ll Near&Far ll ส่งรักให้ไกล ขยับใจให้ใกล้เธอ

ตอนที่ 3 : Chapter 3 ll เรื่องไม่เป็นเรื่อง

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 774
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 2 ครั้ง
    18 เม.ย. 59

Chapter 3 ll เรื่องไม่เป็นเรื่อง








 

ขอบคุณครับ/ค่า~ `

เสียงขอบคุณเป็นภาษาญี่ปุ่นที่ดังขึ้นพร้อมเพรียงกันเป็นสัญญาณให้รู้ว่าถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว ฉันก้มหัวให้เซนเซ (อาจารย์) แล้วเก็บของใส่กระเป๋าเดินออกจากห้อง พลางเอาโทรศัพท์มือถือออกมาดู

 

ถึงบ้านแล้วนะ

 

เวย์ส่งข้อความผ่านไลน์มาหาฉันตอนตีสี่กว่าๆ งั้นก็แสดงว่าเขาถึงบ้านตอนตีสองกว่าๆ ที่ไทย

เฮอะ...แบบนั้นคงไม่ใช่แค่ไปบ้านเพื่อนแล้วมั้ง เวลาผับปิดซะขนาดนี้

ฉันไม่คิดจะตอบอะไรกลับเขาไปแล้วเก็บโทรศัพท์มือถือลงกระเป๋า ก่อนจะชะงักฝีเท้าของตัวเองเมื่อเจอใครกำลังเดินลงบันไดมาจากชั้นสามพอดี (ฉันเรียนอยู่ชั้นสองน่ะ)

こんにちは~ (หวัดดี~)

ダイキ君こんにちは (หวัดดีไดกิคุง)” ฉันเอ่ยทักทายเพื่อนชายชาวญี่ปุ่นที่กำลังส่งยิ้มมาให้ฉัน

โรงเรียนที่ฉันเรียนอยู่มันมีความพิเศษกว่าโรงเรียนสอนภาษาแห่งอื่นตรงที่ที่นี่มีนักเรียนชาวญี่ปุ่นมาเรียนด้วย ไม่มีอะไรน่างงหรอก คนญี่ปุ่นที่นี่ไม่ได้มาเรียนภาษาญี่ปุ่นเหมือนนักเรียนคนอื่นๆ แต่พวกเขามาเพื่อเรียนภาษาอังกฤษต่างหาก

สรุปง่ายๆ ก็คือโรงเรียนนี้ชาวต่างชาติจะมาเรียนภาษาญี่ปุ่น ส่วนคนญี่ปุ่นจะมาเรียนภาษาอังกฤษ และมักจะมีกิจกรรมให้นักเรียนต่างชาติกับญี่ปุ่นทำร่วมกันบ่อยๆ ฉันก็เลยได้รู้จักพวกคนญี่ปุ่นด้วย

ฉันว่ามันดีมากเลยนะ >_< เราเรียนภาษาญี่ปุ่นก็ต้องอยากมีเพื่อนญี่ปุ่นแท้ๆ อยู่แล้ว และผู้ชายญี่ปุ่นหน้าตาน่ารักตรงหน้าฉันก็เป็นเพื่อนคนแรกในญี่ปุ่นที่ฉันรู้จัก เขาชื่อไดกิ อายุ 19 ปี เป็นหนุ่มญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยจะเหมือนหนุ่มญี่ปุ่นทั่วไปที่ไม่กล้าจะทักทายชาวต่างชาติก่อนสักเท่าไหร่นัก อาจเพราะเขาเคยไปเรียนที่นิวซีแลนด์หลังจบไฮสกูลมาหนึ่งปีเต็มๆ นิสัยก็เลยค่อนข้างจะแหวกแนวจากคนญี่ปุ่นทั่วไปสักหน่อย

ซึ่งนั่นก็ดี เพราะฉันจะได้กล้าคุยกับเขาไง คนญี่ปุ่นคนอื่นไม่ค่อยสุงสิงกับชาวต่างชาติเลย แย่ที่สุด T_T มีแต่กลุ่มของไดกิคุงนี่ล่ะ ที่ดูเปิดรับชาวต่างชาติที่สุด

久しぶりに会った (ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ)

“อ่า...” ฉันไม่รู้จะตอบกลับอะไรเขาไปดี เวลาไดกิคุงพูดภาษาญี่ปุ่นแล้วยิ้มให้ฉันแบบนั้น มันทำให้ฉันเขินตลอด T///T ยิ่งเรียบเรียงภาษาญี่ปุ่นตอบเขาไม่ถูกเลยทีนี้

ฉันได้แต่ยิ้มแห้งๆ แล้วเดินลงบันไดมาพร้อมกับเขา

天気が暑くなるね。アイちゃんまだ自転車に乗ってる?(เริ่มร้อนแล้วเนอะ ไอจังยังขี่จักรยานมาเรียนรึเปล่)” ฉันพยักหน้าหงึก

ยากมากที่เพื่อนญี่ปุ่นจะมาเอ่ยอะไรแบบนี้ก่อน แต่เพราะเป็นไดกิคุง เขาเลยพูดแบบไม่คิดอะไรเลย หรือไม่เขาก็คงจะรู้ว่าฉันคงพูดอะไรไม่ถูก เขาเลยเป็นฝ่ายชวนคุยก่อน

อีกอย่างคือ...ไอจังที่เขาพูดคือชื่อฉันเองล่ะ คือฉันรู้สึกจั๊กจี้แปลกๆ เวลาฟังเพื่อนชาวต่างชาติออกเสียงชื่อฉันแบบสำเนียงญี่ปุ่น เพราะมันกลายเป็นไอดาลากยาวแทนที่จะเป็นไอด้าทุกที -_- ฉันเลยตัดบทให้ทุกคนเรียกฉันว่าไอเลย ง่ายดี ยกเว้นเพื่อนฝั่งยุโรปบางคนที่พอรู้ว่าฉันชื่อไอด้า ก็จะเรียกว่าไอด้าตามปกติ

โรงเรียนนี้มีนักเรียนหลายประเทศมากเลยนะ ตอนแรกฉันนึกว่าจะมีแค่จีนกับเกาหลีซะอีก ที่ไหนได้...จีนกับเกาหลีกลับเป็นส่วนน้อย แต่กลับมีเนปาล เวียดนาม แทบจะครึ่งหนึ่งของโรงเรียน แล้วก็พวกฝรั่งทางฝั่งยุโรปและอเมริกาก็ยังสัดส่วนเยอะกว่าชาวเกาหลีซะอีก

แปลกดีเหมือนกันแฮะ...ต่างจากโตเกียวเลย

夏が来たらやばい!(เข้าหน้าร้อนเมื่อไหร่แย่แน่ๆ!)” ฉันหัวเราะเมื่อไดกิคุงทำท่าลูบแขนตัวเองประกอบคำพูดตัวเองไปด้วย

หมับ!

=[]=!

ฉันเกือบจะกรี๊ดออกมาเมื่อมีแขนปริศนามารั้งคอฉันเอาไว้จากด้านหลัง จนขาที่กำลังจะก้าวลงบันไดขั้นต่อไปของฉันเสียหลักเพราะโดนรั้งไว้อย่างรุนแรง ดีนะที่ฉันจับแขนนั่นเอาไว้ได้ทัน ไม่งั้นอาจพลาดท่าตกบันไดตายไปแล้ว!

こんにちは~ (หวัดดี~)” เสียงที่คุ้นเคยทำให้ฉันรู้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปดู

พั้นช์ไง -_-

เขาปล่อยฉันให้เป็นอิสระแล้วหันไปยิ้มแฉ่งให้กับไดกิคุง ไดกิคุงเองก็ดูดีใจที่เห็นเขา ทั้งสองคนคุยกันสนุกสนานจนฉันกลายเป็นส่วนเกินต้องเดินนำหน้ามาก่อน

บอกแล้วว่าพั้นช์เป็นมิตรกับทุกคนในโรงเรียน น่าหมั่นไส้นัก -_-

พั้นช์คว้าฮู้ดเสื้อฉันเอาไว้เมื่อเราสามคนลงมาถึงชั้นหนึ่งแล้ว

"จะเดินไปไหนรอก่อน”

“แค่จะไปโต๊ะเอง นายคุยเสร็จก็ตามไปสิ” หมอนี่ประสาท แค่ฉันจะเดินไปหาคนไทยคนอื่นที่นั่งอยู่กันที่ลอบบี้โรงเรียนก่อน เขาก็ต้องรั้งให้อยู่เป็นเพื่อนเขา

“รอก่อน” พั้นช์หันไปคุยกับไดกิคุงต่อทั้งที่จับฮู้ดฉันเอาไว้

ฉันเห็นไดกิคุงหันมามอง ก่อนที่เขาจะอมยิ้มเล็กๆ แล้วชี้ฉันกับพั้นช์สลับกันไปมา

付き合ってる?(เป็นแฟนกันเหรอ)”

ううん!(ไม่ใช่)!” อะไรเนี่ย =[]= ฉันปฏิเสธแทบไม่ทัน

หมอนั่นเองก็โบกมือปฏิเสธไดกิคุงเช่นกัน

マジで?付き合ってるみたい (จริงเหรอ ทั้งสองคนดูเหมือนแฟนกันเลยนะ)

そんなことないよ。私は彼氏がいるよ(ไม่ใช่นะ ฉันมีแฟนแล้ว)

彼氏がいるの?(ไอจังมีแฟนแล้วเหรอ?)

うん!(อื้อ!)

“ว้า~” ไดกิคุงแกล้งทำหน้างอ ก่อนที่เขาจะหัวเราะออกมาคนเดียวแล้วเอ่ยลาฉันกับพั้นช์

พอไดกิคุงเดินออกไปแล้ว พั้นช์ก็เหล่มองฉันทันที

“โคตรกวน”

“ใครกวน นายว่าฉันเหรอ =_=

“เปล่า ว่ามัน” ฮะ?...มัน? หมายถึงไดกิคุงเหรอ

แหม ทีอยู่ต่อหน้าล่ะทำเป็นคุยกับเขาซะดิบดีอย่างกับสนิทกันมานาน

“ทำไม” ฉันพูดพลางเดินตรงไปยังโต๊ะประจำของพวกเราด้วย

“มันถามฉันว่าเธอมีแฟนมั้ยก่อนหน้านี้”

=O=

“แล้วเมื่อกี้ทำเป็นไม่รู้เรื่อง ไอ้หน้าม่อ” เสียงเขาดูหมั่นไส้ไดกิคุงอยู่ไม่น้อย

ทำไมต้องไปว่าไดกิคุงขนาดนั้นด้วย =_= เขาอาจจะแค่ทำเป็นไม่รู้ตามมารยาทใส่ฉันก็ได้

ฉันไม่ตอบอะไรเขาแล้ววางกระเป๋าลงที่โต๊ะ ที่โต๊ะมีปกป้อง พี่เป๊กและพี่โบว์นั่งอยู่ก่อน พวกเราทั้งหมดเลยพากันเดินออกมากินร้านราเมนที่อยู่ไม่ไกลจากโรงเรียนเท่าไหร่

โรงเรียนของพวกเราอยู่หอไม่ไกลจากหอมากนัก เพียงนั่งรถไฟใต้ดินสาย Hakozaki จากสถานีใกล้หอฉันอย่างสถานี Hakozakikyudaimae มาลงที่สถานี Maidashikyudaibyoinmae แค่สามนาที แล้วเดินต่ออีกประมาณ 5 นาทีเท่านั้น แต่พวกเราไม่ได้มาด้วยรถไฟกันหรอกนะ ขี่จักรยานมาโรงเรียนกันต่างหาก เด็กนักเรียนต่างชาติที่นี่นิยมขี่จักรยานมาโรงเรียนกันซะมากกว่าถ้าระยะทางไม่ไกลเกินไป เพราะมันสามารถประหยัดค่าโดยสารต่อเดือนไปได้มากเลยล่ะ

บริเวณแถวๆ โรงเรียนถือว่าเป็นอีกย่านที่รวมโรงเรียน สถานที่สำคัญทางราชการ และที่อยู่อาศัยเอาไว้เข้าด้วยกัน ถ้าเป็นวันหยุดแถวๆ นี้จะดูเงียบสงบลงไปถนัดตา เพราะไม่ใช่แหล่งช็อปปิ้งย่างอย่างสำคัญๆ และย่านนี้ก็เป็นอีกย่านที่พวกเรามักจะเจอร้านอาหาร Unseen ที่นักท่องเที่ยวไม่รู้จัก อย่างเช่นร้านราเมนที่เรากำลังจะไปในตอนนี้

ร้านนี้สำหรับพวกเราถือว่าเป็นร้านเด็ดมาก อย่างที่รู้กันว่าราเมนฮากะตะที่ฟุคุโอกะขึ้นชื่อมาก ใครมาก็ต้องมาลองชิม และเท่าที่กินมาหลายร้านพวกเราถูกใจร้านนี้กันมากที่สุดจนต้องตั้งชื่อให้ขำๆ ว่าราเมนกัญชา เพราะใครได้มากินครั้งแรกแล้วจะติดใจจนอีกวันต้องกลับมากินใหม่ น้ำซุปเด็ดมากจนซดกันหมดถ้วยทุกคนคิดเอาแล้วกัน

“ปิดเทอมใครกลับไทยบ้างวะ พี่กับโบว์จะกลับนะ” พวกเราต่างก็พากันเงยหน้าขึ้นเมื่อพี่เป๊กพูดขึ้นมาระหว่างที่พวกเรากำลังกินราเมนกันอยู่

อีกไม่ถึงเดือนก็จะปิดเทอมภาคฤดูร้อนแล้ว และก็เป็นปกติที่จะมีใครกลับบ้านเกิดตัวเอง แต่คนๆ นั้นคงไม่ใช่ฉันล่ะ -_- เพิ่งมาเอง จะกลับก็เปลืองเงินค่าเครื่องบิน รอกลับปิดเทอมใหญ่ดีกว่า T^T

“ผมไม่กลับ” ปกป้องพูดขึ้น

“ด้าด้วยค่ะ ด้าก็ไม่กลับ”

“ผมก็ไม่กลับพี่ ขิมจะมาหาที่นี่ตอนปิดเทอม คงพาขิมเที่ยว” คราวนี้เป็นพั้นช์ที่เอ่ยขึ้น เขาพูดทั้งที่กำลังเคี้ยวตุ้ยๆ

พี่เป๊กหรี่ตาลงพลางยิ้มกริ่มมองไปยังพั้นช์ อาจเป็นเพราะเรื่องที่เขาเอ่ยถึงแฟนตัวเอง

“แฟนจะมาหาเหรอวะ แบบนี้ไอ้ป้องต้องย้ายมานอนห้องพี่ชั่วคราวมั้ยเนี่ย”

“ทะลึ่งน่ะพี่ จะมานอนห้องเดียวกับผมได้ไง”

“ถ้ามาหลายวันให้นอนโรงแรมก็เปลืองเงินแย่นะเว้ย เอามานอนหอเรานี่ล่ะ ง่ายดี”

ตามจริงกฎของหอห้ามพาคนนอกมานอนที่ห้อง แต่หอที่เราอาศัยกันอยู่ไม่มีคนดูแล ไม่มีใครมาเข้มงวด นักเรียนทุกประเทศเลยล้วนพากันแหกกฎทุกอย่างกันอย่างสนุกสนาน ไม่ว่าจะปาร์ตี้ ไม่แยกขยะ พาคนนอกมานอน -_- คือมันก็ไม่ใช่เรื่องดีที่น่าเล่า แต่ฉันก็แค่พูดไปตามความจริงที่ประสบมา ภายใต้ประเทศที่มีกฎระเบียบวินัยเคร่งครัดอย่างญี่ปุ่น ก็ยังมีบางที่ที่หละหลวมเรื่องพวกนี้ และหอพวกเราก็เป็นหนึ่งในจำพวกนั้น -_-;

“ถ้าแฟนนายไม่ถือ นอนห้องฉันก็ได้นะ” ฉันหันไปพูดกับพั้นช์

เพราะยังไงซะห้องฉันรูมเมทก็เป็นคนไทยด้วยกัน และยัยแซนเองก็ไม่จู้จี้อะไรอยู่แล้ว จะห้องพี่โบว์ก็ไม่ได้อีกเพราะรูมเมทพี่โบว์เป็นคนอินโดนีเซีย พี่โบว์เลยหนีไปนอนห้องพี่เป๊กที่อยู่คนเดียวบ่อยๆ ซึ่งพี่ทั้งสองเขาก็โตๆ กันแล้ว เรียนก็จบแล้ว จะให้พั้นช์กับแฟนมานอนห้องเดียวกันแบบนั้นหลายๆ วัน หมอนั่นคงมองว่ามันดูไม่ดีแน่ๆ

“ได้เหรอ” เขาถามฉันพร้อมกับมองมา

“ก็ได้นะ จะได้ไม่ต้องเสียค่าโรงแรมเยอะถ้ามาอยู่นานๆ” ฉันพูดอย่างไม่คิดอะไร ทำไมจะไม่ได้ล่ะ ก็แค่ให้แฟนเขามานอนกับฉันเอง พั้นช์คอยช่วยอะไรฉันเยอะแยะ แค่ให้แฟนเขามานอนด้วยไม่เห็นจะน่าลำบากใจตรงไหน

“ไอด้า~ ทำไมใจดีขนาดนี้ เป็นพี่พี่ไม่ยอมนะ ให้แฟนพั้นช์มานอนห้องตัวเองนี่ทำร้ายใจชัดๆ” อยู่ๆ พี่โบว์ก็พูดขึ้นมา

“คะ?” ฉันหันไปมองพี่โบว์อย่างไม่เข้าใจความหมายที่เธอพูด

“ก็หมายถึงพั้นช์เอาแฟนมาใช่มั้ย ไอด้าก็จะเจ็บ แล้วยังต้องมาใจดีให้แฟนพั้นช์อยู่ด้วยอีก จิตใจทำด้วยอะไรทำไมแสนดีขนาดนี้ T^T

“พี่โบว์!” อะ...อะไรเนี่ย ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นสักนิดเลยนะ!

คนอื่นพากันขำ ออกมา มีแค่ฉันกับพั้นช์เท่านั้นที่ขำไม่ออก

เพราะหาเรื่องจะเถียงกลับอยู่นี่ไง T^T

“โหยพี่โบว์ เป็นเรื่องเป็นราว” พั้นช์ส่ายหน้าเหมือนเขาปลงกับการที่ทุกคนล้อเรา ฉันเองก็ปลงเหมือนกัน ฮือ

“อะไรพั้นช์ ฉันปากศักสิทธิ์นะ พูดอะไรจะเป็นจริงเสมอ”

“ด้าฟังละขนลุก อย่าคิดอะไรแบบนั้น -_-ฉันรีบพูดดักพี่โบว์ก่อนที่เธอจะพูดอะไรไปมากกว่านี้

“บอกคนอื่นอย่าคิด แล้วตัวเองคิดรึเปล่าล่ะ”

-_-+

ไอ้ปกป้อง...

ฉันส่งสายตาพิฆาตไปให้ปกป้องที่นั่งเยื้องฉันไปและเป็นคนพูดประโยคเมื่อกี้ขึ้นมา ทีแบบนี้ล่ะพูดขึ้นมาเชียวนะ เฮอะ!

“คิดบ้าอะไรล่ะ คิดไม่ลง!ฉันปฏิเสธอย่างรวดเร็ว

“คิดไม่ลงจริงอ่ะ” คราวนี้กับกลายเป็นพั้นช์ที่พูดซะเอง

เอาเข้าไปแค่คนอื่นล้อก็จะแย่แล้ว เจ้าตัวกลับเล่นด้วยนี่ล่ะ มันน่ามั้ยเนี่ย!

“ก็เออน่ะสิ ถ้าคิดป่านนี้คิดไปนานละ”

“ใครๆ ก็ชอบฉันนะ เธอไม่ชอบเหรอ”

“แฟนฉันหล่อกว่านายอีก”

“แต่ฉันเทคแคร์ดีกว่าแฟนเธอนะ” หึ!

ฉันเบ้ปากแรงมากเมื่อพั้นช์กวนประสาทฉัน เพราะเขากำลังลอยหน้าลอยตาพูดอย่างจงใจสุดๆ คนอื่นต่างก็พากันหัวเราะเมื่อเห็นแบบนั้น

“นี่ไง กวนกันตลอด กัดกันทุกเวลา เดี๋ยวก็ได้กันเองนี่ล่ะ”

“พี่เป๊ก! T^T” ฉันหันไปแหวใส่พี่เป๊กที่พูดขึ้นมาแบบนั้น

สุดท้ายมื้อนี้เลยจบลงด้วยเสียงโวยวายของฉันกับเสียงหัวเราะของคนที่เหลือ พี่เป๊กกับพี่โบว์ต้องเข้าเรียนในช่วงบ่าย ส่วนเราทั้งสามคนก็มาเอาจักรยานที่จอดไว้ที่โรงเรียนแล้วขี่กลับไปหอเหมือนทุกวัน

ปลายฤดูใบไม้ผลิหมดลงและใกล้จะเข้าหน้าร้อนอีกไม่นาน ทำให้เวลาเวลาที่ขี่จักรยานตอนกลางวันท่ามกลางแดดจ้าๆ มีเหงื่อออกได้ไม่ยาก พลังงานในการขี่จักรยานของฉันลดลงไปโดยอัตโนมัติ ไม่อยากจะคิดเลยว่าพอเข้าหน้าร้อนจริงๆ แสงแดดจะแผดเผาฉันตายขนาดไหน T^T แค่ปั่นอยู่ตอนนี้ก็เหนื่อยจะแย่

“ไอบ้า เร็วๆ!

O.O

หือ...?

ฉันมองพั้นช์ที่หันมาตะโกนบอกระหว่างที่เขากำลังขี่จักรยานข้ามถนนใหญ่ไปอีกฝั่ง ขณะที่ปกป้องขี่นำไปก่อนแล้ว เหลือแค่ฉันคนเดียวที่ยังอยู่ฝั่งเดิมและกำลังจะข้ามตามไป แต่ไฟจราจรกำลังกระพริบไม่หยุดและใกล้จะเปลี่ยนเป็นสีแดง

ข้ามกันไปตั้งแต่เมื่อไหรเนี่ย เหม่อนิดเดียวขี่ตามไม่ทันอีกแล้ว!

ฉันจ้องมองไปจราจรอย่างละล้าละหลังเมื่ออีกไม่กี่วินาทีมันจะเปลี่ยนสีแล้ว ขะ...ข้ามดีมั้ย แต่ถ้าไม่ข้ามตอนนี้ก็ต้องรออีกนานเลยนะ

“ข้ามมา!” เสียงตะโกนของพั้นช์ที่จอดรออยู่อีกฝั่งทำให้ฉันตัดสินใจปั่นเร่งสปีดข้ามไปแทนที่จะหยุด และมันก็เปลี่ยนเป็นไฟแดงในตอนที่ฉันอยู่กลางถนนพอดี กรี๊ดดดด TOT อย่าเพิ่งนะ! รอฉันไปก่อน!

ฉันลนลานอย่างสุดชีวิต และตาลีตาเหลือกปั่นเร็วกว่าเดิมเท่าตัวเพื่อให้ถึงโดยเร็วที่สุด! ฉันเหลือบมองไปด้านข้างเพราะระแวงว่ารถยนต์จะเริ่มออกตัว แต่เมื่อหันกลับมามองทางข้างหน้าก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองขับเลยพั้นช์ที่จอดจักรยานรออยู่ใกล้ๆ กับเสาสัญญาณไฟฝั่งนี้ไปแล้ว!  ฉันหันไปมองพั้นช์เพื่อจะดูว่าเขากำลังตามฉันมารึยังพร้อมกับเริ่มลดความเร็วตัวเองลงเล็กน้อย แต่ก็เห็นว่าเขายังอยู่ที่เดิมแล้วเบิกตาโตมองมาทางนี้

=O=?

“เฮ้ย ระวัง!” เสียงตะโกนของพั้นช์ทำให้ฉันหันกลับมามองทางข้างหน้าอย่างรวดเร็ว!

O.O!

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าฉันในระยะเกือบประชิดคือจักรยานและสีหน้าตกใจของคุณลุง!

กรี๊ดดดดด!

เอี๊ยดดด!

ไม่! ไม่! ไม่!...ไม่ทันแล้ว!

โครม!

“ไอด้า!

...จะ...เจ็บ TOT

ฉันล้มหมดสภาพอยู่กับพื้นเมื่อจักรยานชนกับคุณลุงคนหนึ่งที่ขี่ออกมาจากซอยพอดี ถนนฝั่งนี้แอบเป็นเนินลาดลงไปเล็กน้อยเลยยิ่งทำให้การควบคุมความเร็วเป็นไปได้ยาก  มันเลยปะทะกันแรงกว่าที่คิด

ปกป้องที่จอดจักรยานรออยู่ไม่ไกลรีบขี่กลับมาหาฉัน และพั้นช์ที่ไม่รู้ว่าขี่มาตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็รีบลงจากจักรยานมาช่วยพยุงคุณลุงคนญี่ปุ่นที่ล้มไม่เป็นท่าไม่ต่างจากฉัน ซ้ำยังช่วยเอาจักรยานจากพื้นขึ้นมาตั้งใหม่ดีๆ แล้วขอโทษแทนฉันเป็นการใหญ่

ฉันอยากจะเอ่ยขอโทษคุณลุงคนญี่ปุ่นด้วยตัวเอง แต่ก็เอ่ยไม่ออกเพราะยังช็อกอยู่ เรี่ยวแรงที่แขนกับขามันหายไปหมด ไม่อยากจะคิด ถ้าเมื่อกี้ไม่ใช่จักรยานแต่เป็นรถยนต์... TOT ไม่ระวังเลยไอด้าเอ๊ย!

“เป็นอะไรมั้ย” ปกป้องเป็นคนเข้ามาพยุงฉันยืนขึ้น คุณลุงญี่ปุ่นคนนั้นหันมามองฉันพร้อมกับบ่นรัวจนฉันจับคำไม่ได้ ฉันทำได้แต่โค้งให้เพื่อเป็นการขอโทษ ก่อนที่เขาจะขึ้นจักรยานแล้วปั่นออกไปทันที

ใจสั่นไปหมดเลย...แค่เสี้ยววินาทีจริงๆ จักรยานล้มครั้งแรกในหลายสิบปีเลยนะ TOT

“เบ๊อะเอ๊ย ปั่นเร็วอะไรขนาดนั้น มีเบรกก็ไม่ใช้” พั้นช์เดินเข้ามาหาฉันแล้วบ่นออกมาทันที

“ก็นายบอกให้ฉันรีบปั่น ฉันก็รีบแล้วนี่ไง T^T

“ใครจะคิดว่าเธอจะตาลีตาเหลือกปั่นขนาดนั้น” เขาส่ายหัวเล็กน้อยพลางมองสำรวจตัวฉันไปด้วย ฉันเองก็ก้มมองตัวเองก่อนจะพบว่าหัวเข่าด้านซ้ายของฉันเลือดออก TOT กรี๊ดดดดด

“เฮ้ย เลือดเธอไหล”

“เจ็บอ่ะ TOT

“ปั่นกลับไหวมั้ย เดี๋ยวไปทำแผลที่หอ” ฉันพยักหน้าลง

เราสามคนเริ่มปั่นจักรยานเพื่อกลับหออีกครั้ง ดีที่มันอีกไม่ไกลเท่าไหร่ ฉันเลยกัดฟันปั่นจักรยานกลับไปแม้จะสปีดแบบเต่าคลานก็ตาม มันเลยทำให้พั้นช์ปั่นช้าตามไปด้วย เพราะเขาเอาแต่คอยหันมาดูฉันเป็นระยะ หมอนั่นคงกลัวว่าฉันจะเป็นลมตายก่อนถึงหอแน่ๆ

ฉันตามพั้นช์กับปกป้องขึ้นไปบนห้องพวกเขาเพราะห้องฉันไม่มีอุปกรณ์ทำแผลอะไรเลย ดีนะที่ปกป้องมีแอลกอฮอล์ล้างแผลอยู่ที่ห้อง

“สำลีล่ะ” ฉันเอ่ยถามปกป้อง

“ห้องเราไม่มีสำลี -_-

“งั้นใครไปเอาที่ห้องฉันให้หน่อยได้มั้ย อยู่บนโต๊ะฝั่งประตูเลย”

“เดี๋ยวฉันไปเอาให้เอง” ปกป้องแบมือขอกุญแจจากฉัน ฉันเลยยื่นให้เขาไป แล้วเดินไปนั่งลงที่เตียงเพื่อรอ แสบแผลชะมัด T_T

“ระวังหัวชนอีกล่ะ” ฉันหันขวับไปมองพั้นช์ เห็นฉันซุ่มซ่ามขนาดนั้นรึไง เฮอะ

ก็แค่เคยชนไปแล้วประมาณสามครั้งเอง -.,-

ฉันลืมบอกว่าห้องพักที่นี่จะเป็นเตียงสองชั้นแบบสามารถแยกออกจากกันได้ อย่างห้องฉันที่ไม่มีใครอยากจะปีนขึ้นไปนอนข้างบนก็ถอดเตียงชั้นที่สองลงมาแล้วจัดห้องใหม่หามุมลงเตียงกันเอง แต่ห้องนี้ไม่ได้ถอดออก เตียงข้างล่างเป็นของพั้นช์ ข้างบนเป็นของปกป้อง

“เอาไปเช็ดเลือดก่อน” ฉันเงยหน้ามองพั้นช์ที่ยื่นกระดาษทิชชู่มาตรงหน้า เมื่อฉันรับมันมาจากเขา เขาก็นั่งลงข้างๆ กัน

ฉันใช้กระดาษทิชชู่ซับเลือดเงียบๆ พั้นช์เองก็ไม่พูดอะไร

...บรรยากาศแปลกๆ ยังไงไม่รู้แฮะ -_-///

ตั้งแต่มาที่นี่และรู้จักกันมา นี่เป็นครั้งแรกที่เราอยู่ด้วยกันแบบสองต่อสองในห้องแบบนี้

ดะ...เดี๋ยวๆ คือฉันไม่ได้จะหมายความอะไรลึกซึ้งแบบนั้น ฉันแค่รู้สึกว่าทำไมพอเรามาอยู่ด้วยกันในห้องแค่สองคน มันต้องอึดอัดแปลกๆ ด้วย ทั้งที่เวลาอยู่ข้างนอก เราก็ไปไหนมาไหนด้วยกันแค่สองคนออกจะบ่อย

อาจจะเพราะเป็นห้อง...ใช่ สถานที่มันแคบและพั้นช์ก็เงียบอยู่ ฉันเลยรู้สึกอึดอัดแปลกๆ ต้องใช่แน่ๆ

“ขมวดคิ้วทำไม”

“ฮะ?” ฉันหันไปมองพั้นช์อย่างแปลกใจ ก็พบว่าเขากำลังมองฉันหน้าตาย

นี่แสดงว่าเมื่อกี้หมอนั่นมองหน้าฉันอยู่เหรอ =O=

“ขนาดเช็ดเลือดเธอยังคิดอะไรอีก ฉันล่ะเชื่อเลย”

“นี่ -_- อย่ามารู้ทันทุกเรื่องได้มั้ยล่ะ” ฉันจิ๊ปากแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเข้าแอพฯ กล้องถ่ายรูปเล็งไปที่แผลตรงหัวเข่าของตัวเอง ฉันจะส่งไปให้เวย์ดู T_T ล้มไม่เป็นท่าจนได้แผลแบบนี้ ถ้าเป็นที่ไทยเขาคงแบกฉันขึ้นหลังแล้วบ่นว่าฉันซุ่มซ่ามไปแล้ว

“ถ่ายรูปแผลเหรอ ถ่ายทำไม โรคจิตแล้ว” นี่ก็ยุ่งทุกเรื่องจริงๆ -_-

“จะถ่ายให้แฟนดู ยุ่งจัง”

“อ้อเหรอ” ฉันไม่สนใจพั้นช์คำพูดที่ดูกวนประสาทของเขาแล้วกดส่งรูปในไลน์ไปให้เวย์ดู พร้อมกับพิมพ์ข้อความตามไป

 

จักรยานล้ม เจ็บบบ TT’

 

แอ๊ด~

ฉันวางโทรศัพท์มือถือไว้ข้างตัวเมื่อปกป้องกลับเข้ามาพร้อมกับสำลี เขายื่นให้ฉันแล้วปีนขึ้นไปบนเตียงชั้นสอง ฉันเปิดขวดแอลกอฮอล์เตรียมจะทำแผลแต่คนข้างตัวกลับคว้ามันไปจากมือฉัน

“เดี๋ยวทำแผลให้”

“เฮ้ย ไม่เป็นไร ฉันทำเองก็ได้” พั้นช์ไม่ฟังฉัน เขาใช้สายตาเอ็ดฉันเหมือนจะบอกให้อยู่เฉยๆ ไป ฉันเลยต้องปล่อยเลยตามเลย

“ยกขาขึ้นมาสิ” ฉันทำตามที่พั้นช์บอกโดยการนั่งไขว่ห้าง “คุณนายเชียวนะ -_-

ฉันหัวเราะออกมา เขายิ้มแล้วเริ่มเช็ดแผลให้

ครืด~

ฉันปล่อยให้พั้นช์ทำแผลให้ เลยหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมาเมื่อมันแจ้งเตือนข้อความไลน์เข้า

เวย์ตอบฉันมาแล้ว

 

เป็นอะไรมากมั้ย ไม่ระวังเลย ล้มได้ไง

ฉันแอบอมยิ้ม ยังดีนะที่เขายังห่วงฉันน่ะ >_<

ขี่เร็ว เบรกไม่ทัน TT’

ทำแผลรึยัง?

ทำอยู่ มาทำแผลห้องพั้นช์กะป้อง

 

เวย์อ่านข้อความของฉันแต่เขากลับไม่ตอบอะไรกลับมา ฉันรออยู่สักพักและกำลังจะกดล็อกโทรศัพท์แต่เวย์ก็ตอบมาซะก่อน

 

ทำไมไปอยู่ห้องผู้ชายแบบนั้น

 

ฮะ?

ฉันถึงกับขมวดคิ้ว เพราะไม่คิดว่าคนอย่างเวย์จะพิมพ์อะไรแบบนี้ใส่ฉัน นี่เขาเป็นอะไรเของเขาเนี่ย?

นี่ไง...เพราะแบบนี้ไง พักนี้ฉันถึงไม่อยากเล่าอะไรให้เขาฟังเลยสักอย่างเดียว ปกติเราคุยกันได้ทุกเรื่องและฉันก็ไม่เคยมีอะไรปิดบังเขา ฉันเล่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ฉันเจอมาให้เขาฟังหมด ไม่ว่าจะทำอะไรที่ไหน คนรอบตัวฉันชื่ออะไร วันๆ เกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ พอฉันเล่าอะไรไปมันก็กลายเป็นขัดใจเขาไปซะหมด ถึงได้บอกว่าพักหลังๆ ที่เราคุยกันทุกอย่างมันถึงอึมครึม ความสัมพันพ์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายอย่างกับผีบ้า

ที่ฉันส่งไปหาเขาก็เพราะอยากให้เขาเป็นห่วงและปลอบฉัน และที่ฉันบอกทุกอย่างก็เพราะฉันบริสุทธิ์ใจมันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ? แล้วทำไมสิ่งที่ฉันได้รับกลับมามันต้องเป็นอะไรที่ทำให้ฉันรู้สึกไม่ดีแบบนี้อยู่เรื่อย

ตอนนี้เขาควรจะเป็นห่วงฉันแทนที่จะมาไม่พอใจว่าฉันอยู่กับใครไม่ใช่เหรอ? หรือฉันหวังมากไป? หรือเรากำลังมองอะไรเหมือนกันเหรอ? หรือว่าฉันผิดจริงๆ? ใครก็ได้ตอบฉันที

ใช่...ฉันอยู่ห้องผู้ชาย แต่นี่ก็เพื่อนฉันทั้งนั้นและพวกเขาก็ไว้ใจได้จริงๆ และที่ฉันมาก็เพราะมาทำแผล ไม่ได้มานอนค้างคืนซะหน่อยนี่

นายควรจะปลอบฉันสิ ไม่ใช่มาว่ากันแบบนี้ T_T

พอคุยด้วยมันก็เป็นแบบนี้ หลายครั้งแล้วนะ...พอเป็นแบบนี้ใครอยากจะเล่าอะไรให้ฟังอีกล่ะ

...หงุดหงิดจัง

นี่ฉันโมโหอะไรเนี่ย T_T แค่ประโยคเดียวที่เวย์พิมพ์มาทำฉันหงุดหงิดจนแทบบ้า

 

ก็ต้องมาทำแผลจะให้ทำไงฉันตอบกลับไปอย่างใส่อารมณ์เล็กน้อย แม้มันจะเป็นแค่ตัวอักษรแต่ฉันรู้ว่าเขารู้ว่าฉันอยู่ในอารมณ์ไหน

            อ่อ อื้อ

พิมพ์มาแบบนั้นเหมือนไม่พอใจอะไรเลย

เปล่า ไปทำแผลก่อนเถอะ

 

สุดท้ายเวย์ก็ตัดบท ฉันเลยไม่ตอบอะไรแล้วโยนโทรศัพท์มือถือลงที่เตียงอย่างอารมณ์เสียเล็กๆ หลายครั้งที่เขาตั้งท่าจะทะเลาะ พอฉันพร้อมจะไฟท์เวย์ก็จะตัดบททำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นแบบนี้ทุกที มีอะไรก็ไม่พูดแล้วจะให้ฉันทำยังไงต่อได้ล่ะ

อย่างครั้งก่อนที่ฉันไปผับ เขาก็แสดงอาการไม่พอใจแล้วก็ตัดบทไปแบบนี้ ทั้งที่ตอนอยู่ไทยก็ไม่เคยมีปัญหาเรื่องออกไปเที่ยวกับเพื่อนเลย เรื่องเพื่อนผู้ชายนี่ก็อีก ตอนอยู่ไทยฉันก็มีเพื่อนผู้ชายเยอะแยะ ไปบ้านเพื่อนเลยก็มี ก็ไม่เห็นว่าอะไร แล้วตอนนี้เป็นอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้

เรื่องที่ไม่เคยเป็นปัญหา ทำไมพออยู่ไกลกันแล้วมันเป็นปัญหาแบบนี้ล่ะ?

ฉันไม่เคยคิดอยากจะทะเลาะกับเขาเลยนะเพราะเราก็ไม่เคยทะเลาะกันมาก่อนเลย อยู่ไกลกันขนาดนี้สิ่งที่ควรทำคือประคับประคองความสัมพันธ์ของเราไม่ใช่เหรอ ทำไมเหมือนฉันพยายามอยู่ฝ่ายเดียวเลย (. .)

“เป็นอะไร” ฉันมองหน้าพั้นช์ที่กำลังมองด้วยสีหน้าสงสัย

เพิ่งรู้สึกตัวว่าเขาเช็ดแผลให้ฉันเสร็จไปแล้ว =_=

“เปล่า หงุดหงิดแฟน” ฉันถอนหายใจออกมา

น่าเบื่อจังแฮะ...เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ

“อะไร คุยกันแป๊บเดียวทะเลาะกันอีกแล้วเหรอ”

“ไม่เชิง”

“ทำไม” ฉันกำลังจะบอกว่าไม่มีอะไร แต่สายตาของพั้นช์ที่มองมาเหมือนต้องการจะบอกฉันว่า เล่ามา อะไรแบบนั้น -_-

“ก็เปล่า เขาแค่ดูไม่พอใจที่ฉันมาห้องเพื่อนผู้ชาย”

“...”

“ก็แค่นั้นล่ะ” พั้นช์หัวเราะออกมาในลำคอเมื่อฟังฉันพูดจบ

“อยู่นี่เธอมีแต่เพื่อนผู้ชายด้วยซ้ำ แล้วจะให้เธอไปอยูไหนล่ะถ้าอย่างงั้น”

“ใช่มั้ยล่ะ มันก็ปกติใช่มั้ย T^Tพั้นช์ยังเข้าใจเลย ทำไมเวย์ไม่เข้าใจแบบนี้บ้าง ฮือๆ

“งี่เง่าชะมัด”

“...” เขาพึมพำออกมาแล้วลุกขึ้นเดินไปเก็บขวดแอลกอฮอล์เข้าที่ ทิ้งให้ฉันมองตามเขาไปเพราะคำพูดของเขาเมื่อกี้

...งี่เง่าเหรอ

มันก็จริงนะ...เรื่องแค่นี้เอง ไม่มีเหตุผลอะไรให้ต้องโกรธเลย

...แฟนฉันเริ่มกลายเป็นคนงี่เง่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้






ทอล์คทอล์ค <3

สวัสดีค่า ฮิ้วววววว 55555

วันหยุดยาวหมดไปแล้ว ไปเที่ยวไหนกันมาบ้างคะ >.<

ส่วนเก๊าอยู่บ้านอย่างเดียวเลย นอนจนอืดเป็นหมูละ 555555

ตอนแรกว่าจะยังไม่ลงตอนใหม่แล้วค่ะ กะรออีกสักพัก

แต่อดใจไม่ไหว อยากลง ลงเลยละกันเนอะ 5555555


บอกเลยว่าอ่านเรื่องนี้อย่าหวังอะไรมาก...เตรียมใจไว้ก็พอค่ะ 5555555

เตรียมใจทำไม? ก็นั่นน่ะซี~ อะไรๆ มันก็ไม่แน่นอนหรอกค่ะ ใจคนก็เช่นกัน

ง่อวววววววว -.,-

และถึงเวย์จะมาแค่ตัวอักษรก็ตามตอนนี้...หึๆ

เดี๋ยวก่อน นี่มันแค่จุดเริ่มต้น 555555555555555


เม้าท์มอยพอประมาณ 555555555

ขอเวลาไปหาอะไรกินก่อนค่ะ หิวกลางดึกตลอดเวลาาา

อ่านกันให้สนุกนะค้าา

อย่าลืมกฎการอ่านของเรื่องนี้

คิดซะว่าไม่ได้อ่านหนังสือ แต่กำลังฟังเพื่อนเล่าเรื่องให้ฟัง >3<

แล้วจะสนุกมากยิ่งขึ้นค่ะ



ไว้เจอกันตอนหน้าค่ะ

1 คอมเม้นท์ 1 กำลังใจน้า


          ม๊วฟฟฟฟฟ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 2 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

107 ความคิดเห็น

  1. #72 .feather! (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 31 พฤษภาคม 2559 / 01:04
    ทำไมยิ่งอ่านยิ่งเพลียกะนางเอก55555 คนนึงคิดน้อยจนแทบไม่คิดอะไรเลย คนนึงคิดมากจนเก็บไปฟุ้งซ่านคนเดียว อืมมม
    #72
    0
  2. #46 eyp (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 21 เมษายน 2559 / 19:07
    เวยยยยย์เราเข้าในนายนะT^T
    #46
    0
  3. #45 บุบบับ (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 19:36
    เห็นใจเวย์นะะะ
    #45
    0
  4. #44 dena (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 10:39
    ขอให้ออกทัน มิ.ย. นะค้าาาาาาาา สู้ๆ
    #44
    0
  5. #43 dena (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 10:27
    อยากให้ออกเป็นเล่มไวๆ><
    #43
    0
  6. #42 -❀imnickii' (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 19 เมษายน 2559 / 07:16
    แต่เราเข้าใจมุมของเวย์นะ. นั่นแฟนเราทั้งคนเค้าไม่ได้อยู่กับด้า เค้าจะรู้ได้ยังไงว่าเพื่อนผชด้าเป็นยังไง. ยังไงด้าก็แฟนเขาทั้งคน อีกอย่างผชที่ไหนจะชอบให้แฟนตัวเองพูดถึงผชคนอื่น. ต่อให้เพื่อนก็เถอะ. ผญอาจจะไม่คิดไรคิดว่าเพื่อนแต่ผชก็ไม่ใช่ไง ._. มีไม่น้อยนะที่เลิกกับแฟนเพราะแบบนี้เราก็เป็น. ฮือออออ คือใจเราคงบริสุทธิ์ใจไม่คิดไรอยากให้แฟนรู้แต่แฟนก็มองอีกมุมไง เขาไม่ได้อยู่กับเราไม่พอยังต้องมารับรู้ว่าเราอยู่แต่กับเพื่อนผชอีก พ่อพระมาจากไหนก็ทนได้ไม่นาน ด้าเลยกลายเป็นมองว่าเวย์งี่เง่า จริงๆมันมีเหตุผลทั้งนั้น เวย์น่าสงสารนะฮืออออ เคยยืนจุดด้ามาก่อนพอฟังความรู้สึกตอนเลิกกับแฟนตอนนั้นเลยเข้าใจ ถึงเวย์จะทำให้ด้ามองไม่ดีตรงที่เหมือนไม่เชื่อใจ แต่รักมากยิ่งห่างมากแถมแฟนยังพูดถึงแต่กับกลุ่มเพื่อนผชเป็นหลัก. เป็นใครใครจะไม่เขวล่ะเอ้อ ปฏิเสธไม่ได้หรอก ละยิ่งใจคนด้วยแล้ว... ฮือออเรื่องนี้นี่เรียลจริงๆ
    #42
    0
  7. #41 Delta (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 23:31
    เวย์อาจจะแค่หึงงงงงง แต่เป็นหนุ่มซึนไง ><
    #41
    0
  8. #40 mistwind (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 23:20
    เนื้อเรื่องเหมือนจริงมากค่ะ เหมือนเอาไดอารี่คนๆ นึงมาอ่านเลย

    รู้สึกเข้าถึงประโยคที่ไอด้าพูดไว้ตอนต้นตอนที่1ว่า "สำหรับคู่รักที่ต้องอยู่ไกลกัน สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ระยะทาง แต่เป็นใจคน" มากขึ้นเรื่อยๆ
    งื้ออออ น่ากลัวจริงๆ เวย์นะเวย์ เห็นเงียบๆ แบบนั้น น้ำนิ่งไหลลึกมากแค่ไหน Y-Y

    รอติดตามนะคะ ♥
    #40
    0
  9. #38 Yuki (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 22:07
    ชอบมากอะเรื่องนี้ เวย์ทำไมกลายเป็นคนงี่เง้่าน้าาาาาา แอบสงสารไอด้า คนมีความบริสุทธิ์ใจ แต่กลับไม่เชื่อใจกัน T-T อ่านแล้วน้ำตาคลอเลย

    ชอบตอนพั้นท์หงุดหงิดไดกิเรื่ิองไอด้า กับตอนที่พั้นท์บอกว่า"แต่ฉันเทคแคร์ดีกว่าแฟนเธอนะ" กรี้ดดดดด~~~ ประโยคนี้โดนใจและฟินมากกก~~

    ขอบคุณพี่ออมมากนะคะที่แต่งนิยายดีๆมาให้อ่าน อินหนักมากกก~~~ ตอนนี้เป็นอีกตอนทีี่ชอบมากกกกก~~~~~
    #38
    0
  10. #37 I am sone (จากตอนที่ 3)
    วันที่ 18 เมษายน 2559 / 21:42
    สนุกก็กก
    #37
    0