ll Near&Far ll ส่งรักให้ไกล ขยับใจให้ใกล้เธอ

ตอนที่ 5 : Chapter 5 ll คนข้างๆ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 508
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    9 พ.ค. 59

Chapter 5 ll คนข้างๆ





 


 

ง่วงชะมัดยาก =_=zZ

“เฮ้ย เดินระวังหน่อยดิ”

เหมือนสติที่หลุดลอยหายไปเพราะความง่วงได้กลับมาเมื่อฉันถูกดึงแขนจนเซ ฉันเงยหน้ามองพั้นช์ที่เป็นคนดึงฉันเอาไว้

“เดินไม่เคยดูทางเลย ทำไมเธอชอบกินเลนคนอื่นอยู่เรื่อย” พั้นช์บ่นฉัน

อีกแล้วเหรอ -_- ไม่เห็นจะรู้ตัวเลย

พั้นช์บอกฉันบ่อยมากว่าฉันชอบเดินกินเลนคนอื่นแบบนี้ อาจจะมีคนสงสัยว่ามันเป็นยังไง อารมณ์ประมาณว่าเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ คิดจะไปทางไหนก็ไป อยู่ๆ คิดจะเพิ่มหรือลดสปีดการเดินก็ทำ จนคนที่เดินอยู่ข้างหลังหรือใกล้ๆ จะโดนชนหรือไปต่อไม่ได้เพราะการเดินของฉัน อะไรประมาณนั้นล่ะ -_-

“ก็คนมันเยอะ” ฉันแก้ตัว

คนมันเยอะจริงๆ นะฉันไม่ได้โกหก

ตอนนี้ฉัน พั้นช์ พี่เนม และปกป้องอยู่ที่เท็นจิน เราสี่คนขุดตัวเองตื่นขึ้นมาในวันเสาร์เพื่อมาที่นี่เพราะสัญญากันไว้ตั้งแต่วันจันทร์ แต่เมื่อวานนั่งเล่นอยู่ห้องพี่เป๊กกับจนเกือบเช้า สภาพฉันเลยไร้วิญญาณหมดเรี่ยวแรงมาก

เท็นจิน ถ้าจะเปรียบกับที่ประเทศไทยก็คงจะคล้ายๆ กับสยามบ้านเรา ที่นี่เป็นจุดศูนย์กลางแห่งการชอปปิ้งในฟุคุโอกะ ตึกและห้างสรรพสินค้า ร้านรวงต่างๆ มีให้เลือกสรรชนิดที่ว่าเดินวันเดียวก็เดินไม่หมด ถึงแม้ว่าประชากรในฟุคุโอกะจะไม่เยอะเท่าที่โตเกียวหรือโอซาก้า แต่ที่นี่ในวันหยุดผู้คนก็เดินขวักไขว่กันเยอะพอสมควร โดยเฉพาะตรงบริเวณย่านที่เรียกว่าไดเมียวที่เป็นจุดสำคัญในการช็อปปิ้งและจุดรวมตัวของเหล่าวัยรุ่นญี่ปุ่นในฟุคุโอกะเป็นจุดหลักๆ

นอกจากเท็นจินแล้ว ยังมีอีกที่ที่ถ้าใครมาฟุคุโอกะต้องรู้จักคือ ฮากะตะ ถ้าเท็นจินเป็นศูนย์กลางในการช็อปปิ้ง ฮากะตะก็คือศูนย์กลางในการเดินทางของฟุคุโอกะ คนที่มาเที่ยวภูมิภาคคิวชูมักจะพักแถวๆ ย่านนี้เพราะสะดวกในการเดินทางไปเมืองอื่นๆ ต่อ

ที่จริงแถวฮากะตะก็มีห้างนะ แต่พวกฉันชอบมาเท็นจินกันมากกว่า โดยเฉพาะเหล่าคุณชายไทยทั้งหลายที่ชอบมาส่องสาวญี่ปุ่นที่ย่านนี้ =_= เฮอะ

เคยได้ยินมาว่าสาวฟุคุโอกะสวยติดอันดับต้นๆ พอมาอยู่ที่นี่ฉันก็เห็นด้วยจริงๆ ฉันนี่กลายเป็นตัวอะไรไปเลยก็ไม่รู้ T_T

“คนเยอะหรือไม่เยอะเธอก็เดินไม่ดูอยู่ดี” พั้นช์ยังหาเรื่องบ่นฉันไม่เลิก

“ก็ฉันง่วง ไหนบอกจะมาเย็นๆหน่อยไง ปลุกซะเร็ว”

“ก็ฉันหิว อยากมาหาข้าวเที่ยงกินที่นี่”

“ก็มากับปกป้องกับพี่เนมไปสิ ไม่ต้องปลุกฉันก็ได้”

“ก็บอกว่าจะมาด้วยกัน ก็ต้องมาด้วยกันดิ =_=” หมดคำจะเอื้อนเอ่ย

ฉันได้แต่กรอกตาแล้วไม่พูดอะไรอีก เขาลากฉันมาด้วยน่ะไม่เท่าไหร่หรอก แต่ฉันก็ดันบ้ามากับเขาแทนที่จะปฏิเสธไปเนี่ยล่ะ

“เถียงกันอยู่นั่นล่ะ คิดร้านกินข้าวก่อนมั้ย” ปกป้องขัดขึ้นมา

พี่เนมทำเพียงเหล่มองพวกเราแล้วหันกลับไปอย่างไม่สนใจอะไรนัก ออกแนวว่าชินแล้วที่เห็นเราสองคนเถียงกันเรื่องไม่เป็นเรื่องแบบนี้ -_-

นั่นสิ...กินอะไรดี ปัญหาโลกแตกเลย

ที่จริงวันนี้ที่มาเท็นจินกันเพราะว่าพี่เนมอยากมาซื้อเลนส์กล้อง พวกเราก็เลยเออออห่อหมกลากกันมาหมดนี่ ตลอดทางที่อยู่บนรถไฟก่อนจะถึงเท็นจินก็คิดตลอดว่าจะกินอะไรก็ยังคิดไม่ออก จนพี่เนมซื้อเลนส์เสร็จแล้วก็ยังหาคำตอบไม่ได้

อาหารญี่ปุ่นมันไม่หลากหลายเหมือนอาหารไทยนี่ T^T ฉันเบื่อไปหมดแล้วเนี่ย

“อยากกินอะไร” พั้นช์หันมาถามฉัน “ห้ามตอบว่าอะไรก็ได้นะ”

รู้ทันอีก -_-

“ซูชิมั้ย ซูชิร้อยเยนง่ายดี” ฉันมองไปยังทุกคนเพื่อขอคำตอบ

เมื่อไม่มีใครว่าอะไรก็เลยตกลงตามนั้น พวกเราเดินไปยังร้านซูชิที่ว่าซึ่งยังอยู่ในย่านเท็นจิน ใครมาญี่ปุ่นก็คงจะเห็นบ่อยๆ ร้านซูชิจานร้อยเยนที่จะปล่อยออกมาตามสายพานแล้วให้หยิบกินกันเอง ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคไหนของญี่ปุ่นก็จะหาร้านพวกนี้เจอได้ทั้งนั้น

หลังจากที่เข้าไปในร้านแล้วได้โต๊ะนั่งไม่นาน กองจานซูชิของแต่ละคนก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว -_- ไม่รู้เพราะหิวหรือเพราะอะไรกันแน่

แต่ฉันก็รู้สึกนะว่าตั้งแต่มาอยู่ที่นี่เหมือนกระเพาะฉันมันขยายใหญ่ขึ้นยังไงไม่รู้ กินจุสุดๆ

“นี่ยังไม่อิ่มอีกเหรอ” พั้นช์ที่นั่งอยู่ข้างๆ หันมาถามเมื่อกองจานที่วานซ้อนกันของฉันเริ่มจะเยอะกว่าของเขา

“ยุ่ง กินของนายไปสิ”

“ฉันอิ่มแล้ว”

=_=

“ผู้หญิงอะไรกินโคตรเยอะ จะอ้วนเป็นหมูแล้วเนี่ย”

“อ้วนแล้วมันหนักหัวนายเหรอไง”

“หยุดทะเลาะกันสักพักจะได้มั้ยเนี่ย” พี่เนมพูดแทรกขึ้นมา

ฉันมองไปยังพี่เนมและปกป้องที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม และเพิ่งจะรู้ตัวว่าตอนนี้เหลือแค่ฉันกับปกป้องสองคนที่ยังกินไม่หยุด -_-

“ก็พั้นช์กวนด้าก่อนอ่ะพี่เนม”

พี่เนมทำเพียงแค่ส่ายหน้าแล้วเอาเลนส์ตัวใหม่ขึ้นมาดู ฉันเลยหันกลับมาสนใจแซลมอนในจานตัวเองต่อ แต่พอเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็เห็นพี่เนมกำลังถือกล้องแล้วเล็งมาที่ฉัน

เวลาออกมาข้างนอกที่ไม่ใช่โรงเรียน พี่เนมมักจะพกกล้องมาด้วยเสมอ พวกเราเลยเหมือนมีตากล้องส่วนตัว ดีสุดๆ เลยใช่มั้ยล่ะ >O<

“เลนส์ตัวใหม่เหรอคะ”

“ใช่” ฉันยิ้มหวานเมื่อพี่เนมถ่ายรูปฉัน แม้ว่าจะกินอยู่แต่ถ้าเจอกล้องฉันก็สู้นะ

“ถ่ายผมด้วยพี่ ถ่ายให้หน่อย”

จู่ๆ คนข้างๆ ก็แสลนหน้าเข้ามาในเฟรมด้วย พั้นช์เขยิบมาใกล้ฉัน เราสองคนยิ้มให้กล้องเมื่อพี่เนมลั่นชัตเตอร์อีกครั้ง

หมอนี่เป็นผู้ชายที่ชอบถ่ายรูป เราเลยมีรูปถ่ายด้วยกันเยอะแยะไปหมด

“ส่งให้ด้วย” พั้นช์เอาศอกสะกิดแขนฉัน

“รู้แล้ว” ฉันเหล่มองเขา

พี่เนมเป็นคนถ่ายรูปก็จริง แต่หลายๆ ครั้งหน้าที่ของฉันคือการเอารูปจากกล้อง (กล้องมี Wifi น่ะ) มาส่งต่อให้คนอื่นๆ เป็นประจำ ฉันเลยให้พี่เนมเปิดกล้องเอาไว้ก่อนแล้วโหลดรูปลงโทรศัพท์มือถือพร้อมกับกินต่อไปด้วย

ครืด~

O.O!

อยู่ๆ ก็มีข้อความไลน์เข้ามา ฉันวางตะเกียบลงทันทีเมื่อเห็นว่าเป็นใคร...เวย์!

ฉันกดอ่านทันที โกหกตัวเองไม่ได้ว่าลึกๆ ก็แอบดีใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

หลังจากวันที่ฉันรถจักรยานล้มเราก็คุยกันน้อยลงมาก มันเหมือนว่าฉันก็แอบเคืองที่เขาพูดแบบนั้น และอยากให้เขาเป็นฝ่ายง้อฉันก่อนบ้าง แต่เขาก็เอาแต่ไม่พูดอะไรเหมือนเดิม เมื่อวานเขาก็แค่มาบอกว่าจะไปนอนแล้วหายไปเลย พอวันนี้เห็นเขาเป็นฝ่ายทักมาก่อนฉันเลยรู้สึกตื่นตัวแปลกๆ

 

ตื่นยัง? ทำไรอยู่

มากินข้าวเท็นจินนน

ไปกับเพื่อนเหรอ กินอะไร

 

ฉันเลือกที่จะส่งรูปที่ถ่ายคู่กับพั้นช์ไปให้เขาดู แล้วใช้กล้องมือถือตัวเองถ่ายสองคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามส่งไปด้วย

 

กินซูชิ อร่อยยย

 

พูดจริงๆ เลยนะ ถึงจะรู้ทั้งรู้ว่าความสัมพันธ์ของเรามันกำลังอึมครึมแปลกๆ แต่ฉันก็พยายามจะทำตัวเป็นปกติให้มากที่สุด เพราะไม่อยากจะทะเลาะหรือมีปัญหากับเวย์ไปมากกว่านี้ คุยกันน้อยลงขนาดนี้ การที่เขาทักมามันก็เป็นเรื่องที่ดีแล้ว และฉันก็ควรจะคุยตอบกลับไปให้ดีที่สุด

ฉันรอเวย์ตอบกลับมา แต่เขาก็ไม่พิมพ์อะไรมาอีกทั้งที่เห็นรูปและข้อความฉันแล้วแท้ๆ

อะไรเนี่ย ทักมาแค่นี้น่ะเหรอ? ได้คุยกันแล้วแท้ๆ นะ

ก็ได้ๆ ฉันชวนคุยเองก็ได้ T_T

 

ละนายทำอะไรรร

ไม่

 

...ห้วนสุดๆ

ไม่ของเขาความหมายก็คือไม่ได้ทำอะไรนั่นล่ะ

จากที่ฉันอุตส่าห์จะพยายามชวนเขาคุย เลยกลายเป็นหมดอารมณ์ขึ้นมาในทันที ฉันล้มเลิกความคิดที่จะคุยกับเขาต่อแล้วเก็บโทรศัพท์มือถือไปตามเดิม

แบบนี้อีกแล้ว ผีเข้าผีออกอยู่เรื่อย

จริงอยู่ที่แต่ก่อนเราสองคนอาจจะไม่ใช่คู่รักที่คุยไลน์กันบ่อยอะไรขนาดนั้น แต่นี่มันก็น้อยกว่าแต่ก่อนมาก และการคุยของเขาปกติก็ไม่ใช่แบบนี้ ฉันถึงบอกไง คนคบกันคุยกันมาตั้งนานถ้ารู้จักกันดี ถึงแม้ว่าตัวอักษรมันจะบ่งบอกความรู้สึกไม่ได้ แต่การพิมพ์ที่แปลกไปจากเดิมก็บ่งบอกอะไรบางอย่างได้นะ

และการที่เวย์ตอบห้วนๆ มันก็ทำให้รู้ได้ไม่ยากว่าเขากำลังอารมณ์ไม่ปกติ อาจจะหงุดหงิดไม่พอใจอะไรอยู่

มันน่าเหนื่อยใจนะ คุยแล้วเป็นแบบนี้ฉันถึงไม่อยากคุยไง ฉันพยายามจะคุยกับเขาเหมือนปกติ แต่ทำไมเขาต้องทำให้ทุกอย่างมันแย่ลงด้วย

ฉันออกมาจากร้านซูชิด้วยอารมณ์ขุ่นมัวเล็กๆ เพราะเรื่องเมื่อกี้มันกวนใจฉัน พวกผู้ชายพากันเดินดูของอยู่อีกพักใหญ่ จนสุดท้ายก็แวะดูช็อปเสื้อผ้าแบรนด์หนึ่งก่อนจะกลับ ฉันเลยปล่อยให้พวกเขาขึ้นไปดูโซนผู้ชาย ส่วนตัวเองก็ปลีกมาดูโซนผู้หญิงอยู่คนเดียว

เซ็งจริงๆ นะ มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่น่าหงุดหงิดมาก หลายครั้งแล้วนะที่เป็นแบบนี้ มันเหนื่อยใจมากเลยนะที่ต้องมานั่งรู้สึกไม่ดีหรือคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเดิมๆ แบบนี้

“เฮ้ย” ฉันหลุดจากภวังค์ความคิดตัวเองแล้วหันไปมองคนที่สะกิดเรียก พั้นช์กำลังยืนอยู่ด้านหลังฉัน

“อะไร” ฉันตอบออกไปเสียงเอื่อย แล้วเลือกเสื้อตัวที่อยากได้ออกมาจากราวแขวน

ช็อปปิ้งแก้เซ็งดีกว่า T^T จะเข้าหน้าร้อนแล้วด้วย ฉันจะซื้อเสื้อผ้าใหม่ยกเซ็ตเลยคอยดู ฮึ่ย!

ฉันใช้อีกมือแหวกดูราวเสื้อผ้าต่อ แต่จู่ๆ พั้นช์ก็ดึงไม้แขวนเสื้อจากมือฉันไปถือให้หน้าตาเฉย =O=

เมื่อพั้นช์เห็นสีหน้ามึนงงของฉัน เขาก็รีบพูดขึ้น

“เดี๋ยวฉันถือให้ เธอก็เลือกไปดิ”

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวถือเอง” ฉันยื่นมือจะไปเอามันกลับคืน แต่พั้นช์ยกมันสูงขึ้น

“บอกว่าถือให้ก็ถือให้ดิ ฉันรู้ว่าเธอจะซื้ออีกเยอะ”

“...” รู้ทันอีก

ฉันขี้เกียจจะพูดอะไรต่อ ก็ปล่อยให้เขาถือให้ฉันไปแบบนั้น

“เอากระเป๋ามาด้วย”

“ฮะ?”

“จะได้เดินเลือกสบายๆ ไง” เป็นอีกครั้งที่ฉันมองพั้นช์งงๆ จนเขาต้องพยักเพยิดมาทางกระเป๋าที่ฉันสะพายไหล่เอาไว้ และพอเห็นว่ายังเอาแต่ยืนเฉย เขาเลยยื่นมือมาดึงสายกระเป๋าไปจนฉันต้องปล่อยให้มันไปอยู่กับเขาโดยอัตโนมัติ

พั้นช์เอากระเป๋าฉันสะพายไว้กับตัวเขาเอง

“ช็อปตามสบายเลยคุณนาย”

“นายไม่ขึ้นไปดูเสื้อกับพี่เนมกับป้องเหรอ”

“ไม่อ่ะ ฉันไม่อยากได้อะไร”

โป๊ก!

“ โอ๊ย!” อยู่ๆ พั้นช์ก็ยื่นมือมาดีดหน้าผากฉันเฉยเลย อะไรเนี่ย! “เจ็บนะ!

“ไปช็อปไป ซื้อเยอะๆ เลยจะได้ไม่ต้องเครียด”

“...” ฉันเงียบเมื่อได้ยินเขาพูดแบบนั้น

พั้นช์อมยิ้มแล้วยักคิ้วให้ฉันด้วยท่าทางกวนๆ ฉันเลยหันกลับมาทำเป็นเลือกเสื้อผ้าในราวแขวนต่อไปทั้งที่ก็แอบแปลกใจอยู่เล็กน้อย ฉันไม่ได้บอกอะไรเขาเลยด้วยซ้ำ ไม่ได้เล่าอะไรสักอย่างตั้งแต่ออกมาจากร้านซูชิ เขารู้ได้ยังไงว่าตอนนี้ฉันอารมณ์ไม่ปกติ

ไม่รู้ว่าฉันดูออกง่ายเกินไป...หรือว่าเขาสังเกตเห็นเองก็ไม่รู้

“อ้าว ลับสายตาแป๊บเดียว ถือของให้กันซะแล้ว แปลกๆ นะเนี่ย” เสียงพี่เนมแซวดังมาแต่ไกล จนฉันกับพั้นช์พากันหันไปมอง พี่เนมกับปกป้องเดินถือถุงเข้ามาหาเราสองคนด้วยสีหน้าระรื่น

สิ่งหนึ่งที่ฉันลืมบอกไปคือ ผู้ชายไทยที่นี่ช็อปปิ้งเก่งพอๆ กับฉันเลยล่ะ -_-

“แซวอีกแล้วพี่เนม อย่าแซวสิ” ฉันพูดออกไป

“ไม่พูดก็ได้ จะทำเป็นไม่เห็นแล้วกัน” พี่เนมเดินเข้าไปใกล้พั้นช์แล้วตบไหล่พั้นช์เบาๆ พร้อมกับยิ้มมุมปากเหมือนจะสื่อความหมายอะไรบางอย่าง อะไรน่ะ -_-?

“พี่กับป้องรอข้างนอกนะ” พูดแค่นั้นทั้งสองคนก็เดินจากไป

ฉันหันกลับมาหาพั้นช์ที่เพิ่งจะหันมาหาฉันเช่นกัน เราสองคนสบตากันชั่วครู่ก่อนที่ฉันจะเป็นฝ่ายหันหนีก่อนแล้วเดินไปดูเสื้อผ้าตรงโซนอื่น โดยมีเขาเดินตามมาเงียบๆ

รู้สึก...แปลกๆ ยังไงไม่รู้ มันบอกไม่ถูก T_T///

อยู่ๆ คำพูดของแซนที่พูดกับฉันเมื่อวานก็พรั่งพรูเข้ามาในหัวสมองไม่หยุด จนฉันไม่กล้าที่จะหันไปมองพั้นช์เหมือนปกติ

...ไม่มีอะไร ไม่มีอะไรทั้งนั้น

หมอนี่แค่ใจดีเทคแคร์ทุกคนเป็นปกติ และเขาก็ไม่ได้คิดอะไรกับฉัน! จบ!

ฉันสูดหายใจเขาลึกสุดกู่ ฉันแค่เก็บเอาคำพูดยัยแซนมาคิดมาก ก่อนหน้านี้ก็อยู่กับเขาได้โดยไม่คิดอะไรนี่ แล้วทำไมต้องมาคิด บ้าไปแล้ว

เลิกคิดแล้วปล่อยๆ ไปซะไอด้า!

หลังจากที่พวกเราซื้อของกันเสร็จก็พากันนั่งรถไฟเพื่อกลับมาที่หอ พอออกจากสถานีรถไฟแล้ว เราต้องเดินไปหอต่ออีกเกือบ 10 นาทีได้ แรกๆ ก็ว่าไกลนะ จะไปสถานีรถไฟกันทีก็ขี่จักรยานไป จนเพื่อนญี่ปุ่นแปลกใจว่าใกล้แค่นี้ทำไมต้องขี่ไปด้วย =_= แต่พอเริ่มชินกับที่ทางแถวๆ นี้พวกเราก็เริ่มเดินไปสถานีรถไฟแทนที่จะขี่จักรยานไป เพราะรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้ไกลเท่าไหร่แล้ว

ฉันเดินเอื่อยเฉื่อยตามหลังพวกผู้ชายที่กำลังคุยกัน เวลาโพล้เพล้แบบนี้อากาศกำลังเย็นสบายลมพัดเอื่อยๆ กำลังดีเลย ช่วงนี้ฝนไม่ตกด้วยฉันชอบมาก ปกติอยู่ที่นี่ต้องคอยเช็กสภาพอากาศทุกวัน เพราะฝนมาทักทายได้ทุกเมื่อ เวลาออกไปไหนถ้ารู้ว่าฝนจะตกก็ต้องพกร่มกันไปตามระเบียบ

“หงอยอีกแล้ว” ฉันเงยหน้าขึ้นมองพั้นช์ที่มาเดินอยู่ข้างๆ ฉันตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ และเมื่อมองไปข้างหน้าก็เห็นพี่เนมกับปกป้องเดินนำทิ้งระยะห่างไปไกลพอสมควร

นี่ฉันมัวแต่คิดอะไรเพลินจนไม่รู้ตัวเลยเหรอเนี่ย TOT

“หงอยอะไรล่ะ เปล่าซะหน่อย”

“โกหก”

“รู้ได้ไงว่าหงอย” ฉันยังคงมองพั้นช์ เขามองไปทางอื่นจงใจทำท่าครุ่นคิดให้ฉันเห็น แล้วเลื่อนสายตากลับมามองฉันตามเดิม

“ไม่เห็นจะดูยากเลย เธอน่ะดูออกง่ายจะตาย”

“...”

“แค่มองหน้าเธอก็รู้แล้ว” พั้นช์หันกลับไปมองทางข้างหน้า  และฉันก็ไม่รู้จะตอบอะไรเขาดี

ฉันเหลือบมองถุงเสื้อของฉันที่พั้นช์ถืออยู่ ตอนนี้กระเป๋าของฉันเขาก็ยังสะพายเอาไว้ให้

มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกนะที่เขาถือของให้ฉัน ก่อนหน้านี้ฉันก็เฉยๆ นะกับการที่เขาทำแบบนี้ มันก็ไม่แปลกที่เพื่อนจะถือของให้กัน...รึเปล่า -_-;

“จะถึงแล้วเดี๋ยวฉันถือเอง” ฉันตัดสินใจจะเอาถุงมาจากเขา แต่พั้นช์ก็รีบเอามือหลบ

“ไม่ต้อง”

“...”

“ถือมาขนาดนี้จนจะถึงหอแล้ว จะมาเอาไปถือเองคงไม่ทันแล้วมั้ง”

=_=” ฉันค้อนใส่พั้นช์ที่หัวเราะชอบใจแล้วเดินนำขึ้นมานิดหน่อย  แต่พั้นช์ก็แกว่งถุงมาโดนแขนฉันจนต้องหันกลับไปมองเขา “อะไร”

“เปล๊า~

-_-

“ไม่รู้ว่ามีปัญหาอะไรนะ แต่ก็อย่าคิดมากดิ”

“...” ฉันไม่รู้จะพูดอะไรเลยเมื่อได้ยินแบบนั้นนอกจากมองหน้าเขานิ่ง

...เขาพูดเหมือนดูฉันออกอีกแล้วว่าตอนนี้ฉันกำลังมีเรื่องอะไรให้คิดอยู่ เขาดูออกตลอดเลย

“ยิ้มเยอะๆ” พั้นช์ยิ้มแบบยีเห็นฟันให้ฉันดู ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมาเป็นยิ้มน้อยๆ แล้วเป็นฝ่ายเดินนำหน้าขึ้นไปเอง

ฉันมองตามหลังเขาไป พร้อมกับความรู้สึกบางอย่างที่บอกไม่ถูก

...มันเหมือนกับคำพูดของเขาทำให้ฉันรู้สึกเหมือนได้ปลดความขุ่นมัวในใจของตัวเองออกไปบ้าง

การที่มีคนเข้าใจเราทุกอย่างโดยไม่ต้องพูดอะไรมันก็ดีเหมือนกันนะ มันเหมือนมีคนที่พร้อมจะอยู่ข้างๆ ตอนที่มีปัญหาได้เสมอ...รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูกเลย

ฉันอมยิ้มทั้งที่ยังมองแผ่นหลังคนตรงหน้า แล้วก้าวเดินตามเขาไป

จะกวนประสาทกันขนาดไหน แต่สุดท้ายเขาก็เป็นคนเดียวที่นี่ที่ดูเหมือนจะเข้าใจฉันที่สุดโดยไม่ต้องอธิบายหรือเล่าอะไรให้มากความ

...ยังไงก็ขอบคุณนะ :P





ทอล์คทอล์ค <3

สวัสดีค่าา วันนี้มาลงดึกอีกล้าววว

แอบหายไปอาทิตย์กว่า ขอโทษด้วยนะคะ แงงงง

พอดีช่วงนี้ยุ่งๆ นิดหน่อย แต่ก็มาลงให้แล้วน้าาา


พั้นช์มันน่ารักเนาะ *ยิ้มอ่อน* 555555555

ก็งี้แหละค่ะ ใครเข้่าใจเรามันก็น่ารักทั้งนั้นแหละจริงมะ

มีคนคอยเข้าอกเข้่าใจมันก็ดีอย่างงี้

แต่ก็อาจไม่ดีกับคนที่อยู่ไกลก็ได้ใครจะไปรู้วว 55555


นี่พล่ามอะไร แงงงงง 5555555

ยังไม่ได้ปั่นนิยายเรื่องใหม่เลยค่ะ กำลังจะเริ่มล้าวว

รับประกันว่า...!

รอติดตามกันดีกว่าา อิๆ >_<

ไม่ทำให้ผิดหวังแน่นอนค่า


ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจน้า


          ม๊วฟฟฟฟฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

107 ความคิดเห็น

  1. #105 Disk Nara (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 28 กรกฎาคม 2559 / 18:10
    เอาจริงๆไอด้าน่าจะรู้ตัวนะว่าเวย์คิดอะไรอยู่ ยังจะส่งรูปคู่ผู้ชายไปยั่วโทสะอีก
    #105
    0
  2. #62 Yuki (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2559 / 18:07
    เราพอเข้าใจนะว่าเวย์หึงไอด้าแต่บางทีก็น่าจะคุยกันดีๆ ไม่ใช่เงียบแบบี้ สงสารไอด้าบ้างว่าจะรู้สึกยังไง ยิ่งตอนนี้มีคนรู้ใจอย่างพั้นท์อยู่ข้างๆ ระวังไอด้าจะเปลี่ยนใจไปชอบพั้นท์น้าาาา555 ตอนนี้เวย์ควรรีบมาหาไอด้าให้เร็วที่สุดแล้วปรับความเข้าใจกันด่วนเพื่อไม่ให้เสียไอด้าไป รีบมาอัพอีกน้าาาาาาา ค้างงงงงมากกกกกก555
    #62
    0
  3. #61 นกน้อย (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 / 10:00
    เวย์ รีบมา พั้นซ์คะแนนนำไปเยอะแล้วนางน่ารักนะใครอยู่ใกล้ก็หลงอ่ะ
    #61
    0
  4. #60 I am sone (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 / 02:13
    หึงแน่ๆๆ
    #60
    0
  5. #59 I am sone (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 / 02:13
    หึงแน่ๆๆ
    #59
    0
  6. #58 I am sone (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 12 พฤษภาคม 2559 / 02:13
    หึงแน่ๆๆ
    #58
    0
  7. #57 Eyp (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 10 พฤษภาคม 2559 / 00:36
    พั้นซ์ทำแบบนี้... ไม่หวั่นไหวได้หรอออ5555

    เวย์รีบตามมาเร็วถ้าหึงนัก

    อยากให้ออกโรงแล้วววว
    #57
    0
  8. #56 Delta (จากตอนที่ 5)
    วันที่ 9 พฤษภาคม 2559 / 23:26
    เวย์หึงแน่ๆเลยยยยย >< 
    พั้นซ์น่ารักเนอะ เจอแบบนี้หวั่นไหวค่ะหวั่นไหวววว
    #56
    0