จทวดเธอถูกปลงพระชนม์ เสด็จตาเธอถูกวางยาพิษสิ้นพระชนม์ เสด็จยายเธอถูกลูกธนูอาบยาพิษปักอก เสด็จน้าถูกพวกปีศาจฆ่า และอีกมากมายก่ายกอง ขนาดท่านแม่ที่แข็งแกร่งไม่ต่างจากชายอกสามศอกยังไม่ค่อยจะเดินผ่านทางนี้เลย

 

 

“หม่อมฉันได้ยินว่ามีคนเคยถูกผีราชินีพระองค์ก่อนๆๆๆๆ หน้านู้นหลอกจนจับไข้หัวโกร๋นตอนเดินผ่านทางนี้” พระพี่เลี้ยงพึมพำเบาๆ

 

 

“หม่อมฉันก็ได้เคยได้ยินว่ามีคนถูกผีกษัตริย์พระองค์ก่อนๆๆๆ หน้านู้นที่ถูกปลงพระชนม์โดยพวกกบฏถอดพระเศียรออกมาโชว์ให้ดู” พระพี่เลี้ยงอีกคนสมทบ

 

 

“เงียบน่า!” เจ้าหญิงเยริที่กลัวผีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วออกคำสั่งพวกพระพี่เลี้ยงปากพล่อยเสียงดัง แล้วพยายามเปลี่ยนเรื่องคุยเพื่อที่จะได้ไม่พากันฟุ้งซ่านไปมากกว่านี้

 

 

“เจ้าเคยไปลากราเซียสักครั้งมั้ยแรมซิส” องครักษ์ประจำพระองค์เจ้าหญิงรัชทายาทมุ่นคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนทูลตอบเจ้าหญิงผู้เอาแต่พระทัยจากสิ่งที่ตนเคยได้ยินมา

 

 

“เท่าที่กระหม่อมทราบลากราเซียตั้งอยู่ในอาณาจักรลับแล เป็นเขตต้องห้ามผู้ชายนะเจ้าหญิง”

 

 

“งั้นหรอ” ดวงหน้าซุกซนดูไม่ยี่หระอะไร ในขณะที่สองเท้าก็ออกก้าวเดินไปตามโถงทางเดินที่ทอดยาวไปจนถึงอีกปีกหนึ่งของปราสาท ทว่าเจ้าหญิงน้อยก็ยังได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นจากบรรดาพระพี่เลี้ยงและคุณพยาบาลจากด้านหลังมาเป็นระยะๆ เนื่องด้วยวันนี้เป็นวันที่เธอต้องจากทุกคนที่นี่ไปยังลากราเซีย รวมทั้งเสด็จแม่และก็ท่านแม่ที่ยังคงงอนเธอไม่หาย

 

 

“ร้องอะไรกันนักหนา หญิงไปเรียน ไม่ได้ไปตายนะ” เจ้าหญิงเยริหันมาด้านหลัง แต่ว่าคุณพยาบาลแทบถลามาตบปาก เอ้ย! ปิดปากเจ้าหญิงเยริทันที

 

 

“ตายแล้ว! ทรงรับสั่งอะไรออกมาอย่างนั้นเพคะ รับสั่งอะไรก็ไม่รู้ โบราณเขาถือว่าเป็นลางไม่ดี” สักพักก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมากระมิดกระเมี้ยนซับน้ำตาที่หางตาตัวเองเบาๆ ภาพที่เห็นทำให้เจ้าหญิงเยริเพลียจิตเพลียใจสุดๆ ทำเป็นแกล้งร้องไห้ไปงั้น ที่แท้กำลังดีใจที่จะได้ไม่ต้องมาตามดูแลเอาอกเอาใจเด็กเอาแต่ใจแบบเธอล่ะสิท่า

 

 

ปลายสุดของโถงทางเดินนั้นเชื่อมกับอุทยานงดงาม ที่บัดนี้เต็มไปด้วยบรรดานางข้าหลวงและบรรดาข้าราชบริพารมากมายที่มารอส่งเสด็จเจ้าฟ้าหญิงรัชทายาท รวมทั้งองค์ราชินีเจสสิก้าและท่านราชองครักษ์ยูริ รถม้าพ่วงม้าสีขาวตัวอ้วนพีจอดรออยู่อย่างนั้นมาได้สักพักแล้ว พอรู้ว่าตัวเองต้องจากพระราชวังมาเดนแห่งนี้ไปจริงๆ เจ้าหญิงเยริก็รู้สึกกลัวการเริ่มต้นใหม่ขึ้นมาหน่อยๆ และไม่อยากจะก้าวเดินต่อไปแล้ว

 

 

“ท่านแม่ยังงอนหญิงอยู่แน่ ทำไมท่านแม่ไม่มองหญิงเลย”

 

 

รับสั่งราวกับตัดพ้อของเจ้าหญิงน้อยทำให้พ่อหนุ่มแรมซิสองครักษ์ประจำพระองค์หัวเราะออกมาน้อยๆ นอกจากท่านมาร์คัสกับเขาจะมีใครรู้อีกบ้างว่าท่านราชองครักษ์แอบไปร้องไห้เงียบๆ คนเดียวที่อุทยานในปราสาทจองจำแทบทุกวัน เนื่องด้วยยังทำใจไม่ได้ที่จะต้องห่างไกลลูกสาวในเร็ววันนี้

 

 

“หญิง...” องค์ราชินีเจสสิก้าทอดพระเนตรเส้นผมดำสลวยของธิดาที่ก่อนหน้านี้เป็นสีทองสว่างดั่งแพรไหมที่ถักทอท่ามกลางแสงจันทรา พระหัตถ์บางลูบไล้เส้นผมดำขลับของลูกสาวที่เหมือนกับคนรักอย่างเบามือ “ผมดำดูแปลกตา แต่มันเหมาะกับหญิงมากทีเดียว”

 

 

“ต่อจากนี้หญิงจะเป็นเพียงเยริ เด็กสาวธรรมดาๆ ไม่ใช่เจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดน...” เจ้าหญิงเยริทูลเสด็จแม่พลางเหลือบมองท่านแม่ที่ยังคงนิ่งเฉยไปพลาง

 

 

“ยูล” ราชินีเจสสิก้าสะกิดท่านราชองครักษ์ก่อนกระซิบเบาๆ “นี่ไม่ใช่เวลามาทำฟอร์มจัด”

 

 

“ท่านแม่คะ...” พอเจ้าหญิงเยริเอ่ยเรียกเท่านั้น ท่านราชองครักษ์ก็หลุดฟอร์มทั้งหมด แล้วดึงตัวลูกสาวผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจมากอดแนบแน่นราวกับจะตักตวงกลิ่นหอม ความรู้สึก ความทรงจำของลูกสาวให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

“หญิงจะอยู่ยังไง หญิงจะกินยังไง หญิงจะมีเพื่อนบ้างไหม เวลาหญิงไม่สบายใครจะดูแลหญิง เวลาหญิงอ้างว้างหญิงจะคุยเล่นกับใคร คนที่นั่นจะดีกับหญิงไหม พวกเค้าจะกลั่นแกล้งหญิงหรือเปล่า แม่กังวลแทนหญิงไปหมด...” ท่านราชองครักษ์ยูริร่ายออกมายาวเหยียดและพยายามกลั้นน้ำตาอย่างสุดความสามารถ แต่ว่าเจ้าหญิงเยรินั้นร้องไห้ซุกอกท่านแม่ไปแล้วเรียบร้อย

 

 

“ท่านแม่...” เจ้าหญิงเยริช้อนใบหน้าสบตาท่านแม่ทั้งน้ำตา แล้วยิ่งเห็นน้ำตาที่กำลังเอ่อคลอเบ้าท่านแม่ด้วยแล้วเจ้าหญิงน้อยก็ยิ่งร้องไห้หนักยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

“ไม่ร้องนะยัยหนูของแม่” ท่านราชองครักษ์ค่อยๆ เกลี่ยน้ำตาออกจากแก้มนวลของลูกสาวอย่างอ่อนโยน “ต่อจากนี้หญิงต้องเข้มแข็ง เข้มแข็งให้มากๆ และต้องพยายามอยู่ด้วยตัวเองให้ได้” ท่านราชองครักษ์หยุดพูดไปชั่วครู่ “แต่ถ้ามันเหนื่อยนักล่ะก็กลับมาบ้านเรานะลูกนะ”

 

 

“ค่ะท่านแม่” เจ้าหญิงเยริหันไปมองเสด็จแม่ที่ยืนอยู่ไม่ห่างกันเท่าใดนัก และเมื่อองค์ราชินีผายพระพาหาออกเจ้าหญิงน้อยก็ตรงเข้าไปหาอ้อมกอดนั้นอย่างไม่รีรอทันที

 

 

“ไม่ว่าหญิงจะรู้อะไรหรือได้ยินใครพูดอะไรก็ตามแต่ แม่อยากให้หญิงจดจำไว้ว่าปัจจุบันแม่รักหญิงมากที่สุด รู้ใช่ไหม”

 

 

“เพคะเสด็จแม่” เจ้าหญิงน้อยพยักหน้าพร้อมตอบพระมารดาด้วยน้ำเสียงอู้อี้

 

 

รถม้าแล่นออกประตูหลังพระราชวังไปอย่างเงียบเชียบตามที่เจ้าหญิงเยริประสงค์อยากให้เป็นการเสด็จแบบเรียบง่าย เพราะเมื่อรถม้าออกนอกกำแพงใหญ่แห่งพระราชวังมาเดนไปแล้ว เจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดนก็จะกลายเป็นเพียงเยริหญิงสาวสามัญชนธรรมดาๆ ที่ไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์ใดๆ จากนี้การเริ่มต้นใหม่อันน่าตื่นเต้นของเธอจะเริ่มขึ้นในไม่ช้านี้แล้ว แต่เธอก็อดรู้สึกใจหายไม่ได้เหมือนกัน

 

 

“แล้วพบกันใหม่มาเดน...”


 

           

 

______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

ดูยัยหนูสิคะ อยากไปอยู่ใกล้ๆท่านน้าแต่เอาโรงเรียนมาอ้างหน้าตาเฉย

แถมยังชักแม่น้ำทั้งห้าหกเจ็ดแปดมาเถียงกับท่านแม่ยูริอีก รู้เลยนะคะว่าเด็กคนนี้ลูกสิก้า555

หนูอยากได้อะไรต้องได้ อยากได้ท่านน้ายุนอาก็ต้องได้! อุ่ย.. ไม่ใช่แล้ว

แต่พอไปถึงโรงเรียนทุกสิ่งที่ยัยหนูเคยรู้จะเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน

และการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะเป็นบทเรียนของเด็กดื้อที่ไม่เชื่อฟังแม่อีกด้วย สปอยล์ทำไม 555

แล้วจะรู้ว่ามันมีต้นเหตุที่ทำให้บ้านนี้หวงลูกสาวเกินเหตุ

ส่วนตอนหน้าพระเอกของเราจะมาแล้วนะคะ

มาดูกันเถอะว่าซึลกิหมีทึ่มจะเปิดตัวในรูปแบบไหน > <

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

196 ความคิดเห็น

  1. #19 Taenyisrealpk (@Taenyisrealpk) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 7 เมษายน 2560 / 13:26
    เยริไปลากราเซียแล้วววววว ตื่นเต้นๆ
    แม่ๆก็สวีทกันจัง ไม่เกรงใจลูกเลย ^^
    สู้ๆเน้อไรท์ 😀😀
    #19
    0
  2. #18 iamkm09 (@iamkm19) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 10:16
    เยริได้ใครมารู้เลยเหมือนกันอย่างกับแกะทั้งแม่ทั้งลูก ทุกคนรู้ดียกเว้นเจ้าหนูเยริ เยริไปเรียนที่กราเซียแล้วสองแฝดไอรีนกันเวนดี้ล่ะ อยากให้ไปด้วยโรงเรียนคงป่วนน่าดูโดยเฉพาะถ้ามีเวนดี้5555
    #18
    1
    • #18-1 Forget Me Not (@mew-katchy) (จากตอนที่ 3)
      5 เมษายน 2560 / 16:07
      สองแฝดอายุเกินแล้วค่ะ 5555
      #18-1
  3. #17 Kimyeon (@Kimyeon) (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 5 เมษายน 2560 / 02:17
    เจสสิก้ากับยูริรู้เรื่องคริสตัลอยู่ที่ปราสาทจองจำรึป่าวอ่ะ อยากให้รู้จัง คิดถึงโมเม้นพี่น้องของ จองซิส ก่อนตายของภาคที่แล้ว
    #17
    1
    • #17-1 Forget Me Not (@mew-katchy) (จากตอนที่ 3)
      5 เมษายน 2560 / 16:06
      ไม่มีใครรู้ค่ะ เยริก็ไม่รู้ว่าคนที่คุยด้วยคือเด็จน้าคริสตัล ><
      #17-1