[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 12 : ▶GEMINI || Chapter 11 : การกลับมา

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 431
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 13 ครั้ง
    29 ต.ค. 60

GEMINI || Chapter 11 การกลับมา
  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

การกลับมา

 

 




พระราชวังมาเดนกำลังตกอยู่ในความวุ่นวายอย่างที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดน ผู้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงคนเดียวขององค์ราชินีเจสสิก้าและท่านราชองครักษ์ยูริจะกำลังตกอยู่ในอันตรายอย่างยิ่งยวด แล้วถ้าหากรัชทายาทพระองค์นี้เกิดเป็นอะไรไป อาณาจักรมาเดนจะเดินหน้าต่อไปในทิศทางใดก็ไม่มีใครอาจรู้ได้ แต่ที่แน่ๆ ผู้หญิงคนที่ชื่อยุนอานั่นคงไม่รอดฝ่าตีนฝ่าบาทของท่านราชองครักษ์กับองค์ราชินีแหง เพราะหลังจากที่ซึลกิย่องเบาขึ้นหลังคาไปแอบฟังพวกผู้ใหญ่วางแผนคุยกันแล้วก็สรุปความได้ว่าโอกาสในการได้ตัวเจ้าหญิงน้อยกลับมาแบบยังมีลมหายใจนั้นมีแค่สิบเปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

 

ได้ยินแบบนั้นซึลกิก็ทั้งใจหายแล้วก็ทั้งใจเสีย จนเธอต้องหันไปมองคนเป็นแม่อย่างองค์ราชินีเจสสิก้าทันที เธอรู้สึกนับถือใจองค์ราชินีเจสสิก้าจริงๆ ที่ถึงแม้จะได้ยินว่าลูกสาวของตัวเองตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงแบบนั้น แต่ก็ยังพยายามเข้มแข็งไม่แสดงความอ่อนแอออกมาให้ใครเห็น มิหนำซ้ำยังสั่งการและวางแผนเป็นขั้นเป็นตอนได้อย่างราบรื่นไม่มีภาวะอารมณ์เศร้าโศกมาให้ติดขัดแม้แต่นิดเดียว กลับกันถ้าเธอตกอยู่ในสถานการณ์แบบนี้บ้าง เธอคงกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เอาแต่ร้องไห้ฟูมฟายแล้วคงได้ตรอมใจตายแน่ๆ แต่จะว่าไปแล้วเจ้าหญิงไอรีนก็มีจุดแข็งตรงนี้เหมือนกันแฮะ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ผู้มีเชื้อสายขัตติยนารีพึงมีอยู่ในตัวทุกคน

 

 

หลังจากที่เธอคาบข่าวที่พวกผู้ใหญ่ประชุมกันมาบอกสองเจ้าหญิงก็นั่งไม่ติดเก้าอี้เลย ซึลกิที่นั่งจ๋องอยู่บนโซฟาบุกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มได้แต่มองสองเจ้าหญิงฝาแฝดเดินวนไปวนมาในห้องนั่งเล่นอันแสนโอ่อ่าของปราสาทจนชักจะตาลายขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว เลยหันมองสำรวจไปรอบๆ ห้องจนสายตาเลื่อนไปเจอกับรูปวาดบนผนังขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นรูปของเด็กหญิงผมทองสว่างที่กำลังจะกลายเป็นเด็กสาวในไม่ช้า ดวงตาสีน้ำตาลกลมโตนั่นเหมือนองค์ราชินีไม่มีผิด ส่วนจมูกโด่งรั้นได้รูปนั่นก็ถอดพิมพ์มาจากท่านราชองครักษ์ชัดๆ เด็กในภาพวาดคงจะเป็นเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดนไม่ผิดแน่ มิน่าล่ะท่านราชองครักษ์ถึงได้หวงลูกสาวยิ่งกว่าจงอางหวงไข่แบบนี้ ขนาดเป็นเด็กยังน่ารักงดงามได้ถึงเพียงนี้ โตขึ้นมาหัวกระไดปราสาทคงไม่แห้งแน่ๆ

 

 

ซึลกิก็ได้แต่หวังว่าเจ้าหญิงน้อยจะปลอดภัย

 

 

“คิดว่าหลังจากนี้ท่านน้ายุนอาจะเป็นยังไง” แม่ยกคู่โลลิน้าหลานอย่างเจ้าหญิงเวนดี้เอ่ยถามออกมาเพื่อทำลายความเงียบงันภายในห้อง

 

 

“พี่คิดไม่ออกเลย” เจ้าหญิงไอรีนตอบน้องสาวฝาแฝดด้วยใบหน้าเคร่ง ต่อให้น้องเยริจะกลับมาอย่างปลอดภัย เจ้าหญิงไอรีนก็ไม่คิดว่าท่านป้ายูริจะสามารถทำใจให้อภัยต้นเหตุที่ทำให้น้องเยริตกอยู่ในอันตรายอย่างท่านน้ายุนอาได้

 

 

แต่ถ้าน้องเยริเกิดเป็นอะไรไป... นั่นยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ เธอไม่อยากให้เป็นแบบนั้นเลย แค่สถานการณ์ตอนนี้ก็ย่ำแย่มากพอแล้ว เธอทนเห็นเสด็จป้าเจสสิก้าเศร้าโศกพระทัยไม่ได้หรอก

 

 

น้องเยริเป็นเด็กขี้โรค สามวันดีสี่วันไข้มาตั้งแต่ยังเล็กๆ แถมยังเคยป่วยหนักจนเฉียดความตายมาแล้วตั้งหลายต่อหลายครั้ง เสด็จป้าต้องทรงเข้มแข็งแค่ไหนจึงจะสามารถผ่านคืนวันเหล่านั้นไปได้ เธอจดจำคืนนั้นได้ดี ภาพของเสด็จป้าที่กรรแสงอย่างเจ็บปวดพระทัยขณะทรงเฝ้าไข้น้องเยริตอนอายุได้ขวบกว่าๆ อยู่ขอบเตียงโดยที่ตนเองไม่อาจช่วยเหลืออะไรได้ ภาพนั้นยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเธอไม่จางหาย มันเป็นตลกร้ายชัดๆ

 

 

เสด็จป้าทรงมีพลังรักษาคนป่วยได้ทั้งโลก

 

 

แต่คนเดียวที่เสด็จป้ารักษาไม่ได้กลับเป็นลูกของตัวเอง

 

 

“พี่ตัดสินใจแล้ว พี่จะไปช่วยเสด็จป้าพาน้องเยริกลับมา” สองคนที่เหลือหันมามองหน้ากันแบบไม่ได้นัดหมายกับคำพูดของเจ้าหญิงไอรีนทันที

 

 

“เสด็จป้าทรงบอกให้เรารออยู่ที่นี่ เราจะขัดขืนคำสั่งราชโองการองค์ราชินีแห่งมาเดนได้ยังไงพี่ไอรีน” เจ้าหญิงเวนดี้แย้งขึ้นมาทันที เจ้าหญิงไอรีนจึงเม้มปากน้อยๆ พลางหันไปส่งสายตาให้เจ้าหัวขโมยก่อนถามขึ้น

 

 

“แล้วเจ้าล่ะ ถ้าเป็นเจ้า เจ้าจะทำยังไงซึลกิ” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยถามก่อนครุ่นคิดในใจว่าเมื่อไหร่กันที่เธอปล่อยให้ซึลกิมามีอิทธิพลในการตัดสินใจแบบนี้

 

 

เจ้าหัวขโมยเลิ่กลั่กฉุกคิดเล็กน้อย “ข้ายังไม่อยากหัวขาดด้วยการขัดคำสั่งองค์ราชินี...”

 

 

คำตอบจากซึลกิขัดใจเจ้าหญิงไอรีนไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ถือสาอะไร เพราะเข้าใจดีว่าคนธรรมดาอย่างซึลกิคงจะเกรงกลัวคำสั่งและอำนาจจากราชินีอยู่ไม่น้อย ส่วนเธอที่เป็นหลานแท้ๆ กระแสรับสั่งนั้นก็ไม่ได้ต่างจากคำขู่ที่กลัวว่าเธอกับเวนดี้จะตกอยู่ในอันตรายนั่นแหละ

 

 

“ไม่เป็นไร ถ้างั้นพวกเจ้าก็อยู่ที่นี่” เจ้าหญิงไอรีนบอกกับน้องสาวแล้วก็ซึลกิ

 

 

“พี่ไอรีนจะไปคนเดียวแบบนั้นไม่ได้นะ” เจ้าหญิงเวนดี้โวยวายขึ้นมา ส่วนเจ้าหัวขโมยก็ตกใจไม่แพ้กัน

 

 

“แล้วเจ้าจะให้พี่ทำยังไง น้องเยริกำลังตกอยู่ในอันตราย พี่อยู่ทนอยู่เฉยๆ เหมือนทองไม่รู้ร้อนแบบนี้ไม่ได้หรอก อีกอย่างเจ้าก็รู้ดีว่าเสด็จป้ากับท่านป้าทั้งรักทั้งหวงน้องเยริแค่ไหน ทั้งคู่มีน้องเยริเป็นทายาทเพียงคนเดียวนะเวนดี้”

 

 

“ถ้างั้นข้าไปด้วยได้มั้ย” เจ้าหญิงเวนดี้เขย่าแขนพี่สาวเบาๆ เจ้าหญิงไอรีนเลยมุ่นคิ้วน้อยๆ อย่างชั่งใจก่อนปรายตาไปหาน้องสาวฝาแฝด

 

 

“ถ้าเจ้าอยากไป พี่จะห้ามเจ้าได้มั้ยล่ะ”

 

 

เท่านั้นแหละเจ้าหญิงเวนดี้ก็ยิ้มกว้างออกมาจนตาทั้งสองข้างเป็นโค้งจันทร์เสี้ยวทันที ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นฝาแฝดกันจริงๆ พี่ไอรีนนี่รู้ใจเธอเสียยิ่งกว่าอะไร ถ้าเธออยากทำ เธอก็จะทำ ถ้าเธออยากไป เธอก็จะต้องไปให้ได้ ไม่มีใครมาห้ามเธอได้หรอก

 

 

“อย่างน้อยสองหัวก็ดีกว่าหัวเดียวล่ะน่า” เจ้าหญิงเวนดี้ว่าพลางยักคิ้วหลิ่วตากวนๆ ส่งให้พี่สาวฝาแฝด

 

 

“และสามหัวย่อมดีกว่าสองหัวแน่นอน” เจ้าหัวขโมยเดินเข้ามาสมทบกับเจ้าหญิงทั้งสองพร้อมรอยยิ้ม แต่เจ้าหญิงไอรีนรู้สึกกังวลแทนอยู่หน่อยๆ

 

 

“แต่มันอันตรายมากนะ เจ้าแน่ใจแล้วใช่มั้ยซึลกิ” เจ้าหญิงไอรีนหันไปสบตาถามซึลกิ

 

 

“เพราะมันอันตรายมาก หม่อมฉันเลยต้องอยู่ข้างๆ คอยปกป้องเจ้าหญิงไง” ซึลกิมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยของเจ้าหญิงไอรีนเช่นกัน ไม่ทันได้เคลิบเคลิ้มดวงตาคู่นั้นก็เปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวจนซึลกิใจตกไปอยู่ตาตุ่ม

 

 

เธอพูดอะไรไม่เข้าหูเจ้าหญิงไอรีนหรอ?!

 

 

“บอกแล้วนี่ว่าไม่ต้องใช้คำราชาศัพท์กับข้า สำหรับข้าแล้ว... เจ้าไม่ใช่คนอื่นคนไกลเลย พูดเหมือนเดิมกับข้านะซึลกิ” เจ้าหญิงไอรีนพยักหน้าถี่พยายามทำให้ซึลกิตอบตกลง และในที่สุดอีกฝ่ายก็พยักหน้ายอมตามใจเจ้าหญิงผู้งดงามอย่างว่าง่าย โดยหารู้ไม่ว่าประโยคข้างต้นนั้นมีนัยยะบางอย่างแอบแฝงอยู่ ทว่าหัวขโมยจอมทึ่มก็ยังคงเป็นหัวขโมยจอมทึ่มอยู่วันยันค่ำ

 

 

“เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแท้ๆ ยังจะมาหวานกันอยู่ได้” เจ้าหญิงเวนดี้ยู่ปากพูดกับตัวเองเสียงเบา

 

 

มีอย่างที่ไหน คนเพิ่งเจอกันไม่กี่วันแท้ๆ แต่พี่ไอรีนกลับกล้าเอ่ยปากบอกรักเจ้าหัวขโมยได้อย่างเต็มปากเต็มคำแบบนั้น เธอล่ะยอมใจเลยจริงๆ

 

 

“จะไปกันได้ยังอ่ะ” เจ้าหญิงเวนดี้ถามเร่ง ดีแค่ไหนที่พี่สาวกับเจ้าหัวขโมยเป็นคนไม่ใช่ปลากัด ไม่อย่างนั้นคงได้ท้องจนออกลูกไปหลายคอกแล้ว ถ้าจะจ้องตากันซะหวานเยิ้มหยดย้อยขนาดนี้

 

 

เจ้าหญิงไอรีนจึงเดินนำอีกสองคนไปเปิดประตูห้องนั่งเล่น ทว่าเท้าที่กำลังจะก้าวออกจากห้องกลับชะงักกึกอย่างฉับพลัน เพราะตกใจผู้มาใหม่ที่กำลังจะเปิดประตูเข้ามาในห้องนี้เช่นกัน

 

 

“คุณพยาบาล!” เจ้าหญิงไอรีนอุทานออกมาอย่างตกใจ สตรีร่างโปร่งพร้อมทั้งนางข้าหลวงผู้รับใช้ทั้งสองจึงย่อกายถอนสายบัวให้อย่างแช่มช้อยตามระเบียบแบบแผนมารยาทชาววังทุกประการ

 

 

“ถวายพระพรเพคะเจ้าหญิง” พอเงยหน้าขึ้นคุณพยาบาลมองมาที่เด็กทั้งสามด้วยความสงสัยฉงนใจ “เอ... จะเสด็จไหนกันหรือเพคะ”

 

 

ผู้ต้องสงสัยทั้งสามเลยเหงื่อตกตาส่ายล่อกแล่กๆ ไปหมด เจ้าหัวขโมยที่ยืนอยู่ข้างหลังเลยปิดปากเงียบกริบ ส่วนเจ้าหญิงเวนดี้ที่ปกติเป็นคนปากไว ตอนนี้ก็ได้แต่กัดฟันห้ามตัวเองไม่ให้โพล่งอะไรออกไป เกิดพูดชนพี่ไอรีนแล้วไม่ตรงกันขึ้นมาล่ะซวยแน่ ปล่อยให้พี่ไอรีนเป็นฝ่ายรับหน้าไปน่าจะดีกว่า

 

 

“อยู่ในห้องแล้วมันอุดอู้ไม่สบายกายไม่สบายใจ พวกข้าเลยว่าจะออกไปรับลมข้างนอกซะหน่อย แล้วคุณพยาบาลล่ะมีธุระอะไรหรือเปล่า” เจ้าหญิงไอรีนพยายามแถไปเนียนๆ

 

 

ในขณะที่เจ้าหญิงเวนดี้ได้แต่หวังลึกๆ ในใจว่าเสด็จป้าเจสสิก้าคงไม่ได้ส่งคุณพยาบาลเพื่อมาจับตาดูพวกเธอหรอกนะ เพราะยัยมนุษย์ป้านี่ชอบจับผิดจุกจิกจู้จี้เจ้าระเบียบซะจนเธอแขยง ที่น้องเยริถูกเสด็จป้าเจสสิก้าทรงดุอยู่บ่อยๆ นั่นก็มีสาเหตุมาจากยัยคุณพยาบาลขี้ฟ้องนี่ทั้งนั้น

 

 

“องค์ราชินีรับสั่งให้พวกหม่อมฉันมาถวายการดูแลรับใช้เจ้าหญิงในระหว่างนี้เพคะ” คุณพยาบาลส่งยิ้มหวานให้ทันใด “และองค์ราชินียังรับสั่งอีกว่า ห้ามมิให้เจ้าหญิงแฝดทั้งสองพระองค์เสด็จออกจากห้องนี้จนกว่าองค์ราชินีแทยอนจะเสด็จมาถึงมาเดน”

 

 

!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

 

 

ถึงจะอยากอ้าปากทำตาโตตกใจแค่ไหน ทั้งสามคนก็ต้องเก็บกลั้นอาการไม่ให้กระโตกกระตากจนดูผิดปกติ แล้วสีหน้ายิ้มแย้มของคุณพยาบาลก็ไม่ได้ทำให้ทั้งสามคนรู้สึกโล่งอกโล่งใจเลยสักนิดเดียว แม้กระทั่งซึลกิยังสัมผัสได้ถึงความเจ้ากี้เจ้าการของคุณป้าตรงหน้า ท่าทางเราคงไม่ได้ออกไปจากห้องนี้ง่ายๆ ซะแล้ว ซึลกิกับเวนดี้เลยได้แต่มองคุณพยาบาลและนางข้าหลวงอีกสองคนเดินเข้ามาในห้องอย่างถือวิสาสะ แล้วทันใดนั้นเจ้าหญิงไอรีนก็เอ่ยขึ้น

 

 

“ขอโทษด้วยนะ”

 

 

ไม่ทันที่คุณพยาบาลจะได้เอ่ยปากถามว่าเจ้าหญิงพระองค์โตแห่งอาณาจักรคาร์นมาขอโทษตัวเองทำไม แสงสว่างสีขาวก็พุ่งเข้าหาทั้งสามคนจนถูกแช่แข็งเหมือนรูปปั้นงานแกะสลักน้ำแข็งที่แต่ละคนล้วนมีใบหน้าเหวอจนเจ้าหญิงเวนดี้หลุดขำพรืด ส่วนเจ้าหัวขโมยซึลกิก็ได้แต่กลืนน้ำลายเอื๊อกเพราะเริ่มจะเกร็งๆ กลัวๆ ว่าตัวเองอาจโดนพลังของเจ้าหญิงสายโหดเล่นงานเข้าสักวัน

 

 

พอเจ้าหญิงไอรีนหันมาเห็นซึลกิที่เอาแต่ยืนนิ่งด้วยใบหน้าอึ้ง จึงหัวเราะน้อยๆ พร้อมกับเอ่ยหยอกล้อ “เจ้าน่าจะชินได้แล้วนะ”

 

 

“สักวันข้าจะโดนเจ้าหญิงไอรีนแช่แข็งบ้างมั้ย” ซึลกิทำเป็นใจดีสู้เสือถามออกไป

 

 

“ไม่หรอก ถ้าเจ้าไม่ดื้อกับข้าน่ะนะ” รอยยิ้มขี้เล่นของเจ้าหญิงคลายความกังวลจากประโยคข้างต้นไปหมดจนซึลกิเผลอยิ้มตามอย่างอดไม่ได้

 

 

แต่เจ้าหญิงเวนดี้กลับไม่มีความสุขกับภาพตรงหน้าเอาซะเลย พลันเจ้าหญิงเวนดี้ก็นึกถึงสมัยเราสองคนยังเด็กที่เธอชอบแกล้งแหย่พี่ไอรีนแรงๆ อยู่บ่อยครั้ง จนเสด็จแม่ทิฟฟานี่เรียกไปปรับทัศนคติว่าน้ำตาของพี่ไอรีนคือความสุขของเธอหรอกหรือ คำตอบคือไม่มีทางที่เธอจะมีความสุขบนความทุกข์ของพี่สาวได้หรอก เธอรู้ตัวว่าเธอผิดเต็มประตู แต่เธอก็ยังคงแอบเสด็จแม่แกล้งพี่ไอรีนอยู่เหมือนเดิม เพราะเธอรู้ดีว่าพี่ไอรีนจะให้อภัยเธอเสมอ แล้วทุกครั้งที่ถูกเธอแกล้งพี่ไอรีนก็ไม่เคยปริปากบอกใครเลยสักครั้ง หรือว่าคราวนี้จะถึงตาที่พี่ไอรีนจะเอาคืนเธอบ้างแล้วใช่มั้ย แล้วน้ำตาของเธอจะเป็นความสุขของพี่ไอรีนหรือเปล่า ยิ่งคิดก็ยิ่งฟุ้งซ่านจนข้างในมันตีกันยุ่งไปหมด

 

 

“ไปกันเถอะ ชักช้าจะไม่ทันการ” พูดจบเจ้าหญิงเวนดี้ก็ทำหน้าปั้นปึงเดินนำทั้งสองคนออกไปจากห้องทันที ซึลกิก็ทำหน้างงไป ส่วนเจ้าหญิงไอรีนทำเพียงมองตามหลังน้องสาวฝาแฝดด้วยสีหน้าเรียบเฉย

 

 

“เจ้าหญิงเวนดี้เป็นอะไรหรือเปล่า” ซึลกิหันมาถามเจ้าหญิงไอรีนแบบงงๆ

 

 

“ปกติเวนดี้ก็เอาใจยากแบบนี้ตลอด” เจ้าหญิงไอรีนบอกปัดไปงั้น ทั้งที่รู้แก่ใจดีว่าเจ้าหญิงเวนดี้ผู้เป็นน้องสาวฝาแฝดกำลังเป็นอะไร

 

 

“เสด็จแม่ของเจ้าหญิงคงปวดหัวน่าดูเลยสิ”

 

 

“ไม่ใช่แค่ปวดหัวน่าดู แต่ปวดหัวมากต่างหาก ไปกันเถอะเดี๋ยวเราจะตามเวนดี้ไม่ทัน” เจ้าหญิงไอรีนยิ้มกว้างก่อนคว้ามือซึลกิมาจับหมับหลวมๆ แล้วกระตุกน้อยๆ ให้ออกเดินไปด้วยกัน

 

 

กองทัพทหารองครักษ์ของเจ้าฟ้าหญิงรัชทายาทแห่งมาเดนนับพันๆ นายตั้งแถวเรียงหน้ากระดานประจัญหน้ากับกองทัพซากศพที่ยืนนิ่งไม่ไหวติงราวกับเป็นเพียงกองทัพของหุ่นไล่กาเสียอย่างนั้น ความกดดันปกคลุมทั่วบริเวณมาได้สักพัก แต่ท่านราชองครักษ์ยูริผู้ขี่ม้าดำนำทัพหน้าอันประกอบไปด้วยพลทหารม้าและพลทหารธนูก็ยังคงนิ่งเฉยหยั่งเชิงประเมินฝ่ายตรงข้ามอยู่อย่างเงียบเชียบ ราชินีเจสสิก้าที่ถูกสั่งให้อยู่ข้างหลังเหมือนถูกปิดตาไม่ให้รู้ไม่ให้เห็นอะไร เลยทนไม่ไหวต้องควบม้าทรงสีขาวประจำตำแหน่งมาถามด้วยความหงุดหงิดว่าทำไมถึงไม่ยอมบุกสักที แต่พอภาพกองทัพซากศพถืออาวุธยุทโธปกรณ์มากมายวิ่งเข้าครรลองสายตาองค์ราชินีก็กลืนคำพูดเมื่อครู่ลงคอไปทันที

 

 

“นี่มันอะไรกัน...” องค์ราชินีเอ่ยถามคนรักขณะกวาดสายตามองไปยังกองทัพซากศพมโหฬาร เจ้าแองเจโล่ค้างคาวตัวจิ๋วที่เกาะอยู่บนหัวม้าขององค์ราชินีก็ตกใจไม่แพ้กัน

 

 

“ปีศาจฟื้นคืนชีพหรือขอรับ” เจ้าค้างคาวเอ่ยถามเสียงใสแต่ในใจนี่ขวัญหนีดีฝ่อไปหมดแล้ว

 

 

“พวกมันไม่ใช่ปีศาจ” ท่านราชองครักษ์ตอบโดยไม่ละสายตาจากพวกมัน “ที่นี่เคยเป็นสมรภูมิรบของบรรพบุรุษชาวมาเดนเมื่อหลายพันปีมาแล้ว สมัยที่มาเดนยังไม่มีปฐมกษัตริย์ ไม่มีแม้แต่ปราสาทใหญ่โตโอ่อ่าที่เราอาศัยอยู่เหมือนตอนนี้ หลายชีวิตสิ้นใจเยี่ยงวีรบุรุษที่นี่ ที่สุสานแห่งนี้” มือที่กำบังเหียนยิ่งกำแน่นยิ่งขึ้นเมื่อยูรินึกถึงเหตุผลที่มันเลือกใช้ที่นี่เป็นปราการกันชนให้ตัวมัน “และเพราะไอ้เลวนั่นมันไม่มีกองทัพ มันเลยใช้มนต์ดำปลุกซากศพที่อยู่ใต้พื้นดินขึ้นมาเพื่อถ่วงเวลาพวกเรา”

 

 

“มันฉลาดเลือกทำเลทำมาหากินจริง” องค์ราชินีเจสสิก้านึกค่อนขอดไอ้คนสร้างเรื่องจริงๆ แต่พอเห็นสีหน้าเกรี้ยวกราดของคนรักเจสสิก้าก็เกือบลืมไปสนิทเลยว่า คนรักของเธอน่ะกลัวผียิ่งกว่าอะไร แต่ครั้งนี้มันกลับไม่ใช่เลย เธอเชื่อแล้วว่าเพื่อลูกยูลจะทำได้ทุกอย่างจริงๆ

 

 

“แล้วทำไมเราไม่บุกสักทีล่ะขอรับ” เจ้าแองเจโล่ค้างคาวตัวน้อยคู่ใจองค์ราชินีถามขึ้นอีกครั้ง

 

 

“เราเอาคนมาน้อยกว่ามัน บุกสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ ยังดีที่สงครามเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนทิ้งบทเรียนให้เราไว้ตั้งมากมาย ข้าถึงรู้ว่าทางเดียวที่จะกำจัดมันได้คือใช้ไฟเท่านั้น” ทันทีที่ท่านราชองครักษ์พูดจบ เสียงม้าของแรมซิสก็ดังนำขึ้นมาก่อนที่องครักษ์หนุ่มประจำพระองค์เจ้าหญิงรัชทายาทจะมาถึงเสียอีก และเมื่อยูริส่งสายตาไปถามพ่อหนุ่มองครักษ์ผู้ถือคบเพลิงมาด้วยก็รีบรายงานอย่างรวดเร็ว

 

 

“พร้อมแล้วท่านราชองครักษ์”

 

 

“บุกได้” สิ้นเสียงท่านราชองครักษ์ยูริ เสียงสั่งการรบของแรมซิสก็ดังก้องไปทั่วบริเวณ พร้อมๆ กับวินาทีที่ห่าฝนของลูกธนูติดไฟพุ่งแหวกอากาศสวบเข้าร่างของพวกมันจนลุกไหม้เกรียม แล้วทันใดนั้นกองทัพซากศพที่ยืนนิ่งจนถึงเมื่อครู่ก็หัวมาทางกองทัพฝั่งมาเดนด้วยสายตาที่ลุกโชนไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ก่อนจะดาหน้าวิ่งประจัญเข้ามาอย่างไม่เกรงกลัวสิ่งใด

 

 

ราวกับสงครามได้ถูกเปิดฉากขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่พวกปีศาจสิ้นเผ่าพันธุ์ไปกว่าสองทศวรรษ กองทัพซากศพกรีดร้องโหยหวนวิ่งฝ่าเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แล้วทันใดนั้นการเคลื่อนไหวของพวกมันบางส่วนที่วิ่งนำหน้ามาก่อนก็หยุดชะงักกึกด้วยพลังอำนาจของผู้ครอบครองแหวนแห่งขุนเขา ทำให้พวกทหารยิงลูกธนูติดไฟสังหารพวกมันได้อย่างง่ายดาย ยุนอาที่คุกเข่าอยู่หลับตาลงพร้อมกับวางมือไปยังพื้นดินอีกครั้ง แต่ไม่ทันที่จะได้ปลดปล่อยพลังออกมาก็ถูกยูริที่เพิ่งกระโดดลงมาจากหลังม้าตรงรี่มากระชากคอเสื้อดึงให้ลุกขึ้น

 

 

“ศึกนี้ไม่มีเจ้าก็ชนะได้! ไสหัวไปซะ!” น้ำเสียงกระโชกโฮกฮากของพี่สาวร่วมสาบานยิ่งทำให้ยุนอารู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุให้เยริต้องตกอยู่ในอันตราย แล้วถ้าเกิดเยริเป็นอะไรไปเธอคงไม่มีวันให้อภัยตัวเองไปจนตายแน่ๆ เธอจึงต้องมาที่นี่เพื่อปกป้องเยริอย่างสุดความสามารถ ถึงแม้ว่ามันจะไม่สามารถทดแทนการกระทำแย่ๆ ที่เธอได้พลาดพลั้งทำลงไปได้ก็ตาม

 

 

“ยูล นี่ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกันนะ” ราชินีเจสสิก้าควบม้าเข้ามาใกล้ทั้งสองพร้อมเจ้าค้างคาวที่พยักหน้าเห็นด้วย พลางซัดแท่งน้ำแข็งใส่ซากศพมากมายที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาทางนี้จนพวกมันกระเด็นไปไกลก่อนจะถูกแช่แข็งจนไม่กระดิก

 

 

“ไปอยู่ทัพหลัง” การบอกไล่ทางอ้อมของท่านราชองครักษ์ ทำเอาองค์ราชินีตาโตแค่นเสียงหัวเราะออกมาแบบไปไม่ถูกเลยทีเดียว

 

 

“อ๋อ เดี๋ยวนี้สั่งข้า? ตกลงใครเป็นราชินีแห่งมาเดนกันแน่” เจสสิก้าใช้สายตากดดันมองคนรักที่ยังไม่ละมือจากยุนอาสักที “ยูลปล่อยยุนอา”

 

 

“...”

 

 

“ในนามขององค์ราชินีแห่งอาณาจักรมาเดน ข้าสั่งให้เจ้าปล่อยยุนอา... เดี๋ยวนี้!

 

 

พอได้ยินดังนั้นท่านราชองครักษ์ยูริก็ผลักยุนอาออกไป ราชินีเจสสิก้ากับเจ้าค้างคาวแองเจโล่มองภาพนั้นอย่างโล่งใจ แต่แล้วก็ต้องเบิกตากว้างอย่างฉับพลันเมื่อยูริสวนหมัดพุ่งเข้าที่ใบหน้าของยุนอาอย่างจังจนล้มลงนั่งกับพื้น ก่อนจะปรายตามาหาเธออย่างไม่พอใจที่เข้าข้างยุนอา

 

 

“ท่านยุนอาเป็นอะไรมั้ยขอรับ” เจ้าค้างคาวตัวน้อยตีปีกบินมาดูยุนอาอย่างเป็นห่วง แผลเก่าไม่ทันหายแผลใหม่ก็โผล่มาอีกซีกหน้าซะแล้ว โถๆ ท่านยุนอา กว่าจะได้สมหวังกับเจ้าหญิงน้อย เห็นทีท่านยุนอาคงต้องเป็นที่รองมือรองตีนท่านราชองครักษ์ไปอีกนานเลย

 

 

“มันเป็นต้นเหตุทำให้ยัยหนูต้องตกอยู่ในอันตราย เจ้าจะปกป้องมันไปทำไม”

 

 

“คนไม่หวังดีนั่นต่างหากที่ทำให้ลูกเราเป็นอันตราย”

 

 

“แต่ถ้าไม่เป็นเพราะยุนอาลูกเราก็คงไม่... โธ่เว้ย!” พอหันไปเห็นหน้ายุนอา ยูริก็อยากจะเข้าไปซัดหน้าน้องสาวร่วมสาบานเข้าอีกรอบ

 

 

“โตๆ กันแล้วแยกแยะหน่อยสิยูล”

 

 

เสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ดังขึ้นพร้อมกับหลับตาลงพยายามข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่าน แต่มันก็ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ยูริจึงหันหน้าเข้าหากองทัพของอีกฝ่ายแล้วทรุดตัวลงทุบกำปั้นลงพื้นดินเพื่อปลดปล่อยพลังที่เป็นดั่งพายุสลาตันเข้าทำลายกองทัพของพวกมันจนแตกกระเจิง แล้ววิ่งพุ่งดั่งลมกรดฝ่าดงกองทัพซากศพพวกนั้นเข้าไปอย่างบ้าบิ่นทันที

 

 

“ยูล! กลับมาเดี๋ยวนี้นะยูล! โธ่! ไม่ฟังกันเลย เจ้าอยู่ช่วยทางนี้นะแองเจโล่” ราชินีเจสสิก้าหันมาสั่งเจ้าค้างคาวแล้วควบม้าตามคนรักไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ในกลางดงของพวกมันแบบมองหาทางออกไม่เจอแล้ว มิหนำซ้ำยูลยังหายไปจากสายตาของเธอด้วย

 

 

ร่างโงนเงนของพวกมันค่อยๆ หันมาหาศัตรูอย่างช้าๆ แล้วในที่สุดพวกมันก็กระโจนเข้ามาจนม้าที่องค์ราชินีทรงอยู่เกิดตกใจยกสองขาหน้าขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทำให้ผู้ที่อยู่บนหลังของมันร่วงหล่นตกลงมาที่พื้นดินทันที มือแห้งกรังของพวกมันยกดาบขึ้นหมายจะกำจัดองค์ราชินีให้สิ้นไป แต่ยังไม่ทันที่ปลายดาบจะแตะถึงเนื้อหนังมังสา พลังภูตหิมะที่คอยปกปักษ์รักษาพระนัดดาแห่งราชาภูตหิมะจากความชั่วร้ายก็สะท้อนกลับกระแทกร่างเหล่านั้นจนกระเด็นไปไกล

 

 

“เจสสิก้า! เป็นอะไรมากไหม เจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่า” พอเห็นคนรักตกอยู่ในอันตรายยูริก็ลืมความโกรธที่มีอยู่จนถึงเมื่อครู่จนหมดสิ้น พร้อมทั้งรีบวิ่งเข้ามาประคองเจสสิก้าทันที พอตั้งหลักได้องค์ราชินีที่หมั่นไส้คนรักอยู่เป็นทุนเดิมเลยเอื้อมมือไปบิดหูอีกฝ่ายจนเสียงร้องโอดโอยดังไปทั่ว

 

 

ไม่เอาน่า ไม่ลงตรงนี้ กลับไปเคลียร์กันที่บ้านเถอะ

 

 

“ยังจะมีหน้ามาถามอีก เวลาโกรธทีไรล่ะไร้สติแบบนี้ทุกที อย่าลืมสิถ้าเกิดเราคนใดคนหนึ่งพลาดท่าโดนเล่นงานขึ้นมาอีกคนก็จะพลอยซวยไปด้วย เจ้าอยากให้ลูกเรากลายเป็นเด็กกำพร้าหรือไงเล่า” ไม่พูดเปล่าองค์ราชินียังเรียกพลังออกมาปล่อยใส่พวกศัตรูจนล้มหงายท้องไม่เป็นท่าด้วยความหงุดหงิดแบบสุดๆ

 

 

“เจ้าหนังเหนียวจะตายไป” ราชินีเจสสิก้าตวัดสายตาเกรี้ยวกราดมาหาท่านราชองครักษ์ยูริจนผวาเฮือกต้องรีบแก้คำพูดตัวเองใหม่ทันที “อะไร ข้าบอกว่าข้าหนังเหนียวจะตายไป ไม่ตายง่ายๆ หรอกต่างหาก”

 

 

“ก็ดี!” พอเจสสิก้าหันหน้ากลับมา ปลายหางตาก็เห็นเงาตะคุ่มของใครคนหนึ่งในเงามืดไกลๆ นั่นจนต้องเพ่งมองให้ชัดๆ กับตาอีกครั้งหนึ่ง แล้วทันใดนั้นใจทั้งดวงขององค์ราชินีก็ตกวูบลงไปอยู่ตาตุ่มทันที

 

 

“เซบาสเตียน...” มันแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจทันทีที่รู้ว่าศัตรูคู่อาฆาตอย่างราชินีเจสสิก้าเห็นการกลับมาของมันเข้าให้แล้ว

 

 

เซบาสเตียน... อดีตลิ่วล้อของจ้าวปีศาจเดวิลอสผู้เหี้ยมโหด มนุษย์ผู้ขายวิญญาณของตัวเองยอมตกเป็นทาสของปีศาจเพียงเพื่อแลกกับพลังอำนาจ ลุงโฉดชั่วผู้เอ่ยอ้างถึงความกตัญญูแล้วบังคับให้หลานสาวแท้ๆ อย่างซันนี่ต้องดื่มกินเลือดชั่วๆ ของมันจนกลายเป็นปีศาจตั้งแต่ยังไม่ประสีประสา เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตรอดมันทำได้ทุกอย่างแม้กระทั่งยอมปล่อยให้ซันนี่ถูกพวกปีศาจผลักตกลงปล่องภูเขาไฟไปโดยไม่สนว่าซันนี่นั้นเป็นหลานแท้ๆ ของตัวเองแม้แต่น้อย

 

 

มันควรจะตายไปพร้อมกับพวกปีศาจเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อนแล้วนี่ แล้วทำไมกัน...

 

 

“ทำไมมันถึงยังไม่ตาย”

 

 

หรือว่าที่เยริตกอยู่ในอันตรายจะเป็นเพราะมัน!

 

 

นึกได้เช่นนั้นราชินีเจสสิก้าก็สะบัดพระหัตถ์ซ้ายขวาสร้างม่านน้ำแข็งกั้นตัวเองและคนรักออกจากพวกศัตรูแล้วรีบตรงไปหาโจทก์เก่าอย่างเซบาสเตียนด้วยความแค้นเคืองใจทันที

 

 

“เดี๋ยวๆๆๆ แล้วนี่เจ้าจะไปไหนสิก้า” ยูริถามเสียงหลงแล้วยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ที่อยู่ๆ เจสสิก้าก็วิ่งไปข้างหน้าแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยแบบนั้น

 

 

“พี่ยูริกับพี่สิก้าเข้าไปในนั้นทำไมกัน” ยุนอาที่อยู่อีกฟากของสมรภูมิรบได้แต่มองยูริกับเจสสิก้าวิ่งหายเข้าไปในซากปรักหักพังของวิหารเก่าๆ อย่างแปลกใจ จากที่กำลังซัดพลังใส่พวกศัตรูแบบไม่เลือกหน้า เลยเปลี่ยนใจวิ่งฝ่าดงพวกศัตรูตามทั้งคู่เข้าไปในวิหารนั้นอีกคนเช่นกัน

 

 

เจ้าหญิงเยริลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องที่มีลักษณะคล้ายห้องโถงที่สร้างด้วยหินศิลาขนาดใหญ่ สูงไปจากตรงที่เธอนอนอยู่นั่นเป็นธงสีซีดขาดรุ่งริ่งที่คงมีคนเคยใช้ประดับตกแต่งเพดานห้องนี้เมื่อนานมาแล้ว ผนังทั้งสองข้างมีแสงสีส้มจากคบไฟพอให้อุ่นใจได้เล็กน้อย จะว่าไปแล้วที่นี่คือที่ไหนกัน ดวงตากลมโตสีน้ำตาลพยายามสอดส่องมองหาทางออก เมื่อเห็นประตูใหญ่นั่นถูกปิดสนิทเหมือนจะไม่มีวันเปิดออกอีกครั้งเจ้าหญิงน้อยก็ถอนหายใจออกมาอย่างปลงๆ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหนีหรอก แค่เธอจะยันตัวลุกขึ้นมาจากพื้นก็ยากเย็นแสนเข็ญแล้ว

 

 

เจ้าหญิงเยริพยายามเกาะเสาที่อยู่ใกล้ตัวเองที่สุดแล้วลุกขึ้นเดินสำรวจห้องอย่างช้าๆ จนกระทั่งดวงตากลมโตมองลงไปที่พื้นศิลาที่ตัวเองเหยียบอยู่แล้วเบิกตากว้างกับสิ่งที่ได้เห็นทันที มันไม่ใช่พื้นธรรมดาๆ อย่างที่เธอคิด ในศิลาแต่ละแผ่นนั้นเต็มไปด้วยร่องลวดลายแกะสลักต่อกันที่ดูไม่ต่างจากวงเวทสักเท่าไหร่ แม้จะคิดว่ามันอาจเป็นเพียงลวดลายตกแต่งห้อง แต่เจ้าหญิงเยริก็อดคิดไม่ได้ว่ามันอาจมีบางสิ่งบางอย่างแอบแฝงอยู่นอกเหนือไปกว่านั้น

 

 

“ทรงได้พระสติแล้วหรือเจ้าหญิง” เสียงก้องกังวานของเซบาสเตียนดังขึ้นอีกฟากฝั่งของห้องโถง จนเจ้าหญิงเยริต้องสะบัดหน้าไปหาด้วยความตกใจถึงขีดสุด แล้วยิ่งหวาดกลัวเข้าไปอีกเมื่อเขาค่อยๆ สาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ

 

 

“เจ้าพาข้ามาที่ไหน!” เจ้าหญิงเยริตะเบ็งเสียงถามออกไป พร้อมกับดึงมีดสั้นของท่านแม่ยูริที่เป็นอาวุธชิ้นเดียวที่มีอยู่ในตอนนี้ออกมาขู่คนตรงหน้าอย่างกล้าๆ กลัวๆ จนอีกฝ่ายหัวเราะเสียงเย็นออกมา

 

 

“สุสานของเจ้าหญิงอย่างไรเล่า” เซบาสเตียนตอบพร้อมกับค่อยๆ ใช้นิ้วลูบลงที่คมมีดก่อนจะกระชากมันออกมาจากมือของเจ้าหญิงผู้อ่อนต่อโลกแล้วเขวี้ยงทิ้งไปไกลทันที “ไม่นะ!!!

 

 

“ทรงคิดหรือว่ามีดสั้นแค่นั้นจะทำอะไรกระหม่อมได้” มือหนาเชยคางเด็กน้อยที่กำลังสั่นเทาไปทั้งตัวขึ้นมาพร้อมกับใช้เล็บแหลมจิกจิ้มลงไปจนเลือดไหลซิบ

 

 

“ช่างอ่อนแอเปราะบางซะจนเสียชาติเกิดที่เป็นลูกของบุคคลในตำนานเสียจริงๆ นี่หรือว่าที่ราชินีพระองค์ถัดไปแห่งอาณาจักรมาเดน” เซบาสเตียนส่งเสียงจึ๊กจั๊กในลำคออย่างขัดใจ

 

 

“กระหม่อมหลงนึกว่าเจ้าหญิงจะมีพลังมากมายเหมือนราชินีเจสสิก้าเสียอีก ก็เลยเลยคิดหนักหาทางอยู่เสียนานว่าจะกำจัดเจ้าหญิงอย่างไรดี แล้วดูตอนนี้สิเจ้าหญิงช่างไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ ครั้นจะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด” ไม่ว่าเปล่าแต่มือหนายังเลื่อนลงมาบีบลำคอเล็กจนแน่นก่อนจะค่อยๆ ปล่อยคลายออกเหมือนคำพูดนั้นอีก

 

 

“ข้าไม่มีพลัง แล้วมันคงจะหนักหัวเจ้ามากสินะ” เจ้าหญิงเยริสวนกลับพร้อมเสียงสำลักแค่กๆ อีกทั้งยังจ้องบุรุษตรงหน้าด้วยสายตาแข็งกร้าว พยายามทำเป็นเข้มแข็งทั้งที่ความจริงแล้วมันถูกต้องตามที่คนตรงหน้าพูดไปทุกประการ เขาไม่ได้แสดงท่าทีโกรธเคืองหรือไม่พอใจเธอแม้แต่น้อย แต่กลับส่งเสียงหัวเราะอย่างพึงพอใจออกมาเฉกเช่นคนสติวิปลาส

 

 

“อยากทรงทราบไหม ว่าเหตุใดเจ้าหญิงจึงต้องกลายเป็นผู้ไร้พลังเวทมนตร์เช่นนี้” อยู่ๆ เขาก็ถามขึ้น และพอเห็นว่าเจ้าหญิงน้อยหันขวับมาอย่างรวดเร็วเสียงหัวเราะก็ระเบิดขึ้นอีกครั้ง

 

 

“โอ... กระหม่อมจำได้ดีเลยล่ะ มันเหมือนเป็นเรื่องราวที่เพิ่งผ่านเมื่อวานมานี้เองเจ้าหญิงน้อยเอ๋ย ผลพวงจากสงครามทำให้เด็กๆ ต้องกำพร้าพ่อแม่ เสด็จแม่ของเจ้าหญิงทรงเป็นคนอ่อนโยนมีเมตตากับประชาชนมาแต่ไหนแต่ไรใครก็รู้ และไม่อาจทนเห็นเด็กๆ เหล่านั้นถูกปล่อยปละละเลยได้ เลยทรงจัดตั้งโรงเลี้ยงเด็กกำพร้าขึ้นมา และยังทรงเสด็จมาเยี่ยมเยียนเด็กๆ เหล่านั้นอยู่บ่อยครั้งไม่เว้นแม้ตอนที่ทรงพระครรภ์แก่”

 

 

“และทุกครั้งที่เสด็จมาเด็กๆ เหล่านั้นก็จะมอบของขวัญที่ทำเองกับมือให้องค์ราชินีอยู่เสมอและองค์ราชินีก็ทรงรับด้วยความเต็มพระทัย จนกระทั่งกระหม่อมเห็นจุดอ่อนขององค์ราชินีแห่งมาเดน จึงแปลงกายเป็นเด็กชายหน้าตาน่าสงสารพร้อมกับถือถ้วยยาบำรุงไปถวายให้องค์ราชินีเช่นกัน เมื่อมือของกระหม่อมสัมผัสกับพระหัตถ์ขององค์ราชินีอย่างไม่ได้ตั้งใจ ความเย็นยะเยือกของน้ำแข็งก็กัดกินไปทั่วมือจนกระหม่อมต้องซ่อนมือไว้ข้างหลังแต่ก็ไม่มีผู้ใดเอะใจทั้งสิ้น มีเพียงองครักษ์หนุ่มนามว่าแรมซิสที่เตือนเสด็จแม่ของเจ้าหญิงว่าไม่ควรเสวยยานั่น เมื่อเป็นเช่นนั้นกระหม่อมเลยแกล้งทำท่าจะร้องไห้ และมันได้ผลคนขี้ใจอ่อนอย่างองค์ราชินีเสวยยาพิษนั่นจนหมดถ้วยโดยไม่สนคำเตือนนั้นทันที”

 

 

“แล้วทันใดนั้นความโกลาหลก็บังเกิด เมื่อโลหิตสีแดงฉานหลั่งทะลักทั่วพื้นดั่งท้องฟ้ายามโพล้เพล้ในวันนั้นไม่มีผิด มันเป็นคืนประสูติของเจ้าหญิงและมันก็เป็นคืนสิ้นพระชนม์ของเจ้าหญิงเช่นกัน แต่ว่าราชินีเจสสิก้าก็ทรงพระปรีชาเหลือเกินที่ทำให้พระธิดาผู้ล่วงลับกลับมามีพระชนม์ชีพได้อีกครั้ง ทว่าพลังมหาศาลที่ใช้ไปกลับส่งผลกระทบทำให้เส้นผมสีทองของเสด็จแม่ของเจ้าหญิงแปรเปลี่ยนเป็นสีซีดขาวดั่งคนชราก่อนจะค่อยๆ สิ้นลมหายใจไป ท่านแม่ยูริของเจ้าหญิงที่เพิ่งกลับมาจากการปราบกบฏยอมให้เป็นเช่นนั้นไม่ได้ จึงร่ายเวทมนตร์ทำพิธีผูกชะตาเพื่อมอบชีวิตและลมหายใจอีกครึ่งชีวิตที่เหลืออยู่ของตัวเองให้คนรักอย่างไม่ลังเลทันที ช่างน่าประทับใจในความรักของพวกมนุษย์เสียจริง”

 

 

“ทีนี้ทรงทราบแล้วใช่ไหม ว่าเด็กที่เกิดก่อนกำหนดอย่างเจ้าหญิงถึงได้แต่เจ็บไข้ออดๆ แอดๆ มาตั้งแต่เล็กและที่สำคัญยังใช้เวทมนตร์ไม่ได้อีกด้วย” เสียงเหี้ยมจากเซบาสเตียนทำให้จนเจ้าหญิงเยริกำมือแน่นข่มอารมณ์ที่ใกล้จะระเบิดออกมาอยู่รอมร่อ เขานี่เองที่ทำให้เธอต้องเป็นแบบนี้!!

 

 

“กระหม่อมพยายามหาทางกำจัดผู้มีสายเลือดสีทองอย่างเจ้าหญิงตั้งหลายครั้งหลายครา ถึงขั้นส่งบัตรเชิญแต่ละโรงเรียนไปล่อให้เจ้าหญิงออกจากกำแพงพระราชวังมาเดน แต่ก็ไม่คิดเลยว่าเจ้าหญิงจะปฏิเสธมันทั้งหมด ยกเว้นก็แต่ บัตรเชิญจากโรงเรียนจอมเวทลากราเซีย... รู้ไหมว่ากระหม่อมต้องใช้ความพยายามอย่างหนักหน่วงกว่าจะส่งคนไปเกลี้ยกล่อมให้เจ้าหญิงยุนอายอมเข้ามารับตำแหน่งอาจารย์ในนี้ได้ ซึ่งคนๆ นั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นซอลฮยอน ลูกสาวของกระหม่อมเอง!

 

 

“ไม่จริง...” เจ้าหญิงเยริอ้าปากอย่างตระหนกตกใจทันทีที่เห็นการปรากฏตัวของซอลฮยอน และอีกฝ่ายก็ดูอาฆาตแค้นเหลือเกินเมื่อมองจากสายตาแห่งความแค้นเคืองที่ส่งมาให้แต่ไกลๆ

 

 

“ท่านน้ายุนอาของเจ้าอยู่ไหนล่ะ ทำไมถึงไม่มาช่วยเจ้าเลย หรือว่า...จะเลิกกันเสียแล้ว” ซอลฮยอนถามขยี้ซ้ำจนเจ้าหญิงเยริกัดฟันกรอด

 

 

“อย่าบอกว่าเรื่องเจนนี่ก็เป็นฝีมือของเจ้า” เจ้าหญิงเยริหันมาถามเพื่อความแน่ใจ และเซบาสเตียนก็พยักหน้าขึ้นลงเนิบนาบอย่างไม่รู้สึกยี่หระอะไร

 

 

“เจ้าช่างกล้าเอาชีวิตคนบริสุทธิ์มาเดินแผนการร้ายกาจเพื่อแลกกับความต้องการทะเยอทะยานของตัวเอง เจ้ามันชั่วช้าที่สุด!” เจ้าหญิงเยริตวาดเสียงดัง

 

 

“ที่ทรงรอดชีวิตมาได้ก็เป็นเพราะอัญมณีแห่งสายน้ำช่วยชีวิตเจ้าหญิงไว้ แต่ตอนนี้ไม่มีมันเสียแล้ว เรามาดูกันหน่อยดีไหมว่าคราวนี้จะทรงรอดชีวิตไปได้อีกครั้งหรือไม่!” พูดจบเซบาสเตียนก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้ซอลฮยอนลงมือกรีดเลือดของเยริให้ไหลลงสู่ร่องสลักของวงเวทที่พื้นทันที

 

 

“ดูสิว่าใครจะมาช่วยเจ้า” ซอลฮยอนยิ้มเหี้ยมแล้วง้างมีดขึ้นทันใด

 

 

“ออกไปให้พ้น!” เจ้าหญิงเยริพยายามสะบัดตัวหนี แต่เพราะยังคงอ่อนเพลียอยู่แม้จะหลุดจากมือของซอลฮยอนไปได้แต่ก็หนีไปได้ไม่ไกล มิหนำซ้ำยังถูกอีกฝ่ายจิกผมดึงให้กลับเข้ามายืนอยู่กลางวงเวทอย่างแรงอีกครั้ง

 

 

ร่างเล็กย่อตัวหลบแต่มือก็ยังยื้อยุดฉุดดึงให้คมมีดอยู่ห่างจากตัวเองอย่างสุดแรง เจ้าหญิงเยริพยายามอย่างยิ่งที่จะหมุนบิดข้อมือของซอลฮยอนไปอีกทาง จนกระทั่งมีดของซอลฮยอนตกลงบนพื้นพร้อมเสียงร้องของอีกฝ่ายเด็กน้อยก็รีบกระเสือกกระสนหนีหัวซุกหัวซุน แต่ก็หนีไม่พ้นคำสาปที่ซอลฮยอนร่ายส่งมาในที่สุด เจ้าหญิงเยริล้มตัวลงนอนนิ่งราวกับหินกลางวงเวททันที

 

 

“สิ้นฤทธิ์จนได้” ซอลฮยอนเย้ยหยัน พลางทรุดตัวลงนั่งข้างเจ้าหญิงน้อยผู้อ่อนแอ ทว่าดวงตาสีน้ำตาลกลมโตยังจิกจ้องมองมาอย่างเจ็บแค้น และยังพยายามฮึดสู้ไม่อยากยอมแพ้ต่อโชคชะตาหรือคุกเข่าก้มหัวให้กับยมทูตผู้ไร้จิตใจอย่างคนตรงหน้า

 

 

แล้วทันใดนั้นเจ้าหญิงเยริก็สัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างที่กำลังเอ่อไหลวิ่งวนไปทั่วร่าง มันทำให้รู้สึกดีแต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนกับมันจะระเบิดร่างทั้งร่างให้แตกละเอียดออกเป็นเสี่ยงๆ อีกทั้งหัวใจยังเต้นรัวแรงและเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อะไรบางอย่างกำลังทำให้ร่างกายของเจ้าหญิงน้อยเปลี่ยนแปลงไป มันค่อยๆ เพิ่มพูนก่อนจะท่วมท้นเป็นเท่าทวีคูณจนในที่สุดมันก็ทะลักระเบิดออกมาโดยที่เจ้าหญิงเยริไม่สามารถควบคุมได้ แล้วทันใดนั้นเองเสียงกรีดร้องของเจ้าหญิงเยริผสมเสียงหวีดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานของซอลฮยอนก็ดังลั่นพร้อมกับแสงสีขาวที่ทำลายคำสาปชั่วร้ายพุ่งผ่านร่างของซอลฮยอนไปจนสลายหายวับไปกับตา ก่อนที่แสงนั้นจะกลายเป็นไอเย็นยะเยือกจับไปทั่วห้อง พร้อมๆ กับพายุหิมะขนาดย่อมที่กำลังก่อตัวถาโถมถล่มใส่ห้องโถงใหญ่แห่งนี้

 

 

... พลังที่หลับไหลมาเนิ่นนานกำลังปะทุขึ้นแล้ว ...

 

 

เจ้าหญิงเยริหอบหายใจรวยระรินพยายามตะเกียกตะกายคลานหนีพร้อมกับหันไปมองบุรุษผู้กำลังใกล้เข้ามาอย่างระแวดระวัง ทั้งๆ ที่ซอลฮยอนลูกสาวของเขาตายไปต่อหน้าต่อตาแบบนั้น ทำไมเขายังมีกะจิตกะใจทำเรื่องร้ายๆ พรรค์นี้ได้อีก ไม่ทันได้หาคำตอบให้ตัวเอง ทันใดนั้นเธอก็กระอักเลือดออกมาอย่างรุนแรงจนเซบาสเตียนหัวเราะเสียงเย็นขึ้นอีกหน

 

 

“พลังปะทุขึ้นจนได้ แต่ทรงควบคุมมันไม่ได้สินะ” เซบาสเตียนก้มตัวลงพูดเสียงเบาพร้อมกับมองพายุหิมะที่กำลังถล่มห้องโถงอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย “ทรงทราบไหมว่าถ้าหากควบคุมพลังที่ปะทุขึ้นมาไม่ได้จะเป็นเช่นไร” เซบาสเตียนหัวเราะในลำคออย่างพอใจ

 

 

“...”

 

 

“ไม่ว่ายังไงจุดจบในค่ำคืนนี้ของเจ้าหญิงก็คงหนีไม่พ้นความตายอยู่ดี!

 

 

เจ้าหญิงเยริหมดแรงจะต่อสู้ดิ้นรนอีกต่อไป ได้แต่มองไปที่อีกฝ่ายอย่างเหนื่อยอ่อน แล้วในที่สุดเขาก็ชักมีดแหลมออกมาจากผ้าคลุม แล้วลงมือกรีดมันลงลึกที่ข้อมือซ้ายจนเลือดสีแดงฉานไหลลงตามร่องสลักที่พื้นทันที แม้กระทั่งการตายของลูกสาวอย่างซอลฮยอนยังไม่สามารถเรียกน้ำตาหรือความเศร้าโศกเสียใจจากเขาได้เลย นับประสาอะไรกับเสียงกรี๊ดลั่นดิ้นเร่าของเด็กสาวผู้โชคร้ายอย่างเจ้าหญิงเยริเล่า เขายิ่งไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรเลยสักนิด มิหนำซ้ำยังหยิบตำราเล่มเล็กออกมาร่ายมนต์ดำต่ออย่างไม่ใยดี

 

 

พายุหิมะเริ่มสงบลงแล้ว แสงจากวงเวทสีดำเปล่งประกายขึ้นเหนือร่างเจ้าหญิงเยริทันทีที่เลือดค่อยๆ ไหลไปตามร่องสลัก และเมื่อมันบรรจบกับเมื่อใด นั่นหมายความว่า

 

 

เธอกำลังจะตายลงอย่างช้าๆ...

 

 

หยาดน้ำตาใสรินไหลลงข้างใบหน้างดงามทันที เมื่อคิดว่าตัวเองจะไม่มีวันได้กลับไปพบเจอกับผู้คนอันเป็นที่รักของตัวเองอีกต่อไปแล้ว ที่น่าเสียดายไปกว่านั้นคือเธอไม่มีโอกาสได้บอกลาพวกเค้าเหล่านั้นเลยแม้แต่นาทีเดียว

 

 

คุณพยาบาลที่เอาแต่ขี้บ่นจ้ำจี้จ้ำไชให้เธอกินผักกินอาหารให้ครบห้าหมู่ก็ไม่ต้องมาปากเปียกปากแฉะกับเธออีกแล้ว แต่เธอก็อดห่วงไม่ได้อยู่ดีว่าคุณพยาบาลรวมทั้งบรรดาพี่เลี้ยงจะตกงาน เพราะจากนี้ไปพวกเค้าคงไม่ได้มาดูแลเธออีก

 

 

ส่วนจอย... จอยคงเหงาน่าดู เพราะตอนอยู่โรงเรียนเธอก็ไม่เคยเห็นจอยจะพูดคุยกับคนอื่นเป็นวรรคเป็นเวรนอกจากเธอ แต่จอยเข้มแข็งอยู่แล้ว เธอเชื่อว่าจอยจะสามารถผ่านพ้นมันไปได้

 

 

ที่น่าเป็นห่วงคงไม่พ้นท่านแม่ยูริ ท่านแม่จะเป็นยังไงหากรู้ว่าเธอต้องมาจบชีวิตลงอย่างเดียวดาย ณ ที่แห่งนี้ ท่านแม่คงจะเสียใจมาก ยิ่งไปกว่านั้นเสด็จแม่ก็คงจะเสียพระทัยไม่ต่างกัน แต่เธอต่างหากที่รู้สึกผิดและอยากจะขอประทานอภัยที่เอาแต่ตั้งแง่คิดว่าเสด็จแม่ไม่รักมาตลอด ทั้งที่ความจริงเสด็จแม่ยอมสละทุกอย่างให้เธอได้แม้กระทั่งพระชนม์ชีพของเสด็จแม่เอง เสด็จแม่ประทานลมหายใจให้เธออีกครั้ง และเธอก็กำลังจะตายจากเสด็จแม่ไปอีกครั้งเช่นกัน

 

 

และสุดท้ายท่านน้ายุนอาจะเป็นยังไงถ้าเธอต้องตายจากไปเหมือนซอฮยอนอีกคน ท่านน้าคงไม่ได้เอาแต่ใส่เสื้อผ้าสีดำไว้ทุกข์ แล้วพาตัวเองจมดิ่งลงในอดีตแย่ๆ เหมือนที่เคยเป็นอีกครั้งใช่มั้ย เธอไม่อยากให้ท่านน้ากลับไปเป็นแบบนั้นอีกเลย เพราะฉะนั้นท่านน้าต้องรีบมาช่วยหญิงนะ

 

 

“ท่านน้า.. ช่วยหญิงด้วย...”

 

 

“ไม่มีใครมาช่วยเจ้าหญิงได้หรอก ไม่เคยมีใครผ่านประตูแห่งโชคชะตามาได้สักคน ทั้งเสด็จแม่ ท่านแม่ แล้วก็ท่านน้าของเจ้าหญิง ทุกคนจะต้องติดอยู่ในวังวนของประตูแห่งโชคชะตาไปจนตาย”

 

 

“ไม่มีวัน” เจ้าหญิงเยริพยายามกลั้นไม่ให้เลือดไหลออกมาจากปากอย่างทรมาน แต่เซบาสเตียนกลับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อรู้ว่าวาระสุดท้ายของชีวิตเธอกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้แล้ว

 

 

“มาดื่มฉลองชัยชนะให้กับกระหม่อมก่อนจะสิ้นพระชนม์หน่อยดีไหม” เจ้าหญิงเยริได้แต่มองเซบาสเตียนยกจอกขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง ก่อนจะดื่มมันลงไปทีเดียวจนหมด “สงสัยล่ะสิว่ามันคืออะไร”

 

 

“...”

 

 

“กระหม่อมจะตอบให้ก็ได้ว่ามันคือเลือดของเจ้าหญิงเวนดี้พระญาติคนสนิทของเจ้าหญิงน้อยยังไงเล่า”

 

 

“...” เจ้าหญิงเยริตกใจอย่างยิ่ง ทว่าสติของเจ้าหญิงเยริก็ใกล้เลือนหายเข้าไปทุกที

 

 

“อย่าเพิ่งหมดพระสติไปเจ้าหญิง จับตาดูให้ดี กระหม่อมไม่อยากให้เจ้าหญิงพลาดการกลายร่างเป็นปีศาจของกระหม่อมไปแม้แต่วินาทีเดียว!

 

 

เมื่อมาถึงสมรภูมิรบเด็กทั้งสามคนก็น้ำลายหนืดคอไปหมด ครั้นจะกลับไปที่วังก็เกรงว่าตัวเองนั้นจะมาไกลเกินกว่าจะถอยหลังกลับเสียแล้ว ภาพความโหดร้ายทารุณและการเข่นฆ่ากันตรงหน้านั้นเทียบไม่ได้กับยุคสงครามที่จบสิ้นไปก่อนที่เธอจะเกิดเลยด้วยซ้ำ แต่เพียงแค่นี้มันก็ทำให้รู้สึกหดหู่จนคิดไม่ถึงว่าพวกผู้ใหญ่สามารถผ่านพ้นแต่ละค่ำคืนอันแสนเจ็บปวดนั้นมาได้ยังไงกัน

 

 

“ดาบนี่นา” เจ้าหัวขโมยร้องขึ้นเมื่อเห็นดาบไร้เจ้าของตกอยู่ที่พื้น หรือว่าเจ้าของมันจะเป็นร่างไร้วิญญาณที่นอนคว่ำอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนั่น ว่าแล้วขนก็ลุกเกรียวไปหมด เจ้าหัวขโมยที่ตอนนี้ไม่กล้าขโมยเลยเอ่ยขออนุญาตคนตายเสียงเบา “ขอขมาเถอะท่าน ไหนๆ ก็ไม่ได้ใช้แล้ว ส่งต่อให้ข้าน่าจะได้ประโยชน์มากกว่านะ โอ๊ยยยยยย”

 

 

เจ้าหญิงเวนดี้เดินมาเขกกบาลเจ้าหัวขโมยซื่อบื้อเข้าให้อย่างจัง “นั่งบ่นงึมงำอะไรอยู่ได้ ไร้สาระจริงๆ”

 

 

“ก็ขออนุญาตคนตายก่อนไง เอาของเค้าไปใช้แบบไม่ได้รับอนุญาต ถ้าเค้าอาฆาตแค้นมาทวงคืนจะว่ายังไง” ซึลกิลุกขึ้นชี้แจง

 

 

“แล้วเจ้าจะรู้ได้ไงว่าเค้าอนุญาตหรือไม่อนุญาต? เค้าจะตื่นขึ้นมาบอกหรอว่า โอเค เจ้าเอาไปใช้ได้เลย อย่างนี้น่ะหรอ”

 

 

“จริงสิ ข้าลืมคิดไปเลย” ซึลกิได้แต่ยิ้มเขินพลางเกาหัวแกรกๆ

 

 

“ซื่อบื้อจริงๆ” คำด่าของเจ้าหญิงเวนดี้ทำให้เจ้าหัวขโมยหันหน้ามาเหมือนจะดราม่าใส่แล้ว ถ้าไม่ติดว่ามือบางของอีกฝ่ายยื่นดาบเรียวบางเล่มงามส่งมาให้เสียก่อน แต่เจ้าหัวขโมยก็ยังตีมึนไม่รับมันไปสักที “รับไปสิ”

 

 

“ให้ข้าหรอเจ้าหญิง” เจ้าหัวขโมยถามด้วยหน้าตาเหลอหลา

 

 

เจ้าหญิงเวนดี้พยักหน้าแบบไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่ ทำไงได้ก็ดาบนั่นมันเป็นของรักของหวงของเธอเลยนี่นา แต่ถ้าขืนให้เจ้าหัวขโมยใช้ดาบธรรมดาๆ พวกนั้นสู้กับพวกตัวประหลาดนั่นคงไม่พ้นได้ซี้แหงแก๋แน่ๆ “ข้ารักดาบเล่มนี้มาก อย่าเอาไปขายต่อก็พอ เข้าใจ?!

 

 

“เข้าใจ แล้วก็ขอบใจด้วย” ซึลกิฉีกยิ้มกว้างให้เจ้าหญิงเวนดี้อย่างร่าเริง ก่อนที่รอยยิ้มนั้นจะค่อยๆ เหือดหายไปเมื่อหันไปเห็นใบหน้าเรียบตึงของเจ้าหญิงไอรีน

 

 

เจ้าหญิงไอรีนได้แต่มองการกระทำของน้องสาวฝาแฝดด้วยความรู้สึกอันหลากหลาย เราสองคนแข่งกันสะสมอาวุธกันมาตั้งแต่เด็ก เธอรู้ว่าเวนดี้หวงของๆ ตัวเองมากหวงทุกอย่างไม่ใช่แค่อาวุธพวกนี้อย่างเดียว ขนาดเสด็จแม่แทยอนทรงขอเอาไปลองเล่นดูเวนดี้ยังร้องอาละวาดไม่ให้แทบเป็นแทบตาย ในขณะที่ซึลกิไม่เคยเอ่ยปากขอแต่กลับได้มันไปครอบครอง...

 

 

“เจ้าหญิงไอรีนไม่สบายหรือเปล่า” สีหน้าเจ้าหญิงไม่ค่อยดีเลย หรือว่าเจ้าหญิงจะกลัวพวกตัวประหลาดนั่น

 

 

“ข้าไม่เป็นอะไร” เจ้าหญิงไอรีนตอบพร้อมระบายยิ้มบนใบหน้าซึลกิเลยค่อยโล่งใจขึ้นมาหน่อย “ดาบดีแบบนี้ไม่น่าเชื่อเลยว่าคนหวงของอย่างเวนดี้จะยอมมอบให้คนอื่นง่ายๆ แบบนี้” คำเอ่ยเปรยของเจ้าหญิงไอรีนแฝงไปด้วยคำถามคาดคั้นและความสงสัยใคร่รู้ในตัวน้องสาวฝาแฝดจนเจ้าตัวรู้สึกได้

 

 

“ภาพวาดจะสวยได้พู่กันต้องดี คนเก่งดาบอย่างซึลกิก็ต้องมีดาบดีเหมือนกัน พี่ไอรีนไม่คิดอย่างนั้นหรอ” เจ้าหญิงเวนดี้ถามกลับเช่นกัน แต่ให้ตายเถอะ เธอไม่ได้คิดอะไรอย่างอื่นนอกจากแค่อยากให้เจ้าหัวขโมยได้มีดาบดีๆ ไว้ป้องกันตัวเลยนะ

 

 

“พี่ก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”

 

 

ซึลกิทำเพียงมองการตอบโต้ไปมาของสองพี่น้องอย่างงุนงง พอฟังดูแล้วมันเหมือนไม่ใช่บทสนทนาของพี่น้องทั่วๆ ไป มันเหมือนกับการเชือดเฉือนกันไปมาระหว่างกันมากกว่า แต่บางทีเธออาจจะคิดมากไปล่ะมั้ง

 

 

 

 


______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

สำหรับตอนนี้ก็อึมครึมกันไปทั้งตอนนะคะ

ทั้งเรื่องของยัยน้องที่แม่ๆขนทหารมาช่วยแทบหมดวัง แต่ก็ยังช้าไปอยู่ดี

ทีนี้ก็รู้กันแล้วเนอะว่าต้นเหตุของทุกเรื่องเป็นเพราะเซบาสเตียนที่กลายเป็นปีศาจแล้ว!!

มุ่งมั่นเว่อ คือตามจองล้างจองผลาญตั้งแต่รุ่นแม่ยันรุ่นลูกเลยอ่ะ(สงสัยล่ะสิว่าทำไมมันไม่ตาย..)

ยัยน้องก็ซวยไปฮรือออT^T ถูกกำจัดทิ้งตั้งแต่ยังไม่เกิด พอเกิดมาได้แล้วก็ยังโดนตามฆ่าอีก

นี่เลยเป็นเหตุให้ยูลสิกหวงลูกมากกก รักมากจริงๆ แบบมดไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอมเลย

ส่วนฟากของสองแฝดก็ได้แต่ถอนหายใจเฮ้อ กิมันจะเคยรู้อะไรบ้างมั้ยนั่น

 รู้มั้ยว่าตอนนี้กิยังไม่รู้เลยว่าพิเบชอบตัวเอง55 ยิ่งเวนดี้แอบมีใจให้นี่ยิ่งไม่รู้เข้าไปใหญ่

กิเลยเป็นคนเดียวในฟิคที่ยังคงคอนเซปต์เด๋อๆคีพคาแรคเตอร์ตัวเองได้เสมอต้นเสมอปลาย55

ยังไงก็จับเรือของทุกคนให้ดีนะคะ เพราะหลังจากนี้มันจะมีอะไรมาสั่นคลอนอีกเรื่อยๆ

เตรียมมาม่ากับน้ำร้อนด้วยล่ะ เราน่าจะยังเดินทางด้วยกันอีกนาน เผื่อหิวก็ซดไปพลางงี้55

ตอนนี้ท้านน้ายุนอากับจอยก็จะเงียบๆหน่อย แต่ตอนหน้าทั้งคู่จะแท็กทีมจัดเต็มแล้วนะคะ

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~

***อ่านแล้วชอบ อ่านแล้วรัก อย่าลืมคอมเม้นต์ให้กันด้วยนะคะ*** 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 13 ครั้ง

195 ความคิดเห็น

  1. #110 Lnw Pu Perry (@lnwpuperry) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 / 09:03
    ฮือออออ คิดถึงไรทททท์ อ่านวนมาสองรอบแล้วทุกตอนเลย55555555 สนุกมากเลยค่ะไรท์ ตอนนี้ลุ้นแทบตาย รีบมาต่อนะคะ ไรท์สู้ๆ?
    #110
    0
  2. #109 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 9 พฤศจิกายน 2560 / 14:02
    ยัยหนูวววว ใครก็ได้ช่วยยัยหนูวววด้วย ซอลตายแล้ววววว แถมเป็นลูกเซบาสเตียนด้วย. นี่กิไงคนซื่อ2017 5555555 ตอนหน้าคงแท็กทีมจัดเต็มทุกคน แทนี่เงียบจังตอนนี้
    #109
    0
  3. #108 jaotae2 (@JaoTae) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 19:16
    คู่แฝดมันก็จะหน่วงๆหน่อยอะ ส่วนเยริ...ฮื่อออ ยัยหนูอย่าเป็นอะไรนะลูก หนูคือความสดใสของฟิคเรื่องนี้ หนูจะตายไม่ได้
    #108
    1
    • #108-1 Onepiece11 (@Onepiece11) (จากตอนที่ 12)
      6 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:21
      3p หนะ คือสิ่งดีงามมมมม!!!!
      #108-1
  4. #107 Thunder (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 10:36
    พึ่งเข้ามาอ่านนี้ ชอบบบ(แบบว่าเข้ามาแล้วเจอภาค 2 ก่อนอ่ะ)สนุกมากไรท์ ลุ้นดี เดิมทีเป็นคนชอบอ่านแนวนี้อยู่แล้ว แต่หาไม่ค่อยเจอ - -; พอมาเจอเรื่อนนี้นี่คือแบบ เห้ยยย มันใช่อ่ะ นี่มันแนวเราเลย 555 ติดตามจ้าาา เป็นกำลังใจให้นะ รออ่านตอนต่อไปจ้าาา รักนะจุ้บๆ ^ 3 ^
    #107
    0
  5. #105 Taenyisrealpk (@Taenyisrealpk) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2560 / 13:14
    เยริ อย่าพึ่งเป็นอะไรนะ T.T ยุนอารีบมาช่วยสิ เร็วเข้า!!
    รักสามเศร้าก็ยังเคล้าน้ำตาเหมือนเดิม กิเอ้ย บื้อเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ พี่น้องเค้าเชือดเฉือนกันจะเป็นจะตายอยู่แล้ว 555

    #105
    0
  6. #104 BKMan (@BKMan) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 26 ตุลาคม 2560 / 13:37
    กำลังเข้มข้นเลย เป็นกำลังใจให้ไรท์ค่ะ สู้ๆ
    #104
    0
  7. #102 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 18:46
    ต้องเอาเสด็จป้าแทยอนไปไฝว้ช่วยเจ้าหญิงเยริ!
    #102
    0
  8. #100 chanyanuch234 (@chanyanuch234) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 15:05
    เจ้าหญิงเยริอย่าเป็นอะไรนะ ฮือ
    เข้มข้นสุดๆ
    #100
    0
  9. #99 희연 (@kaew42130) (จากตอนที่ 12)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2560 / 14:09
    พี่น้องคงไม่ตบกันแย่งคู่ครองเหมือนหนังไทยใช่ไหม555
    #99
    0