[Fic Red Velvet] ...GEMINI... [WenSeulRene,YoonYeri]

ตอนที่ 11 : ▶GEMINI || Chapter 10 : ข่าวดี VS ข่าวร้าย

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 423
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 10 ครั้ง
    16 ต.ค. 60

ขอบคุณกำลังใจจากรีดเดอร์ทุกคนด้วยนะคะ อันที่จริงเค้าฮีลตัวเองมาได้สักพักแล้วล่ะค่ะ แต่ไม่ค่อยมีเวลาว่างมากอัพเลย ช้าหน่อยไม่ว่ากันเนาะ เพราะช่วงนี้เค้ายุ่งมากจริงๆ แต่ก็ทำTrailerมาฝากทุกคนด้วย(ไหนบอกไม่มีเวลา!!!55) ทำยากมากเพราะคลิปของเด็กๆรวว.ช่างน้อยนิดเหลือเกินT^T ยังไงก็ฝากไว้ในอ้อมอกอ้อมใจทุกคนด้วยนะคะ :D


-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

GEMINI || Chapter 10 ข่าวดี VS ข่าวร้าย
  Author : Forget Me Not

 

 

 

 

ข่าวดี VS ข่าวร้าย

 

 


ข้างนอกปราสาทว่าหนาวแล้ว อยู่ในปราสาทยิ่งหนาวกว่าเป็นสิบเท่า ก็จะไม่ให้เธอหนาวไปทั่วทั้งกระดูกสันหลังยันตับไตไส้ติ่งได้ยังไง นี่เธอกำลังยืนอยู่กลางปราสาทแห่งพระราชวังมาเดนเลยนะ พระราชวังมาเดนที่มีราชินีน้ำแข็งผู้มีเชื้อสายภูตหิมะนั่นเป็นผู้ปกครองน่ะ

 

 

สมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดน...

 

 

ผู้ประทับบนบัลลังก์สีทองอร่ามอยู่ปลายสุดของท้องพระโรงอย่างผ่าเผย ดวงตาทรงอำนาจจ้องตรงมายังบุคคลผู้มาใหม่ไม่วอกแวก ใบหน้างดงามตั้งตรงเชิดสง่าไม่ต่างจากแผ่นหลังบาง บ่งบอกได้ว่าคนๆ นี้หยิ่งทะนงในศักด์ศรีมากเพียงใด ยิ่งคิดเจ้าหัวขโมยก็ยิ่งเหงื่อตกพลั่กๆ ตัวหนักอึ้งก้าวขาไม่ออกทันใด รู้สึกไม่ถูกชะตากับอะไรที่มันยิ่งใหญ่ไฮโซแบบนี้เลยให้ตาย แล้วไอ้วีรกรรมที่เธอร่วมก่อกับพ่อไปทั่วทุกอาณาจักรนั่นจะตามมาหลอกหลอนเธออีกเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เกิดโดนเรียกเช็คบิลย้อนหลังล่ะซึลกิเอ๊ย มีหวังโดนจัดหนักรับเต็มคนเดียวเพียวๆ แน่ พ่อนะพ่อมาตัดช่องน้อยแต่พอตัว ชิ่งหนีตายไปก่อนได้ยังไง

 

 

แต่แล้วซึลกิก็ต้องลบความคิดเหล่านั้นไปทั้งหมด เมื่อเห็นราชินีเจสสิก้าเผยรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมาที่ได้เห็นว่าหลานสาวฝาแฝดทั้งสองคนของตัวเองปลอดภัย มิหนำซ้ำองค์ราชินียังลุกจากบัลลังก์แล้วตรงเข้ามากอดเจ้าหญิงแฝดทั้งสองคนตรงหน้าเธอพร้อมกันทันที

 

 

“เสด็จป้า” เจ้าหญิงเวนดี้ซบหน้าลงออดอ้อนเสด็จป้าเจสสิก้าเช่นทุกครา

 

 

“พวกเจ้าปลอดภัยแล้ว ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก” เสียงหวานปลอบหลานสาวทั้งสองจนซึลกิพลอยอบอุ่นหัวใจไปด้วย

 

 

พอเรียงลำดับญาติโกโหติกาดีๆ สตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ตรงหน้านี้ก็คือพี่สาวฝาแฝดของราชินีทิฟฟานี่แม่ของเจ้าหญิงแฝดก็เลยมีศักดิ์เป็นป้าของเจ้าหญิงทั้งสอง ถ้าอย่างนั้นแล้วผู้หญิงตัวสูงหน้าตาคมเข้มที่สร้างพายุมหาประลัยมาช่วยพวกเรานี่เป็นใครกัน แต่งตัวเหมือนพวกทหารยศสูงๆ แต่กลับไม่ใช้คำราชาศัพท์กับเจ้าหญิงแฝด น่าแปลกแฮะ

 

 

“ขอบใจนะยูลที่พาหลานข้ากลับมาอย่างปลอดภัย”

 

 

“หลานเจ้าคนเดียวที่ไหน เจ้าสองแฝดนี่ก็หลานข้าเหมือนกันนะสิก้า” ซึลกิมองตามมือหนาที่ยกขึ้นไปละเลงหัวของเจ้าหญิงทั้งสองอย่างอึ้งๆ คนๆ นี้ไม่ธรรมดาแน่ๆ อย่าบอกนะว่าเค้าคือหัวหน้าทหารองครักษ์ราชินีแห่งมาเดน “เล่นซนจนได้เรื่องนะเราน่ะ แม่ๆ ของพวกเจ้าแทบจะเผาป่าไล่พวกโจรกันอยู่แล้วรู้มั้ย”

 

 

คำเปรียบเปรยของท่านราชองครักษ์ยูริ หัวหน้าทหารองครักษ์องค์ราชินีแห่งมาเดน ควบตำแหน่งเจ้าของหัวใจของราชินีเจสสิก้าอีกหนึ่งตำแหน่ง ทำให้เจ้าหญิงทั้งสองระบายยิ้มออกมาบางๆ

 

 

“เสด็จแม่ทั้งทรงทราบแล้วใช่มั้ยเพคะว่าหลานอยู่ที่นี่” เจ้าหญิงไอรีนผละตัวจากอ้อมกอดของพี่สาวฝาแฝดของมารดาก่อนเอ่ยถาม

 

 

“ป้าให้คนส่งสาส์นบอกข่าวดีไปแล้ว อีกไม่กี่วันเสด็จแม่แทยอนของพวกเจ้าได้บินร่อนมาถึงมาเดนแน่”

 

 

“เตรียมคิดประโยคสวยๆ อธิบายให้เสด็จแม่ฟังแล้วยังล่ะสองสาว” ท่านราชองครักษ์ยูริแหย่จนหลานสาวหน้าแห้งเลยโดนองค์ราชินีเอ็ดเข้าให้

 

 

“ไอรีนกับเวนดี้เพิ่งจะเฉียดเป็นเฉียดตายมานะ เจ้ายังจะมีอารมณ์มาแกล้งหลานเล่นอีก” ว่าไม่พอหัตถ์บางยังตีป๊าบเข้าให้ “ดูสิ หลานอ่อนเพลียจะแย่ พาหลานไปพักผ่อนได้แล้ว”

 

 

“หม่อมฉันน้อมรับพระราชบัญชา” ท่านราชองครักษ์ยูริยังไม่วายแกล้งแหย่องค์ราชินีเจสสิก้าด้วยการพูดคำราชาศัพท์อีก แถมดวงตาสีม่วงนั่นก็แพรวพราวใช่ย่อย “ถ้ายัยหนูอยู่มาเดนคงดีใจแย่ที่พี่สาวฝาแฝดมาหาถึงที่แบบนี้”

 

 

ยัยหนู... สรรพนามบ้านๆ ที่ทำให้ซึลกิหูผึ่งต้องทบทวนกับตัวเองในใจอีกที อย่าบอกนะว่านั่นเป็นคำเรียกที่ท่านราชองครักษ์เอาไว้เรียกเจ้าฟ้าหญิงเยริรัชทายาทแห่งมาเดน ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวของทั้งคู่น่ะ...

 

 

“คิดถึงลูกเองก็บอก ไม่ต้องอ้างโน่นอ้างนี่” ราชินีเจสสิก้าดักคอ

 

 

“ยัยหนูเป็นลูกสาวคนเดียวของเรานะสิก้า แล้วยิ่งยัยหนูไปเรียนไกลๆ แบบนั้น ข้าไม่คิดถึงก็บ้าแล้ว”

 

 

“คิดถึงก็ไปรับกลับมาสิ ใครล็อกขาไว้ไม่ทราบ”

 

 

“อย่ามาท้า ข้าทำจริงนะ”

 

 

“ก่อนจะรับกลับมา ถามเจ้าตัวเค้าด้วยแล้วกันว่าอยากกลับมาโดยสมัครใจหรือเปล่า”

 

 

ประโยคเดียวจากราชินีเจสสิก้าเล่นเอาท่านราชองครักษ์ประจำใจจอดสนิท เพราะรู้ดีถึงเหตุผลของลูกสาวผู้เคยเกลียดการไปโรงเรียนเข้าไส้ แต่ตอนนี้กลับสามารถใช้ชีวิตอยู่ที่โรงเรียนได้อย่างปกติสุข แถมยังดูเหมือนว่าอยากจะอยู่ที่นั่นตลอดไปอีกต่างหาก คิดมาถึงตรงนี้แล้วท่านราชองครักษ์ยูริก็กัดฟันกรอด พร้อมกับทำหน้าเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันออกมาอย่างหงุดหงิดเมื่อนึกถึงต้นเหตุที่ทำให้แม่ลูกต้องแยกจากกัน

 

 

ไอ้ยุนอา... ไอ้น้องเวร...

 

 

“แล้วเจ้า...” ราชินีเจสสิก้าหันมาทางเจ้าหัวขโมยที่เอาแต่ยืนนิ่งมาสักพักได้แล้ว ถึงสายตาขององค์ราชินีจะมองมาด้วยความเมตตา แต่หัวขโมยที่เคยสร้างวีรกรรมร้อยแปดพันเก้ามานับไม่ถ้วนก็รู้สึกร้อนๆ หนาวๆ เสียวสันหลังวาบๆ ได้เหมือนกัน

 

 

“ซึลกิเป็นคนช่วยชีวิตหลาน/ ซึลกิเป็นคนช่วยชีวิตหลาน” คำตอบที่ออกมาพร้อมกันของเจ้าหญิงแฝดทำให้ราชินีเจสสิก้าเลิกพระขนงอย่างแปลกพระทัยกับอาการออกตัวปกป้องแบบออกนอกหน้าของหลานสาวทั้งคู่ ส่วนท่านราชองครักษ์ยูรินั้นหลุดขำออกมาเบาๆ พร้อมกับมองไปยังหญิงสาวผู้มีใบหน้าซื่อๆ บื้อๆ จืดๆ ธรรมด๊าธรรมดา แต่กลับมีบางอย่างในตัวที่มัดใจเจ้าสองแฝดได้อยู่หมัด

 

 

เห็นหน้าซื่อๆ แต่เสน่ห์นี่เหลือร้ายราชินีเจสสิก้าอมยิ้มน้อยๆ

 

 

คิดจะควบสองหรอไอ้หน้าหมี ท่านราชองครักษ์ยูริอดคิดแบบนั้นไม่ได้จริงๆ

 

 

“เป็นลูกเต้าเหล่าใครล่ะเรา” ราชินีเจสสิก้ารับสั่งถามเสียงหวาน แต่ซึลกิสั่นระริกไปทั้งตัว มันเหมือนคำถามสแกนว่าเธอพอจะมีคุณสมบัติผ่านการคัดเลือกได้เป็นคู่ครองของหลานสาวของราชินีเจสสิก้ามั้ยยังไงยังงั้นเลย

 

 

แล้วถ้าตอบว่าเป็น ขโมย ออกไป มีหวังได้จบแน่

 

 

แต่เป็นจบชีวิตเธอนี่แหละ!

 

 

“ซึลกิเป็นเด็กกำพร้าเพคะ ครอบครัวถูกโจรสังหารไปตั้งแต่ยังเล็ก แต่โชคดีที่มีพ่อบุญธรรมเมตตารับไปเลี้ยงจนโต ตอนที่หลานตกอยู่ในอันตรายก็ได้ซึลกินี่แหละเพคะที่คอยช่วยเหลือหลานจนรอดจากพวกโจรมาได้หลายครั้งหลายครา” เจ้าหญิงไอรีนตอบแทนแบบไม่หยุดหายใจ เลยยิ่งทำให้ดูมีพิรุธยิ่งขึ้นไปอีก

 

 

“ไม่ธรรมดาเลยนะเจ้าน่ะ”

 

 

ไม่ธรรมดาเลย... ที่ทำให้คนพูดน้อยอย่างไอรีนออกปากปกป้องได้ขนาดนี้

 

 

คำพูดธรรมดาๆ ของท่านราชองครักษ์ทำให้เจ้าหัวขโมยยิ้มแหย ดูจากสายตามีเลศนัยที่ส่งมาให้ยิ่งทำให้ซึลกิอยากจะกัดลิ้นให้ขาดใจตาย ไม่ก็มุดพื้นหนีไปจากตรงนี้เดี๋ยวนี้เลย นึกสงสัยว่าไอ้ความกล้าบ้าบิ่นที่ใช้ต่อสู้กับพวกโจรก่อนหน้านี้มันหายไปไหนหมดล่ะนี่

 

 

“ใช่ค่ะ ท่านป้ายูริ ฝีมือการใช้ดาบของซึลกิไม่ธรรมดาเลย ถ้าท่านป้าได้เห็นท่านป้าก็คงจะพูดเป็นเสียงเดียวกับหลานแน่ๆ” เจ้าหญิงเวนดี้อวยเจ้าหัวขโมยเข้าไปอีก นั่นยิ่งทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นหันมามองกันเป็นตาเดียว เนื่องจากแปลกใจสุดๆ ว่าคนอย่างเจ้าหญิงลิงแสบเวนดี้ปากกับใจตรงกันตั้งแต่เมื่อไหร่

 

 

“จริงหรือ” ท่านราชองครักษ์หันไปหาซึลกิอีกครั้ง

 

 

“เอ่อ.. ขะ..ข้าไม่เก่งถึงขนาดนั้นหรอกท่าน แค่พอเอาตัวรอดได้น่ะท่าน” ซึลกิถ่อมเนื้อถ่อมตัวขั้นสุด ผู้ใหญ่ทั้งสองคนเลยยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู

 

 

นี่ขนาดมีแค่ญาติฝั่งมาเดน ถ้าแม่ๆ ฝั่งคาร์นของเจ้าหญิงมาด้วยเธอต้องตาย ตายแน่ๆ แต่ดูเหมือนว่าทวยเทพจะเมตตาตอบรับคำขอตายของเธอ เพราะจู่ๆ ภาพตรงหน้าก็ค่อยๆ เลือนลาง ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบจนทุกอย่างมืดมิดไปหมด ทิ้งไว้เพียงเสียงร้องเรียกชื่อเธอของเจ้าหญิงแฝดที่ดังก้องอยู่ในโสตประสาท

 

 

“ซึลกิ!” เจ้าหญิงแฝดทั้งสองพระองค์รีบทรุดตัวลงมาหาเจ้าหัวขโมยที่หมดสติอยู่ที่พื้นทันที

 

 

“ไอ้คนบ้า! ตื่นสิ ตื่น เจ้าอย่าเป็นอะไรนะ” เจ้าหญิงเวนดี้เขย่ามือเจ้าหัวขโมยทั้งน้ำตาไม่หยุด ส่วนเจ้าหญิงไอรีนก็ประคองหัวของคนหมดสติขึ้นมาไว้บนตักตัวเองพลางตบหน้าเรียกสติซึลกิเบาๆ

 

 

“ซึลกิได้ยินข้ามั้ย ซึลกิ”

 

 

ภาพที่ทำให้ราชินีเจสสิก้ากับท่านราชองครักษ์ยูริได้แต่กะพริบตาปริบๆ อย่างอึ้งๆ กับปฏิกิริยาของหลานสาวทั้งสอง

 

 

“เจ้าเด็กซึลกินั่นแค่เป็นลมเองนะ” ท่านราชองครักษ์เอนตัวมากระซิบข้างพระกรรณองค์ราชินีเจสสิก้า ก่อนหันไปส่งสายตากับทหารหน้าประตูท้องพระโรงให้ไปตามหมอมา “ดูท่าอีกไม่นานคาร์นคงมีข่าวดี”

 

 

“ที่มาพร้อมข่าวร้าย” ราชินีเจสสิก้าพูดเสียงเบาไม่แพ้กัน แต่ท่านราชองครักษ์ยูริกลับงุนงงว่ามันจะมีข่าวร้ายได้ยังไง

 

 

“เจ้าหมายความว่ายังไงสิก้า”

 

 

“คาร์นเชื่อว่าความรักเกิดจากคนสองคนเท่านั้น มากกว่าสองคือผิดจารีตประเพณี”

 

 

พอได้ฟังคำตอบของคนรัก ท่านราชองครักษ์ยูริก็เหมือนจะจำบางอย่างที่หลงลืมไปขึ้นมาได้บ้าง แม้กระทั่งมาเดนที่ประกาศให้แต่งงานกันได้อย่างอิสระมาเกือบห้าสิบปีแล้ว แต่ก็ยังมีพวกหัวเก่ายึดมั่นในจารีตประเพณีดังกล่าวอยู่ไม่น้อย ไม่ต้องไปดูใครที่ไหนให้ดูเจสสิก้าของเธอเนี่ยแหละ เมื่อก่อนเจ้าหล่อนเกลียดลูกเมียน้อยอย่างเจ้าหญิงคริสตัลผู้ล่วงลับเสียยิ่งกว่าอะไร กว่าจะทำใจยอมรับได้ก็เกือบจะสายไปด้วยซ้ำ แต่นั่นก็เป็นเพียงเจสสิก้าในอดีตเท่านั้น

 

 

แต่ว่าคาร์นค่อนข้างยึดธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติกันมากกว่ามาเดน การที่เด็กทั้งสามจะอยู่ร่วมกันได้แบบไร้ปัญหายิ่งไม่ได้เลย แล้วไอรีนกับเวนดี้ดันเกิดมาเป็นเจ้าหญิงอีกยิ่งมองไม่เห็นทางออกเข้าไปกันใหญ่ แล้วถ้าวันนึงใครคนใดคนหนึ่งได้รับเลือกให้ครองราชย์ต่อจากแทยอนวันนั้นก็จะยิ่งวุ่นวายเข้าไปกันใหญ่ ซึ่งเธอมาพิจารณาอย่างเป็นกลางด้วยตัวเองแล้วว่าไอรีนมีคุณสมบัติเหมาะสมจะเป็นราชินีแห่งคาร์นต่อจากแทยอนที่สุด แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ของทั้งสามคนที่หนึ่งคนจะได้เป็นราชินี หนึ่งคนก็จะยังคงครองตำแหน่งเจ้าหญิงตามเดิม ส่วนเด็กหน้าหมีนั่นก็จะกลายเป็นคนรักของราชินีแล้วก็เจ้าหญิงแห่งคาร์น ไม่รู้คาร์นจะแต่งตั้งบัญญัติตำแหน่งพวกนี้ว่ายังไง แต่ในอนาคตมันคงไม่ดีแน่ถ้าเกิดลูกของคนใดคนนึงถูกตราหน้าว่าเป็นลูกเมียน้อยขึ้นมา

 

 

 นี่แค่คิดคร่าวๆ ยังปวดหัวขนาดนี้ ถ้ามันเกิดขึ้นจริงๆ เธอก็ได้แต่ภาวนาขอให้เจ้าสองแฝดสามารถผ่านมันไปได้ด้วยดี

 

 

... อย่าให้พี่น้องต้องมาแตกกันเพราะมีหัวใจดวงเดียวกันเลย ...

 

 

ที่ใดมีรัก... ที่นั่นมีทุกข์... คำบอกเล่าที่ทุกคนต่างเคยได้ยินกันมาแล้วทั้งนั้น หรือไม่มันก็เป็นคำสาปที่มีไว้ลงโทษผู้ที่อยู่ในห้วงความรักให้เจ็บปวดทรมานหากเราต่างไม่เข้าใจกัน เจ้าหญิงเยริทำเพียงเบือนหนีจากกระดานดำแล้วหันไปมองความเป็นไปของผู้คนนอกหน้าต่างด้านล่างปราสาทอย่างเซื่องซึม อีกทั้งยังปล่อยให้เสียงแหลมปรี๊ดของอาจารย์ที่พร่ำสอนอยู่หน้าห้องเข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปอย่างไม่ใส่ใจ

 

 

เธอพยายามอธิบายสิ่งที่ท่านน้ายุนอาได้เห็นไปแล้ว แต่ท่านน้าไม่ยอมฟังเธอเลย เอาแต่ระแวงจอยลูกเดียว ทั้งที่เธอก็บอกไปแล้วว่าจอยเป็นเพื่อนที่เธอสามารถเชื่อใจได้มากที่สุดในลากราเซีย แต่ท่านน้ากลับทำเย็นชาใส่เธอ เหมือนเป็นการกดดันเธอทางอ้อมว่าถ้าเธอยังไม่เลิกคบจอยเป็นเพื่อน ท่านน้าก็จะไม่หายโกรธเธอเหมือนกัน แต่ว่าจอยไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสักหน่อย ท่านน้ายุนอาต่างหากที่ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย คนรักกันแต่ไม่เชื่อใจกันแล้วมันจะไปรอดได้ยังไง

 

 

คิดแล้วก็ฟุ้งซ่าน นั่นก็เพื่อน นี่ก็คนรัก เดี๋ยวตัดปัญหาด้วยการไปนักบวชซะเลย!

 

 

แต่เป็นนักบวชก็ไม่ได้อีก มีหวังเสด็จแม่ได้แล่นมาเผาวิหารแล้วลากหัวเธอกลับไปมาเดนแน่ๆ ให้ตายเถอะ เกิดเป็นตัวเองนี่มันยุ่งยากจริงๆ

 

 

“เยริ” เสียงเข้มของท่านอาจารย์ทำลายความคิดของเจ้าหญิงน้อยแตกกระเจิดกระเจิง ก่อนจะหันมาเผชิญหน้าอย่างหวาดๆ ทว่าอาจารย์คนสวยกับเผยรอยยิ้มน้อยๆ พร้อมกับบอกด้วยน้ำเสียงใจดี “ไปล้างหน้าล้างตาให้มีสมาธิแล้วรีบเข้ามานั่งเรียนซะ”

 

 

“ค่ะท่านอาจารย์” เจ้าหญิงน้อยลุกออกจากที่นั่งไปตามคำสั่งของอาจารย์แต่โดยดี

 

 

พอมาถึงห้องน้ำเจ้าหญิงเยริก็ได้แต่ยืนนิ่งมองภาพตัวเองในกระจกใสไม่ไหวติง จนกระทั่งเห็นภาพของผู้มาใหม่สะท้อนเข้ามาในกระจก เจ้าหญิงเยริก็รีบล้างหน้าล้างตาทำทีเป็นไม่เห็นหญิงสาวคนนั้นทันที

 

 

เจนนี่ นักเรียนปีสองร่วมชายคาเดียวกันกับเธอ แต่เจ้าหล่อนกลับจ้องจะหาเรื่องกับเธอมาหลายรอบแล้ว และครั้งนี้เองก็เช่นกัน

 

 

“ว่าไงเด็กน้อย แค่เห็นหน้าข้าก็ต้องรีบหลบตาเลยหรอ” มือของอีกฝ่ายวางลงบนไหล่อย่างถือวิสาสะ แต่เจ้าหญิงเยริเขยิบตัวออกห่างแล้วเช็ดหน้าเช็ดตาจะเดินออกไปจากห้องน้ำ ทว่าบานประตูใหญ่กลับปิดดังปึงด้วยเวทมนตร์ของเจ้าหล่อนเสียก่อน แต่เจ้าหญิงเยริก็พยายามอดกลั้นอารมณ์โกรธแล้วเดินไปเปิดประตู แต่ไม่ว่าจะดันเท่าไหร่ประตูก็ไม่ยอมเปิดออกสักที

 

 

“เปิดประตู” เจ้าหญิงเยริบอกเสียงนิ่ง

 

 

“เจ้าก็ร่ายเวทมนตร์เปิดมันสิ” อีกฝ่ายตอบก่อนทำท่านึกขึ้นได้อย่างน่าหมั่นไส้ “ตายล่ะ ข้าลืมไปว่าเจ้าเป็นผู้บกพร่องด้านการใช้เวทมนตร์นี่นา”

 

 

“เจ้าต้องการอะไร”

 

 

“ข้าแค่สงสัยก็เท่านั้น เด็กที่ไม่สอบเข้าลากราเซียแต่กลับมีผลการสอบวัดระดับผ่านฉลิวทุกเกณฑ์วิชา มันน่าแปลกซะจริง”

 

 

“มันจะไปแปลกตรงไหน ถ้าเจ้าเอาเวลาที่ตามตอแยข้าไปอ่านหนังสือเพิ่มพูนความรู้ให้สมองกลวงๆ ของเจ้าเสียบ้างแค่นี้เจ้าก็จะได้ฉลาดสักที” น้ำเสียงเรียบถอดแบบจากผู้เป็นมารดายามควักเอาหน้ากากราชินีมาสวมใส่นั่นทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเดือดดาลโมโหจนกำมือแน่น “เปิดประตู”

 

 

“ถ้าอยากออกไปก็ข้ามศพข้าไปก่อนสิ” จบประโยควงเวทจำกัดอาณาเขตการใช้เวทมนตร์ก็ถูกกางขึ้นทั่วห้องน้ำโดยฝีมือของเจนนี่ พร้อมๆ กับพลังที่เจ้าหล่อนซัดออกมาจากคทาจนเจ้าหญิงเยริก้มหัวหลบแทบไม่ทัน แต่ทำไมมันถึงได้มีกลิ่นไอของมนต์ดำแฝงอยู่ด้วย

 

 

นี่เจ้าจะทำอะไ..” ไม่ทันพูดจบพลังลูกใหญ่ก็โถมซัดเข้ามาอีกระลอกแบบไม่ให้ได้ตั้งตัวเลย แต่ถึงจะตั้งตัวได้เจ้าหญิงเยริก็ไม่รู้อีกเหมือนกันว่าควรจะทำเช่นไรดีถึงจะสามารถหยุดคนตรงหน้าได้

 

 

“โอ๊ย!” เสียงร้องของเจ้าหญิงเยริดังขึ้นเมื่อกระจกที่โดนสะเก็ดพลังแตกเป็นเสี่ยงกระเด็นมาบาดแขนตัวเองจนเลือดไหลซิบ ในเวลานี้เจ้าหญิงเยริทำได้เพียงหนีหัวซุกหัวซุนหาที่หลบกำบังในห้องน้ำเท่านั้น

 

 

“คุกเข่า ยอมขอโทษที่เหยียดหยามข้าสิ เผื่อข้าจะเมตตาปล่อยให้เจ้าออกจากห้องนี้ไปแบบอวัยวะครบสามสิบสอง” เสียงของเจนนี่ดังขึ้นไม่ใกล้ไม่ไกล แล้วทันใดนั้นผนังกำแพงที่เธอใช้เป็นที่กำบังก็พังทลายฮวบด้วยพลังรุนแรงของเจ้าหล่อน แต่เจ้าหญิงเยริก็ฉลาดพอที่จะใช้เงาสะท้อนจากน้ำที่ทะลักออกมาจากท่อที่แตกจับตามองความเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย แล้วรีบวิ่งเข้าไปยื้อแย่งคทาในมือเจ้าหล่อนทันใด ถ้าเธอแย่งคทานี่มาทำลายจนสำเร็จคนตรงหน้าก็จะทำอะไรเธอไม่ได้

 

 

“ข้าไม่ได้เกิดมาเพื่อคุกเข่าให้ใครหรอกนะ” เจ้าหญิงเยริบอกขณะพยายามดึงคทาออกมาจากมือของเจนนี่ แต่เจ้าหล่อนแรงเยอะเหลือเกิน คนตัวเล็กกว่าอย่างเธอเลยถูกสะบัดอย่างแรงจนลื่นไถลลงไปนอนแนบพื้นที่เต็มไปด้วยน้ำขังจนทั้งตัวเปียกโชก

 

 

เจ็บแต่จุกมากกว่า...

 

 

“ลองคิดดูใหม่ก็ไม่เสียหายหรอกนะ” เจนนี่เว้นช่วงพูดไปเล็กน้อย “ถ้าเจ้าเกิดตายในนี้ขึ้นมาจะเป็นยังไง”

 

 

“เจ้าฆ่าคนตายในลากราเซียไม่ได้” เจ้าหญิงเยริบอกพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเล

 

 

“ทำไมจะไม่ได้” คำพูดของอีกฝ่ายทำให้เจ้าหญิงเยริมุ่นคิ้วอย่างไม่เข้าใจ

 

 

เจนนี่ยิ้มเหี้ยมขณะเดินสาวเท้าก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เจ้าหล่อนเป็นคนหน้าจิกยิ้มร้ายก็จริงอยู่ แต่รอยยิ้มกระหายการเข่นฆ่าผู้คนแบบนี้นี่มันเป็นรอยยิ้มของพวกปีศาจชัดๆ เจ้าหญิงเยริคิดขณะมองแสงที่หัวคทาที่ค่อยๆ สว่างวาบ แล้วทันใดนั้นเสียงระเบิดตูมใหญ่ของพลังก็ดังขึ้นพร้อมๆ กับวินาทีที่เธอนึกถึงภาพของซอฮยอนที่กำลังเผชิญหน้ากับพลังของจ้าวปีศาจในความฝัน ก่อนจะสิ้นลมตายไปต่อหน้าท่านน้ายุนอา

 

 

เพราะฉะนั้น เธอจะไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเดิมแน่!

 

 

“ตายซะเถอะ!

 

 

เสียงของเจนนี่ดังก้องอยู่ในโสตประสาทเป็นครั้งสุดท้าย แล้วทันใดนั้นจี้เพชรสีฟ้ารูปหยดน้ำของเจ้าหญิงเยริก็ส่องแสงเจิดจ้าแข่งกับแสงที่หัวคทาของอีกฝ่ายราวกับตอบรับการเพรียกหาของเจ้าของพลังแห่งสายน้ำ ฉับพลันน้ำที่เจิ่งนองในห้องน้ำก็ก่อตัวบิดเกลียวเป็นสายยาวแล้วพุ่งใส่พลังสกปรกที่บังอาจมาทำร้ายนายของมันจนแตกสลาย ก่อนจะพุ่งตรงเข้าใส่ร่างของอีกฝ่ายอย่างรุนแรงจนร่างของเจนนี่กระเด็นไปกระแทกกับกำแพงอย่างจัง เจนนี่หมดสติร่วงลงพื้นพร้อมกับเลือดสีแดงฉานที่ไหลออกมาเต็มพื้นไปหมด

 

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ” เจ้าหญิงเยริเข้าอ่อนทรุดตัวนั่งลงกับพื้นห้องน้ำทันที สองมือสั่นเทาด้วยกลัวว่าตัวเองต่างหากที่จะกลายเป็นฆาตรกรฆ่าคนเสียเอง

 

 

ไม่นานนักประตูห้องน้ำก็ถูกกระแทกเปิดออกผางอย่างรวดเร็ว ร่างสูงของคนคุ้นเคยพุ่งพรวดวิ่งเข้าครรลองสายตาของเจ้าหญิงเยริมาก่อนใคร ตามมาด้วยจอยที่วิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นๆ แล้วยิ่งตกใจเข้าไปอีกเมื่อมองเห็นเธอในสภาพที่เจ้าหล่อนคาดไม่ถึง เงาของนักเรียนมากมายที่กำลังจะตรงมาที่โถงทางเดินทำให้จอยรีบตัดสินใจร่ายเวทมนตร์สร้างภาพลวงตาขึ้นมาเพื่อปกป้องเจ้าหญิงคนสำคัญ

 

 

“พวกเจ้าไม่รู้ไม่เห็นอะไร นอกจากท่อน้ำแตกจนทำให้น้ำท่วมห้องน้ำ” จอยพูดกับผู้คนที่อยู่หลังม่านภาพลวงตา ก่อนจะวิ่งมาหาเจ้าหญิงเยริที่ได้แต่ยืนตัวสั่นเทิ้มไปด้วยความหวาดกลัว

 

 

ส่วนยุนอานั้นรีบวิ่งมาดูคนเจ็บพร้อมกับเงยหน้ามองเยริด้วยสายตาผิดหวัง มันช่างดูว่างเปล่าและเย็นชาจนเจ้าหญิงเยริอยากเดินเข้าไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมด แต่เธอก็ต้องหักห้ามใจไว้ เพราะท่านน้ายุนอาต้องรีบทำการรักษาปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้คู่กรณีของเธอเสียก่อน

 

 

“เจ้าปลอดภัยดีใช่มั้ยเยริ” จอยเขย่ามือของเจ้าหญิงเยริเบาๆ แต่เพราะยังช็อกค้างกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเยริจึงเอาแต่ตอบประโยคเดิม

 

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจ จอยข้าไม่ได้ตั้งใจ พลังพวกนั้น..ข้าไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง” เจ้าหญิงเยริพูดเสียงสั่นพร่า ดวงตากลมโตทำเพียงมองภาพเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย

 

 

“ไม่เป็นไรเยริ ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจ” จอยดึงตัวเจ้าหญิงเยริมากอดปลอบเช่นทุกครั้ง และในขณะที่ทำแบบนั้นสายตาของยุนอาก็เหลือบมองมาเป็นระยะๆ จนกระทั่งทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นสำเร็จร่างสูงก็ตรงดิ่งมายังทั้งสองคนทันที

 

 

“เลิกยุ่งกับคนรักของคนอื่นสักที” ยุนอาดึงเยริมาหาตัวเองพร้อมกับผลักตัวจอยให้ออกห่าง

 

 

“ข้าแค่ปลอบเพื่อนของข้า” จอยตอบพร้อมกับจ้องตายุนอาไม่หลบเลี่ยง

 

 

“แน่ใจนะว่าคิดแค่เพื่อน” ยุนอาถลึงตาถามอย่างน่ากลัว

 

 

“ท่านอาจารย์ไม่เชื่อใจเยริ? หรือที่จริงท่านกำลังกลัว...” ยิ่งเห็นยุนอาหัวเสียจอยยิ่งอยากแกล้งให้ผู้ใหญ่ตรงหน้าได้เห็นค่าของสิ่งที่ตัวเองได้ครอบครองเสียบ้าง คงจะเห็นว่าเยริรักตัวเองนักหนา ก็เลยเหลิงแล้วจะพูดจะทำอะไรโดยไม่ใส่ใจความรู้สึกของเยริเหมือนของตายก็ได้อย่างนั้นหรอ

 

 

“แต่ท่านจะกลัวอะไร ในเมื่อท่านก็เป็นถึงเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรภูตภูเขา แถมยังเป็นผู้ครอบครองแหวนแห่งขุนเขา บุคคลในตำนานผู้ร่วมสังหารจ้าวปีศาจในมหาสงครามยิ่งใหญ่ ส่วนข้ามันก็แค่เด็กกำพร้าคนเดินดินธรรมดาๆ เทียบท่านไม่ติดเลยสักนิด ถ้าท่านกลัวว่าจะเสียเยริให้ข้าก็แสดงว่าท่านรู้ตัวดีว่าตัวเองยังดีไม่พอที่จะมาเป็นคนรักของเยริ แต่เห็นทีคงไม่ใช่อย่างที่ข้าคิดเพราะท่านก็ดูทั้งห่วงทั้งหวงก้างเสียเหลือเกิน จริงมั้ย”

 

 

ยุนอากำมือแน่นข่มอารมณ์ที่กำลังเดือดพล่านอย่างสุดขีด เจ้าเด็กสามหาวนี่มันกล้าท้าทายเธอเกินไปแล้ว ยิ่งเห็นรอยยิ้มที่ระบายบนหน้าของอีกฝ่ายเหมือนไม่สะทกสะท้านอะไร มันยิ่งตอกย้ำความพ่ายแพ้ข้างในใจของตัวเองไม่เหลือชิ้นดี จนกระทั่งความอดทนนั้นขาดสะบั้นปล่อยพลังในตัวออกไปหมายจะสั่งสอนให้เด็กตรงหน้าได้รู้เสียบ้างว่าเธอไม่ใช่คนที่จะมาต่อกรด้วย

 

 

“จอย!” เจ้าหญิงเยริรีบสะบัดตัวจากการเกาะกุมของคนรัก แล้ววิ่งเอาตัวไปขวางพลังเหล่านั้นก่อนจะถึงตัวจอยทันที และในวินาทีนั้นบาร์เรียร์น้ำก็ตั้งตระหง่านขึ้นมาปกป้องคนทั้งสองได้ทันเวลาพอดิบพอดี

 

 

“ท่านน้าจะทำอะไรคะ!” เจ้าหญิงเยริตะเบ็งเสียงถามด้วยความโกรธหลังบาร์เรียร์สลายไป

 

 

“แล้วหญิงล่ะทำอะไรลงไปบ้าง!” ยุนอาถามกลับเสียงดังไม่แพ้กัน

 

 

“เรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นอุบัติเหตุ หญิงอธิบายได้”

 

 

“หญิงอาจถูกลงทัณฑ์บน หญิงเกือบจะฆ่าคนตายในลากราเซีย นี่ยังต้องอธิบายอีกหรอ” ยุนอาชี้ไปยังเด็กสาวที่นอนหมดสติอยู่ที่พื้นห้องน้ำ ซึ่งเจ้าหญิงเยริก็ได้แต่กล้ำกลืนมองตามนิ้วชี้นั้นไป “แล้วอัญมณีแห่งสายน้ำที่น้าให้ไป ก็เพื่อให้หญิงเอาไว้ป้องกันตัว ไม่ใช่เอามาใช้ทำลายคนอื่น หรือปกป้องมันแบบนี้” ยุนอาจ้องหน้าจอยไม่วางตา ก่อนจะหันมาสบตากับเยริด้วยใบหน้าเคร่งอีกครั้ง

 

 

ท่านน้ายุนอาผู้แสนดีคนนั้นของเธอหายไปไหน

 

 

น้ำตาใสร่วงพรูลงบนใบหน้าของเจ้าหญิงเยริด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่คนที่ตัวเองรักสุดหัวใจอย่างท่านน้ายุนอากลับไม่เคยเชื่อใจกันเลย รู้ทั้งรู้ว่าเธอรัก รู้ทั้งรู้ว่าเธอยอมลำบากดั้นด้นมาที่นี่เพื่อใคร แต่นับวันคนตรงหน้าก็ยิ่งเปลี่ยนไปทำเหมือนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ถ้าอย่างนั้นการที่เธอมายืนอยู่ที่นี่คงไม่สำคัญต่อท่านน้าอีกต่อไปแล้วใช่มั้ย

 

 

“ถ้าสร้อยเส้นนี้มันเป็นต้นเหตุทำให้เราต้องเข้าใจผิดกัน ท่านน้าก็เอาคืนไป หญิงไม่ต้องการ!” เจ้าหญิงเยริพูดพร้อมกับดึงสร้อยออกมาจากคอของตัวเองแล้วโยนใส่ใบหน้าของยุนอาอย่างจัง ก่อนจะร่วงตกลงพื้นพร้อมเสียงกริ๊งที่ดังกังวานราวกับเสียงแก้วแตกเป็นเสี่ยงๆ ที่กลางใจของคนทั้งคู่

 

 

“เยริ..” ยุนอาได้แต่พึมพำชื่อนั้นเสียงเบา

 

 

“ไม่ต้องลงทัณฑ์บนหญิงหรอกค่ะ หญิงจะลาออกจากโรงเรียน แล้วต่อไปนี้เราไม่ต้องมาเจอหน้ากันอีก!” เจ้าหญิงเยริประกาศกร้าวก่อนจะสะบัดตัววิ่งหนีออกไปจากห้องน้ำทั้งน้ำตา ทิ้งให้ยุนอาได้แต่นิ่งอึ้งไปกับการกระทำอันโง่เขลาและอารมณ์ชั่ววูบของตัวเอง

 

 

“ยิ่งกลัวว่าจะสูญเสีย ท่านยิ่งต้องเชื่อใจ ไม่ใช่ระแวง” จอยพูดหน้าตายขณะเดินอ้อมมาดูคนเจ็บ

 

 

“สาแก่ใจเจ้าแล้วสิ” จอยที่กำลังตรวจดูอาการผิดปกติของคนเจ็บเงยหน้าขึ้นมาอย่างหงุดหงิดกับคำพูดของผู้ใหญ่ไม่เอาไหน มิหนำซ้ำยังงี่เง่าน่ารำคาญที่สุด แต่มือก็ยังไม่ละจากคนเจ็บตรงหน้า

 

 

“เลิกพาลซะที เพื่อนข้าเสียใจจะเป็นจะตาย ข้าจะสาแก่ใจได้ยังไง” จอยสวนกลับยุนอาทันทีพร้อมกับลุกขึ้นยืนประจัญหน้า “ข้าไม่ใช่คนไร้หัวใจ ที่จะได้มีความสุขเวลาเห็นคนอื่นร้องไห้ ขอทางด้วย”

 

 

“จะไปไหน” ยุนอาเอาตัวมาขวางทางจอย

 

 

“ไปทำหน้าที่เพื่อนที่ดี” จอยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของยุนอาเป็นสิ่งสุดท้าย แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไปจากที่นี่

 

 

สภาคณาจารย์สอบสวนการใช้เวทมนตร์ไปในทางที่ผิดขนาดย่อมถูกเปิดขึ้นอีกครั้งในรอบยี่สิบกว่าปีท่ามกลางเสียงถกเถียงไปมามากมายกลางห้องพยาบาล หากมองจากรูปการณ์แล้วทุกคนย่อมล้วนตัดสินให้เยริเป็นฝ่ายผิดอย่างแน่นอน แต่พวกเค้าคงไม่รู้ว่ามันมีสิ่งผิดปกติบางอย่าง ที่ทำให้จอยต้องเดินเข้ามาร่วมการสอบสวนครั้งนี้ด้วยตัวเอง

 

 

“เท่าที่ข้ารู้ เด็กคนนั้นใช้เวทมนตร์ไม่ได้”

 

 

“แต่นางก็ใช้มันจนเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาพวกท่านแล้ว แล้วพลังนั้นก็ร้ายกาจมากเสียด้วย”

 

 

“คนเราเมื่อจนตรอกก็ทำได้ทุกอย่างนั่นแหละ”

 

 

“เด็กคนนั้นต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน” อาจารย์แก่ๆ ท่านนึงสรุปขึ้นมา และหลายคนก็ต่างเห็นด้วย จนกระทั่ง

 

 

“สถานการณ์บีบบังคับให้เยริต้องทำอย่างนั้น” จอยโพล่งขึ้นมาหน้าประตูห้องพยาบาลจนบรรดาอาจารย์ฝ่ายสอบสวนหันมามองเป็นตาเดียว

 

 

“สภาคณาจารย์กำลังไต่สวน นักเรียนอย่างเจ้าไม่มีสิทธิ์เข้ามา” จอยไม่สนคำเตือนนั้น ซ้ำยังเดินเข้ามาใกล้อย่างไม่เกรงกลัวอะไร

 

 

“สิ่งที่พวกท่านได้เห็นมันเหมือนเป็นการก่อเรื่องทะเลาะวิวาทภายในโรงเรียนใช่มั้ย ถ้าท่านคิดเช่นนั้นก็น่าผิดหวังแทนลากราเซียที่บรรดาอาจารย์ต่างก็ไม่ได้คุณภาพเอาเสียเลย” อาจารย์ท่านหนึ่งกำลังอ้าปากจะโต้จอยกลับ แต่ใครล่ะจะปล่อยให้แย่งพูดขึ้นมาก่อน “เจนนี่ต้องคำสาปสะกดจิตโดยพวกใช้มนต์ดำเพื่อมากำจัดเยริ ถ้าไม่เชื่อก็ลองเปิดดวงตาของเจนนี่ดู พวกท่านย่อมรู้ดีว่าคำสาปของพวกใช้มนต์ดำมักทิ้งร่องรอยไว้เสมอก่อนจะจางหายไปตามกาลเวลา”

 

 

อาจารย์ท่านหนึ่งเปิดเปลือกตาของคนเจ็บขึ้น และก็ได้เห็นว่ามันตรงตามที่เด็กสาวเบื้องหน้าได้พูดไปทุกประการ

 

 

“แล้วทำไมพวกมันต้องพุ่งเป้ามาที่เด็กคนนั้น”

 

 

“เกรงว่าจะเป็นความลับทางราชการ” จอยเฉลยแบบอ้อมๆ แทนการพูดแบบตรงไปตรงมาว่าเยริก็คือเจ้าหญิงรัชทายาทแห่งอาณาจักรมาเดน

 

 

และนั่นยิ่งทำให้บรรดาอาจารย์อ้าปากค้างยิ่งไปกันใหญ่ โชคดีแค่ไหนที่เจ้าหญิงน้อยไม่เป็นอันตรายไปด้วยอีกพระองค์ ไม่อย่างนั้นลากราเซียคงขาดอาจารย์สอนนักเรียนไปอีกหลายปี เนื่องจากถูกรับโทษประหารหมู่จากสมเด็จพระราชินีเจสสิก้าแห่งอาณาจักรมาเดนแน่ๆ

 

 

หลังจากอธิบายให้บรรดาอาจารย์ได้รับรู้ความจริงจนเยริได้รับการยืนยันว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในที่สุด จอยก็ออกมาตามหาเจ้าหล่อนไปทั่วทั้งปราสาทแต่ก็ไม่พบตัว ได้แต่ถามไถ่นักเรียนคนอื่นๆ ว่าเห็นเยริบ้างมั้ย ทุกคนล้วนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าเห็นเยริวิ่งไปทางคอกม้า และพอมาถึงที่คอกเก็บม้าจอยก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอะไรม้าทุกตัวยังอยู่ในคอกที่กั้นของตัวเอง และม้าสีขาวสง่างามตัวอ้วนพีของเจ้าหญิงเยริยังอยู่ดี ไม่ได้หายไปไหน

 

 

“เจ้ามาที่นี่ทำไม” เสียงหนึ่งทักขึ้นจากข้างหลัง

 

 

“อาจารย์ยุนอา” จอยแปลกใจมากกว่าที่เห็นยุนอามาอยู่ตรงนี้ด้วย “ท่านรู้มั้ยว่าเยริหายตัวไป แต่น่าแปลกที่ม้าของเยริก็อยู่ที่นี่”

 

 

ยุนอาเก็บสีหน้าแห่งความตกใจไว้ไม่มิด เธอก็กำลังตามหาเยริเหมือนกัน

 

 

“ตามหาเยริอยู่เหมือนกันล่ะสิท่า” จอยสรุปจากท่าทางกระวนกระวายของยุนอา

 

 

ถ้าม้าของเยริยังอยู่ดี แต่เจ้าตัวกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยแบบนี้... ยุนอาคิดพลางเดินไปทางคอกม้าของบรรดาอาจารย์ แล้วทันใดนั้นเท้าที่กำลังจะก้าวไปทางคอกของเจ้าแอรีสก็หยุดลง เนื่องจากยุนอาไม่เห็นม้าเพกาซัสของตัวเองอยู่ข้างใน เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าเพียงเท่านั้น

 

 

แสดงว่าเยริหนีออกไปจากโรงเรียนแล้ว!

 

 

เจ้าแอรีสม้าเพกาซัสคู่ใจยุนอาบินร่อนอยู่กลางท้องนภายามราตรีโดยมีเจ้าหญิงเยริเป็นผู้ขี่มันอีกที เสียงสะอึกสะอื้นดังขึ้นมาเป็นระยะๆ จนเจ้าม้าแสนรู้พยายามหันมองไปยังคนที่อยู่บนหลังอย่างเป็นห่วง มันคงจะงง มันคงจะสงสัย ว่าทำไมคนที่กลัวความสูงอย่างเจ้าหญิงเยริ ถึงได้พามันออกมาบินเล่นบนท้องฟ้าตัวคนเดียวแบบนี้ หากมันพูดได้มันก็คงจะถามว่า ทำไมเจ้าหญิงยุนอาผู้เป็นนายของมันถึงไม่มาด้วยกันล่ะ

 

 

“พาข้ากลับบ้านหน่อยนะแอรีส” เจ้าหญิงเยริกระซิบบอกเจ้าม้าเพกาซัส และมันก็ตอบรับคำขอนั้นด้วยการส่งเสียงร้องออกมาเบาๆ

 

 

“รู้มั้ยว่าต่อไปนี้ข้าคงไม่ได้มาเจอเจ้าอีกต่อไปแล้วนะแอรีส รวมทั้งเจ้านายของเจ้าด้วย” น้ำตาใสค่อยๆ ไหลออกมาขณะเจ้าหญิงน้อยพยายามเอื้อนเอ่ยถ้อยคำบอกลาเจ้าม้าเพกาซัสแสนรู้

 

 

“ข้าน่าจะเชื่อฟังท่านแม่ยูริซะตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นข้าก็คงไม่เจ็บปวดขนาดนี้”

 

 

ความน้อยใจยังคงตอกย้ำซ้ำเติมไม่หยุด ดวงหน้าเล็กซบลงข้างลำคอของเจ้าแอรีสด้วยความเศร้าเสียใจอย่างน่าสงสาร พลางนึกถึงเรื่องราวระหว่างตัวเองกับท่านน้ายุนอา ยิ่งคิดความเจ็บปวดก็ยิ่งเพิ่มพูนข้างในหัวใจเป็นเท่าทวีคูณ แค่จะทำให้ตัวเองไม่นึกถึงท่านน้าเพียงเสี้ยววินาทีเธอยังทำไม่ได้ แล้วเธอจะลบเลือนภาพของท่านน้าออกไปจากหัวใจได้อย่างไร

 

 

แต่แล้วเจ้าแอรีสกลับแผดร้องเสียงดังเมื่อมีพลังสีทะมึนปริศนาพุ่งขึ้นมาตรงหน้าจนมันรับรู้ถึงอันตราย ตามมาด้วยกลุ่มพลังมากมายที่มุ่งหมายจะปลิดชีพเจ้าแอรีสให้ร่วงหล่นลงไปข้างล่างนั้นไปพร้อมๆ กับเธอ

 

 

“แอรีสระวัง!” สิ้นเสียงเจ้าหญิงเยริ เจ้าแอรีสก็ทะยานตัวหันกลับมาบังพลังปริศนาที่กำลังจะจู่โจมคนบนหลังมันทันที

 

 

เสียงแผดร้องอย่างเจ็บปวดทรมานของเจ้าม้าเพกาซัสดังลั่นท้องฟ้า แม้มันจะได้รับบาดเจ็บแต่ก็ยังพยายามประคับประคองตัวเองบินร่อนลงสู่พื้นดินด้านล่างอย่างสุดกำลัง เพื่อไม่ให้เจ้าหญิงน้อยบนหลังของมันได้รับอันตราย และพอทั้งสี่เท้าแตะถึงพื้นดินเจ้าหญิงเยริก็รีบลงจากหลังของมันทันที ยิ่งเห็นเจ้าม้าเพกาซัสล้มตัวลงบนพื้นดินแล้วดิ้นทุรนทุรายไปมาอย่างนั้น เจ้าหญิงเยริยิ่งรู้สึกผิดที่เป็นต้นเหตุทำให้มันต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ มันดิ้นอยู่อย่างนั้นจนตัวของมันกระตุกฮวบเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจากเธอไปอย่างน่าเวทนา

 

 

“ข้าขอโทษนะแอรีส” เจ้าหญิงเยริลูบตัวของเจ้าแอรีสอย่างรู้สึกผิด ก่อนจะลุกขึ้นพร้อมกับง้างคันธนูเพื่อระแวดระวังภัยรอบด้าน

 

 

จากเหตุการณ์อุกอาจเมื่อครู่ควรจะทำให้เจ้าหญิงไข่ในหินอย่างเยริรู้สึกหวาดกลัว แต่ไม่ใช่เลยเธอกลับรู้สึกโกรธจนแทบจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ ถ้ามันโผล่หน้ามาในตอนนี้ แล้วทันใดนั้นลูกธนูของเจ้าหญิงน้อยก็พุ่งแหวกอากาศออกไปเสียบทะลุร่างคนแปลกหน้าทันที ทว่าร่างนั้นกลับเลือนลับหายไปก่อนที่ลูกธนูจะไปปักอยู่ที่อกของมันเพียงคืบเดียวเท่านั้น

 

 

“เป็นไปไม่ได้!

 

 

ความเงียบของผืนป่าทำให้เจ้าหญิงเยริเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา แล้วในที่สุดเสียงหัวเราะแหบแห้งของชายชราคนหนึ่งก็ดังขึ้นเบื้องหลังเธอ เจ้าหญิงเยริเตรียมง้างธนูเล็งเป้าหมายนั้นทันที แต่ลูกธนูกลับหยุดค้างกลางอากาศก่อนจะหักลงบนพื้นต่อหน้าต่อตาเธอ เขาเป็นใครกัน!

 

 

เขาส่งเสียงจิ๊ปากน่ารำคาญ พลางหัวเราะในลำคอราวกับชอบใจที่เห็นเธอประสาทเสีย “พระทัยร้อนเหมือนเสด็จแม่ของเจ้าหญิงไม่มีผิด”

 

 

“เจ้าเป็นใคร” เจ้าหญิงเยริถามด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราดไม่ไว้ใจ พร้อมกับค่อยๆ ดึงลูกธนูจากกระบอกมาใส่คันธนูเตรียมตั้งท่าเล็งไปยังคนตรงหน้า “รู้จักเสด็จแม่ข้าได้ยังไง”

 

 

“กระหม่อมมีนามว่าเซบาสเตียน” รอยยิ้มแสยะผุดพรายบนใบหน้าเจ้าเล่ห์ ท่าทางของเขาไม่น่าไว้วางใจพอๆ กับพวกนกสองหัวในราชสำนักที่เคยพบเห็นเมื่ออยู่วัง แต่พวกเขาก็ยังเกรงอำนาจของเสด็จแม่บ้าง ต่างจากคนเบื้องหน้าเธอกันลิบลับ “เสด็จแม่ของเจ้าหญิงกับกระหม่อมเราเคยเผชิญหน้ากันประมาณครั้งสองครั้งเมื่อเนิ่นนานมาแล้ว”

 

 

“แล้วหลังจากนั้นเสด็จแม่ของเจ้าหญิงก็ถูกลักพาพระองค์ไปเหมือนกับสิ่งที่เจ้าหญิงจะได้พบในคืนนี้!

 

 

เจ้าหญิงเยริเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นผู้ชายตรงหน้าแยกร่างออกเป็นสิบๆ ร่าง ลูกธนูถูกยิงออกไปจนหมดกระบอกแต่กลับไม่ถูกร่างไหนที่เป็นร่างจริงเลย เมื่อไม่เห็นหนทางที่จะเอาชนะได้เจ้าหญิงเยริก็ตัดสินใจที่จะวิ่งหนีไป แต่ทันใดนั้นเถาวัลย์ที่ห้อยย้อยอยู่ตามต้นไม้ก็พุ่งมารัดตัวเธอจนขยับเขยื้อนไม่ได้ แล้วร่างของเซบาสเตียนที่แยกออกไปเป็นสิบๆ ร่างก็รวมมาเป็นร่างเดียวอย่างน่าประหลาดใจ มิหนำซ้ำมนต์ดำยังแผ่กระจายปกคลุมไปทั่วบริเวณ ขนาดเธอที่ไม่มีพลังวิเศษอะไรยังสัมผัสได้ แสดงว่าคนๆ นี้คงไม่ใช่คนธรรมดาเสียแล้ว

 

 

“เจ้าเป็นปีศาจ...” เจ้าหญิงเยริเกริ่นเสียงเบา แล้วเสียงหัวเราะของเขาก็ดังขึ้นทันใด เนื่องจากเห็นสีหน้าซีดๆ ปนตื่นตระหนกของเจ้าหญิงน้อย

 

 

“แค่เกือบ... แค่เกือบจะเป็นปีศาจ” เขาตอบพร้อมกับยื่นใบหน้ามาใกล้ “เจ้าหญิงน่าจะสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ตอนกลางวันแล้ว... ไม่สิ เจ้าหญิงน่าจะสิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ยังไม่ประสูติต่างหาก!

 

 

คำพูดของเซบาสเตียนทำให้เจ้าหญิงเยริหวนระลึกถึงบทสนทนาระหว่างท่านแม่กับเสด็จแม่ของตัวเองก่อนที่เธอจะเดินทางมายังลากราเซีย

 

 

“เจ้าลืมไปแล้วหรือไงว่าเยริเกือบถูกฆ่าตั้งแต่ยังไม่เกิดเลยด้วยซ้ำ!” เสียงของท่านแม่ยูริดังขึ้นมาในโสตประสาททันที “ไม่สิ ต้องเรียกว่าถูกฆ่าไปแล้วต่างหากสิถึงจะถูก”

 

 

“เราอยู่กับลูกได้ไม่นานหรอกนะเจ้าก็รู้อยู่แก่ใจดี”

 

 

“เจ้าหมายความว่ายังไง” เจ้าหญิงเยริถามออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ เพราะฟังจากคำพูดนั้นแล้ว เหมือนกับว่าเรื่องทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นมีเขาเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็คนๆ นี้แหละที่เป็นคนลงมือทำเรื่องเลวร้ายทุกสิ่งทุกอย่างกับมือตัวเอง

 

 

“ปีศาจจะผงาดขึ้นอีกครั้งเมื่อสังเวยด้วยหนึ่งชีวิตของผู้มีสายเลือดสีทอง ซึ่งก็คือเจ้าหญิง!

 

 

ห้องทรงพระอักษรขององค์ราชินีแห่งมาเดนกลายเป็นที่ประชุมหารือถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อหาทางยุติปัญหาที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างเร่งด่วน

 

 

“พวกเจ้ากำลังจะบอกว่าที่จอมโจรมาร์โคตามฆ่าพวกเจ้า เพราะมันไม่ต้องการให้ปีศาจถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง” ท่านราชองครักษ์ยูริทวนเรื่องที่ได้ยินจากปากเจ้าสองแฝดที่ตอนนี้กลับมาแต่งเนื้อแต่งตัวสมพระราชอิสริยยศแล้ว

 

 

“ค่ะท่านป้า ซึลกิเป็นคนบอกเรื่องนี้กับหลาน” เจ้าหญิงเวนดี้ยืนยันอีกครั้ง “มาร์โครับจ้างใครบางคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้เพื่อจะใช้เลือดของหลานไม่ก็พี่ไอรีนประกอบพิธีปลุกให้ปีศาจกลับมาอีกครั้ง แต่ก็ถูกมาร์โคที่มีปมหลังเรื่องปีศาจทรยศซะก่อน”

 

 

“ใครกันที่อยากจะให้ปีศาจตื่นขึ้นมาอีกครั้ง” ราชินีเจสสิก้าผู้ประทับที่หัวโต๊ะรับสั่งเสียงเบาหวิว สีพระพักตร์เคร่งเครียดเพราะทรงเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องดังกล่าวไม่หยุด “ซึลกิเจ้าพอจะมีเบาะแสอื่นอีกหรือไม่”

 

 

“ไม่มีแล้วเพคะองค์ราชินี” เจ้าหัวขโมยตอบเสียงเจี๋ยมเจี้ยมพลางส่ายหน้า เป็นเหตุให้เจ้าหญิงเวนดี้กลั้นขำจนหน้าเขียว เนื่องจากเจ้าหัวขโมยนี่เรียนรู้คำราชาศัพท์ได้ไวดีจนเธออยากจะซูฮกให้ แต่สักพักก็ต้องเปลี่ยนมาทำหน้าจริงจังให้เข้ากับบรรยากาศเคร่งเครียด

 

 

“หลานไม่เข้าใจว่าหลานจะกลายเป็นปีศาจได้ยังไง ในเมื่อเสด็จแม่ทิฟฟานี่เคยรับสั่งว่าหลานเป็นมนุษย์” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยขึ้นอย่างเป็นกังวล

 

 

“พวกเจ้าทั้งคู่เป็นมนุษย์แต่กำเนิด” เสียงหวานของเสด็จป้าเจสสิก้าทำให้เจ้าหญิงไอรีนใจชื้นขึ้นมาบ้าง

 

 

“ทูลองค์ราชินี หรือว่าเราต้องรอให้ราชินีแทยอนเสด็จมาถึงที่นี่ก่อน เผื่อจะได้เบาะแสอื่นที่เป็นประโยชน์มากกว่านี้” ขุนพลนายหนึ่งเสนอความคิดเห็น

 

 

“ไม่ได้ เราอาจช้าไป” ท่านราชองครักษ์ยูริหันไปสบตาองค์ราชินีที่ทรงคิดไม่ต่างกัน

 

 

“ท่านเสนาบดีกลาโหม ท่านให้คนของท่านสืบหาเบาะแสพวกนี้เดี๋ยวนี้เลยจะได้ไหม” ราชินีเจสสิก้าเอ่ยถามมาร์คัส เสนาบดีกลาโหมผู้มีใบหน้าเคร่งขรึมร่างกำยำที่นั่งอยู่กลางโต๊ะยาว ซึ่งเขาก็ไม่ได้มีท่าทีอิดออดแม้แต่น้อย แต่ยินดีเสียอีกที่ได้รับโอกาสให้ปฏิบัติภารกิจหน้าที่อันทรงเกียรติ

 

 

“เกล้ากระหม่อมน้อมรับพระราชบัญชา” ว่าเสร็จท่านเสนาบดีกลาโหมก็ลุกออกไปจากที่ประชุมทันที

 

 

“แต่แน่ใจแล้วใช่ไหม ว่าใครคนนั้นต้องการแค่เลือด ไม่ใช่ร่างของพวกเจ้า” ราชินีเจสสิก้าถาม และหลานสาวทั้งสองก็ตอบเป็นเสียงเดียวกัน

 

 

“เพคะเสด็จป้า”

 

 

“ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่ามันไม่ได้ต้องการให้คนที่มีสายเลือดของราชาปีศาจอย่างพวกเจ้ามาเป็นนายเหนือหัวมัน แต่มันต้องการเพียงแค่เลือดของพวกเจ้าเอาไปกระตุ้นพลังปีศาจในตัวเพื่อทำให้มันกลายเป็นจ้าวปีศาจเสียเอง” องค์ราชินีเจสสิก้าทรงวิเคราะห์สถานการณ์ได้เฉียบขาด แม้กระทั่งคนอื่นที่นั่งอยู่ด้วยกันก็ยังคาดไม่ถึง

 

 

“แล้วทำไมมันถึงมาลงมือเอาตอนนี้” ท่านราชองครักษ์ยูริคิดไม่ตกเช่นเดียวกับทุกคน จนกระทั่งผู้มาใหม่พรวดพราดเข้ามาในห้องประชุมอย่างลุกลี้ลุกลน

 

 

“ท่านน้ายุนอา/ ท่านน้ายุนอา” เจ้าหญิงไอรีนและเจ้าหญิงเวนดี้เอ่ยออกมาพร้อมกัน ซึลกิก็ได้แต่มองอย่างงุนงงระคนสงสัยว่าสตรีร่างบอบบางผู้มาใหม่นี่เป็นใคร หน้าประตูนั่นยังมีเด็กผมแดงยืนเฝ้าอยู่อีกคน ทำไมถึงใจกล้าบ้าบิ่นเข้ามาในห้องที่ทุกคนอยู่กันครบองค์ประชุมแบบนี้ได้ ไม่กลัวว่าหัวจะหลุดจากบ่ากันหรือไง

 

 

“ถ่อมาถึงที่นี่เชียว มีธุระอะไรเร่งด่วนหรือเปล่ายุนอา” ราชินีเจสสิก้าลุกขึ้นจากเก้าอี้ พร้อมกับไถ่ถามความเป็นไปราวกับรู้จักคนตรงหน้าเป็นอย่างดี

 

 

อ้อ! เค้ารู้จักกัน ถ้างั้นก็ไม่หัวขาดละ ซึลกิตอบตัวเองในใจ

 

 

แต่ทำไมสีหน้าของท่านราชองครักษ์ที่นั่งอยู่เยื้องๆ เธอถึงดูไม่ค่อยสู้ดีเลย แต่เหมือนจะค่อนไปทางเหม็นขี้หน้ามากกว่านะ หรือไม่กินเส้นกับคนที่ชื่อยุนอา?

 

 

“เยริอยู่ที่นี่มั้ยพี่สิก้า” คำถามจากยุนอาทำเอาความเงียบสงัดโรยตัวปกคลุมห้องประชุมไปชั่วขณะ ยุนอารับรู้ได้ทันทีเลยว่าความซวยกำลังจะมาเยือนตัวเองในไม่ช้าแล้ว

 

 

“เยริก็อยู่ที่ลากราเซียไง” แม้จะตอบไปเช่นนั้น แต่ในใจของคนเป็นแม่เริ่มสังหรณ์บางอย่าง ยิ่งมองจากดวงหน้าซีดขาวของน้องสาวร่วมสาบานของคนรักเธอก็ยิ่งใจไม่ดี จนกระทั่งตั้งสติเอ่ยถามออกไป “เกิดอะไรขึ้นหรือเปล่า”

 

 

ยุนอาอ้ำอึ้งอยู่ไม่นาน ก่อนจะยอมรับสารภาพในที่สุด “เราสองคนทะเลาะกันหนักมาก จนเยริขี่แอรีสพาตัวเองหนีออกไปจากโรงเรีย..”

 

 

“ไอ้บัดซบ!” ยุนอาไม่ทันพูดจบ เสียงตวาดของยูริก็ดังลั่นห้องพร้อมกับลุกขึ้นมาชกหน้ายุนอาเสียงดังผลัวะ คนถูกชกเกือบจะเซล้มถ้าไม่คว้าพนักพิงเก้าอี้ไว้เสียก่อน ส่วนคนอื่นๆ ก็ได้แต่นิ่งอึ้งไปตามๆ กันโดยเฉพาะเจ้าหัวขโมย

 

 

แต่ถ้าเป็นอย่างนี้ ก็มีสิทธิ์หัวขาดแล้วใช่มั้ย เอื๊อก...

 

 

“ยูล!” ราชินีเจสสิก้าเรียกคนรักเสียงหลง แต่ท่านราชองครักษ์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะเย็นลงเลยแม้แต่น้อย

 

 

“เยริเป็นลูกสาวคนเดียวของข้า เป็นแก้วตาดวงใจที่ข้ากับสิก้ารักยิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง ข้าไม่เคยเชื่อเลยว่าคนเสเพล เอาแต่เล่น ใช้ชีวิตไร้สาระไปวันๆ อย่างเจ้าจะปกป้องดูแลเยริได้ แต่ข้าก็พยายามยอมรับในตัวเจ้า เพราะเจ้าคือคนที่เยริรักสุดหัวใจ ข้าอุตส่าห์พยายามไว้ใจ เชื่อใจ หวังจะฝากฝังชีวิตและหัวใจของเยริให้เจ้าดูแลต่อจากข้า แต่ข้าคงคิดผิดไป เพราะเจ้ามันก็ยังเป็นยุนอาที่ไม่เอาไหนเหมือนเดิม!

 

 

ถึงเยริจะเป็นเด็กที่ชอบเล่นซุกซนและเอาแต่ใจตัวเองบ้างในบางครั้ง แต่จากการที่เธอเลี้ยงลูกมากับมือและอยู่ใกล้ชิดกันเกือบตลอดเวลา เธอรู้ดีว่าเยริไม่ใช่เด็กไร้เหตุผลชวนทะเลาะคนอื่นอย่างแน่นอน เด็กคนนี้ใจกว้างยิ่งกว่ามหาสมุทร ยอมรับฟัง และมีเหตุผลเสมอ ถ้าผิดเยริก็ยอมรับว่าตัวเองผิดจริงจะไม่กระโตกกระตากอาละวาดใครทั้งนั้น เพราะฉะนั้นที่ทุกอย่างลงเอยแบบนี้แสดงว่ายุนอาต้องไม่ยอมรับฟังและสร้างรอยแผลในใจลูกสาวเธอมามากพอสมควร เยริถึงได้เลือกที่จะหนีออกจากโรงเรียน มิหนำซ้ำยังใช้เจ้าแอรีสพาตัวเองทะยานขึ้นท้องฟ้า ทั้งที่ความจริงตัวเองกลัวความสูงเสียยิ่งกว่าอะไร

 

 

ยุนอาอยากร้องไห้แทบตาย แต่เธอก็ต้องอดกลั้นความเสียใจนั้นไว้จนจุกอกไปหมด “พี่ยูริข้าขอโทษ”

 

 

“เอากองไว้ตรงนั้นนั่นแหละ!

 

 

“ข้าไม่ได้ตั้งใจพี่ยูริ” ยุนอาเรียกพี่สาวร่วมสาบานเสียงเบา

 

 

“ไม่ต้องมาเรียกข้า! ออกไปจากที่นี่ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้าเดี๋ยวนี้!” ท่านราชองครักษ์ยูริกระชากคอเสื้อของน้องสาวร่วมสาบานขึ้นมาก่อนจะผลักออกด้วยความโกรธอย่างสุดแรง

 

 

“ยูล! ตั้งสติหน่อย ใช้อารมณ์ใช้กำลังไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น” ราชินีเจสสิก้าปรามคนรักอย่างใจเย็น

 

 

แต่ก็เย็นได้ไม่นาน เมื่อแรมซิสผู้เป็นหัวหน้าทหารองครักษ์ประจำพระองค์เจ้าหญิงรัชทายาทเดินเข้าอย่างรีบร้อน ก่อนจะกระซิบบางอย่างข้างหูท่านราชองครักษ์ยูริอย่างรวดเร็ว แล้วทันใดนั้นดวงหน้าเคร่งก็เปลี่ยนเป็นซีดเผือดก่อนจะหันไปหาน้องสาวอย่างยุนอาด้วยความเจ็บปวด

 

 

“เกิดเรื่องอะไรอีกแรมซิส” ราชินีเจสสิก้ารับสั่งถาม แต่ยังไม่ทันที่พ่อหนุ่มแรมซิสจะตอบ ยูริก็แทรกตอบขึ้นมาก่อนว่า

 

 

“เป็นข่าวร้าย สายข่าวของมาร์คัสเจอแอรีสนอนตายอยู่ที่ป่าทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของมาเดน!

 

 

!!!!!!!!!” ยุนอาเบิกตากว้างอย่างตกใจทันที

 

 

“หมายความว่าเยริ...” ราชินีเจสสิก้าหันมาหาคนรักด้วยพระเนตรที่กำลังสั่นระริก แล้วยิ่งเห็นยูริพยักหน้าตอบรับราชินีเจสสิก้าก็ทรงทราบทันทีเลยว่า ทำไมบุคคลปริศนาคนนั้นถึงเลือกที่จะมาก่อเหตุในตอนนี้

 

 

“เรียกรวมทหารองครักษ์ทุกหน่วย แล้วเคลื่อนพลไปประจำการที่จุดเกิดเหตุ แล้วรอฟังคำสั่งจากข้า” ยูริหันไปสั่งแรมซิสเป็นชุด “ส่วนมาร์คัสให้ประจำกองกำลังอยู่ที่นี่เพื่ออารักขาองค์ร..”

 

 

“เพื่ออารักขาเจ้าหญิงไอรีนและเจ้าหญิงเวนดี้ รวมทั้งทุกคนที่อยู่ที่นี่” ท่านราชองครักษ์ยูริหันขวับทันทีที่ราชินีเจสสิก้าชิงพูดขึ้นมาก่อนตน

 

 

“สิก้าเจ้าไปไม่ได้ ที่นั่นมันอันตราย เจ้าเป็นองค์ราชินีแห่งมาเดนนะอย่าลืมสิ” ยูริหันมาทำความเข้าใจกับคนรักก่อนเป็นอันดับแรก

 

 

“และข้าก็ไม่ลืม ว่าข้าก็เป็นแม่ของเยริด้วย อย่าลืมสิว่าเราผ่านพิธีผูกชะตามาด้วยกัน ถ้าเจ้าเป็นอะไรข้าก็ต้องเป็นไปด้วยอยู่ดีนะยูล” ดวงตากลมโตขององค์ราชินีฉายชัดถึงความแน่วแน่จนท่านราชองครักษ์ยินยอมในที่สุด

 

 

พิธีผูกชะตา... เจ้าหัวขโมยงึมงำภายในใจ มันเป็นพิธีที่คนรักกันมากๆ เอาชีวิตและหัวใจของตัวเองมาผูกพันกับคนที่ตัวเองรัก เพราะต้องการร่วมเป็นร่วมตายกันนี่นา

 

 

“เสด็จป้าหลานจะไปช่วยน้องเยริอีกแรงเพคะ” เจ้าหญิงไอรีนเอ่ยขึ้น ซึ่งเจ้าหญิงเวนดี้ก็พยักหน้าหงึกๆ อย่างเห็นด้วย

 

 

“คำสั่งของราชินีไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าควรฝ่าฝืน” น้ำเสียงจริงจังของผู้เป็นป้าทำให้เจ้าหญิงแฝดหงอไปถนัด

 

 

“แต่ว่าหลานก็มีเวทมนตร์พอตัว เผลอๆ จะเก่งกว่าพวกทหารด้วยซ้ำไป” เจ้าหญิงเวนดี้ยังไม่หมดความพยายามในการจะตามไปให้ได้

 

 

“ป้าจะพูดเป็นครั้งสุดท้าย ว่าพวกเจ้าต้องรออยู่ที่นี่จนกว่าเสด็จแม่แทยอนของพวกเจ้าจะมาถึง” น้ำเสียงเข้มของผู้เป็นป้าบ่งบอกถึงความจริงจัง ทำให้เจ้าหญิงไอรีนและเจ้าหญิงเวนดี้ตอบรับคำสั่งนั้นด้วยใบหน้าจ๋อย

 

 

“เพคะเสด็จป้า/ เพคะเสด็จป้า”

 

 

 

 

 

           

 

______________________________________________________________________________

[Forget Me Not]

 

งานนี้ค.ล้วนๆไม่มีงัวผสมเลยท่านน้ายุนอ๊าา มันจะไม่รอดตีนพี่ยูลก็งานนี้นี่แหละ

ตอนนี้วุ่นวายมาก จอมโจรมาร์โคจากไป แล้วเซบาสเตียนไหนโผล่มาอีก

ใครอ่านTheMiracleมาก่อนจะรู้นะคะว่าเซบาสเตียนเป็นใคร

แต่ไม่อ่านก็ไม่เป็นไร มาลุ้นไปด้วยกันนี่แหละค่ะ อิอิ

อ่านมาถึงตอนนี้มีใครเริ่มสงสัยที่มาที่ไปของยัยน้องหรือยังคะ ดูเหมือนจะไม่ค่อยมีอะไร

แต่รู้มั้ยว่ายัยน้องมีปมให้ตามแก้เยอะที่สุดในเรื่องเลยนะคะ555

พินุ้งที่ว่าทำตัวลับๆล่อๆนั่นมีไม่กี่ปมเอง แพ้ยัยน้องแบบไม่เห็นฝุ่นไปเลย

มาค่ะ สองแฝดเวนรีนเค้ากลับมาแท็กทีมสามัคคีกันอีกแล้วค่ะ พี่น้องกันโกรธกันไม่นานหรอก

ตอนนี้ตะกิก็เงียบๆไปนะเพราะได้แอร์ไทม์มาหลายตอนแล้ว

ความจริงคือเปล่าหรอกข้าพูดมากไม่ได้กลัวโดนตัดหัว55555

เจอกันตอนหน้าค่ะ~~


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 10 ครั้ง

196 ความคิดเห็น

  1. #98 BOWSONE9 (@BOWSONE9) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2560 / 22:30
    หืออ อั่ยพี่หมีใจเย็นๆอย่าพึ่งกัดลิ้นตัวเองเลยยังไม่มีแฟนเลยยยท่านน้า นี่ไม่มีงัวผสมเลยยย ว้อยยย!!!วุ่นวายจิง ยัยหนูจะไม่เป็นไรให้่ไม๊ไรท์ ฮื่ออเป็นห่วงยัยหนูวว อ้าวนี่นึกว่าเซบาสเตียนตายแล้วนะเนี่ย ยังอยู่อี๊กกกก
    #98
    0
  2. #96 jaotae2 (@JaoTae) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 ตุลาคม 2560 / 16:16
    ตอนนี้เครียดมากเลย แต่ก็ได้เจ้าซึลกินี่แหละที่พอจะทำยิ้มได้บ้างนิดนึง...ค่ะ ยิ้มได้นิดนึง นิดนึงจริงๆ5555 T^T
    #96
    0
  3. #95 0425113654 (@0425113654) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 18 ตุลาคม 2560 / 22:25
    มันยังไม่ตายอีกหรอ?? ถ้าให้เดาการที่ซูยองกะซันนี่ตายต้องเป็นฝีมือของเซบาสเตียนแน้เลย
    #95
    0
  4. #94 chanyanuch234 (@chanyanuch234) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 17:48
    นึกว่าเซบาสเตียนตายแล้ว ออ ยังไม่ตาย

    เนื้อเรื่องต่อไปเข้มข้นมาก

    วิดิโอทำได้ดีมากเลย 
    #94
    0
  5. #93 Somebay (@Somebay) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 04:55
    ฮื่อ ได้กลิ่นดราม่ารักสามเศร้ามาแต่ไกลๆ
    #93
    0
  6. #92 BKMan (@BKMan) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 17 ตุลาคม 2560 / 00:33
    เซบาสเตียนยังไม่ตายเหรอคิดว่าตายไปแล้วน้ะเนี่ย เยริต้องรอดค่ะ เพราะเราเชื่อว่านางเอกต้องไม่ตายค่ะ เป็นกำลังใจให้น้ะคะ
    ถึงแม้จะไม่อยู่ครบทั้ง9คนแต่ยังไงสักวันเค้าคงได้มาเจอกันอีกแหละ เหลือแค่5คนเราก็จะคอยช่วยสนับสนุนยุแล้วเหมือนการออกครั้งนี้เมมเบอร์แต่ละคนก็น่าจะยอมรับปรับปัญหาไว้ก่อนแล้วแหละ ก็ว่าทำไมมันมีลางสังหรณ์ตั้งแต่ดูMvคัมแบค10ปีล้ะ สู้ๆนะคะไรท์
    #92
    0
  7. #91 Taenyisrealpk (@Taenyisrealpk) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2560 / 08:25
    คิดนะว่าต้องมีสักวันแหละที่เมมเบอร์จะไม่ต่อสัญญา แต่พอเอาเข้าจริงๆก็สะเทือนใจไม่น้อย 
    ที่ทำได้ก็คงจับมือกันให้แน่นขึ้น และยังคงเป็น 9 คนนี้เสมอ
    มาสู้ไปด้วยกันค่ะ 
    #91
    0
  8. #90 Taedy (@Taedy) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 13 ตุลาคม 2560 / 13:27
    ฟิคของคุณจะช่วยเยียวยาหัวใจของเราค่ะ ได้ข่าวว่าตอนนี้ฟานี่ก็ทำเพลงอยู่อันนี้ไม่รู้ว่าชัวร์มั้ย แต่เราก็จะรอค่ะรอทั้งฟานี่รอทั้งคุณ
    #90
    0
  9. #89 chanyanuch234 (@chanyanuch234) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 12:14
    ฮือออออ เสียใจมากเช่นกันค่ะ
    จับมือแล้วมาสู้ไปด้วยกัน กอดกันแน่นมากฮือออ
    #89
    0
  10. #88 wait plz (@NameMarisa) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 06:09
    เหมือนกันค่ะT^T
    #88
    0
  11. #87 Lazy>_<Girl (@tp2102) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 05:45
    สะเทือนใจเช่นกันค่ะ
    แต่เคารพการตัดสินใจของสาวๆ
    ตอนนี้ก็แอบหลบมาเลียแผงใจเบาๆ
    #87
    0
  12. #86 ลูกหมีอ้วน (@parnnee) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 ตุลาคม 2560 / 00:14
    สะเทือนใจเหมือนกัน น้ำตาไหล
    #86
    0
  13. #85 gerre _888 (@gerre_888) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 23:55
    เหมือนกันค่ะไรท์ สะเทือนใจที่สุด รีดเดอร์ก็ขอเวลาทำใจและปรับตัวเช่นกัน เราจะกลับมาในวันที่เราพร้อม และเข้มแข็งขึ้น สักวัน เราจะกลับมาตรงที่นี้ด้วยกัน มาเป็นไรเตอร์กับรีดเดอร์ ของฟิคเรื่องนี้ มาสู้ไปพร้อมๆกันนะคะ ฮรือออออ
    #85
    0
  14. #83 jaotae2 (@JaoTae) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 23:44
    ฮือออ สะเทือนใจเหมือนกันค่ะ เรามาสู้ไปด้วยกันนะคุณ
    #83
    0
  15. #82 희연 (@kaew42130) (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 9 ตุลาคม 2560 / 23:21
    ฮื่ออออออ
    #82
    0