ll Near&Far ll ส่งรักให้ไกล ขยับใจให้ใกล้เธอ

ตอนที่ 7 : Chapter 7 ll ชั่ววูบ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 465
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    5 มิ.ย. 59

Chapter 7 ll ชั่ววูบ

 

 

 

 

 


 


 

“คัมปายยย (ชนแก้ว)”

เสียงของพวกเราทุกคนดังขึ้นพร้อมกับเสียงชนแก้ว ก่อนที่ต่างคนจะต่างดื่มแก้วของตัวเองตามธรรมเนียมเหมือนเช่นทุกครั้งที่มาร้านอิซากะยะแบบนี้

แป๊บๆ ศุกร์หรรษาก็วนกลับมาหาพวกเราอีกครั้ง วันนี้พี่เป๊กชวนทุกคนมาร้านประจำแถวๆ หอ และมันก็เป็นวันที่แก๊งคนไทยอยู่กันครบแบบจริงๆ ในหลายรอบเดือน ขนาดยัยแซนที่ไม่ค่อยว่างก็ยังมาด้วย

โปรโมชั่นของทางร้านอิซากะยะที่ญี่ปุ่นมักจะเป็นเซ็ตเมนูแบบทาเบโฮได (กินไม่อั้น) หรือโนมิไฮโด (ดื่มไม่อั้น) ให้เราได้เลือกโดยมีเวลากินดื่มจำกัด ร้านประเภทนี้สุดสัปดาห์คนจะเยอะเป็นพิเศษ โดยเฉพาะพวกพนักงานบริษัทที่พากันยกโขยงมาสังสรรค์ เพราะฉะนั้นก็ควรจะโทรมาจองเอาไว้ก่อน

ส่วนใหญ่แทบจะไม่มีนักท่องเที่ยวมากันเลย ทุกอย่างในร้านเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ชาวต่างชาติที่มามักจะเป็นคนที่มาเรียนอยู่ที่นี่ และเคยเข้าร้านแบบนี้จนคุ้นเคยเป็นอย่างดี

...อย่างเช่นพวกเราไง -_-

ที่จริงมันก็ไม่ได้มีขายแค่แอลกอฮอล์อย่างเดียวนะ ข้าวก็มี หรือน้ำเราจะไม่กินของมึนเมาก็ได้ อยู่ที่เราเลือกกินเองต่างหาก

“สอบเสร็จมันก็เหนื่อย ก็ต้องฉลองกันหน่อย” พี่เป๊กเอ่ยขึ้นพร้อมกับชูแก้วในมือขึ้นมา

วันนี้เหมือนคลาสของพี่เป๊กจะมีสอบอะไรสักอย่าง เพราะเห็นตั้งใจอ่านหนังสือมาทั้งอาทิตย์

ส่วนฉันน่ะเหรอ...สอบซ่อมไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาไง ดีนะที่อ่านหามรุ่งหามค่ำจนผ่านมันมาได้ เลยไม่ต้องย้ายคลาสไปไหน ดีใจที่สุดในสามโลก T^T

การมาอยู่ที่นี่ทำให้ฉันขยันอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวจนไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลย

“เฮ้ย กินสิไอบ้า นั่งกดมือถืออยู่ได้” ฉันเงยหน้ามองพั้นช์ที่เอาศอกสะกิดแขนฉัน

“เช็กไอจีอยู่ เดี๋ยวกิน ยุ่งจัง”

“คุยกับแฟนรึเปล่าไอด้า~” พี่โบว์ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามฉันเอ่ยแซว และมันก็ทำให้ฉันแอบสะอึกอยู่เงียบๆ คนเดียว

...คุยกับแฟนซะที่ไหนล่ะ T_T

“คุยอะไรเล่าเจ๊ ด้ามันไม่คุยกับแฟนมาเป็นอาทิตย์แล้ว”

ฉันถึงกับหันขวับไปมองยัยแซนที่นั่งอยู่ข้างฉันอย่างรวดเร็ว เหมือนยัยนี่จะยังไม่รู้ตัวว่าพูดเรื่องที่ฉันยังไม่ได้บอกใครออกมา ทั้งกลุ่มพากันหันมามองจนยัยแซนเพิ่งจะตระหนักได้แล้วหันมามองฉันพลางทำหน้าประมาณว่า ยังไม่ได้บอกใครเหรอ

=_=

ใช่...ฉันยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังนอกจากยัยแซน

แต่ที่จริงฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะปิดใครหรอกนะ แค่ไม่รู้จะไปเล่าทำไมในเมื่อคนอื่นก็ไม่ได้ถามสักหน่อย

“ฮะ? ด้าเลิกกับแฟนแล้วเหรอ O.O” พี่โบว์มองฉันพลางทำตาโต

“ยังค่ะ ยังไม่ได้เลิกกัน”

O.O

“แค่ห่างๆ กันเฉยๆ” ฉันตอบเสียงอ่อยเมื่อทุกคนยังเอาแต่มองมาที่ฉัน

เรื่องของฉันกลายเป็นจุดสนใจของทุกคนขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย T_T

“เขามีคนใหม่ไปแล้วม้าง~” พี่เนมแกล้งพูดใส่ฉัน

“พี่เนม!

“พูดเล่นแค่นี้ ขึ้นเสียงเลยนะ คิดมากเหมือนกันล่ะสิ”

“เปล่าเลย” ฉันพูดแค่นั้นก็ก้มหน้าก้มตาคีบปลาดิบเข้าปาก ยัยแซนเลยพูดเปลี่ยนไปเรื่องอื่นแทน เรื่องนี้เลยตกประเด็นไปอย่างรวดเร็ว

เหมือนที่แซนพูด...ฉันกับเวย์ไม่ได้คุยกันมาเกือบอาทิตย์แล้ว

ไม่มีใครทักใครก่อน แต่เขาก็ยังมาตามกดไลค์แต่ละโพสต์ในเฟซบุ๊กฉันอยู่บ้าง

ฉันเองก็ยอมรับนะว่ายังคิดถึงเขาอยู่ตลอด Y_Y มีบ้างที่ฉันเข้าไปดูเฟซบุ๊กของเขาเพราะอยากรู้ว่าเขาจะทำอะไรอยู่ที่ไหน แม้ว่าอีกฝ่ายจะแทบไม่ได้อัพเดตอะไรเลยก็ตาม

ฉันตั้งใจว่าอีกไม่นานจะทักเขาไปก่อนล่ะ แค่นี้สำหรับฉันมันก็นานเกินไปแล้ว และฉันก็ไม่ได้รู้สึกแย่เหมือนตอนที่ทะเลาะกันใหม่ๆ การกลับไปคุยกันอาจจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นก็ได้

แต่มันก็แปลกดีนะ...ก็จริงที่ฉันคิดถึงเขา แต่กลับกัน พอไม่ได้คุยกับเวย์ ฉันกลับรู้สึกใช้ชีวิตได้อย่างสบายใจขึ้น ก่อนนอนมีเวลาอ่านหนังสือเต็มที่เพราะไม่ต้องมานั่งพะวงหรือคิดว่าถ้าเราคุยกันวันนี้จะทะเลาะอะไรกันหรือมีเรื่องอะไรทำให้ไม่สบายใจอีก

ไม่ได้คุยกับเขา...ที่จริงฉันก็อยู่ได้เหมือนกันนะ...ทั้งๆ ที่แต่ก่อนคิดว่าถ้าไม่ได้คุยกับเขา ฉันต้องทนไม่ไหวแน่ๆ พอเอาเข้าจริงมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น

อาจจะมีเก็บมาคิดบ้าง แต่มันก็ดีว่าตอนที่ยังคุยกันอยู่เยอะเลย

การที่ฉันรู้สึกแบบนี้...มันหมายความว่ายังไงกันนะ

“อืดท้องชะมัดเลย” ยัยแซนบ่นหลังจากที่เราพากันออกมาจากร้านอิซากะยะเป็นที่เรียบร้อย

ตอนนี้ทุกคนกำลังเดินกลับหอ ร้านนี้อยู่ไกลจากหอพอสมควรเลยล่ะ มันเป็นทางผ่านเวลาเราขี่จักรยานไปโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่เพื่อความปลอดภัยเผื่อว่าใครดื่มแอลกอฮอล์เยอะก็เลยเลือกที่จะเดินทั้งขาไปและกลับแทนที่จะปั่นจักรยานกัน

ทุกคนพากันเดินเอื่อยเฉื่อยไปตามทาง ฤทธิ์แอลกอฮอล์จากค็อกเทลที่ฉันดื่มทำเอาหัวมึนตึ้บไม่ใช่น้อย ฉันหันไปมองพั้นช์ที่เดินรั้งท้ายทุกคน ก่อนจะกวักมือเรียกเขาให้เดินเร็วขึ้น

“เดินเร็วๆ สิ” หมอนี่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นจนสุดท้ายก็มาเดินอยู่ข้างๆ ฉัน

ไม่รู้ฉันคิดไปเองรึเปล่าว่าตอนที่อยู่ในร้านเขาดูเงียบแปลกๆ ปกติจะต้องหาเรื่องกวนประสาทฉันแล้วล่ะ

“เป็นอะไรรึเปล่า” ฉันถามออกไป “ทำไมดูเงียบๆ”

พั้นช์เหล่มองฉันทันที “เธอนั่นล่ะเป็นอะไร”

“ฮะ? O.O

“มีอะไรก็ไม่บอกกันเลยนะ”เขาพูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกับกำลัง...น้อยใจเลย

=O=” ฉันถึงกับงงจนต้องไตร่ตรองคำพูดของพั้นช์กับตัวเองอีกรอบ นี่เขาหมายถึงเรื่องไหนเหรอ

“ก็ว่าทำไมช่วงนี้ซึมๆ ไป ถ้าแซนไม่บอกก็คงไม่รู้” พั้นช์พูดต่อ มันเลยทำให้ฉันรู้ว่าเขากำลังพูดถึงเรื่องอะไร

“...”

“เป็นอะไรก็บอกดิ คนอื่นเขาจะได้ไม่เป็นห่วง” ฉันหันไปมองหน้าพั้นช์แบบเต็มๆ

เขาหมายถึงเรื่องที่ฉันห่างกับเวย์สินะ...

อยู่ๆ ฉันก็อมยิ้มออกอย่างไม่มีสาเหตุในขณะที่มองคนข้างๆ ซึ่งเดินทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่ เขาคงจะคิดว่าฉันกำลังคิดมากหรือเป็นอะไรมาตลอด ทั้งๆ ที่จริงฉันก็ไม่ได้เป็นอะไรหนักหนาขนาดนั้น บางทีที่ฉันเงียบคือฉันง่วงไม่ก็เหนื่อยกับการเรียนมานี่ล่ะ แต่หมอนี่กลับชอบถามฉันอยู่บ่อยๆ ว่าทำไมซึมๆ

...จริงๆ เล้ย :P

“คนอื่นเป็นห่วง? ก็เห็นมีแต่นายที่ถามอยู่คนเดียวเป็นสิบๆ รอบนั่นล่ะ” ฉันพูดทีเล่นทีจริง

“อะไร -_-” พั้นช์เองก็หันมามองหน้าฉัน เขาเขกมะเหงกลงมาที่กลางศีรษะฉันเบาๆ หนึ่งที

“เป็นห่วงกันก็บอกมาเหอะ ไม่ต้องไปอ้างคนอื่นก็ได้ม้าง~” ฉันแกล้งพูดหยอกแล้วใช้นิ้วจิ้มไปที่ต้นแขนเขา

“เออ ก็เป็นห่วงไง”

=O=” ฉันถึงกับเหวอเมื่อพั้นช์หันมามองแล้วพูดสวนด้วยสีหน้าจริงจัง

“ทีหลังมีอะไรเป็นอะไรก็บอกสิ อย่าเก็บไว้คนเดียว ฉันจะได้รู้ว่าเธอคิดอะไรอยู่”

“...”

ฉันสบตากับพั้นช์โดยไร้ซึ่งคำพูดใดๆ

ถ้ามองเผินๆ เขาก็แค่เป็นห่วงกลัวว่าฉันจะคิดมากอยู่คนเดียว แต่ไม่รู้ทำไม...ฉันกลับรู้สึกได้ว่าคำพูดของเขามันแฝงอะไรมากกว่านั้น

บ้าน่ะ...

คิดมากเกินไปอีกแล้ว TOT ทำไมคิดอะไรพวกนั้นอีกแล้วเนี่ย หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะ!

“ไปมั้ยด้า!” ฉันรีบดึงสติกลับมาแล้วหันไปมองแซนที่กำลังเรียกฉัน

ทุกคนเองก็หันมามองเราสองคนเช่นกัน

“ฮะ? ไปไหน”

“โอ๊ย นี่มัวแต่สวีตกันจนไม่ฟังคนอื่นเขาคุยกันเลยรึไงฮะ เขาจะเข้าไปในคิวชูกัน” ฮะ? =O=

“ไปทำไม” ฉันถามด้วยความงุนงง นี่มันห้าทุ่มกว่าแล้วนะ จะไปที่นั่นทำไมเนี่ย

คิวชูคือคำย่อเฉพาะกิจที่พวกเราใช้เรียกมหาวิทยาลัยคิวชูกัน อย่างที่เคยบอกไปว่าบริเวณที่เราอยู่ถูกล้อมรอบด้วยมหาวิทยาลัยคิวชูไปซะเกินครึ่ง เวลาจะเข้าไปเดินเล่นในมหาวิทยาลัยก็จะพูดกันสั้นๆ ง่ายๆ แบบนั้น ซึ่งถ้าเอาไปพูดกับคนอื่น เขาอาจจะไม่รู้ว่าเป็นมหาวิทยาลัยคิวชู อาจจะคิดว่าเป็นชื่อภูมิภาคเอาได้ ถ้าจะพูดกับคนนอกกลุ่มก็ควรจะบอกชื่อเต็มๆ ไปเลย

ยัยแซนเดินเข้ามาโอบคอฉันไว้ แล้วเริ่มพูดสิ่งที่ฉันไม่ได้ฟังก่อนหน้านี้ใหม่

“แกเห็นสระน้ำร้างมั้ย”

“ตรงไหนวะ”

“เคยขี่จักรยานผ่านตั้งหลายครั้ง ไม่ได้สังเกตเหรอ” ปกป้องหันมาพูดกับฉัน และแน่นอนว่าฉันส่ายหัวอย่างไม่ต้องคิด

“เคยสังเกตอะไรบ้าง แค่เดินยังไม่ดูทางเลย” ฉันหันไปมองค้อนใส่พั้นช์ที่พูดขึ้น

ฉันไม่ได้เด๋อด๋าขนาดนั้นนะ เชอะ

“เออๆ นั่นแหละ ถ้าไปเห็นแกคงนึกได้เอง” ยัยแซนพูดต่อ

“แล้วจะไปทำไมอ่ะ” แขนของยัยแซนโอบคอฉันแน่นขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่ยัยนี่จะทำสีหน้าน่าสะพรึงแบบแปลกๆ =_=;

“แกว่าไม่แปลกเหรอ มหา ลัยใหญ่ขนาดนี้ทำไมอยู่ๆ สระน้ำถึงปิดตายไป”

“ก็ไม่แปลกนี่ มันก็เก่าแล้ว หลายตึกตอนขี่จักรยานผ่านก็ไม่เปิดใช้แล้วนะ”

“มันอาจจะมีอะไรเกิดขึ้นรึเปล่าเขาเลยปิดไป”

“ตลก -_-” ฉันรู้นะว่ายัยแซนกำลังจะสื่ออะไร

พวกเขากำลังทำอะไรพิเรนทร์ๆ กันอีกแล้ว!

“ดึกๆ แบบนี้ ฟีลลิ่งกำลังมาแบบนี้ ลองไปดูด้วยกันมั้ยด้า ลองของที่ญี่ปุ่นก็ได้ฟีลไปอีกแบบนะพี่ว่า” พี่เป๊กพูดเสียงต่ำเพื่อให้เข้ากับบรรยากาศที่พวกเขากำลังสร้าง

“เดี๋ยวเจอจริงๆ ขึ้นมาจะขำกันไม่ออกนะ” ทุกคนพากันขำเมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของฉัน

จะไม่ให้จริงจังได้ยังไงล่ะ ก็ฉันกลัวผีนี่ TOT! เล่นบ้าอะไรกันเนี่ย

“โอ๊ย ไปเหอะน่า ไม่มีอะไรหรอก แค่ไปดูนิดเดียวเองว่าตอนกลางคืนจะน่ากลัวขนาดไหน”

=_=;

ยัยแซนเริ่มลากฉันเดินไปด้วยกันต่อ ทุกคนดูสนุกสนานประหนึ่งกำลังจะไปออกรายการคนอวดผี

อีกไม่ไกลก็จะถึงประตูใหญ่ของมหาวิทยาลัยที่เป็นทางเข้าออกสำหรับรถยนต์ และมันก็เป็นทางที่พวกเราขี่จักรยานเข้าออกอยู่บ่อยๆ เวลาที่มาทางลัด

ทำไมอยู่ดีๆ ฉันก็ใจสั่นขึ้นมา TOT แค่แหงนหน้ามองตึกเก่าๆ ของมหาวิทยาลัยทั้งๆ ที่ยังไม่ได้เข้าไป มันก็ดูน่ากลัวจนเกินจะบรรยายแล้ว

พวกเราเดินผ่านประตูใหญ่เข้าไป ซึ่งในเวลานี้ไม่มีคนเดินเข้าออกแม้แต่คนเดียว มีเพียงแค่ยามตรงหน้าป้อมอีกฝั่งที่ไม่ได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่าพวกเราเดินเข้ามา ทุกคนพากันเดินบนฟุตบาธเลียบกำแพงพุ่มไม้ขนาดสูงมาเรื่อยๆ จากนั้นก็พากันหยุดเมื่อถึงทางแยก

...เหมือนฉันพอจะนึกออกแล้ว สระน้ำร้างต้องเลี้ยวไปทางขวาแน่ๆ TOT

“เข้าไปกัน แต่ถ้าเจออะไรก็ตัวใครตัวมันนะครับ” พี่เนมหันมาบอกด้วยน้ำเสียงติดตลก

คงจะมีแต่ฉันที่ไม่ได้รู้สึกสนุกหรืออยากเข้าไปด้วยเลย TOT

“ไม่เข้าได้มั้ย กลัวจริงนะๆ T_T” ฉันมองทางที่เราจะต้องเดินเข้าไปด้วยสีหน้าที่ไม่โอเคอย่างถึงขีดสุดตามทางเดินไม่มีไฟสักดวงเดียว มีแต่ความมืดมิดเบื้องหน้าที่ทำให้ฉันมโนว่าถ้าเดินเข้าไปจะไม่ได้กลับออกมาอีก

มันไม่ต่างอะไรกับมหาวิทยาลัยสยองขวัญเลยนะ เกิดมาไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อน แค่ดูหนังผีก็ไม่กล้านอนคนเดียวแล้ว ฮืออออออ

“ไม่ได้! มาด้วยกันก็ต้องเข้าไปด้วยกันทุกคนย่ะ” ยัยแซนคว้าแขนฉันเอาไว้

“แกฉันกลัว TOT” ฉันขืนตัวเองให้ยืนอยู่ที่เดิมพร้อมกับเบะปากเหมือนอยากจะร้องไห้

“โอ๊ย คนไปตั้งเยอะแยะ ไม่มีอะไรหรอกแก แค่เข้าไปดูขำๆ น่ะ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในญี่ปุ่น” ประสบการณ์ลองดีกับผีญี่ปุ่นเนี่ยนะ ฮือออ

หมับ!

O.O

จู่ๆ พั้นช์ที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ใช้แขนโอบรอบคอฉันไว้ พร้อมกับรั้งตัวฉันเข้าไปใกล้จนแผ่นหลังของฉันสัมผัสตัวเขา ฉันเงยหน้ามองคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลังด้วยความมึนงง

“เข้าไปกันเถอะ เดี๋ยวฉันกับด้าจะกลับก่อน” =O=

ฉันยืนเหวอเมื่อพั้นช์สรุปให้เองเสร็จสรรพ

“อ้าว ได้ไงล่ะ มาด้วยกันก็ต้องเข้าด้วยกันสิ” ยัยแซนเถียงพั้นช์กลับไป

“ยัยนี่กลัวผีจะตายไม่เห็นเหรอ อย่าให้เข้าไปเลย”

-_-”

“เข้ากันไปเถอะ เดี๋ยวฉันอยู่เป็นเพื่อนด้าเอง” ยัยแซนถึงกับกลอกตาเป็นเลขแปดก่อนจะพยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ และไม่วายพูดด้วยน้ำเสียงกรุ้มกริ่มขึ้นมา

“ฉันล่ะยอมแพ้ความเป็นห่วงเป็นใยของนายจริงๆ พั้นช์” ฮะ? =O=

“ช่างเขาเถอะน่า คนเขาจะสวีตกัน ปล่อยให้กลับไปเถอะ” พี่โบว์เอ่ยแซวเราสองคน จนคนอื่นๆ ต่างพากันมองมาด้วยสีหน้ามีเลศนัยบางอย่าง

แบบนี้อีกแล้ว T^T

“ไปๆ แกสองคนกลับกันไปก่อนเลย” พี่เป๊กโบกมือไล่พวกเราให้ไป พั้นช์ก็เลยลากคอฉันออกมาจากตรงนั้นในที่สุด

ถึงจะโดนล้อ แต่ยังไงฉันก็ต้องขอบคุณเขาที่ทำให้ฉันไม่ต้องเข้าไปในนั้นด้วย TOT รู้สึกโล่งยิ่งกว่าตอนสอบผ่านอีก

“ไม่อยากเข้าก็ปฏิเสธไปสิ เกิดไปยืนร้องไห้อยู่ในนั้นจะทำยังไง” ทันทีที่เราออกมาจากมหาวิทยาลัย พั้นช์ก็บ่นฉัน

“ก็ทุกคนไปกันหมดนี่”

“เธอเนี่ยนะ รู้สึกอะไรก็ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ”

‘...รู้สึกอะไรก็ไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ

คำพูดของพั้นช์ทำเอาใบหน้าของใครบางคนลอยเข้ามาในหัวของฉันอย่างรวดเร็ว

...เวย์

ฉันคิดเสมอว่าเขาเป็นคนแบบนั้น แต่ตอนนี้พั้นช์กำลังบอกว่าฉันเป็นอย่างที่เวย์เป็น

“ฉันเนี่ยนะมีอะไรแล้วไม่พูด” ฉันถามพั้นช์

“ใช่”

“ทำไมนายถึงคิดแบบนั้น”

“ก็เห็นๆ กันอยู่ เวลาเครียดก็เก็บไว้คนเดียว เวลาไม่พอใจก็ไม่บอก ต้องให้คอยสังเกต พูดตรงๆ สิ คนอื่นเขาจะได้รู้”

...ฉันเป็นแบบนั้นเหรอ ไม่เห็นรู้ตัวเลย

ฉันก็แค่รู้สึกว่าบางเรื่องไม่ต้องพูดก็ได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกหรือปัญหาของฉันเองเลยไม่อยากเอาไปบอกคนอื่นให้ต้องมารับรู้ เพราะไม่อยากจะให้คนอื่นมานั่งรู้สึกไม่ดีกับเรื่องของฉันไปด้วย

คนอื่นก็ไม่ได้มารับรู้หรือสังเกตว่าฉันเป็นอะไรสักหน่อย จะมีแต่พั้นช์นั่นล่ะที่ดูออกเสมอ...เพราะเขาสนิทกับฉันมากกว่าคนอื่น

มันเหมือนฉันกับเวย์รึเปล่านะ...

ฉันรู้จักเวย์ดี เลยดูออกว่าเขากำลังรู้สึกอะไร พอเขาไม่คิดจะพูด มันก็เลยทำให้ฉันหงุดหงิดและนึกโกรธเขาอยู่บ่อยๆ ทั้งๆ ที่จริงเวย์ก็แค่ไม่อยากจะสร้างปัญหาหรือทำให้ฉันลำบากใจ ก็เลยเลือกที่จะเก็บเอาไว้คนเดียวไม่ว่าเขาจะมีปัญหาอะไรก็ตาม เหมือนฉันตอนนี้ที่ไม่ว่าตัวเองจะมีปัญหาอะไรก็ไม่คิดจะเล่าให้ใครที่นี่ฟัง แต่กลับพยายามทำตัวปกติเหมือนมีความสุขดี แต่พั้นช์กลับดูออก แล้วก็หาว่าฉันมีอะไรไม่พูด

...อยู่ๆ ฉันก็รู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเข้าใจเวย์เรื่องนี้ขึ้นมาอีกนิดหนึ่งแล้วล่ะ

“เฮ้ย”

“ฮึ O.O” ฉันสะดุ้งแล้วหันไปมองคนข้างตัวที่เรียกฉันซะเสียงดัง

“อยู่ดีๆ ก็เงียบ เรียกก็ไม่ได้ยิน”

“...อ้าวเหรอ”

“คิดอะไรอีก -_-” ฉันส่ายหน้ารัว

...เอ๊ะ

เดี๋ยวนะ...ฉันเพิ่งรู้สึกตัวว่าพั้นช์ยังไม่เลิกโอบคอฉันเลย

นี่เราเดินกันมาท่านี้ตั้งแต่ออกมาจากมหาวิทยาลัยแบบนี้ได้ยังไงเนี่ย =[]=///!

ฉันเงยหน้ามองคนข้างตัวที่ยังคงโอบคอฉันอยู่ และเขาก็เหลือบมองฉันพอดีเช่นกัน

“...”

เราสองคนมองหน้ากันโดยไม่มีคำพูดใดๆ ออกมา ก่อนจะหันกลับไปมองทางด้านหน้าทั้งคู่

ใช่...ตอนนี้เราสนิทกันแล้ว

แต่สนิทถึงขั้นให้อีกฝ่ายมาเดินโอบคอแบบนี้ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ย T///T! ตลกแล้ว! ไม่...ไม่! ห้ามคิดอะไรทั้งนั้น!

“นายจะเดินรัดคอฉันไปจนถึงหอเลยเหรอ” ฉันตัดสินใจพูดขึ้นมา

พั้นช์เอาแขนที่โอบคอฉันออก แต่...มือยังคงแตะอยู่ที่ไหล่ฉัน

“ก็เห็นเธอเดินเหม่อขนาดนั้น ฉันก็เลยต้องลากมาแบบนี้ไง” เขาพูดกับฉันด้วยน้ำเสียงปกติ

“...”

“เออๆ คนอุตส่าห์หวังดี” ฉันเหลือบมองมือของเขาที่ยังแตะไหล่ฉันอยู่ แต่แค่เพียงเสี้ยววินาทีพั้นช์ก็ปล่อยมือออกจากไหล่ฉัน

เขาเดินต่อไปโดยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น

“แล้วสรุป...ไม่ได้คุยกับแฟนมาเป็นอาทิตย์แล้วจริงเหรอ” พั้นช์ถามขึ้น

“อื้อ”

“ทำไมล่ะ ทะเลาะกันเหรอ”

...ฉันไม่รู้จะเล่ายังไงดี

ก็เขาเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราทะเลาะกันด้วยน่ะสิ T_T ฉันไม่ควรพูดเรื่องนี้กับเขา

“ก็...ประมาณนั้น”

“...?”

“เขาไม่ไว้ใจฉัน”

พั้นช์เลิกคิ้วเมื่อฉันพูดแบบนั้น “ก็เพราะไม่ค่อยได้คุยกันรึเปล่า เขาก็เลยไม่รู้ว่าเธอเป็นยังไง”

“ก็พอคุยกันทีไรก็ทะเลาะกัน นี่พอคุยน้อยมันก็เลยยิ่งห่าง”

“...”

“ไม่รู้สิ...มันบอกไม่ถูก”

“มันพูดยากนะ แต่ก็เพราะแบบนี้ล่ะ ฉันกับขิมถึงได้คุยกันทุกวัน มีอะไรก็เล่าให้กันฟังจะได้ไม่ต้องมีใครระแวงใคร” ก็คู่ฉันมันเหมือนคู่อื่นซะเมื่อไหร่ล่ะ T_T

“มันก็จริง...ยิ่งห่างกันก็ควรจะคุยกันทุกวัน”

“ใช่ไง”

“เฮ้อ...อิจฉาแฟนนายเนอะ”ฉันถอนหายใจออกมาระหว่างที่เดิน

“ฮึ?”

“นายเป็นคนเข้าใจคนง่ายมากแล้วก็ใส่ใจคนอื่นเสมอ นายรู้ใจฉันทุกเรื่องทั้งๆ ที่เรารู้จักกันได้ไม่นาน มีอะไรก็พูดหมด แล้วนายก็เป็นแฟนที่ดีมาก ถ้าแฟนฉันเข้าใจฉันเหมือนนายก็คงจะดี”

“...”

“แฟนนายโชคดีนะที่ได้นายเป็นแฟนน่ะ”

“...”

ฉันหันไปมองพั้นช์เมื่อเห็นว่าเขาเงียบไป “อะไร พอฉันชมหน่อยถึงกับเงียบเลยเหรอ”

“...”

=O=

“...เปล่า”

เราสองคนหยุดเดินเมื่อมาถึงหน้าหอเป็นที่เรียบร้อย พั้นช์หันมามองหน้าฉันพร้อมกับระบายยิ้มบางๆ

“เธอก็พูดเกินไป”

=_=

“ฉันไม่ได้ดีอย่างที่เธอคิดหรอก” เขาเอามือมาเขกหัวฉัน

ฉันกำลังจะแหวใส่ แต่พั้นช์กลับหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาซะก่อน เพราะมีคนโทรเข้ามาหาเขาพอดี

 

ขิม

 

ชื่อที่โชว์หราอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือทำให้พั้นช์เงยหน้าขึ้นมาสบตากับฉันอีกครั้ง

...หลายวินาทีที่เราต่างสบตากันเงียบๆ ซึ่งตัวฉันเองก็ไม่เข้าใจว่าเราจะยืนจ้องหน้ากันแบบนี้ไปทำไม

แฟนพั้นช์โทรมา...

นั่นก็หมายความว่าถึงเวลาที่เขาต้องไปคุยกับแฟน และเขาก็ควรจะรับโทรศัพท์ได้แล้ว

“ไม่รับเหรอ”

“เดี๋ยวรับ รอขึ้นห้องก่อน”

“อ๋อ...”

“เธอก็ขึ้นห้องสิ” ฉันมองโทรศัพท์มือถือในมือเขาที่ยังโชว์ชื่อปลายสายอยู่แบบนั้น แต่พั้นช์ก็ยังไม่คิดจะรับมัน

เราสองคนเดินเข้ามาภายในหอ

“เดี๋ยวฉันจะรอแซนที่ล็อบบี้ นายขึ้นห้องไปก่อนเหอะ”

“งั้นก็ได้”

“...”

“ถ้ารอพวกนั้นนาน เธอก็ขึ้นห้องไปก่อนเลย นั่งอยู่คนเดียวมันไม่ดี” ฉันพยักหน้า

พั้นช์โบกมือลา ฉันเห็นเขากดรับโทรศัพท์แล้วเอามันแนบหูระหว่างที่เดินขึ้นบันไดไปด้วย

...ถ้าเขาไม่ต้องคุยโทรศัพท์ เขาจะไม่มีทางปล่อยให้ฉันนั่งรออยู่คนเดียวแบบนี้แน่ๆ

ฉันเผลอกัดริมฝีปากตัวเองอย่างไม่รู้ตัว เมื่อความรู้สึกบางอย่างในร่างกายมันตีรวนจนควบคุมไม่ได้

ก็เป็นปกติเหมือนทุกทีนี่...เขาต้องให้เวลากับแฟนเขาก่อนอยู่แล้ว ก็เห็นอะไรแบบนี้จนชินไม่ใช่เหรอไง

ไม่มีอะไรหรอก ฉันก็แค่รู้สึกแย่ที่ความรักของคู่ฉันไม่เป็นเหมือนคู่เขาบ้าง

ไม่สิ...ฉันไม่ควรรู้สึกแย่อะไรทั้งนั้น

...ฉันไม่ควรเอาเรื่องนี้มาเปรียบเทียบกันแบบนี้

ก็แค่อารมณ์ชั่ววูบ...

ช่างมันเถอะ


 

ทอล์คทอล์ค <3

สวัสดีค่าา กลับมาเจอกันอีกแล้ววว
วันนี้รีบมารีบไปนิดนึง พอดีมีงานเข้า
แต่ก็อยากมาอัพนิยายก่อน อดเม้าท์ยาวๆ เลย แงงงง
เข้าสู่ตอนที่ 7 แล้วว อย่างที่บอกว่าจะลงในเว็บให้อ่าน 10 ตอนนะค้า
ใครที่บอกรอเวย์มาสักที ใจร่มๆ ค่ะ 5555555
เวย์เป็นถึงแฟนไอด้า จะไม่มาได้ยังไง หึๆๆๆๆๆ *ยิ้มอ่อน*
อย่างที่บอกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างหนา(มาก)
เฝ้ามองเวย์ผ่านไลน์ไปก่อนนะคะ 55555555555

แอบกระซิบเบาๆ ว่า แอบไปเห็นหน้าปกมาแวบๆ
อยากจะบอกว่าเด็ดมาก กรี๊ดดดดด หล่อน้ำหมากกระจาย
เป็นไอด้านี่เลือกไม่ถูกเลยทีเดียว 55555555555
เอาไว้ได้รับปกเต็มมาเมื่อไหร่ จะเอามาลงให้ดูในเพจนะค้า

ส่วนตอนที่ 7 นี้ก็นะ...55555555555
กลัวใจจริงๆ ผู้ชายแบบพั้นช์นี่
จะว่าดีก็ดีนะคะ แต่ถ้ามีแฟนแล้วมาทำแบบนี้
ก็คงต้องคิดหนักๆ อีกที
แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเจอแบบไอด้า
ใจคงไปนานแล้วแน่ๆ 555555555555555

โอ้ยนี่บอกว่าจะไม่เม้าท์ยาว เผลอเม้าท์อีกแล้วว
ขอแวบไปก่อนนะค้าาา



 

 

ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจน้า

 

          ม๊วฟฟฟฟฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

107 ความคิดเห็น

  1. #80 Kuran >///< (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2559 / 11:43
    รออยู่น้าาาาาาา ค้างมากกกกกกกกก
    #80
    0
  2. #79 .feather! (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 15:29
    ตอนนี้คือรู้สึกชอบแซนมากที่สุดในเรื่อง ดูตามเกมทันดี5555 แต่อย่างว่าแหล่ะไม่ใช่เรื่องตัวเองมันก็ง่าย ถ้าเกิดกับตัวคงสับสนน่าดู เหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆแต่ถ้ามีความรู้สึกมาเกี่ยวข้องล่ะก็? เฮ้อ สู้ๆนะเวย์
    #79
    0
  3. #78 I am sone (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2559 / 00:15
    ลุ้นๆๆๆ
    #78
    0
  4. #77 Eyp (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 15:55
    สงสารเวย์T^T

    เวย์มากาไอด้าซักทีสิฮือออ
    #77
    0
  5. #76 Ping (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 มิถุนายน 2559 / 10:49
    สงสารเวย์เลย TT
    #76
    0
  6. #75 นานาริ (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2559 / 20:03
    สงสารเวย์อ่าาา ไอด้าจิตใจเริ่มอ่อนแอแล้ว555555555 อย่าถลำลึกไปมากกว่านี้เลยนะะ
    #75
    0